The Cloud x ททท.

ไม่บ่ายวันเสาร์ ก็สายวันอาทิตย์ หลังจากเดินเข้าศาลเจ้าสีแดงสด เขย่าเซียมซีทายใจเสร็จสรรพ เราจะแวะตามตรอกซอกซอยของตลาดกลางเมืองเก่า ตรอกนู้นมีอาหารเหนือท้องถิ่น ตรอกนั้นถูกใจเป็นพิเศษ เพราะมีม้วนผ้าสีน้ำเงินเข้มเขียนเทียนดั้งเดิมของชนเผ่าม้ง หลายคนคงเดาออกว่าเรากำลังพูดถึง ‘ตรอกเล่าโจ๊ว’ ตรอกผ้าม้งของเชียงใหม่

เปล่า เราไม่ได้จะเขียนเชิญชวนไปช้อปกระจายกับบรรดาผ้าลายสวย

ผ้าเขียนเทียนต่างหากสำคัญ

ขอชวนคนพิเศษมาเล่าให้ฟัง ชง-อรทัย อินรัง เจ้าของแบรนด์ฝ้ายเงินฝ้ายทอง เธอผู้พลิกฟื้นผ้าเขียนเทียน จากภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวเขาเผ่าม้ง บ้านป่ากลาง อำเภอปัว จังหวัดน่าน ให้กลับมาหายใจอีกครั้งท่ามกลางความหวัง

หากบอกว่าเธอเป็นความหวังหมู่บ้านคงไม่ผิดนัก เพราะอรทัยพาแบรนด์ฝ้ายเงินฝ้ายทองและชาวบ้านบ้านป่ากลางไปไกลเกินหันหลังกลับ เราได้ยินแต่เสียงเฮให้เดินต่อไปข้างหน้า เดินไปด้วยกัน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง แม้แต่คนเดียว

ฝ้ายเงินฝ้ายทอง: แบรนด์ผ้าเขียนเทียนของชาวม้งที่พาดีไซน์บรรพบุรุษไปไกลกว่าจ.น่าน

1

คนบ้านป่ากลางเป็นชาวเขาเผ่าม้ง เดิมทีปักผ้าขายเป็นอาชีพ พอมีการส่งเสริมปลูกข้าวโพด-เลี้ยงสัตว์ ชาวบ้านชวนกันไปทำเกษตรกรรมเสียหมด งานปักผ้าจากเคยหลักกลับเป็นรอง หัตถกรรมแทบสูญหายไปกับการทำไร่เลื่อนลอย

แต่แล้ววิกฤตต้มยำกุ้งเข้าจู่โจม ไม่เพียงคนเมืองได้รับผลกระทบ ชาวเขาเผ่าม้งบนบ้านป่ากลางก็โดนเหมือนกัน 

เศรษฐกิจไม่ดี แล้วจะทำอะไรได้? 

ณ ตอนนั้น คงเป็นคำถามในใจใครหลายคน และเป็นหนึ่งคำถามในใจอรทัยด้วย 

คุณพ่อของเธอเป็นทหาร พร้อมรบและพบรักกับคุณแม่ที่เป็นคนบ้านป่ากลาง ครอบครัวของอรทัยกลับมาอยู่บ้านป่ากลางหลังจากคุณพ่อเกษียณจากการเป็นรั้วของชาติ ส่วนคุณแม่กลับบ้านมาเปิดร้านขายอุปกรณ์ตัดเย็บ แถมมีพื้นฐานซ่อม-เย็บเสื้อผ้าเป็นทุนเดิม อรทัยไม่ต้องพูดถึง ฝีมือตัดขี้ด้ายเธอไม่เป็นสองรองใคร

บ้านเธอผ้าเยอะ เพราะคุณแม่ใจดี ยามเพื่อนบ้านเดือนร้อนเงินทอง คุณแม่มักรับซื้อผ้าของพวกเขาเอาไว้

เศรษฐกิจไม่ดี แล้วจะทำอะไรได้ ? 

  “เรามองดูรอบตัวว่าบ้านเรามีอะไร หมู่บ้านเรามีอะไร” 

บ้านเธอมีผ้ากองเป็นภูเขา หมู่บ้านเธอมีหญิงสาวเก่งหัตถกรรม 

แบรนด์ฝ้ายเงินฝ้ายทอง จึงเกิดขึ้นเมื่อ 15 ปีก่อน ด้วยการขายผ้าเขียนเทียนยกผืนที่คุณแม่รับซื้อจากเพื่อนบ้าน ก่อนจะถูกพัฒนาเป็นเสื้อคลุมอย่างญี่ปุ่นสุดเท่ เดรสทรงสวยมีฮู้ดด้านหลังเพิ่มความเก๋ และสารพัดเสื้อผ้าแฟชั่นที่ตัดเย็บจากผ้าพิมพ์เทียน

