ธุรกิจ : ร้านบุญชัยการแว่น และ ร้านแว่นตาอายโฮม (EyeHome)

ประเภทธุรกิจ : ร้านแว่นตา

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ 2506

อายุ : 58 ปี

ผู้ก่อตั้ง : คุณบุญชัย ผดุงเกียรติสกุล, คุณเด่นชัย ผดุงเกียรติสกุล

ทายาทรุ่นสอง : คุณธรรมจิตต์ ผดุงเกียรติสกุล

ทายาทรุ่นสาม : คุณธนิดา ผดุงเกียรติสกุล ร้านแว่นตาอายโฮม (พ.ศ.​ 2562) 

ในร้านแว่นตาที่ทุกคนคุ้นเคย นอกจากตู้บรรจุแว่นตานับร้อยอัน มีหนึ่งอาชีพของคนในร้านแว่นที่เราเรียกจนชินปากว่า ‘ช่างตัดแว่น’ 

ชื่อจริงของอาชีพช่างตัดแว่น (ที่มีใบประกอบโรคศิลปะ) คือ นักทัศนมาตร (Optometrist) ผู้ทำหน้าที่ตรวจวินิจฉัยและแก้ไขปัญหาของระบบการมองเห็น รวมถึงดูแล ฟื้นฟู ให้คำปรึกษาเรื่องสุขภาพตา ไปจนการเลือกแว่นตาและคอนแทคเลนส์

คอลัมน์ทายาทรุ่นสองจะพาไปรู้จักร้านแว่นที่เปิดให้บริการโดยนักทัศนมาตร ลัดเลาะเข้าไปสำรวจร้านแว่นตาย่านอุดมสุขของ ชิง-ธนิดา ผดุงเกียรติสกุล ผู้อยากมอบการมองเห็นที่ดีที่สุดให้ทุกคน 

EyeHome ทายาทร้านแว่นตาที่ให้บริการ 24 ชั่วโมง และรับเพียงวันละ 5 คิว

เธอเกิดและโตมาในร้านแว่นตาของครอบครัวที่สามย่าน เรียนจบสาขานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนตัดสินใจเรียนต่อด้านทัศนมาตรศาสตร์ถึง 6 ปี เพื่อทำในสิ่งที่รักและผูกพัน หลังจากเรียนจบเฉพาะทาง เธอเข้ามาดูแลร้านแว่นตาของคุณพ่อ จึงได้เห็นข้อจำกัดหลายอย่าง และตัดสินใจไม่ทำตามวิถีเดิมของร้านแว่นเพราะเห็นโอกาสที่ดีกว่า และเลือกตั้งต้นธุรกิจร้านแว่นตาในแบบที่ต้องการในบ้านของตัวเอง ปรับกลยุทธ์ร้านแว่นทั่วไปให้กลายเป็นร้านแว่นตาที่สามารถรองรับลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ตรวจสายตาโดยละเอียด เริ่มตั้งแต่การซักประวัติ เช็กค่าสายคา ตรวจสุขภาพตา ไปจนถึงส่งต่อเคสที่รุนแรงให้กับจักษุแพทย์

ร้านใหม่ของชิงใช้เทคนิคใหม่ๆ เพื่อให้บริการลูกค้าได้อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกัน ความใส่ใจในการบริการก็ยังคงเหมือนกับร้านในรุ่นอากง เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถส่งต่อความดีงามของธุรกิจร้านแว่นตาของอากงและคุณพ่อด้วย Vision ที่ว่า “ลูกค้าต้องได้รับสิ่งที่ดีที่สุด”

EyeHome ทายาทร้านแว่นตาที่ให้บริการ 24 ชั่วโมง และรับเพียงวันละ 5 คิว

ภาพจำร้านแว่น

ก่อนจะมาเป็นร้านแว่นตาอายโฮมในย่านอุดมสุข ชิงมีพื้นที่เรียนรู้และทดลองเป็นร้านแว่นตาของครอบครัว ซึ่งให้บริการผู้คนในละแวกสามย่านมากว่า 50 ปี เธอเดินเข้าออกร้านแว่นตั้งแต่รุ่นอากง จนร้านถูกส่งต่อมาถึงมือคุณพ่อ 

“เราอยู่กับร้านแว่นตามาตั้งแต่เกิด เห็นเวลาคุณพ่อวัดสายตา เขาละเอียดในการวัด มีการพูดคุยมากกว่าแค่วัดสายตา เราเลยซึมซับมาตั้งแต่เด็ก เห็นคนได้แว่นแล้วมันดีแบบนี้ แล้วเราเป็นคนใส่แว่น เราเข้าใจดีว่าเวลาเด็กๆ มองไม่เห็นมันลำบากแค่ไหน”

ร้านแว่นครอบครัวเต็มไปด้วยตู้โชว์แว่นหลากประเภท ตั้งแต่ราคาหลักร้อยไปจนถึงหลักพัน หลักหมื่น เปิด-ปิดตามเวลาห้าง และมักเจอปัญหาลูกค้าเข้ามาพร้อมกันช่วงใกล้ปิด เพราะกว่าจะเลิกงานฝ่าการเดินทางที่ติดขัดในกรุงเทพฯ การบริการในเวลากระชั้นชิดจึงทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร

“พอเป็นคนวัดเอง เราเห็น Pain Point ชัดเจนเลย มันจะมีช่วงจังหวะที่หน้าร้านบอกว่าเร็วขึ้นหน่อยได้ไหมคะ ข้างนอกรอนานแล้ว ต่อคิวยาว ลูกค้าจะกลับแล้วนะ ข้างนอกไม่รอแล้วนะ”

