“โตขึ้นอยากเป็นอะไร” 

สำหรับเด็กสักคนที่ยังไม่มีคำตอบให้ตัวเอง คงอยากรู้ว่าโตขึ้นไปแล้วจะเป็นอะไรได้บ้าง การพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เห็นความเป็นไปได้ในหลายๆ ด้าน และเติบโตขึ้นมาในเส้นทางที่เขาต้องการจึงเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ใกล้-ไกล หรือที่ใดก็ตาม

บนดอยสูงเหนือสุดแดนสยาม หนึ่งพื้นที่ได้รับการสร้างขึ้นเพื่อเด็กและเยาวชน ในชื่อ ‘ศูนย์เด็กใฝ่ดี (โครงการพื้นที่การเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ สำหรับเด็กและเยาวชน)’ ในที่แห่งนี้พวกเขาจะได้เป็นตัวของตัวเอง ทั้งร้อง เล่น กีฬา หรือไม่ว่ามีความถนัดแบบไหน พวกเขาจะได้เรียนรู้และทดลองทำกิจกรรมมากมายเพื่อค้นหาตัวเอง และศูนย์เด็กใฝ่ดียังเปิดสาธารณะให้ทั้งครอบครัวมาใช้เวลาร่วมกันได้ อีกนัยหนึ่งที่สำคัญของการมีแหล่งให้รวมตัวกันฝึกฝนอาชีพ และมองเห็นอนาคตตัวเองได้เช่นนี้ ยังช่วยให้เยาวชนก้าวหนีจากยาเสพติดไปแบบไม่เห็นฝุ่น

ฟังแล้วคอลัมน์ Public Space อยากยกให้เป็นต้นแบบพื้นที่เรียนรู้อย่างสร้างสรรค์อีกหนึ่งแห่ง ที่ทั้งคุณพ่อคุณแม่และเด็กๆ ใฝ่ฝันหา เราเลยนัดหมายพูดคุยกับหัวหน้าแก๊งของเด็กๆ จากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ วิสิษฐ์อร รัชตะนาวิน ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ ถึงเบื้องหลังพื้นที่เล็กๆ ให้เด็กๆ ได้ปล่อยพลัง

วิสิษฐ์อร รัชตะนาวิน ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

เด็กเอ๋ยเด็กดี

เมื่อถามถึงที่มาที่ไป คงต้องเท้าความไปถึงโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ  ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เดิมพื้นที่แห่งนี้มีปัญหาเรื่องการปลูกฝิ่น ยาเสพติด ไปจนถึงการตัดไม้ทำลายป่า จึงจัดตั้งโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ขึ้นมาเพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพอย่างหลากหลาย ให้คนในพื้นที่ไม่ต้องทำเช่นเดิมอีก 

แต่ด้วยโลกปัจจุบันที่เปลี่ยนไป ปัญหาและความต้องการของชุมชนก็เปลี่ยนแปลง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จึงลงสำรวจพื้นที่ 29 หมู่บ้านครบทุกชนเผ่า เพื่อพูดคุยกับทั้งกลุ่มผู้นำ กลุ่มผู้หญิง กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มเยาวชน รวมถึงกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจในหมู่บ้าน เพื่อหาว่าอะไรคือปัญหาและความต้องการของพวกเขา

ตัวแทนทีมงานที่ได้ลงไปคุยกับน้องๆ จริงๆ และยังเป็นคนในพื้นที่ (ชนเผ่าไทใหญ่) อย่าง อรอุมา นามย่วก ผู้ช่วยผู้จัดการส่วนงานพัฒนาเด็กและเยาวชน ส่วนงานพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่และค่ายเด็ก มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เล่าหนึ่งในปัญหาที่พบเรื่องเด็กและเยาวชน ว่ามีเด็กบางกลุ่มไม่สนใจการเรียนแล้วออกไปรวมกลุ่มกัน ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการใช้สารเสพติด

“พวกเขาไม่มีสถานที่ให้มารวมตัวกันหรือปล่อยพลัง อีกอย่างคือไม่มีกิจกรรมเจ๋งๆ คูลๆ ให้เขาได้ดู จนอาจทำให้พวกเขาใช้เวลาว่างในทางที่ไม่ดีได้”

วิสิษฐ์อรเล่าถึงเสียงสะท้อนจากทั้งฝั่งผู้ปกครองและเยาวชนในวันที่ลงพื้นที่ ซึ่งแท้จริงแล้วส่วนสำคัญในการพัฒนาอันยั่งยืนของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ คือการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับคนในดอยตุงโดยเฉพาะเด็กๆ 

 “การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้คนไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดอีก ต้องให้ทุกคนในชุมชนช่วยกันพัฒนาพื้นที่ต่อ โดยเฉพาะการพัฒนาที่จะเกิดขึ้นในผู้นำรุ่นต่อๆ ไป เพราะฉะนั้น ต้องเริ่มที่เด็กและเยาวชน เราเลยใช้พื้นที่ซึ่งเป็นศูนย์กลางของทุกหมู่บ้านมาสร้างประโยชน์”

ศูนย์เด็กใฝ่ดี พื้นที่สาธารณะบนดอย ให้เยาวชน 29 หมู่บ้านเล่นสนุกและค้นหาอาชีพในฝัน
ศูนย์เด็กใฝ่ดี พื้นที่สาธารณะบนดอย ให้เยาวชน 29 หมู่บ้านเล่นสนุกและค้นหาอาชีพในฝัน

ศูนย์เด็กใฝ่ดี

เมื่อคุยกับผู้ปกครอง คุณครู และผู้นำชุมชนแล้วว่าจะสร้างพื้นที่ร่วมกัน จากนั้นพี่ๆ ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จึงปรับโฉมอาคารเก่าขนาด 5 ไร่ของศูนย์ฝึกอาชีพสำหรับคนทอผ้า ซึ่งถูกทิ้งร้างหลังมีศูนย์ผลิตและจำหน่ายงานมือของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ แล้วยกให้เป็นพื้นที่สำหรับเด็กๆ

