โปรเจกต์ต่อยอด Factopia เกิดขึ้นราว 2 ปีก่อน หลังการสร้างสตูดิโอให้เช่าที่มีแนวคิดให้ศิลปินหรือคนทำงานออกแบบ-สร้างสรรค์ได้มาอยู่ร่วมกัน เป็นภาพชัดแจ้งที่มีมากว่า 5 ปี

‘Factopia Hamlet’ อยู่ลึกถัดเข้าไปจากอาคาร 2 ชั้นด้านหน้าในระยะเดินสบาย อาคารอิฐเปลือยและหมู่บ้านสีเข้มขรึมขนาด 4 หลังหลบตัวใต้ร่มไม้ใหญ่ยามกลางวัน กลางคืนโดดเด่นล้อแสงจากโคมไฟจันทราใบเขื่องกลางลาน พร้อมเปิดต้อนรับเพื่อนบ้านคอเดียวกันเพิ่ม โดยปรับปรุงจากอาคารจอดรถเก่าและบ้านพักพนักงานของร้านอาหารอายุ 30 ปี

ปัดฝุ่นบ้านร้างชวนขวัญผวาเป็น Factopia Hamlet แกเลอรี-ออฟฟิศให้เช่ากลางสวน 4 ไร่

ไม่เพียงแค่การเปลี่ยนอาคารชวนขนลุกให้สวยขึ้นกล้องเท่านั้นที่น่าสนใจ ดีเทลการออกแบบเล็กๆ น้อยๆ อย่างใส่ใจล้วนทำให้ที่แห่งนี้ธรรมดาเป็นพิเศษ

ฟิ่ว-ฐิติรัตน์ คัชมาตย์ นักออกแบบเครื่องประดับและผู้ก่อตั้ง Factopia และ บอล-ชัยสิทธิ์ ศรีตาลอ่อน แห่ง Funktion Studio สถาปนิกผู้ออกแบบ เดินนำเรามายังบ้านหลังในสุด ก่อนกดสวิตช์เปิดไฟที่ทำให้ช่างภาพชอบใจจนเอ่ยปากถาม เพราะเป็นแสงที่เสมอกันทั้งห้อง ไม่เกิดเงารบกวนสายตา แถมอุณหภูมิยังสีพอเหมาะพอดี จนรู้สึกได้ว่าคิดเผื่อคนทำงานด้านนี้มาแล้วเป็นแน่

ปัดฝุ่นบ้านร้างชวนขวัญผวาเป็น Factopia Hamlet แกเลอรี-ออฟฟิศให้เช่ากลางสวน 4 ไร่

สตูดิโอในป่า

เมื่อไม่ได้ใช้งาน บางส่วนของบ้านพักคนงานทั้ง 4 และอีก 1 โรงจอดรถ จึงผุพังไปบ้าง

ฟิ่วเล่าว่า ก่อนรีโนเวต ตัวสตูดิโอเคยเป็นโลเคชันถ่ายทำซีรีส์เรื่อง Turn Left Turn Right ที่ แดน-วรเวช ดานุวงศ์ เป็นผู้กำกับ ซึ่งบังเอิญมาเช่า Factopia ถ่ายงาน และเห็นว่าที่นี่เข้าตาอย่างจัง โดยไม่ต้องเซ็ตอัปอะไรเพิ่ม แต่ก็มีผู้กำกับไม่น้อย ไม่กล้าใช้งาน เพราะทั้งหยากไย่ กองไม้ เศษใบไม้แห้ง และเศษไข่ ทำให้สถานที่ดูจริงเกินไป คนจิตอ่อนเห็นแล้วเลยขอถอยดีกว่า

ความตั้งใจของเธอคือ การรีโนเวตโดยไม่ตัดต้นไม้สักต้นและเก็บบ้านเก่าไว้ทั้งหมด เช่นเดียวกับอาคาร Factopia หลังแรก

ปัดฝุ่นบ้านร้างชวนขวัญผวาเป็น Factopia Hamlet แกเลอรี-ออฟฟิศให้เช่ากลางสวน 4 ไร่

“ตอนแรกก็คุยกันว่าการรีโนเวตตึกเก่า บ้านคนงาน มันคุ้มเหรอ เพราะถ้าทุบทั้งหมด เราได้พื้นที่กว้าง ทำได้หลายอย่างมาก ขึ้นตึกยังได้เลย แต่สุดท้ายมาจบที่รีโนเวต เพราะอย่างน้อยเราเก็บต้นไม้ไว้ได้ทั้งหมด ที่เห็นห้าสิบ หกสิบต้นใหญ่คือต้นเดิม ถ้าไปล้อมมา มันก็ไม่เหมือนปลูกเอง เราต้องใส่ขาตั้งไปตลอด จริงๆ แล้วข้อดีที่ได้มาจากการรีโนเวต คือการอนุรักษ์ต้นไม้มากกว่าการอนุรักษ์อาคารด้วยซ้ำ ถ้าเรามีงบประมาณ เราสร้างตึกเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ต้นไม้ให้ได้อย่างนี้ก็แปดสิบปี” เจ้าของพื้นที่กว่า 4 ไร่เริ่มต้นเล่า