ชิงได้เห็นความรุ่งเรืองพร้อมๆ กับจุดอ่อนของร้านแว่นตาที่น้อยคนจะรู้

EyeHome ทายาทร้านแว่นตาที่ให้บริการ 24 ชั่วโมง และรับเพียงวันละ 5 คิว

ยอมรับและยอมแลก

จากความคุ้นเคยเป็นความผูกผัน ทำให้การเข้าร้านและบริการลูกค้าในทุกๆ ครั้งกลายเป็นความสุข ชิงเริ่มรู้ว่าตัวเองรักการทำงานในร้านแว่นตามากกว่า นิติศาสตรบัณฑิตคนนี้จึงตัดสินใจไม่เรียนต่อในด้านที่เธอร่ำเรียนมา แล้วคว้าโอกาสจากประสบการณ์ที่เธอได้รับจากร้านแว่นของครอบครัว กลับไปเรียนปริญญาตรีทางด้านทัศนมาตรศาสตร์ (Doctor of Optometry) อีกครั้ง

“ตอนเรียนนิติศาสตร์เราไม่ชอบที่ต้องอ่านหนังสือเยอะๆ ตอนฝึกงานเกี่ยวกับกฎหมาย เจอเอกสารทั้งวัน เสาร์-อาทิตย์เราจะเข้าไปช่วยเฝ้าร้าน ทำงานหน้าร้าน พอทำตรงนี้แล้วรู้สึกมีความสุขกว่า สนุกกว่าที่ได้เจอลูกค้า ได้พูดคุย ได้แก้ปัญหาให้เขา”

ชิงต้องยอมรับความเสี่ยงและความไม่แน่นอนจากการทำสิ่งที่ต่างจากร้านแว่นธรรมดา  ขณะเดียวกันก็ต้องคิดวิธีการแก้ปัญหาเพื่อบริหารความเสี่ยงเหล่านั้น 

“พอเรารับคิวนัดอย่างเดียว ก็ต้องยอมเสียลูกค้า Walk-in ไป 

“มีกรณีที่ลูกค้าอยากได้แว่นด่วน เขาโทรมาแต่คิววันนั้นเต็มไปแล้ว เราก็รับคิวซ้อนก็ไม่ได้ ไม่อยากแทรกคิวลูกค้าท่านอื่น ถ้าปฏิเสธลูกค้า เราก็เสียใจที่ไม่สามารถให้บริการในตอนนั้นได้จริงๆ แต่ทั้งหมดก็แลกเพื่อบริการที่ดีและเป็นร้านแว่นแบบที่เราต้องการ”

EyeHome ทายาทร้านแว่นตาที่ให้บริการ 24 ชั่วโมง และรับเพียงวันละ 5 คิว
EyeHome ทายาทร้านแว่นตาที่ให้บริการ 24 ชั่วโมง และรับเพียงวันละ 5 คิว

ร้านแว่นตาอายโฮม

โจทย์แรกของร้านเก่าคือ บริการลูกค้าอย่างเต็มที่ในชั่วโมงเร่งด่วนไม่ได้ ดังนั้น หากต้องขยายเวลาตรวจให้นานขึ้นเพื่อการบริการที่ละเอียด ร้านจึงต้องเปิดให้นานขึ้น นั่นหมายถึงร้านต้องไม่อยู่บนห้าง เธอพลิกภาพจำเดิมของร้านแว่นตาที่เคยเปิดเช้า ปิดเย็น มาเป็นการเปิด 24 ชั่วโมง รองรับลูกค้าจากทุกสาขาอาชีพ

อีกจุดหนึ่งคือ ชิงอยากตรวจลูกค้าทุกคนอย่างเต็มศักยภาพ จึงต้องขยายเวลาตรวจวัดลูกค้าแต่ละคนให้นานขึ้น เปลี่ยนจากการรับลูกค้าแบบ Walk-in มาเป็นการรับคิว แปลว่าร้านจะรับลูกค้าได้น้อยลงเหลือเพียงวันละ 5 คนเท่านั้น 

“ลูกค้าแต่ละคนมีความต้องการที่แตกต่างกัน เราซักประวัติว่าใช้งานอะไรเยอะที่สุด เน้นการพูดคุย แล้วออกแบบการบริการ การพูดคุย เป็นการเช็กที่ละเอียดขึ้นและครอบคลุมมากขึ้น”

EyeHome ทายาทร้านแว่นตาที่ให้บริการ 24 ชั่วโมง และรับเพียงวันละ 5 คิว
EyeHome ทายาทร้านแว่นตาที่ให้บริการ 24 ชั่วโมง และรับเพียงวันละ 5 คิว

เมื่อตรวจเช็กตามขั้นตอนทั้งหมดแล้ว ถัดมาคือการลองใส่และใช้งานจริง และกลายเป็นขั้นตอนที่ชิงให้ความสำคัญไม่แพ้การตรวจวัดสุขภาพตา

“เราให้ลองเดิน ลองใส่ จริงๆ ขั้นตอนการลองสำคัญมาก เพราะว่าความชัด ความสบาย สำคัญ และความสบายแต่ละคนไม่เหมือนกัน ความเซนซิทีฟแต่ละคนไม่เหมือนกัน ความชัดแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน เราก็จะให้ลองใส่เลย ให้เดินในร้านจริง สมมติว่าลูกค้าใช้คอมพิวเตอร์เยอะ ลองใช้คอมพิวเตอร์ดูเลยว่าเป็นยังไง ลองเดิน ลองขึ้น-ลงบันได ลองดูโทรทัศน์ว่าตอบโจทย์ไหม ประมาณนี้โอเครึเปล่า”

