ธุรกิจ : ร้านบุญชัยการแว่น และ ร้านแว่นตาอายโฮม (EyeHome)

ประเภทธุรกิจ : ร้านแว่นตา

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ 2506

อายุ : 58 ปี

ผู้ก่อตั้ง : คุณบุญชัย ผดุงเกียรติสกุล, คุณเด่นชัย ผดุงเกียรติสกุล

ทายาทรุ่นสอง : คุณธรรมจิตต์ ผดุงเกียรติสกุล

ทายาทรุ่นสาม : คุณธนิดา ผดุงเกียรติสกุล ร้านแว่นตาอายโฮม (พ.ศ.​ 2562) 

ในร้านแว่นตาที่ทุกคนคุ้นเคย นอกจากตู้บรรจุแว่นตานับร้อยอัน มีหนึ่งอาชีพของคนในร้านแว่นที่เราเรียกจนชินปากว่า ‘ช่างตัดแว่น’ 

ชื่อจริงของอาชีพช่างตัดแว่น (ที่มีใบประกอบโรคศิลปะ) คือ นักทัศนมาตร (Optometrist) ผู้ทำหน้าที่ตรวจวินิจฉัยและแก้ไขปัญหาของระบบการมองเห็น รวมถึงดูแล ฟื้นฟู ให้คำปรึกษาเรื่องสุขภาพตา ไปจนการเลือกแว่นตาและคอนแทคเลนส์

คอลัมน์ทายาทรุ่นสองจะพาไปรู้จักร้านแว่นที่เปิดให้บริการโดยนักทัศนมาตร ลัดเลาะเข้าไปสำรวจร้านแว่นตาย่านอุดมสุขของ ชิง-ธนิดา ผดุงเกียรติสกุล ผู้อยากมอบการมองเห็นที่ดีที่สุดให้ทุกคน 

EyeHome ทายาทร้านแว่นตาที่ให้บริการ 24 ชั่วโมง และรับเพียงวันละ 5 คิว

เธอเกิดและโตมาในร้านแว่นตาของครอบครัวที่สามย่าน เรียนจบสาขานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนตัดสินใจเรียนต่อด้านทัศนมาตรศาสตร์ถึง 6 ปี เพื่อทำในสิ่งที่รักและผูกพัน หลังจากเรียนจบเฉพาะทาง เธอเข้ามาดูแลร้านแว่นตาของคุณพ่อ จึงได้เห็นข้อจำกัดหลายอย่าง และตัดสินใจไม่ทำตามวิถีเดิมของร้านแว่นเพราะเห็นโอกาสที่ดีกว่า และเลือกตั้งต้นธุรกิจร้านแว่นตาในแบบที่ต้องการในบ้านของตัวเอง ปรับกลยุทธ์ร้านแว่นทั่วไปให้กลายเป็นร้านแว่นตาที่สามารถรองรับลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ตรวจสายตาโดยละเอียด เริ่มตั้งแต่การซักประวัติ เช็กค่าสายคา ตรวจสุขภาพตา ไปจนถึงส่งต่อเคสที่รุนแรงให้กับจักษุแพทย์

ร้านใหม่ของชิงใช้เทคนิคใหม่ๆ เพื่อให้บริการลูกค้าได้อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกัน ความใส่ใจในการบริการก็ยังคงเหมือนกับร้านในรุ่นอากง เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถส่งต่อความดีงามของธุรกิจร้านแว่นตาของอากงและคุณพ่อด้วย Vision ที่ว่า “ลูกค้าต้องได้รับสิ่งที่ดีที่สุด”

EyeHome ทายาทร้านแว่นตาที่ให้บริการ 24 ชั่วโมง และรับเพียงวันละ 5 คิว

ภาพจำร้านแว่น

ก่อนจะมาเป็นร้านแว่นตาอายโฮมในย่านอุดมสุข ชิงมีพื้นที่เรียนรู้และทดลองเป็นร้านแว่นตาของครอบครัว ซึ่งให้บริการผู้คนในละแวกสามย่านมากว่า 50 ปี เธอเดินเข้าออกร้านแว่นตั้งแต่รุ่นอากง จนร้านถูกส่งต่อมาถึงมือคุณพ่อ 

“เราอยู่กับร้านแว่นตามาตั้งแต่เกิด เห็นเวลาคุณพ่อวัดสายตา เขาละเอียดในการวัด มีการพูดคุยมากกว่าแค่วัดสายตา เราเลยซึมซับมาตั้งแต่เด็ก เห็นคนได้แว่นแล้วมันดีแบบนี้ แล้วเราเป็นคนใส่แว่น เราเข้าใจดีว่าเวลาเด็กๆ มองไม่เห็นมันลำบากแค่ไหน”

ร้านแว่นครอบครัวเต็มไปด้วยตู้โชว์แว่นหลากประเภท ตั้งแต่ราคาหลักร้อยไปจนถึงหลักพัน หลักหมื่น เปิด-ปิดตามเวลาห้าง และมักเจอปัญหาลูกค้าเข้ามาพร้อมกันช่วงใกล้ปิด เพราะกว่าจะเลิกงานฝ่าการเดินทางที่ติดขัดในกรุงเทพฯ การบริการในเวลากระชั้นชิดจึงทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร

“พอเป็นคนวัดเอง เราเห็น Pain Point ชัดเจนเลย มันจะมีช่วงจังหวะที่หน้าร้านบอกว่าเร็วขึ้นหน่อยได้ไหมคะ ข้างนอกรอนานแล้ว ต่อคิวยาว ลูกค้าจะกลับแล้วนะ ข้างนอกไม่รอแล้วนะ”

ชิงได้เห็นความรุ่งเรืองพร้อมๆ กับจุดอ่อนของร้านแว่นตาที่น้อยคนจะรู้

EyeHome ทายาทร้านแว่นตาที่ให้บริการ 24 ชั่วโมง และรับเพียงวันละ 5 คิว

ยอมรับและยอมแลก

จากความคุ้นเคยเป็นความผูกผัน ทำให้การเข้าร้านและบริการลูกค้าในทุกๆ ครั้งกลายเป็นความสุข ชิงเริ่มรู้ว่าตัวเองรักการทำงานในร้านแว่นตามากกว่า นิติศาสตรบัณฑิตคนนี้จึงตัดสินใจไม่เรียนต่อในด้านที่เธอร่ำเรียนมา แล้วคว้าโอกาสจากประสบการณ์ที่เธอได้รับจากร้านแว่นของครอบครัว กลับไปเรียนปริญญาตรีทางด้านทัศนมาตรศาสตร์ (Doctor of Optometry) อีกครั้ง

