The Cloud x ททท.

ไม่บ่ายวันเสาร์ ก็สายวันอาทิตย์ หลังจากเดินเข้าศาลเจ้าสีแดงสด เขย่าเซียมซีทายใจเสร็จสรรพ เราจะแวะตามตรอกซอกซอยของตลาดกลางเมืองเก่า ตรอกนู้นมีอาหารเหนือท้องถิ่น ตรอกนั้นถูกใจเป็นพิเศษ เพราะมีม้วนผ้าสีน้ำเงินเข้มเขียนเทียนดั้งเดิมของชนเผ่าม้ง หลายคนคงเดาออกว่าเรากำลังพูดถึง ‘ตรอกเล่าโจ๊ว’ ตรอกผ้าม้งของเชียงใหม่

เปล่า เราไม่ได้จะเขียนเชิญชวนไปช้อปกระจายกับบรรดาผ้าลายสวย

ผ้าเขียนเทียนต่างหากสำคัญ

ขอชวนคนพิเศษมาเล่าให้ฟัง ชง-อรทัย อินรัง เจ้าของแบรนด์ฝ้ายเงินฝ้ายทอง เธอผู้พลิกฟื้นผ้าเขียนเทียน จากภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวเขาเผ่าม้ง บ้านป่ากลาง อำเภอปัว จังหวัดน่าน ให้กลับมาหายใจอีกครั้งท่ามกลางความหวัง

หากบอกว่าเธอเป็นความหวังหมู่บ้านคงไม่ผิดนัก เพราะอรทัยพาแบรนด์ฝ้ายเงินฝ้ายทองและชาวบ้านบ้านป่ากลางไปไกลเกินหันหลังกลับ เราได้ยินแต่เสียงเฮให้เดินต่อไปข้างหน้า เดินไปด้วยกัน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง แม้แต่คนเดียว

ฝ้ายเงินฝ้ายทอง: แบรนด์ผ้าเขียนเทียนของชาวม้งที่พาดีไซน์บรรพบุรุษไปไกลกว่าจ.น่าน

1

คนบ้านป่ากลางเป็นชาวเขาเผ่าม้ง เดิมทีปักผ้าขายเป็นอาชีพ พอมีการส่งเสริมปลูกข้าวโพด-เลี้ยงสัตว์ ชาวบ้านชวนกันไปทำเกษตรกรรมเสียหมด งานปักผ้าจากเคยหลักกลับเป็นรอง หัตถกรรมแทบสูญหายไปกับการทำไร่เลื่อนลอย

แต่แล้ววิกฤตต้มยำกุ้งเข้าจู่โจม ไม่เพียงคนเมืองได้รับผลกระทบ ชาวเขาเผ่าม้งบนบ้านป่ากลางก็โดนเหมือนกัน 

เศรษฐกิจไม่ดี แล้วจะทำอะไรได้? 

ณ ตอนนั้น คงเป็นคำถามในใจใครหลายคน และเป็นหนึ่งคำถามในใจอรทัยด้วย 

คุณพ่อของเธอเป็นทหาร พร้อมรบและพบรักกับคุณแม่ที่เป็นคนบ้านป่ากลาง ครอบครัวของอรทัยกลับมาอยู่บ้านป่ากลางหลังจากคุณพ่อเกษียณจากการเป็นรั้วของชาติ ส่วนคุณแม่กลับบ้านมาเปิดร้านขายอุปกรณ์ตัดเย็บ แถมมีพื้นฐานซ่อม-เย็บเสื้อผ้าเป็นทุนเดิม อรทัยไม่ต้องพูดถึง ฝีมือตัดขี้ด้ายเธอไม่เป็นสองรองใคร

บ้านเธอผ้าเยอะ เพราะคุณแม่ใจดี ยามเพื่อนบ้านเดือนร้อนเงินทอง คุณแม่มักรับซื้อผ้าของพวกเขาเอาไว้

เศรษฐกิจไม่ดี แล้วจะทำอะไรได้ ? 

  “เรามองดูรอบตัวว่าบ้านเรามีอะไร หมู่บ้านเรามีอะไร” 

บ้านเธอมีผ้ากองเป็นภูเขา หมู่บ้านเธอมีหญิงสาวเก่งหัตถกรรม 

แบรนด์ฝ้ายเงินฝ้ายทอง จึงเกิดขึ้นเมื่อ 15 ปีก่อน ด้วยการขายผ้าเขียนเทียนยกผืนที่คุณแม่รับซื้อจากเพื่อนบ้าน ก่อนจะถูกพัฒนาเป็นเสื้อคลุมอย่างญี่ปุ่นสุดเท่ เดรสทรงสวยมีฮู้ดด้านหลังเพิ่มความเก๋ และสารพัดเสื้อผ้าแฟชั่นที่ตัดเย็บจากผ้าพิมพ์เทียน

ฝ้ายเงินฝ้ายทอง: แบรนด์ผ้าเขียนเทียนของชาวม้งที่พาดีไซน์บรรพบุรุษไปไกลกว่าจ.น่าน

2

สมัยบุกเบิก อรทัยต้องหอบผ้าเขียนเทียนจากหมู่บ้านขึ้นรถทัวร์ไปขายยังโครงการสนับสนุนการสร้างอาชีพของธนาคารออมสิน ภายหลังมีโอทอป เธอส่งผ้าเขียนเทียนที่ผ่านการตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วไปขาย ทำให้คนน่านและคนต่างจังหวัดรู้จักผ้าเขียนเทียนจากภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวเขาเผ่าม้งมากขึ้น และเป็นการกระจายต่อให้คนเข้าใจว่า ‘ผ้าน่าน’ ไม่ได้มีเพียงแค่ผ้าซิ่นทอมือสุดแสนประณีต แต่ผ้าเขียนเทียนย้อมครามก็มีคุณค่าไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

ปกติแล้วชาวเขาเผ่าม้งบ้านป่ากลางจะใส่เสื้อผ้าจากผ้าเขียนเทียนเฉพาะวันขึ้นปีใหม่และงานแต่งงานเท่านั้น ทุกปีอรทัยเฝ้ารอวันอวดชุดสวยของหญิงสาวในหมู่บ้าน แต่ละปีแพตเทิร์นชุดไม่เหมือนกัน เทรนด์สีประจำปีไม่เหมือนกัน บอกเลยว่าอินแฟชั่นคู่สียิ่งกว่าบริษัทสีแพนโทน แค่ได้ฟังก็สนุกจนอยากเห็นด้วยสองตา 

