“โตขึ้นอยากเป็นอะไร” 

สำหรับเด็กสักคนที่ยังไม่มีคำตอบให้ตัวเอง คงอยากรู้ว่าโตขึ้นไปแล้วจะเป็นอะไรได้บ้าง การพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เห็นความเป็นไปได้ในหลายๆ ด้าน และเติบโตขึ้นมาในเส้นทางที่เขาต้องการจึงเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ใกล้-ไกล หรือที่ใดก็ตาม

บนดอยสูงเหนือสุดแดนสยาม หนึ่งพื้นที่ได้รับการสร้างขึ้นเพื่อเด็กและเยาวชน ในชื่อ ‘ศูนย์เด็กใฝ่ดี (โครงการพื้นที่การเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ สำหรับเด็กและเยาวชน)’ ในที่แห่งนี้พวกเขาจะได้เป็นตัวของตัวเอง ทั้งร้อง เล่น กีฬา หรือไม่ว่ามีความถนัดแบบไหน พวกเขาจะได้เรียนรู้และทดลองทำกิจกรรมมากมายเพื่อค้นหาตัวเอง และศูนย์เด็กใฝ่ดียังเปิดสาธารณะให้ทั้งครอบครัวมาใช้เวลาร่วมกันได้ อีกนัยหนึ่งที่สำคัญของการมีแหล่งให้รวมตัวกันฝึกฝนอาชีพ และมองเห็นอนาคตตัวเองได้เช่นนี้ ยังช่วยให้เยาวชนก้าวหนีจากยาเสพติดไปแบบไม่เห็นฝุ่น

ฟังแล้วคอลัมน์ Public Space อยากยกให้เป็นต้นแบบพื้นที่เรียนรู้อย่างสร้างสรรค์อีกหนึ่งแห่ง ที่ทั้งคุณพ่อคุณแม่และเด็กๆ ใฝ่ฝันหา เราเลยนัดหมายพูดคุยกับหัวหน้าแก๊งของเด็กๆ จากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ วิสิษฐ์อร รัชตะนาวิน ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ ถึงเบื้องหลังพื้นที่เล็กๆ ให้เด็กๆ ได้ปล่อยพลัง

วิสิษฐ์อร รัชตะนาวิน ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

เด็กเอ๋ยเด็กดี

เมื่อถามถึงที่มาที่ไป คงต้องเท้าความไปถึงโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ  ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เดิมพื้นที่แห่งนี้มีปัญหาเรื่องการปลูกฝิ่น ยาเสพติด ไปจนถึงการตัดไม้ทำลายป่า จึงจัดตั้งโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ขึ้นมาเพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพอย่างหลากหลาย ให้คนในพื้นที่ไม่ต้องทำเช่นเดิมอีก 

แต่ด้วยโลกปัจจุบันที่เปลี่ยนไป ปัญหาและความต้องการของชุมชนก็เปลี่ยนแปลง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จึงลงสำรวจพื้นที่ 29 หมู่บ้านครบทุกชนเผ่า เพื่อพูดคุยกับทั้งกลุ่มผู้นำ กลุ่มผู้หญิง กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มเยาวชน รวมถึงกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจในหมู่บ้าน เพื่อหาว่าอะไรคือปัญหาและความต้องการของพวกเขา

ตัวแทนทีมงานที่ได้ลงไปคุยกับน้องๆ จริงๆ และยังเป็นคนในพื้นที่ (ชนเผ่าไทใหญ่) อย่าง อรอุมา นามย่วก ผู้ช่วยผู้จัดการส่วนงานพัฒนาเด็กและเยาวชน ส่วนงานพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่และค่ายเด็ก มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เล่าหนึ่งในปัญหาที่พบเรื่องเด็กและเยาวชน ว่ามีเด็กบางกลุ่มไม่สนใจการเรียนแล้วออกไปรวมกลุ่มกัน ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการใช้สารเสพติด

“พวกเขาไม่มีสถานที่ให้มารวมตัวกันหรือปล่อยพลัง อีกอย่างคือไม่มีกิจกรรมเจ๋งๆ คูลๆ ให้เขาได้ดู จนอาจทำให้พวกเขาใช้เวลาว่างในทางที่ไม่ดีได้”

วิสิษฐ์อรเล่าถึงเสียงสะท้อนจากทั้งฝั่งผู้ปกครองและเยาวชนในวันที่ลงพื้นที่ ซึ่งแท้จริงแล้วส่วนสำคัญในการพัฒนาอันยั่งยืนของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ คือการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับคนในดอยตุงโดยเฉพาะเด็กๆ 

 “การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้คนไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดอีก ต้องให้ทุกคนในชุมชนช่วยกันพัฒนาพื้นที่ต่อ โดยเฉพาะการพัฒนาที่จะเกิดขึ้นในผู้นำรุ่นต่อๆ ไป เพราะฉะนั้น ต้องเริ่มที่เด็กและเยาวชน เราเลยใช้พื้นที่ซึ่งเป็นศูนย์กลางของทุกหมู่บ้านมาสร้างประโยชน์”

ศูนย์เด็กใฝ่ดี พื้นที่สาธารณะบนดอย ให้เยาวชน 29 หมู่บ้านเล่นสนุกและค้นหาอาชีพในฝัน
ศูนย์เด็กใฝ่ดี พื้นที่สาธารณะบนดอย ให้เยาวชน 29 หมู่บ้านเล่นสนุกและค้นหาอาชีพในฝัน

ศูนย์เด็กใฝ่ดี

เมื่อคุยกับผู้ปกครอง คุณครู และผู้นำชุมชนแล้วว่าจะสร้างพื้นที่ร่วมกัน จากนั้นพี่ๆ ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จึงปรับโฉมอาคารเก่าขนาด 5 ไร่ของศูนย์ฝึกอาชีพสำหรับคนทอผ้า ซึ่งถูกทิ้งร้างหลังมีศูนย์ผลิตและจำหน่ายงานมือของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ แล้วยกให้เป็นพื้นที่สำหรับเด็กๆ

“เราพาเด็กๆ มาที่นี่สามถึงสี่ครั้ง มาวัดพื้นที่จริง ตีตาราง แล้วระดมความคิดกันว่าพวกเขาต้องการอะไร อยากได้กิจกรรมแบบไหน แล้วถ้ามีอาคารที่เป็นของพวกเขาอยากให้มีอะไร จากนั้นทีมงานก็นำไปคุยกับผู้ใหญ่และนักออกแบบต่อไป ว่าเราดัดแปลงหรือทำอะไรกับสิ่งที่มีได้บ้าง”

อาคารใหม่ 2 หลังในชื่อ ศูนย์เด็กใฝ่ดี จึงถือกำเนิดขึ้นให้เป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตและพัฒนาตนเองของเด็กๆ ในพื้นที่

