ธุรกิจ : ร้านบุญชัยการแว่น และ ร้านแว่นตาอายโฮม (EyeHome)

ประเภทธุรกิจ : ร้านแว่นตา

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ 2506

อายุ : 58 ปี

ผู้ก่อตั้ง : คุณบุญชัย ผดุงเกียรติสกุล, คุณเด่นชัย ผดุงเกียรติสกุล

ทายาทรุ่นสอง : คุณธรรมจิตต์ ผดุงเกียรติสกุล

ทายาทรุ่นสาม : คุณธนิดา ผดุงเกียรติสกุล ร้านแว่นตาอายโฮม (พ.ศ.​ 2562) 

ในร้านแว่นตาที่ทุกคนคุ้นเคย นอกจากตู้บรรจุแว่นตานับร้อยอัน มีหนึ่งอาชีพของคนในร้านแว่นที่เราเรียกจนชินปากว่า ‘ช่างตัดแว่น’ 

ชื่อจริงของอาชีพช่างตัดแว่น (ที่มีใบประกอบโรคศิลปะ) คือ นักทัศนมาตร (Optometrist) ผู้ทำหน้าที่ตรวจวินิจฉัยและแก้ไขปัญหาของระบบการมองเห็น รวมถึงดูแล ฟื้นฟู ให้คำปรึกษาเรื่องสุขภาพตา ไปจนการเลือกแว่นตาและคอนแทคเลนส์

คอลัมน์ทายาทรุ่นสองจะพาไปรู้จักร้านแว่นที่เปิดให้บริการโดยนักทัศนมาตร ลัดเลาะเข้าไปสำรวจร้านแว่นตาย่านอุดมสุขของ ชิง-ธนิดา ผดุงเกียรติสกุล ผู้อยากมอบการมองเห็นที่ดีที่สุดให้ทุกคน 

EyeHome ทายาทร้านแว่นตาที่ให้บริการ 24 ชั่วโมง และรับเพียงวันละ 5 คิว

เธอเกิดและโตมาในร้านแว่นตาของครอบครัวที่สามย่าน เรียนจบสาขานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนตัดสินใจเรียนต่อด้านทัศนมาตรศาสตร์ถึง 6 ปี เพื่อทำในสิ่งที่รักและผูกพัน หลังจากเรียนจบเฉพาะทาง เธอเข้ามาดูแลร้านแว่นตาของคุณพ่อ จึงได้เห็นข้อจำกัดหลายอย่าง และตัดสินใจไม่ทำตามวิถีเดิมของร้านแว่นเพราะเห็นโอกาสที่ดีกว่า และเลือกตั้งต้นธุรกิจร้านแว่นตาในแบบที่ต้องการในบ้านของตัวเอง ปรับกลยุทธ์ร้านแว่นทั่วไปให้กลายเป็นร้านแว่นตาที่สามารถรองรับลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ตรวจสายตาโดยละเอียด เริ่มตั้งแต่การซักประวัติ เช็กค่าสายคา ตรวจสุขภาพตา ไปจนถึงส่งต่อเคสที่รุนแรงให้กับจักษุแพทย์

ร้านใหม่ของชิงใช้เทคนิคใหม่ๆ เพื่อให้บริการลูกค้าได้อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกัน ความใส่ใจในการบริการก็ยังคงเหมือนกับร้านในรุ่นอากง เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถส่งต่อความดีงามของธุรกิจร้านแว่นตาของอากงและคุณพ่อด้วย Vision ที่ว่า “ลูกค้าต้องได้รับสิ่งที่ดีที่สุด”

EyeHome ทายาทร้านแว่นตาที่ให้บริการ 24 ชั่วโมง และรับเพียงวันละ 5 คิว

ภาพจำร้านแว่น

ก่อนจะมาเป็นร้านแว่นตาอายโฮมในย่านอุดมสุข ชิงมีพื้นที่เรียนรู้และทดลองเป็นร้านแว่นตาของครอบครัว ซึ่งให้บริการผู้คนในละแวกสามย่านมากว่า 50 ปี เธอเดินเข้าออกร้านแว่นตั้งแต่รุ่นอากง จนร้านถูกส่งต่อมาถึงมือคุณพ่อ 