“ตอนเรียนนิติศาสตร์เราไม่ชอบที่ต้องอ่านหนังสือเยอะๆ ตอนฝึกงานเกี่ยวกับกฎหมาย เจอเอกสารทั้งวัน เสาร์-อาทิตย์เราจะเข้าไปช่วยเฝ้าร้าน ทำงานหน้าร้าน พอทำตรงนี้แล้วรู้สึกมีความสุขกว่า สนุกกว่าที่ได้เจอลูกค้า ได้พูดคุย ได้แก้ปัญหาให้เขา”

ชิงต้องยอมรับความเสี่ยงและความไม่แน่นอนจากการทำสิ่งที่ต่างจากร้านแว่นธรรมดา  ขณะเดียวกันก็ต้องคิดวิธีการแก้ปัญหาเพื่อบริหารความเสี่ยงเหล่านั้น 

“พอเรารับคิวนัดอย่างเดียว ก็ต้องยอมเสียลูกค้า Walk-in ไป 

“มีกรณีที่ลูกค้าอยากได้แว่นด่วน เขาโทรมาแต่คิววันนั้นเต็มไปแล้ว เราก็รับคิวซ้อนก็ไม่ได้ ไม่อยากแทรกคิวลูกค้าท่านอื่น ถ้าปฏิเสธลูกค้า เราก็เสียใจที่ไม่สามารถให้บริการในตอนนั้นได้จริงๆ แต่ทั้งหมดก็แลกเพื่อบริการที่ดีและเป็นร้านแว่นแบบที่เราต้องการ”

EyeHome ทายาทร้านแว่นตาที่ให้บริการ 24 ชั่วโมง และรับเพียงวันละ 5 คิว
EyeHome ทายาทร้านแว่นตาที่ให้บริการ 24 ชั่วโมง และรับเพียงวันละ 5 คิว

ร้านแว่นตาอายโฮม

โจทย์แรกของร้านเก่าคือ บริการลูกค้าอย่างเต็มที่ในชั่วโมงเร่งด่วนไม่ได้ ดังนั้น หากต้องขยายเวลาตรวจให้นานขึ้นเพื่อการบริการที่ละเอียด ร้านจึงต้องเปิดให้นานขึ้น นั่นหมายถึงร้านต้องไม่อยู่บนห้าง เธอพลิกภาพจำเดิมของร้านแว่นตาที่เคยเปิดเช้า ปิดเย็น มาเป็นการเปิด 24 ชั่วโมง รองรับลูกค้าจากทุกสาขาอาชีพ

อีกจุดหนึ่งคือ ชิงอยากตรวจลูกค้าทุกคนอย่างเต็มศักยภาพ จึงต้องขยายเวลาตรวจวัดลูกค้าแต่ละคนให้นานขึ้น เปลี่ยนจากการรับลูกค้าแบบ Walk-in มาเป็นการรับคิว แปลว่าร้านจะรับลูกค้าได้น้อยลงเหลือเพียงวันละ 5 คนเท่านั้น 

“ลูกค้าแต่ละคนมีความต้องการที่แตกต่างกัน เราซักประวัติว่าใช้งานอะไรเยอะที่สุด เน้นการพูดคุย แล้วออกแบบการบริการ การพูดคุย เป็นการเช็กที่ละเอียดขึ้นและครอบคลุมมากขึ้น”

EyeHome ทายาทร้านแว่นตาที่ให้บริการ 24 ชั่วโมง และรับเพียงวันละ 5 คิว
EyeHome ทายาทร้านแว่นตาที่ให้บริการ 24 ชั่วโมง และรับเพียงวันละ 5 คิว

เมื่อตรวจเช็กตามขั้นตอนทั้งหมดแล้ว ถัดมาคือการลองใส่และใช้งานจริง และกลายเป็นขั้นตอนที่ชิงให้ความสำคัญไม่แพ้การตรวจวัดสุขภาพตา

“เราให้ลองเดิน ลองใส่ จริงๆ ขั้นตอนการลองสำคัญมาก เพราะว่าความชัด ความสบาย สำคัญ และความสบายแต่ละคนไม่เหมือนกัน ความเซนซิทีฟแต่ละคนไม่เหมือนกัน ความชัดแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน เราก็จะให้ลองใส่เลย ให้เดินในร้านจริง สมมติว่าลูกค้าใช้คอมพิวเตอร์เยอะ ลองใช้คอมพิวเตอร์ดูเลยว่าเป็นยังไง ลองเดิน ลองขึ้น-ลงบันได ลองดูโทรทัศน์ว่าตอบโจทย์ไหม ประมาณนี้โอเครึเปล่า”

หากตรวจพบว่าลูกค้าที่มารับบริการมีภาวะเสี่ยงเกี่ยวกับดวงตา หรืออาการรุนแรงเกินขอบเขตที่นักทัศนมาตรดูแลได้ ทางร้านจะส่งต่อให้กับจักษุแพทย์เพื่อทำการรักษาต่อไป

“พอเรามาทำร้านนี้ก็ได้รู้ว่า มีหลายคนที่มีปัญหาเรื่องกล้ามเนื้อตาหรือเรื่องสุขภาพตา แต่ไม่รู้ตัว ก็ใส่แว่นมาอย่างนั้นโดยไม่รู้มาก่อนว่ามีเรื่องนี้ด้วย ถ้าไม่ได้เช็กก็คงไม่รู้ว่ามีแบบนี้อยู่

“เราจะพยายามให้ละเอียดที่สุดเท่าที่ร้านแว่นจะทำได้ เพราะถ้าเกินจากนี้อย่างเรื่องให้ยา การขยายม่านตา จะเป็นการรักษาของโรงพยาบาลแล้ว ร้านแว่นทำไม่ได้”

EyeHome ทายาทร้านแว่นตาที่ให้บริการ 24 ชั่วโมง และรับเพียงวันละ 5 คิว
ร้านแว่นหนึ่งเดียวที่พร้อมให้บริการ 24 ชม. และรับเพียงวัน 5 คิว โดยทายาทร้านแว่นตาที่เรียนจบด้านทัศนมาตรศาสตร์มาโดยตรง

ใส่ใจบริการ

“เราอยากทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด นอกจากการมองเห็นที่ดีแล้ว ประสบการณ์ในการมาวัดสายตาก็เป็นอย่างหนึ่งที่เขาจะได้รับกลับไป ไม่ว่าจะเป็นคนนัดหรือคนรอ พอเราอยากให้ลูกค้าได้สิ่งที่ดี ลูกค้าน่าจะรู้สึกได้ แล้วเขาก็ได้รับสิ่งดีๆ กลับไป”