แต่สีหลักสำหรับผ้าเขียนเทียนยังคงเป็นสีน้ำเงินเข้ม ย้ำ! ยิ่งสีน้ำเงินเข้มมากเท่าไหร่ ยิ่งสวยมากเท่านั้น ปัญหาตามมาของความเข้ม คือสีตก เพราะการย้อมสีมี 2 แบบ ดั้งเดิมแท้สีย้อมจะออกม่วง ปัจจุบันเน้นย้อมสีครามเข้ม ยืนยันจากปากอรทัยว่าสีตกทั้งสองแบบ ส่วนครามเข้มได้จากสีย้อมครามเคมี ด้วยค่าใช้จ่ายของครามแท้ราคาสูง ประกอบกับคนในหมู่บ้านทำผ้าม้วนส่งขายในปริมาณมาก สำคัญเลย สีต้องเข้มตามแบบฉบับดั้งเดิม ครามเคมีจึงตอบโจทย์มากกว่า

“คนทำขายในหมู่บ้านเขาไม่ค่อยซัก สีผ้าเลยตก เขาทำแบบนั้นขายได้อยู่แล้ว แต่เราไปขายคนอีกกลุ่มหนึ่ง ต้องดัดแปลงให้เข้ากับสังคมเมือง เราพัฒนาของเราไป ดีเสียอีก ถ้าเราไปทำเหมือนเขาหมดทุกอย่าง เขาจะไปขายใครที่ไหน เราแตกต่างเพื่อไม่แย่งอาชีพคนในหมู่บ้าน เราช่วยเขาและเราช่วยชุมชนด้วย” เจ้าของแบรนด์บอกกับเราด้วยรอยยิ้ม

เอกลักษณ์ของผ้าพิมพ์เทียนย้อมสีครามของฝ้ายเงินฝ้ายทองสีจะซีดกว่าท้องตลาดทั่วไป เพราะอรทัยแก้ปัญหาสีผ้าตกด้วยการซักผ้ามาให้แล้ว 5 รอบ เรียกว่าพร้อมใช้งานทันที แถมสีน้ำเงินซีดยังไปโดนใจลูกค้าชาวญี่ปุ่นเข้าเต็มเปา

3

“เราต้องรู้ว่าชุมชนมีอะไร บ้านนี้เย็บกระเป๋าเก่ง เอาผ้ามาให้เขาเย็บกระเป๋า บ้านนี้เย็บเสื้อเก่ง เอาผ้ามาให้เขาเย็บเสื้อ บางทีขับรถผ่านเรารู้แล้วว่าบ้านนี้จิกมือเก่ง เราเลยหางานมาให้เขาตลอด เขาแทบไม่ต้องออกไปไหนเลย”

คนในหมู่บ้านบ้านป่ากลางจะทำผ้าพิมพ์เทียนย้อมครามขายเองและทำส่งให้กับอรทัย เป็นเครือข่ายสัญญาใจ อย่างบ้านวิชัย เขียนเทียน เธอมอบตำแหน่งพิมพ์เทียน ย้อมครามให้รับผิดชอบ การออกแบบเธออาสารับเอง ส่วนญาติคนสนิทดูแลการตัดเย็บเสื้อผ้าทั้งหมดของฝ้ายเงินฝ้ายทอง เน้นเสื้อผ้าโคร่งโอเวอร์ไซส์ ใส่ได้ในชีวิตประจำวันทั้งหญิงและชาย

ฝ้ายเงินฝ้ายทอง: แบรนด์ผ้าเขียนเทียนของชาวม้งที่พาดีไซน์บรรพบุรุษไปไกลกว่าจ.น่าน

การเขียนเทียนแบบดั้งเดิมใช้ปากกาด้ามไม้หัวทองเหลืองจุ่มลงหม้อต้มเทียน เพียงอึดใจ สะบัดปากกาเล็กน้อยก่อนจะขีดลงบนเนื้อผ้า ขีดจนได้ลายตามชอบใจก็นำผ้าไปแช่น้ำสะอาดหนึ่งคืนเพื่อให้สีย้อมติดดี หลังจากแช่ผ้าครบหนึ่งคืนเอาผ้าไปจุ่มถังคราม ยิ่งจุ่มถังครามหลายรอบ สีผ้ายิ่งเข้ม จากนั้นเอาไปตากแห้งก่อนต้มเพื่อลอกเทียนออก

ฝ้ายเงินฝ้ายทอง: แบรนด์ผ้าเขียนเทียนของชาวม้งที่พาดีไซน์บรรพบุรุษไปไกลกว่าจ.น่าน

ปัจจุบันคนในหมู่บ้านไม่นิยมเขียนเทียนกันแล้ว เพราะมีช่างฝีมือดัดแปลงสารพัดเทคนิคจากการทำเครื่องเงินมาประยุกต์ทำบล็อกไม้สำหรับพิมพ์เทียน ลายดั้งเดิมอย่างลาย ‘เหง้าฟัง’ ก็ถูกลดทอนจนเกิดเป็นลวดลายใหม่ บางทีแม่ค้าหัวดี เอาลายกระโปรงเขียนเทียนสมัยพ่อแม่มาให้ช่างทำบล็อกไม้แกะลายให้ก็มี ส่วนอรทัยขอเก๋ด้วยบล็อกลายดอกไม้

4

เส้นทางสายผ้าเขียนเทียนไม่ราบรื่นเหมือนขีดเขียนตามใจ กว่าเธอจะเรียกความมั่นใจจากคนในชุมชนว่าผ้าเขียนเทียนมีโอกาสไปได้ ไปได้ไกลกว่าบ้านป่ากลาง ไปได้ไกลกว่าอำเภอปัว ไปได้ไกลกว่าจังหวัดน่าน ทำเอาเธอเสียเหงื่อและเสียน้ำตาไม่น้อย

“เราสู้หลายอย่าง เราสู้ให้ผ้าเขียนเทียนเป็นที่รู้จัก เราเข้าโครงการประกวดเกี่ยวกับผ้าพื้นบ้านแทบทุกรายการ เพราะกรรมการตัดสินจากแรงบันดาลใจ เรามีแรงบันดาลใจ เรามีทุกอย่างอยู่ในหมู่บ้าน มันง่ายต่อการสื่อสารให้เขาเข้าใจ 