“เราอยู่กับร้านแว่นตามาตั้งแต่เกิด เห็นเวลาคุณพ่อวัดสายตา เขาละเอียดในการวัด มีการพูดคุยมากกว่าแค่วัดสายตา เราเลยซึมซับมาตั้งแต่เด็ก เห็นคนได้แว่นแล้วมันดีแบบนี้ แล้วเราเป็นคนใส่แว่น เราเข้าใจดีว่าเวลาเด็กๆ มองไม่เห็นมันลำบากแค่ไหน”

ร้านแว่นครอบครัวเต็มไปด้วยตู้โชว์แว่นหลากประเภท ตั้งแต่ราคาหลักร้อยไปจนถึงหลักพัน หลักหมื่น เปิด-ปิดตามเวลาห้าง และมักเจอปัญหาลูกค้าเข้ามาพร้อมกันช่วงใกล้ปิด เพราะกว่าจะเลิกงานฝ่าการเดินทางที่ติดขัดในกรุงเทพฯ การบริการในเวลากระชั้นชิดจึงทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร

“พอเป็นคนวัดเอง เราเห็น Pain Point ชัดเจนเลย มันจะมีช่วงจังหวะที่หน้าร้านบอกว่าเร็วขึ้นหน่อยได้ไหมคะ ข้างนอกรอนานแล้ว ต่อคิวยาว ลูกค้าจะกลับแล้วนะ ข้างนอกไม่รอแล้วนะ”

ชิงได้เห็นความรุ่งเรืองพร้อมๆ กับจุดอ่อนของร้านแว่นตาที่น้อยคนจะรู้

EyeHome ทายาทร้านแว่นตาที่ให้บริการ 24 ชั่วโมง และรับเพียงวันละ 5 คิว

ยอมรับและยอมแลก

จากความคุ้นเคยเป็นความผูกผัน ทำให้การเข้าร้านและบริการลูกค้าในทุกๆ ครั้งกลายเป็นความสุข ชิงเริ่มรู้ว่าตัวเองรักการทำงานในร้านแว่นตามากกว่า นิติศาสตรบัณฑิตคนนี้จึงตัดสินใจไม่เรียนต่อในด้านที่เธอร่ำเรียนมา แล้วคว้าโอกาสจากประสบการณ์ที่เธอได้รับจากร้านแว่นของครอบครัว กลับไปเรียนปริญญาตรีทางด้านทัศนมาตรศาสตร์ (Doctor of Optometry) อีกครั้ง

“ตอนเรียนนิติศาสตร์เราไม่ชอบที่ต้องอ่านหนังสือเยอะๆ ตอนฝึกงานเกี่ยวกับกฎหมาย เจอเอกสารทั้งวัน เสาร์-อาทิตย์เราจะเข้าไปช่วยเฝ้าร้าน ทำงานหน้าร้าน พอทำตรงนี้แล้วรู้สึกมีความสุขกว่า สนุกกว่าที่ได้เจอลูกค้า ได้พูดคุย ได้แก้ปัญหาให้เขา”

ชิงต้องยอมรับความเสี่ยงและความไม่แน่นอนจากการทำสิ่งที่ต่างจากร้านแว่นธรรมดา  ขณะเดียวกันก็ต้องคิดวิธีการแก้ปัญหาเพื่อบริหารความเสี่ยงเหล่านั้น 

“พอเรารับคิวนัดอย่างเดียว ก็ต้องยอมเสียลูกค้า Walk-in ไป 

“มีกรณีที่ลูกค้าอยากได้แว่นด่วน เขาโทรมาแต่คิววันนั้นเต็มไปแล้ว เราก็รับคิวซ้อนก็ไม่ได้ ไม่อยากแทรกคิวลูกค้าท่านอื่น ถ้าปฏิเสธลูกค้า เราก็เสียใจที่ไม่สามารถให้บริการในตอนนั้นได้จริงๆ แต่ทั้งหมดก็แลกเพื่อบริการที่ดีและเป็นร้านแว่นแบบที่เราต้องการ”

EyeHome ทายาทร้านแว่นตาที่ให้บริการ 24 ชั่วโมง และรับเพียงวันละ 5 คิว
EyeHome ทายาทร้านแว่นตาที่ให้บริการ 24 ชั่วโมง และรับเพียงวันละ 5 คิว