“พื้นที่สีเขียวที่นี่ใหญ่กว่าพื้นที่ออฟฟิศ” สถาปนิกต่อบทสนทนา

Factopia อยู่ติดสถานีรถไฟฟ้าบางกระสอ ในระยะ 0 เมตร ด้วยทำเลที่ดิน หากจะลงทุนให้คุ้มค่ากับพื้นที่ที่สุด ต้องเป็นคอนโดมิเนียม แต่นั่นไม่ใช่เป้าหมายของเธอ ฟิ่วเลือกทำออฟฟิศของตัวเอง โดยมีส่วนให้เช่าเพื่อนำรายได้ส่วนนั้นมาเลี้ยงค่าใช้จ่ายประจำ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าคนดูแลสถานที่

ปัดฝุ่นบ้านร้างชวนขวัญผวาเป็น Factopia Hamlet แกเลอรี-ออฟฟิศให้เช่ากลางสวน 4 ไร่

“พื้นที่สีเขียวมันมีมูลค่าทางพื้นที่ เป็นคุณค่าของสเปซดี ถ้าลองไปขึ้นไปดูรถไฟฟ้า โซนตรงนี้เป็นก้อนสุดท้ายของที่นี่แล้ว ถ้าไม่เดือดร้อนเกินไป กำไรไม่เยอะแต่พอเลี้ยงค่าใช้จ่ายโดยรวม และยังเหลือสักที่หนึ่งให้ตัวเองได้ใช้งานในแบบที่อยาก คือมีเพื่อนนักออกแบบ มีชุมชนที่ทุกคนนั่งทำงานรู้สึกว่าสบายตา บรรยากาศโล่งโปร่ง หายใจสะดวก 

“ถ้า Ecosystem รวมๆ มันทำให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ดีขึ้นได้บ้าง ในแง่การจับมือกันทำงาน หรือแค่เป็นห่วงออฟฟิศข้างๆ ผมว่าก็ลองสร้างด้วยไซส์พอเหมาะได้ ถ้าใหญ่กว่านี้ก็ต้องตัดต้นไม้หรือก็ต้องเตรียม Facility อื่นๆ เพื่อรองรับเพิ่มขึ้นอีก” บอลอธิบายเสริมถึงเสริมแนวคิดแรกเริ่มที่ส่งต่อมายัง Factopia Hamlet

บ้านพักคนงานเก่า สู่ออฟฟิศใหม่

เพราะไม่อยากให้ผู้เช่ารู้สึกว่าข้างหน้าเต็มหมดแล้ว เหลือแต่ข้างหลัง วิธีออกแบบที่นี่จึงละเอียดลออทุกจุด 

“ขอใช้คำว่า Humble แต่คิดละเอียด และเรารู้พฤติกรรมของคนที่จะมาใช้ล่วงหน้า ตอนที่ทำ Factopia ทำเหมือนงานศิลปะ อาจจะไม่ได้คิดถึงเรื่องแสง การอยู่ เพราะเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนจะมาไหม มันจะเป็นยังไง แต่ตอนที่เราทำ Factopia Hamlet ข้างหลัง เรารู้แล้วว่าคนที่มาต้องการอะไร ข้างหน้ามีปัญหาอะไร มันเป็นโจทย์และช่วงเวลาที่ต่างกัน” ฟิ่วเท้าความถึงการวางแผนออกแบบพื้นที่แห่งนี้

ปัดฝุ่นบ้านร้างชวนขวัญผวาเป็น Factopia Hamlet แกเลอรี-ออฟฟิศให้เช่ากลางสวน 4 ไร่

กระบวนการรีโนเวตหมู่บ้านนักสร้างสรรค์เป็นไปอย่างเรียบง่าย รบกวนโครงสร้างเดิมน้อยมาก เน้นเจาะช่องประตู และกันห้องให้เป็นสัดส่วน ส่วนความยากที่สุด บอลบอกว่าอยู่ที่กระบวนการทำงาน ซึ่งเขียนแบบออกมา 100 เปอร์เซ็นต์ไม่ได้ เพราะต้องดูเงื่อนไขหน้างาน

“บางมุมที่เราต้องการเจาะ ต้องดูว่ามันรบกวนต้นไม้ไหม ถ้าลงเข็มเยอะไป เจาะโดนต้นไม้ เดี๋ยวตาย รวมถึงบางจุดที่ต้องขุดก็ต้องระวังโครงสร้างอาคารเดิมไม่ให้เสียหาย เวลาเข้าทำงานก็ต้องเตรียมเครื่องมือว่าจะเจาะเล็กหรือเจาะใหญ่

“ก่อนรื้อเราเห็นว่าของเดิมทำมาค่อนข้างแข็งแรง ไม่มีรอยแตกรอยร้าวระหว่างมุมหน้าต่าง ซึ่งส่วนใหญ่จะเห็นเวลาใช้งานไปนานๆ เลยเก็บฟังก์ชันการใช้งานเดิม ไม่อยากทำให้มันเสียหาย ตอนเราทุบรื้อ เห็นว่าก่อนฉาบผนัง เขาใส่ตาข่ายกันราขึ้น ซึ่งบางที่ไม่ได้ใส่แล้วฉาบเลย มันเป็นลักษณะงานก่อสร้างที่ผู้รับเหมารุ่นก่อนเขาทำกัน รุ่นปัจจุบันก็จะมีอีกวิธีหนึ่ง ฉะนั้นเวลาต่อเติมหรือว่าเจาะช่องหน้าต่างต้องเกลี่ยดีๆ เพราะว่ามีตาข่ายรับอยู่ ถ้าทุบเลย ผนังจะล้ม แล้วก็ร้าว ส่วนการเอาโครงสร้างใหม่เข้ากับโครงสร้างเดิม ก็ต้องคิดถึงการยึดและถ่ายน้ำหนัก”