“เราพาเด็กๆ มาที่นี่สามถึงสี่ครั้ง มาวัดพื้นที่จริง ตีตาราง แล้วระดมความคิดกันว่าพวกเขาต้องการอะไร อยากได้กิจกรรมแบบไหน แล้วถ้ามีอาคารที่เป็นของพวกเขาอยากให้มีอะไร จากนั้นทีมงานก็นำไปคุยกับผู้ใหญ่และนักออกแบบต่อไป ว่าเราดัดแปลงหรือทำอะไรกับสิ่งที่มีได้บ้าง”

อาคารใหม่ 2 หลังในชื่อ ศูนย์เด็กใฝ่ดี จึงถือกำเนิดขึ้นให้เป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตและพัฒนาตนเองของเด็กๆ ในพื้นที่

“ดอยตุงโชคดีอย่างหนึ่งคืออากาศค่อนข้างเย็นตลอดปี เลยออกแบบให้อาคารโปร่งโล่ง มีหน้าต่างเยอะเพื่อให้อากาศถ่ายเท ใช้สีโทนสว่างเพื่อลดการใช้แสง โดยการออกแบบตัวห้องในช่วงแรก เรายึดตามกิจกรรมถาวรที่มีอยู่” วิสิษฐ์อรเล่า ก่อนเน้นว่าการออกแบบศูนย์แห่งนี้พึ่งพาสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก และแบ่งฟังก์ชันการใช้สอยตามใจเด็กๆ 

ศูนย์เด็กใฝ่ดี พื้นที่สาธารณะบนดอย ให้เยาวชน 29 หมู่บ้านเล่นสนุกและค้นหาอาชีพในฝัน

“พอเราดัดแปลงจากอาคารที่มีอยู่แล้ว อิงโครงสร้างจากตึกเดิม แม้มีห้องกิจกรรมถาวร แต่ถ้าบางห้องไม่มีใครใช้งาน เราก็จะผลัดใช้ทำกิจกรรมอื่นๆ ต่อไป” อรอุมาเสริมถึงการใช้อาคารในส่วนอื่นๆ

ที่นี่ประกอบไปด้วย 9 ห้องหลัก อย่างห้องเต้น ทำเป็นเหมือนสตูดิโอ มีกระจกรอบด้าน จอทีวี และระบบเสียงครบครัน

ศูนย์เด็กใฝ่ดี พื้นที่สาธารณะบนดอย ให้เยาวชน 29 หมู่บ้านเล่นสนุกและค้นหาอาชีพในฝัน

ห้องทำอาหารของ Junior Chef เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้สร้างสรรค์เมนูจากวัตถุดิบในพื้นที่

จากอาคารส่งเสริมการทอผ้าเก่าบนดอยตุง สู่ศูนย์เด็กใฝ่ดี พื้นที่สาธารณะที่ให้เด็กๆ มาสนุกกับการค้นหาสิ่งที่อยากเป็น

แถมยังมีชมรม Faidee Cafe ให้น้องๆ ได้ฝึกทำเครื่องดื่มโดยเฉพาะ

ห้องกิจกรรมของชมรมคราฟต์ พัฒนามาจากชมรมช่างไม้ มีกิจกรรมใหม่ให้ลงมือทำผลิตภัณฑ์จากพลาสติกรีไซเคิล

จากอาคารส่งเสริมการทอผ้าเก่าบนดอยตุง สู่ศูนย์เด็กใฝ่ดี พื้นที่สาธารณะที่ให้เด็กๆ มาสนุกกับการค้นหาสิ่งที่อยากเป็น

นอกจากห้องชมรมที่สัมพันธ์กับการฝึกอาชีพแล้ว ยังมีพื้นที่เปิดให้เด็กๆ เข้ามาใช้ได้ อย่างห้องสมุดและ Co-working Space ที่จะนั่งทำรายงานหรือทำกิจกรรมกับที่ไม่เกี่ยวข้องกับศูนย์ก็ได้ และยังมีห้องดนตรี ห้องทำอาหาร ห้องศิลปะ โรงหนัง ห้องกิจกรรม ห้องธนาคาร และห้องสำนักงานอยู่ภายใต้พื้นที่เดียวกันนี้ด้วย

จากอาคารส่งเสริมการทอผ้าเก่าบนดอยตุง สู่ศูนย์เด็กใฝ่ดี พื้นที่สาธารณะที่ให้เด็กๆ มาสนุกกับการค้นหาสิ่งที่อยากเป็น
จากอาคารส่งเสริมการทอผ้าเก่าบนดอยตุง สู่ศูนย์เด็กใฝ่ดี พื้นที่สาธารณะที่ให้เด็กๆ มาสนุกกับการค้นหาสิ่งที่อยากเป็น
จากอาคารส่งเสริมการทอผ้าเก่าบนดอยตุง สู่ศูนย์เด็กใฝ่ดี พื้นที่สาธารณะที่ให้เด็กๆ มาสนุกกับการค้นหาสิ่งที่อยากเป็น

สำหรับสนามหญ้าด้านนอกอาคาร มี Faidee Academy หรือชมรมฟุตบอลให้ใช้ซ้อมแข่งขันของทีมเยาวชน ซึ่งเคยลงสนามจริงและคว้าถ้วยรางวัลมาแล้ว

จากอาคารส่งเสริมการทอผ้าเก่าบนดอยตุง สู่ศูนย์เด็กใฝ่ดี พื้นที่สาธารณะที่ให้เด็กๆ มาสนุกกับการค้นหาสิ่งที่อยากเป็น

ส่วนสวนและต้นไม้ใหญ่ที่เห็น ก็ตั้งใจรักษาไว้และเปิดเป็นห้องเรียนธรรมชาติ ให้เจ้าตัวเล็กมาใช้เวลาเรียนรู้ใต้ร่มไม้

