โปรเจกต์ต่อยอด Factopia เกิดขึ้นราว 2 ปีก่อน หลังการสร้างสตูดิโอให้เช่าที่มีแนวคิดให้ศิลปินหรือคนทำงานออกแบบ-สร้างสรรค์ได้มาอยู่ร่วมกัน เป็นภาพชัดแจ้งที่มีมากว่า 5 ปี

‘Factopia Hamlet’ อยู่ลึกถัดเข้าไปจากอาคาร 2 ชั้นด้านหน้าในระยะเดินสบาย อาคารอิฐเปลือยและหมู่บ้านสีเข้มขรึมขนาด 4 หลังหลบตัวใต้ร่มไม้ใหญ่ยามกลางวัน กลางคืนโดดเด่นล้อแสงจากโคมไฟจันทราใบเขื่องกลางลาน พร้อมเปิดต้อนรับเพื่อนบ้านคอเดียวกันเพิ่ม โดยปรับปรุงจากอาคารจอดรถเก่าและบ้านพักพนักงานของร้านอาหารอายุ 30 ปี

ปัดฝุ่นบ้านร้างชวนขวัญผวาเป็น Factopia Hamlet แกเลอรี-ออฟฟิศให้เช่ากลางสวน 4 ไร่

ไม่เพียงแค่การเปลี่ยนอาคารชวนขนลุกให้สวยขึ้นกล้องเท่านั้นที่น่าสนใจ ดีเทลการออกแบบเล็กๆ น้อยๆ อย่างใส่ใจล้วนทำให้ที่แห่งนี้ธรรมดาเป็นพิเศษ

ฟิ่ว-ฐิติรัตน์ คัชมาตย์ นักออกแบบเครื่องประดับและผู้ก่อตั้ง Factopia และ บอล-ชัยสิทธิ์ ศรีตาลอ่อน แห่ง Funktion Studio สถาปนิกผู้ออกแบบ เดินนำเรามายังบ้านหลังในสุด ก่อนกดสวิตช์เปิดไฟที่ทำให้ช่างภาพชอบใจจนเอ่ยปากถาม เพราะเป็นแสงที่เสมอกันทั้งห้อง ไม่เกิดเงารบกวนสายตา แถมอุณหภูมิยังสีพอเหมาะพอดี จนรู้สึกได้ว่าคิดเผื่อคนทำงานด้านนี้มาแล้วเป็นแน่

ปัดฝุ่นบ้านร้างชวนขวัญผวาเป็น Factopia Hamlet แกเลอรี-ออฟฟิศให้เช่ากลางสวน 4 ไร่

สตูดิโอในป่า

เมื่อไม่ได้ใช้งาน บางส่วนของบ้านพักคนงานทั้ง 4 และอีก 1 โรงจอดรถ จึงผุพังไปบ้าง

ฟิ่วเล่าว่า ก่อนรีโนเวต ตัวสตูดิโอเคยเป็นโลเคชันถ่ายทำซีรีส์เรื่อง Turn Left Turn Right ที่ แดน-วรเวช ดานุวงศ์ เป็นผู้กำกับ ซึ่งบังเอิญมาเช่า Factopia ถ่ายงาน และเห็นว่าที่นี่เข้าตาอย่างจัง โดยไม่ต้องเซ็ตอัปอะไรเพิ่ม แต่ก็มีผู้กำกับไม่น้อย ไม่กล้าใช้งาน เพราะทั้งหยากไย่ กองไม้ เศษใบไม้แห้ง และเศษไข่ ทำให้สถานที่ดูจริงเกินไป คนจิตอ่อนเห็นแล้วเลยขอถอยดีกว่า

ความตั้งใจของเธอคือ การรีโนเวตโดยไม่ตัดต้นไม้สักต้นและเก็บบ้านเก่าไว้ทั้งหมด เช่นเดียวกับอาคาร Factopia หลังแรก

ปัดฝุ่นบ้านร้างชวนขวัญผวาเป็น Factopia Hamlet แกเลอรี-ออฟฟิศให้เช่ากลางสวน 4 ไร่

“ตอนแรกก็คุยกันว่าการรีโนเวตตึกเก่า บ้านคนงาน มันคุ้มเหรอ เพราะถ้าทุบทั้งหมด เราได้พื้นที่กว้าง ทำได้หลายอย่างมาก ขึ้นตึกยังได้เลย แต่สุดท้ายมาจบที่รีโนเวต เพราะอย่างน้อยเราเก็บต้นไม้ไว้ได้ทั้งหมด ที่เห็นห้าสิบ หกสิบต้นใหญ่คือต้นเดิม ถ้าไปล้อมมา มันก็ไม่เหมือนปลูกเอง เราต้องใส่ขาตั้งไปตลอด จริงๆ แล้วข้อดีที่ได้มาจากการรีโนเวต คือการอนุรักษ์ต้นไม้มากกว่าการอนุรักษ์อาคารด้วยซ้ำ ถ้าเรามีงบประมาณ เราสร้างตึกเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ต้นไม้ให้ได้อย่างนี้ก็แปดสิบปี” เจ้าของพื้นที่กว่า 4 ไร่เริ่มต้นเล่า

“พื้นที่สีเขียวที่นี่ใหญ่กว่าพื้นที่ออฟฟิศ” สถาปนิกต่อบทสนทนา

Factopia อยู่ติดสถานีรถไฟฟ้าบางกระสอ ในระยะ 0 เมตร ด้วยทำเลที่ดิน หากจะลงทุนให้คุ้มค่ากับพื้นที่ที่สุด ต้องเป็นคอนโดมิเนียม แต่นั่นไม่ใช่เป้าหมายของเธอ ฟิ่วเลือกทำออฟฟิศของตัวเอง โดยมีส่วนให้เช่าเพื่อนำรายได้ส่วนนั้นมาเลี้ยงค่าใช้จ่ายประจำ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าคนดูแลสถานที่