ปัดฝุ่นบ้านร้างชวนขวัญผวาเป็น Factopia Hamlet แกเลอรี-ออฟฟิศให้เช่ากลางสวน 4 ไร่
ปัดฝุ่นบ้านร้างชวนขวัญผวาเป็น Factopia Hamlet แกเลอรี-ออฟฟิศให้เช่ากลางสวน 4 ไร่

ปรับ เปลี่ยน แปลง

โชคดีที่โครงสร้างยังดีอยู่มาก สถาปนิกจึงรื้อบางส่วนอย่างฝ้า เพื่อยกขึ้นไปให้ติดกับหลังคา ใช้ความสูงช่วยให้ห้องโปร่งโล่ง และเปลี่ยนหลังคาที่รั่วซึมเป็นแบบลอนคู่สีซีเมนต์ซึ่งเหมือนอันเดิมเปี๊ยบ เขาว่าเมื่อปล่อยให้ใบไม้ทับถมกัน จะเปลี่ยนเป็นสีดำธรรมชาติกลมกลืนไปกับตัวอาคาร

ปัดฝุ่นบ้านร้างชวนขวัญผวาเป็น Factopia Hamlet แกเลอรี-ออฟฟิศให้เช่ากลางสวน 4 ไร่
ปัดฝุ่นบ้านร้างชวนขวัญผวาเป็น Factopia Hamlet แกเลอรี-ออฟฟิศให้เช่ากลางสวน 4 ไร่

ที่ทำเพิ่มเติมเข้าไปคือเจาะช่องประตู ปรับปรุงผนังบางส่วน กั้นห้อง ทาสีภายนอก และซ่อมแซมห้องน้ำ ทำระบบน้ำ-ไฟใหม่ อย่างบ้าน 2 หลังหน้าสุด ก็เลือกกรุกระจกใสที่เหมาะสำหรับการเป็น Exhibition Hall ให้เช่าใช้พื้นที่ รวมถึง Gallery Shop 1 ยูนิต และ Workshops 1 ยูนิต ส่วนอีก 2 หลังเป็น Workshops หรือออฟฟิศ พร้อมห้องน้ำในตัวทุกห้อง 4 ยูนิต โดยมีขนาดตั้งแต่ 28 – 69 ตารางเมตร ส่วนโรงจอดรถ ก็ปรับเป็น Brick House เปลือยอิฐสีแสดพร้อมหน้าต่างคดโค้งเดิม ซึ่งให้อารมณ์แตกต่างจาก 4 อาคารสิ้นเชิง

เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า

“สำหรับอาคารไซส์ใหญ่ ออกแบบให้เป็น Exhibition Hall เราทุบห้องน้ำออก แล้วรื้อผนังริมทางเดินออกใส่กระจกแทนเพื่อให้ห้องกว้างขึ้น เก็บโครงสร้าง วัสดุ คราบต่างๆ และร่องรอยเดิมเอาไว้ ไม่ได้ทาสีด้านใน ให้มันเป็นเรื่องราวของอาคาร ส่วนที่สร้างใหม่ก็ทำให้กลมกลืนไปกับโครงสร้างเดิม เช่น พวกแนวไฟ เพราะไม่อยากให้มันโดด เวลาเอาของไปติดตั้งจะได้ไม่รบกวนหรือตะโกนออกมามาก ส่วนที่เป็นหน้าต่างก็เก็บบานเกล็ดไว้ ช่องลมด้านบนใส่หน้าต่างกระจกเสริม เป็นแบบสั่งทำ เปิด-ปิดโดยใช้กลไกลหมุนมือ 

เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า
เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า
เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า

“อาคาร 2 ที่เป็นกระจก เราทำให้เหมาะสำหรับการวางดิสเพลย์ เดิมมีระเบียงไม้และโครงสร้างปูน เราเก็บส่วนที่มันใช้ได้ แล้วเปลี่ยนตัวผนังเป็นผนังกระจกโครงเหล็ก ซึ่งพอมองจากด้านหน้าจะมีความเป็น Gallery Shop หรือถ้าพื้นที่ว่างก็จัดแสดงงานได้ด้วย

เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า
เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า

“ส่วนอาคาร 3 และ 4 เป็นไซส์ที่เหมาะกับงานช่างหรือสตูดิโอมากกว่า ห้องไซส์เล็ก ของเดิมมีห้องอาบน้ำและห้องน้ำ เราตัดออกหนึ่งห้อง เปลี่ยนเป็นห้องเก็บของ สำหรับห้องไซส์ใหญ่ กั้นแยกเป็นสองห้อง”

เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า
เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า

ดีเทลเล็กน้อย แต่คิดมากมาก

เมื่อถอยออกไปยังลานจอดรถด้านข้างแล้วมองเข้าไป เป็นซีนที่บอลออกแบบเรื่องลำดับการเห็นเอาไว้ มองจากด้านนอก มีแพลตฟอร์มที่พระจันทร์กลมโตลอยเด่นอยู่เหนือลานกองไฟราวกับอยู่ในป่า รอบๆ เป็นกำแพงขนาดเตี้ยที่เส้นวิ่งไหลมาต่อกับส่วนล่างอาคาร เพื่อบังสายตาให้เกิดความเป็นระเบียบ หากมองจากด้านในออกไป จะเห็นว่าแพลตฟอร์มกว้างมาก หลังกำแพงมีม้านั่งและรั้วทำหน้าที่เป็นพนักวางแขนอย่างพอดี ข้างหลังเว้นช่องให้น้ำไหลลงไปยังร่องระบายน้ำโดยไม่ย้อนกลับมาเลอะแพลตฟอร์ม และลานนี้เองคือสิ่งที่เชื่อมทั้ง 4 อาคารต่อกัน

เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า
เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า

“พอเริ่มรื้อจะเห็นมันมีพื้นที่ตรงกลางค่อนข้างใหญ่ ตอนออกแบบก็คิดว่าจะทำยังไงให้ตรงนี้ไม่กลายเป็นบ้านหลังเล็กๆ สี่หลังที่ทุกคนมีประตูทางเข้าบ้านของตัวเอง แล้วเดินเข้าคนละทาง ซึ่งไม่เกิดความเป็นคอมมูนิตี้เท่าไหร่ เราอยากให้ทั้งพื้นที่และผู้เช่ามีปฏิสัมพันธ์กัน ออกมานั่งพัก พูดคุยหรือทำกิจกรรมร่วมกันได้”

เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า
เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า

ลานจอดรถของที่นี่ไม่ตีเส้น แต่ให้ช่างทำราวกันช่องขึ้นมาใหม่ เพราะในอนาคต ฟิ่ววางแผนไว้ว่าอยากใช้เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมเล็กๆ เช่น Flea Market จึงไม่อยากให้อะไรมารบกวนสายตา พวกเขาใส่ใจเรื่องการสร้างสัดส่วนการมองเห็น ซึ่งส่งผลกับความรู้สึกเป็นพิเศษ เช่น ซุ้มประตูขอบเหล็ก ก็ทำให้เล็กบางที่สุดเท่าที่ทำได้

เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า
เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า

และสิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องแสงในห้องทำงาน

“ทุกคนต้องใช้คอมพิวเตอร์และเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ แสงแบบไหนถึงจะเหมาะ เราเลยทดลองซื้อไฟมาสามสี ลองทั้งกลางวันกลางคืน มาจบที่สีคูลตรงกลางระหว่างวอร์มกับคูลขาว ก่อนหน้านี้เรามีให้บริษัทไลท์ติ้งจำลองแสงดูว่ามันได้ไหม แล้วลองติดตั้ง และดูประเภทหลอดมาตรฐานที่ผู้เช่าจะได้หาซื้อได้ง่าย” ฟิ่วเล่ากระบวนการที่เธอมาร่วมทำม็อกอัปพับกระดาษ ทดสอบแสงสว่างและระยะเงาตกกระทบ

เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า

“เราอยากให้ไฟอยู่ในแนวโครงสร้างเดิม ฉะนั้น สิ่งที่ต้องแก้คือความสูงและระยะและความสูงของปีกข้างไฟที่ 1.5 เมตร เพื่อที่ตรงกลางโต๊ะจะได้ไม่มืด และแสงกระจายเต็มห้อง ไม่เห็นว่ามันมีเงา ซึ่งถ้าใส่ Down Light จะเห็นเงาตกกระทบรอบๆ ตอนทำงานจะลายตา” บอลเสริม พลางชี้ให้มองเส้นไฟที่กลมกลืนไปกับโครงเหล็ก ก่อนพาเดินไปสำรวจแต่ละจุดที่เล่าถึง

ไม่นานไก่ที่เจ้าบ้านเลี้ยงโดยบังเอิญ ก็ปล่อยคิวออกมาอย่างรู้งาน แต่ไม่ต้องห่วงว่าพวกมันจะรบกวน เพราะมาเฉพาะยามเช้าและเย็นเท่านั้น ส่วนกลางวันจะหลบอยู่ตามต้นไม้ด้านหลังกำแพง

เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า

จากตอนแรกที่ฟิ่วตั้งใจสร้างที่ทำงานในอุดมคติ ระหว่างวันได้พักสายตาบนพื้นที่สีเขียวของตัวเอง ดังชื่อ Factopia ที่รวมคำว่า Factory กับ Utopia เอาไว้ เธอเปลี่ยนพื้นที่นับ 4 ไร่ เป็นคอมมูนิตี้ที่เอื้อต่อคนทำงานสร้างสรรค์ทั้งบรรยากาศและการเกื้อกูลกันเรื่องงาน โดยเก็บ Sense of Place ไว้ให้นึกถึงทุกส่วน

น่าเสียดายที่บริษัทเรายังไม่มีแผนจะย้ายออฟฟิศไปไหน ไม่อย่างนั้น จะขอเชียร์ให้เจ้านาย พิจารณา Factopia Hamlet ไว้เป็นลำดับต้นๆ

เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Re-Place

เบื้องหลังการรีโนเวตอาคารเก่า

“แต่ก่อนนะ ได้ยินเสียงโยนกระดาษ ตึ้ง ๆๆ ทั้งคืน บ้านหลังนี้แข็งแรงอยู่แล้ว หนูไม่ต้องเป็นห่วง” เสียงยืนยันจากคุณป้าข้างบ้าน ทำให้ทั้งสองสบายใจขึ้นมา