ความตั้งใจของชิงและร้านแว่นตาอายโฮมนอกจากสะท้อนผ่านการให้บริการภายในร้าน ยังหมายถึงบริการหลังจากนั้น เพื่อย้ำว่าการบริการของร้านแว่นตาอายโฮม ไม่ใช่เพียงแค่ตรวจวัดสายตา ตัดแว่นแล้วจบไป

“นอกจากการวัด ความใส่ใจ การบริการ อีกอย่างคือเรื่องการบริการหลังการขาย ลูกค้าใช้ไปแล้วมีปัญหาอะไร ติดต่อเราได้ตลอด มีตรงนี้ช่วยซ่อมได้ไหม ทำอะไรได้ไหม ดัดได้รึเปล่า มีรถทับแว่นมาทำอะไรได้ไหม เราดูแลตลอดอยู่แล้ว”

ในขณะที่ชิงและพนักงานทุกคนในร้านแว่นตาอายโฮมตั้งใจให้บริการลูกค้าที่มาวัดสายตา คนอีกหนึ่งกลุ่มที่ร้านแว่นตานี้ให้ความสำคัญคือ คนที่มารอคนทำแว่น 

ร้านแว่นหนึ่งเดียวที่พร้อมให้บริการ 24 ชม. และรับเพียงวัน 5 คิว โดยทายาทร้านแว่นตาที่เรียนจบด้านทัศนมาตรศาสตร์มาโดยตรง

“คนที่มารอคนวัดสายตาซึ่งค่อนข้างนาน สามารถดูโทรทัศน์  YouTube, Netflix, Disney+ Hotstar นั่งดูได้เลย มีขนม มีน้ำ มีกาแฟ ไว้รอ เพราะคนที่มารอก็เป็นเหมือนลูกค้าท่านหนึ่งของเรา เป็นครอบครัวของลูกค้า เราก็อยากจะดูแลให้เหมือนเขาอยู่บ้าน ให้เขาสบายใจที่สุดเวลามาใช้บริการ”

ผลของการบริการที่พร้อมสรรพและความใส่ใจที่มีอยู่ในทุกๆ ขั้นตอนของร้านแว่นตาอายโฮม กลายเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ลูกค้าพูดถึงและบอกต่อปากต่อปาก ถึง Vision หรือความดีงามที่ถูกส่งต่อ จากรุ่นอากง สู่รุ่นคุณพ่อ เรื่อยมาจนมาถึงรุ่นของชิง

บทพิสูจน์

ร้านแว่นตาอายโฮมเปิดให้บริการลูกค้าจากหลากหลายพื้นที่ ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัดมาแล้วกว่า 2 ปี 

“ช่วงแรกที่บ้านไม่เห็นด้วยเลย ไม่เห็นด้วยในแง่ที่ว่ามาเปิดในตึกแถว ไม่เปิดในห้าง เพราะช่วงก่อนยุคโควิด-19 ทุกคนเข้าใจว่าร้านแว่นต้องก็เปิดในห้างสิ เพราะคนมาเดินห้าง เดี๋ยวนี้ไม่มีใครไปร้านข้างนอกกันแล้ว 

“ถ้าอยากทำเองจริงๆ หาร้านในห้างไหม หาโลเคชันในห้างไหม หาที่เช่าไหม ซึ่งเราก็มีไปดูนะ แต่มันไม่ตอบโจทย์ปัญหาที่เราอยากแก้อยู่ดี สุดท้ายถ้าทำตรงนั้น Pain Point เดิมๆ ก็จะกลับมา”

ความกังวลของครอบครัว ไม่ใช่ความกังวลว่าชิงจะตรวจค่าสายตาได้ หรือจะให้บริการลูกค้าไม่ได้ แต่คือความแตกต่างของร้านกับร้านอื่นๆ ในท้องตลาด สิ่งเดียวที่ชิงทำได้เพื่อคลายความกังวลนี้ คือพิสูจน์ว่าร้านแว่นตาในอุดมคติของเธอนั้นเป็นจริงได้

“มันค่อนข้างแหวกขนบธรรมเนียมเดิมของร้านแว่น กว่าจะพิสูจน์ได้ก็ตอนที่ร้านเปิดแล้ว มีลูกค้าเข้ามาเรื่อยๆ เริ่มมีการบอกต่อ มีการรีวิว ที่บ้านค่อยเริ่มสบายใจหน่อยว่าแบบนี้ทำได้นะ เพราะจริงๆ ร้านเราไม่ได้อยู่ในโลเคชันที่คนจะมาง่ายเหมือนในห้าง แต่ก็ยังมีลูกค้ามาอยู่

“เราค่อยๆ ทำให้เขาเชื่อ และบอกว่าถ้าแบบนี้ไม่เวิร์กจริงๆ เราจะยอมปรับให้เป็นแบบที่เขาทำก็ได้ แต่ตอนนี้ขอทำแบบนี้ก่อน”

ร้านแว่นหนึ่งเดียวที่พร้อมให้บริการ 24 ชม. และรับเพียงวัน 5 คิว โดยทายาทร้านแว่นตาที่เรียนจบด้านทัศนมาตรศาสตร์มาโดยตรง
ร้านแว่นหนึ่งเดียวที่พร้อมให้บริการ 24 ชม. และรับเพียงวัน 5 คิว โดยทายาทร้านแว่นตาที่เรียนจบด้านทัศนมาตรศาสตร์มาโดยตรง

ปัจจุบันและอนาคต

ร้านแว่นตาอายโฮมยังคงเปิดประตูต้อนรับลูกค้าเป็นประจำทุกวันในช่วงวิกฤต พร้อมการดูแลความสะอาดที่เข้มงวดขึ้น เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ในปัจจุบัน การบริการยังเป็นการนัดตามคิว นั่นหมายถึงการเว้นระยะห่างลูกค้าแต่ละคน และทางร้านได้ขยายร้านเพิ่มเติม เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าที่มารับแว่นและลูกค้าที่มารับบริการแยกพื้นที่กันอย่างชัดเจน 

“ธุรกิจที่ดีสำหรับชิงคือ การได้ทำในสิ่งที่ชอบในทุกๆ วัน แล้วการทำสิ่งนั้นทำให้เราเลี้ยงดูตัวเองได้ เลี้ยงดูครอบครัวได้ แล้วก็ส่งออกไปถึงสังคมได้ด้วย การมองเห็นของลูกค้าดีขึ้นได้ หรือมาตรฐานการวัดสายตาของเราดีขึ้นกว่านี้ได้ พัฒนาขึ้นไปได้เรื่อยๆ ไม่มีวันหยุด

“สิ่งสำคัญที่สุดคือ ลูกค้าที่มาใช้บริการได้รับสิ่งดีๆ กลับไป”

ชิงทิ้งท้ายถึงความตั้งใจที่อยากให้ร้านแว่นตาอายโฮมเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อดูแลดวงตาอีกหลายๆ คู่ให้สดใส