ร้านแว่นตาอายโฮม

โจทย์แรกของร้านเก่าคือ บริการลูกค้าอย่างเต็มที่ในชั่วโมงเร่งด่วนไม่ได้ ดังนั้น หากต้องขยายเวลาตรวจให้นานขึ้นเพื่อการบริการที่ละเอียด ร้านจึงต้องเปิดให้นานขึ้น นั่นหมายถึงร้านต้องไม่อยู่บนห้าง เธอพลิกภาพจำเดิมของร้านแว่นตาที่เคยเปิดเช้า ปิดเย็น มาเป็นการเปิด 24 ชั่วโมง รองรับลูกค้าจากทุกสาขาอาชีพ

อีกจุดหนึ่งคือ ชิงอยากตรวจลูกค้าทุกคนอย่างเต็มศักยภาพ จึงต้องขยายเวลาตรวจวัดลูกค้าแต่ละคนให้นานขึ้น เปลี่ยนจากการรับลูกค้าแบบ Walk-in มาเป็นการรับคิว แปลว่าร้านจะรับลูกค้าได้น้อยลงเหลือเพียงวันละ 5 คนเท่านั้น 

“ลูกค้าแต่ละคนมีความต้องการที่แตกต่างกัน เราซักประวัติว่าใช้งานอะไรเยอะที่สุด เน้นการพูดคุย แล้วออกแบบการบริการ การพูดคุย เป็นการเช็กที่ละเอียดขึ้นและครอบคลุมมากขึ้น”

EyeHome ทายาทร้านแว่นตาที่ให้บริการ 24 ชั่วโมง และรับเพียงวันละ 5 คิว
EyeHome ทายาทร้านแว่นตาที่ให้บริการ 24 ชั่วโมง และรับเพียงวันละ 5 คิว

เมื่อตรวจเช็กตามขั้นตอนทั้งหมดแล้ว ถัดมาคือการลองใส่และใช้งานจริง และกลายเป็นขั้นตอนที่ชิงให้ความสำคัญไม่แพ้การตรวจวัดสุขภาพตา

“เราให้ลองเดิน ลองใส่ จริงๆ ขั้นตอนการลองสำคัญมาก เพราะว่าความชัด ความสบาย สำคัญ และความสบายแต่ละคนไม่เหมือนกัน ความเซนซิทีฟแต่ละคนไม่เหมือนกัน ความชัดแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน เราก็จะให้ลองใส่เลย ให้เดินในร้านจริง สมมติว่าลูกค้าใช้คอมพิวเตอร์เยอะ ลองใช้คอมพิวเตอร์ดูเลยว่าเป็นยังไง ลองเดิน ลองขึ้น-ลงบันได ลองดูโทรทัศน์ว่าตอบโจทย์ไหม ประมาณนี้โอเครึเปล่า”

หากตรวจพบว่าลูกค้าที่มารับบริการมีภาวะเสี่ยงเกี่ยวกับดวงตา หรืออาการรุนแรงเกินขอบเขตที่นักทัศนมาตรดูแลได้ ทางร้านจะส่งต่อให้กับจักษุแพทย์เพื่อทำการรักษาต่อไป

“พอเรามาทำร้านนี้ก็ได้รู้ว่า มีหลายคนที่มีปัญหาเรื่องกล้ามเนื้อตาหรือเรื่องสุขภาพตา แต่ไม่รู้ตัว ก็ใส่แว่นมาอย่างนั้นโดยไม่รู้มาก่อนว่ามีเรื่องนี้ด้วย ถ้าไม่ได้เช็กก็คงไม่รู้ว่ามีแบบนี้อยู่

“เราจะพยายามให้ละเอียดที่สุดเท่าที่ร้านแว่นจะทำได้ เพราะถ้าเกินจากนี้อย่างเรื่องให้ยา การขยายม่านตา จะเป็นการรักษาของโรงพยาบาลแล้ว ร้านแว่นทำไม่ได้”

EyeHome ทายาทร้านแว่นตาที่ให้บริการ 24 ชั่วโมง และรับเพียงวันละ 5 คิว
ร้านแว่นหนึ่งเดียวที่พร้อมให้บริการ 24 ชม. และรับเพียงวัน 5 คิว โดยทายาทร้านแว่นตาที่เรียนจบด้านทัศนมาตรศาสตร์มาโดยตรง