ฝ้ายเงินฝ้ายทอง: แบรนด์ผ้าเขียนเทียนของชาวม้งที่พาดีไซน์บรรพบุรุษไปไกลกว่าจ.น่าน

“เรามาจากหมู่บ้านชาวเขา เราเกิดมาจากเขียนเทียน ถ้าเราไม่สานต่อภูมิปัญญาจากบรรพบุรุษ เขาไปถางป่า ทำไร่เลื่อนลอยกันหมดแล้ว เราอยากรักษาภูมิปัญญาชาวเขาเผ่าม้งให้คงอยู่และคนข้างนอกให้การยอมรับ”

รางวัลจากการประกวดพิสูจน์ตัวเธอเองให้คนบ้านป่ากลางเห็นว่า ‘ผ้าเขียนเทียน’ ของพวกเขา มีคนมองเห็นความสวยงามและหัตถกรรมทำด้วยสองมือมีคุณค่า เฉกเช่นเดียวกับผ้าทอมือลายดั้งเดิมจากบรรพบุรุษเมืองนันทบุรี

ก่อนนั่งสนทนากับอรทัย เธอบอกว่าไปประกวดมาหนึ่งรายการ กรรมการแจกหัวข้อ ‘ความเป็นน่าน’

เธอได้รับแรงบันดาลใจจากทหารสวมเสื้อม่อฮ่อมบนจิตรกรรมฝาผนัง วัดหนองบัว

ฝ้ายเงินฝ้ายทอง: แบรนด์ผ้าเขียนเทียนของชาวม้งที่พาดีไซน์บรรพบุรุษไปไกลกว่าจ.น่าน

เราเห็นชุดแล้วเท่มาก สมแล้วเธอตั้งชื่อว่า Tiger Blue อรทัยผสานความเป็นน่านด้วยผ้าทอมือลายไทลื้อ ไม่ลืมความเป็นตัวตนด้วยการตัด-ต่อกับผ้าเขียนเทียนย้อมคราม พ่วงสีส้มด้วยอีกนิด เพื่อสื่อถึงเสือสาวได้อย่างตรงไปตรงมา

  ตอนทำเธอตั้งกลุ่มเป้าหมายไว้ว่า ชุดแบบนี้ต้องขายวัยรุ่นเท่านั้น โดยเฉพาะลิซ่า ศิลปินวง BLACKPINK!

5

ตั้งแต่วันแรก เป็นระยะเวลา 15 ปี ฝ้ายเงินฝ้ายทองเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง แม้เป็นคำถามธรรมดาแต่เราสงสัย

“สิบห้าปีก่อน ถ้าทำเสร็จเราต้องเหมารถไปขาย ทุกวันนี้คนมาซื้อถึงในหมู่บ้าน ทุกบ้านเริ่มกลับมาทำผ้าเขียนเทียน จากไปปลูกข้าวโพดก็ไม่ไปแล้ว บางคนบอกเศรษฐกิจไม่ดี แต่ถ้าสร้างงานจากฝีมือของเราเอง คำว่าอดตายไม่มี 

“เมื่อก่อนคนทิ้งหมู่บ้านไปเหลือแต่คนแก่ เดี๋ยวนี้เขากลับมาบ้าน กลับมาพิมพ์ผ้าขาย กลับมาปักผ้าขาย วัยรุ่นก็อยู่ในหมู่บ้านมากขึ้น แสดงว่าเขาเห็นงานของเขามีคุณค่า เราคิดแล้วว่าเขาไปอยู่ที่อื่นคงไม่มีความสุขเท่ากับอยู่ที่บ้าน 

“อยู่กับภูมิปัญญาได้อะไรมากกว่าแน่นอน ถ้าเข้ากรุงเทพฯ ต้องใช้แรงงานอย่างเดียว ถ้าอยู่บ้าน เขายังได้ดูแลพ่อแม่ พิมพ์ผ้าด้วย ปักผ้าด้วย เราว่าผ้าเขียนเทียนทำให้คนไกลบ้านกลับมาใกล้บ้านนะ” 

อรทัยเล่าด้วยแววตาสดใส ราวกับเรื่องราวเหล่านั้นเป็นสายน้ำคอยรดให้หัวใจของเธอชุ่มฉ่ำครั้งแล้ว ครั้งเล่า

ฝ้ายเงินฝ้ายทอง: แบรนด์ผ้าเขียนเทียนของชาวม้งที่พาดีไซน์บรรพบุรุษไปไกลกว่าจ.น่าน

6

เป้าหมายสูงสุดของอรทัยในการทำแบรนด์ฝ้ายเงินฝ้ายทองคือการเข้าไปขายใน KING POWER เธอพยายามมาหลายต่อหลายครั้ง ในที่สุดเราและคุณก็ได้ยินข่าวดีจากเธอ อรทัยทำสำเร็จ! เราขอให้เธอเล่าให้คุณฟังด้วยตัวเอง

“เราใฝ่ฝันมานานว่าอยากให้แบรนด์เข้าคิงพาวเวอร์ ให้ผ้าเขียนเทียนเข้าไปขายในคิง เพาเวอร์ เราเจรจาหลายครั้ง เพราะปัญหาสีตก แต่เราทดลองย้อมผ้าเขียนเทียนด้วยน้ำครามน้ำแรกของบ่อ สีไม่ตกอีกแล้ว เราเลยเข้าไปเสนอ สุดท้ายผ่านการคัดเลือก ตอนนี้กำลังเริ่มทำคอลเล็กชันเพื่อนำสินค้าไปให้คิง เพาเวอร์ พิจารณา

“เราว่าจะเอาผ้าคลุมไหล่ กระโปรงชาวเขาของบ้านวิชัย เขียนเทียน ไปเสนอด้วย มีงานของช่างเย็บกระเป๋า ช่างเย็บพวงกุญแจ เราไปทีพาไปทั้งหมู่บ้าน ไม่ใช่แค่เราคนเดียว แต่คนข้างหลังเรายังมีอีกหลายคน เมื่อก่อนเราไม่เคยได้รับโอกาส พอเขาให้โอกาสเราแล้ว เราต้องส่งต่อโอกาสนั้นในคนอื่นด้วย เราภูมิใจมากนะที่ผ้าเขียนเทียนได้รับการยอมรับ

