ชื่อ ฟ.ฮีแลร์ น่าจะเป็นครูชาวต่างประเทศในไทยที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดท่านหนึ่ง

ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา

โรงเรียนที่ครูผู้นี้ปลูกปั้นมาตลอดชีวิต คือโรงเรียนอัสสัมชัญ ‘โรงเรียนฝรั่งแห่งบางรัก’ ผลิตบุคลากรที่เป็นกำลังสำคัญของชาติในแขนงต่างๆ ไว้มากอย่างมีนัยสำคัญตลอดอายุ 134 ปี

พ.ศ. 2444 บาทหลวงชาวฝรั่งเศสวัยเพียง 20 ปี เดินทางเข้ามาสยามเพื่อรับหน้าที่ครูโรงเรียนอัสสัมชัญ จนกระทั่งสิ้นอายุขัยในวัย 87 ปี จึงกล่าวได้ว่าเป็นเวลานานถึง 67 ปี ที่ครูฝรั่งผู้นี้เป็นหนึ่งในกระดูกสันหลังของอัสสัมชัญ

ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา

ครูฮีแลร์เป็นฝรั่งที่พูดภาษาไทยไม่ได้เลย แต่มานะศึกษาจนแต่งตำราเรียน ดรุณศึกษา ได้ เป็นนักบริหารและนักก่อสร้างที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสร้างตึกเรียนและหอประชุมของอัสสัมชัญ เป็นผู้กว้างขวางในสังคมไทยยุคนั้น คือเข้าได้กับทุกชั้น ตั้งแต่วังเจ้านาย สถานเอกอัครราชทูต ที่ทำการรัฐบาล ไปจนถึงสามัญชนที่นำลูกมาเข้าเรียนอัสสัมชัญ และเป็นครูโดยเนื้อแท้

ลูกศิษย์คนหนึ่งที่มีโอกาสรับใช้ใกล้ชิด ฟ.ฮีแลร์ คือ อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ผู้ตอบคำถามว่า ทำไมคนผู้นี้จึงยังเป็นแบบอย่างในหลายเรื่องแก่เด็กรุ่นหลัง และยังได้เรียนรู้เรื่องราวในสังคมไทยยุคนั้นไปพร้อมๆ กับเรียนรู้ชีวิตครูฝรั่งคนสำคัญแห่งอัสสัมชัญ

อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์

บาทหลวงเอมิล ออกุสต์ กอลมเบต์ (Emile August Colombet) ก่อตั้งโรงเรียนเล็กๆ ในละแวกวัดอัสสัมชัญ พ.ศ. 2420 เพื่อสอนเด็กกำพร้า เด็กคริสตัง และลูกหลานชาวยุโรปที่พำนักอยู่ในบางกอก โรงเรียนเล็กๆ นี้ต่อมากลายเป็นโรงเรียนอัสสัมชัญ สอนเป็นภาษาฝรั่งเศสและภาษาอังกฤษ

วันสถาปนาโรงเรียนอัสสัมชัญอย่างเป็นทางการคือ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2428 เท่ากับว่าตอนนั้น ฟ.ฮีแลร์ เด็กชายชาวฝรั่งเศสที่ต่อมาจะกลายเป็นกำลังสำคัญของอัสสัมชัญ เพิ่งอายุได้ 5 ขวบ

ฟรองซัว ตูเวอเนท์ ฮีแลร์ (François Touvenet Hilaire) เกิดเมื่อวันที่ 18 มกราคม ค.ศ. 1881 (พ.ศ. 2423) ที่ฝรั่งเศส เป็นผู้มีจิตใจศรัทธาในศาสนามาแต่เยาว์วัย เมื่ออายุ 12 ปี เข้าอบรมในยุวนิสิตสถาน (Noviciate) ของคณะเจษฎาจารย์เซนต์คาเบรียล ที่เน้นศาสนกิจด้านการศึกษาให้แก่เด็กชาย คือเป็นคณะนักบวชที่เน้นงานสอนหนังสือ

ฮีแลร์เข้าร่วมคณะนักบวชดังกล่าว ร่ำเรียนวิชาทางศาสนา วิชาครู และวิชาอื่นๆ จนบวชเมื่ออายุ 18 ปี

ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา

อีก 2 ปีถัดมา เมื่อภราดาฮีแลร์อายุเพียง 20 ปี เขาร่วมเดินทางมาสยามกับคณะภราดาเซนต์คาเบรียลอีก 4 ท่าน รับหน้าที่อันสำคัญและหนักหนาคือ ดำเนินกิจการโรงเรียนอัสสัมชัญต่อจากบาทหลวงกอลมเบต์ ที่ทำงานคนเดียวไม่ไหวเพราะจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นมาก

หลังจากนั้น นักบวชชาวฝรั่งเศสผู้นี้ก็ยังคงอุทิศแรงกายแรงใจปลูกปั้นโรงเรียนอัสสัมชัญจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต รวมเป็นเวลา 67 ปี

แม้ยังมีบราเดอร์ท่านอื่นๆ อีกมากที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของโรงเรียนอัสสัมชัญซึ่งมีประวัติยาวนานกว่า 134 ปี แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า หากไม่มี ฟ.ฮีแลร์ อัสสัมชัญย่อมไม่เป็นอัสสัมชัญ

อาจารย์สุลักษณ์ระบุในหนังสือ หกชีวประวัติ ว่า “เมื่อแรกมาถึงเมืองไทย ภราดาฮีแลร์ดูจะหนักใจมากกว่าคนอื่นในคณะ ไหนจะอายุน้อยกว่าคนอื่นๆ นักเรียนบางคนโตกว่าตนก็มี ไหนภาษาอังกฤษก็ยังไม่คล่องแคล่ว นักเรียนที่รู้ภาษาฝรั่งเศสดีก็มีน้อยเต็มทน ยิ่งภาษาไทยด้วยแล้ว ในคณะผู้บริหารโรงเรียนชุดใหม่ ไม่มีใครมีความรู้เอาเลย…”

อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์

ฟ.ฮีแลร์เคยเล่าให้อาจารย์สุลักษณ์ (ซึ่งขณะนั้นเป็นนักเรียนมัธยมปลายที่อัสสัมชัญ) ฟังว่า “ในตอนนั้นอยากเรียนภาษาไทย เมื่อสอนภาษาอังกฤษหรือภาษาฝรั่งเศสอยู่อีกห้องหนึ่ง หูมักพยายามเงี่ยฟังว่าห้องถัดไปเขาสอนภาษาไทยว่าอย่างไร”

ในสมัยนั้นเด็กไทยเรียนแบบเรียนชุด มูลบทบรรพกิจ ฟ.ฮีแลร์ กล่าวว่า “จังหวะจะโคนและลีลาแห่งภาษาน่าพิสมัยมาก” จึงพยายามเรียนคำศัพท์จนอ่านรู้เรื่อง