หากตรวจพบว่าลูกค้าที่มารับบริการมีภาวะเสี่ยงเกี่ยวกับดวงตา หรืออาการรุนแรงเกินขอบเขตที่นักทัศนมาตรดูแลได้ ทางร้านจะส่งต่อให้กับจักษุแพทย์เพื่อทำการรักษาต่อไป

“พอเรามาทำร้านนี้ก็ได้รู้ว่า มีหลายคนที่มีปัญหาเรื่องกล้ามเนื้อตาหรือเรื่องสุขภาพตา แต่ไม่รู้ตัว ก็ใส่แว่นมาอย่างนั้นโดยไม่รู้มาก่อนว่ามีเรื่องนี้ด้วย ถ้าไม่ได้เช็กก็คงไม่รู้ว่ามีแบบนี้อยู่

“เราจะพยายามให้ละเอียดที่สุดเท่าที่ร้านแว่นจะทำได้ เพราะถ้าเกินจากนี้อย่างเรื่องให้ยา การขยายม่านตา จะเป็นการรักษาของโรงพยาบาลแล้ว ร้านแว่นทำไม่ได้”

EyeHome ทายาทร้านแว่นตาที่ให้บริการ 24 ชั่วโมง และรับเพียงวันละ 5 คิว
ร้านแว่นหนึ่งเดียวที่พร้อมให้บริการ 24 ชม. และรับเพียงวัน 5 คิว โดยทายาทร้านแว่นตาที่เรียนจบด้านทัศนมาตรศาสตร์มาโดยตรง

ใส่ใจบริการ

“เราอยากทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด นอกจากการมองเห็นที่ดีแล้ว ประสบการณ์ในการมาวัดสายตาก็เป็นอย่างหนึ่งที่เขาจะได้รับกลับไป ไม่ว่าจะเป็นคนนัดหรือคนรอ พอเราอยากให้ลูกค้าได้สิ่งที่ดี ลูกค้าน่าจะรู้สึกได้ แล้วเขาก็ได้รับสิ่งดีๆ กลับไป”

ความตั้งใจของชิงและร้านแว่นตาอายโฮมนอกจากสะท้อนผ่านการให้บริการภายในร้าน ยังหมายถึงบริการหลังจากนั้น เพื่อย้ำว่าการบริการของร้านแว่นตาอายโฮม ไม่ใช่เพียงแค่ตรวจวัดสายตา ตัดแว่นแล้วจบไป

“นอกจากการวัด ความใส่ใจ การบริการ อีกอย่างคือเรื่องการบริการหลังการขาย ลูกค้าใช้ไปแล้วมีปัญหาอะไร ติดต่อเราได้ตลอด มีตรงนี้ช่วยซ่อมได้ไหม ทำอะไรได้ไหม ดัดได้รึเปล่า มีรถทับแว่นมาทำอะไรได้ไหม เราดูแลตลอดอยู่แล้ว”

ในขณะที่ชิงและพนักงานทุกคนในร้านแว่นตาอายโฮมตั้งใจให้บริการลูกค้าที่มาวัดสายตา คนอีกหนึ่งกลุ่มที่ร้านแว่นตานี้ให้ความสำคัญคือ คนที่มารอคนทำแว่น 

ร้านแว่นหนึ่งเดียวที่พร้อมให้บริการ 24 ชม. และรับเพียงวัน 5 คิว โดยทายาทร้านแว่นตาที่เรียนจบด้านทัศนมาตรศาสตร์มาโดยตรง

“คนที่มารอคนวัดสายตาซึ่งค่อนข้างนาน สามารถดูโทรทัศน์  YouTube, Netflix, Disney+ Hotstar นั่งดูได้เลย มีขนม มีน้ำ มีกาแฟ ไว้รอ เพราะคนที่มารอก็เป็นเหมือนลูกค้าท่านหนึ่งของเรา เป็นครอบครัวของลูกค้า เราก็อยากจะดูแลให้เหมือนเขาอยู่บ้าน ให้เขาสบายใจที่สุดเวลามาใช้บริการ”

ผลของการบริการที่พร้อมสรรพและความใส่ใจที่มีอยู่ในทุกๆ ขั้นตอนของร้านแว่นตาอายโฮม กลายเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ลูกค้าพูดถึงและบอกต่อปากต่อปาก ถึง Vision หรือความดีงามที่ถูกส่งต่อ จากรุ่นอากง สู่รุ่นคุณพ่อ เรื่อยมาจนมาถึงรุ่นของชิง

บทพิสูจน์

ร้านแว่นตาอายโฮมเปิดให้บริการลูกค้าจากหลากหลายพื้นที่ ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัดมาแล้วกว่า 2 ปี 

“ช่วงแรกที่บ้านไม่เห็นด้วยเลย ไม่เห็นด้วยในแง่ที่ว่ามาเปิดในตึกแถว ไม่เปิดในห้าง เพราะช่วงก่อนยุคโควิด-19 ทุกคนเข้าใจว่าร้านแว่นต้องก็เปิดในห้างสิ เพราะคนมาเดินห้าง เดี๋ยวนี้ไม่มีใครไปร้านข้างนอกกันแล้ว 

