The Cloud x ททท.

ไม่บ่ายวันเสาร์ ก็สายวันอาทิตย์ หลังจากเดินเข้าศาลเจ้าสีแดงสด เขย่าเซียมซีทายใจเสร็จสรรพ เราจะแวะตามตรอกซอกซอยของตลาดกลางเมืองเก่า ตรอกนู้นมีอาหารเหนือท้องถิ่น ตรอกนั้นถูกใจเป็นพิเศษ เพราะมีม้วนผ้าสีน้ำเงินเข้มเขียนเทียนดั้งเดิมของชนเผ่าม้ง หลายคนคงเดาออกว่าเรากำลังพูดถึง ‘ตรอกเล่าโจ๊ว’ ตรอกผ้าม้งของเชียงใหม่

เปล่า เราไม่ได้จะเขียนเชิญชวนไปช้อปกระจายกับบรรดาผ้าลายสวย

ผ้าเขียนเทียนต่างหากสำคัญ

ขอชวนคนพิเศษมาเล่าให้ฟัง ชง-อรทัย อินรัง เจ้าของแบรนด์ฝ้ายเงินฝ้ายทอง เธอผู้พลิกฟื้นผ้าเขียนเทียน จากภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวเขาเผ่าม้ง บ้านป่ากลาง อำเภอปัว จังหวัดน่าน ให้กลับมาหายใจอีกครั้งท่ามกลางความหวัง

หากบอกว่าเธอเป็นความหวังหมู่บ้านคงไม่ผิดนัก เพราะอรทัยพาแบรนด์ฝ้ายเงินฝ้ายทองและชาวบ้านบ้านป่ากลางไปไกลเกินหันหลังกลับ เราได้ยินแต่เสียงเฮให้เดินต่อไปข้างหน้า เดินไปด้วยกัน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง แม้แต่คนเดียว

ฝ้ายเงินฝ้ายทอง: แบรนด์ผ้าเขียนเทียนของชาวม้งที่พาดีไซน์บรรพบุรุษไปไกลกว่าจ.น่าน

1

คนบ้านป่ากลางเป็นชาวเขาเผ่าม้ง เดิมทีปักผ้าขายเป็นอาชีพ พอมีการส่งเสริมปลูกข้าวโพด-เลี้ยงสัตว์ ชาวบ้านชวนกันไปทำเกษตรกรรมเสียหมด งานปักผ้าจากเคยหลักกลับเป็นรอง หัตถกรรมแทบสูญหายไปกับการทำไร่เลื่อนลอย

แต่แล้ววิกฤตต้มยำกุ้งเข้าจู่โจม ไม่เพียงคนเมืองได้รับผลกระทบ ชาวเขาเผ่าม้งบนบ้านป่ากลางก็โดนเหมือนกัน 

เศรษฐกิจไม่ดี แล้วจะทำอะไรได้? 

ณ ตอนนั้น คงเป็นคำถามในใจใครหลายคน และเป็นหนึ่งคำถามในใจอรทัยด้วย 

คุณพ่อของเธอเป็นทหาร พร้อมรบและพบรักกับคุณแม่ที่เป็นคนบ้านป่ากลาง ครอบครัวของอรทัยกลับมาอยู่บ้านป่ากลางหลังจากคุณพ่อเกษียณจากการเป็นรั้วของชาติ ส่วนคุณแม่กลับบ้านมาเปิดร้านขายอุปกรณ์ตัดเย็บ แถมมีพื้นฐานซ่อม-เย็บเสื้อผ้าเป็นทุนเดิม อรทัยไม่ต้องพูดถึง ฝีมือตัดขี้ด้ายเธอไม่เป็นสองรองใคร

บ้านเธอผ้าเยอะ เพราะคุณแม่ใจดี ยามเพื่อนบ้านเดือนร้อนเงินทอง คุณแม่มักรับซื้อผ้าของพวกเขาเอาไว้

เศรษฐกิจไม่ดี แล้วจะทำอะไรได้ ? 

  “เรามองดูรอบตัวว่าบ้านเรามีอะไร หมู่บ้านเรามีอะไร” 

บ้านเธอมีผ้ากองเป็นภูเขา หมู่บ้านเธอมีหญิงสาวเก่งหัตถกรรม 

แบรนด์ฝ้ายเงินฝ้ายทอง จึงเกิดขึ้นเมื่อ 15 ปีก่อน ด้วยการขายผ้าเขียนเทียนยกผืนที่คุณแม่รับซื้อจากเพื่อนบ้าน ก่อนจะถูกพัฒนาเป็นเสื้อคลุมอย่างญี่ปุ่นสุดเท่ เดรสทรงสวยมีฮู้ดด้านหลังเพิ่มความเก๋ และสารพัดเสื้อผ้าแฟชั่นที่ตัดเย็บจากผ้าพิมพ์เทียน

ฝ้ายเงินฝ้ายทอง: แบรนด์ผ้าเขียนเทียนของชาวม้งที่พาดีไซน์บรรพบุรุษไปไกลกว่าจ.น่าน

2

สมัยบุกเบิก อรทัยต้องหอบผ้าเขียนเทียนจากหมู่บ้านขึ้นรถทัวร์ไปขายยังโครงการสนับสนุนการสร้างอาชีพของธนาคารออมสิน ภายหลังมีโอทอป เธอส่งผ้าเขียนเทียนที่ผ่านการตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วไปขาย ทำให้คนน่านและคนต่างจังหวัดรู้จักผ้าเขียนเทียนจากภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวเขาเผ่าม้งมากขึ้น และเป็นการกระจายต่อให้คนเข้าใจว่า ‘ผ้าน่าน’ ไม่ได้มีเพียงแค่ผ้าซิ่นทอมือสุดแสนประณีต แต่ผ้าเขียนเทียนย้อมครามก็มีคุณค่าไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