“ในบรรดาบราเดอร์ทั้งหมด ท่านสนใจภาษาไทยมากกว่าคนอื่น ท่านบอก มูลบทบรรพกิจ เพราะมากเลยนะ ท่านก็เอามาอ่าน อ้าว ตายจริง มันมีเรื่องลามกอยู่ในนั้นด้วย แบบฝรั่งเขาพิวริตัน (Puritans) ท่านก็เลย…ไม่ได้ๆ ต้องแต่งใหม่” อาจารย์สุลักษณ์กล่าว

‘เรื่องลามก’ ใน กาพย์พระไชยสุริยา ที่ปรากฏในแบบเรียนเล่มนั้นมีเนื้อหากล่าวว่า

“อยู่มาเหล่าข้าเฝ้า ก็หาเยาวนารี

ที่หน้าตาดีๆ ทำมโหรีที่เคหา

ค่ำเช้าเฝ้าสีซอ เข้าแต่หอล่อกามา

หาได้ให้ภริยา โลโภพาให้บ้าใจ”

“ฟ.ฮีแลร์ ท่านเล่าให้ผมฟัง ท่านบอกว่า ปล่อยให้นักเรียนเรียนแบบนี้ไม่ได้ ต้องให้เรียนความรู้ที่ดีกว่านี้ ท่านก็เลยแต่งแบบเรียนชุด ดรุณศึกษา นี่คือเหตุผลที่ท่านบอกผมนะ” อาจารย์สุลักษณ์เล่าเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ ฟ.ฮีแลร์ คิดแต่งแบบเรียนภาษาไทยอันลือเลื่อง ทั้งนี้เพราะว่าอาจมีสาเหตุอื่นๆ อีก แต่ยังไม่พบหลักฐาน

ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา
ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา

ดรุณศึกษา เป็นแบบเรียนที่บูรณาการความรู้หลายด้านมาไว้ในเล่มเดียว ทั้งหลักภาษาไทย ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เหตุการณ์ร่วมสมัย (เช่น เรือไททานิกจม) และสอดแทรกแนวคิดเกี่ยวกับทั้งศาสนาคริสต์และศาสนาพุทธด้วย

“บราเดอร์ฮีแลร์สอดแทรกเรื่องสอนศาสนาในดรุณศึกษา มีเรื่องที่สองคนไปนอนอยู่ใต้ต้นมะม่วงหรือต้นอะไรสักอย่าง มะม่วงตกลงมา ได้กินมะม่วง แกก็เขียนว่า เป็นเพราะบารมีพระเป็นเจ้า น้องชายผมบอกว่า ‘ดีนะเป็นมะม่วง ถ้าอยู่ใต้ต้นมะพร้าวล่ะฉิบหายแน่เลย พระเป็นเจ้าจะช่วยไหม’ คือพวกเราเด็กๆ นี่ล้อกันเลยนะ ดังนั้น เรื่องสอนศาสนานี่ไม่ได้ผลหรอก” อาจารย์สุลักษณ์กล่าว

เมื่อ ฟ.ฮีแลร์ แต่งแบบเรียน ดรุณศึกษา มีผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านช่วยตรวจแก้ หนึ่งในจำนวนนั้นคือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา

อาจารย์สุลักษณ์เล่าว่า “คุณพ่อกอลมเบต์ก็ให้กำลังใจมากในการแต่ง ดรุณศึกษา บอกว่า เนี่ย ถวายกรมดำรงฯ สิ ฟ.ฮีแลร์ ท่านกลัวมากเลย เพราะเด็กกว่า แต่กรมดำรงฯ ท่านก็แก้ให้ ตรวจตราให้ ต้นฉบับของ ฟ.ฮีแลร์ เขียนว่า ถนนพ่อยม ทรงแก้ว่า ถนนสาทร”

สมัยนั้น ผู้คนเรียกถนนสาทรว่า ถนนพ่อยม เพราะ หลวงสาทรราชายุกต์ (ยม) เป็นผู้สร้าง ท่านมีเชื้อจีนและฐานะร่ำรวย ผู้คนจึงเรียกว่า เจ้าสัวยม ฝรั่งจะพูดหรือเขียนหนังสือถึงถนนสายนี้ แม้ในหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษก็เรียก พ่อยมโรด

อีกจุดที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงแก้ไขต้นฉบับให้คือที่ ฟ.ฮีแลร์ เขียนว่า “ในโลกนี้ก็จะต้องถือว่า มีแต่คนชั่วทั้งนั้น” ท่านทรงแก้เป็น “ในโลกนี้เกือบจะต้องถือว่า มีแต่คนชั่วทั้งนั้น” ซึ่งได้ความรัดกุมขึ้น

ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา

เจ้านายสยามพระองค์นี้ทรงพระเมตตาท่านฮีแลร์นัก ประทานพระอนุเคราะห์ในเรื่องวิชาความรู้แก่ท่านอยู่เสมอ ประทานต้นฉบับจดหมายเหตุของ มองซิเออร์ เดอวีเซ (Monsieur de Visé) ว่าด้วยเรื่องโกษาปานไปฝรั่งเศส ที่ ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ (George Cœdès) นำมาถวาย ให้ภราดาฮีแลร์ลงมือแปลเป็นภาษาไทย

“สมเด็จฯ ดีต่อท่านมาก เวลานั้นฝรั่งเศสก็รังแกประเทศไทยนะ แต่ท่านไม่เคยรังแกพวกเราเลย ตอนเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่สอง ไปเฝ้าโป๊ปที่กรุงโรม โป๊ปถามว่า จะขออะไร ท่านขอลูกประคำศักดิ์สิทธิ์ ให้โป๊ปเสกให้ ท่านเอากลับมาให้บราเดอร์ฮีแลร์ ท่านใช้จนตลอดชีวิตเลย กรมดำรงฯ พระทัยดีมาก ฟ.ฮีแลร์ ก็รักท่าน รักเหมือนพ่อเลย” อาจารย์สุลักษณ์เล่า

ครูฮีแลร์ยึดถือกฎระเบียบข้อบังคับของโรงเรียนอย่างเคร่งครัด อาจารย์สุลักษณ์ระบุในหนังสือ หกชีวประวัติ ว่า บราเดอร์ฮีแลร์ทำหน้าที่อาจารย์ผู้ปกครอง ทุกเช้าท่านจะตรวจตรานักเรียนมาสาย นักเรียนขาดเรียน ใครมาสายเกินหนึ่งครั้งต้องถูกลงโทษ

“บราเดอร์ฮีแลร์เป็นคนเข้มงวดกวดขันมาก ถ้าคุณมาสายเนี่ยถูกเล่นงาน ต้องอยู่เย็น เรียกว่ายืนเสา ให้ท่องหนังสือ ท่องไม่ได้ก็กลับไม่ได้ แล้วถ้าเผื่อไม่มาโรงเรียนนะ ทางโรงเรียนมีไปรษณียบัตรถึงบ้านทันทีเลย คิดค่าไปรษณีย์ที่บ้านด้วย ทำไมลูกไม่มา ต้องตรงเวลา ทุกคนต้องมาเรียนหนังสือ เน้นเรื่องท่องขึ้นใจแบบโบราณ เน้นเรื่องต้องเขียนลายมือสวย” อาจารย์สุลักษณ์เล่า