“ถ้าอยากทำเองจริงๆ หาร้านในห้างไหม หาโลเคชันในห้างไหม หาที่เช่าไหม ซึ่งเราก็มีไปดูนะ แต่มันไม่ตอบโจทย์ปัญหาที่เราอยากแก้อยู่ดี สุดท้ายถ้าทำตรงนั้น Pain Point เดิมๆ ก็จะกลับมา”

ความกังวลของครอบครัว ไม่ใช่ความกังวลว่าชิงจะตรวจค่าสายตาได้ หรือจะให้บริการลูกค้าไม่ได้ แต่คือความแตกต่างของร้านกับร้านอื่นๆ ในท้องตลาด สิ่งเดียวที่ชิงทำได้เพื่อคลายความกังวลนี้ คือพิสูจน์ว่าร้านแว่นตาในอุดมคติของเธอนั้นเป็นจริงได้

“มันค่อนข้างแหวกขนบธรรมเนียมเดิมของร้านแว่น กว่าจะพิสูจน์ได้ก็ตอนที่ร้านเปิดแล้ว มีลูกค้าเข้ามาเรื่อยๆ เริ่มมีการบอกต่อ มีการรีวิว ที่บ้านค่อยเริ่มสบายใจหน่อยว่าแบบนี้ทำได้นะ เพราะจริงๆ ร้านเราไม่ได้อยู่ในโลเคชันที่คนจะมาง่ายเหมือนในห้าง แต่ก็ยังมีลูกค้ามาอยู่

“เราค่อยๆ ทำให้เขาเชื่อ และบอกว่าถ้าแบบนี้ไม่เวิร์กจริงๆ เราจะยอมปรับให้เป็นแบบที่เขาทำก็ได้ แต่ตอนนี้ขอทำแบบนี้ก่อน”

ร้านแว่นหนึ่งเดียวที่พร้อมให้บริการ 24 ชม. และรับเพียงวัน 5 คิว โดยทายาทร้านแว่นตาที่เรียนจบด้านทัศนมาตรศาสตร์มาโดยตรง
ร้านแว่นหนึ่งเดียวที่พร้อมให้บริการ 24 ชม. และรับเพียงวัน 5 คิว โดยทายาทร้านแว่นตาที่เรียนจบด้านทัศนมาตรศาสตร์มาโดยตรง

ปัจจุบันและอนาคต

ร้านแว่นตาอายโฮมยังคงเปิดประตูต้อนรับลูกค้าเป็นประจำทุกวันในช่วงวิกฤต พร้อมการดูแลความสะอาดที่เข้มงวดขึ้น เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ในปัจจุบัน การบริการยังเป็นการนัดตามคิว นั่นหมายถึงการเว้นระยะห่างลูกค้าแต่ละคน และทางร้านได้ขยายร้านเพิ่มเติม เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าที่มารับแว่นและลูกค้าที่มารับบริการแยกพื้นที่กันอย่างชัดเจน 

“ธุรกิจที่ดีสำหรับชิงคือ การได้ทำในสิ่งที่ชอบในทุกๆ วัน แล้วการทำสิ่งนั้นทำให้เราเลี้ยงดูตัวเองได้ เลี้ยงดูครอบครัวได้ แล้วก็ส่งออกไปถึงสังคมได้ด้วย การมองเห็นของลูกค้าดีขึ้นได้ หรือมาตรฐานการวัดสายตาของเราดีขึ้นกว่านี้ได้ พัฒนาขึ้นไปได้เรื่อยๆ ไม่มีวันหยุด

“สิ่งสำคัญที่สุดคือ ลูกค้าที่มาใช้บริการได้รับสิ่งดีๆ กลับไป”

ชิงทิ้งท้ายถึงความตั้งใจที่อยากให้ร้านแว่นตาอายโฮมเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อดูแลดวงตาอีกหลายๆ คู่ให้สดใส

ร้านแว่นหนึ่งเดียวที่พร้อมให้บริการ 24 ชม. และรับเพียงวัน 5 คิว โดยทายาทร้านแว่นตาที่เรียนจบด้านทัศนมาตรศาสตร์มาโดยตรง

Facebook : EyeHome ร้านแว่นตาอายโฮม

Writer

แคทรียา มาลาศรี

คนทักผิดตลอดชีวิตว่าเป็นนักร้องดัง รักการกินผักและรักเนื้อพอๆ กับผัก เกิดที่อีสาน เรียนที่ภาคกลางและหลงทางที่เชียงใหม่

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

เคยได้ยินมาว่าธุรกิจครอบครัวที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เมื่อเดินทางมาถึงรุ่นที่ 3 จะเหลืออยู่รอดเพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น บวกกับการได้เห็นทางเลือกและทางรอดของคนรุ่นใหม่ที่หลากหลายกว่าการกลับไปสานต่อธุรกิจที่บ้าน ก็ทำให้เราอดไม่ได้ที่จะพยักหน้าเห็นด้วยตามนั้น

ในวันที่กรุงเทพฯ เพิ่งผ่านพ้นพายุฝนกระหน่ำ เรามีนัดกับ กานต์-อาจฤทธิ์ ประดิษฐบาทุกา ทายาทรุ่นที่ 4 ผู้เป็นหนึ่งในสิบเปอร์เซ็นต์นั้น