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

เราก้าวเท้าเข้าไปในบ้านบรรยากาศน่ารัก มีสเต็ปเล็ก ๆ ค่อย ๆ ขึ้นไปที่สเปซต่าง ๆ เจ้าของบ้านคนแรกง่วนทำอะไรของตัวเองอยู่ในห้องทำงานด้านขวา ส่วนเจ้าของบ้านคนที่สองเลี้ยวซ้ายขึ้นไปนั่งรอเราที่ส่วนทานอาหาร

ปุย-สิรินภา รัตนโกศล ชาวไทย และ เซ็บ-เซบาสเตียน ดูส ชาวฝรั่งเศส เป็นคู่รักที่กำลังวางแผนลงหลักปักฐาน อยากมีบ้านเป็นของตัวเองแต่หาที่เหมาะ ๆ ไม่ได้ กระทั่งได้มาเจอกับโรงงานอายุ 50 กว่าปีที่ร้างนาน 25 ปีแห่งนี้

“ดูนี่สิ” ที่โต๊ะอาหารบนชั้นลอยกลางบ้านที่มีลมธรรมชาติปะทะจากรอบด้าน ปุยยื่นรูปภาพในกูเกิลให้เราดูกลั้วหัวเราะ “บังเอิญว่าวันที่ทำบ้านวันแรก รถกูเกิลผ่านพอดี นี่คือเราทั้งสองคนยืนไหว้เจ้าที่อยู่ ทุกวันนี้ในโลเคชันเป็นยังเป็นตึกโรงงานสีเหลือง คนจะมาก็หาไม่เจอ”

จากโรงพิมพ์ สู่โรงงานเย็บผ้า สู่อาคารร้าง วิทย์-พลวิทย์ รัตนธเนศวิไล สถาปนิก และ พลอย-หฤษฎี ลีละยุวพันธ์ มัณฑนากร จาก PHTAA ช่วยสองเจ้าของบ้านเสกให้ที่นี่กลายเป็นบ้านโปร่ง ๆ สมใจผู้อยู่ แต่ยังทิ้งสัจจะโครงสร้าง-วัสดุของโรงงานเดิมได้อย่างไร คอลัมน์ Re-Place คราวนี้ เราไปหาคำตอบกัน

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก
จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

แม้ไม่เคยคิดมาก่อน…

ปุยเป็นทนายความ ส่วนเซ็บเป็น Business Process Engineer ทำงานเกี่ยวกับส่วน IT ของบริษัท แต่ตอนนี้เป็นช่วงย้ายบ้าน นี่จึงเป็นช่วงที่เขาไม่ได้ทำงาน

คู่รักกำลังวางแผนสร้างครอบครัว แต่งงาน และมีลูก จากเดิมที่อยู่คอนโดย่านถนนจันทน์ จึงต้องการขยับขยายไปสู่ที่ที่กว้างขึ้นด้วยการไปดูคอนโดในละแวกเดิมที่ใหญ่ขึ้น รวมถึงมองหาหมู่บ้านต่าง ๆ ที่พอจะเป็นไปได้ แต่แล้วหาก็ไม่ค่อยได้ หากจะไปอยู่หมู่บ้านที่ไกลกว่านี้ก็ดูจะไม่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เท่าไหร่นัก

“นอกกรุงเทพฯ เราก็ไม่อยากได้ เราใช้เวลา 90 เปอร์เซ็นต์อยู่ที่นี่” เซ็บพูดภาษาอังกฤษ

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

จนกระทั่งวันหนึ่ง พวกเขาได้ SMS มาจากเว็บไซต์อสังหาฯ ที่เคยให้คอนแทกไว้ ว่ามีที่ดินพร้อมอาคารน่าสนใจ อยู่ไม่ไกลจากคอนโดที่อยู่เดิม เขาจึงได้ย่องเข้ามาดูสถานที่จริงกันสองคน

“สิ่งที่เห็นก็คือมันน่ากลัว เพื่อนบ้านบอกว่ามันเป็นบ้านร้างมามากกว่า 25 ปี” ปุยเล่าด้วยอารมณ์สนุก “ที่นี่เป็นอาคารพาณิชย์ 3 หลังติดกัน ตอนแรกถูกใช้เป็นโรงพิมพ์ก่อน แล้วก็เปลี่ยนเป็นโรงงานเย็บผ้า จากนั้นก็หยุดไป”

เรียกได้ว่าเป็นโรงงานโดยพื้นฐานนั่นแหละ

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

แรกเริ่มพวกเขายังไม่มีไอเดียว่าอยากหาอาคารมาปรับปรุง คิดเพียงแต่จะสร้างบ้านขึ้นมาใหม่ ไม่อย่างนั้นก็เป็นอยู่เป็นคอนโดมิเนียมดังเดิม แต่เมื่อมาที่นี่ก็เปลี่ยนความคิด

“เรารู้สึกเลยว่าบ้านหลังนี้เป็นของเรา เหมือนบ้านถามเราว่าเอาไหม” ปุยหัวเราะลั่น บางสิ่งบางอย่างก็อยู่นอกเหนือการวางแผน และการนอกแผนนั้นก็อาจนำมาซึ่งอะไรดี ๆ ในชีวิต

ด้วยความที่ปุยเป็นเพื่อนกับพลอย จึงลองถามความเห็นจากเพื่อนนักออกแบบดูว่า ฝันที่จะพลิกโฉมที่นี่เป็นบ้านของเธอกับเซ็บนั้นจะเป็นไปได้มากแค่ไหน