“เรากำลังพัฒนาไปข้างหน้าเรื่อยๆ แต่สิ่งหนึ่งที่เราลืมไม่ได้คือภูมิปัญญาจากบรรพบุรุษ” 

มากกว่าการยอมรับ เธอทำให้ผ้าเขียนเทียนกลับมามีชีวิตอีกครั้ง 

ชาวเขาเผ่าม้งบนบ้านป่ากลาง อำเภอปัว จังหวัดน่าน กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ฝ้ายเงินฝ้ายทอง: แบรนด์ผ้าเขียนเทียนของชาวม้งที่พาดีไซน์บรรพบุรุษไปไกลกว่าจ.น่าน

ฝ้ายเงินฝ้ายทอง

205 หมู่1 ตำบลสถาน อำเภอปัว จังหวัดน่าน 55120

ติดต่อ 09 3967 1969

Facebook: ฝ้ายเงินฝ้ายทอง

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

สโรชา อินอิ่ม

Freelance photographer ชอบความอิสระ ชอบเดินทางท่องเที่ยว บันทึกความทรงจำผ่านภาพถ่าย

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

“โอฮาโย โกะไซมัส!” (อรุณสวัสดิ์ค่ะ!)

“อะริกะโต for coming!” (ขอบคุณที่มานะคะ!)

ประโยคที่ออกจากใจ อย่างไรก็ต้องส่งถึงผู้รับแน่นอน

เราทักทายในฐานะแฟนคลับแดนอาทิตย์อุทัยที่พูดญี่ปุ่นแทบจะไม่ได้

โชคดีที่แขก ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นประธานบริษัทจากเกียวโตทั้ง 3 คน ยิ้มรับอย่างสดใสพร้อมโค้งให้เราอย่างสุภาพ

ครั้งนี้ The Cloud ซ้อมเปิดประเทศด้วยการเปิดบ้านต้อนรับทูตวัฒนธรรมผู้มาส่งต่อความเป็นญี่ปุ่นผ่านผลิตภัณฑ์ดั้งเดิม 3 ชิ้นจาก 3 บริษัท บอกเลยว่าประวัติศาสตร์ยาวนาน งานคราฟต์ไม่ธรรมดา คุณภาพคือที่หนึ่ง และความตั้งใจส่งต่อวัฒนธรรมไปทั่วโลกคือเป้าหมายที่ไม่ไกลเกินเอื้อม

ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก

ทาสุคุ อิโนะอุเอะ คือประธานบริษัทชาเขียว ROKUBEI ที่ก่อตั้งมาจากธุรกิจครอบครัวอายุ 2 ศตวรรษ ทำให้สินค้าของพวกเขามีคุณภาพล้นแก้ว คนดื่มสุขกาย เกษตรกรท้องถิ่นสบายใจ คนญี่ปุ่นชงได้ คนต่างชาติชงไม่เป็นก็มีแบบ Shake ไว้บริการ

ซาโอริ นิชิคาวา เธอคือประธานบริษัทกระดาษ NISHIKAWA PAPER ผู้รับช่วงต่อมาจากคุณปู่ที่เริ่มธุรกิจมาตั้งแต่เมื่อร้อยปีก่อน สมุดทุกเล่มผลิตจากกระดาษคุณภาพดีของประเทศ โดยช่างฝีมือดั้งเดิมที่คงความละเอียดละออไว้ตั้งแต่ปก เนื้อกระดาษ ยันสันที่บรรจงเย็บด้วยมือ

ซาชิโกะ ทันโนะ ทายาทรุ่นสองของบริษัทโคมไฟ YAHIRO DENKI ผู้นำแสงสว่างสู่บ้านของชาวญี่ปุ่นมานานกว่า 50 ปี พวกเขายกระดับแสงไฟให้มาพร้อมความงาม โดยซึมซับวัฒนธรรมญี่ปุ่นเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยมผ่านวัสดุ การออกแบบ และงานฝีมือ เพื่อให้โคมไฟทุกชิ้นเป็นงานคราฟต์ที่มีเพียงชิ้นเดียวบนโลก

 แค่ฟังน้ำจิ้มตอนที่พวกเขาแนะนำตัวก็ใจสั่น สั่นเพราะความอยากได้ปนความอยากรู้ 

ทั้ง 3 บริษัทมาจากเกียวโต เมืองวัฒนธรรมที่เก่าแก่และคละคลุ้งด้วยกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ แต่กว่าธุรกิจดั้งเดิมเหล่านี้จะก่อร่างสร้างตัวมาเป็นบริษัทในปัจจุบัน เรื่องราวของพวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง

เราขอทานวุ้นแปลภาษาเพื่อพากายทิพย์ของทุกท่านไปเยือนญี่ปุ่นให้หายคิดถึงกันเลย อิตะดะคิมัส~

YAHIRO DENKI

สำนักโคมไฟ

ยกระดับแสงสว่างในเรือนให้มาเยือนพร้อมความงาม

ครอบครัวของ ซาชิโกะ ทันโนะ เริ่มต้นธุรกิจส่งต่อแสงสว่าง YAHIRO DENKI ที่เมืองฮิงะชิโอซะกะมายาวนานกว่า 54 ปี นับตั้งแต่ปี 1968 โดยเธอรับช่วงต่อมาจาก โคจิ ทันโนะ ผู้เป็นพ่อ

ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเพื่อยกระดับโคมไฟงานคราฟต์ให้เป็นสินค้าส่งออกทั่วโลก โดยทันโนะหันมาให้ความสำคัญเรื่องการออกแบบและความสวยงามมากขึ้น นอกเหนือจากประโยชน์ใช้สอยและความปลอดภัยที่คุณพ่อของเธอสร้างมาตรฐานเอาไว้อยู่แล้ว

ทาสุคุ อิโนะอุเอะ คือประธานบริษัทชาเขียว ROKUBE, ซาโอริ นิชิคาวา เธอคือประธานบริษัทกระดาษ NISHIKAWA PAPER, ซาชิโกะ ทันโนะ ทายาทรุ่นสองของบริษัทโคมไฟ YAHIRO DENKI
ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก

“ยุคหนึ่งมีงานเข้ามาน้อยลง ฉันจึงอาสาเป็นคนไปหาลูกค้า โดยเริ่มตระหนักถึงเรื่องการออกแบบ

“รุ่นแรกเริ่มต้นจากการทำโคมไฟธรรมดา เช่น ติดตั้งไฟในโรงงาน แต่รุ่นของฉันใช้โคมไฟในการประดับตกแต่ง เรายังมีช่างฝีมือทั้งงานไม้ งานผ้า งานแก้ว งานไฟ งานเชื่อม ซึ่งเป็นช่างดั้งเดิม ถามว่าดั้งเดิมขนาดไหน บางคนอยู่มาก่อนฉันเกิด พวกเขาเลี้ยงฉันมาตั้งแต่เด็กเลย (หัวเราะ) จนตอนนี้ฉันบริหารบริษัทได้แล้ว”

โคมไฟของทางร้านเป็นงานสั่งผลิต มีนักออกแบบทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติร่วมกันสร้างสรรค์พลังไฟและงานศิลป์ให้เหมาะสมแก่สถานที่ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม โรงอาบน้ำ ร้านอาหาร ภัตตาคาร ห้องสมุด คลับบาร์ พื้นที่ส่วนตัว หรือพื้นที่สาธารณะ ซึ่งสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอีกอย่างคือมีลูกค้าต่างชาติเยอะกว่าเดิม

ทันโนะเชื่อว่า ของดีต้องมีที่ให้แสดงออกและเผยแพร่ให้คนรับรู้ ไม่ใช่แค่ความสามารถอันโดดเด่น แต่ยังรวมถึงวัสดุที่เป็นของดีของประเทศ และความพิถีพิถันที่ถือเป็นเอกลักษณ์และวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นด้วย

“เราอยากสื่อสารเรื่องวัสดุและศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นโคมไฟคิริโกะ โคมไฟโจจิ โคมไฟคุมิโกะ ทำจากกระดาษ แก้ว ไม้ ไม้ไผ่ หรือผ้า ผลงานทั้งหมดถูกส่งไปตั้งแต่ฮอกไกโดถึงโอกินาว่าด้วยฝีมือของสมาชิกเพียง 24 คนในบริษัทที่มีตั้งแต่หนุ่มสาวจนถึงวัยชรา

“วัถุดิบของญี่ปุ่นดีทั้งนั้นเลย แต่คนในประเทศไม่ได้เห็นความสำคัญมากนัก คนที่สนใจกลับเป็นชาวต่างชาติ เพราะฉะนั้นเลยอยากสื่อสารให้รับรู้” ทันโนะเล่า

ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก
ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก
ภาพ : YAHIRO DENKI

เธอเสริมว่า เอกลักษณ์ของคนญี่ปุ่นคือความใส่ใจ เพราะฉะนั้นเธอจึงใส่ใจทุกขั้นตอน ทุกอย่างถูกทำให้เป็นจริงโดยช่างฝีมือตัวจริง ซึ่งทำให้โคมไฟมีคุณภาพระดับโลก 

“ระยะเวลา 50 ปีที่พวกเขาทำงานมาทำให้ฉันไม่ต้องกังวลเรื่องรูปร่างหรือการเชื่อมเหล็กแม้แต่น้อย มันเนี้ยบและปลอดภัยตามมาตรฐาน Product Safety of Electrical Appliances and Materials (PSE)”

ทันโนะบอกเคล็ดลับอีกอย่างว่า เธอไม่เคยมองคนในบริษัทเป็นพนักงาน เพราะพวกเขาคือหุ้นส่วนทางธุรกิจคนสำคัญที่ช่วยสร้างทีมเวิร์กให้เกิดขึ้น โดยคติของเธอคือ ทุกคนจะต้องมีความสุขทั้งในระดับร่างกายและจิตวิญญาณ ตั้งแต่ผลิตงานจนถึงส่งมอบงาน ซึ่งต้องถึงอย่างปลอดภัย สะอาด ตรงเวลา เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่าที่ใช้บริการ ส่วนคนทำก็ภาคภูมิใจ

ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก
ภาพ : YAHIRO DENKI

“นำเสนอความเป็นญี่ปุ่นลงไปในผลงาน คือเรื่องความละเอียดอ่อน พิถีพิถัน และคุณภาพ เช็กทุกขั้นตอน แต่สุดท้ายคนที่เช็กและ QC ได้ดีที่สุดคือลูกค้า”

เมื่อพูดถึงเรื่องวัสดุ ทันโนะยกตัวอย่างสินค้าซีรีส์ใหม่ที่บริษัทภูมิใจนำเสนอในชื่อว่า GOLDBLU Lamp ซึ่งมี ‘แผ่นทอง’ ที่พบได้ในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้นเป็นองค์ประกอบสำคัญ

“แผ่นทองนี้เบาและบาง ซึ่งบางเป็นพิเศษกว่าที่อื่น พบแค่ที่เมืองคานาซาวะ จังหวัดอิชิคาวา เมื่อนำไปส่องไฟจะไม่ได้แสงสีทอง แต่ได้เป็นแสงสีเงิน”

ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก

เราลองสัมผัสโคมไฟนั้นดู ภายนอกเป็นแก้ว แต่ภายในคือวัสดุล้ำค่า ทันโนะบอกว่า คนทำแผ่นทองต้องเป็นช่างฝีมือที่เชี่ยวชาญเท่านั้น นอกจากนี้ เหตุผลที่เลือกวัสดุใหม่มานำเสนอก็เป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ประเทศและการเผยแพร่วัฒนธรรม เธออยากให้ช่างทุกคนรู้ว่า ผลงานของพวกเขาได้บินลัดฟ้ามาโชว์ที่ต่างประเทศแล้ว และฝีมือของพวกเขาจะถูกโจษจัน ไม่ใช่ถูกลืมไปตามยุคสมัย

“โคมไฟทุกอันมีเพียงชิ้นเดียวบนโลก เพราะเป็นสินค้าที่ทำด้วยมือทั้งหมด เราอยากให้บ้านของทุกคนมีบรรยากาศที่ดี ไม่ว่าจะเป็นสไตล์ญี่ปุ่นหรือไม่ มันคือการทำให้ศิลปะและงานแขนงนี้ยังคงอยู่”

ทันโนะทิ้งท้ายว่า หากใครอยากลองเปิดประสบการณ์เวิร์กชอปทำโคมไฟคุมิโกะ ก็สามารถไปเยือนโชว์รูมของเธอได้ในเดือนตุลาคมปีหน้า ทุกคนยินดีต้อนรับ!

ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก
ภาพ : YAHIRO DENKI
ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก

YAHIRO DENKI

Website : http://yahirodenki.com/ 

Facebook : https://www.facebook.com/yahirodenki.co.jp 

NISHIKAWA PAPER

สำนักกระดาษ 

สมุดทำมือดั้งเดิมโดยช่างฝีมือหัตถาเทพ

กระดาษสีขาวและช่างมือทอง คือสิ่งที่ทุกท่านจะได้พบเมื่อมาเยือนบริษัท NISHIKAWA PAPER ธุรกิจเก่าแก่ของครอบครัวนิชิคาวาที่คัดสรรกระดาษคุณภาพเยี่ยมของประเทศ มาเปลี่ยนเป็นสมุดทำมือแบบดั้งเดิมที่มีเอกลักษณ์คือ ‘ทำเองทุกขั้นตอน’ และคุณก็ฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของเหล่าปรมาจารย์ได้

“ตั้งแต่รุ่นคุณปู่ก็ทำงานเกี่ยวกับกระดาษมาประมาณร้อยกว่าปี ช่วงปลายของยุคไทโชเริ่มมีการผลิตกระดาษ ต่อมาช่วงปี 1960 เราใช้ชื่อ NISHIKAWA PAPER ส่วนบริษัทก่อตั้งมา 48 ปี นับตั้งแต่ปี 1975” ซาโอริ นิชิคาวา ทายาทของบริษัทเริ่มเล่า

ทาสุคุ อิโนะอุเอะ คือประธานบริษัทชาเขียว ROKUBE, ซาโอริ นิชิคาวา เธอคือประธานบริษัทกระดาษ NISHIKAWA PAPER, ซาชิโกะ ทันโนะ ทายาทรุ่นสองของบริษัทโคมไฟ YAHIRO DENKI
ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก

เยื่อไม้ผ่านนานากรรมวิธีออกมาเป็นแผ่นสีขาวบาง หากปล่อยไว้ก็คงเป็นเพียงกระดาษวาดภาพหรือของตกแต่งธรรมดา แต่ครอบครัวนิชิคาวามองเห็นคุณค่าที่มากกว่านั้น พวกเขาจึงแต่งองค์ทรงเครื่องให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์สมุดจด สมุดสะสมตราประทับ บานพับ ไปจนถึงกล่องอเนกประสงค์ และสินค้าสั่งผลิตอื่น ๆ มีการเพิ่มสีสันและลวดลายให้ดึงดูดคนรุ่นใหม่ แต่ยังคงไว้ซึ่งความพิถีพิถันทุกรายละเอียด ตั้งแต่การทากาว จนถึงการเข้าเล่มด้วยเส้นด้าย

ธุรกิจกระดาษก้าวผ่านกาลเวลาที่รุ่งเรืองจนถึงวันที่เริ่มร่วงโรย แต่ใบไม้ก็ยังไม่เคยหมดต้น นิชิคาวาและแขกในออฟฟิศของเราเห็นพ้องต้องกันว่า ชาวญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับการใช้สมุดจด ทำให้สินค้ายังเป็นที่ต้องการ เพียงแต่รูปแบบอาจเปลี่ยนไปตามออเดอร์ 

ส่วนสมุดสไตล์ดั้งเดิมบนโต๊ะเป็นสิ่งที่เรารู้สึกแปลกตา

เจ้าของบริษัทกางสมุดออกมาราวกับกางบานพับ หน้าปกสีสันสดใสถูกแปะลงบนกระดาษแข็งอีกทีเพื่อความคงทน เนื้อกระดาษสีขาวภายในทั้งหนาและลื่น รองรับได้ตั้งแต่ดินสอจนถึงน้ำหมึกของพู่กัน

เธอชี้ให้เราดูช่องว่างระหว่างหน้ากระดาษที่ใช้นิ้วสอดเข้าไปได้ ด้านในเนื้อกระดาษหยาบแต่นุ่ม ดูไม่เหมาะกับการเขียนด้วยพู่กัน เพราะน้ำหมึกคงแผ่กระจายจนอ่านไม่ออก 

สมุดดั้งเดิมของญี่ปุ่นเป็นการใช้กระดาษ 1 แผ่น ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็น 2 เท่าของหน้าปก พับครึ่ง ให้เหลือขนาดเท่าสมุด โดยนำพื้นผิวที่เรียบและลื่นไว้ด้านนอก ส่วนผิวที่ไม่ได้ใช้เอาไว้ด้านใน จากนั้นจึงนำมาต่อกันด้วยกาวเป็นรูปแบบบานพับ เท่านี้ก็จะได้กระดาษที่หนาตามสไตล์ดั้งเดิม แถมยังไม่เห็นรอยกาวแม้แต่น้อย

คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ
คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ

“เดี๋ยวนี้ยังมีคนมาสั่งผลิตอยู่ เพราะใช้เป็นสมุดสะสมตราประทับเวลาไปศาลเจ้า ปั๊มตราลงไปไม่ทะลุ เขียนด้วยพู่กันก็ไม่ซึม ทนทานและสวยงาม เป็นของที่ขาดไม่ได้ เพราะเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมของเรา

“สมุดเหล่านี้คือความมั่นใจและความภูมิใจ จริง ๆ กระดาษมีหลากหลายแบบมากกว่าที่ใครคิด เรานำสิ่งเหล่านั้นมาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ด้วยสองมือของช่างเก่าแก่ แนวคิดของเราคือการส่งความสุขและคุณภาพของกระดาษญี่ปุ่นผ่านผลงานอย่างจริงใจ” เธออธิบาย

ธุรกิจแปรรูปกระดาษนิชิคาวาขึ้นชื่อเรื่องความพิถีพิถัน ตั้งแต่ต้นทางจนถึงกระบวนการสุดท้าย