ปกติแล้วชาวเขาเผ่าม้งบ้านป่ากลางจะใส่เสื้อผ้าจากผ้าเขียนเทียนเฉพาะวันขึ้นปีใหม่และงานแต่งงานเท่านั้น ทุกปีอรทัยเฝ้ารอวันอวดชุดสวยของหญิงสาวในหมู่บ้าน แต่ละปีแพตเทิร์นชุดไม่เหมือนกัน เทรนด์สีประจำปีไม่เหมือนกัน บอกเลยว่าอินแฟชั่นคู่สียิ่งกว่าบริษัทสีแพนโทน แค่ได้ฟังก็สนุกจนอยากเห็นด้วยสองตา 

แต่สีหลักสำหรับผ้าเขียนเทียนยังคงเป็นสีน้ำเงินเข้ม ย้ำ! ยิ่งสีน้ำเงินเข้มมากเท่าไหร่ ยิ่งสวยมากเท่านั้น ปัญหาตามมาของความเข้ม คือสีตก เพราะการย้อมสีมี 2 แบบ ดั้งเดิมแท้สีย้อมจะออกม่วง ปัจจุบันเน้นย้อมสีครามเข้ม ยืนยันจากปากอรทัยว่าสีตกทั้งสองแบบ ส่วนครามเข้มได้จากสีย้อมครามเคมี ด้วยค่าใช้จ่ายของครามแท้ราคาสูง ประกอบกับคนในหมู่บ้านทำผ้าม้วนส่งขายในปริมาณมาก สำคัญเลย สีต้องเข้มตามแบบฉบับดั้งเดิม ครามเคมีจึงตอบโจทย์มากกว่า

“คนทำขายในหมู่บ้านเขาไม่ค่อยซัก สีผ้าเลยตก เขาทำแบบนั้นขายได้อยู่แล้ว แต่เราไปขายคนอีกกลุ่มหนึ่ง ต้องดัดแปลงให้เข้ากับสังคมเมือง เราพัฒนาของเราไป ดีเสียอีก ถ้าเราไปทำเหมือนเขาหมดทุกอย่าง เขาจะไปขายใครที่ไหน เราแตกต่างเพื่อไม่แย่งอาชีพคนในหมู่บ้าน เราช่วยเขาและเราช่วยชุมชนด้วย” เจ้าของแบรนด์บอกกับเราด้วยรอยยิ้ม

เอกลักษณ์ของผ้าพิมพ์เทียนย้อมสีครามของฝ้ายเงินฝ้ายทองสีจะซีดกว่าท้องตลาดทั่วไป เพราะอรทัยแก้ปัญหาสีผ้าตกด้วยการซักผ้ามาให้แล้ว 5 รอบ เรียกว่าพร้อมใช้งานทันที แถมสีน้ำเงินซีดยังไปโดนใจลูกค้าชาวญี่ปุ่นเข้าเต็มเปา

3

“เราต้องรู้ว่าชุมชนมีอะไร บ้านนี้เย็บกระเป๋าเก่ง เอาผ้ามาให้เขาเย็บกระเป๋า บ้านนี้เย็บเสื้อเก่ง เอาผ้ามาให้เขาเย็บเสื้อ บางทีขับรถผ่านเรารู้แล้วว่าบ้านนี้จิกมือเก่ง เราเลยหางานมาให้เขาตลอด เขาแทบไม่ต้องออกไปไหนเลย”

คนในหมู่บ้านบ้านป่ากลางจะทำผ้าพิมพ์เทียนย้อมครามขายเองและทำส่งให้กับอรทัย เป็นเครือข่ายสัญญาใจ อย่างบ้านวิชัย เขียนเทียน เธอมอบตำแหน่งพิมพ์เทียน ย้อมครามให้รับผิดชอบ การออกแบบเธออาสารับเอง ส่วนญาติคนสนิทดูแลการตัดเย็บเสื้อผ้าทั้งหมดของฝ้ายเงินฝ้ายทอง เน้นเสื้อผ้าโคร่งโอเวอร์ไซส์ ใส่ได้ในชีวิตประจำวันทั้งหญิงและชาย

ฝ้ายเงินฝ้ายทอง: แบรนด์ผ้าเขียนเทียนของชาวม้งที่พาดีไซน์บรรพบุรุษไปไกลกว่าจ.น่าน

การเขียนเทียนแบบดั้งเดิมใช้ปากกาด้ามไม้หัวทองเหลืองจุ่มลงหม้อต้มเทียน เพียงอึดใจ สะบัดปากกาเล็กน้อยก่อนจะขีดลงบนเนื้อผ้า ขีดจนได้ลายตามชอบใจก็นำผ้าไปแช่น้ำสะอาดหนึ่งคืนเพื่อให้สีย้อมติดดี หลังจากแช่ผ้าครบหนึ่งคืนเอาผ้าไปจุ่มถังคราม ยิ่งจุ่มถังครามหลายรอบ สีผ้ายิ่งเข้ม จากนั้นเอาไปตากแห้งก่อนต้มเพื่อลอกเทียนออก