เล่น รู้ ลอง

เห็นศูนย์เด็กใฝ่ดีอายุราว 2 ปีกว่าสีสันสดใสแบบนี้ วิสิษฐ์อรเล่าติดตลกให้ฟังว่า เมื่อก่อนมีผู้ปกครองหลายคนเข้าใจผิด คิดว่าที่นี่เป็นศูนย์เด็กเล็กหรือเนอสเซอรี่ ทีมงานเลยลงไปประชาสัมพันธ์กับชุมชนเพื่อบอกว่าไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็กหรือเด็กโตก็มาทำกิจกรรมที่นี่ได้ 

สำหรับเด็กต่ำกว่า 8 ขวบ มาใช้สนามเด็กเล่นได้ แต่ควรต้องอยู่ภายใต้การดูแลของผู้ปกครอง ส่วนเด็กที่พอรู้เรื่อง ก็มีหลักสูตรให้พวกเขาได้เรียนรู้อาชีพต่างๆ ในสนามจำลองอาชีพ

จากอาคารส่งเสริมการทอผ้าเก่าบนดอยตุง สู่ศูนย์เด็กใฝ่ดี พื้นที่สาธารณะที่ให้เด็กๆ มาสนุกกับการค้นหาสิ่งที่อยากเป็น

“เด็กอายุแปดถึงสิบสองปี จะอยู่ภายใต้กิจกรรมหลักสูตรสิบอาชีพให้เขาได้ค้นหาตัวเอง ว่าชอบหรือสนใจอะไร อาชีพที่เราเลือกมา อิงจากศักยภาพของพื้นที่ดอยตุงและความต้องการของตลาด นอกจากช่วยให้รู้จักตัวเองแล้ว เด็กก็จะได้เห็นคุณค่าของพื้นที่ไปในตัว” อรอุมา หนึ่งในทีมงานอธิบายถึงหลักสูตรที่ช่วยกันพัฒนาขึ้น 

วิธีการที่พวกเขาจัดสรรเป็นกิจกรรม ล้วนผ่านการปรึกษากับผู้ที่ทำอาชีพนั้นหรือผู้เชี่ยวชาญจริงก่อนมาสอน และไม่ลืมดูความต้องการของโลกยุคปัจจุบัน เลยทำให้ในหนึ่งปีมีถึง 10 – 12 อาชีพหมุนเวียนมาให้เด็กๆ ได้ทดลองเล่น 

อย่างหลักสูตรบาริสต้า จัดตั้งขึ้นเพราะดอยตุงเป็นแหล่งผลิตกาแฟ ทีมงานได้ไปขอความรู้จากพี่ๆ บาริสต้า คาเฟ่ดอยตุง รวมถึงพาเด็กๆ ออกนอกพื้นที่ไปเปิดประสบการณ์กับวิสาหกิจชุมชน รวมถึงร้านกาแฟในเชียงราย

จากอาคารส่งเสริมการทอผ้าเก่าบนดอยตุง สู่ศูนย์เด็กใฝ่ดี พื้นที่สาธารณะที่ให้เด็กๆ มาสนุกกับการค้นหาสิ่งที่อยากเป็น

หรือหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน ก็ได้คุณหมอช่วยคิดหลักสูตรสั้นๆ จนได้เห็นเด็กๆ แต่งชุดกาวน์แล้วฝึกปฐมพยาบาลกันอย่างสนุกสนาน

จากอาคารส่งเสริมการทอผ้าเก่าบนดอยตุง สู่ศูนย์เด็กใฝ่ดี พื้นที่สาธารณะที่ให้เด็กๆ มาสนุกกับการค้นหาสิ่งที่อยากเป็น
จากอาคารส่งเสริมการทอผ้าเก่าบนดอยตุง สู่ศูนย์เด็กใฝ่ดี พื้นที่สาธารณะที่ให้เด็กๆ มาสนุกกับการค้นหาสิ่งที่อยากเป็น

สำหรับเด็กโตระดับมัธยมศึกษาที่เริ่มรู้แล้วว่าตัวเองต้องการอะไร ก็มีหลักสูตรเสริมประสบการณ์หรือชมรมให้มาจับกลุ่มรวมตัวกัน เพื่อทำสิ่งที่พวกเขารักใน 8 ชมรม ได้แก่ ชมรมบาริสต้า ทำอาหาร ดนตรี เต้นและแสดง ฟุตบอล มัคคุเทศก์ ชมรมคราฟต์ และถ่ายภาพ

จากอาคารส่งเสริมการทอผ้าเก่าบนดอยตุง สู่ศูนย์เด็กใฝ่ดี พื้นที่สาธารณะที่ให้เด็กๆ มาสนุกกับการค้นหาสิ่งที่อยากเป็น

เจนนี่-สุมิษา คำมา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนแม่จันวิทยาคม ตัวแทนน้องจากชมรมเต้น เล่าให้ฟังว่าก่อนหน้านี้ หลังเลิกเรียนเธอได้แต่อยู่บ้าน ก่อนพบว่าที่ศูนย์เปิดให้ตั้งกลุ่มชมรมที่ชอบ เธอรู้ว่ามีชมรมเต้นจึงเป็นกลุ่มแรกๆ ที่มาฝึกซ้อม และดึงเพื่อนๆ เข้ามาได้อีกหลายสิบคน

เมื่อเด็กโตฝึกซ้อมกันอย่างเต็มที่ ศูนย์เด็กใฝ่ดีแห่งนี้ก็มีเวทีให้ได้ลองปล่อยของ อย่างงานสีสันแห่งดอยตุงที่จัดขึ้นประจำทุกปี น้องชมรมเชฟที่ผ่านการคัดเลือก จะมาออกร้านค้าขายจริงในงาน ส่วนน้องชมรมเต้นก็ได้มาแสดงการเต้นประจำชนเผ่าและเต้นคัฟเวอร์สมัยใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เด็กทุกคนคิดและออกแบบกันเองทั้งสิ้น

