ชื่อ ฟ.ฮีแลร์ น่าจะเป็นครูชาวต่างประเทศในไทยที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดท่านหนึ่ง

ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา

โรงเรียนที่ครูผู้นี้ปลูกปั้นมาตลอดชีวิต คือโรงเรียนอัสสัมชัญ ‘โรงเรียนฝรั่งแห่งบางรัก’ ผลิตบุคลากรที่เป็นกำลังสำคัญของชาติในแขนงต่างๆ ไว้มากอย่างมีนัยสำคัญตลอดอายุ 134 ปี

พ.ศ. 2444 บาทหลวงชาวฝรั่งเศสวัยเพียง 20 ปี เดินทางเข้ามาสยามเพื่อรับหน้าที่ครูโรงเรียนอัสสัมชัญ จนกระทั่งสิ้นอายุขัยในวัย 87 ปี จึงกล่าวได้ว่าเป็นเวลานานถึง 67 ปี ที่ครูฝรั่งผู้นี้เป็นหนึ่งในกระดูกสันหลังของอัสสัมชัญ

ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา

ครูฮีแลร์เป็นฝรั่งที่พูดภาษาไทยไม่ได้เลย แต่มานะศึกษาจนแต่งตำราเรียน ดรุณศึกษา ได้ เป็นนักบริหารและนักก่อสร้างที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสร้างตึกเรียนและหอประชุมของอัสสัมชัญ เป็นผู้กว้างขวางในสังคมไทยยุคนั้น คือเข้าได้กับทุกชั้น ตั้งแต่วังเจ้านาย สถานเอกอัครราชทูต ที่ทำการรัฐบาล ไปจนถึงสามัญชนที่นำลูกมาเข้าเรียนอัสสัมชัญ และเป็นครูโดยเนื้อแท้

ลูกศิษย์คนหนึ่งที่มีโอกาสรับใช้ใกล้ชิด ฟ.ฮีแลร์ คือ อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ผู้ตอบคำถามว่า ทำไมคนผู้นี้จึงยังเป็นแบบอย่างในหลายเรื่องแก่เด็กรุ่นหลัง และยังได้เรียนรู้เรื่องราวในสังคมไทยยุคนั้นไปพร้อมๆ กับเรียนรู้ชีวิตครูฝรั่งคนสำคัญแห่งอัสสัมชัญ

อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์

บาทหลวงเอมิล ออกุสต์ กอลมเบต์ (Emile August Colombet) ก่อตั้งโรงเรียนเล็กๆ ในละแวกวัดอัสสัมชัญ พ.ศ. 2420 เพื่อสอนเด็กกำพร้า เด็กคริสตัง และลูกหลานชาวยุโรปที่พำนักอยู่ในบางกอก โรงเรียนเล็กๆ นี้ต่อมากลายเป็นโรงเรียนอัสสัมชัญ สอนเป็นภาษาฝรั่งเศสและภาษาอังกฤษ

วันสถาปนาโรงเรียนอัสสัมชัญอย่างเป็นทางการคือ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2428 เท่ากับว่าตอนนั้น ฟ.ฮีแลร์ เด็กชายชาวฝรั่งเศสที่ต่อมาจะกลายเป็นกำลังสำคัญของอัสสัมชัญ เพิ่งอายุได้ 5 ขวบ

ฟรองซัว ตูเวอเนท์ ฮีแลร์ (François Touvenet Hilaire) เกิดเมื่อวันที่ 18 มกราคม ค.ศ. 1881 (พ.ศ. 2423) ที่ฝรั่งเศส เป็นผู้มีจิตใจศรัทธาในศาสนามาแต่เยาว์วัย เมื่ออายุ 12 ปี เข้าอบรมในยุวนิสิตสถาน (Noviciate) ของคณะเจษฎาจารย์เซนต์คาเบรียล ที่เน้นศาสนกิจด้านการศึกษาให้แก่เด็กชาย คือเป็นคณะนักบวชที่เน้นงานสอนหนังสือ

ฮีแลร์เข้าร่วมคณะนักบวชดังกล่าว ร่ำเรียนวิชาทางศาสนา วิชาครู และวิชาอื่นๆ จนบวชเมื่ออายุ 18 ปี

ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา

อีก 2 ปีถัดมา เมื่อภราดาฮีแลร์อายุเพียง 20 ปี เขาร่วมเดินทางมาสยามกับคณะภราดาเซนต์คาเบรียลอีก 4 ท่าน รับหน้าที่อันสำคัญและหนักหนาคือ ดำเนินกิจการโรงเรียนอัสสัมชัญต่อจากบาทหลวงกอลมเบต์ ที่ทำงานคนเดียวไม่ไหวเพราะจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นมาก

หลังจากนั้น นักบวชชาวฝรั่งเศสผู้นี้ก็ยังคงอุทิศแรงกายแรงใจปลูกปั้นโรงเรียนอัสสัมชัญจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต รวมเป็นเวลา 67 ปี

แม้ยังมีบราเดอร์ท่านอื่นๆ อีกมากที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของโรงเรียนอัสสัมชัญซึ่งมีประวัติยาวนานกว่า 134 ปี แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า หากไม่มี ฟ.ฮีแลร์ อัสสัมชัญย่อมไม่เป็นอัสสัมชัญ

อาจารย์สุลักษณ์ระบุในหนังสือ หกชีวประวัติ ว่า “เมื่อแรกมาถึงเมืองไทย ภราดาฮีแลร์ดูจะหนักใจมากกว่าคนอื่นในคณะ ไหนจะอายุน้อยกว่าคนอื่นๆ นักเรียนบางคนโตกว่าตนก็มี ไหนภาษาอังกฤษก็ยังไม่คล่องแคล่ว นักเรียนที่รู้ภาษาฝรั่งเศสดีก็มีน้อยเต็มทน ยิ่งภาษาไทยด้วยแล้ว ในคณะผู้บริหารโรงเรียนชุดใหม่ ไม่มีใครมีความรู้เอาเลย…”

อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์

ฟ.ฮีแลร์เคยเล่าให้อาจารย์สุลักษณ์ (ซึ่งขณะนั้นเป็นนักเรียนมัธยมปลายที่อัสสัมชัญ) ฟังว่า “ในตอนนั้นอยากเรียนภาษาไทย เมื่อสอนภาษาอังกฤษหรือภาษาฝรั่งเศสอยู่อีกห้องหนึ่ง หูมักพยายามเงี่ยฟังว่าห้องถัดไปเขาสอนภาษาไทยว่าอย่างไร”

ในสมัยนั้นเด็กไทยเรียนแบบเรียนชุด มูลบทบรรพกิจ ฟ.ฮีแลร์ กล่าวว่า “จังหวะจะโคนและลีลาแห่งภาษาน่าพิสมัยมาก” จึงพยายามเรียนคำศัพท์จนอ่านรู้เรื่อง

“ในบรรดาบราเดอร์ทั้งหมด ท่านสนใจภาษาไทยมากกว่าคนอื่น ท่านบอก มูลบทบรรพกิจ เพราะมากเลยนะ ท่านก็เอามาอ่าน อ้าว ตายจริง มันมีเรื่องลามกอยู่ในนั้นด้วย แบบฝรั่งเขาพิวริตัน (Puritans) ท่านก็เลย…ไม่ได้ๆ ต้องแต่งใหม่” อาจารย์สุลักษณ์กล่าว

‘เรื่องลามก’ ใน กาพย์พระไชยสุริยา ที่ปรากฏในแบบเรียนเล่มนั้นมีเนื้อหากล่าวว่า

“อยู่มาเหล่าข้าเฝ้า ก็หาเยาวนารี

ที่หน้าตาดีๆ ทำมโหรีที่เคหา

ค่ำเช้าเฝ้าสีซอ เข้าแต่หอล่อกามา

หาได้ให้ภริยา โลโภพาให้บ้าใจ”

“ฟ.ฮีแลร์ ท่านเล่าให้ผมฟัง ท่านบอกว่า ปล่อยให้นักเรียนเรียนแบบนี้ไม่ได้ ต้องให้เรียนความรู้ที่ดีกว่านี้ ท่านก็เลยแต่งแบบเรียนชุด ดรุณศึกษา นี่คือเหตุผลที่ท่านบอกผมนะ” อาจารย์สุลักษณ์เล่าเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ ฟ.ฮีแลร์ คิดแต่งแบบเรียนภาษาไทยอันลือเลื่อง ทั้งนี้เพราะว่าอาจมีสาเหตุอื่นๆ อีก แต่ยังไม่พบหลักฐาน

ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา
ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา

ดรุณศึกษา เป็นแบบเรียนที่บูรณาการความรู้หลายด้านมาไว้ในเล่มเดียว ทั้งหลักภาษาไทย ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เหตุการณ์ร่วมสมัย (เช่น เรือไททานิกจม) และสอดแทรกแนวคิดเกี่ยวกับทั้งศาสนาคริสต์และศาสนาพุทธด้วย

“บราเดอร์ฮีแลร์สอดแทรกเรื่องสอนศาสนาในดรุณศึกษา มีเรื่องที่สองคนไปนอนอยู่ใต้ต้นมะม่วงหรือต้นอะไรสักอย่าง มะม่วงตกลงมา ได้กินมะม่วง แกก็เขียนว่า เป็นเพราะบารมีพระเป็นเจ้า น้องชายผมบอกว่า ‘ดีนะเป็นมะม่วง ถ้าอยู่ใต้ต้นมะพร้าวล่ะฉิบหายแน่เลย พระเป็นเจ้าจะช่วยไหม’ คือพวกเราเด็กๆ นี่ล้อกันเลยนะ ดังนั้น เรื่องสอนศาสนานี่ไม่ได้ผลหรอก” อาจารย์สุลักษณ์กล่าว

เมื่อ ฟ.ฮีแลร์ แต่งแบบเรียน ดรุณศึกษา มีผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านช่วยตรวจแก้ หนึ่งในจำนวนนั้นคือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา

อาจารย์สุลักษณ์เล่าว่า “คุณพ่อกอลมเบต์ก็ให้กำลังใจมากในการแต่ง ดรุณศึกษา บอกว่า เนี่ย ถวายกรมดำรงฯ สิ ฟ.ฮีแลร์ ท่านกลัวมากเลย เพราะเด็กกว่า แต่กรมดำรงฯ ท่านก็แก้ให้ ตรวจตราให้ ต้นฉบับของ ฟ.ฮีแลร์ เขียนว่า ถนนพ่อยม ทรงแก้ว่า ถนนสาทร”

สมัยนั้น ผู้คนเรียกถนนสาทรว่า ถนนพ่อยม เพราะ หลวงสาทรราชายุกต์ (ยม) เป็นผู้สร้าง ท่านมีเชื้อจีนและฐานะร่ำรวย ผู้คนจึงเรียกว่า เจ้าสัวยม ฝรั่งจะพูดหรือเขียนหนังสือถึงถนนสายนี้ แม้ในหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษก็เรียก พ่อยมโรด

อีกจุดที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงแก้ไขต้นฉบับให้คือที่ ฟ.ฮีแลร์ เขียนว่า “ในโลกนี้ก็จะต้องถือว่า มีแต่คนชั่วทั้งนั้น” ท่านทรงแก้เป็น “ในโลกนี้เกือบจะต้องถือว่า มีแต่คนชั่วทั้งนั้น” ซึ่งได้ความรัดกุมขึ้น

ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา

เจ้านายสยามพระองค์นี้ทรงพระเมตตาท่านฮีแลร์นัก ประทานพระอนุเคราะห์ในเรื่องวิชาความรู้แก่ท่านอยู่เสมอ ประทานต้นฉบับจดหมายเหตุของ มองซิเออร์ เดอวีเซ (Monsieur de Visé) ว่าด้วยเรื่องโกษาปานไปฝรั่งเศส ที่ ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ (George Cœdès) นำมาถวาย ให้ภราดาฮีแลร์ลงมือแปลเป็นภาษาไทย