ปัดฝุ่นบ้านร้างชวนขวัญผวาเป็น Factopia Hamlet แกเลอรี-ออฟฟิศให้เช่ากลางสวน 4 ไร่

“พื้นที่สีเขียวมันมีมูลค่าทางพื้นที่ เป็นคุณค่าของสเปซดี ถ้าลองไปขึ้นไปดูรถไฟฟ้า โซนตรงนี้เป็นก้อนสุดท้ายของที่นี่แล้ว ถ้าไม่เดือดร้อนเกินไป กำไรไม่เยอะแต่พอเลี้ยงค่าใช้จ่ายโดยรวม และยังเหลือสักที่หนึ่งให้ตัวเองได้ใช้งานในแบบที่อยาก คือมีเพื่อนนักออกแบบ มีชุมชนที่ทุกคนนั่งทำงานรู้สึกว่าสบายตา บรรยากาศโล่งโปร่ง หายใจสะดวก 

“ถ้า Ecosystem รวมๆ มันทำให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ดีขึ้นได้บ้าง ในแง่การจับมือกันทำงาน หรือแค่เป็นห่วงออฟฟิศข้างๆ ผมว่าก็ลองสร้างด้วยไซส์พอเหมาะได้ ถ้าใหญ่กว่านี้ก็ต้องตัดต้นไม้หรือก็ต้องเตรียม Facility อื่นๆ เพื่อรองรับเพิ่มขึ้นอีก” บอลอธิบายเสริมถึงเสริมแนวคิดแรกเริ่มที่ส่งต่อมายัง Factopia Hamlet

บ้านพักคนงานเก่า สู่ออฟฟิศใหม่

เพราะไม่อยากให้ผู้เช่ารู้สึกว่าข้างหน้าเต็มหมดแล้ว เหลือแต่ข้างหลัง วิธีออกแบบที่นี่จึงละเอียดลออทุกจุด 

“ขอใช้คำว่า Humble แต่คิดละเอียด และเรารู้พฤติกรรมของคนที่จะมาใช้ล่วงหน้า ตอนที่ทำ Factopia ทำเหมือนงานศิลปะ อาจจะไม่ได้คิดถึงเรื่องแสง การอยู่ เพราะเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนจะมาไหม มันจะเป็นยังไง แต่ตอนที่เราทำ Factopia Hamlet ข้างหลัง เรารู้แล้วว่าคนที่มาต้องการอะไร ข้างหน้ามีปัญหาอะไร มันเป็นโจทย์และช่วงเวลาที่ต่างกัน” ฟิ่วเท้าความถึงการวางแผนออกแบบพื้นที่แห่งนี้

ปัดฝุ่นบ้านร้างชวนขวัญผวาเป็น Factopia Hamlet แกเลอรี-ออฟฟิศให้เช่ากลางสวน 4 ไร่

กระบวนการรีโนเวตหมู่บ้านนักสร้างสรรค์เป็นไปอย่างเรียบง่าย รบกวนโครงสร้างเดิมน้อยมาก เน้นเจาะช่องประตู และกันห้องให้เป็นสัดส่วน ส่วนความยากที่สุด บอลบอกว่าอยู่ที่กระบวนการทำงาน ซึ่งเขียนแบบออกมา 100 เปอร์เซ็นต์ไม่ได้ เพราะต้องดูเงื่อนไขหน้างาน

“บางมุมที่เราต้องการเจาะ ต้องดูว่ามันรบกวนต้นไม้ไหม ถ้าลงเข็มเยอะไป เจาะโดนต้นไม้ เดี๋ยวตาย รวมถึงบางจุดที่ต้องขุดก็ต้องระวังโครงสร้างอาคารเดิมไม่ให้เสียหาย เวลาเข้าทำงานก็ต้องเตรียมเครื่องมือว่าจะเจาะเล็กหรือเจาะใหญ่

“ก่อนรื้อเราเห็นว่าของเดิมทำมาค่อนข้างแข็งแรง ไม่มีรอยแตกรอยร้าวระหว่างมุมหน้าต่าง ซึ่งส่วนใหญ่จะเห็นเวลาใช้งานไปนานๆ เลยเก็บฟังก์ชันการใช้งานเดิม ไม่อยากทำให้มันเสียหาย ตอนเราทุบรื้อ เห็นว่าก่อนฉาบผนัง เขาใส่ตาข่ายกันราขึ้น ซึ่งบางที่ไม่ได้ใส่แล้วฉาบเลย มันเป็นลักษณะงานก่อสร้างที่ผู้รับเหมารุ่นก่อนเขาทำกัน รุ่นปัจจุบันก็จะมีอีกวิธีหนึ่ง ฉะนั้นเวลาต่อเติมหรือว่าเจาะช่องหน้าต่างต้องเกลี่ยดีๆ เพราะว่ามีตาข่ายรับอยู่ ถ้าทุบเลย ผนังจะล้ม แล้วก็ร้าว ส่วนการเอาโครงสร้างใหม่เข้ากับโครงสร้างเดิม ก็ต้องคิดถึงการยึดและถ่ายน้ำหนัก”

ปัดฝุ่นบ้านร้างชวนขวัญผวาเป็น Factopia Hamlet แกเลอรี-ออฟฟิศให้เช่ากลางสวน 4 ไร่
ปัดฝุ่นบ้านร้างชวนขวัญผวาเป็น Factopia Hamlet แกเลอรี-ออฟฟิศให้เช่ากลางสวน 4 ไร่