จากอาคารส่งเสริมการทอผ้าเก่าบนดอยตุง สู่ศูนย์เด็กใฝ่ดี พื้นที่สาธารณะที่ให้เด็กๆ มาสนุกกับการค้นหาสิ่งที่อยากเป็น
จากอาคารส่งเสริมการทอผ้าเก่าบนดอยตุง สู่ศูนย์เด็กใฝ่ดี พื้นที่สาธารณะที่ให้เด็กๆ มาสนุกกับการค้นหาสิ่งที่อยากเป็น

“พี่ๆ ให้เรามีส่วนร่วม ช่วยกันคิด ช่วยกันทำตั้งแต่แรก เราเลยมีพื้นที่ที่ได้เจอคนที่ชอบสิ่งเดียวกัน ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน เหมือนตัวเราเองก็ได้เรียนรู้และโตขึ้นด้วย” สาวน้อยนักเต้นเล่าตาหยี

ที่สำคัญ กิจกรรมในชมรมต่างๆ อย่างการนำเที่ยวในฐานะมัคคุเทศก์เด็กหรือออกบูทขายอาหาร ยังสร้างรายได้เป็นค่าขนมให้พวกเขา ทำให้เห็นถึงความเป็นไปได้ ว่ากิจกรรมเหล่านี้กลายเป็นอาชีพในอนาคตได้

พัฒนาต่อไปไม่หยุดยั้ง

แต่กว่าที่นี่จะประสบความสำเร็จจนได้เห็นเด็กๆ แสดงความสามารถ และมีเด็กเกือบ 1,000 คน เข้ามาเป็นสมาชิกทั้งวิสิษฐ์อรและอรอุมาบอกว่าการสร้างศูนย์บนดอยสูงแห่งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย

“ความท้าทายแรกคือ จะทำยังไงให้น้องๆ มองว่าอาชีพเหล่านี้เป็นเรื่องสนุก ชวนให้พวกเขาค้นหาคุณค่าของตัวเอง ให้พวกเขามีสิ่งยึดเหนี่ยวแทนการยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด และต้องเป็นสิ่งที่ต่อยอดได้จริงในอนาคต ซึ่งเราก็คอยอัปเดตให้ทันกับความต้องการของเด็กอยู่เสมอ” อรอุมาบอกถึงเรื่องยากของการพัฒนาหลักสูตร ก่อนวิสิษฐ์อรเสริมถึงอุปสรรคอีกข้อที่พบ

“เรื่องที่ตั้งของศูนย์ก็เป็นอีกข้อหนึ่ง เพราะสำหรับเด็กๆ ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล เดินทางมาลำบาก อย่างหมู่บ้านติดชายแดนเขาก็อยากมาแต่มาไม่ได้ เราเลยแก้ปัญหาด้วยการจัดรถรับส่งวันเสาร์-อาทิตย์ให้พวกเขา”

จากอาคารส่งเสริมการทอผ้าเก่าบนดอยตุง สู่ศูนย์เด็กใฝ่ดี พื้นที่สาธารณะที่ให้เด็กๆ มาสนุกกับการค้นหาสิ่งที่อยากเป็น

ไม่มีปัญหาใดแก้ไขไม่ได้ การก้าวข้ามความท้าทายเหล่านี้ เกิดจากการรับฟังข้อเสนอและผลตอบรับในทุกระยะที่ดำเนินโครงการ มากไปกว่านั้น สิ่งที่ช่วยให้ศูนย์เด็กใฝ่ดีก้าวสู่ปีที่ 3 อย่างมั่นคงและแตกต่างจากที่อื่นๆ คือการมีส่วนร่วมของชุมชน 

“โชคดีที่เรามี Stakeholder (ผู้มีส่วนได้เสีย) ที่แน่นอนอย่างคนในพื้นที่ดอยตุง เพราะฉะนั้น เราได้เรียนรู้การทำพื้นที่จากเด็กๆ เอง แล้วเราก็รู้จักทั้งผู้ปกครองและผู้นำชุมชน เลยชวนทุกคนมาช่วยกันคิด ช่วยกันทำได้ สิ่งนี้เป็นตัวเสริมให้ศูนย์เด็กใฝ่ดีเป็นพื้นที่สาธารณะที่เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนจริงๆ” วิสิษฐ์อรกล่าวย้ำถึงข้อสำคัญ ซึ่งทำให้ที่นี่เป็นของทุกคนบนดอยตุงอย่างแท้จริง

จากอาคารส่งเสริมการทอผ้าเก่าบนดอยตุง สู่ศูนย์เด็กใฝ่ดี พื้นที่สาธารณะที่ให้เด็กๆ มาสนุกกับการค้นหาสิ่งที่อยากเป็น

สุดท้ายผลลัพธ์ที่ได้ก็คุ้มค่า และตรงวัตถุประสงค์โครงการที่ตั้งใจไว้

ตัวแทนฝ่ายเด็กๆ อย่างน้องเจนนี่ก็ดีใจที่ได้มีพื้นที่เป็นของตัวเอง จนค้นพบความฝันว่า วันหนึ่งอยากจะเป็นนักแสดงในระดับต่างประเทศให้ได้ รวมถึงอยากกลับมาช่วยน้องๆ ในพื้นที่ดอยตุงซึ่งเป็นบ้านเกิดของตัวเอง สานต่อความฝัน 

ส่วนผู้ปกครองเองก็ลงความเห็นว่า ดีใจที่ได้เห็นลูกหลานใช้เวลาว่างอย่างเป็นประโยชน์ แถมยังได้มีบทสนทนากับเด็กๆ มากขึ้น สำหรับผู้นำชุมชน มองว่าเป็นกิจกรรมที่เสริมเวลาว่างได้ดี เกิดเป็นความร่วมมือขยายกว้างขึ้น และถ้าหากมีกิจกรรมเพื่อพัฒนาเยาวชนในแง่มุมอื่น ศูนย์เด็กใฝ่ดีจะเป็นที่แรกที่พวกเขาคิดถึงและเข้ามาใช้งาน