เมื่อนักเรียนกลับมาเรียนจะต้องมีจดหมายผู้ปกครองมา หรือบางกรณีผู้ปกครองต้องมาอธิบายการขาดเรียนของลูกหลานด้วยตนเอง

ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา

อาจารย์สุลักษณ์ยังระบุว่า ฟ.ฮีแลร์ ไม่เคยสนใจว่าศิษย์คนนั้นเป็นลูกใคร พ่อจะมีบุญหนักศักดิ์ใหญ่เพียงใดก็ตาม ถ้ามาอยู่ในอาณัติโรงเรียนอัสสัมชัญสมัยท่าน เป็นอันว่าต้องได้ลิ้มรสหวาย ไม้เรียว ไม่เลือกหน้า แม้ในสมัยราชาธิปไตยท่านก็เฆี่ยนเจ้านายมานักต่อนักแล้ว

แม้จะยึดถือกฎระเบียบเพียงใด แต่ในบางกรณี ฟ.ฮีแลร์ ก็ยอมผ่อนผัน

เมื่ออยู่ชั้น ม.6 อาจารย์สุลักษณ์ออกหนังสือพิมพ์ชื่อ ยุววิทยา บทความชิ้นหนึ่งทำให้เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตถึงกับจะถูกให้ออกจากโรงเรียน แต่ในที่สุดเมื่อเรื่องถึงหูครูฮีแลร์ผู้เคร่งครัดระเบียบ กลับทำให้สุลักษณ์ ศิวรักษ์ กลายเป็นนักเรียนโปรด

ฟัง ส.ศิวรักษ์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา
สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เมื่อเป็นนักเรียนมัธยมปลายโรงเรียนอัสสัมชัญ พ.ศ.2494

“แต่ก่อนพิมพ์ดีดหายาก หนังสือ ยุววิทยา นี้ผมให้เพื่อนที่ลายมือสวยๆ คัดออกมาได้ห้าฉบับ แล้วก็ให้เพื่อนฝูงอ่าน เพื่อนคนนั้นเขียนเรื่องนี้ อีกคนเขียนเรื่องนั้น ผมเขียนเรื่องโน้น เช่นแนะนำให้ไปดูพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ แนะนำให้ไปดูหอสมุดเปิดใหม่

ครู ม.6 ของผมเป็นครูที่เลวมาก หลับในห้องเรียน บังคับให้ซื้อนาฬิกา ผมก็เขียนด่าครูในนั้น มีคนมาอ่านเห็น เอ้า เขียนด่าครูนี่หว่า ก็เลยฟ้องบราเดอร์ฮีแลร์ เป็นครั้งแรกที่ผมถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ บราเดอร์ฮีแลร์ท่านก็ไม่พอใจมาก

แต่ท่านอ่านทั้งหมดแล้วก็บอกว่า พวกมึงนี่ทำบาป คนแก่ต้องอ่านทั้งหมดเลย แต่แกก็ชมว่ามีอะไรดีหลายอย่าง ก็ถามว่า ทำไมไปด่าครู ผมบอก เพราะเขาทำความชั่ว แกบอกว่า “สุลักษณ์ต้องจำไว้ ความชั่วบางอย่างนั้นเราต้องอดใจไม่พูดถึง พูดแต่ความดีดีกว่า”

ท่านนึกว่าผมหัวรุนแรง เป็นตัวร้าย จนกระทั่งผมมาทำ อุโฆษสาร (นิตยสารของโรงเรียนอัสสัมชัญที่นักเรียนทำกันเอง) ก็มีเขียนถึงบราเดอร์ฮีแลร์ แกตกใจมากที่ผมรู้เรื่องราว เพราะผมไปคัดข้อความจากหนังสือสาส์นสมเด็จ กรมดำรงฯ เขียนว่า ‘ภราดาฮีแลร์แวะมาที่เกาะหมาก มาเรี่ยไรเงินสร้างตึกกอลมเบต์ คงจะไปเรี่ยไรพระองค์ท่านด้วย’ สมเด็จฯ กรมพระยานริศฯ ท่านตอบว่า ‘หลวงพี่ฮีแลร์มาหาแล้ว มารีดเงินเกล้ากระหม่อมไปแล้ว’ (หัวเราะ)”

คำว่า ‘หลวงพี่ฮีแลร์’ ดูจะเป็นคำเรียกท่านอย่างกว้างขวางในหมู่เจ้านาย แสดงถึงความคุ้นเคย นอกจากความสนิทสนมกับเจ้านายหลายพระองค์ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 และ 9 เคยเสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยมโรงเรียนอัสสัมชัญ

ในหนังสือ สัปตมราชาภิเษก กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงพระนิพนธ์ไว้ว่า

“บาทหลวงสิบแปดน้อม วันทนา

หลวงพี่ฮีแลร์สา- มารถรู้

อ่านราชสดุดีคณา- เศียรวาท ถวายเอย

แถลงมนัสหวังสวัสดิ์กู้ เกียรติไท้ไทเสนอ”

อาจารย์สุลักษณ์อธิบายว่า บทพระนิพนธ์นี้กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ทรงพระนิพนธ์กล่าวถึงเมื่อบราเดอร์ฮีแลร์และบาทหลวงรวม 18 คน ไปร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และอ่านคำถวายพระพรชัยมงคล

อาจารย์สุลักษณ์คัดกลอนดังกล่าวมาลงตีพิมพ์ใน อุโฆษสาร ทำให้ภราดาฮีแลร์แปลกใจมาก เพราะไม่คิดว่านักเรียนจะรู้เรื่องพวกนี้

ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา
อาจารย์สุลักษณ์กับครูประจำชั้นและเพื่อนๆ ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ

อาจารย์สุลักษณ์ยังระบุในหนังสือ หกชีวประวัติ ว่า “บราเดอร์ฮีแลร์ทำหน้าที่แม่บ้านของอัสสัมชัญอยู่จนตลอดชีวิต คือเป็นทั้งอาจารย์ผู้ปกครอง ต้องวิ่งเต้นหาเงินมาสร้างตึกและจ่ายเงินเดือนครู พยายามรักษามาตรฐานการศึกษาแบบดั้งเดิมของอัสสัมชัญไว้ ต้องสู้กับกระทรวงฯ ที่ต้องการให้สอนง่ายๆ สอนเป็นภาษาไทยทุกวิชา และคิดค่าเล่าเรียนถูกๆ สู้กับผู้ปกครองที่ขอแต่ให้รับลูกตนเข้าอัสสัมชัญ เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ๆ เด็กนักเรียนสไตรก์ ไม่เรียนหนังสือ เรียกร้องเสรีภาพ ท่านก็ต้องปราบจนเข้าที่เข้าทางจนได้”

ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา

“บราเดอร์ฮีแลร์ถือหลักว่า อัสสัมชัญต้องเน้นเรื่องภาษา โดยเฉพาะภาษาฝรั่งเศส เขาถือว่าเป็นแห่งเดียวที่สอนในเมืองไทย ผมไม่แน่ใจว่าเซนต์คาเบรียลสอนด้วยหรือเปล่า เพราะบราเดอร์พวกนี้เขามาจากฝรั่งเศส ภาษาอังกฤษถือเป็นรอง แต่เป็นที่รู้กันว่าโรงเรียนนี้จะเน้นภาษา” อาจารย์สุลักษณ์กล่าว

มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า โรงเรียนอัสสัมชัญตั้งขึ้นถูกจังหวะ เพราะเป็นช่วงที่รัฐและบริษัทห้างร้านต่างๆ ต้องการคนไปทำงาน แนวนโยบายของโรงเรียนอัสสัมชัญที่เน้นสอนภาษาต่างประเทศ จึงเป็นการผลิตคนไว้รองรับงาน

ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา

ชั้นมัธยมปลายของอัสสัมชัญคือตั้งแต่ ม.4 ขึ้นไป สอนทุกวิชา (ยกเว้นภาษาไทย) เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ตำราส่วนใหญ่ใช้ของต่างประเทศ

อาจารย์สุลักษณ์ระบุเรื่องนี้ในหนังสือ ช่วงแห่งชีวิต ไว้ว่า

“เมื่อสอบ ม.6 ได้กันหมดแล้ว หลายคนออกไปได้งานทำตามห้างฝรั่งกันเลย เพราะการศึกษาเพียงเท่านี้ก็พูดภาษาอังกฤษได้ แต่งจดหมายและเรียงความได้ นับว่าเป็นเสมียนห้างได้แล้ว โดยที่ตอนนี้ฝรั่งได้กลับมาเข้ามามีอิทธิพลขึ้น โดยเฉพาะก็อังกฤษ โดยมีอเมริกันตามติดๆ เข้ามา

“นอกจากพวกโรงเรียนฝรั่งแล้ว ก็ไม่มีโรงเรียนอื่นใดฝึกคนไว้ให้เข้าในระดับพนักงานเช่นนี้กันเลย ทั้งห้างพวกนี้ก็ให้เงินเดือนดีพอสมควร…”

อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์

อาจารย์สุลักษณ์อธิบายเพิ่มเติมว่า

“ที่บอกว่าอัสสัมชัญเตรียมคนไว้รองรับงานราชการ ก็ถูกต้อง เพราะตอนนั้นงานราชการเป็นของใหม่ การรับราชการสมัยก่อนเป็นการสืบสกุลวงศ์ พวกขุนนางเอาลูกไปฝากเป็นมหาดเล็ก ภาคราชการมันเล็ก

ในสมัยรัชกาลที่ 5 ท่านต้องการขยายราชการใหม่ ถ้าจะรวมศูนย์อำนาจก็ต้องการคน ท่านก็ตั้งโรงเรียนเองเลยเพื่อเตรียมคน สวนกุหลาบเป็นต้น ต่อมาก็เป็นโรงเรียนฝึกหัดข้าราชการพลเรือน มหาวิทยาลัย โรงเรียนนายร้อย โรงเรียนนายเรือต่างๆ ก็เพราะต้องการคนทั้งนั้น เป็นของใหม่ พอพวกนักเรียนอัสสัมชัญ นักเรียนกรุงเทพคริสเตียนจบมา ก็เป็นจังหวะดีเลย ราชการกำลังต้องการคน ก็ผลิตคนให้”

ฟ.ฮีแลร์ เป็นชาวฝรั่งเศสที่เทิดทูนสถาบันกษัตริย์

หนังสือ ช่วงแห่งชีวิต ที่อาจารย์สุลักษณ์เขียน กล่าวว่า

“เวลาไปคุยกับ ฟ.ฮีแลร์ ท่านด่าพวกปฏิวัติฝรั่งเศสเสียยับเยิน หาว่าเป็นคนนอกศาสนา อาสัตย์ อาธรรม์ต่อพระมหากษัตริย์ ยิ่งเอ่ยถึงเลนิน สตาลินด้วยแล้ว ครูเฒ่ายิ่งสับหนักไปกว่ารุสโซและวอลแตร์เสียอีก

“เมื่อเสร็จสงครามโลกครั้งที่สอง กระทรวงออกกฎมามากมายเลย เขาก็ให้ผู้ปกครองมาลงนามเลยว่าจะเอาแบบโรงเรียนหรือแบบกระทรวง ผู้ปกครองเอาแบบโรงเรียนหมด ดังนั้นเมื่อขึ้นมัธยม 4 เป็นต้นมา ทุกอย่างสอนตามหลักสูตรโรงเรียนหมด ประวัติศาสตร์ก็เป็นการสอนแบบโรงเรียน เริ่มตั้งแต่พระเจ้าสร้างโลก และจบที่สมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ไม่สอนเหตุการณ์หลังจากนั้น เขาถือว่าพวกที่ทำการปฏิวัติเป็นพวกเลวร้ายมาก เพราะพวกบราเดอร์เทิดทูนสถาบันกษัตริย์…”

ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา

อาจารย์สุลักษณ์ระบุว่า บราเดอร์ฮีแลร์ไม่เห็นด้วยกับหลักสูตรของกระทรวง เพราะบังคับให้สอนอย่างไทยๆ ให้ลดภาษาต่างประเทศลง โดยมีวิชาจุกๆ จิกๆ ซึ่งท่านเห็นว่าไม่เป็นผล ท่านเห็นว่าควรให้แก่วิชาหลัก โดยเฉพาะภาษาต่างประเทศ จะได้ไปหากินได้ และที่สำคัญอย่างยิ่งคือ ให้เข้มแข็งทางศีลธรรมจรรยา

“หลังสงครามโลกครั้งที่สอง บราเดอร์ฮีแลร์บ่นเลยว่า คนไทยเดี๋ยวนี้เลวกว่าคนไทยแต่ก่อน ท่านบอก คนไทยแต่ก่อนนี่ซื่อสัตย์สุจริตมากกว่านี้เยอะ ตอนนี้ก็งก โกงกิน ท่านเอ่ยปากเลย ท่านว่าไม่รู้โรงเรียนจะสอนคนให้สู้กับกระบวนการเลวร้ายนี้ได้หรือไม่ เอ่ยปากอย่างนี้เลย

ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา

“ก็จริงของท่าน สงครามโลกครั้งที่สองทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น เงินเดือนครูก็ไม่พอกิน โรงเรียนก็จะให้เงินเดือนครูเพิ่มไม่ได้ สารพัด ทุกอย่างรัดตัว

“แม้เราจะไม่ได้นับถือพระเจ้า แต่ก็เห็นว่าพระเจ้าอำนวยพรให้บราเดอร์เหล่านี้อุทิศตน ทำคุณงามความดีให้นักเรียนดูเป็นแบบอย่าง แต่เป็นความดีแบบโบราณนะ สอนให้คน Conservative ทั้งนั้น ไม่ชอบให้หัวก้าวหน้า บราเดอร์ฮีแลร์บอกผมเลยว่า ไอ้วอลแตร์เนี่ย รุสโซเนี่ย ตกนรกทั้งนั้นเลยนะ” อาจารย์สุลักษณ์กล่าว

ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา

ความดีแบบโบราณ คืออะไร

“คือจงรักภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดิน พวกนี้เขาชอบพระเจ้าแผ่นดิน ซื่อสัตย์สุจริต ไม่โกงไม่คด อย่าง เจ้าคุณศราภัย (พระยาศราภัยพิพัฒ) เป็นแบบอย่างเลย ท่านฮีแลร์ไปเยี่ยมถึงในคุกเลยนะ แล้วก็บอกว่า ลูกเจ้าคุณไม่ต้องห่วง โรงเรียนจะสอนให้เรียนฟรีตลอดเลย คือ ฟ.ฮีแลร์ ท่านจะอยู่ข้างคนที่ถูกเอาเปรียบ ท่านเกลียด จอมพล ป.พิบูลสงคราม มากเลย เป็นนักเรียนฝรั่งเศสแต่รังแกคนฝรั่งเศส”

เด็กรุ่นหลังจะเรียนรู้อะไรจากบราเดอร์ฮีแลร์และอัสสัมชัญยุคก่อนได้บ้าง

ฟัง ส.ศิวรักษ์ ศิษย์โปรด ฟ.ฮีแลร์ เล่าเรื่องครูฝรั่งไม่รู้ภาษาไทยผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ดรุณศึกษา

“ท่านเป็นคนซื่อสัตย์ แล้วก็เป็นคนถือกฎกติกาเข้มแข็งมาก คุณจะชอบไม่ชอบอีกเรื่อง แต่ระเบียบแบบแผนนี่ท่านเข้มงวดกวดขัน อุทิศตัวเพื่อพระผู้เป็นเจ้าแท้ๆ

สังคมมันเปลี่ยนไป บางอย่างดีขึ้น บางอย่างแย่ลง นี่เป็นธรรมดา ผมไม่วิตก ที่สำคัญคือ ระบบการศึกษาของเราเวลานี้ มันไปเน้นทุนนิยม บริโภคนิยม เน้นให้คนหาความร่ำรวยกับอำนาจ อันนี้มันผิด อัสสัมชัญแต่ก่อนเขาไม่ได้เน้นสิ่งนี้ เน้นให้คนมีคุณภาพ มีคุณงามความดี ส่วนคุณจะไปได้อำนาจหรือร่ำรวย นั่นเป็นประเด็นรอง แต่เดี๋ยวนี้มันเป็นประเด็นหลักไปแล้ว…”

หนังสืออ้างอิง

พระยาอนุมานราชธน. ฟื้นความหลัง. กรุงเทพฯ: ศยาม, 2547

สุลักษณ์ ศิวรักษ์. หกชีวประวัติ. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโกมลคีมทอง, 2527

สุลักษณ์ ศิวรักษ์. ช่วงแห่งชีวิต ของ ส.ศิวรักษ์. กรุงเทพฯ: ริเวอร์บุ๊คส์, 2538

หนังสืออนุสรณ์งานสมโภชรับขวัญ เจษฎาจารย์ ฟ.ฮีแลร์ 14 มีนาคม 1959

Writer

Avatar

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

For English Version,  Click Here

ในฐานะผู้สอนคนหนึ่ง ที่มีโอกาสได้พาผู้เรียนผ่านประสบการณ์การเรียนรู้มาบ้าง เราเชื่อเหลือเกินว่าหลักฐานความสำเร็จที่สำคัญที่สุดของการจัดการการศึกษา ต้องตรวจวัดจากการสะท้อนของผู้เรียน

หากแต่การศึกษาไทยในปัจจุบันนี้กลับมีการรับฟังเสียงของผู้เรียนน้อยเหลือเกิน และหลายครั้งที่แม้จะมีเสียงสะท้อนกลับมา เราที่เรียกตัวเองว่าเป็น ‘ผู้ใหญ่’ กลับไม่ใส่ใจกับความคิดเห็นของพวกเขาเท่าที่ควร ทั้งที่เราทุกคนต้องเคยได้ยินวลีติดหูที่ว่า เด็กคืออนาคตของชาติ

นั่นคือสาเหตุที่วงสนทนาวันนี้กับ King’s College International School Bangkok (King’s Bangkok) ถึงการจัดงาน King’s Bangkok Education Forum 2022  เวทีที่เชิญผู้นำทางความคิดจากหลากหลายวงการ มาส่งต่อประสบการณ์ของพวกเขาให้กับผู้ฟังที่เป็นนักเรียน ภายใต้ธีม Career. Life. Social Values. (อาชีพ ชีวิต และคุณค่าสู่สังคม) มีทั้ง ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สาคร สุขศรีวงศ์ ผู้บริหารและผู้ก่อตั้งโรงเรียนนานาชาติแห่งนี้ ร่วมด้วย คุณเบน-วิทวัส พันธ์พานิช ตัวแทนทีมงานของโรงเรียน รวมถึงนักเรียน Year 11 อย่าง น้องมาร์ตี้-ยศพัทธ์ ศรีธนสกุลชัย และ น้องแจ๊ปเปอร์-ชนุดม อิ้มพัฒน์ ที่นั่งล้อมวงลงข้างกันเพื่อบอกเล่าสิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้

ถอดบทเรียน King’s Bangkok Education Forum ที่จัดโดยนักเรียน เพื่อตั้งใจส่งต่อโอกาสการศึกษาให้กับนักเรียนอีกกลุ่มในสังคม
King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

นักเรียนทั้งสองที่มาร่วมวงกับเรานั้นไม่ได้มาในฐานะผู้ฟัง แต่เป็นหนึ่งในผู้จัดงานที่มีส่วนร่วมอย่างเข้มข้นตั้งแต่ต้นจนจบ ฟอรัมการศึกษานี้จึงเป็นงานที่จัดโดยนักเรียน เพื่อผู้ฟังที่เป็นนักเรียน และตั้งใจส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียน ซึ่งเป็นทัศนะที่น่าสนใจไม่ใช่น้อย เพราะตั้งแต่แนวคิด กระบวนการจัดงาน ไปจนถึงการคัดเลือกคนมาสื่อสารเกี่ยวกับงานนั้น สะท้อนให้เห็นถึงการรับฟังเสียงของเด็กมาโดยตลอดทาง

ขอชวนมาฟังไปพร้อมกันกับเรา ว่าผู้บริหารและสตาฟของ King’s Bangkok หว่านเมล็ดพันธุ์แบบใดให้เติบโตในใจผู้เรียนของพวกเขาไปแล้วบ้างในการจัดงานครั้งนี้

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

Career

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

นิยามความสำเร็จแรก ๆ ในชีวิตของหลายคน คงหนีไม่พ้นความสำเร็จในหน้าที่การงาน

หากพิจารณาผลงานตลอดระยะเวลาการทำงานกว่า 30 ปีในวงการการศึกษาของ ศ.(พิเศษ) ดร.สาคร ก็น่าจะเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จไปแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ในใจของคนเป็นครู มีช่องว่างหนึ่งที่เขาอยากจะถมให้เต็ม