“สมเด็จฯ ดีต่อท่านมาก เวลานั้นฝรั่งเศสก็รังแกประเทศไทยนะ แต่ท่านไม่เคยรังแกพวกเราเลย ตอนเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่สอง ไปเฝ้าโป๊ปที่กรุงโรม โป๊ปถามว่า จะขออะไร ท่านขอลูกประคำศักดิ์สิทธิ์ ให้โป๊ปเสกให้ ท่านเอากลับมาให้บราเดอร์ฮีแลร์ ท่านใช้จนตลอดชีวิตเลย กรมดำรงฯ พระทัยดีมาก ฟ.ฮีแลร์ ก็รักท่าน รักเหมือนพ่อเลย” อาจารย์สุลักษณ์เล่า

ครูฮีแลร์ยึดถือกฎระเบียบข้อบังคับของโรงเรียนอย่างเคร่งครัด อาจารย์สุลักษณ์ระบุในหนังสือ หกชีวประวัติ ว่า บราเดอร์ฮีแลร์ทำหน้าที่อาจารย์ผู้ปกครอง ทุกเช้าท่านจะตรวจตรานักเรียนมาสาย นักเรียนขาดเรียน ใครมาสายเกินหนึ่งครั้งต้องถูกลงโทษ

“บราเดอร์ฮีแลร์เป็นคนเข้มงวดกวดขันมาก ถ้าคุณมาสายเนี่ยถูกเล่นงาน ต้องอยู่เย็น เรียกว่ายืนเสา ให้ท่องหนังสือ ท่องไม่ได้ก็กลับไม่ได้ แล้วถ้าเผื่อไม่มาโรงเรียนนะ ทางโรงเรียนมีไปรษณียบัตรถึงบ้านทันทีเลย คิดค่าไปรษณีย์ที่บ้านด้วย ทำไมลูกไม่มา ต้องตรงเวลา ทุกคนต้องมาเรียนหนังสือ เน้นเรื่องท่องขึ้นใจแบบโบราณ เน้นเรื่องต้องเขียนลายมือสวย” อาจารย์สุลักษณ์เล่า

เมื่อนักเรียนกลับมาเรียนจะต้องมีจดหมายผู้ปกครองมา หรือบางกรณีผู้ปกครองต้องมาอธิบายการขาดเรียนของลูกหลานด้วยตนเอง

ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา

อาจารย์สุลักษณ์ยังระบุว่า ฟ.ฮีแลร์ ไม่เคยสนใจว่าศิษย์คนนั้นเป็นลูกใคร พ่อจะมีบุญหนักศักดิ์ใหญ่เพียงใดก็ตาม ถ้ามาอยู่ในอาณัติโรงเรียนอัสสัมชัญสมัยท่าน เป็นอันว่าต้องได้ลิ้มรสหวาย ไม้เรียว ไม่เลือกหน้า แม้ในสมัยราชาธิปไตยท่านก็เฆี่ยนเจ้านายมานักต่อนักแล้ว

แม้จะยึดถือกฎระเบียบเพียงใด แต่ในบางกรณี ฟ.ฮีแลร์ ก็ยอมผ่อนผัน

เมื่ออยู่ชั้น ม.6 อาจารย์สุลักษณ์ออกหนังสือพิมพ์ชื่อ ยุววิทยา บทความชิ้นหนึ่งทำให้เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตถึงกับจะถูกให้ออกจากโรงเรียน แต่ในที่สุดเมื่อเรื่องถึงหูครูฮีแลร์ผู้เคร่งครัดระเบียบ กลับทำให้สุลักษณ์ ศิวรักษ์ กลายเป็นนักเรียนโปรด

ฟัง ส.ศิวรักษ์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา
สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เมื่อเป็นนักเรียนมัธยมปลายโรงเรียนอัสสัมชัญ พ.ศ.2494

“แต่ก่อนพิมพ์ดีดหายาก หนังสือ ยุววิทยา นี้ผมให้เพื่อนที่ลายมือสวยๆ คัดออกมาได้ห้าฉบับ แล้วก็ให้เพื่อนฝูงอ่าน เพื่อนคนนั้นเขียนเรื่องนี้ อีกคนเขียนเรื่องนั้น ผมเขียนเรื่องโน้น เช่นแนะนำให้ไปดูพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ แนะนำให้ไปดูหอสมุดเปิดใหม่

ครู ม.6 ของผมเป็นครูที่เลวมาก หลับในห้องเรียน บังคับให้ซื้อนาฬิกา ผมก็เขียนด่าครูในนั้น มีคนมาอ่านเห็น เอ้า เขียนด่าครูนี่หว่า ก็เลยฟ้องบราเดอร์ฮีแลร์ เป็นครั้งแรกที่ผมถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ บราเดอร์ฮีแลร์ท่านก็ไม่พอใจมาก

แต่ท่านอ่านทั้งหมดแล้วก็บอกว่า พวกมึงนี่ทำบาป คนแก่ต้องอ่านทั้งหมดเลย แต่แกก็ชมว่ามีอะไรดีหลายอย่าง ก็ถามว่า ทำไมไปด่าครู ผมบอก เพราะเขาทำความชั่ว แกบอกว่า “สุลักษณ์ต้องจำไว้ ความชั่วบางอย่างนั้นเราต้องอดใจไม่พูดถึง พูดแต่ความดีดีกว่า”

ท่านนึกว่าผมหัวรุนแรง เป็นตัวร้าย จนกระทั่งผมมาทำ อุโฆษสาร (นิตยสารของโรงเรียนอัสสัมชัญที่นักเรียนทำกันเอง) ก็มีเขียนถึงบราเดอร์ฮีแลร์ แกตกใจมากที่ผมรู้เรื่องราว เพราะผมไปคัดข้อความจากหนังสือสาส์นสมเด็จ กรมดำรงฯ เขียนว่า ‘ภราดาฮีแลร์แวะมาที่เกาะหมาก มาเรี่ยไรเงินสร้างตึกกอลมเบต์ คงจะไปเรี่ยไรพระองค์ท่านด้วย’ สมเด็จฯ กรมพระยานริศฯ ท่านตอบว่า ‘หลวงพี่ฮีแลร์มาหาแล้ว มารีดเงินเกล้ากระหม่อมไปแล้ว’ (หัวเราะ)”