ฝ้ายเงินฝ้ายทอง: แบรนด์ผ้าเขียนเทียนของชาวม้งที่พาดีไซน์บรรพบุรุษไปไกลกว่าจ.น่าน

ปัจจุบันคนในหมู่บ้านไม่นิยมเขียนเทียนกันแล้ว เพราะมีช่างฝีมือดัดแปลงสารพัดเทคนิคจากการทำเครื่องเงินมาประยุกต์ทำบล็อกไม้สำหรับพิมพ์เทียน ลายดั้งเดิมอย่างลาย ‘เหง้าฟัง’ ก็ถูกลดทอนจนเกิดเป็นลวดลายใหม่ บางทีแม่ค้าหัวดี เอาลายกระโปรงเขียนเทียนสมัยพ่อแม่มาให้ช่างทำบล็อกไม้แกะลายให้ก็มี ส่วนอรทัยขอเก๋ด้วยบล็อกลายดอกไม้

4

เส้นทางสายผ้าเขียนเทียนไม่ราบรื่นเหมือนขีดเขียนตามใจ กว่าเธอจะเรียกความมั่นใจจากคนในชุมชนว่าผ้าเขียนเทียนมีโอกาสไปได้ ไปได้ไกลกว่าบ้านป่ากลาง ไปได้ไกลกว่าอำเภอปัว ไปได้ไกลกว่าจังหวัดน่าน ทำเอาเธอเสียเหงื่อและเสียน้ำตาไม่น้อย

“เราสู้หลายอย่าง เราสู้ให้ผ้าเขียนเทียนเป็นที่รู้จัก เราเข้าโครงการประกวดเกี่ยวกับผ้าพื้นบ้านแทบทุกรายการ เพราะกรรมการตัดสินจากแรงบันดาลใจ เรามีแรงบันดาลใจ เรามีทุกอย่างอยู่ในหมู่บ้าน มันง่ายต่อการสื่อสารให้เขาเข้าใจ 

ฝ้ายเงินฝ้ายทอง: แบรนด์ผ้าเขียนเทียนของชาวม้งที่พาดีไซน์บรรพบุรุษไปไกลกว่าจ.น่าน

“เรามาจากหมู่บ้านชาวเขา เราเกิดมาจากเขียนเทียน ถ้าเราไม่สานต่อภูมิปัญญาจากบรรพบุรุษ เขาไปถางป่า ทำไร่เลื่อนลอยกันหมดแล้ว เราอยากรักษาภูมิปัญญาชาวเขาเผ่าม้งให้คงอยู่และคนข้างนอกให้การยอมรับ”

รางวัลจากการประกวดพิสูจน์ตัวเธอเองให้คนบ้านป่ากลางเห็นว่า ‘ผ้าเขียนเทียน’ ของพวกเขา มีคนมองเห็นความสวยงามและหัตถกรรมทำด้วยสองมือมีคุณค่า เฉกเช่นเดียวกับผ้าทอมือลายดั้งเดิมจากบรรพบุรุษเมืองนันทบุรี

ก่อนนั่งสนทนากับอรทัย เธอบอกว่าไปประกวดมาหนึ่งรายการ กรรมการแจกหัวข้อ ‘ความเป็นน่าน’

เธอได้รับแรงบันดาลใจจากทหารสวมเสื้อม่อฮ่อมบนจิตรกรรมฝาผนัง วัดหนองบัว

ฝ้ายเงินฝ้ายทอง: แบรนด์ผ้าเขียนเทียนของชาวม้งที่พาดีไซน์บรรพบุรุษไปไกลกว่าจ.น่าน

เราเห็นชุดแล้วเท่มาก สมแล้วเธอตั้งชื่อว่า Tiger Blue อรทัยผสานความเป็นน่านด้วยผ้าทอมือลายไทลื้อ ไม่ลืมความเป็นตัวตนด้วยการตัด-ต่อกับผ้าเขียนเทียนย้อมคราม พ่วงสีส้มด้วยอีกนิด เพื่อสื่อถึงเสือสาวได้อย่างตรงไปตรงมา

  ตอนทำเธอตั้งกลุ่มเป้าหมายไว้ว่า ชุดแบบนี้ต้องขายวัยรุ่นเท่านั้น โดยเฉพาะลิซ่า ศิลปินวง BLACKPINK!

5

ตั้งแต่วันแรก เป็นระยะเวลา 15 ปี ฝ้ายเงินฝ้ายทองเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง แม้เป็นคำถามธรรมดาแต่เราสงสัย

“สิบห้าปีก่อน ถ้าทำเสร็จเราต้องเหมารถไปขาย ทุกวันนี้คนมาซื้อถึงในหมู่บ้าน ทุกบ้านเริ่มกลับมาทำผ้าเขียนเทียน จากไปปลูกข้าวโพดก็ไม่ไปแล้ว บางคนบอกเศรษฐกิจไม่ดี แต่ถ้าสร้างงานจากฝีมือของเราเอง คำว่าอดตายไม่มี 

“เมื่อก่อนคนทิ้งหมู่บ้านไปเหลือแต่คนแก่ เดี๋ยวนี้เขากลับมาบ้าน กลับมาพิมพ์ผ้าขาย กลับมาปักผ้าขาย วัยรุ่นก็อยู่ในหมู่บ้านมากขึ้น แสดงว่าเขาเห็นงานของเขามีคุณค่า เราคิดแล้วว่าเขาไปอยู่ที่อื่นคงไม่มีความสุขเท่ากับอยู่ที่บ้าน 

“อยู่กับภูมิปัญญาได้อะไรมากกว่าแน่นอน ถ้าเข้ากรุงเทพฯ ต้องใช้แรงงานอย่างเดียว ถ้าอยู่บ้าน เขายังได้ดูแลพ่อแม่ พิมพ์ผ้าด้วย ปักผ้าด้วย เราว่าผ้าเขียนเทียนทำให้คนไกลบ้านกลับมาใกล้บ้านนะ” 

อรทัยเล่าด้วยแววตาสดใส ราวกับเรื่องราวเหล่านั้นเป็นสายน้ำคอยรดให้หัวใจของเธอชุ่มฉ่ำครั้งแล้ว ครั้งเล่า