ทันทีที่เราเปิดประตูและเดินเข้าไปในร้านเซ่งชง บนถนนนครสวรรค์ ตำแหน่งที่ตั้งร้านแห่งใหม่ หลังจากเปิดทำการมาอย่างยาวนานกว่า 119 ปี บนถนนเจริญกรุง กลิ่นของหนังที่อบอวลไปทั่วร้าน เข้มข้นราวกับรวมเอาความตั้งใจของหลวงประดิษฐบาทุกา ช่างทำรองเท้าหลวงเมื่อสมัยรัชกาลที่ 6 คุณทวดผู้ก่อตั้งและทายาทที่ร่วมกันรักษา

รอหน่อยนะคะ” คุณแม่ของกานต์พูดพลางจัดแจงพื้นที่ที่ละลานตาไปด้วยวัสดุจากหนังนานาชนิดให้เรานั่งคอยคุณกานต์ซึ่งกำลังเดินทางมาจากการปฏิบัติหน้าที่ดูแลเครื่องทรงม้าทั้งหมดที่ใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9

ยังไม่ทันที่เราจะหายตื่นเต้นจากการได้เห็นเครื่องหนัง ทั้งรองเท้าเงาวับสุดคลาสสิก กระเป๋าทรงเก๋ เข็มขัดหลากสไตล์ และอุปกรณ์สำหรับขี่ม้า ที่กระจายอยู่ตามมุมต่างๆ ของร้าน คุณกานต์ก็เดินเข้ามา

เราสงสัยว่าอะไรที่ทำให้ว่าที่วิศวกรหนุ่มในวัย 20 ต้นๆ ที่กำลังจะได้ทำงานในสายงานที่เขาเรียนจบ ตัดสินใจรับช่วงกิจการซึ่งมีอายุกว่า 100 ปีต่อจากคุณปู่ แม้เขาจะย้ำว่าเป็นเพราะโชคชะตาและความบังเอิญ แต่บทสนทนาเคล้ากลิ่นหนังข้างล่างนี้ทำให้เราไม่อาจเทใจเชื่อทั้งหมด

ธุรกิจ: ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลเซ่งชง พ.ศ. 2439
ประเภทธุรกิจ: ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องหนัง
อายุ: 121 ปี
เจ้าของและผู้ก่อตั้ง: หลวงประดิษฐบาทุกา
ทายาทรุ่นที่สี่: นายอาจฤทธิ์ ประดิษฐบาทุกา, นายชยาศิส ประดิษฐบาทุกา

หนังภาคที่หนึ่ง : ลมหายใจของเครื่องหนังของคุณทวด

“ก่อนหน้านี้เราก็ไม่คิดว่าจะต้องมาทำ แม้ว่าคุณปู่จะพยายามปลูกฝังมาตั้งแต่อายุ 6 – 7 ขวบ จำได้ว่าได้รับมอบหมายให้ตรวจนับแผ่นหนังหนาๆ ที่ใช้ทำเข็มขัดเมื่อมีคนมาส่งที่บ้าน คอยนับว่าหนังมาทั้งหมดกี่มัด ครบตามจำนวนที่สั่งไหม พอนับเสร็จ ปู่ก็จะให้เงินช่วยทำงานครั้งละ 100 บาท” กานต์ย้อนความทรงจำวัยเด็กของเขาเกี่ยวกับร้านเซ่งชงในอดีต

ก่อนจะเล่าบรรยากาศของร้านเครื่องหนังร้านแรกๆ ในประเทศไทยที่มีคุณปู่ (ทายาทรุ่นที่ 2) ผู้สืบทอดการทำเครื่องหนังมาจากคุณทวดเป็นหัวเรือใหญ่ให้ฟังว่า คุณปู่เป็นคนรุ่นเก่าที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยม สังเกตได้จากรองเท้าทรงโบราณที่มีอยู่เต็มร้าน และแนวคิดที่สืบทอดเจตนารมณ์ของคุณทวดเรื่องคุณภาพของสินค้าในร้าน

“มีอยู่ช่วงหนึ่งที่หนังเทียมหรือ PVC เข้ามาตีตลาดหนังแท้ และธุรกิจหนังส่วนใหญ่ก็พยายามปรับตัวด้วยเปลี่ยนไปใช้หนังเทียมแทน แต่คุณปู่ไม่ทำ ท่านยังยืนยันที่จะใช้แต่หนังแท้เท่านั้น เพราะคิดถึงความทนทานทำให้ทุกครั้งที่ลูกค้าคิดจะซื้อเครื่องหนัง เขาจะตรงมาที่นี่ ปู่จะสอนเสมอว่ากำไรไม่สำคัญเท่าชื่อเสียงและความเชื่อมั่นของลูกค้า เราเองก็ซึมซับจากสิ่งนี้”

ธุรกิจเครื่องหนังในยุคของคุณปู่ ดำเนินการอย่างราบรื่นผ่านกาลเวลา จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปถึงวันที่ความชรามาเยือนจนทำต่อไม่ไหว จึงปล่อยเซ่งชงให้กับพนักงานและช่างทำหนังดูแลกิจการ แม้จะเผชิญกับภาวะขาดทุนเรื่อยมา แต่จะไม่ยอมให้กิจการถูกปิดไปต่อหน้าต่อตาในขณะที่คุณปู่ยังมีชีวิตอยู่

ในเวลานั้น กานต์ว่าที่บัณฑิตวัย 20 ต้นๆ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ผูกพันกับร้านเครื่องหนังมาทั้งชีวิตจึงตัดสินใจเอ่ยปากต่อลมหายใจให้กับร้านเครื่องหนังสุดที่รักของคุณปู่ หลังจากที่เขาเห็นร้านมีภาวะสุญญากาศมานานถึง 10 ปี