ร้านแว่นหนึ่งเดียวที่พร้อมให้บริการ 24 ชม. และรับเพียงวัน 5 คิว โดยทายาทร้านแว่นตาที่เรียนจบด้านทัศนมาตรศาสตร์มาโดยตรง

Facebook : EyeHome ร้านแว่นตาอายโฮม

Writer

Avatar

แคทรียา มาลาศรี

คนทักผิดตลอดชีวิตว่าเป็นนักร้องดัง รักการกินผักและรักเนื้อพอๆ กับผัก เกิดที่อีสาน เรียนที่ภาคกลางและหลงทางที่เชียงใหม่

Photographer

Avatar

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

แม้จะคิดมาในใจแล้วว่าวันนี้จะเลือกหยิบน้ำแอปเปิ้ลมาดับร้อน แต่ทันทีเปิดตู้เย็นรับกลิ่นไอจางๆ มือก็เอื้อมหยิบน้ำส้มกล่องเดิม

หน้าตาบรรจุภัณฑ์อาจจะเปลี่ยนไปตามกาลและสมัย แต่ชื่อตราสัญลักษณ์ที่คุ้นเคยก็ยังยิ้มต้อนรับเราที่ชั้นเครื่องดื่มเย็นอยู่เสมอ ทั้งยังแอบดีใจทุกครั้งที่เห็น ‘มาลี’ ในร้านค้าต่างบ้านต่างเมือง

ตอนที่ The Cloud เริ่มต้นทำคอลัมน์ทายาทรุ่นสอง

มาลี เป็นหนึ่งในแบรนด์ลำดับต้นๆ ที่เราสนใจ

นอกจากผลไม้กระป๋อง น้ำผลไม้ และน้ำมะพร้าวที่กำลังเป็นที่สนใจในตลาดต่างประเทศ มาลีในมือ คุณแจง-รุ่งฉัตร บุญรัตน์ ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ กำลังไปไกลกว่านั้น

จากเด็กหญิงผู้มีความฝันที่อยากเป็นนักธุรกิจตั้งแต่ 6 ขวบ วันนี้เธอต่อแนวคิดการทำงานที่พ่อสอน จนออกมาเป็นกรอบการทำงานเรื่องคิดถึงคนอื่น ด้วยการใช้วิถีทางธุรกิจ รวมกับการคิดค้นวิจัย สร้างมูลค่าเพิ่มให้วัตถุดิบ จนสามารถเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของทุกคนที่เกี่ยวข้อง

หนึ่งในตัวอย่างจากทั้งหมดได้แก่ มาลีมีสินค้าใหม่ Coconut Vinegar หรือน้ำส้มสายชูหมักที่ทำจากน้ำมะพร้าว เป็นสินค้าราคาสูงที่คนต่างชาตินิยมกินเพื่อสุขภาพ จากน้ำมะพร้าวที่ไม่ใช่เกรดสำหรับการบรรจุลงกล่อง นำมาผ่านกระบวนการหมักที่เป็นนวัตกรรมใหม่ที่มาลีคิดค้นขึ้น ทำให้เพิ่มมูลค่าจากเดิมหลายสิบเท่า

และยังมีอีกหลายเรื่องราวที่มาลีกำลังจะเปลี่ยนไป จากกรอบความคิดที่เป็นวัฒนธรรมครอบครัว และวัฒนธรรมองค์กร อย่างการคิดถึงคนอื่น เพื่อจะเติบโตไปด้วยกัน

รุ่งฉัตร บุญรัตน์

ธุรกิจ : บริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (พ.ศ. 2521)
ประเภทธุรกิจ : โรงงานน้ำผลไม้และแปรรูปสินค้าเกษตร
อายุ : 40 ปี
เจ้าของ : ฉัตรชัย บุญรัตน์
ทายาทรุ่นที่สอง : รุ่งฉัตร บุญรัตน์
1

เพาะเมล็ด ดูแลต้นอ่อน

ผู้บริหารน้ำผลไม้มาลี

“เราจำได้เลยว่าตอนเรียนอยู่ชั้น ป.2 ครูที่โรงเรียนถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร”

“เราตอบไปว่าอยากเป็นนักธุรกิจ และตั้งแต่วันนั้นความฝันนี้ก็อยู่กับเราตลอดไม่เคยเปลี่ยน”

ความฝันของเด็กหญิงแจงในวัย 6 ขวบช่างแตกต่างจากเพื่อนร่วมชั้นที่แย่งจับจองอาชีพนางฟ้าบนเครื่องบิน

เพราะที่ทำงานของพ่ออยู่ตึกมณียา หรืออาคารที่อยู่ติดด้านขวาของโรงเรียนมาแตร์เดอี ขณะที่ที่ทำงานของแม่อยู่ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ชิดลม หรืออาคารตรงข้ามกับโรงเรียน เพราะฉะนั้น ในเวลาหลังเลิกเรียน ถ้าเด็กหญิงแจงไม่อยู่ที่ทำงานของพ่อ เธอก็จะอยู่ที่ทำงานของแม่

ความฝันน้อยๆ ของเธอจึงเกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจจากที่เห็นพ่อและแม่เข้าประชุมและเซ็นเอกสารอยู่ตลอดเวลา ประกอบกับการฝึกงานช่วยปั๊มเช็คล่วงหน้ากับฝ่ายบัญชี บ้างก็รับหน้าที่ช่วยทำลายเอกสาร เอากระดาษไปย่อย

“ภาพนักธุรกิจในหัวเราตอนเด็กๆ คือคนที่นั่งสั่งงานที่โต๊ะทำงาน เซ็นเช็ค พอโตมาจึงได้เรียนรู้ว่ามีหลายเรื่องที่ต้องรับผิดชอบมาก และล้วนเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับการบริหารคน ซึ่งก่อนหน้านี้เราไม่รู้สึกถึงความกดดันจากการดูแล จัดการ บริหารคน มาก่อน หน้าที่ผู้บริหารไม่ได้ดูแลแค่บริษัท แต่ต้องรับผิดชอบคนอีกหลายชีวิต หลายครอบครัว” คุณแจงเล่า

จนกระทั่งช่วงเรียนมหาวิทยาลัย คุณแจงก็พบว่าจริงๆ มีอาชีพอื่นๆ ที่เธอสนใจอีกมากมาย เช่น ทนาย นักประชาสัมพันธ์ เธอจึงใช้เวลาทุกช่วงปิดเทอมฝึกงานสายอื่นๆ และนั่นยิ่งทำให้เธอแน่ใจว่า เธอรักงานสายธุรกิจ เหมือนที่คุณพ่อคุณแม่ คุณปู่คุณย่า คุณตาและคุณยายเธอเป็น