ใส่ใจบริการ

“เราอยากทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด นอกจากการมองเห็นที่ดีแล้ว ประสบการณ์ในการมาวัดสายตาก็เป็นอย่างหนึ่งที่เขาจะได้รับกลับไป ไม่ว่าจะเป็นคนนัดหรือคนรอ พอเราอยากให้ลูกค้าได้สิ่งที่ดี ลูกค้าน่าจะรู้สึกได้ แล้วเขาก็ได้รับสิ่งดีๆ กลับไป”

ความตั้งใจของชิงและร้านแว่นตาอายโฮมนอกจากสะท้อนผ่านการให้บริการภายในร้าน ยังหมายถึงบริการหลังจากนั้น เพื่อย้ำว่าการบริการของร้านแว่นตาอายโฮม ไม่ใช่เพียงแค่ตรวจวัดสายตา ตัดแว่นแล้วจบไป

“นอกจากการวัด ความใส่ใจ การบริการ อีกอย่างคือเรื่องการบริการหลังการขาย ลูกค้าใช้ไปแล้วมีปัญหาอะไร ติดต่อเราได้ตลอด มีตรงนี้ช่วยซ่อมได้ไหม ทำอะไรได้ไหม ดัดได้รึเปล่า มีรถทับแว่นมาทำอะไรได้ไหม เราดูแลตลอดอยู่แล้ว”

ในขณะที่ชิงและพนักงานทุกคนในร้านแว่นตาอายโฮมตั้งใจให้บริการลูกค้าที่มาวัดสายตา คนอีกหนึ่งกลุ่มที่ร้านแว่นตานี้ให้ความสำคัญคือ คนที่มารอคนทำแว่น 

ร้านแว่นหนึ่งเดียวที่พร้อมให้บริการ 24 ชม. และรับเพียงวัน 5 คิว โดยทายาทร้านแว่นตาที่เรียนจบด้านทัศนมาตรศาสตร์มาโดยตรง

“คนที่มารอคนวัดสายตาซึ่งค่อนข้างนาน สามารถดูโทรทัศน์  YouTube, Netflix, Disney+ Hotstar นั่งดูได้เลย มีขนม มีน้ำ มีกาแฟ ไว้รอ เพราะคนที่มารอก็เป็นเหมือนลูกค้าท่านหนึ่งของเรา เป็นครอบครัวของลูกค้า เราก็อยากจะดูแลให้เหมือนเขาอยู่บ้าน ให้เขาสบายใจที่สุดเวลามาใช้บริการ”

ผลของการบริการที่พร้อมสรรพและความใส่ใจที่มีอยู่ในทุกๆ ขั้นตอนของร้านแว่นตาอายโฮม กลายเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ลูกค้าพูดถึงและบอกต่อปากต่อปาก ถึง Vision หรือความดีงามที่ถูกส่งต่อ จากรุ่นอากง สู่รุ่นคุณพ่อ เรื่อยมาจนมาถึงรุ่นของชิง

บทพิสูจน์

ร้านแว่นตาอายโฮมเปิดให้บริการลูกค้าจากหลากหลายพื้นที่ ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัดมาแล้วกว่า 2 ปี 

“ช่วงแรกที่บ้านไม่เห็นด้วยเลย ไม่เห็นด้วยในแง่ที่ว่ามาเปิดในตึกแถว ไม่เปิดในห้าง เพราะช่วงก่อนยุคโควิด-19 ทุกคนเข้าใจว่าร้านแว่นต้องก็เปิดในห้างสิ เพราะคนมาเดินห้าง เดี๋ยวนี้ไม่มีใครไปร้านข้างนอกกันแล้ว 

“ถ้าอยากทำเองจริงๆ หาร้านในห้างไหม หาโลเคชันในห้างไหม หาที่เช่าไหม ซึ่งเราก็มีไปดูนะ แต่มันไม่ตอบโจทย์ปัญหาที่เราอยากแก้อยู่ดี สุดท้ายถ้าทำตรงนั้น Pain Point เดิมๆ ก็จะกลับมา”

ความกังวลของครอบครัว ไม่ใช่ความกังวลว่าชิงจะตรวจค่าสายตาได้ หรือจะให้บริการลูกค้าไม่ได้ แต่คือความแตกต่างของร้านกับร้านอื่นๆ ในท้องตลาด สิ่งเดียวที่ชิงทำได้เพื่อคลายความกังวลนี้ คือพิสูจน์ว่าร้านแว่นตาในอุดมคติของเธอนั้นเป็นจริงได้