ฝ้ายเงินฝ้ายทอง: แบรนด์ผ้าเขียนเทียนของชาวม้งที่พาดีไซน์บรรพบุรุษไปไกลกว่าจ.น่าน

6

เป้าหมายสูงสุดของอรทัยในการทำแบรนด์ฝ้ายเงินฝ้ายทองคือการเข้าไปขายใน KING POWER เธอพยายามมาหลายต่อหลายครั้ง ในที่สุดเราและคุณก็ได้ยินข่าวดีจากเธอ อรทัยทำสำเร็จ! เราขอให้เธอเล่าให้คุณฟังด้วยตัวเอง

“เราใฝ่ฝันมานานว่าอยากให้แบรนด์เข้าคิงพาวเวอร์ ให้ผ้าเขียนเทียนเข้าไปขายในคิง เพาเวอร์ เราเจรจาหลายครั้ง เพราะปัญหาสีตก แต่เราทดลองย้อมผ้าเขียนเทียนด้วยน้ำครามน้ำแรกของบ่อ สีไม่ตกอีกแล้ว เราเลยเข้าไปเสนอ สุดท้ายผ่านการคัดเลือก ตอนนี้กำลังเริ่มทำคอลเล็กชันเพื่อนำสินค้าไปให้คิง เพาเวอร์ พิจารณา

“เราว่าจะเอาผ้าคลุมไหล่ กระโปรงชาวเขาของบ้านวิชัย เขียนเทียน ไปเสนอด้วย มีงานของช่างเย็บกระเป๋า ช่างเย็บพวงกุญแจ เราไปทีพาไปทั้งหมู่บ้าน ไม่ใช่แค่เราคนเดียว แต่คนข้างหลังเรายังมีอีกหลายคน เมื่อก่อนเราไม่เคยได้รับโอกาส พอเขาให้โอกาสเราแล้ว เราต้องส่งต่อโอกาสนั้นในคนอื่นด้วย เราภูมิใจมากนะที่ผ้าเขียนเทียนได้รับการยอมรับ

“เรากำลังพัฒนาไปข้างหน้าเรื่อยๆ แต่สิ่งหนึ่งที่เราลืมไม่ได้คือภูมิปัญญาจากบรรพบุรุษ” 

มากกว่าการยอมรับ เธอทำให้ผ้าเขียนเทียนกลับมามีชีวิตอีกครั้ง 

ชาวเขาเผ่าม้งบนบ้านป่ากลาง อำเภอปัว จังหวัดน่าน กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ฝ้ายเงินฝ้ายทอง: แบรนด์ผ้าเขียนเทียนของชาวม้งที่พาดีไซน์บรรพบุรุษไปไกลกว่าจ.น่าน

ฝ้ายเงินฝ้ายทอง

205 หมู่1 ตำบลสถาน อำเภอปัว จังหวัดน่าน 55120

ติดต่อ 09 3967 1969

Facebook: ฝ้ายเงินฝ้ายทอง

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

สโรชา อินอิ่ม

Freelance photographer ชอบความอิสระ ชอบเดินทางท่องเที่ยว บันทึกความทรงจำผ่านภาพถ่าย

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

ทันทีที่เครื่องมือนำทางพาเรามาถึงจุดหมาย เจ้าบ้านก็ต้อนรับเราด้วยน้ำมะพร้าวหอมๆ พร้อมบทบรรยายละลายพฤติกรรมว่าด้วยเรื่องวิชาสังเกตลูกมะพร้าวและวิธีกินน้ำมะพร้าวให้อร่อย 101

อาทิ การเจาะรูเพื่อกินน้ำมะพร้าว หากสังเกตกะลามะพร้าวให้ดี จะพบการแบ่งพื้นที่เป็น 3 ส่วนไม่เท่ากัน ส่วนที่ใหญ่สุดเป็นส่วนเดียวที่มีรูเจาะได้ หากรู้ ก็จะสามารถใช้หลอดเจาะกินน้ำมะพร้าวด้านในโดยไม่ต้องใช้มีดเปิดฝากะลา 

สีเขียวอ่อนกำลังดีของผิวมะพร้าวลูกโตตรงหน้าบอกเราว่า นี่คือมะพร้าวทึนทึก แก่ ดูเหมือนมีตำหนิ แต่ความจริงน้ำหวาน เนื้อเหนียวแต่อร่อย และเหมือนใครจะรู้ว่าเราอินกับเรื่องราวๆ นี้เป็นพิเศษจึงส่งกลิ่นปลาทูทอดมาตัดความสนใจ

มีคนเคยบอกว่า ปลาทูแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม ที่อร่อยแท้ ต้องหน้างอ คอหัก

นอกจากปลาทูขึ้นชื่อ วันนี้ที่สมุทรสงครามยังมีน้ำตาลมะพร้าวออร์แกนิกที่กินแล้วหน้ายิ้ม ไม่มีงอ

อันที่จริง เรายิ้มตั้งแต่ได้ยินชื่อแล้ว

เพียรหยดตาล เป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่ทำน้ำตาลร่วมกับชาวสวนมะพร้าวด้วยภูมิปัญญาแบบดั้งเดิม ก่อตั้งโดย เก๋-ศิริวรรณ ประวัติร้อย เจ้าของสวนสุวรรณออร์แกนิกและหัวหน้าศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน และ เอก-อัครชัย ยัสพันธุ์ เจ้าของสวนมะพร้าวอินทรีย์ในจังหวัดราชบุรี ร่วมกันจุดประกายให้กลุ่มเกษตรกรคิดถึงคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่ ด้วยการปลุกเตาตาลอายุกว่า 30 ปีที่กำลังหลับใหลให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