2

ย้ายต้นกล้า (ต้องกล้า) ลงดิน

ผู้บริหาร

รุ่งฉัตร บุญรัตน์

คุณแจงเล่าว่าตอนแรกเธอผูกพันกับธุรกิจของครอบครัวคุณแม่มากกว่านิดหน่อย เพราะเป็นห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีกที่มีของสวยงาม ทุกครั้งที่เธอเดินเล่นในนั้นเธอจะรู้สึกอยากอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบนี้ ได้ใช้ชีวิตสบายๆ ในเมือง เพราะเมื่อก่อนเวลาที่คุณพ่อพาไปทำงาน นั่นคือการพาไปฟาร์มวัว ไปไร่สับปะรด ซึ่งเธอยังไม่รู้สึกคุ้นเคยกับโรงงานและฟาร์มเท่าไหร่

“พอโตขึ้นแล้วได้สัมผัสกับงานทั้งสองฝั่ง เราก็รู้สึกว่าธุรกิจทางบ้านคุณแม่มีญาติพี่น้องคอยช่วยมากมาย การที่เราเป็นส่วนหนึ่งก็อาจจะสร้างการเปลี่ยนแปลงไม่ได้มาก เพราะความสามารถและประสบการณ์เรายังน้อย แต่ถ้าอยู่ช่วยงานคุณพ่อ ซึ่งท่านมักจะพูดอยู่เสมอว่าผลจากสิ่งที่เราทำไม่ได้ส่งผลต่อแค่บริษัท แต่ส่งผลถึงระดับประเทศ หมายความว่ามีเรื่องของเกษตรกรและระบบเศรษฐกิจอยู่ด้วย เขาก็มักจะเล่าภาพใหญ่แบบนี้ให้ฟังอยู่เสมอ”

“และจริงๆ คุณพ่อท่านทำงานบริษัทไม่มาก แต่จะทำงานกับภาคสังคมเยอะกว่า เช่น ทำงานให้กับสภาอุตสาหกรรมและหอการค้า เขาก็จะพาเราไปรู้จักผู้ใหญ่ ได้เห็นความคิดและฟังมุมมองที่ใหญ่กว่าแค่งานบริษัท เราก็เลยรู้สึกว่าสิ่งนี้ มีอะไรให้เราสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ทำให้เราอยากที่จะพัฒนาและทำให้ดีกว่าที่เป็นอยู่” คุณแจงเล่าเหตุผลที่ทำให้เธอตัดสินใจเข้ามาเรียนรู้งานที่มาลี

ช่วง 2 ปีแรกของการฝึกงานในบริษัทมาลีเพื่อทดลองว่านี่คือสิ่งที่เธออยากทำจริงๆ ใช่ไหม

เธอเริ่มจากงานในระดับปฏิบัติการทั้งหมด จนมีครั้งหนึ่งที่ไปออกตรวจงานที่ต่างจังหวัด คุณแจงเห็นกล่องน้ำผลไม้มาลีอยู่ในถังขยะหน้าร้านค้าเล็กๆ เธอบอกว่านี่เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าสินค้าของมาลีเข้าถึงผู้คนมากมายขนาดนี้

“ที่ผ่านมา แม้ว่าคุณพ่อจะทำมาลี แต่เราไม่เคยรู้เลยว่าสิ่งนี้ใกล้ชิดและเข้าถึงผู้บริโภคอย่างไร หรือไปไกลขนาดไหนในประเทศนี้ เรารู้สึกว่านี่เป็นโอกาสที่เราจะได้ทำสินค้าดีๆ และส่งต่อไปยังผู้บริโภคทั่วประเทศและทั่วโลกเลยนะ ก็ยิ่งรู้สึกสนุกที่จะทำงาน และตัดสินใจชัดเจนว่าเราจะมาทำงานที่นี่” คุณแจงยิ้ม

3

รดน้ำ พรวนดิน

น้ำผลไม้มาลี

เมื่อเข้าสู่มาลีกรุ๊ปอย่างเต็มตัวแล้ว คนรุ่นใหม่อย่างคุณแจงมีโจทย์ที่อยากเปลี่ยนแปลงหรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้องค์กรอย่างไรบ้าง เราถาม

คุณแจงก็รีบสารภาพทันทีว่า เธอเป็นคนรุ่นใหม่ที่หัวโบราณ

“ทุกวันนี้ เราจะเห็นบทความมากมายที่พูดถึงการทำงานกับคนรุ่นใหม่ ทั้งวิธีคิด วิธีทำงาน ซึ่งล้วนแตกต่่างกันไปตามยุคสมัย เหมือนที่เราได้ยินบ่อยๆ ว่าคนรุ่นใหม่จะมีภาพจำว่าต้องการเห็นผลเร็ว อยากเปลี่ยนแปลง และคิดเร็วทำเร็ว  แต่สำหรับแจง แจงชะลอความเร็วของตัวเองลง อดทนรอเวลาที่เหมาะสม ใช้เวลาเรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากผู้ใหญ่หรือเพื่อนร่วมงาน  ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนสิ่งต่างๆ”

ช่วง 2 ปีแรกเธอจึงทำตัวเป็นเหมือนฟองน้ำ ที่ซึมซับความรู้และความรู้สึก เพราะอยากรู้ว่าพนักงานรุ่นพี่ที่อยู่มา 25 – 30 ปี เขาคิดอะไรอยู่ และทำไมเขาถึงเลือกทำสิ่งนี้ ก่อนจะตัดสินใจเรียนต่อด้านการบริหาร จนเมื่อมั่นใจว่ามีความรู้และประสบการณ์มากพอ เธอจึงเริ่มมีไอเดียวางแผนและกลยุทธ์ แล้วลงมือเปลี่ยนแปลงตามแผนงานเมื่อเข้าสู่ปีที่ 4 ของการทำงาน เริ่มมีการขยับคน จัดตำแหน่งงาน เพื่อให้ทีมงานเข้าที่ วางรากฐานเรื่องวัฒนธรรมองค์กรอย่างจริงจัง มีการวางกลยุทธ์ มีแนวคิดใหม่ๆ ในการขยายธุรกิจให้กว้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเน้นการส่งออกไปยังต่างประเทศมากขึ้น การปรับสัดส่วนของ product portfolio หรือแม้แต่การวางกลยุทธ์ด้าน Digital Marketing