“มันค่อนข้างแหวกขนบธรรมเนียมเดิมของร้านแว่น กว่าจะพิสูจน์ได้ก็ตอนที่ร้านเปิดแล้ว มีลูกค้าเข้ามาเรื่อยๆ เริ่มมีการบอกต่อ มีการรีวิว ที่บ้านค่อยเริ่มสบายใจหน่อยว่าแบบนี้ทำได้นะ เพราะจริงๆ ร้านเราไม่ได้อยู่ในโลเคชันที่คนจะมาง่ายเหมือนในห้าง แต่ก็ยังมีลูกค้ามาอยู่

“เราค่อยๆ ทำให้เขาเชื่อ และบอกว่าถ้าแบบนี้ไม่เวิร์กจริงๆ เราจะยอมปรับให้เป็นแบบที่เขาทำก็ได้ แต่ตอนนี้ขอทำแบบนี้ก่อน”

ร้านแว่นหนึ่งเดียวที่พร้อมให้บริการ 24 ชม. และรับเพียงวัน 5 คิว โดยทายาทร้านแว่นตาที่เรียนจบด้านทัศนมาตรศาสตร์มาโดยตรง
ร้านแว่นหนึ่งเดียวที่พร้อมให้บริการ 24 ชม. และรับเพียงวัน 5 คิว โดยทายาทร้านแว่นตาที่เรียนจบด้านทัศนมาตรศาสตร์มาโดยตรง

ปัจจุบันและอนาคต

ร้านแว่นตาอายโฮมยังคงเปิดประตูต้อนรับลูกค้าเป็นประจำทุกวันในช่วงวิกฤต พร้อมการดูแลความสะอาดที่เข้มงวดขึ้น เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ในปัจจุบัน การบริการยังเป็นการนัดตามคิว นั่นหมายถึงการเว้นระยะห่างลูกค้าแต่ละคน และทางร้านได้ขยายร้านเพิ่มเติม เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าที่มารับแว่นและลูกค้าที่มารับบริการแยกพื้นที่กันอย่างชัดเจน 

“ธุรกิจที่ดีสำหรับชิงคือ การได้ทำในสิ่งที่ชอบในทุกๆ วัน แล้วการทำสิ่งนั้นทำให้เราเลี้ยงดูตัวเองได้ เลี้ยงดูครอบครัวได้ แล้วก็ส่งออกไปถึงสังคมได้ด้วย การมองเห็นของลูกค้าดีขึ้นได้ หรือมาตรฐานการวัดสายตาของเราดีขึ้นกว่านี้ได้ พัฒนาขึ้นไปได้เรื่อยๆ ไม่มีวันหยุด

“สิ่งสำคัญที่สุดคือ ลูกค้าที่มาใช้บริการได้รับสิ่งดีๆ กลับไป”

ชิงทิ้งท้ายถึงความตั้งใจที่อยากให้ร้านแว่นตาอายโฮมเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อดูแลดวงตาอีกหลายๆ คู่ให้สดใส

ร้านแว่นหนึ่งเดียวที่พร้อมให้บริการ 24 ชม. และรับเพียงวัน 5 คิว โดยทายาทร้านแว่นตาที่เรียนจบด้านทัศนมาตรศาสตร์มาโดยตรง

Facebook : EyeHome ร้านแว่นตาอายโฮม

Writer

แคทรียา มาลาศรี

คนทักผิดตลอดชีวิตว่าเป็นนักร้องดัง รักการกินผักและรักเนื้อพอๆ กับผัก เกิดที่อีสาน เรียนที่ภาคกลางและหลงทางที่เชียงใหม่

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

“ต้องไม่เบียดเบียนสังคมและสิ่งแวดล้อม”

คือปณิธานข้อเดียวของสถาปนิกและนักออกแบบผู้ก่อตั้ง Plan Architects หนึ่งในบริษัทออกแบบเก่าแก่ของประเทศ เจ้าของดีไซน์อาคารอย่าง Sindhorn Kempinski Hotel Bangkok, Kensington Learning Space และหอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