เพียรหยดตาล เพียรหยดตาล

อุปกรณ์ชื่อประหลาดที่ใช้ในกระบวนการทำน้ำตาลจึงถูกเช็ดล้างเป็นการใหญ่เพื่อเตรียมนำกลับมาใช้

และดูเหมือนว่าคุณลุงคุณป้าผู้มีอายุมากกว่า 70 ปีแล้ว ก็ยังเต็มไปด้วยพลัง ฝีมือ ความชำนาญ ความคล่องแคล่ว ที่หาได้ลดลงตามวันเวลา จะว่าไปทั้งคนและอุปกรณ์ดูจะมีชีวิตชีวามากกว่าครั้งก่อน

กระบวนการและความเพียรที่ส่งผ่านทุกรายละเอียดทำให้เราไม่แปลกใจว่าทำไมเพียรหยดตาลจึงกำลังเป็นที่นิยมในหมู่เชฟและคนที่ตามหารสชาติดั้งเดิมของน้ำตาลมะพร้าว เช่น ร้านราบของเชฟแวน เฉลิมพล ที่ท่าพระอาทิตย์ ร้านกาแฟ ROOTS และร้านไอศกรีม Guss Damn Good

ก่อนจะพูดคุยกับเก๋และเอกเรื่องวิสาหกิจชุมชนเพียรหยดตาล หมู่ 1 ตำบลนางตะเคียน อำเภอเมืองฯ จังหวัดสมุทรสงคราม กันแบบยาวๆ คุณลุงคุณป้าเจ้าของถิ่นก็ชวนให้เราตามชาวคณะไปดูการทำน้ำตาลมะพร้าวแบบดั้งเดิมก่อน

ผูกเชือกรองเท้าให้พร้อม สวมหมวกกันแสงแดดให้มั่น แล้วเดินตามมาเลยค่ะ

เพียรหยดตาล

บทเพียรที่ 1

คบคนเพียร เพียรพาไปหาวัตถุดิบ

“ปีนเลยๆ” เสียงคุณป้าต๋อยร้องบอกเราเมื่อเห็นว่ากำลังชะเง้อมองเพื่อนคนที่ตัวสูงกว่าเอื้อมมือแตะชิมน้ำหวานจากงวงตาล

เพื่อรับรู้ความรู้สึกของการ ‘ขึ้นตาล’ อย่างชาวบ้าน เราจึงไม่รอช้าให้เสียแรงเชียร์จากป้าต๋อย

เพียรหยดตาล

วิธีการขึ้นสู่ต้นมะพร้าวนั้นง่ายดายด้วย ‘พะอง’ ไม้ไผ่ลำยาวที่มีตาของไผ่ยาวออกมาประมาณ 3 – 5 นิ้ว ใช้เป็นบันไดเพื่อพาดปีนขึ้นต้นมะพร้าวพันธุ์เตี้ยซึ่งชาวบ้านเรียกเหมารวมว่า ‘ตาล’ ชื่อเรียกแทนน้ำที่ได้จากพืชตระกูลปาล์ม อย่างต้นมะพร้าว ต้นตาล ต้นจาก

ก่อนจะไปถึงวิธีการทำน้ำตาลมะพร้าว เรามาทำความรู้จักการ ‘ขึ้นตาล’ หรือการเก็บน้ำตาลแบบดั้งเดิมกันก่อน ในแต่ละวันชาวบ้านจะขึ้นตาลทั้งหมด 2 รอบ ห่างกันรอบละ 8 ชั่วโมง ความแตกต่างระหว่างสวนมะพร้าวอินทรีย์กับสวนมะพร้าวทั่วไปคือระบบนิเวศที่รายรอบในพื้นที่ รวมถึงบรรดาผึ้งนานาพันธุ์ที่บินกินน้ำผึ้งอย่างขันแข็ง

เพียรหยดตาล

เมื่อชาวบ้านปีนพะองขึ้นไปถึงตำแหน่งของ ‘จั่น’ หรือช่อดอกของต้นมะพร้าว ผู้ขึ้นตาลจะใช้มีดปาดจั่นบางๆ จนเกิดหยดน้ำตาลค่อยๆ ไหลสู่กระบอกที่เตรียมไว้ ก่อนจะใส่ ‘ไม้พะยอม’ สับ มีสรรพคุณเป็นสารกันบูดแบบธรรมชาติ แต่ต้องระวังไม่ให้ใส่มากเกิน เพราะจะทำให้น้ำตาลที่ได้มีรสฝาด

เพียรหยดตาล เพียรหยดตาล

จากนั้นนำน้ำตาลที่ได้ไปต้มที่ ‘เตาตาล’ มีลักษณะพิเศษคือเป็นเตาหลุมซึ่งก่อไฟให้ความร้อนพร้อมกันจากจุดเดียว

ขั้นตอนนี้หากตั้งไฟต้มไม่นาน คุณจะได้น้ำตาลสดรสหวานอร่อยกินกับน้ำแข็งเย็นชื่นใจ แต่หากตั้งไฟต้มนานกว่านี้สักพักคุณก็จะได้น้ำตาลมะพร้าวอร่อยๆ ไว้ปรุงอาหารคาวหวานต่อไป