“กระดาษผลิตจากต้นไม้หลายพันธุ์ ทั้งต้นโคโสะ ต้นมิสึมาตะ และต้นกัมปิ ซึ่งอย่างหลังเป็นไม้ราคาแพงที่ตอบโจทย์คนเขียนพู่กัน ในอดีตเวลาเขียนวรรณคดีหรือบทกลอนจะเขียนตัวเล็กมาก ถ้ากระดาษไม่ดี รอยพู่กันที่เขียนจะแตก ดังนั้น กระดาษที่เหมาะสมจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่มองข้ามไม่ได้

“เราใส่ใจเรื่องนี้มาก ทุกครั้งก่อนจะนำกระดาษตัวใหม่ออกขาย ต้องใช้พู่กันไปลองเขียนก่อนเพื่อเช็กว่าลายเส้นแตกไหม ถ้าแตกก็ไม่ขาย” ประธานบริษัทย้ำกับเรา

คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ
คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ
คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ
ภาพ : NISHIKAWA PAPER

การยกระดับสินค้าเก่าแก่ไม่ใช่เพียงการพัฒนาคุณภาพ แต่การบริการเองก็ต้องไม่หยุดอยู่กับที่ 

ในปี 2023 เมื่อญี่ปุ่นเปิดประเทศ บริษัทของเธอจะเปิดกิจกรรมเวิร์กชอปอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวและแบ่งปันวัฒนธรรมที่ตกทอดมากว่า 1 ศตวรรษ

“เรามีช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญในบริษัทประมาณ 20 คน ซึี่งฝีมือสุดยอด ผลิตได้สูงสุด 1,500 เล่ม ทำด้วยมือนะคะ มีแค่บางขั้นตอนที่ใช้เครื่องทุ่นแรง เช่น ตอนกดกระดาษ เพราะถ้าจับด้วยมือบ่อย ๆ อาจทำให้เสียหาย หากท่านไหนสนใจสามารถติดต่อมาที่บริษัท มาเยี่ยมโรงงานได้

“ช่างฝีมือของเราพร้อมสอนให้ทุกท่านออกแบบและลองทำสมุดของตัวเอง ท่านจะได้รู้จักประวัติของเรา เห็นการผลิตจริง แต่ที่เยี่ยมที่สุดคือการได้ลงมือทำเอง แล้วสมุดเล่มนั้นก็จะมีเพียงเล่มเดียวบนโลกและเป็นของคุณ” 

นิชิคาวาทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความรักที่มอบให้กับสิ่งที่ทำ

การปูทางครั้งใหม่นี้เกิดขึ้นเพื่อให้ทั่วโลกรู้ว่า ‘นี่คือกระดาษที่ดีที่ควรค่าแก่การถูกใช้งาน’

พูดแล้วก็อยากได้มาครอบครองตามคำเรียกร้องสักเล่ม

ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก
ภาพ : NISHIKAWA PAPER

NISHIKAWA PAPER

Website : http://nishikawashigyo.com/ 

Instagram : https://www.youtube.com/channel/UCBIFaD3OJ5amyxJvkvg-0SQ

ROKUBEI TEA

สำนักชาเขียว 

จงรักษาคุณภาพเสมือน ‘การดื่มชามีได้แค่ครั้งเดียว’

เมืองอุจิ ไม่ได้มีเพียงวัดเบียวโดอินให้ท่องเที่ยว แต่ยังเป็นบ้านเกิดของ ‘ชาอุจิ’ อันลือลั่น 

ใต้ท้องฟ้าสีครามสดใส คือไร่สีเขียวที่เติบโตพร้อมประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ไม่ว่าจะบ้านไหนก็ขาดการชงชาไปไม่ได้ 

ครอบครัวของ ทาสุคุ อิโนะอุเอะ จึงไม่เคยหยุดพัฒนาเครื่องดื่มชนิดนี้ตราบจนถึงปัจจุบัน

ส่วนตัวเราคิดว่า หากปล่อยให้ของดีกลายเป็นเพียงผลิตภัณฑ์ธรรมดาที่โลกไม่รู้จักก็คงน่าเสียดาย

ทาสุคุ อิโนะอุเอะ คือประธานบริษัทชาเขียว ROKUBE, ซาโอริ นิชิคาวา เธอคือประธานบริษัทกระดาษ NISHIKAWA PAPER, ซาชิโกะ ทันโนะ ทายาทรุ่นสองของบริษัทโคมไฟ YAHIRO DENKI
คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ

ROKUBEI ไม่ได้เน้นชาเพียงชนิดเดียว หากแต่รวบรวมสุดยอดชามาจากทั่วประเทศ เพื่อจำหน่ายและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นมัทฉะ เซนฉะ เกียวคุโระ โฮจิฉะ เก็นไมฉะ มัทฉะคาปูชิโน มัทฉะลาเต้ โฮจิฉะคาปูชิโน หรือโฮจิฉะลาเต้ ภายใต้การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคแบบดั้งเดิม แบบ Shake (เขย่าดื่ม) แบบถุงชง และแบบซอง

นอกจากนี้ยังมีการต่อยอดสินค้า จำหน่ายเป็นขนมหวานที่ผลิตจากชาคุณภาพ ทั้งคุกกี้และช็อกโกแลต รวมถึงอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่แก้ว ถ้วย ชาม กาน้ำ เครื่องปั้นดินเผาคิโยมิซุยากิ (Kiyomizuyaki) โทโคยาเมะยากิ (Tokonameyaki) และฮาซามิยากิ (Hasamiyaki) ซึ่งทุกอย่างถือเป็นสิ่งสำคัญในการยกระดับประสบการณ์การดื่มชาให้กับทุกคน

“เรามีร้านอยู่ใกล้วัด Daitokuji ในเกียวโต เป็นธุรกิจของครอบครัว ขายผลิตภัณฑ์คุณภาพ ปลอดสารพิษ แม้ตัวบริษัทเพิ่งเปิดมาเพียง 6 ปี แต่ครอบครัวของผมทำมาตั้งแต่ปี 1818 เลยมั่นใจว่าประสบการณ์มากกว่า 200 ปี ย่อมทำให้คุณภาพยอดเยี่ยมแน่นอน

“ปัจจุบัน ภารกิจของเราคือการส่งชาญี่ปุ่นไปทั่วโลก” ทาสุคุ อิโนะอุเอะ เล่าอย่างภูมิใจ