ปรับ เปลี่ยน แปลง

โชคดีที่โครงสร้างยังดีอยู่มาก สถาปนิกจึงรื้อบางส่วนอย่างฝ้า เพื่อยกขึ้นไปให้ติดกับหลังคา ใช้ความสูงช่วยให้ห้องโปร่งโล่ง และเปลี่ยนหลังคาที่รั่วซึมเป็นแบบลอนคู่สีซีเมนต์ซึ่งเหมือนอันเดิมเปี๊ยบ เขาว่าเมื่อปล่อยให้ใบไม้ทับถมกัน จะเปลี่ยนเป็นสีดำธรรมชาติกลมกลืนไปกับตัวอาคาร

ปัดฝุ่นบ้านร้างชวนขวัญผวาเป็น Factopia Hamlet แกเลอรี-ออฟฟิศให้เช่ากลางสวน 4 ไร่
ปัดฝุ่นบ้านร้างชวนขวัญผวาเป็น Factopia Hamlet แกเลอรี-ออฟฟิศให้เช่ากลางสวน 4 ไร่

ที่ทำเพิ่มเติมเข้าไปคือเจาะช่องประตู ปรับปรุงผนังบางส่วน กั้นห้อง ทาสีภายนอก และซ่อมแซมห้องน้ำ ทำระบบน้ำ-ไฟใหม่ อย่างบ้าน 2 หลังหน้าสุด ก็เลือกกรุกระจกใสที่เหมาะสำหรับการเป็น Exhibition Hall ให้เช่าใช้พื้นที่ รวมถึง Gallery Shop 1 ยูนิต และ Workshops 1 ยูนิต ส่วนอีก 2 หลังเป็น Workshops หรือออฟฟิศ พร้อมห้องน้ำในตัวทุกห้อง 4 ยูนิต โดยมีขนาดตั้งแต่ 28 – 69 ตารางเมตร ส่วนโรงจอดรถ ก็ปรับเป็น Brick House เปลือยอิฐสีแสดพร้อมหน้าต่างคดโค้งเดิม ซึ่งให้อารมณ์แตกต่างจาก 4 อาคารสิ้นเชิง

เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า

“สำหรับอาคารไซส์ใหญ่ ออกแบบให้เป็น Exhibition Hall เราทุบห้องน้ำออก แล้วรื้อผนังริมทางเดินออกใส่กระจกแทนเพื่อให้ห้องกว้างขึ้น เก็บโครงสร้าง วัสดุ คราบต่างๆ และร่องรอยเดิมเอาไว้ ไม่ได้ทาสีด้านใน ให้มันเป็นเรื่องราวของอาคาร ส่วนที่สร้างใหม่ก็ทำให้กลมกลืนไปกับโครงสร้างเดิม เช่น พวกแนวไฟ เพราะไม่อยากให้มันโดด เวลาเอาของไปติดตั้งจะได้ไม่รบกวนหรือตะโกนออกมามาก ส่วนที่เป็นหน้าต่างก็เก็บบานเกล็ดไว้ ช่องลมด้านบนใส่หน้าต่างกระจกเสริม เป็นแบบสั่งทำ เปิด-ปิดโดยใช้กลไกลหมุนมือ 

เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า
เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า
เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า

“อาคาร 2 ที่เป็นกระจก เราทำให้เหมาะสำหรับการวางดิสเพลย์ เดิมมีระเบียงไม้และโครงสร้างปูน เราเก็บส่วนที่มันใช้ได้ แล้วเปลี่ยนตัวผนังเป็นผนังกระจกโครงเหล็ก ซึ่งพอมองจากด้านหน้าจะมีความเป็น Gallery Shop หรือถ้าพื้นที่ว่างก็จัดแสดงงานได้ด้วย

เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า
เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า

“ส่วนอาคาร 3 และ 4 เป็นไซส์ที่เหมาะกับงานช่างหรือสตูดิโอมากกว่า ห้องไซส์เล็ก ของเดิมมีห้องอาบน้ำและห้องน้ำ เราตัดออกหนึ่งห้อง เปลี่ยนเป็นห้องเก็บของ สำหรับห้องไซส์ใหญ่ กั้นแยกเป็นสองห้อง”

เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า
เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า

ดีเทลเล็กน้อย แต่คิดมากมาก

เมื่อถอยออกไปยังลานจอดรถด้านข้างแล้วมองเข้าไป เป็นซีนที่บอลออกแบบเรื่องลำดับการเห็นเอาไว้ มองจากด้านนอก มีแพลตฟอร์มที่พระจันทร์กลมโตลอยเด่นอยู่เหนือลานกองไฟราวกับอยู่ในป่า รอบๆ เป็นกำแพงขนาดเตี้ยที่เส้นวิ่งไหลมาต่อกับส่วนล่างอาคาร เพื่อบังสายตาให้เกิดความเป็นระเบียบ หากมองจากด้านในออกไป จะเห็นว่าแพลตฟอร์มกว้างมาก หลังกำแพงมีม้านั่งและรั้วทำหน้าที่เป็นพนักวางแขนอย่างพอดี ข้างหลังเว้นช่องให้น้ำไหลลงไปยังร่องระบายน้ำโดยไม่ย้อนกลับมาเลอะแพลตฟอร์ม และลานนี้เองคือสิ่งที่เชื่อมทั้ง 4 อาคารต่อกัน

เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า
เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า

“พอเริ่มรื้อจะเห็นมันมีพื้นที่ตรงกลางค่อนข้างใหญ่ ตอนออกแบบก็คิดว่าจะทำยังไงให้ตรงนี้ไม่กลายเป็นบ้านหลังเล็กๆ สี่หลังที่ทุกคนมีประตูทางเข้าบ้านของตัวเอง แล้วเดินเข้าคนละทาง ซึ่งไม่เกิดความเป็นคอมมูนิตี้เท่าไหร่ เราอยากให้ทั้งพื้นที่และผู้เช่ามีปฏิสัมพันธ์กัน ออกมานั่งพัก พูดคุยหรือทำกิจกรรมร่วมกันได้”

เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า
เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า

ลานจอดรถของที่นี่ไม่ตีเส้น แต่ให้ช่างทำราวกันช่องขึ้นมาใหม่ เพราะในอนาคต ฟิ่ววางแผนไว้ว่าอยากใช้เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมเล็กๆ เช่น Flea Market จึงไม่อยากให้อะไรมารบกวนสายตา พวกเขาใส่ใจเรื่องการสร้างสัดส่วนการมองเห็น ซึ่งส่งผลกับความรู้สึกเป็นพิเศษ เช่น ซุ้มประตูขอบเหล็ก ก็ทำให้เล็กบางที่สุดเท่าที่ทำได้

เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า
เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า

และสิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องแสงในห้องทำงาน

“ทุกคนต้องใช้คอมพิวเตอร์และเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ แสงแบบไหนถึงจะเหมาะ เราเลยทดลองซื้อไฟมาสามสี ลองทั้งกลางวันกลางคืน มาจบที่สีคูลตรงกลางระหว่างวอร์มกับคูลขาว ก่อนหน้านี้เรามีให้บริษัทไลท์ติ้งจำลองแสงดูว่ามันได้ไหม แล้วลองติดตั้ง และดูประเภทหลอดมาตรฐานที่ผู้เช่าจะได้หาซื้อได้ง่าย” ฟิ่วเล่ากระบวนการที่เธอมาร่วมทำม็อกอัปพับกระดาษ ทดสอบแสงสว่างและระยะเงาตกกระทบ

เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า

“เราอยากให้ไฟอยู่ในแนวโครงสร้างเดิม ฉะนั้น สิ่งที่ต้องแก้คือความสูงและระยะและความสูงของปีกข้างไฟที่ 1.5 เมตร เพื่อที่ตรงกลางโต๊ะจะได้ไม่มืด และแสงกระจายเต็มห้อง ไม่เห็นว่ามันมีเงา ซึ่งถ้าใส่ Down Light จะเห็นเงาตกกระทบรอบๆ ตอนทำงานจะลายตา” บอลเสริม พลางชี้ให้มองเส้นไฟที่กลมกลืนไปกับโครงเหล็ก ก่อนพาเดินไปสำรวจแต่ละจุดที่เล่าถึง

ไม่นานไก่ที่เจ้าบ้านเลี้ยงโดยบังเอิญ ก็ปล่อยคิวออกมาอย่างรู้งาน แต่ไม่ต้องห่วงว่าพวกมันจะรบกวน เพราะมาเฉพาะยามเช้าและเย็นเท่านั้น ส่วนกลางวันจะหลบอยู่ตามต้นไม้ด้านหลังกำแพง

เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า

จากตอนแรกที่ฟิ่วตั้งใจสร้างที่ทำงานในอุดมคติ ระหว่างวันได้พักสายตาบนพื้นที่สีเขียวของตัวเอง ดังชื่อ Factopia ที่รวมคำว่า Factory กับ Utopia เอาไว้ เธอเปลี่ยนพื้นที่นับ 4 ไร่ เป็นคอมมูนิตี้ที่เอื้อต่อคนทำงานสร้างสรรค์ทั้งบรรยากาศและการเกื้อกูลกันเรื่องงาน โดยเก็บ Sense of Place ไว้ให้นึกถึงทุกส่วน

น่าเสียดายที่บริษัทเรายังไม่มีแผนจะย้ายออฟฟิศไปไหน ไม่อย่างนั้น จะขอเชียร์ให้เจ้านาย พิจารณา Factopia Hamlet ไว้เป็นลำดับต้นๆ

เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Re-Place

เบื้องหลังการรีโนเวตอาคารเก่า

หากคุณขับรถแล่นตรงจากสะพานนวรัฐมุ่งหน้าสู่ประตูท่าแพในเวลานี้ แล้วไม่ทันสังเกตว่ามีร้านอร่อยระดับที่ Foodie ตัวจริงตั้งใจมา ร้านขายสินค้าแฮนด์เมดสุดเก๋ หรือร้านกาแฟเจ้าเดียวกันกับเจ้าดังประจำย่านนิมมานเหมินทร์ยืนแทรกตัวอยู่ริมถนน ก็คงไม่แปลกอะไร เพราะเป้าหมายของคนส่วนใหญ่อยู่ที่การตระเวนย่านเมืองเก่า หรืออาจจะเป็นบรรยากาศเงียบเหงาและตึกแถวว่างเปล่าสะดุดตากว่า จนแทบจินตนาการไม่ออกว่า ‘ย่านท่าแพ’ ที่เพิ่งขับผ่านมา ครั้งหนึ่งเคยคลาคล่ำผู้คนและมีสถานะเป็นถึงย่านถนนเศรษฐกิจการค้าแห่งแรกของเมืองเชียงใหม่ อีกทั้งยังรุ่มรวยด้วยสถาปัตยกรรมหลากยุคสมัยเปี่ยมคุณค่าทางประวัติศาสตร์

ตี๋-ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร สถาปนิกแห่งใจบ้านสตูดิโอ เป็นลูกหลานคนเชียงใหม่ที่ผูกพันกับย่านนี้มาตั้งแต่เด็ก เขาตระหนักถึงปัญหาความเปลี่ยนแปลงข้างต้น ไม่ใช่เพียงในเชิงกายภาพ แต่หมายรวมความสัมพันธ์ของย่านที่ค่อย ๆ โรยแรงแห้งเฉา ซึ่งมีจุดเริ่มมาจากการเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคาร ควบคู่กับการขาดทิศทางการพัฒนาย่านให้ยืนอย่างสง่างามบนรากวัฒนธรรม