ค่อยๆ กวนน้ำตาลด้วย ‘โพง’ หม้อตักที่ต่อด้าม ระหว่างที่ต้มน้ำตาลจะเกิดฟองจำนวนมาก ขั้นตอนนี้ชาวบ้านจะนำ ‘โค’ ไม้ไผ่สานทรงกระบอกขนาดเล็กกว่ากระทะต้มตาลเล็กน้อยมาครอบ เพื่อให้ฟองลอยสูงขึ้นไม่ล้นออกนอกกระทะ วิธีแก้ตามภูมิปัญญาชาวบ้านคือ ใช้ทางมะพร้าวแตะเบาๆ ที่ปากโค น้ำมันจากใบมะพร้าวจะทำให้ฟองยุบตัวลงอย่างรวดเร็ว เคี่ยวต่อจนน้ำตาลในกระทะข้นระดับหนึ่ง ให้สังเกตความเข้มข้นและสีของน้ำตาลที่ค่อยๆ เข้มงวดขึ้น แสดงว่าได้ที่แล้ว จากนั้นยกออกจากเตาไปกรองตะกอนออกด้วยผ้าขาวบาง และนำมากระทุ้งด้วยไม้กระทุ้งให้อากาศค่อยๆ เข้าแทรกตัวจนเนื้อน้ำตาลเหนียวได้ที่ ก่อนเทใส่แบบเป็นอันเสร็จ

เพียรหยดตาล เพียรหยดตาล เพียรหยดตาล

ระหว่างที่สังเกตการณ์ท่าทีของคุณลุงคุณป้าชาวบ้านที่ผลัดกันรับส่งไม้กระทุ้งน้ำตาลให้ทีมงานดู เราพบว่า แม้ใครจะบอกว่าท่าทางที่ต่างกันไปจะไม่ส่งผลต่อรสชาติ แต่อย่างน้อยความหวานที่เกิดขึ้นต้องมีผลมาจากความร่วมมือทีละเล็กละน้อยเป็นสำคัญ

ขณะที่ทุกคนกำลังตักน้ำตาลอุ่นใส่ถ้วยคนละไม้คนละมืออยู่นั้น เราไม่อาจละสายตาจากน้ำตาลติดกระทะที่ค่อยๆ แข็งตัวเป็นตังเมอุ่นๆ หอมๆ ได้เลย ร้อนถึงลุงเล็ก เจ้าของเตาตาลแห่งนี้ ต้องหาก้านไม้เล็กๆ พันตังเมให้พวกเราลิ้มลอง

“ขั้นตอนไม่มีอะไรซับซ้อน มันคือการรอ” เอกสรุปขั้นตอนการทำน้ำตาลทั้งหมด โดยทั้งกระบวนการนี้ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่งถึง 2 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความแรงของไฟและปริมาณน้ำตาลที่ใส่

เพียรหยดตาล เพียรหยดตาล

บทเพียรที่ 2

คนเจ้าน้ำตาล

เคล็ดลับน้ำตาลจากชาวหมู่ 1

ทำน้ำตาลไม่มีตำรา: คุณลุงวิชัยบอกว่า บางคนขึ้นมะพร้าว 10 ต้น ได้น้ำตาล 20 ลิตร บางคนได้น้ำตาล 5 ลิตร และในบางครัวเรือนสูตรที่ใช้ทำน้ำตาลก็แตกต่างกันระหว่างสามีและภรรยา

ทำน้ำตาลต้องรู้ใจน้ำตาล: รู้จักต้นมะพร้าวในสวน รู้จักความอ่อนความแก่ของช่อดอกหรือ ‘จั่น’ ชื่อเรียกของแหล่งกำเนิดหยดน้ำตาลก่อนโน้มงวงตาล ส่งผลต่อแรงที่ใช้โน้มงวงตาล และหยดน้ำตาลมะพร้าวที่จะได้

มีหยดน้ำตาก่อนหยดน้ำตาล: หากตื่นคุณตื่นเช้าทันตามคุณลุงวิชัย ใส่หมวกไฟฉายไปปีนต้นมะพร้าวขึ้นตาลตั้งแต่ตีสี่ โปรดระวังแมงป่องบนต้นมะพร้าวที่พิษมีฤทธิ์ทำให้แสบร้อนจนน้ำตาลไหล เอ้ย น้ำตาไหล คุณลุงวิชัยบอกว่า คนทำตาลมีแผลทุกคน ลำพังหากจะใส่ถุงมือป้องกันก็คงทำให้ปีนต้นไม้ไม่สะดวก

ตาลเช้า (ช่วงตี 4 – 6โมงเช้า) ให้น้ำตาลสดที่หอมหวานกว่าตาลเที่ยง (บ่าย 4 โมงเป็นต้นไป)

น้ำตาลมาจากพืชอะไรก็ได้ในตระกูลปาล์ม ชาวสมุทรสงครามนิยมใช้มะพร้าว ขณะที่ชาวเพชรบุรีนิยมใช้ตาลโตนด

เพียรหยดตาล

บทเพียรที่ 3

เพียรกระซิบบอก

“เราทิ้งไม่ได้ นี่คือสิ่งเรารู้สึก” เก๋รีบตอบ ทันทีที่เราถามถึงเหตุผลของการเปลี่ยนบ้านและสวนมะพร้าวออร์แกนิกของเธอให้เป็นศูนย์รวมใจชุมชน ทั้งศูนย์เรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์ ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน และวิสาหกิจชุมชนเพียรหยดตาล

ผลผลิตจากสวนสุวรรณออร์แกนิกไม่ได้มีแค่พืชท้องถิ่นที่หากินได้เฉพาะที่สมุทรสงคราม เช่น ชะคราม หนามแมงดอหรือหนามพุงดอ เป็นต้น มะพร้าว ชีวภัณฑ์ที่จำเป็นต่อการดูแลสวนด้วยวิถีอินทรีย์ แต่ที่นั้นมีความภูมิใจในความเป็นเกษตรกรของพ่ออยู่