ฝ้ายเงินฝ้ายทอง: แบรนด์ผ้าเขียนเทียนของชาวม้งที่พาดีไซน์บรรพบุรุษไปไกลกว่าจ.น่าน

2

สมัยบุกเบิก อรทัยต้องหอบผ้าเขียนเทียนจากหมู่บ้านขึ้นรถทัวร์ไปขายยังโครงการสนับสนุนการสร้างอาชีพของธนาคารออมสิน ภายหลังมีโอทอป เธอส่งผ้าเขียนเทียนที่ผ่านการตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วไปขาย ทำให้คนน่านและคนต่างจังหวัดรู้จักผ้าเขียนเทียนจากภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวเขาเผ่าม้งมากขึ้น และเป็นการกระจายต่อให้คนเข้าใจว่า ‘ผ้าน่าน’ ไม่ได้มีเพียงแค่ผ้าซิ่นทอมือสุดแสนประณีต แต่ผ้าเขียนเทียนย้อมครามก็มีคุณค่าไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

ปกติแล้วชาวเขาเผ่าม้งบ้านป่ากลางจะใส่เสื้อผ้าจากผ้าเขียนเทียนเฉพาะวันขึ้นปีใหม่และงานแต่งงานเท่านั้น ทุกปีอรทัยเฝ้ารอวันอวดชุดสวยของหญิงสาวในหมู่บ้าน แต่ละปีแพตเทิร์นชุดไม่เหมือนกัน เทรนด์สีประจำปีไม่เหมือนกัน บอกเลยว่าอินแฟชั่นคู่สียิ่งกว่าบริษัทสีแพนโทน แค่ได้ฟังก็สนุกจนอยากเห็นด้วยสองตา 

แต่สีหลักสำหรับผ้าเขียนเทียนยังคงเป็นสีน้ำเงินเข้ม ย้ำ! ยิ่งสีน้ำเงินเข้มมากเท่าไหร่ ยิ่งสวยมากเท่านั้น ปัญหาตามมาของความเข้ม คือสีตก เพราะการย้อมสีมี 2 แบบ ดั้งเดิมแท้สีย้อมจะออกม่วง ปัจจุบันเน้นย้อมสีครามเข้ม ยืนยันจากปากอรทัยว่าสีตกทั้งสองแบบ ส่วนครามเข้มได้จากสีย้อมครามเคมี ด้วยค่าใช้จ่ายของครามแท้ราคาสูง ประกอบกับคนในหมู่บ้านทำผ้าม้วนส่งขายในปริมาณมาก สำคัญเลย สีต้องเข้มตามแบบฉบับดั้งเดิม ครามเคมีจึงตอบโจทย์มากกว่า

“คนทำขายในหมู่บ้านเขาไม่ค่อยซัก สีผ้าเลยตก เขาทำแบบนั้นขายได้อยู่แล้ว แต่เราไปขายคนอีกกลุ่มหนึ่ง ต้องดัดแปลงให้เข้ากับสังคมเมือง เราพัฒนาของเราไป ดีเสียอีก ถ้าเราไปทำเหมือนเขาหมดทุกอย่าง เขาจะไปขายใครที่ไหน เราแตกต่างเพื่อไม่แย่งอาชีพคนในหมู่บ้าน เราช่วยเขาและเราช่วยชุมชนด้วย” เจ้าของแบรนด์บอกกับเราด้วยรอยยิ้ม

เอกลักษณ์ของผ้าพิมพ์เทียนย้อมสีครามของฝ้ายเงินฝ้ายทองสีจะซีดกว่าท้องตลาดทั่วไป เพราะอรทัยแก้ปัญหาสีผ้าตกด้วยการซักผ้ามาให้แล้ว 5 รอบ เรียกว่าพร้อมใช้งานทันที แถมสีน้ำเงินซีดยังไปโดนใจลูกค้าชาวญี่ปุ่นเข้าเต็มเปา

3

“เราต้องรู้ว่าชุมชนมีอะไร บ้านนี้เย็บกระเป๋าเก่ง เอาผ้ามาให้เขาเย็บกระเป๋า บ้านนี้เย็บเสื้อเก่ง เอาผ้ามาให้เขาเย็บเสื้อ บางทีขับรถผ่านเรารู้แล้วว่าบ้านนี้จิกมือเก่ง เราเลยหางานมาให้เขาตลอด เขาแทบไม่ต้องออกไปไหนเลย”

คนในหมู่บ้านบ้านป่ากลางจะทำผ้าพิมพ์เทียนย้อมครามขายเองและทำส่งให้กับอรทัย เป็นเครือข่ายสัญญาใจ อย่างบ้านวิชัย เขียนเทียน เธอมอบตำแหน่งพิมพ์เทียน ย้อมครามให้รับผิดชอบ การออกแบบเธออาสารับเอง ส่วนญาติคนสนิทดูแลการตัดเย็บเสื้อผ้าทั้งหมดของฝ้ายเงินฝ้ายทอง เน้นเสื้อผ้าโคร่งโอเวอร์ไซส์ ใส่ได้ในชีวิตประจำวันทั้งหญิงและชาย