คำว่า ‘หลวงพี่ฮีแลร์’ ดูจะเป็นคำเรียกท่านอย่างกว้างขวางในหมู่เจ้านาย แสดงถึงความคุ้นเคย นอกจากความสนิทสนมกับเจ้านายหลายพระองค์ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 และ 9 เคยเสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยมโรงเรียนอัสสัมชัญ

ในหนังสือ สัปตมราชาภิเษก กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงพระนิพนธ์ไว้ว่า

“บาทหลวงสิบแปดน้อม วันทนา

หลวงพี่ฮีแลร์สา- มารถรู้

อ่านราชสดุดีคณา- เศียรวาท ถวายเอย

แถลงมนัสหวังสวัสดิ์กู้ เกียรติไท้ไทเสนอ”

อาจารย์สุลักษณ์อธิบายว่า บทพระนิพนธ์นี้กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ทรงพระนิพนธ์กล่าวถึงเมื่อบราเดอร์ฮีแลร์และบาทหลวงรวม 18 คน ไปร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และอ่านคำถวายพระพรชัยมงคล

อาจารย์สุลักษณ์คัดกลอนดังกล่าวมาลงตีพิมพ์ใน อุโฆษสาร ทำให้ภราดาฮีแลร์แปลกใจมาก เพราะไม่คิดว่านักเรียนจะรู้เรื่องพวกนี้

ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา
อาจารย์สุลักษณ์กับครูประจำชั้นและเพื่อนๆ ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ

อาจารย์สุลักษณ์ยังระบุในหนังสือ หกชีวประวัติ ว่า “บราเดอร์ฮีแลร์ทำหน้าที่แม่บ้านของอัสสัมชัญอยู่จนตลอดชีวิต คือเป็นทั้งอาจารย์ผู้ปกครอง ต้องวิ่งเต้นหาเงินมาสร้างตึกและจ่ายเงินเดือนครู พยายามรักษามาตรฐานการศึกษาแบบดั้งเดิมของอัสสัมชัญไว้ ต้องสู้กับกระทรวงฯ ที่ต้องการให้สอนง่ายๆ สอนเป็นภาษาไทยทุกวิชา และคิดค่าเล่าเรียนถูกๆ สู้กับผู้ปกครองที่ขอแต่ให้รับลูกตนเข้าอัสสัมชัญ เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ๆ เด็กนักเรียนสไตรก์ ไม่เรียนหนังสือ เรียกร้องเสรีภาพ ท่านก็ต้องปราบจนเข้าที่เข้าทางจนได้”

ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา

“บราเดอร์ฮีแลร์ถือหลักว่า อัสสัมชัญต้องเน้นเรื่องภาษา โดยเฉพาะภาษาฝรั่งเศส เขาถือว่าเป็นแห่งเดียวที่สอนในเมืองไทย ผมไม่แน่ใจว่าเซนต์คาเบรียลสอนด้วยหรือเปล่า เพราะบราเดอร์พวกนี้เขามาจากฝรั่งเศส ภาษาอังกฤษถือเป็นรอง แต่เป็นที่รู้กันว่าโรงเรียนนี้จะเน้นภาษา” อาจารย์สุลักษณ์กล่าว

มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า โรงเรียนอัสสัมชัญตั้งขึ้นถูกจังหวะ เพราะเป็นช่วงที่รัฐและบริษัทห้างร้านต่างๆ ต้องการคนไปทำงาน แนวนโยบายของโรงเรียนอัสสัมชัญที่เน้นสอนภาษาต่างประเทศ จึงเป็นการผลิตคนไว้รองรับงาน

ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา

ชั้นมัธยมปลายของอัสสัมชัญคือตั้งแต่ ม.4 ขึ้นไป สอนทุกวิชา (ยกเว้นภาษาไทย) เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ตำราส่วนใหญ่ใช้ของต่างประเทศ

อาจารย์สุลักษณ์ระบุเรื่องนี้ในหนังสือ ช่วงแห่งชีวิต ไว้ว่า

“เมื่อสอบ ม.6 ได้กันหมดแล้ว หลายคนออกไปได้งานทำตามห้างฝรั่งกันเลย เพราะการศึกษาเพียงเท่านี้ก็พูดภาษาอังกฤษได้ แต่งจดหมายและเรียงความได้ นับว่าเป็นเสมียนห้างได้แล้ว โดยที่ตอนนี้ฝรั่งได้กลับมาเข้ามามีอิทธิพลขึ้น โดยเฉพาะก็อังกฤษ โดยมีอเมริกันตามติดๆ เข้ามา

“นอกจากพวกโรงเรียนฝรั่งแล้ว ก็ไม่มีโรงเรียนอื่นใดฝึกคนไว้ให้เข้าในระดับพนักงานเช่นนี้กันเลย ทั้งห้างพวกนี้ก็ให้เงินเดือนดีพอสมควร…”

อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์

อาจารย์สุลักษณ์อธิบายเพิ่มเติมว่า

“ที่บอกว่าอัสสัมชัญเตรียมคนไว้รองรับงานราชการ ก็ถูกต้อง เพราะตอนนั้นงานราชการเป็นของใหม่ การรับราชการสมัยก่อนเป็นการสืบสกุลวงศ์ พวกขุนนางเอาลูกไปฝากเป็นมหาดเล็ก ภาคราชการมันเล็ก

ในสมัยรัชกาลที่ 5 ท่านต้องการขยายราชการใหม่ ถ้าจะรวมศูนย์อำนาจก็ต้องการคน ท่านก็ตั้งโรงเรียนเองเลยเพื่อเตรียมคน สวนกุหลาบเป็นต้น ต่อมาก็เป็นโรงเรียนฝึกหัดข้าราชการพลเรือน มหาวิทยาลัย โรงเรียนนายร้อย โรงเรียนนายเรือต่างๆ ก็เพราะต้องการคนทั้งนั้น เป็นของใหม่ พอพวกนักเรียนอัสสัมชัญ นักเรียนกรุงเทพคริสเตียนจบมา ก็เป็นจังหวะดีเลย ราชการกำลังต้องการคน ก็ผลิตคนให้”