“เราคิดว่าการที่เรามีความอดทนในช่วงแรก ทำให้คนยอมรับเราในระดับหนึ่งว่าเราไม่ใช่คนรุ่นใหม่ที่เข้ามาแล้วมุ่งแต่จะเปลี่ยนเพราะคิดว่าการศึกษาดีกว่าคนที่อยู่มาก่อน ถ้าจะเปลี่ยนก็ทำไปด้วยกัน ไม่ใช่เกิดจากการบังคับของผู้บริหาร” คุณแจงเล่า ก่อนจะเสริมว่าเป็นความคิดที่ครอบครัวปลูกฝังนิสัยคนไทยเรื่องอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ แม้ว่าเธอจะได้รับการศึกษาและเติบโตในต่างประเทศ

4

เติบโต…ไปด้วยกัน

ฉัตรชัย บุญรัตน์

ที่มาของแนวคิดการคิดถึงคนอื่นก่อนของมาลี

คุณแจงเล่าว่าเป็นวัฒนธรรมของครอบครัว ที่คุณพ่อจะพูดเสมอว่า “บนโลกความเป็นจริง เมื่อมีคนได้เปรียบก็ย่อมมีคนเสียเปรียบ อะไรที่เรายอมเสียเปรียบได้บ้าง โดยที่เราไม่เดือดร้อนมากนักเราก็ควรยอม แต่ต้องรู้ว่าเราเสียเปรียบตรงไหน และก็ต้องพูดให้เขารู้ด้วยว่าเรายอมเสียเปรียบเขา ไม่ใช่เสียเปรียบเพราะเราไม่ทัน” เป็นที่มาของชุดความคิดเรื่องการคิดถึงคนอื่น

“พอมาทำงานบริษัท เราก็ถามตัวเองว่าทำไมถึงอยากทำธุรกิจ เราไม่ได้อยากรวย หรืออยากมีอะไรเยอะขึ้น เพราะเท่าที่มีอยู่นี้ก็พอใช้ คำถามคือแล้วความตั้งใจที่อยู่เหนือการกระทำของเราทั้งหมดคืออะไร เราตื่นนอนมาทำงานเพื่ออะไร เราก็พบว่าจริงๆ เราอยากสร้างการเปลี่ยนแปลง ใช่! เราอยากมีผลลัพธ์ทางตัวเลขและยอดเงินที่ดี แต่นั่นก็เพื่อที่จะทำให้เรามีเครื่องมือให้เราทำอะไรได้มากกว่า”

และคำตอบของคุณแจงก็คือ Growing Well Together

“โอเค เมื่อก่อนเราอาจจะนึกถึงแต่ผู้ถือหุ้น เพราะเราเป็น Public Company เราต้องมีความรับผิดชอบต่อเขา แต่ความจริงแล้วเราลืมคนข้างหลังที่เป็นเบื้องหลังความสำเร็จของทุกอย่าง ใครบ้างที่เกี่ยวข้องกับเรา พนักงาน ผู้บริโภค เกษตรกร”

ทุกอย่างที่คุณแจงคิดจะมี Why ต่อท้ายเสมอ

ทำไมต้องดูแลพนักงาน Why เพราะเขาจะได้ดูแลครอบครัวเขาให้ดียิ่งขึ้น

ทำไมต้องทำสินค้าเกี่ยวกับสุขภาพ Why เพราะสุขภาพที่ดีเป็นรากฐานการใช้ชีวิตที่ดี

ทำไมเกษตรกรกลุ่มคนที่ทำอาชีพหลักของประเทศ ที่ทำให้ประเทศได้เปรียบทางการแข่งขัน แต่ทำไมเรากลับทำให้เขาแข็งแรงขึ้นไม่ได้ ยิ่งมาลีในฐานะที่เป็นคนที่ใช้ผลผลิตทางเกษตรค่อนข้างเยอะ มาลีพอจะทำอะไรได้บ้าง จึงนำไปสู่การจัดตั้งบริษัทใหม่ๆ หรือการทำ Agricultural Development

5

ออกดอก ออกผล

น้ำผลไม้มาลี

“ทุกอย่างที่คิด ไม่ได้ทำเพราะเราต้องการเป็นผู้ให้เพียงอย่างเดียวนะ แต่จะทำอย่างไรให้การช่วยเหลือนั้นอยู่ในกระบวนการทำงานจริงๆ เราได้ เขาได้ เช่น ถ้าแจงสามารถทำให้บริษัท Malee Applied Sciences (MAS) ประสบความสำเร็จได้ ก็จะเป็นความภาคภูมิใจที่สุดในอาชีพการงานของเรา”

คุณแจงยกตัวอย่าง “เรามองว่า สมมติถ้ามะพร้าวราคาตลาด 10 บาท เราจะทำอย่างไรให้เราสามารถซื้อมะพร้าวลูกละ 13 บาท เพราะหนึ่ง คิดถึงตัวเองก่อนเลยนะว่าเราต้องการลดความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนวัตถุดิบ ในอนาคตที่น้ำมะพร้าวเป็นที่ต้องการของตลาด ทำอย่างไรให้เรามีวัตถุดิบอยู่ตลอด เราก็ต้องซื้อในราคาที่แพงขึ้น”

“สอง การรับซื้อมะพร้าวที่ราคา 13 บาทดีต่อเกษตรกร เพราะเขาจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี แต่ขณะเดียวกันเราไม่อยากขึ้นราคาผู้บริโภค เพราะฉะนั้น เราจะทำอะไรกับพวก Waste เช่น กาบ กะลา เปลือกมะพร้าว และนำไปสร้าง By Product ที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้บ้าง เราจึงจัดตั้งบริษัทนี้ขึ้นมา และเต็มไปด้วยนักวิจัย เพื่อช่วยกันหาคำตอบให้กับโจทย์ของเราในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบที่เรามีให้มากที่สุด”

คุณแจงเล่าว่าเธอคิดไปถึงขั้นจะทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มจริงๆ เช่นอาจจะเอาบางส่วนที่สกัดได้ไปทำเครื่องสำอางหรือวัตถุดิบทำอาหาร ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการวิจัย

“มีสินค้าตัวแรกออกมาแล้วชื่อว่า Vintico เป็น Coconut Vinegar ที่นำน้ำมะพร้าวเกรดที่ไม่สามารถแพ็กลงกล่องหรือขวดได้ มาหมักเป็น Coconut Vinegar นอกจากจะเป็นวิธีที่สามารถช่วยเกษตรกรในการรับซื้อน้ำมะพร้าวทุกเกรดแล้ว กระบวนการหมักที่เป็นนวัตกรรมใหม่ของเรายังเพิ่มคุณค่าของสารที่มีคุณประโยชน์ในน้ำมะพร้าวได้มากกว่าวิธีเดิมๆ มาก โดยสินค้านี้ขายขวดละ 1,800 บาท เป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เรื่องสุขภาพ เป็นที่ต้องการของตลาดทางยุโรปและอเมริกา” คุณแจงเล่าพร้อมส่งแพ็กเกจหรูของ Vintico ให้เราดู