“ประเทศไทยเรามีบุคลากร หรือผู้นำทางความคิดที่มีศักยภาพอยู่มากมาย ทั้งในแง่วิชาการ การศึกษา หรือสายอาชีพ บางท่านทำงานอยู่ในองค์กรข้ามชาติ หลายท่านเป็นนักพูดที่สื่อสารกับสังคมอยู่แล้ว แต่กลับมีแค่คนที่เรียนจบมหาวิทยาลัย หรือทำงานแล้วเท่านั้นจึงจะมีโอกาสได้ฟังคนที่ประสบความสำเร็จพูด กลุ่มผู้ฟังที่เป็นนักเรียนกลับเข้าไม่ถึงโอกาสที่จะได้ฟัง นี่จึงเป็นเรื่องที่ผมอยากผลักดันตลอดมา” ศ.(พิเศษ) ดร.สาครรับหน้าที่เปิดบทสนทนาให้เราได้มองเห็นภาพรวม และที่มาของฟอรั่มการศึกษาในครั้งนี้

“การที่ผมได้สอนหนังสืออยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมได้มีโอกาสทำ Mentoring Program เชื่อมคนที่ประสบความสำเร็จมาแบ่งปันความคิดกับผู้เรียนระดับอุดมศึกษาเป็นครั้งแรก จนได้รับรางวัล Innovation of the Year จาก Association to Advance Collegiate Schools of Business (AASCB) ประเทศสหรัฐอเมริกา นั่นทำให้ผมเริ่มคิดว่า ทำไมนักเรียนจะมีโอกาสแบบนั้นบ้างไม่ได้”

และเมื่อจังหวะเวลาลงตัว อาจารย์กับทีมงานของ King’s Bangkok จึงไม่รอช้า ได้ชักชวนตัวแทนนักเรียนอย่างมาร์ตี้และกลุ่มเพื่อนมาจัดตั้งคณะกรรมการนักเรียนชุดเฉพาะกิจ เพื่อจัดฟอรั่มการศึกษาร่วมกัน และรายได้ทั้งหมดจากการจำหน่ายตั๋ว โดยไม่หักค่าใช้จ่ายจะมอบให้กับนักเรียนมัธยมปลายที่ขาดแคลนทุนทรัพย์เพื่อเป็นทุนการศึกษา โดยมีข้อแม้ว่าเด็กๆ ของ King’s Bangkok จะต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดงานอย่างเต็มที่ตั้งแต่ต้นจนจบ

“งานอีเวนต์แบบนี้ไม่ได้ยากเกินความสามารถของสตาฟโรงเรียนที่จะจัดเองหรอกครับ” ผู้บริหารของโรงเรียนเล่า พลางยิ้มอย่างสบาย ๆ “แต่โรงเรียนของเราให้ความสำคัญกับปรัชญา 3 ข้อ ซึ่งยึดเป็นคุณค่าของโรงเรียนเลย นั่นก็คือ มารยาทที่งดงาม ความเมตตา และความใฝ่รู้สู่ปัญญา อีเวนต์นี้มีวัตถุประสงค์หลักคือเตรียมพร้อมนักเรียนมัธยมปลายที่สนใจเป็นการแนะแนวเส้นทางอาชีพ การทำงาน และการใช้ชีวิตในอนาคต และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ทำงานเรียนรู้การจัดงานไปพร้อมๆ กัน

“แต่ที่มากไปกว่านั้นคือโอกาสในการเรียนรู้คุณค่าเรื่องการมีเมตตา เราอยากสอนให้เด็ก ๆ ของเรามีเมตตาต่อตนเอง และต่อผู้อื่นในสังคมด้วย”

“แต่เรื่องแบบนี้เราสอนกันด้วยปาก ให้ท่องจำกันอย่างเดียวไม่ได้ใช่ไหมครับ” อาจารย์ถามกลับ “เด็ก ๆ ต้องซึมซับความรู้สึกนั้นด้วยใจ และสะท้อนความคิดให้ได้ด้วยตัวเองนั่นคือเหตุผลที่ฟอรั่มการศึกษาในครั้งนี้ถูกสร้างให้เป็นเหมือนสนามทดลอง ให้พวกเขาได้สัมผัสความเมตตาด้วยใจของตัวเอง”

“และที่สำคัญ เนื้อหาที่วิทยากรได้ถ่ายทอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอิคิไก หรือการใช้ชีวิตให้มีคุณค่าตามปรัชญาแบบญี่ปุ่น เรื่องการสร้างคุณค่าให้ชีวิตผ่านวัฒนธรรม เรื่องวิถีผู้นำในองค์กรระดับโลก ตลอดจนการเสวนาเคล็ดลับการเรียน การทำงาน และการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ได้ช่วยปูทางให้เด็กๆ ได้มีรากฐานที่สำคัญก่อนออกก้าวเดินในชีวิตการทำงานต่อไป”

มาร์ตี้นั้นถูกชวนเข้ามาเป็นคนแรก ก่อนที่เขาจะรับหน้าที่ออกตามหาเพื่อน ๆ ผู้ร่วมอุดมการณ์ จนได้ทีมงานทั้งหมด 21 คน หนึ่งในนั้นคือแจ๊ปเปอร์ ผู้ร่วมวงสนทนาอีกคนในวันนี้ ที่รับบทเป็นพิธีกรร่วมบทเวที ที่มีสปีกเกอร์มากประสบการณ์ให้รับมือพร้อมถึง 4 คน

โลกของเด็กนักเรียนYear 11 กำลังจะเปลี่ยนไป ผ่านกระบวนการทำงานแบบผู้ใหญ่ครั้งแรกในชีวิต

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน
King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

Life

“ตอนแรกผมแค่คิดว่าโอกาสที่จะได้ฟังบุคคลที่ผ่านการศึกษาระดับโลก อาทิ มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด สแตนฟอร์ด ชิคาโก้ เยลล์ แล้วก็บุคคลที่ประสบความสำเร็จในเวทีระดับโลกจริง ๆ เป็นเรื่องยากมากสำหรับผมและเพื่อน ๆ ผมเลยคิดว่าอยากจะลองมามีส่วนร่วมดู จึงชวนเพื่อน ๆ มาด้วยกัน แต่ไม่เคยคิดว่าจะได้รับผิดชอบและเรียนรู้มากขนาดนี้ครับ” มาร์ตี้กล่าวย้อนความรู้สึกแรกที่ได้ทราบว่าทางโรงเรียนจะมีโครงการนี้ 