วิฑูรย์ วิระพรสวรรค์ คือหนึ่งในผู้ริเริ่มทั้งเจ็ด ตึกแรกที่พวกเขาออกแบบคือตึกออฟฟิศของตัวเองริมถนนสาทร โดยแบ่งพื้นที่ใช้สอยครึ่งหนึ่งทำ Green Space ซึ่งขัดจากอาคารอื่น ๆ ที่สร้างขึ้นในสมัยเดียวกัน

PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี

พวกเขาตั้งใจให้ตึกนี้เป็นแบบอย่าง 

หลังจากทำบริษัทได้ 2 ปีก็กลับมานั่งคุยกันว่า ถ้าอยากเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้น ต้องเริ่มต้นที่เด็ก

พื้นที่ด้านข้างจึงปรับเปลี่ยนให้เป็นโรงเรียนอนุบาล ซึ่งต่อยอดมาเป็นโรงเรียนรุ่งอรุณในปัจจุบัน

เมื่อทำโรงเรียนแล้วก็เห็นว่าต้องมีสื่อการสอนที่เหมาะสม เหล่านักออกแบบไฟแรงเลยลุกขึ้นลงมือทำเองด้วยการขยายธุรกิจสิ่งพิมพ์รักลูกกรุ๊ป ต่อเนื่องมาเป็น ‘PlanToys’ แบรนด์ที่เป็นมากกว่าของเล่น แต่ตั้งใจออกแบบประสบการณ์ ‘การเล่น’ เพื่อตอบโจทย์การเรียนการสอนแบบ Play-based 

และนี่คือเรื่องราวแบรนด์ของเล่นที่ทำเรื่องความยั่งยืน ตั้งแต่วันที่ผู้คนยังไม่รู้จักนิยามของคำว่า Sustainability ด้วยซ้ำ

PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี

ของเล่นไม้ที่ปลอดภัยกับเด็ก

ย้อนกลับไปที่ปณิธานแรก ของเล่นพวกเขาต้องไม่เบียดเบียนสังคมและสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกับบริษัทออกแบบ

ของเล่นไม้ตอบโจทย์ที่สุด เพราะเป็นวัสดุจากธรรมชาติ หาได้ง่ายในประเทศ และปลอดภัยกับเด็ก

ไม้ชนิดแรกที่เลือกคือไม้ลัง เนื่องจากในสมัยนั้นมีการนำเข้าเครื่องจักรหีบห่อในกล่องไม้พาเลตจำนวนมาก แต่ทำไปทำมาอุปทานในตลาดไม่เท่าทันอุปสงค์ เหล่านักออกแบบจึงต้องหาทางเลือกใหม่

พื้นเพของผู้ก่อตั้งเป็นคนตรัง เลยเห็นศักยภาพของไม้ยางพาราที่มีมากในภาคใต้ ซึ่งมักนำไปแปรรูปทำเฟอร์นิเจอร์ ขณะเดียวกันก็ตอบโจทย์เรื่องสิ่งแวดล้อมที่พวกเขายึดมั่นด้วยใจจริง

Made in Trang แต่ส่งออกทั่วโลก

จากบริษัทออกแบบ โรงเรียนอนุบาล โรงพิมพ์ สู่แบรนด์ของเล่น ชาวแปลนขยายธุรกิจเหล่านี้ภายใน 2 – 3 ปี ถ้าอยู่ในยุคนี้คงเปรียบได้กับสตาร์ทอัพ

ธุรกิจของเราจำเป็นต้องสเกลอัป จึงตั้งใจแต่แรกว่าของเล่นที่ทำจะเน้นตลาดส่งออก” ออฟ-โกสินทร์ วิระพรสวรรค์ หลานชายคุณวิฑูรย์และทายาทรุ่นสองเล่าย้อนไปถึงตอนนั้น

ยอดขาย 98% ของ PlanToys คือส่งออกต่างประเทศ ไม่ว่าจะอเมริกา ยุโรป หรือประเทศในเอเชียอย่างญี่ปุ่น ส่วนอีกราว ๆ 2% เป็นยอดขายในประเทศ ซึ่งส่วนแบ่งทรงตัวเท่านี้มาตลอดเพราะตั้งใจมุ่งตลาดพรีเมียม