ฝ้ายเงินฝ้ายทอง: แบรนด์ผ้าเขียนเทียนของชาวม้งที่พาดีไซน์บรรพบุรุษไปไกลกว่าจ.น่าน

การเขียนเทียนแบบดั้งเดิมใช้ปากกาด้ามไม้หัวทองเหลืองจุ่มลงหม้อต้มเทียน เพียงอึดใจ สะบัดปากกาเล็กน้อยก่อนจะขีดลงบนเนื้อผ้า ขีดจนได้ลายตามชอบใจก็นำผ้าไปแช่น้ำสะอาดหนึ่งคืนเพื่อให้สีย้อมติดดี หลังจากแช่ผ้าครบหนึ่งคืนเอาผ้าไปจุ่มถังคราม ยิ่งจุ่มถังครามหลายรอบ สีผ้ายิ่งเข้ม จากนั้นเอาไปตากแห้งก่อนต้มเพื่อลอกเทียนออก

ฝ้ายเงินฝ้ายทอง: แบรนด์ผ้าเขียนเทียนของชาวม้งที่พาดีไซน์บรรพบุรุษไปไกลกว่าจ.น่าน

ปัจจุบันคนในหมู่บ้านไม่นิยมเขียนเทียนกันแล้ว เพราะมีช่างฝีมือดัดแปลงสารพัดเทคนิคจากการทำเครื่องเงินมาประยุกต์ทำบล็อกไม้สำหรับพิมพ์เทียน ลายดั้งเดิมอย่างลาย ‘เหง้าฟัง’ ก็ถูกลดทอนจนเกิดเป็นลวดลายใหม่ บางทีแม่ค้าหัวดี เอาลายกระโปรงเขียนเทียนสมัยพ่อแม่มาให้ช่างทำบล็อกไม้แกะลายให้ก็มี ส่วนอรทัยขอเก๋ด้วยบล็อกลายดอกไม้

4

เส้นทางสายผ้าเขียนเทียนไม่ราบรื่นเหมือนขีดเขียนตามใจ กว่าเธอจะเรียกความมั่นใจจากคนในชุมชนว่าผ้าเขียนเทียนมีโอกาสไปได้ ไปได้ไกลกว่าบ้านป่ากลาง ไปได้ไกลกว่าอำเภอปัว ไปได้ไกลกว่าจังหวัดน่าน ทำเอาเธอเสียเหงื่อและเสียน้ำตาไม่น้อย

“เราสู้หลายอย่าง เราสู้ให้ผ้าเขียนเทียนเป็นที่รู้จัก เราเข้าโครงการประกวดเกี่ยวกับผ้าพื้นบ้านแทบทุกรายการ เพราะกรรมการตัดสินจากแรงบันดาลใจ เรามีแรงบันดาลใจ เรามีทุกอย่างอยู่ในหมู่บ้าน มันง่ายต่อการสื่อสารให้เขาเข้าใจ 

ฝ้ายเงินฝ้ายทอง: แบรนด์ผ้าเขียนเทียนของชาวม้งที่พาดีไซน์บรรพบุรุษไปไกลกว่าจ.น่าน

“เรามาจากหมู่บ้านชาวเขา เราเกิดมาจากเขียนเทียน ถ้าเราไม่สานต่อภูมิปัญญาจากบรรพบุรุษ เขาไปถางป่า ทำไร่เลื่อนลอยกันหมดแล้ว เราอยากรักษาภูมิปัญญาชาวเขาเผ่าม้งให้คงอยู่และคนข้างนอกให้การยอมรับ”

รางวัลจากการประกวดพิสูจน์ตัวเธอเองให้คนบ้านป่ากลางเห็นว่า ‘ผ้าเขียนเทียน’ ของพวกเขา มีคนมองเห็นความสวยงามและหัตถกรรมทำด้วยสองมือมีคุณค่า เฉกเช่นเดียวกับผ้าทอมือลายดั้งเดิมจากบรรพบุรุษเมืองนันทบุรี

ก่อนนั่งสนทนากับอรทัย เธอบอกว่าไปประกวดมาหนึ่งรายการ กรรมการแจกหัวข้อ ‘ความเป็นน่าน’

เธอได้รับแรงบันดาลใจจากทหารสวมเสื้อม่อฮ่อมบนจิตรกรรมฝาผนัง วัดหนองบัว

ฝ้ายเงินฝ้ายทอง: แบรนด์ผ้าเขียนเทียนของชาวม้งที่พาดีไซน์บรรพบุรุษไปไกลกว่าจ.น่าน

เราเห็นชุดแล้วเท่มาก สมแล้วเธอตั้งชื่อว่า Tiger Blue อรทัยผสานความเป็นน่านด้วยผ้าทอมือลายไทลื้อ ไม่ลืมความเป็นตัวตนด้วยการตัด-ต่อกับผ้าเขียนเทียนย้อมคราม พ่วงสีส้มด้วยอีกนิด เพื่อสื่อถึงเสือสาวได้อย่างตรงไปตรงมา

  ตอนทำเธอตั้งกลุ่มเป้าหมายไว้ว่า ชุดแบบนี้ต้องขายวัยรุ่นเท่านั้น โดยเฉพาะลิซ่า ศิลปินวง BLACKPINK!