จากน้ำตาลปี๊บขนาด 30 กิโลกรัมของพ่อในอดีต มาวันนี้ น้ำตาลตรงหน้าถูกแบ่งเป็นน้ำตาลปึกก้อนละ 1 กิโลกรัม ก้อนละครึ่งกิโลกรัม

“คนใช้น้ำตาลยังเยอะอยู่นะ แต่เป็นเพราะคนทำน้ำตาลจริงๆ ต่างหากที่มีจำนวนลดน้อยถอยลงไป” เก๋เล่าสถานการณ์น้ำตาลในพื้นที่

เหตุผลที่น้ำตาลมะพร้าวแบบที่เราคุ้นเคยนั้นแข็งจัดจนต้องใช้มีดหั่นเพราะผสมน้ำตาลทรายเข้าไป

ใช่แล้ว คุณอ่านไม่ผิด ภายใต้ป้ายเขียนที่บอกว่าน้ำตาลแท้ๆ นั้นมีน้ำตาลปนอยู่ในน้ำตาล

“น้ำตาลแท้ คือน้ำตาลที่นิ่มๆ นั่นแหละ เพราะมันไม่ได้ผสมอะไร” คำตอบนี้ของเก๋ทำให้เราหันมามองน้ำตาลใหม่อีกครั้ง

เก๋บอกว่า เนื่องจากความเข้าใจของคนในปัจจุบันที่ยอมรับน้ำตาลรูปทรงสวยมากกว่าน้ำตาลมะพร้าวแท้ๆ ที่อ่อนตัวตามอุณหภูมิ ไม่แข็งตัวตลอดเวลา จนคิดว่าเป็นของเสียหรือไม่มีคุณภาพ จึงทำให้กระบวนการผลิตน้ำตาลมะพร้าวแท้ๆ เหล่านี้ค่อยๆ หายไป

กับวัตถุดิบและอาหารการกินอื่นๆ ก็เช่นกัน เราจึงจะเห็นว่าความหลากหลายของสิ่งที่เรากินทุกวันนี้ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะการคัดสรรของผู้จำหน่ายเพื่อความพอใจของผู้บริโภค

เพียรหยดตาล เพียรหยดตาล

บทเพียรที่ 4

เพื่อนพึ่งเพียรยามยาก

จากความสนใจเรื่องเกษตรอินทรีย์ เอกจึงตัดสินใจมาเรียนรู้จากเก๋ ผู้เชี่ยวชาญและทำสวนมะพร้าวอินทรีย์มากว่า 10 ปีที่จังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อหวังความรู้กลับไปทำสวนมะพร้าวอินทรีย์ของตัวเองที่จังหวัดราชบุรี นอกจากความรู้และการแบ่งปันปัจจัยการผลิต เช่น การผลิตแตนเบียนบราคอน แมลงกำจัดหนอนหัวดำ ศัตรูพืชเบอร์หนึ่งของมะพร้าว เป็นการเพิ่มห่วงโซ่ในระบบนิเวศทดแทนความไม่สมดุลที่เกิดจากการใช้สารเคมี

แม้ไม่ได้เติบโตในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม หนุ่มราชบุรีอย่างเอกบอกว่า เขาหลงเสน่ห์ขั้นตอนการทำน้ำตาล ที่ไม่ต่างจากงานฝีมือแสนประณีต

มีรายละเอียดอีกมากมายที่เอกบอกว่าตามดูไม่เคยหมด ตั้งแต่เลือกไม้พะอง การโน้มจั่นตาลก่อนกรีด 7 วัน การตัดแต่งทางน้ำเมื่อฝนตกไม่ให้น้ำฝนลงมาในกระบอกเก็บตาล ทุกครั้งที่คุยกับชาวบ้านก็จะได้ศัพท์แปลกและความรู้ใหม่ทุกครั้ง

“ธรรมชาติของคนในวงการเกษตรอินทรีย์ค่อยๆ ขัดเกลาความคิดเราจากที่เคยสนใจแต่กระบวนการ ทำให้เรามองภาพที่กว้างกว่านั้น มิติของคน สังคม สิ่งแวดล้อม ยิ่งได้เห็นกระบวนการทำน้ำตาลของคนที่นี่ เรารู้สึกว่าเป็นสิ่งที่มีเสน่ห์มาก ยิ่งรู้ว่าหายากและกำลังจะหายไปในปัจุบัน เรายิ่งอยากสื่อสารออกไปให้คนรับรู้กระบวนการขั้นตอน” เอกเล่าถึงความตั้งใจสร้างการรับรู้ผ่านผลผลิตของกลุ่ม และเปิดโอกาสให้คนทั่วไปเข้ามาเรียนรู้ที่นี่ จึงชวนเก๋และชุมชนหมู่ 1 ร่วมจดทะเบียนก่อตั้งวิสาหกิจชุมชนเพียรหยดตาลขึ้นมา

“จุดเริ่มต้นเราไม่ได้มองว่าเรื่องใดเป็นปัญหาและเราอยากแก้ไข แต่เราทำเพราะเราชอบ เราอยากให้คนรับรู้ และถ้าสุดท้ายสิ่งนี้ทำให้คนสนใจกลับมาทำน้ำตาลมากขึ้นก็คงจะดี” แม้เอกจะบอกว่าเขาไม่แน่ใจว่าสิ่งนี้จะเป็นวิธีแก้ปัญหาหรือเปล่า แต่อย่างน้อยสิ่งที่เขาทำก็ใช่ว่าจะสูญเปล่า เพราะทุกกระบวนการเกิดขึ้นในชุมชนอยู่แล้ว เขาเพียงทำหน้าที่สื่อสารข้อมูลเหล่านี้ไปสู่ผู้บริโภค