“ราคาของเล่นเราไม่ถูก ลูกค้าที่ซื้อคือคนที่เข้าใจความปลอดภัยของของเล่น วัสดุที่ใช้ปลอดภัยหรือเปล่า สีที่ใช้มีโลหะหนักหรือเปล่า”

หลายคนเข้าใจผิดคิดว่า PlanToys เป็นแบรนด์ต่างชาติ แม้แต่เพื่อนของออฟยังเคยซื้อกลับมาจากเมืองนอก ถึงเห็นว่ากล่องตีตรา Made in Thailand

PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี
PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี

บุกเบิกเรื่องความยั่งยืน

40 ปีก่อน คำว่า ยั่งยืน แทบจะไม่เคยปรากฏในหน้าสื่อ ไม่ต้องพูดถึงการสื่อสารแบรนดิ้งของสินค้าต่าง ๆ นี่ไม่ใช่จุดขายเหมือนวันนี้

จุดเด่นของเล่นที่แบรนด์แปลนเล่าขานออกไป ณ วันนั้นจึงเป็นเรื่องความเรียบง่าย (Simplicity) อย่างรูปทรงเรขาคณิต สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม วงกลม ไม่มีอะไรซับซ้อน แต่ช่วยเรื่องพัฒนาการเด็กได้จริง

ความปลอดภัย (Safety) การผลิตที่ไม่ใช่สารเคมี ไม่ใช้วัสดุหรือสีอันตราย และดีไซน์ที่เหมาะสมกับช่วงวัยและการใช้งานของเด็ก

สรุปง่าย ๆ คือเน้นการสื่อสารประโยชน์ที่ส่งผลโดยตรงต่อผู้บริโภค โดยมีสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนที่เป็นความตั้งใจเป็นเรื่องรอง 

ออกสู่ตลาดโลกครั้งแรก

1983 คือปีที่ของเล่นจากเมืองตรังไปออกงานแฟร์ครั้งแรก

ครั้งนั้นเป็นงานแฟร์หน้าหนาวในเมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี แม้จะทำงานมาหลายปี แต่นี่เป็นการมาต่างประเทศครั้งแรกของคุณวิฑูรย์ 

“หนาวแบบต้องใส่หนังสือพิมพ์ไว้ในเสื้อผ้าอีกชั้น” ออฟว่าตามคำบอกเล่าของคุณลุง “ใส่รองเท้าไปเหยียบหิมะ เปียก กลับมาเอามาผึ่งตากบนฮีตเตอร์ ปรากฏรองเท้างอ” 

ไม่ได้เป็นมือใหม่แค่การใช้ชีวิตในต่างแดน แต่ในฐานะผู้ประกอบการก็ใหม่เอี่ยมไม่แพ้กัน

พวกเขาร่วมมือกับกรมการค้าระหว่างประเทศ เดินทางไปออกงานแฟร์โดยไม่มีเอาสินค้าติดตัวไปสักชิ้น มีแค่กล่องพร้อมเรื่องราวและแพสชันเต็มกระเป๋า

PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี
PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี

ลุงวิฑูรย์ยังใช้วิธีนำเสนอผลงานตามโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ บางร้านชื่นชอบคอนเซ็ปต์ บางร้านก็ไม่ ยิ่งในตลาดยุโรปต้องใช้เวลาเพื่อสร้างความเข้าใจ ส่วนมากเขาทำของเล่นจากไม้สน ไม้ยางคืออะไรเขาไม่รู้จัก ผ่านไปหลายปีจนแบรนด์เริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่ผู้ประกอบการของเล่นน้อยใหญ่ ตลอดจนบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองที่มีภารกิจหาของเล่นให้ลูก ๆ

ทำธุรกิจด้วยกันต้องมีแนวคิดเดียวกัน

ถ้าให้นึกชื่อแบรนด์ของเล่นไทยเร็ว ๆ เราอาจรู้จักไม่กี่ชื่อ แต่ครั้งหนึ่งอุตสาหกรรมของเล่นในบ้านเราเคยรุ่งเรือง เพราะเป็นฐานการผลิต OEM ให้แบรนด์ต่างชาติ

เช่นเดียวกับโรงงาน OEM ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่ค่อย ๆ ล้มหายตายจากในวันที่จีนเปิดประเทศ โรงงานของเล่นส่วนใหญ่ต้องปิดตัวเพราะลูกค้าย้ายฐานการผลิต และแบรนดิ้งตัวเองก็ไม่แข็งแรงพอให้ดำเนินธุรกิจต่อไปได้