“ในการประชุมครั้งแรก พวกเขานั่งกันตาแป๋วมากครับ” คุณเบน มหาบัณฑิตจากเคมบริดจ์และเป็น หนึ่งในทีมการตลาดของ King’s Bangkok ผู้รับหน้าที่ประสานงานกับคณะกรรมการนักเรียน เล่าติดตลก “สตาฟก็พยายามอธิบายให้เด็ก ๆ ฟังว่า การจัดอีเวนต์ในครั้งนี้มีประโยชน์อย่างไรกับตัวพวกเขาเองบ้าง แต่สิ่งที่จุดประกายไฟในตาของเด็ก ๆ มากที่สุดกลับเป็นตอนที่ผมอธิบายว่า สิ่งนี้จะมีประโยชน์กับคนอื่นอย่างไรบ้าง”

“เราพยายามจะวางแผนกันอย่างดี แล้วก็มีดร.สาครกับทีมการตลาดคอยสนับสนุนด้วย ผมก็เลยรู้สึกมั่นใจ” มาร์ตี้เล่าถึงความรู้สึกหลังจากเขาและเพื่อน ๆ เห็นประโยชน์ของการจัดงานครั้งนี้เมื่อได้รู้ว่าจะได้จัดงานอีเวนต์ใหญ่ “แต่แจ๊ปเปอร์นี่ตื่นเต้นมาก”

“แน่นอนสิ” แจ๊ปเปอร์โต้กลับอย่างออกรสชาติ “ผมจะได้เป็นพิธีกรบนเวทีเลยนะ ใครจะไม่ตื่นเต้นไหว แต่นี่เป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับผมเลย แล้วนักเรียนทุกคนที่ได้เข้ามาเป็นทีมงานก็กลายเป็นต้นแบบให้กับรุ่นน้อง ๆ ไปด้วยเลยครับ อีเวนต์นี้มันมีพลังมาก”

การเข้ามามีส่วนร่วมกับการจัดงาน นั่นหมายถึงการตั้งเป้าหมายในการระดมทุน สร้างกลยุทธ์ในการขายบัตร การโปรโมทงาน ไปจนถึงการรันคิวงานในวันจริงด้วยตัวเอง

สำหรับผู้ใหญ่อย่างเราแล้ว อาจฟังดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่ลองนั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปในครั้งแรกที่เราต้องจัดการงานที่มีคนจำนวนมากเข้ามาเกี่ยว อย่างงานกีฬาสี งานเลี้ยงรุ่น แล้วจินตนาการดูสิว่า นี่คือประสบการณ์ที่ใหญ่ขนาดไหนสำหรับเด็กมัธยมปลาย

“มันยากตั้งแต่เริ่มหาทีมงานแล้วครับ” มาร์ตี้เกริ่น “เราเริ่มกันที่การออกแบบโลโก้ งานอาร์ตต่าง ๆ ร่วมกับทีมการตลาดของโรงเรียน แต่การจะหาเวลามาทำงานด้วยกันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพวกผมมีเวลาว่างเฉพาะช่วงพักเที่ยงและหลังเลิกเรียน เราก็เลยมักประชุมกันระหว่างช่วงพักและทานข้าวเที่ยงกันไปด้วย”

“ผมชอบการประชุมช่วงพักเที่ยงนะ เวลาที่เราได้มานั่งล้อมวง ทานอาหารอร่อย ๆ และคุยงานไปด้วย สำหรับผมมันดีกว่าประชุมออนไลน์เยอะครับ เพราะมีอาหารอร่อยไง” แจ๊ปเปอร์เล่าต่อจากเพื่อนอย่างร่าเริง

“การขายบัตรก็ท้าทาย เราโพสต์คอนเทนต์ออนไลน์ด้วยเหมือนกันครับ วิทยากรที่เชิญมาก็ช่วยโปรโมตด้วย แต่ส่วนใหญ่ก็คุณพ่อคุณแม่เรานี่แหละครับที่ช่วยกันโปรโมต ทั้งที่เราตั้งเป้าหมายในการระดมทุนกันเอง ว่าเราอยากสนับสนุนทุนการศึกษาให้กับนักเรียนได้ถึง 7 คน ตอนแรกเราก็เลือกกันเพราะเลขสวยดี แต่เราทุกคนก็ดีใจมากที่เราทำได้เกินเป้าหมาย” 

แน่นอนว่าความยากไม่ได้จบแต่ช่วงวางแผน เมื่อถึงวันงานเอง ทั้งคนหน้าฉากอย่างแจ๊ปเปอร์ และคนหลังฉากอย่างมาร์ตี้ต่างก็ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันจนหัวหมุน

 “ภารกิจหลักของวันนี้คือการดูแลวิทยากรครับ” มาร์ตี้อธิบาย “แต่ในขณะที่ดูแลวิทยากรที่ให้เกียรติมาแชร์เรื่องราวกับเรา ผมก็ต้องดูแลทีมงานไปด้วยพร้อมกัน เพื่อให้มั่นใจว่าแต่ละคนทำหน้าที่ของตัวเอง และให้งานดำเนินไปอย่างราบรื่น”

แม้ว่างานนี้ไม่ใช่งานง่าย ใช้พลังตั้งแต่ต้นจนปลาย แต่พวกเขากลับพูดตรงกันว่า นี่แหละคือรสชาติของชีวิต

เพราะนอกเหนือจากเนื้อหาวิชาชีวิตที่วิทยากรทุกท่านมาแชร์ให้นักเรียนได้ฟังกันเป็นเรื่องที่เหมาะกับผู้ฟังที่เป็นนักเรียนโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการค้นหาความหมายของชีวิตด้วยหลักการอิคิไก การทำความเข้าใจชีวิตผ่านการเข้าใจความหลากหลายของวัฒนธรรม ไปจนถึงประสบการณ์จริงจากรุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จ ว่าแล้วเขาเหล่านั้นผ่านช่วงเวลาการเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยมาอย่างไร ค้นหาตัวเองเจอได้อย่างไร ไปจนถึงหางานที่ใช่ได้อย่างไร นักเรียนอย่างพวกเขาก็ได้ฝึกออกแรงเปิดประตูบานแรกสู่ชีวิตผู้ใหญ่ ด้วยกระบวนการเบื้องหลังการจัดงานนั่นเอง

“การจัดอีเวนต์ครั้งนี้ทำให้เราได้ลิ้มรสชาติชีวิตผู้ใหญ่ครับ” แจ๊ปเปอร์ให้ความเห็นหลังจากนิ่งและตกผลึกความคิดได้ “เหมือนที่วิทยากรท่านหนึ่งของเราพูดบนเวทีว่า กำแพงที่กั้นระหว่างเขากับชีวิตจริงได้พังทลายลงในช่วงจังหวะที่เขาเพิ่งได้ไปเรียนมหาวิทยาลัยที่ต่างประเทศเป็นครั้งแรก นั่นเป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าต้องเผชิญหน้ากับความจริง อารมณ์ประมาณนั้นเลย แต่เวทีนี้ก็ช่วยให้เรากลัวชีวิตจริงน้อยลงด้วยเหมือนกัน”