เมื่อเราถามถึงก้าวต่อไปของศูนย์เด็กใฝ่ดี ว่าจะเป็นไปในทิศทางไหน

วิสิษฐ์อรว่าสำหรับเป้าหมายระยะสั้น จะเป็นการปรับปรุงหลักสูตรให้หลากหลายขึ้น จนเด็กๆ ค้นพบเส้นทางของตัวเอง ส่วนในระยะยาว จะทำให้เยาวชนรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของร่วมกัน ช่วยกันดูแลและพัฒนาพื้นที่ รวมถึงสนับสนุนให้พวกเขาได้ประกอบอาชีพอย่างที่ตั้งใจได้จริง

ก่อนจบบทสนทนา วิสิษฐ์อรทิ้งท้ายว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในการสร้างพื้นที่สาธารณะเพื่อเด็กๆ คือการฟังเสียงของพวกเขา

“ฟังเด็กให้เยอะๆ ว่าพวกเขาต้องการอะไร ใช้ความคิดของพวกเขาเป็นตัวตั้ง รวมถึงเราต้องไม่ลืมผู้ปกครอง คุณครู ไปจนถึงผู้นำชุมชนที่ต้องฟังให้ครบ แล้วก็พัฒนาต่อไปอย่าหยุดยั้ง”

ภาพ : ศูนย์เด็กใฝ่ดี

ศูนย์เด็กใฝ่ดี (โครงการพื้นที่การเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ สำหรับเด็กและเยาวชน) จังหวัดเชียงราย (แผนที่)

เปิดวันอังคาร – อาทิตย์ 

เวลา : 08.00 – 17.00 น.

โทรศัพท์ : 08 1724 1636

Facebook : ศูนย์เด็กใฝ่ดี

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

มงคลชัย ไชยวงค์

ออกเดินทาง เพื่อเข้าใจความเป็นมนุษย์ ผ่านวิถีชาติพันธุ์ ผู้หลงรักความเป็นวัฒนธรรมต่างถิ่น

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

‘หัวหิน’ เป็นทะเลโปรดของคนไทยมานาน เริ่มตั้งแต่มีการสร้างทางรถไฟสายใต้มาถึงหัวหินเมื่อ พ.ศ. 2454 จากนั้นก็มีการสร้างบ้านพักของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ สร้าง ‘โรงแรมรถไฟ’ โรงแรมชายทะเลแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งพาให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่พักผ่อนตากอากาศชายทะเลแห่งแรกของประเทศไทยไปด้วย

วันเวลาผ่านไป บ้านเราก็ผุดแหล่งท่องเที่ยวขึ้นมาอีกนับไม่ถ้วน แต่ถึงอย่างนั้น หากอยากไปพักผ่อนกายใจกับญาติมิตรในช่วงวันหยุดสั้น ๆ หัวหินก็ยังเป็นจุดหมายปลายทางที่ผู้คนนึกถึง ด้วยความน่ารักเรียบง่ายของเมือง ความสวยที่จับต้องได้ของชายหาด และที่สำคัญคือเดินทางง่าย ถ้าเทียบกับการนั่งรถจากภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศลงไปเที่ยวทะเลใต้

แต่ในความคลาสสิกนั้น ก็ยังมีสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่

“หัวหินเป็นเมืองที่มีศักยภาพในการท่องเที่ยวมาก แต่ไม่ค่อยมีพื้นที่สาธารณะติดทะเลที่ให้คนเข้าไปได้โดยไม่ต้องเสียเงิน ถ้าลองนึกดู เวลาไปหัวหิน เราก็ต้องไปพักโรงแรม เดินเข้าร้านอาหาร เราถึงจะไปทะเลได้” ปุ๊ก สถาปนิกชุมชนว่า

และมากไปกว่าพื้นที่ติดทะเลที่นักท่องเที่ยวต้องการ ‘พื้นที่สาธารณะดี ๆ’ สำหรับให้เจ้าบ้านใช้พบปะพูดคุยกัน ออกกำลังกาย เข้าไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ก็เรียกว่ายังขาดแคลนการพัฒนายิ่งกว่าการส่งเสริมการท่องเที่ยวเสียอีก

ด้วยเหตุนี้ พื้นที่สุดท้ายจาก 8 พื้นที่ ใน ‘โครงการลานกีฬาวัฒนธรรมชุมชน’ โครงการที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จับมือร่วมกับท้องถิ่น 4 จังหวัดภาคกลางตอนล่าง จึงมาอยู่ที่หัวหิน

ปุ๊ก-นฤมล พลดงนอก สถาปนิกชุมชน และ เป้-รัฐพงศ์ ปิ่นแก้ว ภูมิสถาปนิกจากสถาบันอาศรมศิลป์ จะมาแชร์เรื่องราวของโปรเจกต์เนรมิตสวนหลวงราชินีที่ทรุดโทรม 19 ไร่ และพื้นที่ข้างเคียงอีก 6 ไร่ ให้เป็นพื้นที่สาธารณะที่เดียวในหัวหิน ตอบโจทย์ความต้องการอันหลากหลายของคนท้องถิ่นและผู้มาเยือน ทั้งการออกกำลังกาย เล่นกีฬา การจัดงานแฟร์ การทำกิจกรรมทางวัฒนธรรม การค้าขาย การเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และการพักผ่อนริมทะเลโดยไม่ต้องเสียเงินเข้า

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

ตามหาพื้นที่ที่ใช่

อาศรมศิลป์ได้เข้าหาเลขานุการนายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน เพื่อคุยในขั้นแรก

“พอเราอธิบายโครงการและเป้าหมายที่อยากจะพัฒนาพื้นที่สาธารณะโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ทางเทศบาลเขาก็เห็นด้วยและชอบมาก เพราะว่ามันไปตรงกับโครงการที่เขาทำอยู่แล้ว คือ หัวหินสร้างสุข” ปุ๊กเริ่มเล่าที่การพูดคุยกับท้องถิ่น