5

ตั้งแต่วันแรก เป็นระยะเวลา 15 ปี ฝ้ายเงินฝ้ายทองเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง แม้เป็นคำถามธรรมดาแต่เราสงสัย

“สิบห้าปีก่อน ถ้าทำเสร็จเราต้องเหมารถไปขาย ทุกวันนี้คนมาซื้อถึงในหมู่บ้าน ทุกบ้านเริ่มกลับมาทำผ้าเขียนเทียน จากไปปลูกข้าวโพดก็ไม่ไปแล้ว บางคนบอกเศรษฐกิจไม่ดี แต่ถ้าสร้างงานจากฝีมือของเราเอง คำว่าอดตายไม่มี 

“เมื่อก่อนคนทิ้งหมู่บ้านไปเหลือแต่คนแก่ เดี๋ยวนี้เขากลับมาบ้าน กลับมาพิมพ์ผ้าขาย กลับมาปักผ้าขาย วัยรุ่นก็อยู่ในหมู่บ้านมากขึ้น แสดงว่าเขาเห็นงานของเขามีคุณค่า เราคิดแล้วว่าเขาไปอยู่ที่อื่นคงไม่มีความสุขเท่ากับอยู่ที่บ้าน 

“อยู่กับภูมิปัญญาได้อะไรมากกว่าแน่นอน ถ้าเข้ากรุงเทพฯ ต้องใช้แรงงานอย่างเดียว ถ้าอยู่บ้าน เขายังได้ดูแลพ่อแม่ พิมพ์ผ้าด้วย ปักผ้าด้วย เราว่าผ้าเขียนเทียนทำให้คนไกลบ้านกลับมาใกล้บ้านนะ” 

อรทัยเล่าด้วยแววตาสดใส ราวกับเรื่องราวเหล่านั้นเป็นสายน้ำคอยรดให้หัวใจของเธอชุ่มฉ่ำครั้งแล้ว ครั้งเล่า

ฝ้ายเงินฝ้ายทอง: แบรนด์ผ้าเขียนเทียนของชาวม้งที่พาดีไซน์บรรพบุรุษไปไกลกว่าจ.น่าน

6

เป้าหมายสูงสุดของอรทัยในการทำแบรนด์ฝ้ายเงินฝ้ายทองคือการเข้าไปขายใน KING POWER เธอพยายามมาหลายต่อหลายครั้ง ในที่สุดเราและคุณก็ได้ยินข่าวดีจากเธอ อรทัยทำสำเร็จ! เราขอให้เธอเล่าให้คุณฟังด้วยตัวเอง

“เราใฝ่ฝันมานานว่าอยากให้แบรนด์เข้าคิงพาวเวอร์ ให้ผ้าเขียนเทียนเข้าไปขายในคิง เพาเวอร์ เราเจรจาหลายครั้ง เพราะปัญหาสีตก แต่เราทดลองย้อมผ้าเขียนเทียนด้วยน้ำครามน้ำแรกของบ่อ สีไม่ตกอีกแล้ว เราเลยเข้าไปเสนอ สุดท้ายผ่านการคัดเลือก ตอนนี้กำลังเริ่มทำคอลเล็กชันเพื่อนำสินค้าไปให้คิง เพาเวอร์ พิจารณา

“เราว่าจะเอาผ้าคลุมไหล่ กระโปรงชาวเขาของบ้านวิชัย เขียนเทียน ไปเสนอด้วย มีงานของช่างเย็บกระเป๋า ช่างเย็บพวงกุญแจ เราไปทีพาไปทั้งหมู่บ้าน ไม่ใช่แค่เราคนเดียว แต่คนข้างหลังเรายังมีอีกหลายคน เมื่อก่อนเราไม่เคยได้รับโอกาส พอเขาให้โอกาสเราแล้ว เราต้องส่งต่อโอกาสนั้นในคนอื่นด้วย เราภูมิใจมากนะที่ผ้าเขียนเทียนได้รับการยอมรับ

“เรากำลังพัฒนาไปข้างหน้าเรื่อยๆ แต่สิ่งหนึ่งที่เราลืมไม่ได้คือภูมิปัญญาจากบรรพบุรุษ” 

มากกว่าการยอมรับ เธอทำให้ผ้าเขียนเทียนกลับมามีชีวิตอีกครั้ง 

ชาวเขาเผ่าม้งบนบ้านป่ากลาง อำเภอปัว จังหวัดน่าน กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ฝ้ายเงินฝ้ายทอง: แบรนด์ผ้าเขียนเทียนของชาวม้งที่พาดีไซน์บรรพบุรุษไปไกลกว่าจ.น่าน

ฝ้ายเงินฝ้ายทอง

205 หมู่1 ตำบลสถาน อำเภอปัว จังหวัดน่าน 55120

ติดต่อ 09 3967 1969

Facebook: ฝ้ายเงินฝ้ายทอง

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

สโรชา อินอิ่ม

Freelance photographer ชอบความอิสระ ชอบเดินทางท่องเที่ยว บันทึกความทรงจำผ่านภาพถ่าย