“เมื่อมองเผิน ๆ เราอาจเห็นว่าเป็ดลอยน้ำได้อย่างสบาย ๆ แต่ใต้น้ำเป็ดต้องออกแรง เตะเท้าอย่างหนักเพื่อให้ลอยบนน้ำได้” มาร์ตี้พูดถึงสิ่งที่วิทยากรท่านหนึ่งได้กล่าวเอาไว้ “สำหรับผม มันเหมือนกับว่าวิทยากรที่มาบรรยายทุกคนในวันนี้เป็นเป็ดตามนิยามนี้เลย เพราะภายใต้ความสำเร็จของทุกคนล้วนเป็นเรื่องราวของความมุ่งมั่น การทำงานหนัก และความไม่ยอมแพ้”

“ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ เราได้เห็นทีมการตลาดของเราทำงานจริงอย่างใกล้ชิดด้วยครับ” แจ๊ปเปอร์เสริม “ตอนแรกผมก็สงสัยนะว่าพวกผู้ใหญ่ทำงานกันเยอะขนาดนี้ได้ยังไง แต่ตอนนี้เข้าใจแล้ว”

“เราจะหาโอกาสได้ทำงานจริงแบบนี้ได้จากที่ไหนอีก ถ้าไม่ใช่โรงเรียนมอบให้ละครับ” มาร์ตี้พยักหน้าเห็นด้วย “ผมว่าทีมงานหลายคนเติบโตขึ้นจากกระบวนการทำงานนี้ ตอนแรกพวกเขาก็เก่งอยู่แล้ว แต่ก็พัฒนาขึ้นไปอีกได้”

“ถึงนายจะบ่นอยู่ตลอดว่าวิ่งทั้งงานจนขาพังไปหมดแล้วน่ะหรอ” แจ๊ปเปอร์แซวขึ้นมาได้จังหวะ เล่นเอาทั้งวงหัวเราะกันท้องแข็ง

Social Values

แม้ช่วงเวลาในการฟังมาร์ตี้และแจ๊ปเปอร์เล่าประสบการณ์เปลี่ยนชีวิตของพวกเขานั้นจะแสนสั้น แต่เราก็ได้เห็นภาพสะท้อนการเติบโตทางความคิดของนักเรียนทั้ง 2 คนที่ขยับเข้าใกล้ความเป็นคนของสังคมมากขึ้นอีกนิด

การเติบโตที่เกิดขึ้นผ่านกระบวนการการเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ และห้อมล้อมไปด้วยการสนับสนุนของบุคลากรทางการศึกษาที่เฝ้ารอดูพวกเขาผลิดอกออกผล

และ ดร.สาครยังสะท้อนให้เรามองเห็นภาพใหญ่ต่อไป การจัดงานสำหรับคนกลุ่มเล็ก ๆ ในครั้งนี้มีบทบาทอย่างไรต่อระบบการศึกษาและภาพรวมของประเทศว่า

“หากเราถอยออกมามองภาพกว้าง เด็กกลุ่มนี้ของเราเป็นเด็กที่เรียกได้ว่าโชคดี เขามีศักยภาพที่จะทำอะไรมากมาย เราจึงต้องหว่านเมล็ดพันธุ์ทางความคิดในการสร้างคุณค่าให้กับสังคมให้เขามีโอกาสได้คิดเรื่องนี้ และวิทยากรที่มาพูดให้กับฟอรั่มนี้ต่างเป็นข้อพิสูจน์ที่มีชีวิตว่า เมื่อเรามอบอะไรให้ผู้อื่น เราก็จะได้สิ่งนั้นกลับมา”

เพราะการศึกษาไม่ใช่แค่เรื่องการเสริมพลังทางปัญญาเท่านั้น การเติมเต็มความเป็นมนุษย์ ให้ตระหนักถึงบทบาทของตนเองต่อสังคมคือเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน

“เราพยายามที่จะสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ด้วยกระบวนการเรียนรู้ เพื่อสร้างคนที่มองเห็นเป้าหมายที่ถูกต้อง ยึดถือคุณค่าที่เหมาะสม และนั่นคือสิ่งที่การศึกษาไทยควรจะมอบให้กับผู้เรียน ไม่ใช่แค่ความเป็นเลิศทางวิชาการ

“ปรัชญาการศึกษาของประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นต้นแบบของโรงเรียน King’s Bangkok บอกกับเราว่านอกจากความเป็นเลิศทางวิชาการแล้วยังมีส่วนผสมอีก 2 อย่างที่สำคัญในการปั้นทรัพยากรมนุษย์ที่สร้างความเป็นคนอย่างสมบูรณ์ นั่นคือ ความใส่ใจอย่างครบถ้วนรอบด้านและหลักสูตรร่วมผสมอย่างดนตรี ศิลปะ กีฬา และอื่น ๆ ในขณะที่กิจกรรมเสริมจะช่วยสร้างสังคมและความชื่นชอบเฉพาะบุคคลให้ชัดเจน การการใส่ใจอย่างครบถ้วนรอบด้านจะประคองให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้อย่างมีความสุข และเรียนรู้ที่จะก้าวข้ามอุปสรรค” อาจารย์นักบริหารกล่าวสรุปปิดท้าย

แต่แจ๊ปเปอร์ผู้พลังงานล้นก็อดไม่ได้ที่จะเติมต่อว่า

“ผมว่าเด็กหลายคนไม่รู้หรอกว่าคุณค่าทางสังคมสำคัญยังไง แต่หลังจากที่ได้ฟังประสบการณ์ของวิทยากรทุกท่านบนเวที ผมเข้าใจแล้วว่า ความสำเร็จไม่ใช่แค่เรื่องของการมีคนนับหน้าถือตา แต่เป็นเรื่องของการมอบบางอย่างคืนสู่ผู้อื่นด้วยเหมือนกัน”

บทสรุปจากปากของแจ๊ปเปอร์ทำให้เรารู้สึกว่า การเรียนแบบไม่เน้นจำ แต่ให้ลงมือทำ ได้ไปสะกิดใจใครบางคนให้เติบโตไปในทิศทางที่งดงามได้จริง ๆ

และการให้โอกาสเด็ก ๆ ได้พูด ทำ ส่งเสียง อย่างที่คุณครูและบุคลากรของ King’s Bangkok ได้ทดลองและมาแชร์ผลลัพธ์ให้เราเห็นผ่านบทสัมภาษณ์นี้ ก็น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีไม่น้อยสำหรับผู้ใหญ่หรือแม้แต่ครูในประเทศ ที่จะเปิดใจรับฟัง และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนของตนเองได้ลงมือ ล้มลุก และเรียนรู้จากความผิดพลาด

เพราะแม้ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร การเรียนรู้จากการลงมือทำที่เกิดขึ้นตลอดกระบวนการก็เป็นพื้นฐานที่สำคัญในการเตรียมความพร้อมให้เด็ก ๆ ขยับเข้าใกล้มหาวิทยาลัยในฝัน ชีวิตที่มีเป้าหมาย และความสำเร็จที่ไม่ใช่แค่การ ‘ได้’ แต่เป็นการ ‘ให้’ ด้วยเช่นกัน

Writer

Avatar

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load