“ดอยตุงโชคดีอย่างหนึ่งคืออากาศค่อนข้างเย็นตลอดปี เลยออกแบบให้อาคารโปร่งโล่ง มีหน้าต่างเยอะเพื่อให้อากาศถ่ายเท ใช้สีโทนสว่างเพื่อลดการใช้แสง โดยการออกแบบตัวห้องในช่วงแรก เรายึดตามกิจกรรมถาวรที่มีอยู่” วิสิษฐ์อรเล่า ก่อนเน้นว่าการออกแบบศูนย์แห่งนี้พึ่งพาสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก และแบ่งฟังก์ชันการใช้สอยตามใจเด็กๆ 

ศูนย์เด็กใฝ่ดี พื้นที่สาธารณะบนดอย ให้เยาวชน 29 หมู่บ้านเล่นสนุกและค้นหาอาชีพในฝัน

“พอเราดัดแปลงจากอาคารที่มีอยู่แล้ว อิงโครงสร้างจากตึกเดิม แม้มีห้องกิจกรรมถาวร แต่ถ้าบางห้องไม่มีใครใช้งาน เราก็จะผลัดใช้ทำกิจกรรมอื่นๆ ต่อไป” อรอุมาเสริมถึงการใช้อาคารในส่วนอื่นๆ

ที่นี่ประกอบไปด้วย 9 ห้องหลัก อย่างห้องเต้น ทำเป็นเหมือนสตูดิโอ มีกระจกรอบด้าน จอทีวี และระบบเสียงครบครัน

ศูนย์เด็กใฝ่ดี พื้นที่สาธารณะบนดอย ให้เยาวชน 29 หมู่บ้านเล่นสนุกและค้นหาอาชีพในฝัน

ห้องทำอาหารของ Junior Chef เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้สร้างสรรค์เมนูจากวัตถุดิบในพื้นที่

จากอาคารส่งเสริมการทอผ้าเก่าบนดอยตุง สู่ศูนย์เด็กใฝ่ดี พื้นที่สาธารณะที่ให้เด็กๆ มาสนุกกับการค้นหาสิ่งที่อยากเป็น

แถมยังมีชมรม Faidee Cafe ให้น้องๆ ได้ฝึกทำเครื่องดื่มโดยเฉพาะ

ห้องกิจกรรมของชมรมคราฟต์ พัฒนามาจากชมรมช่างไม้ มีกิจกรรมใหม่ให้ลงมือทำผลิตภัณฑ์จากพลาสติกรีไซเคิล

จากอาคารส่งเสริมการทอผ้าเก่าบนดอยตุง สู่ศูนย์เด็กใฝ่ดี พื้นที่สาธารณะที่ให้เด็กๆ มาสนุกกับการค้นหาสิ่งที่อยากเป็น

นอกจากห้องชมรมที่สัมพันธ์กับการฝึกอาชีพแล้ว ยังมีพื้นที่เปิดให้เด็กๆ เข้ามาใช้ได้ อย่างห้องสมุดและ Co-working Space ที่จะนั่งทำรายงานหรือทำกิจกรรมกับที่ไม่เกี่ยวข้องกับศูนย์ก็ได้ และยังมีห้องดนตรี ห้องทำอาหาร ห้องศิลปะ โรงหนัง ห้องกิจกรรม ห้องธนาคาร และห้องสำนักงานอยู่ภายใต้พื้นที่เดียวกันนี้ด้วย

จากอาคารส่งเสริมการทอผ้าเก่าบนดอยตุง สู่ศูนย์เด็กใฝ่ดี พื้นที่สาธารณะที่ให้เด็กๆ มาสนุกกับการค้นหาสิ่งที่อยากเป็น
จากอาคารส่งเสริมการทอผ้าเก่าบนดอยตุง สู่ศูนย์เด็กใฝ่ดี พื้นที่สาธารณะที่ให้เด็กๆ มาสนุกกับการค้นหาสิ่งที่อยากเป็น
จากอาคารส่งเสริมการทอผ้าเก่าบนดอยตุง สู่ศูนย์เด็กใฝ่ดี พื้นที่สาธารณะที่ให้เด็กๆ มาสนุกกับการค้นหาสิ่งที่อยากเป็น

สำหรับสนามหญ้าด้านนอกอาคาร มี Faidee Academy หรือชมรมฟุตบอลให้ใช้ซ้อมแข่งขันของทีมเยาวชน ซึ่งเคยลงสนามจริงและคว้าถ้วยรางวัลมาแล้ว

จากอาคารส่งเสริมการทอผ้าเก่าบนดอยตุง สู่ศูนย์เด็กใฝ่ดี พื้นที่สาธารณะที่ให้เด็กๆ มาสนุกกับการค้นหาสิ่งที่อยากเป็น

ส่วนสวนและต้นไม้ใหญ่ที่เห็น ก็ตั้งใจรักษาไว้และเปิดเป็นห้องเรียนธรรมชาติ ให้เจ้าตัวเล็กมาใช้เวลาเรียนรู้ใต้ร่มไม้

เล่น รู้ ลอง

เห็นศูนย์เด็กใฝ่ดีอายุราว 2 ปีกว่าสีสันสดใสแบบนี้ วิสิษฐ์อรเล่าติดตลกให้ฟังว่า เมื่อก่อนมีผู้ปกครองหลายคนเข้าใจผิด คิดว่าที่นี่เป็นศูนย์เด็กเล็กหรือเนอสเซอรี่ ทีมงานเลยลงไปประชาสัมพันธ์กับชุมชนเพื่อบอกว่าไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็กหรือเด็กโตก็มาทำกิจกรรมที่นี่ได้ 

สำหรับเด็กต่ำกว่า 8 ขวบ มาใช้สนามเด็กเล่นได้ แต่ควรต้องอยู่ภายใต้การดูแลของผู้ปกครอง ส่วนเด็กที่พอรู้เรื่อง ก็มีหลักสูตรให้พวกเขาได้เรียนรู้อาชีพต่างๆ ในสนามจำลองอาชีพ

จากอาคารส่งเสริมการทอผ้าเก่าบนดอยตุง สู่ศูนย์เด็กใฝ่ดี พื้นที่สาธารณะที่ให้เด็กๆ มาสนุกกับการค้นหาสิ่งที่อยากเป็น

“เด็กอายุแปดถึงสิบสองปี จะอยู่ภายใต้กิจกรรมหลักสูตรสิบอาชีพให้เขาได้ค้นหาตัวเอง ว่าชอบหรือสนใจอะไร อาชีพที่เราเลือกมา อิงจากศักยภาพของพื้นที่ดอยตุงและความต้องการของตลาด นอกจากช่วยให้รู้จักตัวเองแล้ว เด็กก็จะได้เห็นคุณค่าของพื้นที่ไปในตัว” อรอุมา หนึ่งในทีมงานอธิบายถึงหลักสูตรที่ช่วยกันพัฒนาขึ้น 