ฟ.ฮีแลร์ เป็นชาวฝรั่งเศสที่เทิดทูนสถาบันกษัตริย์

หนังสือ ช่วงแห่งชีวิต ที่อาจารย์สุลักษณ์เขียน กล่าวว่า

“เวลาไปคุยกับ ฟ.ฮีแลร์ ท่านด่าพวกปฏิวัติฝรั่งเศสเสียยับเยิน หาว่าเป็นคนนอกศาสนา อาสัตย์ อาธรรม์ต่อพระมหากษัตริย์ ยิ่งเอ่ยถึงเลนิน สตาลินด้วยแล้ว ครูเฒ่ายิ่งสับหนักไปกว่ารุสโซและวอลแตร์เสียอีก

“เมื่อเสร็จสงครามโลกครั้งที่สอง กระทรวงออกกฎมามากมายเลย เขาก็ให้ผู้ปกครองมาลงนามเลยว่าจะเอาแบบโรงเรียนหรือแบบกระทรวง ผู้ปกครองเอาแบบโรงเรียนหมด ดังนั้นเมื่อขึ้นมัธยม 4 เป็นต้นมา ทุกอย่างสอนตามหลักสูตรโรงเรียนหมด ประวัติศาสตร์ก็เป็นการสอนแบบโรงเรียน เริ่มตั้งแต่พระเจ้าสร้างโลก และจบที่สมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ไม่สอนเหตุการณ์หลังจากนั้น เขาถือว่าพวกที่ทำการปฏิวัติเป็นพวกเลวร้ายมาก เพราะพวกบราเดอร์เทิดทูนสถาบันกษัตริย์…”

ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา

อาจารย์สุลักษณ์ระบุว่า บราเดอร์ฮีแลร์ไม่เห็นด้วยกับหลักสูตรของกระทรวง เพราะบังคับให้สอนอย่างไทยๆ ให้ลดภาษาต่างประเทศลง โดยมีวิชาจุกๆ จิกๆ ซึ่งท่านเห็นว่าไม่เป็นผล ท่านเห็นว่าควรให้แก่วิชาหลัก โดยเฉพาะภาษาต่างประเทศ จะได้ไปหากินได้ และที่สำคัญอย่างยิ่งคือ ให้เข้มแข็งทางศีลธรรมจรรยา

“หลังสงครามโลกครั้งที่สอง บราเดอร์ฮีแลร์บ่นเลยว่า คนไทยเดี๋ยวนี้เลวกว่าคนไทยแต่ก่อน ท่านบอก คนไทยแต่ก่อนนี่ซื่อสัตย์สุจริตมากกว่านี้เยอะ ตอนนี้ก็งก โกงกิน ท่านเอ่ยปากเลย ท่านว่าไม่รู้โรงเรียนจะสอนคนให้สู้กับกระบวนการเลวร้ายนี้ได้หรือไม่ เอ่ยปากอย่างนี้เลย

ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา

“ก็จริงของท่าน สงครามโลกครั้งที่สองทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น เงินเดือนครูก็ไม่พอกิน โรงเรียนก็จะให้เงินเดือนครูเพิ่มไม่ได้ สารพัด ทุกอย่างรัดตัว

“แม้เราจะไม่ได้นับถือพระเจ้า แต่ก็เห็นว่าพระเจ้าอำนวยพรให้บราเดอร์เหล่านี้อุทิศตน ทำคุณงามความดีให้นักเรียนดูเป็นแบบอย่าง แต่เป็นความดีแบบโบราณนะ สอนให้คน Conservative ทั้งนั้น ไม่ชอบให้หัวก้าวหน้า บราเดอร์ฮีแลร์บอกผมเลยว่า ไอ้วอลแตร์เนี่ย รุสโซเนี่ย ตกนรกทั้งนั้นเลยนะ” อาจารย์สุลักษณ์กล่าว

ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา

ความดีแบบโบราณ คืออะไร

“คือจงรักภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดิน พวกนี้เขาชอบพระเจ้าแผ่นดิน ซื่อสัตย์สุจริต ไม่โกงไม่คด อย่าง เจ้าคุณศราภัย (พระยาศราภัยพิพัฒ) เป็นแบบอย่างเลย ท่านฮีแลร์ไปเยี่ยมถึงในคุกเลยนะ แล้วก็บอกว่า ลูกเจ้าคุณไม่ต้องห่วง โรงเรียนจะสอนให้เรียนฟรีตลอดเลย คือ ฟ.ฮีแลร์ ท่านจะอยู่ข้างคนที่ถูกเอาเปรียบ ท่านเกลียด จอมพล ป.พิบูลสงคราม มากเลย เป็นนักเรียนฝรั่งเศสแต่รังแกคนฝรั่งเศส”

เด็กรุ่นหลังจะเรียนรู้อะไรจากบราเดอร์ฮีแลร์และอัสสัมชัญยุคก่อนได้บ้าง

ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา

“ท่านเป็นคนซื่อสัตย์ แล้วก็เป็นคนถือกฎกติกาเข้มแข็งมาก คุณจะชอบไม่ชอบอีกเรื่อง แต่ระเบียบแบบแผนนี่ท่านเข้มงวดกวดขัน อุทิศตัวเพื่อพระผู้เป็นเจ้าแท้ๆ

สังคมมันเปลี่ยนไป บางอย่างดีขึ้น บางอย่างแย่ลง นี่เป็นธรรมดา ผมไม่วิตก ที่สำคัญคือ ระบบการศึกษาของเราเวลานี้ มันไปเน้นทุนนิยม บริโภคนิยม เน้นให้คนหาความร่ำรวยกับอำนาจ อันนี้มันผิด อัสสัมชัญแต่ก่อนเขาไม่ได้เน้นสิ่งนี้ เน้นให้คนมีคุณภาพ มีคุณงามความดี ส่วนคุณจะไปได้อำนาจหรือร่ำรวย นั่นเป็นประเด็นรอง แต่เดี๋ยวนี้มันเป็นประเด็นหลักไปแล้ว…”

หนังสืออ้างอิง

พระยาอนุมานราชธน. ฟื้นความหลัง. กรุงเทพฯ: ศยาม, 2547

สุลักษณ์ ศิวรักษ์. หกชีวประวัติ. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโกมลคีมทอง, 2527