จริงๆ มาลีก็เป็นองค์กรที่แข็งแรง เป็นแบรนด์น้ำผลไม้ที่คนรัก แล้วอะไรคือเหตุผลที่ทำให้ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ เราถาม

คุณแจงตอบทันทีว่า เหตุผลสำคัญก็คือความยั่งยืน

สิ่งที่มาลีคิดและทำในวันนี้แก้ไขปัญหาได้ในระยะยาวกว่า

จากโจทย์ที่เรียบง่ายของคุณแจงว่า “ทำอย่างไรให้มาลีดูแลคนที่อยู่ใกล้ชิดได้เยอะขึ้น มากขึ้น”

“เราย้ำเสมอว่าเราไม่ได้เปลี่ยนเพราะเราอยากให้มีการเปลี่ยนแปลง หรือเพราะมันเป็นเทรนด์ หรือเพราะคนชอบพูดว่าโลกเปลี่ยนตลอดเวลาและเราต้องหมุนตามให้ทัน แต่เราเปลี่ยนเพราะเรามีจุดประสงค์ชัดเจนว่าจะเปลี่ยนเพื่ออะไร”

6

เก็บเกี่ยว…ประสบการณ์และความสุข

น้ำส้ม

แม้จะเป็นทายาทรุ่นสองของมาลี แต่การมารับช่วงต่อไม่ใช่เรื่องง่าย

คุณแจงเล่าให้ฟังว่าช่วงแรกของการทำงานเธอรู้สึกหนักมาก เพราะถ้า Performance ไม่ดีก็จะได้รับคำแสดงความคิดเห็นจากทุกทิศทุกทางทาง ทั้งครอบครัว ผู้ถือหุ้น พนักงาน

ซึ่งสิ่งที่ได้เรียนรู้ก็คือ เธอเลือกที่จะเลือกฟังสิ่งที่เป็นประโยชน์ และปล่อยสิ่งที่ไม่ใช่ทิ้งไป

ส่วนในเนื้องานบริหาร เป็นเพราะได้รับความไว้วางใจจากพ่อ ซึ่งบอกคุณแจงเสมอว่าต่อให้ลองทำแล้วเจ๊งหรือพลาดพลั้งก็ยังดีเพราะมีเขายังอยู่ช่วยแก้ไข เพราะถ้าเขาจับมือให้เดินไปเรื่อยๆ เมื่อวันที่ต้องทำงานแล้วพลาดพลั้งตามลำพังจะทำอย่างไร

อะไรคือสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานร่วมกัน เราถาม

คุณแจงยกตัวอย่างจากที่เห็นคุณพ่อเป็นคนไม่ยึดติดกับความสำเร็จในอดีต และพร้อมที่เปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้ธุรกิจไปข้างหน้า เนื่องจากเมื่อก่อนธุรกิจหลักของครอบครัวคือสับปะรดกระป๋อง แต่เพราะความผันผวนทางเศรษฐกิจ ทำให้สิ่งนี้ไม่ใช่ธุรกิจที่ยั่งยืนแบบที่ครอบครัวต้องการ จึงผันตัวมาทำเครื่องดื่มมากขึ้น

หรือถ้าเป็นเรื่องการทำงาน คุณแจงเรียนรู้วิธีการเจรจาต่อรองวิธีการคุยกับคน วิธีการให้เกียรติคน ซึ่งคุณพ่อของเธอพูดเสมอว่าความเคารพนั้นต้องมาจากใจเขาจริงๆ ไม่ใช่มาเพราะเป็นลูกสาวเจ้าของบริษัท เพราะฉะนั้น การวางตัว การพูดจา การเข้าใจคนทำงาน ทุกอย่างก็มีผล

พ่อลูก

“เมื่อก่อนไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อชอบทำงานภาคสังคมเยอะ ทำไมไม่ทำงานบริษัทให้โตขึ้นมากกว่านี้”

“จนวันหนึ่งเราก็รู้ว่า เราคงมองแต่ตัวเองไม่ได้ แต่ต้องมองให้กว้างขึ้น” คุณแจงเล่าก่อนที่พ่อจะเฉลยให้ฟังว่า สิ่งหนึ่งที่พ่อได้จากการทำงานกับภาครัฐและเอกชน เป็นการเรียนรู้วิธีการทำงานร่วมกับผู้อื่น

“ความจริงแล้วธุรกิจเราก็ไม่ได้ใหญ่โตมากมาย ดังนั้น การได้ทำงานร่วมกับผู้ใหญ่ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเป็นวิธีที่จะสร้างโอกาสการเรียนรู้ได้ง่ายที่สุด”

ในขณะที่เรื่องชีวิต นอกจากขอให้เป็นคนดี คุณแจงเล่าว่าพ่อและแม่ไม่เคยปิดบังเรื่องการทำงานหรือเรื่องอะไรกับลูกเลย ไม่ว่าจุดต่ำสุด จุดสูงสุด หรือใครที่ดีกับครอบครัวมากก็จะสอนให้รู้บุญคุณ หรือไม่ว่าท่านทั้งสองจะทะเลาะกันเรื่องอะไรลูกๆ ก็จะรับรู้ทั้งหมด

“นี่เป็นสิ่งที่เราซาบซึ้งมากๆ เพราะทำให้เรามีภูมิต้านทานที่ดีขึ้น จนเพื่อนมักจะบอกว่าเราทำงานหนักแต่ไม่เคยเห็นเราเครียด หรือเมื่อมีปัญหาอะไรก็สามารถแก้ได้ง่าย เพราะมีสติเป็นสำคัญ” คุณแจงยิ้มก่อนจะทิ้งท้ายคำแนะนำสำหรับคนรุ่นใหม่กับการสานต่อกิจการครอบครัวว่า

“ถ้าไม่มีใจแจงก็คงไม่มาทำ ที่มาทำเพราะสนุกกับมันมากจริงๆ เพราะเห็นโอกาสของธุรกิจนี้จริงๆ ซึ่งอาจจะไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นกับทุกครอบครัว บางธุรกิจอาจจะเป็นช่วงขาลงแล้วจริงๆ ก็ได้ ซึ่งก็ต้องคุยกันว่ามันควรที่จะทำต่อมั้ย หรือเปลี่ยนไปเป็นอะไร”

“เมื่อก่อนก็เคยมีความคิดอย่างไปลองหาประสบการณ์ข้างนอกเหมือนกัน แต่มาคิดดูแล้วมันไม่มีที่ไหนที่จะได้ประสบการณ์เยอะเท่าที่นี่ เราอยากเข้าประชุมผู้บริหารเราก็ทำได้ อยากจะเข้าไปฟังเซลส์ หรือดูเนื้องานส่วนไหนก็ทำได้ ดังนั้น ในเมื่อเรามีโอกาสมากกว่าคนอื่น เราก็ควรคว้าโอกาสในการเรียนรู้นี้ไว้”