หนังภาคที่สอง : อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน

หลังจากการตัดสินใจรับภาระอันยิ่งใหญ่ บัณฑิตวิศวกรรมอุตสาหการก็จัดการเปลี่ยนแปลงร้าน โดยเริ่มจากการขายเครื่องหนังค้างสต็อกทั้งหมดเพื่อนำเงินจำนวนนั้นมานับหนึ่งใหม่

ตอนนั้นผมไปดูหนังเรื่อง มหา’ลัยเหมืองแร่ ชีวิตพระเอกในเรื่องที่มีเงินติดตัววันแรกและวันสุดท้ายเท่าเดิม คือไม่มีเงินเก็บสักบาท แต่เสียเวลาไปถึง 4 ปี ผมก็คิดว่าถ้าเกิดเราทำ 4 ปีแล้วเจ๊ง เราจะเป็นยังไง ผมคิดอย่างงั้นเลย แม้จะกลัวๆ กล้าๆ แต่ผมก็ขอลอง” กานต์เล่าย้อนไปถึงช่วงที่เป็นเด็กจบใหม่ที่ทำให้เขากล้าได้กล้าเสีย

ความยากคือเราไม่รู้อะไรเลย มีแต่ความคาดหวังที่ผู้ใหญ่ส่งมาว่าเราจะทำแล้วรอดไหม ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่ามันจะรอดหรือเปล่าด้วย แต่ก็พยายามเรียนรู้กับคนยุคเก่าให้มากที่สุด ทั้งจากช่างของร้าน จากพนักงานที่เห็นเรามาตั้งแต่เด็กๆ จากการสืบค้นข้อมูลต่างๆ ด้วยตัวเอง เรียนรู้ว่าหนังมีกี่ประเภท มีวิธีการคัดเลือกยังไง หนังที่ดีเป็นยังไง ก่อนหน้านี้เย็บด้วยมือไม่เป็นก็ต้องหัดเย็บให้ได้” กานต์เล่าถึงหลักสูตรเรียนรู้กระบวนการสืบทอดร้านตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ จากผู้รู้ในวงการและการปรึกษาครอบครัว ซึ่งภายหลังพี่ชายก็ตัดสินใจมาช่วยกันด้วย กานต์เล่าว่าทั้งหมดนี้เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่ผ่านการทำผิดๆ ถูกๆ เยอะมากกว่าที่คิดไว้

นอกจากพนักงานและช่างเครื่องหนังมากประสบการณ์จะทำหน้าที่เป็นครูให้กับเขาในช่วงที่ธุรกิจเปลี่ยนผ่าน ขณะเดียวกันเขาเองก็ต้องดูแลและบริหารกิจการ ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่ท้าทายผู้ประกอบการรุ่นใหม่เสมอมา เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่คนรุ่นใหม่อย่างเขาต้องบริหารคนรุ่นพ่อรุ่นแม่

ตอนแรกเขาจะไม่ฟังเราเลย เพราะเขาเชื่อว่าทำอย่างนี้มายี่สิบกว่าปีแล้ว เราก็ทำอะไรไม่ได้ แต่เราต้องสื่อสาร ทำให้เขาเห็นว่ามันต้องเปลี่ยนแล้วนะ เราก็พยายามอธิบายกับช่างว่า ขอปรับตรงนี้นิดหน่อย เพราะมันไม่ได้จริงๆ รวมกับความเห็นจากลูกค้าด้วย ช่างเก่าๆ เขาก็จะเริ่มฟัง” กานต์ไม่เพียงการหาเหตุผลเพื่อมาเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนในร้าน แต่เขายังต้องหาเหตุผลมาเพื่อหักล้างความเชื่อเดิมๆ ที่มีอยู่ในตัวเองด้วย

เราเป็นวิศวกรที่มาอยู่ในวงการแฟชั่น เราก็จะมีชุดความคิดบางอย่างจากวิศวกรรมอุตสาหการ เช่น การลดต้นทุน ตอนแรกผมไม่เข้าใจว่าทำไมรองเท้าต้องสต็อกเยอะขนาดนี้ เราต้องลดสต็อกสิ เพราะเราเรียนมาว่าสต็อกคือความสูญเสีย พอมาใช้ชีวิตจริงมันไม่ใช่ บางทีเราจำเป็นต้องมีสต็อกเพื่อให้มีของขายตลอด จะได้ไม่เสียโอกาส

เรื่องความสวยงาม เมื่อก่อนเราก็คิดว่าเลือกหนังถูกๆ ก็ได้ แต่บางทีทำออกมาแล้วมันไม่สวยเลย คือหนังมันจะมีการคัดเลือก แบ่งเป็นเกรดเอ บี ซี แล้วก็พ่นสี หนังที่ดีคือหนังที่ไม่มีแผล ผิวจะเนียน หนังเกรดไม่ดีคือมันจะมีรอย มีแผล ซึ่งเขาก็จะหาวิธีมาทำให้มันดี คือพ่นสีหนาๆ ทับให้มองไม่เห็น คนซื้ออาจดูไม่รู้หรอก แต่เรารู้ เราก็ไม่ทำ”

ความไฟแรงของกานต์ผลักดันให้เขากล้าฝ่าฟันกับปัญหาที่เข้ามา ในขณะเดียวกันก็เป็นอัตตาชั้นดีที่เขาค้นพบจากการได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคลัสเตอร์เครื่องหนัง หรือกลุ่มผู้ประกอบการเครื่องหนังตั้งแต่ต้นน้ำอย่างกลุ่มธุรกิจฟอกหนัง ไปจนถึงปลายน้ำอย่างผู้จัดจำหน่ายเครื่องหนังทุกประเภท