วิธีการที่พวกเขาจัดสรรเป็นกิจกรรม ล้วนผ่านการปรึกษากับผู้ที่ทำอาชีพนั้นหรือผู้เชี่ยวชาญจริงก่อนมาสอน และไม่ลืมดูความต้องการของโลกยุคปัจจุบัน เลยทำให้ในหนึ่งปีมีถึง 10 – 12 อาชีพหมุนเวียนมาให้เด็กๆ ได้ทดลองเล่น 

อย่างหลักสูตรบาริสต้า จัดตั้งขึ้นเพราะดอยตุงเป็นแหล่งผลิตกาแฟ ทีมงานได้ไปขอความรู้จากพี่ๆ บาริสต้า คาเฟ่ดอยตุง รวมถึงพาเด็กๆ ออกนอกพื้นที่ไปเปิดประสบการณ์กับวิสาหกิจชุมชน รวมถึงร้านกาแฟในเชียงราย

จากอาคารส่งเสริมการทอผ้าเก่าบนดอยตุง สู่ศูนย์เด็กใฝ่ดี พื้นที่สาธารณะที่ให้เด็กๆ มาสนุกกับการค้นหาสิ่งที่อยากเป็น

หรือหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน ก็ได้คุณหมอช่วยคิดหลักสูตรสั้นๆ จนได้เห็นเด็กๆ แต่งชุดกาวน์แล้วฝึกปฐมพยาบาลกันอย่างสนุกสนาน

จากอาคารส่งเสริมการทอผ้าเก่าบนดอยตุง สู่ศูนย์เด็กใฝ่ดี พื้นที่สาธารณะที่ให้เด็กๆ มาสนุกกับการค้นหาสิ่งที่อยากเป็น
จากอาคารส่งเสริมการทอผ้าเก่าบนดอยตุง สู่ศูนย์เด็กใฝ่ดี พื้นที่สาธารณะที่ให้เด็กๆ มาสนุกกับการค้นหาสิ่งที่อยากเป็น

สำหรับเด็กโตระดับมัธยมศึกษาที่เริ่มรู้แล้วว่าตัวเองต้องการอะไร ก็มีหลักสูตรเสริมประสบการณ์หรือชมรมให้มาจับกลุ่มรวมตัวกัน เพื่อทำสิ่งที่พวกเขารักใน 8 ชมรม ได้แก่ ชมรมบาริสต้า ทำอาหาร ดนตรี เต้นและแสดง ฟุตบอล มัคคุเทศก์ ชมรมคราฟต์ และถ่ายภาพ

จากอาคารส่งเสริมการทอผ้าเก่าบนดอยตุง สู่ศูนย์เด็กใฝ่ดี พื้นที่สาธารณะที่ให้เด็กๆ มาสนุกกับการค้นหาสิ่งที่อยากเป็น

เจนนี่-สุมิษา คำมา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนแม่จันวิทยาคม ตัวแทนน้องจากชมรมเต้น เล่าให้ฟังว่าก่อนหน้านี้ หลังเลิกเรียนเธอได้แต่อยู่บ้าน ก่อนพบว่าที่ศูนย์เปิดให้ตั้งกลุ่มชมรมที่ชอบ เธอรู้ว่ามีชมรมเต้นจึงเป็นกลุ่มแรกๆ ที่มาฝึกซ้อม และดึงเพื่อนๆ เข้ามาได้อีกหลายสิบคน

เมื่อเด็กโตฝึกซ้อมกันอย่างเต็มที่ ศูนย์เด็กใฝ่ดีแห่งนี้ก็มีเวทีให้ได้ลองปล่อยของ อย่างงานสีสันแห่งดอยตุงที่จัดขึ้นประจำทุกปี น้องชมรมเชฟที่ผ่านการคัดเลือก จะมาออกร้านค้าขายจริงในงาน ส่วนน้องชมรมเต้นก็ได้มาแสดงการเต้นประจำชนเผ่าและเต้นคัฟเวอร์สมัยใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เด็กทุกคนคิดและออกแบบกันเองทั้งสิ้น

จากอาคารส่งเสริมการทอผ้าเก่าบนดอยตุง สู่ศูนย์เด็กใฝ่ดี พื้นที่สาธารณะที่ให้เด็กๆ มาสนุกกับการค้นหาสิ่งที่อยากเป็น
จากอาคารส่งเสริมการทอผ้าเก่าบนดอยตุง สู่ศูนย์เด็กใฝ่ดี พื้นที่สาธารณะที่ให้เด็กๆ มาสนุกกับการค้นหาสิ่งที่อยากเป็น

“พี่ๆ ให้เรามีส่วนร่วม ช่วยกันคิด ช่วยกันทำตั้งแต่แรก เราเลยมีพื้นที่ที่ได้เจอคนที่ชอบสิ่งเดียวกัน ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน เหมือนตัวเราเองก็ได้เรียนรู้และโตขึ้นด้วย” สาวน้อยนักเต้นเล่าตาหยี

ที่สำคัญ กิจกรรมในชมรมต่างๆ อย่างการนำเที่ยวในฐานะมัคคุเทศก์เด็กหรือออกบูทขายอาหาร ยังสร้างรายได้เป็นค่าขนมให้พวกเขา ทำให้เห็นถึงความเป็นไปได้ ว่ากิจกรรมเหล่านี้กลายเป็นอาชีพในอนาคตได้

พัฒนาต่อไปไม่หยุดยั้ง

แต่กว่าที่นี่จะประสบความสำเร็จจนได้เห็นเด็กๆ แสดงความสามารถ และมีเด็กเกือบ 1,000 คน เข้ามาเป็นสมาชิกทั้งวิสิษฐ์อรและอรอุมาบอกว่าการสร้างศูนย์บนดอยสูงแห่งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย

“ความท้าทายแรกคือ จะทำยังไงให้น้องๆ มองว่าอาชีพเหล่านี้เป็นเรื่องสนุก ชวนให้พวกเขาค้นหาคุณค่าของตัวเอง ให้พวกเขามีสิ่งยึดเหนี่ยวแทนการยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด และต้องเป็นสิ่งที่ต่อยอดได้จริงในอนาคต ซึ่งเราก็คอยอัปเดตให้ทันกับความต้องการของเด็กอยู่เสมอ” อรอุมาบอกถึงเรื่องยากของการพัฒนาหลักสูตร ก่อนวิสิษฐ์อรเสริมถึงอุปสรรคอีกข้อที่พบ