Malee

บริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (พ.ศ. ๒๕๒๑)

ประสบการณ์กว่า 40 ปีในธุรกิจสินค้าเกษตรของคุณพ่อ ฉัตรชัย บุญรัตน์ ประธานกรรมการ บริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เริ่มต้นหลังจากเข้ามาช่วยครอบครัวซึ่งทำธุรกิจนมข้นหวานกระป๋อง ตราโรบินฮู้ด เมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว ในยุคนั้นประเทศกำลังมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจแผนแรก แก้ไขปัญหาสินค้านำเข้าด้วยการคุมราคาขายในประเทศ ประกอบกับต้นทุนนำเข้านมผงจากต่างประเทศขึ้นลงผันผวนอยู่ตลอดเวลา ส่งผลต่อยอดขายที่ยากจะคาดการณ์

และระหว่างที่เดินทางไปพักผ่อนที่หัวหินหลังจากเรียนจบกลับมาจากต่างประเทศ คุณพ่อก็พบกับสับปะรดราคาถูกเพราะสินค้าล้นตลาดจนต้องทิ้งไว้ข้างทาง จึงตัดสินใจสร้างโรงงานแปรรูปสับปะรดกระป๋อง แต่สับปะรดเจ้าปัญหาจะล้นตลาดอยู่เพียงเดือนเดียวเท่านั้น คุณพ่อจึงศึกษาพัฒนาเทคโนโลยีที่ทำให้สับปะรดออกผลตลอดทั้งปี ด้วยการลงมือทำไร่สับปะรด สร้างเทคโนโลยี สอนชาวบ้าน และรับซื้อผลผลิตมาทำสับปะรดกระป๋องส่งออกเป็นเจ้าแรกๆ ของไทย โดยตอนนั้นยังไม่มีแบรนด์เป็นของตัวเอง จนกระทั้งมีคู่แข่งในตลาดมากมาย

“ในอดีต เรามักจะเห็นว่าบริษัทในบ้านเรารับองค์ความรู้จากต่างประเทศมากกว่าจะพัฒนาเป็นของตัวเอง ส่งผลไปถึงเรื่องตลาดด้วย คงจะดีถ้าเรามีแบรนด์ที่แข็งแรง มีอำนาจพอที่จะดูแลวัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ และตลาด พาสินค้าแบรนด์ชื่อไทยวางขายตามที่ต่างๆ สร้างความภูมิใจแม้จะเป็นเพียงส่วนเล็กน้อย”

เมื่อเริ่มคิดจะมีแบรนด์เป็นของตัวเอง แทนที่จะสร้างขึ้นมาใหม่ คุณพ่อเลือกที่จะทำแบรนด์ไทยที่เป็นที่รักมากมายอยู่แล้วในตอนนั้นให้แข็งแรงมากขึ้นด้วยความสามารถที่มี จึงตัดสินใจรับช่วงต่อกิจการแบรนด์มาลีจากเจ้าของเดิม

สิ่งที่มาลีในมือของคุณพ่อเชื่อและทำมาตลอด 40 ปี คือแนวคิดเรื่องการคิดถึงคนอื่น

“ตอนที่ผมทำผมไม่ได้เรียกสิ่งที่ทำว่า Growing Well Together สวยงามแบบสมัยนี้หรอก เราคิดแค่ว่าถ้าองค์ความรู้ที่เราเรียนมาพอจะสามารถช่วยเกษตรกรผลิตวัตถุดิบได้ดีขึ้นทั้งคุณภาพและปริมาณได้ก็คงดี ก่อนหน้านี้เราเคยคิดอยากจะทำเอง แต่ก็พบว่าสิ่งที่เราต้องการนั้นควบคุมและดูแลลำบาก ที่สำคัญสู้ชาวบ้านที่เขาทำมาอย่างเชี่ยวชาญไม่ได้หรอก และถ้าหากปล่อยให้เกษตรกรเขาทำเองก็อาจจะเสียโอกาสบางอย่างไป เราจึงเริ่มทำ Learning Center ทดลองทำก่อนเมื่อผลลัพธ์ออกมาดีก็ส่งต่อให้ชาวบ้านนำไปปรับใช้”

สำหรับเรื่องธุรกิจ ทุกคนมักจะเห็นแต่มุมที่ประสบความสำเร็จ แต่ไม่รู้ว่าที่อีกด้านหนึ่งหรือเบื้องหลังทั้งหมดนี้เขาต้องผ่านอะไรมา เพื่อปูพื้นฐานความเข้าใจ และเขาก็จะภูมิใจในความสำเร็จของทุกคนในวันนี้ คุณพ่อจึงเลือกที่จะเปิดเผยให้ลูกๆ เห็นการทำงานที่ทั้งดีและร้าย สมหวังและผิดหวัง ช่วงเวลาความยากลำบาก และนั่นก็ยิ่งทำให้ทายาทรุ่นสองของมาลีมุ่งมั่นและตัดสินใจรับช่วงต่อธุรกิจของครอบครัว

“ความรู้ความสามารถของลูกๆ ดีกว่าพวกเราอยู่แล้ว เพราะเราให้การศึกษาเขาเต็มที่ แต่สำหรับเรื่องประสบการณ์ ถ้าผมเป็นลูก แล้วมีพ่อที่เข้าใจคอยให้คำปรึกษาเรื่องที่ต้องอาศัยประสบการณ์ ก็คงจะช่วยลดระยะทางการเรียนรู้ไปได้มาก

“กับการทำงานแล้ว ไม่ว่าจะงานอะไรก็ตามไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องรุ่นอายุที่ต่างกันหรอก ต้องเริ่มจากเข้าใจตัวตนเขาก่อน ต้องพยายามคิดว่าเขาจะคิดหรือเข้าใจมันว่าอย่างไร ถ้าสิ่งนั้นไม่ดีก็แค่พูดให้เขาฟัง จะเชื่อหรือไม่นั่นอีกเรื่องหนึ่ง สิ่งที่คนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่าจะได้ตอบแทนจากการทำงานร่วมกันคือ Learning Curve ซึ่งหาซื้อจากที่ไหนไม่ได้ พ่อแม่เลี้ยงลูกอย่างหวังดีแหละ แต่ด้วยความหวังดีที่คิดว่าความคิดของตัวเองถูก ก็เลยพยายามให้เขาคิดเหมือนกันกับเรา ซึ่งเป็นไปไม่ได้หรอก” คุณพ่อทิ้งท้ายข้อคิดเรื่องการทำงานร่วมกันระหว่างคน 2 รุ่น

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load