จากนั้นเทศบาลก็เตรียมหลากหลายพื้นที่ในความดูแลมาเสนอทีมออกแบบ แล้วทีมออกแบบก็ทำ Site Analysis วิเคราะห์ไซต์กลับไปให้เทศบาล

เทศบาลเสนอมาทั้งหมด 4 พื้นที่ด้วยกัน ได้แก่ พื้นที่รอบอ่างเก็บน้ำเขาเต่า พื้นที่ริมคลองใกล้โรงเรียนเขาตะเกียบ พื้นที่เลียบคลองบริเวณชุมชนบ่อฝ้าย และสวนหลวงราชินี 19 ไร่

“จากการวิเคราะห์ทุกพื้นที่ เราคิดว่าสวนหลวงราชินีนี่แหละที่ทำแล้วเกิดประโยชน์มากที่สุด ตอบโจทย์คนในชุมชน แล้วก็เป็นพื้นที่ของเทศบาล การจัดสรรงบประมาณในการพัฒนาพื้นที่น่าจะทำได้ง่าย” ปุ๊กสรุปการตัดสินใจให้เราฟัง ซึ่งหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่เลือกพื้นที่นี้มาดำเนินโครงการ คือการที่มีส่วนหนึ่งติดทะเล

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

“จริง ๆ ตรงนี้เป็นพื้นที่สาธารณะอยู่แล้วนะคะ แต่เริ่มเก่า และยังต้องพัฒนาให้ใช้งานได้ดีขึ้น”

สวนหลวงราชินี 19 ไร่ แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกที่มีบริเวณใหญ่ที่สุดเป็นศูนย์รวมราชการ มีอาคารตำรวจท่องเที่ยว ศูนย์ดับเพลิง มีการสร้างเป็นศูนย์โอท็อปไว้ แต่ไม่มีการจัดการที่ดีจึงเริ่มรกร้าง มีส่วนออกกำลังกายอย่างคอร์ทแบดมินตัน สนามฟุตซอล และมีพื้นที่ลานคอนกรีตขนาดใหญ่ที่คนหัวหินใช้จัดมหกรรมงานแฟร์ต่าง ๆ ปีละ 1 – 2 ครั้ง ส่วนที่สองเป็นพื้นที่ติดทะเลที่รอการพัฒนา

นอกจากนี้ ยังมีบริเวณที่เชื่อมต่อกับสวนหลวงราชินีอีก 6 ไร่ ซึ่งเทศบาลให้เพิ่มเติมมา เดิมทีเป็นพื้นที่รกร้าง และมีคลองสำหรับระบายน้ำจากตัวเมืองลงทะเล เมื่อรวมสวนหลวงราชินีและพื้นที่ที่เพิ่มมาแล้ว ก็จะมีพื้นที่โครงการทั้งหมด 25 ไร่

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

รู้จักคนหัวหิน

“หลังจากคุยกับเทศบาล เราก็ลงชุมชนเพื่อสำรวจ ทำความรู้จัก ถามความเห็นชาวบ้านเบื้องต้น” โฟกัสกรุ๊ป เป็นงานพาร์ตสำคัญที่ทีมสถาปนิกชุมชนจะได้ไปเห็นบริบทเดิม มองภาพกิจกรรม หรือภาพคนในพื้นที่ออก งานนี้กินเวลา 2 วันในการคุยกับกลุ่มชาวบ้านต่าง ๆ

“เราลงไปที่ชุมชนของเขา ก็เลยได้รู้ว่าป้า ๆ เขาอยู่กันแบบนี้นะ ที่เขาเป็นกลุ่มลีลาศ เขาเต้นกันอยู่ตรงนี้นะ สมาชิกเขามีเท่าไหร่” ปุ๊กบอกว่าหัวหินมีกลุ่มกิจกรรมที่แน่นแฟ้น สถาปนิกจึงต้องทำการบ้านเรื่องนี้ให้มาก

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

เมื่อรู้จักชุมชนเบื้องต้นแล้ว อาศรมศิลป์ก็จัดเวทีใหญ่ที่เทศบาล เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากคนในพื้นที่

“เวทีที่นี่คนมาเยอะมาก อยากได้กี่คนก็บอกได้เลย ถ้าขอ 80 ก็ได้ 100 ขอ 100 ก็ได้ 150” ปุ๊กเล่าอย่างอารมณ์ดี หัวหินเป็นอีกที่ที่เธอประทับใจเรื่องการมีส่วนร่วมมาก “ทุกคนอยากมาแสดงความคิดเห็น เพราะพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่สำคัญ พอเขารู้ว่าเทศบาลจะพัฒนา ทุกคนก็ตื่นเต้น อยากมาร่วมรับฟัง”

“พื้นที่สาธารณะที่หัวหินมีอยู่มันไม่ตอบโจทย์ ไม่เอื้อให้คนมาใช้งาน ทุกคนมองแต่เรื่องท่องเที่ยว เรื่องทะเล แต่เรื่องพื้นที่สุขภาวะที่มาจากความต้องการของคนในพื้นที่ยังไม่ค่อยได้รับการพัฒนาเท่าไหร่”

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย
ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

คนนับร้อยในวันนั้นคือกลุ่มคนที่เทศบาลเชิญมา มีทั้งกลุ่มผู้ใช้งานเดิม หน่วยงานราชการที่อยู่ในพื้นที่ กลุ่มชุมชนที่อยู่ในละแวกนั้น กลุ่มกิจกรรมที่คิดว่าจะมาใช้งาน อย่างกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มลีลาศ กลุ่มกีฬา แบดมินตัน ฟุตซอล และโรงเรียนต่าง ๆ

“นอกจากจะมีคนในชุมชนโดยทั่วไปแล้ว พ่อค้าแม่ค้าก็เข้ามา ส่วนใหญ่เขาจะกลัวการถูกไล่ที่ เวลาเราไปเดินลงไซต์ แล้วดูเหมือนเป็นคนมาพัฒนาพื้นที่ เขาถามเราว่าจะไล่ที่เขาไหม” เป้พูด ปกติแล้วในสวนหลวงราชินีจะมีร้านค้า บ้างเป็นรถเข็นหาบเร่แผงลอย บ้างก็เป็นซุ้มที่ได้สัมปทานขาย