สุลักษณ์ ศิวรักษ์. ช่วงแห่งชีวิต ของ ส.ศิวรักษ์. กรุงเทพฯ: ริเวอร์บุ๊คส์, 2538

หนังสืออนุสรณ์งานสมโภชรับขวัญ เจษฎาจารย์ ฟ.ฮีแลร์ 14 มีนาคม 1959

Writer

Avatar

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ถึงรักกรุงเทพฯ มากแค่ไหน ฉันก็อดไม่ได้ที่จะอิจฉาสิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น หรือประเทศอื่น ที่มีระบบคมนาคมสาธารณะสะดวกสบาย รถประจำทางทันสมัยและรถไฟพรั่งพร้อมยกระดับชีวิตดีๆ ในเมืองให้ลงตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คิดแล้วก็ฝันหวานว่ารถเมล์ไทยทุกคันทันสมัย สะอาด สะดวก ปลอดภัย และพร้อมส่งเราถึงจุดหมายอย่างนิ่มนวล

วันนี้รถเมล์แบบนั้นออกวิ่งแล้วในเมืองไทย แต่ไม่ใช่ในกรุงเทพฯ ขนส่งมวลชนใหม่เอี่ยมแล่นอยู่ในใจกลางอีสาน ‘ขอนแก่นซิตี้บัส’ ติดแอร์เย็นฉ่ำ ยืนราคา 15 บาททั้งสาย วิ่งตลอด 24 ชั่วโมง คนขับใส่สูทผูกไท ในรถติดกล้อง CCTV และมี Wi-Fi ให้เล่นฟรี มีบัตรเติมเงินไดโน่บัส (RFID) ให้ตี๊ดจ่ายค่าโดยสาร แถมยังมีแอพพลิเคชันในมือถือบอกข้อมูลและตำแหน่งรถพร้อมสรรพอีกต่างหาก

ขอนแก่นซิตี้บัส

ขอนแก่นซิตี้บัส ขอนแก่นซิตี้บัส

“นี่แค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น”

กังวาน เหล่าวิโรจนกุล หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทขอนแก่นพัฒนาเมือง หรือ Khon Kaen Think Tank (KKTT) กล่าว ฉันนั่งอึ้งเมื่อรับรู้ว่ารถประจำทางยอดเยี่ยมที่วิ่งอยู่ในตัวเมืองและรถบัสฟรีในมหาวิทยาลัยเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง ใต้ระบบขนส่งมวลชนพื้นฐาน คือแผนการสร้างขอนแก่นเป็น Smart City โดยไม่รอความช่วยเหลือจากรัฐ แต่คนในบ้านจะร่วมผลักดันขึ้นมาเอง

ขอนแก่นสามัคคี

“ขอนแก่นเป็นเมืองที่ไม่มีความพิเศษ ไม่มีเจ้าพ่อ ไม่มีมาเฟีย ไม่มีนักการเมืองที่สามารถดึงโครงการใหญ่ๆ พันล้านมาตั้งได้ตั้งแต่อดีตยันปัจจุบัน สถานที่ท่องเที่ยวก็ไม่มี แต่เผอิญโชคดีที่มีสภาพภูมิศาสตร์ดี อยู่ใจกลางภูมิภาคอีสาน เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างภาคเหนือ พม่า ลาว จีน ฉะนั้นจึงเติบโตได้ตามสภาพ พอเดินไหว แต่ไม่โดดเด่น

“ความไม่มีทำให้มีความร่วมมือ สิ่งที่ทำให้เราแตกต่างจากที่อื่น คือเรารู้ว่าถ้าจับมือกันขอนแก่นจะพัฒนาไปได้ ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคการศึกษาคือมหาวิทยาลัยขอนแก่น ภาคราชการคือจังหวัด หรือว่าองค์กรปกครองท้องถิ่น เทศบาลนคร เราจับมือเติบโตด้วยกันมาตลอด”

ขอนแก่นซิตี้บัส ขอนแก่นซิตี้บัส

ผู้บริหาร KKTT เผยเคล็ดลับความก้าวหน้าของเมืองตั้งแต่เริ่มต้น กังวานเล่าว่า ใครต่อใครมักถามว่าจุดเด่นของขอนแก่นที่ทำให้ประสบความสำเร็จคืออะไร เขายืนยันซ้ำๆ เสมอว่าไม่มี หากจะมีก็มีเพียงอย่างเดียว คือพลังความร่วมมือที่แข็งแรง

เมื่อตัวแทนภาคเอกชนกลุ่มหนึ่งอยากพัฒนาระบบขนส่งมวลชนในเมืองให้มีคุณภาพ พวกเขารู้ดีว่างบประมาณของภาครัฐมีจำกัด (และส่วนใหญ่ตกอยู่กับกรุงเทพฯ) งบของขอนแก่นเพียงพอจะศึกษาหาวิธีเดินทางสาธารณะที่ดีขึ้น แต่การปรับปรุงการคมนาคมบนพื้นที่จริงต้องใช้เงินทุนมหาศาล ดังนั้นกว่ายี่สิบบริษัทที่เห็นพ้องต้องกันในจังหวัดจึงตั้งบริษัทขอนแก่นพัฒนาเมืองขึ้นมา ระดมทุนกันเองสำหรับพัฒนาบ้านเกิดอย่างเป็นรูปธรรม ผลงานแรกที่ประจักษ์ให้เราได้ยลโฉมและใช้งานเต็มที่คือ รถโดยสารประจำทาง

ขอนแก่นซิตี้บัส ขอนแก่นซิตี้บัส ขอนแก่นซิตี้บัส

วันนี้สะดวก

ขอนแก่นซิตี้บัส (Khon Kaen City Bus) 10 คัน และรถบัสประจำมหาวิทยาลัยขอนแก่น 20 คัน เป็นดอกผลงดงามของการร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาครัฐท้องถิ่น จุดเริ่มต้นมาจากการย้ายสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดขอนแก่น แห่งที่ 3 (บขส. 3) ไปอยู่นอกเมือง การเดินทางเข้าเมืองด้วยรถสาธารณะจำเป็นต้องใช้รถสองแถวที่วิ่งตามเส้นทางมากมาย แต่ซับซ้อน ใช้ยากพอสมควรสำหรับผู้มาใหม่ และไม่มีตารางเวลาวิ่งที่แน่นอน ส่วนแท็กซี่ก็ราคาแพงและมักต้องโดยสารในราคาเหมา บริษัทรถประจำทางใหม่เอี่ยมจึงเจรจาตกลงเส้นทางกับรถสองแถวเดิม โดยรับ-ส่งผู้โดยสารจาก บขส. สู่จุดหลักๆ ในตัวเมืองตลอด 24 ชั่วโมงด้วยราคาถูก ต่อจากรถทัวร์ก็เกิดเส้นทางไป-กลับสนามบิน ชาวขอนแก่นและแขกผู้มาเยือนจึงได้ตัวเลือกการเดินทางที่สะดวกมากขึ้น