เหตุนี้เขาจึงลงมือสร้างสรรค์โปรเจกต์ ‘ย่านท่าแพ 2030’ นำเสนอแนวคิดในการจัดปรับตำแหน่งแห่งที่และตัวตนของย่านท่าแพ ให้สอดคล้องกับการพัฒนาเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมชี้นำการพัฒนาให้กับชุมชน ผู้ประกอบการ นายทุน และนักพัฒนา ผู้ให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจที่รักษาต้นทุนทางธรรมชาติและวัฒนธรรม เพื่อชุบชูย่านให้กลับมามีชีวิตชีวา ศักยภาพ และสืบสานมนตร์เสน่ห์ความเป็นท่าแพจากวันนี้สู่อนาคต

ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่

จิ๊กซอว์ความสัมพันธ์

“จริง ๆ สถานการณ์ที่ดินเปลี่ยนมือค่อย ๆ เริ่มเมื่อประมาณ 5 ปีก่อนเกิดโรคโควิด-19 ระบาด ช่วงนั้นเชียงใหม่เป็นจุดหมายปลายทางของคนจีน นักธุรกิจที่เล็งเห็นโอกาสจึงเข้ามาสอยที่ดินทำธุรกิจ ทำให้หลายตึกถูกเปลี่ยนกรรมสิทธิ์เป็นของนายทุนจีน กลายเป็นร้านขายยาบ้าง ขายหมอนยางพาราบ้าง จนไม่เหลือร่องรอยของการใช้งานแบบ Mix Used” 

ตี๋ย้อนเค้าลางความแปรผันบนสองฝั่งถนนท่าแพ พลางขยายว่า ในอดีตอาคารบริเวณนี้มีลักษณะการใช้งานแบบผสมผสาน หรือ Mix Used คือชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัย ส่วนชั้นล่างเปิดเป็นร้านค้า ขณะเดียวกันบางร้านยังแบ่งปันพื้นที่สำหรับจำหน่ายงานคราฟต์และสินค้าชาติพันธุ์ต่าง ๆ 

อนึ่ง ความผสมยังผสานไปถึงลักษณะทางสังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียว ทั้งชุมชน พาณิชย์ และศาสนา ครั้นเมื่อที่ดินเปลี่ยนมือและลักษณะการใช้งานอาคารเปลี่ยนไป ความสัมพันธ์ในย่านจึงคล้ายชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ที่ถูกดึงออก วัดซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชน พอขาดสังคมอุปถัมภ์ก็จำต้องปรับตัว จัดสรรพื้นที่ทำลานจอดรถ จัดอีเวนต์ หรือตกแต่งบรรยากาศเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว 

ตี๋เสริมว่าคลื่นการเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมกระแส Mass Tourism เช่นนี้ เกิดกับแทบทุกย่านของเชียงใหม่ แต่สิ่งที่ทำให้ย่านท่าแพสะท้อนภาพชัด คือมูลค่าของทำเลที่สูงกว่า 25 – 40 ล้านต่อห้อง ตัวเลขดังกล่าวประมาณจากผลการสำรวจราคาที่ดินพร้อมอาคารในย่าน พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นปัจจัยให้ทำเลตกไปอยู่กับนายทุนที่มีกำลังซื้อ และโดยมากคือคนนอกพื้นที่

“เมืองจะมีลมหายใจต่อเนื่อง ก็ต่อเมื่อมีความทรงจำของผู้คนที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น แต่ดูเหมือนขณะนี้มันกำลังขาดช่วง เพราะพื้นที่กลายไปเป็นของคนอื่น”

เหนือความเปลี่ยนแปลงนานา ตี๋ให้ความสำคัญกับความทรงจำอันเปรียบดังห่วงเชื่อมร้อยความสัมพันธ์ทางสังคม และของผู้คนที่มีต่อพื้นที่ ซึ่งจะช่วยนิยามอัตลักษณ์ของย่าน รวมถึงรักษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไม่ให้สูญหาย

ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่
ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่
ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่

ย่านท่าแพ 2030

เราจะสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ ฟื้นกายภาพ และฟื้นโครงสร้างทางสังคม ให้เติบโตไปพร้อมกันได้อย่างไร…

นี่คือสิ่งที่ใจบ้านสตูดิโอ และ กฤติกา รอดเจริญ นักศึกษาฝึกงานจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พยายามค้นหาคำตอบให้กับย่านท่าแพในอนาคต พลันศึกษาค้นคว้า ออกแบบ และนำเสนอแนวคิดการพัฒนาที่เป็นประโยชน์ไว้ในโปรเจกต์ ‘ย่านท่าแพ 2030’ (Thapae Neighborhood 2030) ภายใต้โจทย์หลัก 3 ข้อ 

หนึ่ง เพื่อจุดประกายให้เกิดโมเดลธุรกิจและการพัฒนาที่ดินที่เจ้าของเดิมอยู่อาศัยร่วมกับธุรกิจใหม่ ๆ ได้โดยไม่จำเป็นต้องขายที่ 

สอง จัดสรรพื้นที่ให้ผู้ประกอบการสร้างสรรค์เชียงใหม่มีพื้นที่ค้าขาย แสดงผลงาน โดยไม่จำเป็นต้องแบกค่าที่ดินหรือค่าเช่ามหาศาล ผ่านการสร้างระบบแบ่งปันพื้นที่ (Sharing Space) ซึ่งส่งเสริมนิเวศทางธุรกิจที่เกื้อหนุน 

และ สาม ปลุกกระแสให้เห็นคุณค่าของประวัติศาสตร์ อาคารและย่านอันเป็นต้นทุนสำคัญของธุรกิจ Creative Business District ที่จะมีผลกับการฟื้นฟูเมืองแบบ Urban Regeneration ในมิติเศรษฐกิจและกายภาพไปพร้อม ๆ กัน  

ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่

“ลองจินตนาการดูว่า ในเมืองที่แยกขาดระหว่างที่อยู่อาศัยกับพื้นที่พาณิชย์ ถ้าวันใดพื้นที่พาณิชย์ปิด เมืองก็ตาย จะกลับมามีชีวิตอีกครั้งได้ก็ต่อเมื่อธุรกิจเปิด ยิ่งเมืองสมัยใหม่พื้นที่ค่อนข้างจำกัด การอยู่แบบผสมผสาน หรือส่งเสริมการใช้พื้นที่อย่างสมประโยชน์จริง ๆ ดังนั้นแนวคิดการพัฒนาเมือง ‘เมืองกระชับ’ (Compact City) จึงเป็นวิธีการน่าสนใจ” ตี๋พูด 

“เราไม่ได้โหยหาอดีตชนิดต้องกลับไปอยู่เหมือนเดิม ในเมื่อธุรกิจปรับตัว กายภาพของอาคารก็ต้องปรับตัวด้วยเช่นกัน อย่างเมื่อก่อนตึกตึกหนึ่ง มีเจ้าของคนเดียวและใช้เป็นที่อยู่อาศัยและทำธุรกิจ แต่ปัจจุบันที่ดินแพง มูลค่าตึกก็สูง แน่นอน ผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่กำลังสร้างตัวไม่มีสิทธิครอบครองตึกนี้ได้เลย แล้วโมเดลธุรกิจควรจะเป็นแบบไหน”

เขาทิ้งท้ายทำนองเชิญชวนให้นึกคิด แต่สำหรับเขาอยากนำเสนอโมเดลที่เรียกว่า ‘การฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร’ ซึ่งจะกล่าวกันต่อในบทถัดไป

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ปรับอาคารให้ย่านฟื้น

“อาคารก็เหมือนชิ้นส่วนของชีวิต ณ ยุคหนึ่งมันถูกออกแบบกายภาพตามความต้องการของสังคม แต่พอพ้นยุคสมัยอาคารก็ต้องปรับตัวตาม โดยนำมา Reuse และ Adaptive ให้เข้ากับสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างเข้าใจคุณค่า ด้วยการรักษาบางอย่างให้เป็นชิ้นส่วนความทรงจำ พร้อมปรับเปลี่ยนบางอย่างเพื่อจะทำให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้”

ตี๋เกริ่นปูทางเพื่อจะอธิบายถึงโมเดลการฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคารแบบ ‘Adaptive Reuse’ ในโปรเจกต์ย่านท่าแพ 2030 ที่เขาสำรวจตำแหน่งอาคาร วิเคราะห์โครงสร้างทางสถาปัตยกรรม และรวบรวมข้อมูลธุรกิจบนย่านถนนท่าแพ ก่อนนำมาออกแบบ 3 โมเดลตัวอย่างจากการประยุกต์แนวคิดเข้ากับตึกเก่าในย่าน โดยให้ความสำคัญกับการเก็บหน้าตาอาคารยุคโมเดิร์นและฟาซาด ควบคู่ปรับรื้อภายในให้เกิดการเชื่อมต่อจากถนนสู่ด้านในตัวอาคาร ซึ่งจัดสรรปันส่วนใหม่เป็นพื้นที่ว่างหลากหลายขนาด สำหรับรองรับกิจกรรมและธุรกิจรูปแบบต่าง ๆ ตลอดจนแทรกพื้นที่สีเขียวและช่องแสงให้เป็นเสมือน Pocket Park เพื่อเติมเต็มความเขียวขจีสดชื่นแก่ย่านน่าเดินแห่งนี้ 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา
ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา
ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

 “บางทีการเก็บรักษาทุกอย่างไว้ มันโรแมนติกนะ แต่ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน เรามองว่าการฟื้นฟูพัฒนาย่านเมืองเก่าอย่างมีศักยภาพจะต้องหาสมดุลระหว่างศิลปะ เศรษฐศาสตร์ และสังคม” ตี๋สรุปหัวใจของโมเดล

นอกจากไอเดียเนรมิตพื้นที่ภายในอาคาร แต่ละโมเดลตัวอย่างยังลองนำเสนอรูปแบบการจัดการกรรมสิทธิ์และพื้นที่ ที่จำแนกสัดส่วนการใช้งาน อาทิ ที่อยู่อาศัย พื้นที่สาธารณะ และพาณิชยกรรม รวมทั้งออกแบบกิจกรรมใหม่เพื่อฟื้นฟูอาคารและย่านอย่างสร้างสรรค์

“ถ้าเราอยากจะเก็บคาแรกเตอร์เดิมให้ลูกหลานกลับมาอยู่แล้วทำธุรกิจต่อได้ เราลองปรับพื้นที่ภายในกันดูไหม เพื่อให้มีสัดส่วนสำหรับคนอยู่อาศัยดั้งเดิมราว 20 เปอร์เซ็นต์ อีก 80 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือก็ใส่กิจกรรมใหม่เข้าไป เช่น คาเฟ่ ร้านอาหาร แกลเลอรี่ หรือ Co-working Space แบบนี้เจ้าของอาคารเดิมอยู่อาศัยและมีรายได้จากการแบ่งเช่าพื้นที่ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการรายย่อยก็เช่าทำธุรกิจโดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนราคาที่ดิน หากแต่ละหน่วยธุรกิจสร้างกำไรต่อปีมากพอคุ้มค่าแรงจูงใจในการขายตึก นั่นหมายถึง ตึกนี้ก็จะยังเป็นของคนท้องถิ่นและลูกหลานรุ่นต่อไปก็ยังอยู่ได้” 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ตี๋อธิบายสมการของโมเดลการปรับปรุงอาคารที่เขาคิด พร้อมเสริมว่าสิ่งนี้นับเป็นองค์ประกอบของย่านอยู่ดี คือ มีธุรกิจหลากหลายและชุมชนสัมพันธ์อันเกื้อกูลกันและผูกผันกับพื้นที่ เหนืออื่นใดอาจพัฒนาให้เกิดย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งใหม่ที่ยืนอยู่บนรากวัฒนธรรมได้อย่างงามสง่า ช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจ และชี้นำอนาคตของเมือง 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ความเป็นไปได้

อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่าแนวคิด Adaptive Reuse ที่กล่าวมานั้นช่างอุดมคติและฝันเพ้อ เพราะมีหลายเมืองทีเดียวที่ตี๋เล่าว่านำไปพัฒนาย่านเมืองเก่า ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คน และส่งเสริมผู้ประกอบการ SME ให้เติบโตขึ้นจริง ๆ

ตัวอย่างแรก คือ ไต้หวัน ที่นี่มีองค์กรชื่อ ‘Taipei City Urban Regeneration Office’ คอยทำหน้าที่จับคู่ผู้ประกอบการกับพื้นที่ที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังร่วมมือกับภาครัฐจัดตั้งกองทุนสนับสนุนสำหรับจัดซื้อตึกเก่ามาชุบชีวิต สร้างสรรค์พื้นที่และกิจกรรมหลายหลาก เพื่อเพิ่มมูลค่าที่ดินและดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาใช้งาน เช่าทำธุรกิจ จนเกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน กลายเป็นพื้นที่ของบรรดา Startup และ SME ในย่านต่าง ๆ 

หรือ เมืองอาห์เมดาบัด ประเทศอินเดีย มีฐานะเป็นถึงเมืองมรดกโลก ทว่ากลับซบเซา มีแต่ผู้สูงอายุและวัยรุ่นที่ไม่เห็นโอกาสสร้างตัว คณะกรรมการเมืองเก่าจึงก่อตั้งองค์กร ‘Heritage Cell’ ขึ้นมา เพื่อทำงานร่วมกับอาคารสงเคราะห์ สนับสนุนการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับซ่อมบำรุงบ้านเก่า สร้างจูงใจให้คนอยากกลับมาอยู่บ้าน ควบคู่กับเปิดโรงเรียนสอนวิชาช่างไม้ ฝึกอบรมทักษะอาชีพด้านการฟื้นฟูอาคารไม้รุ่นคุณปู่คุณย่า โดยพยายามขับเคลื่อนเชิงกายภาพ เศรษฐกิจ และสังคมไปพร้อมกัน

อีกตัวอย่างสุดท้าย ได้แก่ จอร์จทาวน์ เมืองหลวงรัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีกองทุนของรัฐบาลกลาง ‘Think City’ คอยดูแลเรื่องการเพิ่มปริมาณพื้นที่สีเขียว รักษาฟื้นฟูอาคารเก่า รวมถึงแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของผู้คนในย่านเมืองเก่า เนื่องจาก 82 เปอร์เซ็นต์ของพลเมืองจอร์จทาวน์เป็นผู้เช่าอาศัยทั้งสิ้น ประกอบกับเมื่อได้รับการขึ้นทะเบียนจาก UNESCO เป็นเมืองมรดกโลก ทำให้มีนายทุนต่างชาติมากว้านซื้ออาคารไปเก็งกำไร หรือทำธุรกิจ ผู้เช่าดั้งเดิมเลยพลอยถูกขับออก

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ทาง Think City จึงผุดโครงการรักษาตึกที่ผู้เช่าเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลรักษา โดย Think City เป็นตัวกลาง รวมผู้เช่าเป็นหนึ่งสหกรณ์ แล้วเจรจาทำสัญญาเช่าระยะยาวกับเจ้าของตึก เพื่อมอบความมั่นคงทางการเงินแก่เจ้าของ ส่วนผู้เช่าเมื่อรู้สึกมั่นคงทางที่อยู่อาศัยก็มีแรงจูงใจในการพัฒนาคุณภาพชีวิต นอกจากนี้กองทุนยังยื่นข้อเสนอว่า หากเจ้าของตึกรายใดเข้าร่วมโครงการ ทางรัฐบาลยินดีสนับสนุนงบปรับปรุงอาคารให้หน้าตาสวยงามสมเป็นส่วนหนึ่งของเมืองมรดกโลกอีกด้วย

“นี่คือโมเดลทางเศรษฐศาสตร์ในการอนุรักษ์ฟื้นฟูย่านเมืองเก่าให้เป็นไปได้เชิงเศรษฐกิจ โดยมีทางเลือกให้คุณค่าและมูลค่าอยู่ด้วยกันได้” ตี๋แสดงความเห็น “ต่างจากบ้านเราที่มักเรียกร้องให้คนมาชื่นชมความงาม เชิดชูคุณค่า แต่กลับไม่หยิบยื่นเครื่องมือทางการเงินใด ๆ ทำให้มันยากที่จะรักษา แม้เรารู้ดีว่าสิ่งนี้มีคุณค่าแค่ไหน แถมยังกลายเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงแนวคิดทั้งที่มูลค่ามันสูงมาก”

ทำไมภาครัฐถึงมองไม่เห็นจุดอ่อนนี้ – ผมถามเขา

“เราว่ารัฐต้องมองเมืองกับคนเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาก่อน แต่เขาไม่เคยมองแบบนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกายภาพหรือศักยภาพผู้คน เพราะถ้าเขาเห็นศักยภาพพื้นที่จริงเขาจะต้องต่อยอด ไม่ใช่ขายของเก่ากินเรื่อย ๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวมาเสพของเดิม ๆ ส่วนคนก็ถูกมองเป็นอุปสรรคที่ต้องควบคุมให้คิดคล้อยตาม แทนที่จะมองศักยภาพแล้วใช้มันผลักเมืองให้เดินไปข้างหน้า เช่นเดียวกับตึกที่ก็ไปได้ไกลสุดแค่ควบคุมสี หรือคุมทรงหลังคา” 