“เรื่องที่ตั้งของศูนย์ก็เป็นอีกข้อหนึ่ง เพราะสำหรับเด็กๆ ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล เดินทางมาลำบาก อย่างหมู่บ้านติดชายแดนเขาก็อยากมาแต่มาไม่ได้ เราเลยแก้ปัญหาด้วยการจัดรถรับส่งวันเสาร์-อาทิตย์ให้พวกเขา”

จากอาคารส่งเสริมการทอผ้าเก่าบนดอยตุง สู่ศูนย์เด็กใฝ่ดี พื้นที่สาธารณะที่ให้เด็กๆ มาสนุกกับการค้นหาสิ่งที่อยากเป็น

ไม่มีปัญหาใดแก้ไขไม่ได้ การก้าวข้ามความท้าทายเหล่านี้ เกิดจากการรับฟังข้อเสนอและผลตอบรับในทุกระยะที่ดำเนินโครงการ มากไปกว่านั้น สิ่งที่ช่วยให้ศูนย์เด็กใฝ่ดีก้าวสู่ปีที่ 3 อย่างมั่นคงและแตกต่างจากที่อื่นๆ คือการมีส่วนร่วมของชุมชน 

“โชคดีที่เรามี Stakeholder (ผู้มีส่วนได้เสีย) ที่แน่นอนอย่างคนในพื้นที่ดอยตุง เพราะฉะนั้น เราได้เรียนรู้การทำพื้นที่จากเด็กๆ เอง แล้วเราก็รู้จักทั้งผู้ปกครองและผู้นำชุมชน เลยชวนทุกคนมาช่วยกันคิด ช่วยกันทำได้ สิ่งนี้เป็นตัวเสริมให้ศูนย์เด็กใฝ่ดีเป็นพื้นที่สาธารณะที่เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนจริงๆ” วิสิษฐ์อรกล่าวย้ำถึงข้อสำคัญ ซึ่งทำให้ที่นี่เป็นของทุกคนบนดอยตุงอย่างแท้จริง

จากอาคารส่งเสริมการทอผ้าเก่าบนดอยตุง สู่ศูนย์เด็กใฝ่ดี พื้นที่สาธารณะที่ให้เด็กๆ มาสนุกกับการค้นหาสิ่งที่อยากเป็น

สุดท้ายผลลัพธ์ที่ได้ก็คุ้มค่า และตรงวัตถุประสงค์โครงการที่ตั้งใจไว้

ตัวแทนฝ่ายเด็กๆ อย่างน้องเจนนี่ก็ดีใจที่ได้มีพื้นที่เป็นของตัวเอง จนค้นพบความฝันว่า วันหนึ่งอยากจะเป็นนักแสดงในระดับต่างประเทศให้ได้ รวมถึงอยากกลับมาช่วยน้องๆ ในพื้นที่ดอยตุงซึ่งเป็นบ้านเกิดของตัวเอง สานต่อความฝัน 

ส่วนผู้ปกครองเองก็ลงความเห็นว่า ดีใจที่ได้เห็นลูกหลานใช้เวลาว่างอย่างเป็นประโยชน์ แถมยังได้มีบทสนทนากับเด็กๆ มากขึ้น สำหรับผู้นำชุมชน มองว่าเป็นกิจกรรมที่เสริมเวลาว่างได้ดี เกิดเป็นความร่วมมือขยายกว้างขึ้น และถ้าหากมีกิจกรรมเพื่อพัฒนาเยาวชนในแง่มุมอื่น ศูนย์เด็กใฝ่ดีจะเป็นที่แรกที่พวกเขาคิดถึงและเข้ามาใช้งาน

เมื่อเราถามถึงก้าวต่อไปของศูนย์เด็กใฝ่ดี ว่าจะเป็นไปในทิศทางไหน

วิสิษฐ์อรว่าสำหรับเป้าหมายระยะสั้น จะเป็นการปรับปรุงหลักสูตรให้หลากหลายขึ้น จนเด็กๆ ค้นพบเส้นทางของตัวเอง ส่วนในระยะยาว จะทำให้เยาวชนรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของร่วมกัน ช่วยกันดูแลและพัฒนาพื้นที่ รวมถึงสนับสนุนให้พวกเขาได้ประกอบอาชีพอย่างที่ตั้งใจได้จริง

ก่อนจบบทสนทนา วิสิษฐ์อรทิ้งท้ายว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในการสร้างพื้นที่สาธารณะเพื่อเด็กๆ คือการฟังเสียงของพวกเขา

“ฟังเด็กให้เยอะๆ ว่าพวกเขาต้องการอะไร ใช้ความคิดของพวกเขาเป็นตัวตั้ง รวมถึงเราต้องไม่ลืมผู้ปกครอง คุณครู ไปจนถึงผู้นำชุมชนที่ต้องฟังให้ครบ แล้วก็พัฒนาต่อไปอย่าหยุดยั้ง”

ภาพ : ศูนย์เด็กใฝ่ดี

ศูนย์เด็กใฝ่ดี (โครงการพื้นที่การเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ สำหรับเด็กและเยาวชน) จังหวัดเชียงราย (แผนที่)

เปิดวันอังคาร – อาทิตย์ 

เวลา : 08.00 – 17.00 น.

โทรศัพท์ : 08 1724 1636

Facebook : ศูนย์เด็กใฝ่ดี

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

มงคลชัย ไชยวงค์

ออกเดินทาง เพื่อเข้าใจความเป็นมนุษย์ ผ่านวิถีชาติพันธุ์ ผู้หลงรักความเป็นวัฒนธรรมต่างถิ่น

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

“ไปนอนอ่านหนังสือที่ห้องสมุดกันไหม”

ตอนได้ยินคำชวนครั้งแรกก็นึกประหลาดใจว่าทำได้ด้วยหรอ เพราะย้อนกลับไปเมื่อ 16 ปีก่อนสมัยยังอยู่ชั้นประถม เราคุ้นเคยกับการนั่งหลังตรงในห้องสมุด เผชิญหน้ากับความเงียบสงบซึ่งเหมาะแก่การเพ่งสมาธิอ่านหนังสือ หันซ้ายไปขวา ก็มักเจอป้ายเตือนว่า ห้ามหลับ ห้ามส่งเสียงดัง

จนได้รู้ว่าสถานที่ในคำชวนนั้น คือ TK Park ห้องสมุดแนวคิดใหม่ ใหม่เสียจนเราอดสงสัยไม่ได้ว่า ในพื้นที่ขนาดเล็กนั้น จะบรรจุอะไรนอกจากหนังสือไว้ เมื่อได้ลองเข้าไปใช้งาน ก็พบว่ามีทั้งโซนรังผึ้งที่ให้เข้ามานอนอ่านหนังสือได้จริงๆ เป็นห้องสมุดแห่งแรกที่ทำแบบนี้ได้ แถมยังทดลองเล่นอูคูเลเล่ที่ห้องสมุดดนตรี ชวนคุณพ่อคุณแม่ไปนั่งดูหนังในมินิเธียเตอร์ ทดลองเล่นที่ลานสานฝัน จากนั้นก็ต่อคิวรอยืมหนังสือเป็นตั้งกลับบ้านได้ด้วย สมกับชื่อ ‘ห้องสมุดมีชีวิต’ จริงๆ