“แกนของเมืองคือระบบขนส่งมวลชนที่มีคุณภาพ คือสองแถวที่ขึ้นอยู่ไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่มันมีที่ดีกว่า ปลอดภัย ไม่ต้องกลัวฝนตก และได้ลองจ่ายเงินด้วยบัตร พอวันนึงที่รถไฟเสร็จมันก็จะเชื่อมต่อกันและใช้บัตรใบเดียว ลงรถไฟมามีจุดเชื่อมต่อ city bus เข้าไปในถนนเส้นหลัก ไปตามห้าง โรงเรียนต่างๆ คุณเดินทางแล้วกะเวลาได้ ต่อให้ใช้รถส่วนตัว ก็ไม่ต้องขับออกมาวนหาที่จอดกินข้าวระหว่างวัน ใช้ยามจำเป็นก็พอ”

ทีมงานเบื้องหลังขอนแก่นซิตี้บัสล้วนเป็นคนขอนแก่น ตั้งแต่ฝ่ายรถบัสยันฝ่ายพัฒนาแอพพลิเคชัน เนื่องจากสมาชิก KKTT หลายคนมีพื้นฐานด้านธุรกิจยานยนต์อยู่แล้วเป็นทุนเดิม การบุกเบิกสร้างระบบขนส่งที่ดีกว่าจึงเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และกลายเป็นโมเดลหลักที่หลายจังหวัดต้องตามมาศึกษาดูงาน ไม่เว้นกระทั่งกรุงเทพฯ

พรุ่งนี้สบาย

อย่างที่เกริ่นไปว่ารถบัสเป็นแค่ออเดิร์ฟเริ่มต้น ภารกิจจานหลักของชาวขอนแก่นคือรถไฟฟ้า light rail หรือรถไฟฟ้ารางเบาที่ขนาดย่อมกว่า BTS แต่ทรงประสิทธิภาพ วิ่งผ่านถนนมิตรภาพด้วยระยะมากกว่า 20 กิโลเมตร

การทำสิ่งที่ไม่เคยทีใครทำมาก่อนในประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย KKTT จำเป็นต้องใช้ผลการศึกษาโครงการและสิทธิการเดินรถไฟ กลุ่มนักธุรกิจขอนแก่นจึงจับมือกับมหาวิทยาลัยขอนแก่นและภาคราชการท้องถิ่นเพื่อปูรางแห่งอนาคตไปด้วยกัน เป็นครั้งแรกในเมืองไทยที่เทศบาลท้องถิ่น 5 เทศบาลจดทะเบียนเป็นบริษัทวิสาหกิจ Khon Kaen Transit System (KKTS) เพื่อรองรับการดำเนินงานเส้นทางรถไฟฟ้าที่จะวิ่งผ่านเนื้อที่ของตน และขยายเมืองแบบก้าวกระโดด

“เราไม่ได้มองแค่อยากมีรถไฟฟ้าเท่ๆ แต่เรามองการเปลี่ยนแปลงระยะยาวด้านการลงทุน ธุรกิจ และการพัฒนาบ้านเมืองด้วย เพราะถ้าจะทำมันต้องเกิดประโยชน์กว่าแก้ปัญหารถติด การจราจรเป็นเรื่องเบื้องต้น จริงๆ แล้วมันคือการรองรับการเคลื่อนธุรกิจ การเดินทางของคนในเมือง”

กังวานยืนยันว่าต่อจากนี้ วิสาหกิจ KKTS คือผู้ดำเนินการเรื่องรถไฟฟ้ารางเบา โดยโครงการจะได้เริ่มต้นบริหารจัดจ้างภายในปลายปีนี้ ส่วน KKTT กำลังมุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายถัดไป คือการมองหาความเป็นไปได้ทุกทางที่จะเปลี่ยนขอนแก่นให้เป็น Smart City
ขอนแก่นซิตี้บัส ขอนแก่นซิตี้บัส

ต่อเติมบ้านใหม่

“เราต้องทำให้ขอนแก่นเป็นเมือง Smart City มากกว่าเมืองลงทุน”

ผู้บริหารชาวขอนแก่นเฉลยอนาคตบทต่อไปของเมืองอีสาน รถบัสทันสมัย รถไฟฟ้ารางเบา ศูนย์ประชุมขนาดใหญ่ หรือสิ่งก่อสร้างต่างๆ คือตัวต่อที่พวกเขาผลักดันให้เกิดขึ้นทีละชิ้น เมื่อนำมาจัดเรียงกัน ภาพรวมแท้จริงของเมืองใหญ่นี้จึงปรากฏ

“Smart City ไม่ใช่เมือง IT มี Wi-Fi สะดวกสบาย มันเป็นองค์ประกอบหนึ่ง แต่จริงๆ คือเมืองที่คนอยู่จ่ายน้อยได้มาก คนที่อยู่ขอนแก่นแม้เงินเดือนเท่าเดิม แต่คุณภาพชีวิตสูงขึ้น มีเวลาใช้ชีวิตกับครอบครัวมากขึ้น ไม่ต้องรถติด 2 ชั่วโมงตอนเช้า 2 ชั่วโมงตอนเย็น ยกตัวอย่างง่ายๆ เหมือน กทม. คนที่อยากมีบ้านต้องไปอยู่ชานเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนงานอยู่กลางเมือง สิ่งที่ต้องทำคือเดินทางวิ่งเข้าไปแล้ววิ่งออกมา กลายเป็นปัญหาจราจร ขอนแก่นเลยทำล่วงหน้าก่อนปัญหาจะเกิด เราอยากให้เมืองเป็นเมืองกระชับ คนที่อยู่ในเมืองจะคงอยู่ในเมืองได้ เดินทางในเมืองโดยขนส่งมวลชนได้สะดวกกว่ารถยนต์ ค่าครองชีพในการเดินทาง ค่าที่อยู่อาศัยก็ต้องไม่สูง ใครมาอยู่ที่นี่ก็มีความสุขโดยปกติ”