“ตอนแรกที่ปุยพามา เราก็เชียร์เลยว่าให้ซื้อตึกนี้ เราคิดว่าถ้าการใช้งานเป็นบ้านก็เหมาะสม เพราะอยู่ท้ายซอยแล้วก็มีความเป็นส่วนตัวระดับหนึ่ง แต่ถ้าลูกค้าพามาดูตึกนี้ แล้วจะทำเป็นอาคารพาณิชย์คงไม่เหมาะ มันค่อนข้างเข้าถึงยาก ซอยเล็ก” พลอยกล่าว เมื่อเพื่อนเชียร์ เจ้าของโปรเจกต์อย่างปุยก็ไม่เบรกอีกต่อไป “แล้วพอตึกเป็นโรงงานมาก่อน สเปซก็ค่อนข้างจะสูง พอเอามาทำบ้านพื้นที่มันก็เลยเหลือเยอะแยะ เราทำอะไรได้ค่อนข้างเยอะ”

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

“เราขึ้นไปบนดาดฟ้าแล้วมองไปรอบ ๆ วิวเป็นพาโนรามา ลมก็โฟลว์ดี จุดนั้นเราคิดเลยว่าถ้าทำก็จะเก็บโครงสร้างทั้งหมดไว้ เพราะมันดีพออยู่แล้ว แค่กำแพงของการใช้งานเดิมมันทึบมาก ลมก็เลยไม่ผ่าน ส่วนระยะห่างระหว่างเพื่อนบ้านที่นี่ก็ไม่ติดจนเกินไป มีความเป็นส่วนตัวดี” วิทย์ ผู้เป็นพาร์ตเนอร์กับพลอยพูดขึ้นมาบ้าง

คุณสองคนได้คิดถึงภาพบ้านที่ต้องการไว้ในหัวมั้ย – เราถามคู่รัก

“ไม่เชิงนะ แต่เรารู้จักบุคลิกของตัวเอง ผมเป็นคนที่ค่อนข้างคอนเซอร์เวทีฟหน่อย ส่วนปุยเขามีสีสันกว่า ผมเลยคิดว่าบ้านจะต้องเป็นส่วนผสมของเรา ประนีประนอมซึ่งกันและกัน แต่ไม่ได้มีภาพว่ามันจะต้องหน้าตาแบบนั้นแบบนี้” เซ็บตอบ

“เอาจริง ๆ มันไม่ได้มีบ้านที่คิดไว้หรอก แต่เราชอบดูหนังสือบ้าน ตั้งแต่เริ่มดูบ้าน มีบ้าน 10 หลัง อยากอยู่ทั้ง 10 หลังเลย แต่เราไม่รู้ว่าบ้านไหนคือบ้านของเรา” ปุยเสริม “แต่พอมาเจอตรงนี้ เราคิดว่าเราเห็นตัวเองมากกว่า ว่าพื้นที่นี้ ฉันทำอะไรได้บ้าง แล้วก็คิดว่าจริง ๆ เราชอบการใช้งานคล้าย ๆ คอนโดเดิมของเรา แต่ให้มันใหญ่ขึ้น แล้วก็มีพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้น”

แล้วการเดินทางครั้งใหม่ในชีวิตของทั้งสองก็เริ่มขึ้นอย่างน่าตื่นเต้น แม้จะพวกเขาจะต้องผ่านการเถียงกับสถาปนิกสิบตลบ เถียงกันเองอีกสิบตลบ แล้วกลับบ้านไปอาเจียนด้วยความเครียด ก็ยังน่าตื่นเต้นอยู่ดี (ใช่ไหมนะ)

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

 ทำยังไงกับโรงงานดีนะ

จากที่เคยได้ยินคนรอบตัวที่อยู่บ้านจัดสรรบ่นว่า อยู่ไม่กี่ปีบ้านก็เริ่มทรุด ตอนแรกปุยกับเซ็บจึงมีความกังวลเรื่องการรับน้ำหนักของอาคาร 50 กว่าปีหลังนี้ แต่คุณป้าข้างบ้านที่อยู่มานานก็พูดให้เบาใจว่า ที่นี่เคยเป็นถึงโรงพิมพ์ที่คนโยนกระดาษกันทุกวี่วัน ไม่มีทางที่จะไม่แข็งแรง รวมถึงหลายคนก็บอกมาว่าในสมัยก่อนที่ยังไม่มีเครื่องคำนวณ วิศวกรจะใส่เหล็กมาให้เหลือเฟืออยู่แล้ว ซึ่งก็เป็นดังคาด หลังจากที่เช็กรอบบ้าน โรงงาน 50 กว่าปีแห่งนี้ก็ไม่มีทรุดเลยจริง ๆ

สำหรับการรีโนเวต สิ่งที่สองนักออกแบบทำเป็นอย่างแรก ก็คือเก็บเสาและคานเดิมไว้

“ระบบของ Grid เสาและคานเก่า มันคือการสร้างที่โคตรจะเรียบง่ายในเชิงโครงสร้าง” พลอยบอกว่าที่นี่เป็นโรงงานที่ตัวตึกถูกสร้างให้แข็งแรงมากที่สุด ในงบประมาณถูกที่สุด

หากก่อผนังตาม Grid เสาและคานเดิม ผลลัพธ์ออกมาก็คงบล็อกลมเช่นเคย ทั้งยังดูเป็นโรงงานที่ ไม่ตอบโจทย์ฟังก์ชันของบ้านด้วย พวกเขาจึงตัดสินใจว่าจะวางผังแบบเลื่อนผนังให้หนีจาก Grid เสา เกิดเป็นพื้นที่และทางเดินใหม่ ๆ ที่เหมาะกับเจ้าของบ้าน