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตอนนั้นเราเป็นผู้ประกอบการที่เด็กที่สุดในกลุ่ม เราก็คิดว่าเราแน่ที่สุด เรานี่มันเก่งที่สุด ซึ่งในความจริงแล้วจริงๆ เราไม่ได้เก่งกาจขนาดนั้น ความคิดเราเด็กมาก เด็กก็คือจะลุยอย่างเดียว ถึงขนาดที่คิดว่าเราเก่งกว่าผู้ใหญ่ เวลาผ่านไปเราพบว่าผู้ใหญ่ทุกคนในกลุ่มประสบการณ์เขาสูงกว่าเรามาก เขาผ่านร้อนผ่านหนาวมามากกว่าเราไม่รู้เท่าไหร่ จากนั้นเราก็ได้เรียนรู้อะไรจากเขามามากมาย ช่วงที่ทำรองเท้าแบบใหม่ ถ้าใส่ไม่สบาย ผมก็จะหิ้วไปถามเขา เขาก็ยินดีสอน”

หนังภาคที่สาม : อดทนเก็บความในใจ

ระหว่างที่กานต์พาเราเดินชมเครื่องหนังในร้าน ไล่เรียงตั้งแต่รองเท้าหนังราคาย่อมเยาที่ไม่มีวัสดุ PVC ซึ่งไม่ระบายความร้อนและไม่ซับเหงื่อเจือปน เราแอบสังเกตเห็นว่ารองเท้าหนังผู้ชายในร้านนั้นมีตั้งแต่ขนาดจิ๋วไปจนถึงขนาดใหญ่กว่ามาตรฐานทั่วไป ทั้งยังเห็นทรงรองเท้าหนังคลาสสิกมากมายวางตั้งอยู่

เรื่องแบบทรงของรองเท้าเราปรับเปลี่ยนให้ทันสมัยขึ้น เช่น มีแบบทรงที่หัวแหลมขึ้นมาหน่อย มีดีไซน์ขึ้นมาบ้าง แต่เมื่อทดลองตลาดจริงแล้วปรากฏว่าไม่ได้ผลตอบรับที่ดี จึงต้องยังคงรักษาแบบทรงหัวตัดเอาไว้ เป็นการเรียนรู้ผ่านการทำงานจริงๆ มาตลอด” กานต์เล่าเสริมเรื่องแบบทรงและความนิยมของทรงเก่าๆ อย่างรองเท้าทรงหน้ากากและทรงโลตัส ที่ใครเห็นเป็นต้องคุ้นเคย เพราะพวกเราล้วนจดจำได้ว่าเป็นคู่โปรดของคุณปู่ในสมัยหนุ่ม

เราถามกานต์ถึงความพิเศษเล็กๆ ของรองเท้าเซ่งชงที่เขาภูมิใจ ซึ่งนอกจากวัสดุชั้นดีที่สืบทอดและรักษาความตั้งใจของบรรพบุรุษ หัวใจของการบริการที่คิดถึงลูกค้าเป็นสำคัญก็ทำให้เราอดยิ้มตามไม่ได้

เป็นความตั้งใจของร้านเราว่า ทุกคนที่มาตามหารองเท้าที่นี้ต้องมีรองเท้าใส่กลับไป” ถ้าเป็นร้านทั่วไปรองเท้าเบอร์ใหญ่สุดอาจจะอยู่ที่เบอร์ 45 แต่ที่ร้านเซ่งชงกานต์บอกว่ามีถึงเบอร์ 51 หรือแม้กระทั้งเบอร์เล็กที่สุดอย่างเบอร์ 36 ก็หาได้ที่ร้านเซ่งชง

อีกหนึ่งความพิเศษของรองเท้าเซ่งชงคือ พื้นรองเท้า โดยกานต์ตัดสินใจไม่เลือกใช้แบบทรงสำเร็จรูปยอดนิยม แต่จะเลือกใช้ของโรงงานที่เทพื้นร้องเท้าแยกต่างหาก ซึ่งมีข้อดีคือทำให้พื้นรองเท้าแข็งแรงและทนทาน แม้จะทำให้ต้นทุนต่อคู่มีราคาสูงขึ้น

เรื่องงานออกแบบ เราให้อิสระกับช่างทุกคนในการทำงาน แต่ทรงไหนที่ไปลอกเลียนแบบเขา แม้จะนิดๆ หน่อยๆ เราจะไม่ยอม” ร้านเซ่งชงในยุคสมัยของกานต์อาจจะให้อิสระกับช่างออกแบบเต็มที่ แต่ก็มีข้อจำกัดและมีกฎที่เขาตั้งไว้เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของร้านตามที่คุณปู่สอน

ที่บนชั้นสองของร้านเต็มไปด้วยอุปกรณ์ขี่ม้าเรียงรายและอัดแน่นจนพวกเราตื่นเต้นไปหมด ของไม่คุ้นตาอย่างอานหนังที่นั่งขี่ม้า อุปกรณ์ขี่ม้า ไปจนถึงรองเท้าบู๊ทคุณภาพดี เป็นอีกกลุ่มสินค้าที่ฟื้นชีวิตชีวาให้กับเซ่งชงในยุคสมัยนี้ไม่แพ้รองเท้า กระเป๋า และเข็มขัดหนัง คุณภาพดีข้ามยุคสมัย ซึ่งหลักเกณฑ์ในการเลือกสรรและผลิตสินค้าของเซ่งชงที่มีมาอย่างยาวนานก็คือ ความต้องการของลูกค้า