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

ผ้าเนื้อกระด้าง สีสันแสบทรวง เขียนลวดลายท้องทะเลด้วยเทียนไข 

ขอบอกว่าคุณสมบัติข้างต้นไม่ใช่ผ้าบาติกที่แขวนโชว์อยู่ในร้านของ อารีย์ และ ฉัตรชนก ขุนทน เป็นแน่

แม่ลูกคู่นี้เป็นเจ้าของแบรนด์ Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลหนึ่งเดียวที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาหมู่บ้านคีรีวง จ.นครศรีธรรมราช ด้วยการยืนยันที่จะไม่เล่าเรื่องทะเล ไม่มีแพตเทิร์นในการเขียนลาย ใช้สีธรรมชาติจากพืชผลทางการเกษตร และถ่ายทอดวิถีคีรีวงลงบนผืนผ้า จนเสื้อผ้าไม่มีซ้ำกันสักตัวจากการเขียนมือครั้งละหนึ่งชิ้น

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

ผ้ามัดย้อมของยาย

ย้อนเวลาไปหลายสิบปีก่อน ตอนที่แบรนด์ Kiree ยังไม่เกิดขึ้นแม้ในความฝัน ป้าอารีย์เริ่มสนใจเรื่องผ้าจากความอยาก

อยากที่จะสร้างอาชีพเสริมให้กับคนในหมู่บ้านคีรีวงรวมถึงตัวเธอเอง

พูดถึง ‘คีรีวง’ ก็เป็นอันรู้กันว่าหมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ในอ้อมกอดของหุบเขา ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่นานา ขึ้นชื่อเรื่องอากาศบริสุทธิ์จนสูดดมได้เต็มปอด แต่ก่อนจะเป็นชุมชนแห่งการท่องเที่ยวอย่างทุกวันนี้ ป้าอารีย์เล่าว่าตลอด 30 ปี หมู่บ้านของเธอเผชิญกับภัยพิบัติมาบ่อยครั้ง ชุมชนที่มีอาชีพหลักคือการทำสวนบนภูเขา และตั้งรกรากอยู่บนที่ราบเพียงเท่านั้น ก็เกือบถึงคราวล่มสลายใน พ.ศ. 2531 

เหตุการณ์นี้ทำให้ป้าหวั่นใจว่า อาชีพหลักจะมีส่วนสร้างความไม่สมดุลทางธรรมชาติ จึงคิดหาอาชีพเสริมใหม่ ๆ ในยามที่วิกฤตถามหา ป้าอารีย์ตั้งกฎกับตัวเองเอาไว้ 3 ข้อว่า หนึ่ง อาชีพเสริมนี้จะต้องสอดคล้องกับวิถีเกษตรกรในชุมชน สอง อาชีพเสริมนี้จะต้องใช้องค์ความรู้และภูมิปัญญาของหมู่บ้านให้ได้ และสาม กระบวนการผลิตของอาชีพเสริมนี้จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอันขาด

บวกกับการเป็นหลานของช่างทอผ้าประจำหมู่บ้าน พืชที่ยายใช้ย้อมสีธรรมชาติตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน ทำไมตัวเธอจะสานต่ออาชีพนี้ไม่ได้ คำตอบอาจเป็นเพราะทั้งป้าอารีย์และแม่ต่างไม่มีใครทอผ้าเป็น และอาชีพนี้ก็ห่างหายจากหมู่บ้านมานานปีเห็นจะได้ เธอจึงเบนเข็มมาสนใจเรื่องไม่ใกล้ไม่ไกลอย่างผ้ามัดย้อมเป็นการทดแทน

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย
Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

“ป้าลองเอาพืชที่คุณยายเคยใช้มาทำผ้ามัดย้อม แต่พอย้อมเสร็จก็ยังไม่พอใจเรื่องลวดลาย เพราะใคร ๆ ก็ทำได้ ป้าต้องการสร้างลวดลายที่แตกต่างจากที่อื่น ตอนนั้นภาคใต้ยังไม่มีใครทำเรื่องสีธรรมชาติเลย เราก็พยายามศึกษา เรียนรู้ ว่าวัสดุที่กำหนดลวดลายได้มีอะไรอีกนอกจากยางหรือเชือกฟาง 

“จนไปเจออาจารย์คนหนึ่ง เขาแนะนำว่าให้ใช้ไม้ไผ่ในการกำหนดลาย เพราะถ้าใช้ไม้ จะต่อลาย แตกลาย ได้อีกเป็นร้อยเป็นพัน”

กลุ่มมัดย้อมสีธรรมชาติบ้านคีรีวงจึงเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2539 เพื่อสร้างอาชีพให้กับเหล่าแม่บ้านในชุมชน และก่อกำเนิดแบรนด์ Kiree ในอีก 3 ปีต่อมา จากความสงสัยว่าวิถีชีวิตของคนใต้นั้นเป็นอย่างไร

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

ผ้าบาติกของแม่

สุราษฎร์ธานีมีผ้าไหมพุมเรียง นครศรีฯ มีผ้ายก สงขลามีผ้าเกาะยอ ยะลาชอบผ้าปาเต๊ะ ฝั่งอันดามันก็ทำผ้าบาติก จำแนกได้เป็นผ้าทอ ผ้าปาเต๊ะ และผ้าบาติก 