สถาปนิกชุมชนได้นำความต้องการที่สำรวจจากชาวบ้านในวันนั้น มาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลจากการลงชุมชนตอนแรก แล้วนำมาสรุปผลร่วมกัน จากนั้นก็ส่งไม้ต่อให้ทีมออกแบบแลนด์สเคปไปเก็บข้อมูลด้านกายภาพของสวนหลวงราชินี

“เราพาน้อง ๆ ในทีม 7 – 8 คน ไปเดินสำรวจ พูดคุยกับคนในสวนว่าเขามาทำอะไร ต้องการอะไรบ้าง พอตกเย็นเราก็มาเริ่ม Sketch Design กันว่าผังจะเป็นยังไง” ภูมิสถาปนิกอธิบายวิธีการทำงาน

ในที่สุดก็แบ่งพื้นที่ 25 ไร่ ออกมาเป็น 4 ส่วนใหญ่ ๆ ได้แก่ สวนเพื่อการออกกำลังกาย สวนศิลปะและวัฒนธรรม สวนแห่งการพักผ่อน และสวนแห่งการเรียนรู้

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

สร้างสวน-สร้างสุข

“คอนเซ็ปต์เราคือสวนสร้างสุข” เป้เล่าถึงแบบ Final ที่ได้

สร้างสุข หมายถึงทั้งสุขกายและสุขใจ ที่ชุมชนได้มีส่วนร่วมออกแบบตามความต้องการ มีการแบ่งโซนที่เหมาะสม แต่ก็เชื่อมต่อพื้นที่เพื่อการปฏิสัมพันธ์ ปลอดภัยสำหรับคนและรถ ทั้งยังมีการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ปรับปรุงระบบนิเวศด้วยแนวคิดของ ร.9 เป็นที่ระลึกที่สวนอยู่ใกล้วังไกลกังวล

“เราคงหลายฟังก์ชันไว้ที่ตำแหน่งเดิม เช่น สนามฟุตซอล สนามแบดมินตัน หรือเวที แล้วเราก็ปรับปรุงพื้นที่และแทรกกิจกรรมต่าง ๆ เข้าไป” เป้เริ่มอธิบายที่ส่วนแรก ‘สวนเพื่อการออกกำลังกาย’ “อย่างสนามฟุตซอลเดิม เราปรับปรุงพื้นผิวใหม่ให้มีความเป็นทะเล แล้วก็เพิ่มลู่วิ่งลูปเล็กที่จะเชื่อมต่อกับลูปใหญ่ข้างนอก”

“ตรงนี้เมื่อก่อนจะเป็นเวทีเดิม มีลานโล่งไว้จัดงานเทศกาลต่าง ๆ ปีละ 1 – 2 ครั้ง จริง ๆ เราอยากทำลานให้เป็นสวนเลยนะครับ แต่ชุมชนกังวลว่าจะจัดกิจกรรมไม่ได้ ก็เลยดีไซน์เป็นต้นไม้แทรกเข้าไป ลดความร้อนของพื้นที่ดาดแข็ง เพื่อให้คนมาใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ในทุก ๆ วัน และเมื่อถึงเวลาที่เขาจะใช้งานใหญ่ก็จัดได้ รถยนต์ก็ยังเข้าไปจอดได้เหมือนเดิม ส่วนเวทีเราก็ปรับปรุงให้ดีขึ้น”

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย
ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

พื้นที่สตรีทอาร์ตที่เคยมี นักออกแบบก็คงไว้ที่มุมเดิม เพิ่มเติมคือขยายพื้นที่ให้นักสร้างสรรค์ชาวหัวหินมาใช้ได้อย่างเต็มที่ และจัดความเรียบร้อยให้ดี

สำหรับการแยกขยะเพื่อนำไปรียูส-รีไซเคิล ซึ่งเมืองนี้มีกลุ่มคนและนักเรียนที่จัดการเรื่องนี้อยู่แล้ว อาศรมศิลป์ก็ได้จัดทำ Station สำหรับแยกขยะให้เป็นสัดเป็นส่วนมากขึ้น รวมถึงศึกษาความต้องการของกลุ่มแยกขยะในการดีไซน์ Station ด้วย

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

“ส่วนต่อมาเป็นพื้นที่ศิลปะและวัฒนธรรมครับ” เขาเล่าต่อเนื่องมาถึงส่วนที่ 2 “ตรงนี้มีอาคารเดิมเป็นศูนย์วัฒนธรรม ศูนย์ขายของโอท็อป แล้วก็มีตำรวจท่องเที่ยว เราเลยยึดโยงกับเรื่องราวเดิม โดยเพิ่มพื้นที่ชาน ทำกิจกรรมต่าง ๆ นอกอาคารให้คนเข้ามาใช้งานได้ มีคอร์ทสำหรับการแสดงศิลปวัฒนธรรม มีพื้นที่ให้ผู้สนใจในกิจกรรมนั่งดู”
แล้วกลุ่มกิจกรรมของหัวหิน อย่างป้า ๆ กลุ่มลีลาศที่เหล่าสถาปนิกชุมชนได้ไปเยี่ยมเยียนมาในตอนแรก ก็จะได้ใช้พื้นที่ศิลปวัฒนธรรมนี้ในการฝึกซ้อม

มาถึงส่วนพื้นที่ติดทะเล ซึ่งเรียกว่าเป็น ‘สวนแห่งการพักผ่อน’ สำหรับทำกิจกรรมสบาย ๆ

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

สถาปนิกพยายามรักษาลักษณะเดิมไว้ สนามเด็กเล่นที่มีก็ยังคงอยู่ แต่ปรับปรุงให้กลายเป็นธีมทะเล เพื่อให้เด็ก ๆ เรียนรู้เกี่ยวกับทะเลเมื่อได้มาเล่น มีการปรับปรุงศาลาให้ผู้สูงอายุมาพบปะพูดคุย นั่งเล่นหมากฮอร์สกัน