บริษัทของเขามีหลักการประจำใจคือ ‘Ichigo Ichie’ (一期一会) เป็นสุภาษิตโบราณ หมายความว่า ‘พบกันครั้งเดียว’ เพราะฉะนั้น ต้องทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ซึ่งนำไปปรับใช้กับการต้อนรับแขกและการทำงานอื่น ๆ ได้ ยกตัวอย่าง พิธีชงชา ที่ไม่ว่าจะเป็นผู้ชงหรือผู้ดื่มก็ต้องมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่กัน โดยอิโนะอุเอะถือว่า หลักการนี้เป็นวัฒนธรรมและจุดเด่นของบริษัทไม่ต่างจากสินค้า

คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ
ภาพ : ROKUBEI TEA

“ชาญี่ปุ่นมีประวัติศาสตร์ยาวนาน เดิมทีมาจากจีนเมื่อเกือบ 2,000 ปีก่อน ยุคแรกเริ่มถือเป็นเครื่องดื่มที่ไม่ใช่ใครก็กินได้ ต้องอยู่ในวงศ์ชั้นสูง แต่พอเวลาผ่านไปก็เริ่มแพร่หลาย 

“มันมีรสอูมามิในตัว มีสารแอลธีอะนีน (L-Theanine) ที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายตามธรรมชาติ และมีสารแคทีชิน (Catechin) ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ผมดื่มแล้วรู้สึกแข็งแรง” เขารีวิวประโยชน์ พร้อมแจกสินค้าสีเขียวและน้ำตาลสดใสให้ถึงมือ

วงการนักดื่มเติบโตไม่หยุดจนชากลายเป็นสินค้าส่งออกสำคัญที่มีปลายทางไปไกลถึงอเมริกา นอกจากแต่ละสายพันธุ์จะให้รสชาติอันเป็นเอกลักษ์ ดินแต่ละพื้นที่ยังมอบรสชาติที่แตกต่างเช่นเดียวกับไวน์ที่ได้จากองุ่นคนละแปลง

ROKUBEI คัดเลือกชาออร์แกนิก ปลอดสารพิษชั้นดีจากเกษตรกรท้องถิ่นทั่วประเทศโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง พวกเขาเดินทางไปถึงไร่ เพื่อคัดเลือกและตรวจสอบคุณภาพให้เป็นไปตามมาตรฐานของ Japan Organic and Natural Foods Association (JONA) USDA Organic และ European Union organic

“เรามองว่าเกษตรกรเป็นเพื่อนร่วมงานคนสำคัญ การไปเยือนถึงไร่ทำให้พวกเขาได้รับรายได้โดยตรง ถือเป็นการสร้างอาชีพ สร้างความภูมิใจ และสร้างกำลังใจให้ผู้ผลิต

“หลังจากได้วัตถุดิบมา เป็นหน้าที่ของพวกเราที่จะออกแบบและหาวิธีส่งต่อไปทั่วโลก เพราะเราคิดว่าเราไม่ได้แค่ส่งชา แต่เราส่งออกวัฒนธรรมอันงดงาม 

“ผมมีจัด Tea Tour เพื่อต่อยอดอุตสาหกรรมการผลิตให้เป็นที่ท่องเที่ยว จัดสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้ในหลายด้าน เช่น ชงชาอย่างไรให้อร่อย นอกจากนี้ยังนำเสนอเรื่องศิลปะและลายเส้นโบราณเอาไว้บนถุง”

เราเห็นกบโวยวาย กระต่ายถือกิ่งไม้ไล่หวดลิงจ๋อที่พกหมวกเหมือนชาวไร่ 

เรื่องราวของเหล่าสรรพสัตว์ที่เลียนแบบท่าทางมนุษย์ เรียกว่า Chōjū-jinbutsu-giga เป็นภาพวาดบนม้วนกระดาษเก่าแก่ของญี่ปุ่น คาดว่าวาดขึ้นช่วงกลางศตวรรษที่ 12 เดิมเป็นของวัดโคซังจิ ในเกียวโต ส่วนในปัจจุบันถือเป็นสมบัติชาติ ถูกเก็บรักษาเอาไว้ในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติเกียวโตและโตเกียว

อิโนะอุเอะ เลือกภาพโบราณเหล่านี้มาใช้บนบรรจุภัณฑ์ เพื่อสื่อถึงประวัติศาสตร์และศิลปะที่ควรค่าแก่การเผยแพร่ เช่นเดียวกับธุรกิจครอบครัวที่ทายาทรุ่นใหม่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลกว่าเก่า

ปัจจุบัน ชาไม่ใช่แค่เครื่องดื่มเพิ่มความอบอุ่นหรือเอาไว้ต้อนรับแขก แต่เป็นทั้งพืชเศรษฐกิจ เอกลักษณ์ของชาติ และของกำนัลที่ส่งต่อวัฒนธรรมอันงดงามของพวกเขา

คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ

ROKUBEI TEA

Website : https://rokubei-tea.com/en

Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCBIFaD3OJ5amyxJvkvg-0SQ 

ก่อนจบการสนทนาอย่างเป็นทางการ แขกผู้มีเกียรติทั้งสามได้ส่งมอบของที่ระลึกให้เราเพื่อเป็นการเชื้อเชิญไปเที่ยวประเทศของพวกเขา โดยทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันคือ อยากให้คนไทยได้สัมผัสและรู้จักความเป็นญี่ปุ่นที่ลึกซึ้งกว่าเก่า ไม่ว่าจะผ่านการเวิร์กชอปสมุดทำมือ ทำโคมไฟคุมิโกะ หรือลองเข้าพิธีชงชา ทั้งหมดคือการส่งต่อวัฒนธรรมอันมีค่าที่เขารักและไม่อยากให้หายไป

“โดโมะ อาริกาโตโกไซมัส” (ขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง)

“มาตะ ไอมะโช” (แล้วพบกันใหม่)

เราบอกลาเจ้าของภาษาที่โค้งให้อย่างพร้อมเพรียง แล้วพบกันที่ประเทศญี่ปุ่น!

ทาสุคุ อิโนะอุเอะ คือประธานบริษัทชาเขียว ROKUBE, ซาโอริ นิชิคาวา เธอคือประธานบริษัทกระดาษ NISHIKAWA PAPER, ซาชิโกะ ทันโนะ ทายาทรุ่นสองของบริษัทโคมไฟ YAHIRO DENKI

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load