ป้าอารีย์กลับมาถามใจตัวเองว่า ใน 3 เรื่องนี้มีอะไรที่เราพอจะไปได้ – ผ้าบาติกคือสิ่งนั้น 

ด้วยความคิดแน่วแน่ว่าจะยึดถือสีธรรมชาติจากรุ่นยายเป็นสำคัญ ในยุคสมัยที่ผ้าบาติกมีสีสันจัดจ้าน เต็มไปด้วยลวดลายกุ้งหอยปูปลาและดอกไม้ใต้ทะเล

“หลายคนบอกป้าว่าสีธรรมชาติเอามาทำผ้าบาติกไม่ได้ มันจะเพนต์ไม่ติด นี่คือโจทย์ที่เราต้องแก้ให้ได้ ศึกษาทดลองอยู่ 3 – 4 ปี ว่าเพนต์แล้วสีติดไหม ล้างน้ำแล้วหลุดลอกเท่าไหร่ จนทำได้จริง”

ความทนทานของสีคล้ายจะขึ้นอยู่กับความอดทนของผู้ผลิตด้วยเช่นกัน โดยพืชที่จะนำผลผลิตมาสกัดสีต้องมีอายุ 2 ทศวรรษขึ้นไป เนื่องจากความสมบูรณ์ของต้นจะส่งผลให้มีเม็ดสีที่เข้มข้น มียาง ติดแน่นไม่หลุดง่าย การเคี่ยวผ้าบาติกก็ต้องใช้เวลาหมักแช่ผ้าไว้นานมาก บางครั้งก็ยาวนานถึง 1 เดือน ที่สำคัญ ต้องเลือกผ้าจากเส้นใยธรรมชาติเพื่อให้สีมีความสม่ำเสมอ 

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย
Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

กรรมวิธีที่พิถีพิถันเหล่านี้ ส่งผลให้ Kiree ย้อมผ้าได้ไม่เกิน 10 ผืนในหนึ่งวัน ใครได้ไปครองก็คงรับรู้ถึงความใส่ใจเป็นแน่ เราขออนุญาตชวนป้าอารีย์พูดคุยต่อถึงเอกลักษณ์ของแบรนด์ Kiree ที่พิเศษกว่าใครเกือบทุกกระบวนการ 

“ผ้าบาติกเราไม่มีแพตเทิร์น ที่บ้านไม่มีดินสอ ไม่มีแบบร่าง เขียนสดเลย คุณต้องมีสมาธิ ต้องวางแผนมา ไม่งั้นผ้าผืนนี้เละแน่

“ผ้าเรามีลายแตก สีไม่เรียบ เป็นผลจากยางไม้ที่แตกกระจายไปทั้งผืน คนอื่นทำลวดลายเกี่ยวกับทะเล แต่เราใช้ลายเส้นเพื่อสื่อสารเรื่องหมู่บ้านคีรีวง อย่างดอกไม้ก็ใช้ใบสิงโตพัดเหลือง ลายเฟิร์นยักษ์ ลายบัวแฉก เป็นลายเฉพาะที่มีแค่หมู่บ้านเราเท่านั้น” 

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

“เราใช้สีจากพืชทางใต้ในหมู่บ้าน เช่น ใบมังคุด ฝักสะตอ เปลือกผลเงาะ เปลือกลูกเนียง สีของป้าเลยซีดที่สุด เป็นผ้าสีพาสเทล เพราะสีจากพืชดิบ ๆ จะเป็นแบบนี้ เช่น มังคุดปลูกที่ไหนก็ได้ แต่ทำไมสีมังคุดที่คีรีวงถึงเป็นสีชมพูหรือสีส้มหมากสุก เพราะธาตุในดินไม่เหมือนกัน น้ำ อากาศ ก็แตกต่างกัน ผ้าทุกผืนจึงมีสีไม่เหมือนกัน จะเหมือนแค่เพราะต้มจากหม้อเดียวกัน รอบแรกเหมือน รอบสองไม่เหมือนแล้ว

“ดังนั้น ใครซื้อไปก็จะได้ของแบบผืนเดียวในโลก มีตัวเดียว ลายเดียว สีเดียว ไซส์เดียว บางตัวก็มีไม่ครบทุกไซส์ เพราะเราเขียนเสื้อผ้าได้ทีละชิ้น เด็กบ้านเราก็ไม่ชอบเขียนลายซ้ำ เขาชอบสร้างลายใหม่ตลอดเวลา”

ร่วม 20 ปีที่ Kiree ยังคงยืนหยัดทำผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติจากผลิตผลของชาวสวนคีรีวง มีผู้ช่วยเป็นเยาวชนและคนมีฝีมือในหมู่บ้าน ช่วยกันแปรรูปเป็นสินค้าหลากหลายให้คนได้เข้ามาจับจ่ายในร้านค้าของพวกเขา แต่แน่นอนว่ากาลเวลาย่อมสร้างความเปลี่ยนแปลง และอาจถึงคราวต้องเปลี่ยนมือให้รุ่นลูก