“แสดงดนตรีในสวนได้ด้วยนะครับ” เป้เปิดภาพ Amphitheatre ที่ทีมออกแบบให้เราดู “วันไปดูไซต์ เราเห็นกลุ่มดนตรีของหัวหินมาเล่นกัน ก็เลยเตรียมพื้นที่รองรับให้เขา”

ส่วนพื้นที่หน้าหาด ก็ปรับปรุงลดความดาดแข็งของโครงสร้างให้สวยงามน่าใช้งานมากยิ่งขึ้น ต่อไปคนหัวหินและนักท่องเที่ยว ก็จะเข้ามาทำกิจกรรมพร้อมดื่มด่ำวิวทะเลกับครอบครัวได้ที่นี่

ถนนด้านหน้าของสวนแห่งการพักผ่อนที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างแต่ละโซน ได้เปลี่ยนวัสดุปูพื้นให้มีความรู้สึกว่าเป็นถนนที่คนเดินถึงกันได้มากขึ้น ทำกิจกรรมได้มากขึ้น และรองรับร้านค้าต่าง ๆ ที่มาตั้งได้ พร้อมทั้งมีการทำที่จอดรถรองรับใกล้ ๆ เพื่อให้ผู้คนใช้วิธีจอดด้านนอกแล้วเดินเข้าไป แทนการขับต่อมาจอดถึงด้านใน และผ่านบริเวณที่เป็นจุดเชื่อมของแต่ละโซนนี้

“เราอยากเชื่อมแต่ละพื้นที่ให้คนแต่ละกลุ่มมีการปฏิสัมพันธ์กัน” เป้พูดถึงหนึ่งในแนวคิดของสวนสร้างสุข “อย่างคนที่มาเพื่อออกกำลังกาย เขาก็เชื่อมไปที่การเรียนรู้วัฒนธรรมได้ คนที่มาพักผ่อน ดูทะเล เขาก็จะศึกษาเรื่องสิ่งแวดล้อมจากสวนแห่งการเรียนรู้ได้”

‘สวนแห่งการเรียนรู้’ ส่วนสุดท้ายที่เป้อธิบาย เป็น Station เรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและการบำบัดน้ำ 

จากเดิมที่เป็นจุดรับน้ำเสียจากตัวเมืองหัวหินอยู่แล้ว ทางภูมิสถาปนิกก็ได้ศึกษาจากกรณีโครงการพระราชดำริแหลมผักเบี้ย แล้วปรับปรุงระบบที่นี่ให้เป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น จากตอนแรกที่เป็นคอนกรีต ก็ปรับปรุงใหม่ มีการปลูกต้นไม้น้ำเพื่อลดความเป็นดาดแข็งลงไป โดยเลือกพืชพรรณที่ทนความเค็มและเน้นต้นไม้ท้องถิ่น ซึ่งผู้ที่ได้มาเยือนสวนแห่งการเรียนรู้นี้ จะได้เรียนรู้กระบวนการบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่ทะเลในบรรยากาศที่น่าเดินเล่น

“เราเพิ่มแลนด์มาร์กตรงส่วนนี้เป็นหอชมวิว ขึ้นไปชมเมืองหัวหินและวิวทะเลได้” เป้บอกกับเราว่านี่เป็นการเพิ่มจุดสนใจให้คนเดินมาเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ ซึ่งนอกจากคนที่มาใช้สวนจะเข้ามาชมได้แล้ว เมื่อปรับปรุงใหม่จะเปิดทางเข้าบริเวณหลังวัดไกลกังวล เพื่อให้คนจากวัดเข้ามาใช้ได้ด้วย

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

หัวหินหลากมิติ

“บางทีคนจะมองแค่เรื่องเศรษฐกิจ พัฒนาพื้นที่แค่แหล่งท่องเที่ยว แต่ลืมเรื่องคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วคนที่ขับเคลื่อนเรื่องพวกนี้ ก็คือคนหัวหินที่ทำอาชีพบริการ ทำอาชีพค้าขาย เราต้องให้ทำเขาได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี” ปุ๊กพูดในฐานะคนนอกที่เข้าไปคลุกคลีกับคนท้องถิ่นจนผูกพัน

“ถ้ากายดี ใจดี สังคมดี มันจะส่งผลไปเรื่องเศรษฐกิจเอง”

จากที่มองเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวทั่ว ๆ ไป ตอนนี้หากนึกถึงหัวหิน ปุ๊กเห็น ‘คน’ มากขึ้น เวลาไปเธอก็จะชอบเข้าไปคุยกับคน ดูว่าเขากำลังทำกิจกรรมอะไรกัน เธอได้รู้แล้วว่าที่นี่มีผู้คน วิถีชีวิต และวัฒนธรรมที่ขับเคลื่อนเมืองไปในทุกวัน จนเป็นที่ที่คนไทยยังนึกถึง ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่

“พื้นที่ 25 ไร่ ตรงนี้ ถ้ามัน Success คนก็จะรู้จักหัวหินในหลายมิติ” 

ทีมออกแบบวาดหวังว่า เมื่อโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ พื้นที่เรียนรู้สวนหลวงราชินีนี้จะเป็นที่ที่นักท่องเที่ยวแวะมาใช้เวลา มาดูสวนบำบัดน้ำ เดินช้อปของกินจากรถเข็น พาลูกชมคนหัวหินเล่นดนตรี มานั่งเล่นดูคลื่นอย่างสบายอารมณ์ร่วมกับคนในพื้นที่

แล้วทะเลหัวหินก็จะไม่เป็นเพียงของคนที่มาทานอาหารในร้านริมหาด หรือคนที่จ่ายเงินนอนโรงแรมอีกต่อไป แต่กลายเป็นทะเลของทุกคนอย่างแท้จริง

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

ภาพ : สถาบันอาศรมศิลป์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load