เอกมองเห็นศักยภาพของกลุ่มจากพื้นฐานของสมาชิกกลุ่มที่ทำเรื่องเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจังอยู่แล้ว เมื่อรวมกับองค์ความรู้จากคุณลุงในกลุ่ม เขาพบว่าแทนที่จะให้ลุงปีนต้นมะพร้าวเก็บน้ำตาล ก็เปลี่ยนให้ลุงเป็นผู้ให้ความรู้ จึงเกิดเป็นโมเดลของกลุ่มที่มีเรื่องการท่องเที่ยวรวมอยู่ด้วย

“กลุ่มมันเหนียวแน่นมากตั้งแต่เป็นกลุ่มเลี้ยงแตนเบียนบราคอนในศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน” เอกเล่า พร้อมชี้ชวนให้รู้ดูที่เพาะแตนเบียนบราคอน

แตนเบียนบราคอนเป็นแมลงที่กินหนอนหัวดำศัตรูหมายเลขหนึ่งของต้นมะพร้าว เพื่อระบบนิเวศที่สมบูรณ์ตามธรรมชาติ ทางกลุ่มจึงเพาะเลี้ยงเพื่อเพิ่มจำนวนแตนเบียนบราคอนทดแทนการสูญหายจากการใช้สารเคมีของสวนใกล้เคียง นอกจากแลกเปลี่ยนความรู้การเพาะพันธุ์แล้วทางกลุ่มยังมอบแตนเบียนบราคอนเพื่อปล่อยในเส้นทางสาธารณะและสวนมะพร้าวทิ้งร้างด้วย เป็นอีกหนึ่งความเข้มแข็งของชาวหมู่ 1 ที่ทำเกษตรมะพร้าวอินทรีย์อย่างยั่งยืน เพราะมีทั้งกระบวนการพึ่งพาตัวเองและการสร้างความร่วมมือตั้งแต่ต้นไปจนถึงปลายทาง

“เราคนเดียวเราไม่สามารถหล่อเลี้ยงและขยายองค์ความรู้สู่ชุมชนได้ แต่ถ้าชุมชนเข้มแข็ง มีเจ้าหน้าที่รัฐและเอกชนร่วมมือเข้ามาช่วยกันเราก็สามารถทำได้” เก๋เสริม

เพียรหยดตาล

บทเพียรที่ 5

เพราะธรรมดาจึงพิเศษ

เอกบอกว่า สิ่งที่ท้าทายที่สุด คือการสื่อสารความพิเศษของน้ำตาลจากกลุ่ม เพราะทั้งหมดคือความธรรมดา

“ผมไม่อยากให้บรรจุภัณฑ์ที่ใส่รบกวนคุณค่าที่แท้จริงของน้ำตาล เพราะเมื่อใดที่มีบรรจุภัณฑ์ดีไซน์สวยงามมันก็เหมือนการขายของฝากมากกว่าคุณค่าที่อยู่ด้านใน” เอกเล่าที่มาของการให้ความสำคัญกับคุณค่าน้ำตาล แทนที่จะเริ่มจากความสวยงามของบรรจุภัณฑ์อย่างวิสาหกิจชุมชนทั่วไป

ปัจจุบันผลผลิตจากเพียรหยดตาลมีขนาด 500 กรัม และ 1 กิโลกรัม ในจำนวนที่จำกัดตามกำลังผลิตที่มี มีลูกค้าประจำเป็นเชฟจากร้านอาหารและลูกค้าปลีกทั่วไปที่สนใจ โดยมีช่องทางจัดจำหน่ายทางออนไลน์และโทรศัพท์

“หากชุมชนอื่นหรือคนรุ่นใหม่สนใจอยากเริ่มต้นรวมตัวกันเพื่อรักษาหรือต่อยอดวิถีชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่น เขาควรเริ่มต้นหรือความสำคัญกับเรื่องใดเป็นพิเศษ” เราถาม

“ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจธรรมชาติของคนที่นั่น ในกรณีของเราที่ไม่เติบโตที่นี่ วิถีหรือกระบวนคิดจึงแตกต่างกัน บางเรื่องที่เราคิดว่าจริงจัง ชาวบ้านไม่ได้คิดว่าจริงจัง เหตุผลที่เราไม่ทำเพียรหยดตาลแบบรีบโต ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราพยายามทำความเข้าใจกัน การเติบโตของกลุ่มจึงจะเป็นไปอย่างธรรมชาติตามความคิดที่ค่อยๆ เปลี่ยนไป ไม่ได้เกิดจากตัวเรากำหนดให้เป็น วัยที่ต่างกันก็ทำให้มีความคาดหวังต่างกัน อย่างลุงจิตอาจจะไม่ได้มองที่รายได้ เพราะทำเพื่อความสนุก ผมอาจจะมองว่าสิ่งนี้ต้องสร้างรายได้ด้วย

“แต่ถึงคิดเห็นไม่ตรงกันก็ไม่ใช่ปัญหานะ เพียงแต่เรามองหาสิ่งที่สอดคล้องกัน แรกๆ เราก็แอบเครียดเหมือนกันว่าทำไมไม่เป็นไปตามอุดมคติในใจ แต่วันนี้พบแล้วว่าต้องค่อยๆ เข้าใจและเพียรสื่อสาร” ถ้าคุณได้มีโอกาสมาอยู่ด้วยกันตรงนี้ คุณจะรู้สึกเหมือนเราว่า คำตอบสุดท้ายของเอกทำให้ขนมต้มน้ำตาลในมือเราหวานขึ้นอีก 3 ระดับ

เพียรหยดตาล เพียรหยดตาลFacbookเพียรหยดตาล

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load