ส่องโฉมใหม่ TK Park ไม่ใช่แค่สวย แต่มีระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้และความสนุกให้คนทุกวัย

มาถึงวันนี้ เราได้ยินข่าวคราวอีกครั้งว่าบนชั้น 8 ของเซ็นทรัลเวิลด์ สถาบันอุทยานการเรียนรู้ครบวงจรขนาดประมาณ 3,000 ตารางเมตรกำลังพลิกโฉมใหม่ เรียกได้ว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงในรอบทศวรรษ และแน่นอนว่าไม่ใช่แค่ห้องสมุดอย่างที่เราๆ เข้าใจอีกต่อไป เพราะกำลังจะกลายเป็นระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้สำหรับคนทุกวัย เข้าถึงได้แม้ในพื้นที่ห่างไกล โดยมุ่งสนับสนุนการพัฒนาทักษะใหม่ๆ อย่างสร้างสรรค์

ส่องโฉมใหม่ TK Park ไม่ใช่แค่สวย แต่มีระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้และความสนุกให้คนทุกวัย

ฟังแล้วน่าตื่นเต้น ก่อนแวะไปเยี่ยมชมดูห้องสมุดฉบับใหม่ที่ไฉไลกว่าเก่า เราขอพาไปพูดคุยกับ กิตติรัตน์ ปิติพานิช ผู้อำนวยการสถาบันอุทยานการเรียนรู้ TK Park ถึงแนวคิดเบื้องหลังในรอบ 16 ปีตั้งแต่จุดเริ่มต้น การปรับโฉม และก้าวต่อไปที่กำลังจะเกิดขึ้น

ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่เมืองแห่งการเรียนรู้

เรามีห้องสมุดไปทำไมกัน 

ในยุคที่เราเรียนออนไลน์จากที่ไหนก็ได้ การค้นหาความรู้หรือข้อมูลข่าวสารทำได้แสนง่ายดายผ่านอินเทอร์เน็ต แต่ศูนย์การเรียนรู้หรือห้องสมุดก็ยังมีความจำเป็นและควรมีอยู่ต่อไปด้วยเหตุผลด้านกายภาพ ซึ่งก็ต้องปรับตัวตามการหมุนเปลี่ยนของโลก

ผู้อำนวยการกิตติรัตน์ขยายความคำว่า ‘กายภาพ’ ให้ฟังว่า ห้องสมุดเป็นส่วนการเรียนรู้พาร์ตใหญ่ๆ ที่การเรียนออนไลน์ให้ไม่ได้ เพราะมนุษย์ยังต้องมี Social Interaction หรือการปฏิสัมพันธ์ต่อกัน รวมไปถึงทักษะทั้งหลาย อย่างความคิดสร้างสรรค์ หรือการออกแบบเชิงความคิด (Design Thinking) ซึ่งต้องส่งผ่านด้วยวิธีทางกายภาพ

“ห้องสมุดเลยเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาทักษะเหล่านี้ให้กับคน ขนาดที่ฟินแลนด์ ประเทศที่การศึกษาที่ดีที่สุดในโลก รัฐบาลยังเปิดห้องสมุด Oodi Helsinki Central Library ฉลองครบรอบร้อยปีให้กับคนของเขา นี่จึงยืนยันว่าพื้นที่แบบนี้ยิ่งมีเยอะยิ่งดี เพราะทำให้คนเติบโตและเรียนรู้ได้มาก”

ประเทศไทยเองก็มองเห็นความสำคัญของสิ่งก่อสร้างเชิงกายภาพเช่นนี้ และคิดถึงคนที่หลุดจากระบบการศึกษาทางหลัก จึงเริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ​2548

ส่องโฉมใหม่ TK Park ไม่ใช่แค่สวย แต่มีระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้และความสนุกให้คนทุกวัย

“ตอนนั้นภาครัฐอยากบริหารจัดการความรู้ TK Park จึงจัดตั้งขึ้นมาพร้อมๆ กับองค์กรอื่น อย่าง TCDC (Thailand Creative & Design Center) และมิวเซียมสยาม เป็นเสมือนซอฟต์แวร์มนุษย์เพื่อพัฒนาศักยภาพคนไทย ซึ่งเราเองก็อยากเติมเต็มสิ่งที่ผู้คนต้องการเรียนรู้นอกเหนือจากการศึกษาภาคบังคับ ให้คนทั่วไปนำความรู้ไปพัฒนาคุณภาพชีวิต อาชีพ รวมถึงมีศักยภาพการแข่งขันให้ประเทศก้าวต่อไปได้”

มองภาพต่อมาในระยะเวลานับสิบปี ที่นี่เคยเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ถึง 2 ครั้ง ล่าสุด นอกจากต้องซ่อมแซม จึงถึงเวลาปัดฝุ่นองค์กรครั้งใหญ่ พร้อมปรับตัวสอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน

“ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป พฤติกรรมการอ่านไปจนถึงการใช้พื้นที่ก็เปลี่ยนตาม ทุกวันนี้ห้องสมุดกลายเป็นพื้นที่ทำงาน เป็นมากกว่าพื้นที่ที่เข้ามายืมหรืออ่านหนังสือแล้ว” 

เขายังเสริมอีกว่า เมื่อเกิดสถานการณ์โควิด-19 ยิ่งเป็นตัวเร่งเร้า กระตุ้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมากขึ้นอีก เพราะในช่วงเวลานี้ผู้คนทุกวัยหันมาเรียนรู้ อ่านหนังสือ ลองผิดลองถูกในทักษะใหม่ๆ หรือสิ่งที่ตัวเองขาดไปมากขึ้น จึงถึงเวลาที่ TK Park ต้องปรับตัวเองบ้าง จากห้องสมุดมีชีวิต จึงขยายให้เป็นระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้

แล้วอะไรคือระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ที่ว่า การเดินทางต่อจากนี้จะช่วยให้เราค้นพบคำตอบ

สถาบันอุทยานการเรียนรู้โฉมใหม่

เรามีโอกาสได้เข้าไปเยี่ยมชมสถานที่หลังจากกลับมาเปิดบริการอีกครั้งหลังคลายล็อกดาวน์ ภายในพื้นที่โฉมใหม่มีไฮไลต์ทั้งหมด 5 โซน ผู้อำนวยการกิตติรัตน์บอกกับเราว่า มีคนแวะเวียนมายืมหนังสือกันมากมาย และทุกส่วนของพื้นที่การเรียนรู้ถูกออกแบบมาให้พร้อมรับกับสถานการณ์โรคระบาด ทั้งมาตรการรักษาความปลอดภัยที่สร้างความมั่นใจให้ผู้มาใช้บริการ ตั้งแต่การทำความสะอาดทุกชั่วโมง มีแอลกอฮอล์ในทุกจุด ไปจนถึงเครื่องอบ UV

จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

และเพื่อลดการสัมผัสให้ได้มากที่สุด ตั้งแต่เริ่มเดินเท้าเข้ามา ก็ใช้แอปพลิเคชัน MyTK สแกน QR Code จ่ายค่าสมาชิกหรือค่าปรับได้เลย รวมไปถึงจุด Smart Library ให้สมาชิกยืม คืน ต่ออายุ ผ่านระบบอัตโนมัติ

จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย
จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย
จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

จากโซนรังผึ้งที่คนชอบมาเช็กอินถ่ายรูป หรือเป็นพื้นที่ปีนป่ายของเด็กๆ ก็กลายเป็นโซนของเล่น Toy Library ซึ่งพัฒนาร่วมกับ PlanToys เต็มไปด้วยของเล่นจากวัสดุธรรมชาติ พร้อมหนังสือคุมธีมคัดสรรโดยเหล่าบรรณารักษ์ เพื่อให้เจ้าตัวน้อยเรียนรู้เสริมทักษะไปพร้อมกับความสนุก

จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

“เราค้นพบว่าเด็กๆ ที่มาที่นี่อยากได้ของเล่น พอเกิดโควิด-19 ขึ้น เราก็คิดว่าของเล่นพวกนี้น่าจะให้ยืมกลับไปเล่นที่บ้านได้ เลยทำบริการส่งชุดของเล่น พร้อมกับหนังสือที่คัดมาแล้วว่าไปในแนวทางเดียวกัน” 

กิตติรัตน์อธิบายแนวคิดที่เรียกว่า Library of Things ซึ่งมีมากขึ้นในช่วงที่ผู้คนต้องอยู่กับบ้าน อีกหนึ่งความตั้งใจที่อยากให้เกิดขึ้นบ้างในไทย

จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย
จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

สถาบันอุทยานการเรียนรู้ TK Park มีฐานข้อมูลหนังสือฟรีอย่าง E-Library ซึ่งพัฒนาไว้ก่อนที่โลกออนไลน์จะฮิตราว 10 ปี จากที่มีทั้งหมด 7,000 รายการ ตอนนี้เพิ่มขึ้นเป็น 30,000 รายการ และมีถึง 4 ฐานข้อมูล เป็นระบบหนังสือออนไลน์ดีที่สุดแห่งหนึ่งของไทย แต่ถึงอย่างนั้น ก็เชื่อว่าหลายคนยังโหยหาหนังสือเล่ม ที่นี่เลยมีบริการ Book Delivery ส่งหนังสือไปให้ยืมถึงบ้าน และส่งข้ามจังหวัดได้ด้วย อยากอ่านเล่มไหนก็ไร้อุปสรรค

จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

สำหรับพื้นที่อ่านหนังสือ (Reading Space) ก็เพิ่มมุมนิตยสารขึ้นมา ซึ่งผู้อำนวยการแอบกระซิบว่า หนังสืออันดับหนึ่งที่ครองใจคนที่เข้ามาใช้บริการ คือเหล่านิตยสารเล่ม และเมื่อกวาดสายตาโดยรอบ จะเห็นพื้นที่โปร่งโล่ง พร้อมไฟส่องสว่างประจำโต๊ะ เปลี่ยนจากการใช้แสงสีเหลืองเป็นแสงสีขาว เพื่ออรรถรสในการอ่านหนังสือ รวมไปถึงมุมนั่งอ่านหนังสือที่เป็นส่วนตัวมากขึ้นแม้จะอยู่ในพื้นที่สาธารณะ ออกแบบลักษณะคล้าย Phone Booth ให้คนขลุกตัวได้ แถมด้วยที่นั่งหลายรูปแบบรองรับทุกอิริยาบถ ซึ่งยังคงเอกลักษณ์ให้มานั่งหรือนอนอ่านหนังสือตามแต่จะเลือกสรร

จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

และที่ถือว่าเป็นมุมใหม่มากๆ คือ Book Wall & TK Cafe สร้างบรรยากาศไว้เสิร์ฟเครื่องดื่มและขนมเคล้าการอ่านหนังสือ มาที่เดียวก็ได้ความรู้ทั้งการหย่อนกายใจ

จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงต้นแบบเรื่องพื้นที่ห้องสมุดใจกลางกรุงเท่านั้น สิ่งที่พวกเขาทำยังไม่หมดแค่นี้!

การเรียนรู้เพื่อเข้าใกล้ความฝัน

ระหว่างการสนทนา ผู้อำนวยการกิตติรัตน์ยกประเด็นเรื่องความฝันกับเด็กไทยขึ้นมาเล่าได้อย่างน่าสนใจ จากการประเมินคุณภาพแรงงานในอนาคต ผ่าน ดัชนีทุนมนุษย์ (Human Capital Index) ของธนาคารโลกใน พ.ศ. 2563 พบว่า ไทยได้ค่าดัชนีที่ 0.61 จาก 174 ประเทศ ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับดีกว่าค่าเฉลี่ยของโลกและของภูมิภาคเล็กน้อย แต่คะแนนตัวแปรด้านการศึกษาในการทดสอบเชิงเหตุผล กลับมีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าในระดับอาเซียน

 “เวลาคุณมีฝันอะไรก็ตาม ต้องหารสองนะ นี่คือศักยภาพที่ประเทศไทยในปัจจุบันให้ได้ เราจึงจำเป็นต้องขยายโครงการสร้างการเรียนรู้ออกไป เพื่อให้มีพื้นที่ช่วยรองรับ หรือพาพวกเขาไปใกล้ฝันนั้นมากขึ้น”

นั่นเป็นหมุดหมายให้ขยายจากห้องสมุดไปถึงการฝึกทักษะยุคใหม่ที่เรียกว่า ‘21st Century Skills’ อย่างทักษะการสื่อสาร ความคิดสร้างสรรค์ การคิดเชิงวิเคราะห์ การทำงานร่วมกัน หรือความเห็นอกเห็นใจ เหล่านี้เป็นทักษะแห่งอนาคตหรือ Future Skills ซึ่งอาจไม่ได้มีสอนในการศึกษาภาคปกติ และทักษะพวกนี้จะสอนกันเดี่ยวๆ ไม่ได้ แถมคนแต่ละช่วงวัยก็ต้องการทักษะแบบนี้ในรูปแบบที่แตกต่างกัน จึงทำให้เกิดกิจกรรมจึงหลากรูปแบบ 