ด้วยความที่เป็นคนซีกโลกตะวันตก เซ็บอยากอยู่แบบไม่มีแอร์ ดังนั้น บ้านนี้จึงออกมากึ่ง ๆ ให้สมกับเป็นบ้านคู่รักต่างสัญชาติ คือเป็น Semi-outdoor มีโซนติดแอร์ และมีโซน Open-air โอบล้อมเป็นตัว L

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก
จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

ห้องทานข้าวฝ้า Double Height ที่เรานั่งคุยกันอยู่นี่ก็เรียกว่าเป็นโซน Open-air มี Ventilation ดี มีหน้าต่างล้อมรอบ หากฝนตกเมื่อไหร่ จึงค่อยปิดหน้าต่าง ปิดม่าน แล้วเปิดแอร์

“จริง ๆ แล้วทำให้ตึกแถวอากาศถ่ายเทยากมาก เพราะว่าส่วนใหญ่อาคารจะอยู่ติดกัน แต่ข้อดีของตึกแถวหลังนี้คือ ข้างหลังมีบริเวณโล่ง ลมก็เลยเข้าออกได้” วิทย์กล่าว

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

ในการเก็บเสาและคานเดิมไว้ นักออกแบบยังเน้นให้คนมองเห็นได้ชัดดัวย

“หน้าต่างที่เอียงอยู่ เอียงเพื่อหลบคานเดิม” วิทย์อธิบายพร้อมชี้ออกไปที่หน้าต่าง “ถ้าดูหน้าบ้านดี ๆ จะมีคานกับเสาโผล่ไปข้างนอก อันนั้นไม่ใช่การตกแต่งนะ เหมือนเราเล่าเรื่องบ้านโดยที่ไม่ต้องพูด โดยผ่านสัจจะของโครงสร้าง

“โครงสร้างบอกว่า เนี่ย ฉันเป็นอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว และฉันจะเป็นอย่างนี้ต่อไป ต่อให้วันนี้มันเปลี่ยนไปเป็นการใช้งานอีกอย่างหนึ่ง แล้วโครงสร้างนี้ยังถูกเก็บไว้อยู่ มันก็ยังอยู่ได้นะ เป็นเหมือนหลักฐานบางอย่าง”

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

คานที่อยู่ในบ้าน จะเห็นได้ว่านักออกแบบปล่อยทิ้งไว้แบบไม่ฉาบผิวใหม่ ดูเก่าอย่างไรก็อย่างนั้น วิทย์เรียกว่าเป็น ‘สัจจะวัสดุ’ ซึ่งเป็นเรื่องของความงามในรูปแบบหนึ่ง ตอนแรกเจ้าของบ้านอย่างปุยก็ลังเลที่จะทำแบบนี้เหมือนกัน

“เข้าใจสิ่งที่เขาจะสื่อนะ แต่เรากลัวว่ามันจะมองดูเหมือนบ้านไม่เสร็จรึเปล่า” ปุยพูดยิ้ม ๆ

“เราคิดในใจว่า ถ้าแม่มาเห็นบ้าน แม่ด่าแน่เลย… แต่สรุปแม่มาเห็น แม่ชอบว่ะ” ทุกคนฮาครืนกับจังหวะตลกของเธอ “แม่บอกว่า รู้ว่าเขาตั้งใจ บ้านเสร็จขนาดนี้แล้วทิ้งอันนี้ไว้ ตั้งใจอยู่แล้ว”

“เหมือนกินสเต๊กน่ะ กึ่งสุกกึ่งดิบ Medium Rare” วิทย์ปิดท้าย “เจ้าของบ้านเขาเปิดใจกันนะ ถ้าเขาไม่เปิดใจ ไม่ได้ขนาดนี้หรอก” 

โปรเจกต์ท้าทายในการเปลี่ยนโรงงานเก่าเป็นบ้านโปร่ง ๆ อยู่สบายของคู่รักสมัยใหม่อย่างปุยและเซ็บ

Make yourselves at home

คอนเซ็ปต์หลักของบ้านที่สำคัญคือ Circulation (ทางสัญจร) ที่เชื่อมถึงกัน ตั้งแต่ทางเข้าบ้านไปยังบันได แล้วส่งไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ของบ้าน ซึ่งเมื่อบ้านโปร่ง ก็ยิ่งทำให้เห็นชัดเจนว่าทางเชื่อมถึงกัน นี่เป็นความตั้งใจอย่างยิ่งของสถาปนิก

บันไดที่เห็นไม่ใช่ตำแหน่งเดิม วิทย์บอกว่าเขาไม่อยากให้บันไดเก่าที่กว้าง 80 เซนติเมตรของโรงงานมาบังคับสิ่งที่จะเข้าไปอยู่ใหม่

“คือถ้ารีโนเวตโรงงานเย็บผ้าเป็นร้านกาแฟแสนเก๋ ก็อาจจะคงไว้ได้ เพราะอาจจะไม่อยากใช้งบประมาณเยอะ ทำนิดหน่อยก็สวยแล้ว ถ้าเป็นบ้าน มันซับซ้อนกว่านั้น ก็เลยเอาบันไดเดิมออกดีกว่า” ส่วนชั้น 1 ที่เดิมเป็นชั้นฝ้าสูง ก็ถูกซอยออกเป็นหลาย ๆ ชั้นลอย แบ่งกันไปแต่ละโซนการใช้งาน