เพราะความลับสุดยอดที่ป้าอารีย์แง้มบอกในประโยคต่อไป จะทำให้คุณประหลาดใจมาก

“ป้าเขียนผ้าไม่เป็น” 

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย
ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

ผ้าบาติกของลูก

ป้าอารีย์ศึกษาแก้โจทย์ผ้าบาติก ตั้งแต่ฉัตรชนก ขุนทน หรือ พิงค์ อายุได้ 3 เดือน พิงค์จึงเป็นเด็กที่โตมากับกองผ้าและสีสันธรรมชาติของแม่ 

การลงมือเขียนผ้าครั้งแรกตอนอายุ 7 ขวบ ก็มีน้ำตาหยดลงบนผ้าบ้างเป็นธรรมดาของคนไม่เคยเขียน จนผู้เชี่ยวชาญเรื่องผ้าที่สุดในชีวิตของเธอ แนะนำให้พิงค์เขียนเลข ๑ ไทยกลับหัวกลับหางไปมา เป็นเหมือนการต่อลาย เธอจึงเริ่มมีกำลังใจในการเขียนต่อ

ตลอด 20 ปี แม้แม่จะเขียนผ้าไม่เป็น แต่ก็พิสูจน์ได้ว่าป้าอารีย์เป็นครูผู้สอนได้ยอดเยี่ยมขนาดไหน ผ่านการจุดไฟให้เยาวชนได้ปลดปล่อยจินตนาการลงบนผืนผ้า และการที่ลูกสาวเติบโตมารับช่วงต่อกิจการ Kiree ได้อย่างสร้างสรรค์

“ครูเคยถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร เราตอบว่าอยากเป็นนักประดิษฐ์น้อย คุณแม่หลอกล่อเรามาตั้งแต่เด็กโดยที่เราไม่รู้ตัว ซื้อหนังสืองานประดิษฐ์ เย็บผ้า ออกแบบผ้า เห็นป้า ๆ แม่ ๆ ทำอยู่ทุกวัน คิดว่ามันน่าลอง น่าสนุก มีแอบไปทำเองบ้าง แม่ก็อยู่ตัวคนเดียว รู้สึกว่าที่เขาทำมาทั้งหมด ไม่ช้าก็เร็วเราก็ต้องกลับมาสานต่อ”

หลังได้ทักษะศิลปะมาเต็มเปี่ยมจากการเรียน ปวช. ช่างศิลป์ พิงค์ก็เลือกเข้ามาศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ ในสาขาวิชาศิลปประยุกต์และออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อนำความรู้มาพัฒนากิจการของครอบครัว แม้จะมีจักรส่วนตัวและเฟรมสำหรับเขียนผ้าให้แม่อยู่ในห้อง ถึงกระนั้น เธอก็แวะเวียนกลับไปหาความสงบที่บ้านเกิดเป็นประจำทุกเดือน

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

เมื่อถามเธอว่าปัจจุบันถือว่ารับช่วงต่อจากแม่เต็มตัวแล้วหรือยัง พิงค์ตอบว่ายังไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะแม่ยังคงรับบทเป็นพี่เลี้ยง คอยช่วยเรื่องการติดต่อสื่อสารแทนเธอที่พูดไม่ค่อยเก่งนัก แต่พิงค์เข้ามาดูแลควบคุมการผลิตทั้งหมด ตั้งแต่ตระเตรียมสี เขียนลวดลาย ออกแบบเสื้อผ้า จนถึงการตรวจเช็กก่อนส่งให้ถึงมือลูกค้า เรียกได้ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังยุคใหม่ของ Kiree โดยแท้

หากนับจากรุ่นทวดของเธอ ก็อาจเรียกว่าเป็นทายาทรุ่น 4 เข้าไปแล้ว อะไรที่เป็นเอกลักษณ์ของ Kiree เธอยังคงไว้เดิม แต่กรรมวิธีบางอย่างก็ถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยและความต้องการของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น 

“เรื่องดีไซน์ ลวดลาย ปกติเป็นลายใบไม้ ดอกไม้ก็จะวนอยู่แบบนั้นตลอดไป แต่เราตั้งโจทย์ ตั้งคอนเซ็ปต์ ดึงจุดเด่นของหมู่บ้านมาใช้ เช่น เรามีมังคุด ก็ออกแบบลายจากขั้วมังคุด สร้างเป็นแพตเทิร์นขึ้นมา

“เรื่องโทนสี เราเอาของเดิมที่มีอยู่มามิกซ์ให้เกิดเฉดสีใหม่ พัฒนาโปรดักต์ให้หลากหลาย นอกจากเสื้อผ้า ก็มีเรื่องเฟอร์นิเจอร์เข้ามาด้วย

“ส่วนเรื่องที่อยากทำคือการเพนต์ ไม่ได้จะเปลี่ยนแปลงขั้นตอนนะ แต่เราอยากลงสีไปเลยไม่ต้องเขียนเทียน จะได้ผ้าอีกเวอร์ชันที่ดูอาร์ต ๆ ขึ้นมาหน่อย”