เช่น โครงการ TK DreamMakers กิจกรรมจุดประกายความฝันร่วมกับ School of Changemakers ให้เยาวชนกลุ่มประถมจนถึงมัธยมปลาย ในพื้นที่ภาคีเครือข่ายอุทยานการเรียนรู้จังหวัดต่างๆ ลงพื้นที่หาโจทย์ปัญหาทางสังคม ทั้งเรื่องวัย ความหลากหลายทางเพศ ความบกพร่องทางร่างกาย และความแตกต่างทางชาติพันธุ์ แล้วรวมไอเดียกันเพื่อหาทางออก 

การทำเช่นนี้ ช่วยให้เด็กๆ ได้คิดจริง ทำจริง และใช้งานการแก้ปัญหานั้นจริง นอกจากพวกเขาได้เรียนรู้ทักษะชีวิตที่จะใช้ต่อยอดสำหรับอาชีพในอนาคต ยังช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นสังคม ซึ่งคุณกิตติรัตน์บอกว่า โครงการนำร่องนี้เป็นอีกหนึ่งความท้าทาย เพราะต้องทำกันออนไลน์ทั้งหมด แต่ก็เห็นแนวโน้มที่ดีที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

อีกหนึ่งตัวอย่าง คือการสร้าง Maker Space หรือพื้นที่รองรับนักนวัตกรรมสำหรับการเรียนรู้ความคิดเชิงการออกแบบ ซึ่งร่วมทำงานกับ FabCafe Bangkok เครือข่ายผู้เชี่ยวชาญทางเทคโนโลยี เปิดให้เด็กๆ และผู้คนที่สนใจ มีโอกาสเข้าถึงและใช้งานเครื่อง 3D Printer เพื่อสร้างชิ้นงานและทำงานร่วมกันภายใต้สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ 

TK Park จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

การเรียนรู้ที่เข้าใกล้ชุมชน

ไม่เฉพาะตั้งอุทยานการเรียนรู้ในกรุงเทพฯ TK Park ยังขยายโมเดลการสร้างการเรียนรู้นี้ออกไปทั่วประเทศพร้อมๆ กันตั้งแต่เริ่ม

“เราร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีงบประมาณแต่ยังขาด Know-how ไปช่วยหาแนวทางและเริ่มตั้งต้นการสร้างห้องสมุดให้ หรือ Library Automation แล้วขยายไปที่อื่นให้ได้มากที่สุด

“ลงไปใต้สุดเลยที่จังหวัดยะลา สร้างพร้อมกับที่เราก่อตั้งปีแรกๆ” คุณกิตติรัตน์เฉลย หลังให้ลองทายเล่นๆ ว่าจากเครือข่ายสถาบันอุทยานการเรียนรู้ TK Park 29 แห่ง ใน 22 จังหวัด พวกเขาขยายไปที่ไหนเป็นที่แรก ซึ่งที่ยะลานั้น กลายเป็น People Space ไปโดยปริยาย

“เวลาลงไปสร้างศูนย์การเรียนรู้กับชุมชน เราต้องทราบความต้องการของคนในพื้นที่ด้วย จากห้องสมุดมีชีวิตจึงกลายเป็นศูนย์กลางชุมชน เพราะชาวบ้านมาจัดประชุม ทำกิจกรรม จนถึงฝึกอบรมคนในชุมชน แถมวิธีนี้ยังเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ทำได้หลายฟังก์ชันในพื้นที่เดียว” เขาเสริม

ในแต่ละปี TK Park จะขยายเครือข่ายไปยังจังหวัดใหม่ๆ เสมอ ในปีนี้เพิ่มขึ้นมาอีก 2 แห่ง ได้แก่อุทยานการเรียนรู้ปราจีนบุรีและอุทยานการเรียนรู้กระบี่

“ตั้งต้นลงไปสัมภาษณ์คุณครู ชุมชน เด็กๆ และผู้บริหารพื้นที่ ว่าพวกเขามองอนาคตของพื้นที่นี้กันอย่างไร จากนั้นเราก็ใช้วิธี Tailor Made หรือจัดสื่อการเรียนรู้ให้เหมาะกับสิ่งที่เขาต้องการ ไม่เคยใช้วิธี One-size-fits-all ในการสร้างห้องสมุดเลย เพราะอยากให้เกิดความเฉพาะทางในแต่ละพื้นที่ อย่างเช่นจังหวัดกระบี่ เราเริ่มกันจากศูนย์ เป็น TK Park ที่แรกที่ติดทะเลและท่าเรือไปเกาะพีพี ถ้าเปิดใช้งาน ต้องมีนักท่องเที่ยวหรือชาวบ้านแวะมา ก็เน้นหนังสือต่างประเทศและเรื่องการท่องเที่ยวมากหน่อย

“ส่วนที่จังหวัดปราจีนบุรี ก็ใช้วิธีการเดียวกัน เข้าไปเปลี่ยนห้องสมุดให้สนุกขึ้น เน้นเรื่องสมุนไพรที่เป็นทุนเดิมในพื้นที่เข้าไป ตอนนี้ห้องสมุดทั้งสองแห่งเสร็จหมดแล้ว ถ้าเปิดเมื่อไหร่ ก็เชื่อว่าจะเป็นศูนย์กลางชุมชนได้เช่นกัน” ผู้อำนวยการบอกเล่าความตั้งใจในพื้นที่ใหม่

และจากการลงพื้นที่สำรวจการใช้งานจริงในหลายจังหวัด เขาพบความว่านี่เองคือความหวังในการขับเคลื่อนประเทศ ซึ่งเกิดจากเรี่ยวแรงหลักนั่นก็คือ ‘คน’ ซึ่งมาพร้อมกับความต้องการพัฒนาทักษะความสามารถและความสนใจใคร่รู้ในเรื่องใหม่ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อชีวิตของพวกเขาเอง โดยนัยยะคือ เมื่อมีชีวิตที่ดี ก็เป็นส่วนผลักดันประเทศให้เดินหน้า

นอกจากอุทยานการเรียนรู้ในเมืองใหญ่ TK Park ยังร่วมกับหน่วยงานภาคีต่างๆ พัฒนาแหล่งเรียนรู้ในระดับชุมชนอีกประมาณ 300 แห่ง ศูนย์เรียนรู้ในระดับตำบล 200 แห่ง ห้องสมุดมีชีวิตในโรงเรียน 76 แห่งใน 76 จังหวัด และห้องสมุดมีชีวิตในค่ายทหารอีก 20 แห่ง ไปจนถึงห้องสมุดในเรือนจำ

ทั้งหมดนี้เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ตอบโจทย์คนทุกช่วงวัย ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหนก็ตาม เน้นการเชื่อมต่อทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้เข้าถึงได้มากและกว้างไกลไปทั้งประเทศ เป็นระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง

TK Park จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

การเรียนรู้นี้สอนให้รู้ว่า

การพัฒนาแหล่งการเรียนรู้มากมายกว่าทศวรรษ แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ความท้าทายจึงเกิดขึ้นมากตามขวบปี

“เวลาขยายไปในต่างจังหวัด ถ้าส่วนท้องถิ่นเข้ามาหา แล้วบอกว่าเขาอยากทำ จะง่ายกว่าบางพื้นที่ที่เขาไม่อินหรือไม่รู้จักเรา

“อีกข้อหนึ่งคือการเปลี่ยนทัศนคติคนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ จากสถิติในรอบสามถึงสี่ปีที่ผ่านมา ภาพรวมการอ่านของคนไทยดีขึ้นนะ สมัยก่อนที่วัดการอ่านเป็นบรรทัด ตอนนี้เราวัดเป็นนาที จาก พ.ศ. 2554 ค่าเฉลี่ยทั่วประเทศอ่านหนังสือสามสิบห้านาทีต่อวัน พ.ศ. 2558 ขึ้นมาเป็นหกสิบหกนาที ครั้งล่าสุด พ.ศ. 2561 ขึ้นเป็นแปดสิบนาทีต่อวันจากการอ่านทุกรูปแบบ และมากขึ้นกลุ่มนักเรียนอายุหกถึงสิบสี่ปี 

“แต่กลุ่มคนอายุสิบห้าและยี่สิบห้าปีขึ้นไป ไม่ชอบอ่านหนังสือสูงกว่าสามสิบเปอร์เซ็นต์และสามสิบสามเปอร์เซ็นต์ ซึ่งผมมองว่าเป็นกลุ่มใหญ่ที่ท้าทายมากว่าจะส่งเสริมให้เขาหันมารักการอ่าน แล้วในยุคสมัยที่คนชอบดู TikTok อ่านสเตตัสในเฟซบุ๊กมากกว่า เราควรเปลี่ยนทุกอย่างให้สั้นลงตามไปด้วยไหม TK Park จะตอบเลยว่า ไม่ เพราะอะไรรู้ไหม

“ยิ่งคนมีสมาธิจดจ่อน้อยลง ยิ่งต้องทำให้คนโฟกัสทำอะไรได้นานๆ เราเลยใช้การอ่านเป็นต้นทาง พออ่านเยอะ คุณจะเริ่มอยากรู้มากขึ้น และลงลึกจนต่อยอดเป็นทักษะไปใช้ได้ นี่เลยเป็นเหตุผลที่เราทำระบบนิเวศการเรียนรู้เป็นโครงข่าย เพราะสุดท้ายโจทย์เล็กในการพัฒนาคน จะไปตอบโจทย์ใหญ่ คือเป้าหมายในการเรียนรู้ที่เข้าถึงคนทุกกลุ่มได้ รวมถึงคนที่ไม่ชอบการอ่านด้วย” ผู้อำนวยการย้ำจุดประสงค์และความตั้งใจที่อยากพัฒนา TK Park ไปให้ถึง

TK Park จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

การเรียนรู้ในอนาคต

ในอนาคตระยะใกล้ นอกจากพัฒนาการอ่าน ทำงานกับพาร์ตเนอร์กับหลายหน่วยงานมากขึ้น เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ต่อไป ตลอดจนขยายอุทยานการเรียนรู้ไปยังพื้นที่ต่างๆ เพิ่มเติมแหล่งเรียนรู้สาธารณะเพื่อพัฒนาคนให้กับประเทศ พวกเขายังพยายามตามเทรนด์ให้ทัน และไม่ลืมพัฒนาคนทำงานของเราเองให้มีทักษะใหม่ๆ เพื่อส่งต่อ Growth Mindset ให้กับคนรับปลายทางอยู่เสมอ

สำหรับแผนในระยะยาว คือการเน้นกิจกรรมส่งเสริมเรื่อง Future Skills ให้คนมีเป้าหมายที่ชัดเจน ไปถึงความฝัน รวมถึงส่งเสริมการเรียนรู้กันตลอดชีวิต

“ถ้าให้ผมพูดในฐานะคนอายุห้าสิบกว่านะ มันไม่มีเวลามาให้เสียแล้ว จะเรียนรู้อะไรสักอย่าง อ่านหนังสือสักเล่ม ต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าอ่านไปทำไม สิ่งนี้จะกลายเป็นทักษะในการอยากเรียนรู้ (Learning to Learn) และการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ของผู้คน เมื่อคนคิดเป็น วิเคราะห์ปัญหาออก ก็จะเห็นโอกาสในการพัฒนาประเทศได้”

และแผนขับเคลื่อนต่อไป คือการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ หรือ Learning City ของยูเนสโก (UNESCO) ซึ่งกิตติรัตน์อธิบายเพิ่มเติมไว้ว่า “หลังจากผ่านโจทย์เมืองหนังสือโลกมาแล้ว เราอยากเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Inclusive Learning) ทั้งผู้ด้อยโอกาส คนที่หลุดจากระบบการศึกษา คนพิการ หรือคนที่เข้าถึงระบบการศึกษาไม่ได้ ซึ่งตอนนี้ประเทศไทยได้เป็นอยู่สี่เมือง คือ เชียงรายเป็นที่แรก ภูเก็ต เชียงใหม่ และฉะเชิงเทรา ซึ่งเราดีใจที่ได้เป็นพาร์ตเนอร์ช่วยขับเคลื่อนในเรื่องนี้” 

เราเชื่อเสมอว่าการเรียนรู้ที่ดี คือการเรียนรู้ที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้ และเป็นเรื่องอะไรก็ได้ที่พวกเขาสนใจ ไม่เฉพาะในด้านวิชาการเท่านั้น ซึ่งพื้นที่สถาบันอุทยานการเรียนรู้ TK Park ทำให้เห็นแล้วว่า แม้จะเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ แต่ผลลัพธ์จากการพัฒนาจะขยายวงกว้างต่อไปอย่างมหาศาล

“TK Park เชื่อเรื่องการสร้างพื้นที่การเรียนรู้แบบสาธารณะที่ผู้คนเข้าถึงได้มาตลอด ไม่มีทางที่จะพัฒนาทุกอย่างแต่ไม่พัฒนาคน เพราะมนุษย์เป็นรากฐานที่ทำให้ประเทศไปต่อได้ และแน่นอนว่าเพื่อให้เกิดสิ่งนี้ขึ้น เราทำคนเดียวไม่ได้” ผู้อำนวยการทิ้งท้าย ซึ่งตอกย้ำแนวคิดการก่อตั้ง TK Park ตามนิยาม ‘พื้นที่แห่งการเรียนรู้ของทุกคน’ อย่างชัดเจน

TK Park จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load