จริง ๆ แล้วพื้นที่การใช้งานของบ้านก็คงน้อยกว่าโรงงานเยอะเลยใช่ไหม

“ใช่ พอเราเอาความต้องการทั้งหมดของเจ้าของบ้านมาตีเป็นตารางเมตร มันน้อยกว่าที่ตัวอาคารเดิมมี ก็เลยทุบพื้นได้ ตรงโจทย์ที่เราอยากให้บ้านโปร่ง

“มันค่อนข้างต่างจากโปรเจกต์ทั่วไปที่เคยทำ ถ้าเป็นบ้านในเมือง คอนโด หรืออาคารพาณิชย์ทั่วไป มีแต่คนอยากใช้ประโยชน์จากพื้นที่สูงสุด (Maximize Space) เพราะที่ดินสำหรับปลูกบ้านค่อนข้างแพง แต่อันนี้เหมือนโจทย์มันกลับกัน เป็น Minimize Space”

โปรเจกต์ท้าทายในการเปลี่ยนโรงงานเก่าเป็นบ้านโปร่ง ๆ อยู่สบายของคู่รักสมัยใหม่อย่างปุยและเซ็บ
โปรเจกต์ท้าทายในการเปลี่ยนโรงงานเก่าเป็นบ้านโปร่ง ๆ อยู่สบายของคู่รักสมัยใหม่อย่างปุยและเซ็บ

อีกอย่างที่เราสนใจก็คือความเป็น ‘Compact Living’ ของที่นี่ อย่างที่เราเล่าไปแต่แรกว่า เจ้าของบ้านทั้งสองคุ้นชินกับการอยู่คอนโดมิเนียม เมื่อมีบ้านเป็นของตัวเอง สถาปนิกจึงตีโจทย์นั้นเป็นพื้นที่ของบ้าน ให้ทุกอย่างอยู่ในพื้นที่เดียวกันหรือเดินหากันง่าย อย่างที่เห็นในพื้นที่ชั้นบนสุดของบ้าน ซึ่งวางแปลนให้เป็นพื้นที่ส่วนตัวของเจ้าของบ้าน

นอกจากห้องทานข้าวที่เรานั่งคุยกันอยู่แล้ว ก็มีห้องนอนใหญ่ ห้องนอนลูกในอนาคต ห้องนอนแขก ห้องทำงานของปุยกับเซ็บแยกกันตามที่อยากได้ตอนแรก ห้องสมุด แล้วก็ห้องพิเศษที่เรียกว่า Sunday Room

เจ้า Sunday Room ก็คือคอนโดย่อม ๆ ในนั้นประกอบไปด้วยโซฟา โทรทัศน์ และเคาน์เตอร์ ครัวเล็ก ๆ สำหรับเตรียมอาหาร สำหรับวันอาทิตย์อันแสนขี้เกียจ ทั้งคู่อยู่ในห้องนี้ได้ทั้งวันโดยไม่ต้องลุกไปไหนเลย เราฟังแล้วก็แอบอิจฉาในใจ ถ้ามี Sunday Room เป็นของตัวเองบ้าง จะเข้าไปอยู่จนเป็น Everyday Room เลย

โปรเจกต์ท้าทายในการเปลี่ยนโรงงานเก่าเป็นบ้านโปร่ง ๆ อยู่สบายของคู่รักสมัยใหม่อย่างปุยและเซ็บ

วิทย์บอกว่าสิ่งที่ยากในการปรับปรุงอาคาร คือการทำให้ความไม่เรียบร้อยดูเรียบร้อยขึ้นมา หากปรับปรุงอาคารเป็นบาร์ ก็ยังใช้การออกแบบไฟช่วยได้ แต่หากเป็นบ้านแล้วก็จะสว่าง เห็นชัดเจนทุกอย่าง

“เราต้องเก็บให้ถูก เอาออกให้ถูกด้วยนะ” พลอยเสริมถึงความยาก “เรารู้อยู่แล้วว่าห้องแถว สิ่งที่ไม่ดีคือการไหลเวียนและถ่ายเทของอากาศ ซึ่งสิ่งที่เราจะเก็บก็คือไม่ใช่สิ่งนั้น เราจะทำยังไงให้สิ่งที่ดียังอยู่ แต่ว่าสิ่งที่ไม่ควรจะมีหายไป

“การรีโนเวตต้องทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น”

จากโรงงานยุคเก่ากว่าครึ่งศตวรรษที่แล้ว ปัจจุบันกลายเป็นบ้านของคู่รักที่อยู่กันด้วยแนวคิดใหม่ นับว่าที่แห่งนี้เปลี่ยนแปลงมาไกลจากจุดเดิมมาก บ้านท้ายซอยถนนจันทน์หลังนี้ดูผิดหูผิดตาไปเยอะ

ไม่ใช่แค่ปุยและเซ็บ คุณป้าข้างบ้านก็คงสดชื่นกับบรรยากาศนี้เหมือนกัน

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

รัชต์ภาคย์ แสงมีสินสกุล

ช่างภาพที่มีร้านล้างฟิล์มเป็นของตัวเอง แต่นานๆจะถ่ายฟิล์มที เพราะช่วงนี้ฟิล์มมันแพง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load