สำหรับย่านท่าแพนั้นยังไม่หมดหวัง เพราะภายหลังเกิดสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้การเก็งกำไรที่ดินในย่านนี้ชะลอความรุนแรงลงไปมาก รวมถึงพิสูจน์ได้ว่าใครคือตัวจริง โดยหนึ่งในพื้นที่ที่ฝ่ามรสุมทางเศรษฐกิจและตี๋สนใจเป็นพิเศษ คือ ‘เวิ้งเหล็กแดง’ คอมมูนิตี้สร้างสรรค์ ซึ่งพัฒนาใกล้เคียงกับแนวคิด Adaptive Reuse มากสุด 

แม้ไม่มีทุนจากหน่วยงานใดให้พึ่งพา ทว่าสำเร็จได้เพียงอาศัยทุนที่เข้าใจ 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ทุนที่เข้าใจ

ย้อนกลับไปราว 80 ปี ในยุคที่ย่านท่าแพยังเป็นถนนดิน รถวิ่งสวนสองทาง และสามล้อถีบคือบริการยอดฮิตของผู้จับจ่ายสินค้าตลาดวโรรส บริเวณเวิ้งเหล็กแดงตรงนี้มีแค่อาคารสองชั้นก่ออิฐสีเข้ม เปิดเป็นสถานพักแรมสำหรับพ่อค้าแม่ขายต่างจังหวัด ก่อนจะดัดแปลงเป็นโรงงานผลิตขนมปังกะโหลก แต่แล้วโรงงานก็เกิดเหตุเพลิงไหม้จนทำให้ต้องยุติกิจการ อาคารหลังดังกล่าวจึงกลายเป็นโกดังเก็บสินค้าของ ‘เจริญการค้า’ ร้านจำหน่ายหนังสือและอุปกรณ์เครื่องเขียน หนึ่งในผู้เช่าพื้นที่ตึกแถว 5 ห้องด้านหน้า ซึ่งสร้างเพิ่มเติมขึ้นมาโดยคุณตาของ ลุงภูมิ-ภูมิสรรค์ ศิลปิศรโกศล ทายาทผู้ดูแลเวิ้งเหล็กแดงคนปัจจุบัน

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

“ตอนที่ตึกแถวริมถนนยังมีผู้เช่าเต็มทุกห้อง การเข้ามาในเวิ้งต้องเดินผ่านช่องแคบ ๆ ข้างร้านก๋วยเตี๋ยวสามชัย สมัยนั้นดังมาก พอเศรษฐกิจซบเซาคนเช่าก็ทยอยออก พื้นที่เลยถูกปล่อยร้างไว้พักใหญ่ กระทั่งมีคนมาติดต่อขอทำธุรกิจโรงแรม เขาเลยทุบห้องตรงกลางเปิดเป็นช่องทางเข้า แต่ยังไม่ทันเรียบร้อยดี โครงการก็พับไปเพราะพิษเศรษฐกิจปี 40 เหลือแค่โครงเหล็กสีแดง ซึ่งตามแผนจะเป็นตัวโครงสร้างอาคารหลัก” ลุงภูมิเฉลยเรื่องราวของโครงเหล็กแดง สัญลักษณ์เด่นที่กลายเป็นชื่อเรียกของคอมมูนิตี้สุดฮิปแห่งนี้ ภายหลังจากที่แบรนด์ Dibdee Binder เข้ามาบุกเบิกขอเช่าห้องทำสตูดิโอ ก่อนชักชวนเพื่อนฝูงมาอยู่ด้วยกัน จนปัจจุบันครึกครื้นด้วยบรรดานักออกแบบ ศิลปิน และสารพัดธุรกิจสร้างสรรค์ 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา
ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ลุงภูมิเล่าให้ฟังต่อว่า เขาใช้วิธีให้ผู้เช่าช่วยกันบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าส่วนกลาง หรือแม้แต่การเลือกผู้เช่ารายใหม่ 

“ผมให้เด็ก ๆ บริหารกันเอง เพราะรู้สึกว่าไอเดียของผู้ใหญ่อย่างผมกับของเด็กรุ่นใหม่มันคนละเรื่องกัน ในเมื่อตรงนั้นเป็นพื้นที่ของพวกเขา เขาก็ควรจะมีอิสระในการออกแบบ ส่วนถ้าใครสนใจอยากเข้ามาเช่า ผมก็ให้สิทธิพวกเขาปรึกษาพูดคุยกันเองก่อน หากทุกคนพร้อมใจว่าคนนี้มาอยู่ได้ ผมก็โอเค เพราะอยากให้อยู่แบบสบาย ๆ ทำงาน ทำธุรกิจ และเป็นคอมมูนิตี้เล็ก ๆ ที่เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน” 

ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่ยังไม่เคยปรับขึ้นค่าเช่า “ถ้าปรับเด็กก็ลำบาก ไม่ใช่ว่าเราไม่ต้องการเงินนะ แต่เราต้องการแค่พออยู่ได้ทั้งเขาและเรา” เจ้าของเวิ้งอธิบายอย่างใจดี พลางเสริมว่าเขามีเป้าหมายเพียงอยากเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้โชว์ฝีมือ

เหนืออื่นใด เขาเชื่อว่าไอเดียธุรกิจสร้างสรรค์เหล่านี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและพลิกฟื้นย่านท่าแพให้กลับมาคึกคัก เป็นย่านเศรษกิจสำคัญของเมืองเชียงใหม่อีกครั้งในอนาคต

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคตย่านท่าแพที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

Writer

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load