ร้านเราเป็นร้านทำเครื่องหนังที่รับทำทุกอย่างที่ทำจากหนัง ส่วนใหญ่จะเริ่มจากมีคนมาหาถามว่ามีสิ่งนี้ มีสิ่งนั้นขายหรือเปล่า ซึ่งเมื่อมีคำถามนี้หลายๆ ครั้งเข้า เราก็จะหามาให้ เช่นเดียวกับอุปกรณ์ขี่ม้าทุกชิ้นในร้านที่เริ่มจากคำถามและความต้องการใช้งานของลูกค้าเป็นหลัก”

ก่อนบทสนทนาจะจบลง เราถามถึงสิ่งที่กานต์ภาคภูมิใจที่สุดของการรับช่วงต่อดูแลกิจการที่สืบต่อกันมาถึง 5 แผ่นดิน ไม่ใช่เพราะแสงสะท้อนของบรรยากาศช่วงหลังฝนตกแน่ๆ ที่ทำให้เขาตาเป็นประกายเมื่อได้ยินคำถามนี้ กานต์รีบผายมือไปยังเครื่องทรงม้าพระที่นั่งที่ใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พร้อมพูดเสียงเบาๆ แต่หนักแน่นว่า

อันนี้เลย ที่สุดในชีวิตแล้ว”

น้อยคนนักที่จะรู้ว่ากานต์และทีมงานของร้านเซ่งชงคือผู้อยู่เบื้องหลังการประยุกต์เครื่องทรงม้าโบราณทั้งหมด เราเองก็เพิ่งรู้ในวันที่ติดต่อขอสัมภาษณ์เขาครั้งแรก เขาจึงปฏิเสธเราในตอนนั้น เพราะกำลังยุ่งกับการจัดเตรียม จนกระทั่งในวันที่ได้พบและพูดคุยกับเขา เขาก็ยังไม่ขอเล่ารายละเอียดมาก เพราะเชื่อและบอกตัวเองเสมอว่าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ในงานสำคัญ สิ่งที่เขาทำได้ไม่ใช่การบอกเล่าเรื่องนี้ แต่เป็นการตั้งใจทำเครื่องหนังของเขา คุณปู่ และคุณทวด ให้ดีที่สุดเท่านั้น

ก็เหมือนกับตอนที่เราย้อนถามเขาถึงบรรยากาศของร้านเครื่องหนังร้านแรกของประเทศ เพียงเพราะหวังว่าจะได้ยินเรื่องราวยิ่งใหญ่ นั่นยิ่งที่ให้เราได้เห็นว่า หนึ่งในภูมิปัญญาที่ล้ำค่าอย่างศาสตร์ความรู้เรื่องเครื่องหนังที่มีกว่า 120 ปี นั้นมีความอ่อนน้อมถ่อมตนและการรักษาความเชื่อในสิ่งที่ทำเป็นสำคัญ

Facebook l เซ่งชง เครื่องหนัง

ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลเซ่งชง พ.ศ. 2439

เพราะเห็นว่าคุณแม่ของกานต์แอบมาร่วมฟังระหว่างการพูดคุยอยู่เป็นระยะ เราจึงถือโอกาสนี้พูดคุยกับคุณแม่ด้วย คุณแม่เล่าว่า ก่อนที่กานต์จะเข้ามาทำ เซ่งชงเป็นร้านเรื่องหนังเก่าๆ ไม่มีสินค้าใหม่ในร้านและปล่อยให้ลูกจ้างดูแลกันเองในทุกส่วน เพราะคุณแม่มีงานประจำที่ต้องรับผิดชอบ

เราเป็นมนุษย์เงินเดือน แม่เป็นครู พ่อเป็นทหาร เราก็ไม่อยากให้ลูกทำ เพราะไม่รู้ว่าเขาจะทำได้ยังไง เราไม่แน่ใจในศักยภาพของเขา แต่พอเขาทำแล้วมันดีขึ้น เราก็ยินดีและภูมิใจกับเขา ดีใจที่บรรพบุรุษได้ให้อาชีพกับลูกโดยที่เราไม่คาดฝันว่าเขาจะมาทำตรงนี้ และแม้เราจะไม่ได้ชื่อว่าเข้ามาทำงานที่นี่เต็มตัว แต่เราก็เป็นเหมือนแม่คนอื่นๆ นั่นคือไม่ว่าลูกจะทำอะไร เราก็จะช่วยสนับสนุนเขา” คุณแม่กล่าวทิ้งทาย ก่อนจะชี้ชวนให้ดูภาพถ่ายเครื่องทรงม้าพระที่นั่งสำหรับพระราชพิธีสำคัญ พร้อมอธิบายแบบทรงตามรูปแบบประเพณีโบราณ

Writer

นันท์นภัส พลเศรษฐเลิศ

เด็กฝึกงานที่กำลังรอรับปริญญา ใช้ชีวิตไปมาๆระหว่างกรุงเทพฯ-ศรีสะเกษ รักการอยู่บ้าน พอๆกับการอยู่นอกบ้าน ยังไม่ชัดว่าจะได้ประกอบอาชีพอะไร แต่ตั้งใจจะหัดขีดเขียนให้ดี

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load