“รถสมาร์ทบัส รถไฟรางเบา เป็นพื้นฐาน พอเสร็จเราก็มองเรื่อง IT ถ้าเรามีระบบขนส่งมวลชนที่มีคุณภาพ พวกไวไฟเซนเซอร์ครอบคลุมทั่วเมือง สิ่งที่ตามมาคือ smart economic, smart citizen, smart environment, smart governance ด้านบนรัฐบาลสนับสนุนอยู่แล้ว แต่สิ่งที่พวกเราขอนแก่นทำ เราทำจากด้านล่าง เรื่องพวกนี้จะเกิดขึ้นแน่นอนตามสถานการณ์ ตามยุค ตามภาวะ แต่พอเราทำระบบขนส่งมวลชนที่ดี ระบบเซนเซอร์หรือ infrastructure ให้ดี มันจะเป็นฐานข้อมูลให้เรา สิ่งที่จะเชื่อมระหว่างด้านบนกับด้านล่างคือศูนย์ข้อมูลเก็บ Big Data ถ้าขอนแก่นทำได้ คนที่มาลงทุนก็สะดวก เราไม่ได้บอกว่าเราจะไปชนะเด่นเกินใครนะครับ เราแค่ทำให้เมืองเราอยู่ได้ และคนก็อยากมาอยู่”

กังวานอธิบายเสริมว่าขอนแก่นถูกจัดเป็น MICE City หรือเมืองที่ใช้จัดสัมนาประชุมระดับนานาชาติ เช่นเดียวกับกรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต และเชียงใหม่ แต่เสียเปรียบที่ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวอย่างจังหวัดอื่นๆ เมื่อเปลี่ยนอดีตที่เมืองมีไม่ได้ สิ่งที่พวกเขาทำได้คือลงมือเตรียมความพร้อมในปัจจุบัน เพื่อสร้างอนาคตใหม่ของบ้านร่วมกัน

กำไรทุกคน

เราถูกถามบ่อยๆ ว่าทำทั้งหมดนี้เพื่ออะไร?”

สมาชิก KKTT ผู้สวมหมวกเลขาธิการหอการค้าจังหวัดขอนแก่นอีกใบเอ่ยขึ้นในช่วงท้ายของการสนทนา

“บางคนเชื่อมั่นว่า mindset ของนักธุรกิจคือทำแล้วต้องได้กำไรอย่างเดียว คุณต้องคาดหวังกำไรสูงๆ เราตอบได้ว่าคงไม่มีคำว่าไม่กำไร เพราะไม่ได้กำไรคือเจ๊ง แล้วคงไม่ได้ทำต่อ แต่การลงทุนแบบนี้ไม่ได้กำไรหอมหวานเลยนะ ฉะนั้นคนที่มองเรื่องของผลประโยชน์ก่อนจะไม่ทำ ไม่งั้นโครงการแบบนี้คงเกิดขึ้นไปนานแล้ว วันนี้ทุกจังหวัดสามารถทำได้ ไม่ได้มีกฎห้ามขออนุญาติรัฐบาลทำระบบขนส่งมวลชนของคุณให้มีคุณภาพ ถูกไหมครับ ปัญหาคือการลงทุนต่างหาก ต้องเข้าใจว่าขนส่งมวลชนมีข้อจำกัดรายได้เรื่องค่าตั๋ว เราไม่สามารถเก็บเงินค่ารถเมล์ 30 – 40 บาทได้ ต้องเก็บแค่ 15 บาท และเรียนรู้ว่าจะปรับเข้ากับพฤติกรรมคนในเมืองอย่างไร มันต้องมีความเข้าใจ ความร่วมมือจริงๆ และความอดทน เมืองไหนมีครบก็น่าจะทำได้

“เรามองว่ากำไรคือทำแล้วเมืองพัฒนา คนมีความสุข ถ้ามองว่ากำไรคือเงินอย่างเดียวคงทำไม่ไหว  หลายๆ คนที่มารวมกันเป็นเจ้าของโรงงาน มีพนักงานที่นี่หลายพันหลายหมื่น เราก็อยากให้ประโยชน์ตกอยู่กับเมืองของเรา เป้าหมายคือเพิ่มดัชนีความสุข เพิ่มรายได้มวลรวมของจังหวัด อาจทำให้รายได้คุณสูงใกล้เคียงหรือเท่ากับ กทม. แต่รายจ่ายน้อยกว่า ในระยะยาวก็ยังใช้ชีวิตอยู่ในเมืองได้ ไม่ต้องกลายเป็นผู้อาศัยในบ้านตัวเอง

“ถ้ามีจังหวัดอื่นพร้อมจะทำ เราก็พร้อมให้ข้อมูลต่างๆ นะครับ เราไม่ได้มองว่าเราจะเป็นเมืองหลวงแบบกรุงเทพฯ แต่อยากเป็นพื้นที่ๆ พัฒนาแล้ว ถ้ามีสัก 10 เมือง สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือประเทศเราจะได้ประโยชน์มหาศาลเลย ผมไปเที่ยวจังหวัดอื่นก็อยากนั่งรถสมาร์ทบัส รถแทรม หรือรถไฟเข้าเมือง คนก็จะอยากมาประเทศเรามากขึ้น และความสุขของพวกเราไม่ลดลง”

กังวานตบท้าย เราออกไปดูขอนแก่นซิตี้บัสคันใหญ่ ฉันมองรถเมล์ปรับอากาศที่วิ่งล่วงหน้าออกไปด้วยความหวัง สิ่งที่บรรจุอยู่ในรถประจำทางไม่ใช่แค่ผู้โดยสาร แต่เป็นความฝันอันเรืองรองของประชากรขอนแก่น

ขอนแก่นซิตี้บัส

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load