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์
ภาพ : เพจ KKP Quartz

พิงค์กำลังพูดถึง KKP Quartz (เธอเล่าความหมายของชื่อให้เราฟังสั้น ๆ ว่าคือ ‘Kiree-คุณพิงค์-ที่ตกผลึกมาจากคุณแม่’) อีกหนึ่งแบรนด์ที่เธอสร้างขึ้นมาเพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น จากผ้าบาติกที่ต้องใช้เวลาเขียนกันเป็นเดือน ๆ พิงค์หันมาพึ่งพาเทคโนโลยีการพิมพ์ลายจากต้นแบบที่เขียนด้วยมือเช่นเคย เพื่อให้ผลิตสินค้าได้จำนวนมาก 

โดย ‘เถาพริก’ คือคอลเลกชันแรกที่ทำขาย ทั้งลวดลาย เส้นสาย และสีสัน เธอได้ไอเดียมาจากเครื่องแกงข้าวยำที่รสจัดจ้านมากของคนคีรีวง 

ถ้า Kiree ของคุณแม่เน้นขายลูกค้าที่รักในธรรมชาติ คนที่อุดหนุน KKP Quartz ของพิงค์ก็จะเป็นคนอีกกลุ่มที่กล้าแต่งตัวและมีความมั่นใจสูง

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์
ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

ส่วนเรื่องเฟอร์นิเจอร์กับงานเพนต์ก็ไม่ได้เป็นเพียงนิมิตในความคิด พิงค์เลือกคอลแลบกับแบรนด์ Napa Design Studio ของเพื่อนในมหาวิทยาลัยเดียวกัน ร่วมกันรังสรรค์เก้าอี้สุดพิเศษในคอลเลกชัน SeedKiree ที่ลูกค้าออกแบบเฉดสีได้เองตั้งแต่พนักพิง โครงเก้าอี้ เบาะรองนั่ง ด้วยสีธรรมชาติจากคีรีวง เช่น สีน้ำตาลส้มจากใบมังคุดแห้ง สีเขียวอ่อนจากใบเพกา หรือสีเหลืองนวลจากแก่นไม้ขนุน

ความสามารถของลูกสาว นำพาให้ Kiree ยุคใหม่ ได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ไทยระดับแถวหน้าอย่าง Theatre ในคอลเลกชันล่าสุดของปีนี้ที่ว่าด้วยความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ ผ่านความคิดสร้างสรรค์และภูมิปัญญาท้องถิ่นอีกด้วย

ผ้าบาติกของคีรีวง

จากจุดเริ่มต้นที่แค่อยากสร้างอาชีพเสริมให้กับคนในหมู่บ้าน การมาถึงจุดนี้นับว่าไกลกว่าที่พวกเธอคาดหวังเอาไว้มากพอดู แต่เป้าหมายของป้าอารีย์กลับยังคงเหมือนวันแรกที่ได้ลงมือทำ

“เรายังมองว่าอาชีพนี้จะต้องเป็นมรดกให้กับลูกหลานในชุมชนของเรา เราทำเพื่อสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนและดูแลทรัพยากรอย่างมีคุณค่าสูงสุด หากสิ่งแวดล้อมยั่งยืน อาชีพของคนในหมู่บ้านก็จะยั่งยืน

“Kiree คือชีวิตของป้า ที่ต้องดูแล รักษา บำรุง สรรหาสิ่งดี ๆ เติมเต็มมันตลอด องค์ความรู้ที่ได้ ทั้งจากประสบการณ์ตรงและจากข้างนอก เราต้องแบ่งปันให้กับทุกคน เราสองคนก็รับเป็นวิทยากรให้กับกลุ่มผู้ที่สนใจอยากสร้างอาชีพ”

พิงค์เองก็บอกกับเราในฐานะคนทำงานว่า Kiree ทำให้เธอไม่รู้สึกถึงวันจันทร์ที่เคร่งเครียดหรือวันศุกร์ที่ต้องตั้งตารอเพื่อได้หยุด ต่อให้กินนอนอยู่กับงานทั้งเช้าเย็น สำหรับเธอ ที่คีรีวงไม่มีอะไรเหมือนเดิมสักวัน และพิงค์ไม่เคยเบื่อที่จะมองเห็นภูเขา

“ถ้าจะนอนกลางวัน นอนบ้านนี่ไม่หลับ ต้องนอนที่ออฟฟิศตามซอกโต๊ะ เพราะถ้าไม่ได้ยินเสียงดังของลูกค้า คนงานคุยกัน ทะเลาะกัน มันนอนไม่หลับ

“เราอยากให้ผู้คนรู้จักคีรีวงหลากหลายเวอร์ชัน เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เป็นชุมชนที่ผู้คนน่ารัก อัธยาศัยดี และมีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การท่องเที่ยวของเราอยู่ด้วย” ป้าอารีย์ปิดท้าย

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

Kiree

โทรศัพท์ : 09 8073 0566

Facebook : KiRee

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

พิชญ์ แสงพลสิทธิ์

ช่างภาพอิสระ บาริสต้าคุณพ่อลูกหนึ่ง ชื่นชอบการไปคาเฟ่และบทเพลงของ Zentrady

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load