PlanToys โชคดีที่ผู้บริหารรุ่นบุกเบิกให้ความสำคัญเรื่องนี้ ทันทีที่จีนเปิดรับชาวต่างชาติก็หันมาวางกลยุทธ์การทำธุรกิจเสียใหม่ โดยแบ่งสัดส่วนผลิตแบรนด์ตัวเองกับ OEM และเลือกผลิตให้เฉพาะลูกค้าที่เข้าใจแนวคิดและกระบวนการของธุรกิจจริง ๆ

แม้แต่ Distributor ที่อยากทำธุรกิจด้วยกันก็ต้องรู้จักแบรนด์อย่างถ่องแท้ โดยมีกฎเหล็กหนึ่งข้อ คือ ‘ต้องเดินทางมาดูโรงงานก่อน ถึงจะยอมขายของให้’

“เราพยายามสร้างความเข้าใจให้ลูกค้า” ทายาทรุ่นสองกล่าวเสียงหนักแน่น “ไม่อย่างนั้นคนจะไม่เข้าใจว่าทำไมของเราถึงราคาสูง เราไม่อยากให้เขาทำธุรกิจกับเราปีสองปีก็จากกันไป เขาเลยต้องมาเห็นว่าวิธีการทำงานเราเป็นยังไง ที่ราคาสูงหน่อยเพราะหนึ่ง สอง สาม สี่ พอเขาเข้าใจ การทำธุรกิจด้วยกันก็ยั่งยืน”

PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี
PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี

ข้อจำกัดที่กลายเป็นจุดขาย

แบรนด์ของเล่นในตลาดโลกมีทั้งจากฝั่งอเมริกาและยุโรป ของเล่นแบบหนึ่งที่ฮอตฮิตสุด ๆ เมื่อ 30 ปีก่อนคือ บ้านตุ๊กตา (Doll House) 

บ้านตุ๊กตาก็มีหลายแบบ แต่แบบหนึ่งที่เป็นความใฝ่ฝันของเด็กผู้หญิงคือ แบบวิกตอเรียน

บ้านวิกตอเรียนสไตล์ยุโรปหลังใหญ่ มีห้องหับนับสิบ แต่ละห้องมีเฟอร์นิเจอร์สวย ๆ อีกหลายชิ้น เวลาขายก็ขายทั้งหลังบรรจุในกล่องใหญ่ ๆ ซึ่งก็ไม่ติดขัดอะไรเพราะทำในยุโรป ส่งในยุโรป แต่พอแบรนด์จากจังหวัดตรังจะทำบ้าง มันเป็นข้อจำกัด

PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี

ข้อจำกัดที่ชัดที่สุดคือการขนส่ง หากใช้วิธีแบบเดียวกับแบรนด์ต่างชาติ ตัวเลขต้นทุนค่าขนส่งคงสูงทะลุ ส่งผลกับราคาขายที่อาจแพงกว่าราคาตลาด ชาวแปลนทอยส์จึงต้องกลับมาคิดหาทางออกใหม่

“เรากลับมาคุยกันว่า ทำไมต้องทำบ้านหลังใหญ่ เพราะส่งไปไม่ได้แน่ ๆ วิธีแก้คือทำบ้านแบบที่อยากทำนี่แหละ แต่ทำให้เป็น Knock-down”

บ้าน Knock-down คือทางรอดของพวกเขา ตอบโจทย์โลจิสติกส์แน่นอนเพราะกล่องเล็กลง แต่กลายเป็นว่าไม่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในวันนั้น

“ผู้บริโภคเขายังรู้สึกว่าได้กล่องใหญ่คุ้มกว่า ไม่เหมือนวันนี้ที่การขนส่งเอาใจใส่สิ่งแวดล้อมมากขึ้น อย่างขนส่งในเกาหลีใต้ เขาบอกเลยว่าปริมาณของสินค้าต้องมีสัดส่วนเหมาะสมเมื่อเทียบกับขนาดกล่อง ให้พอดีกัน จะได้ไม่เปลืองแพ็กเกจจิ้ง”

ใช้น็อตแค่ 10 ตัว ข้างหน้า 5 ตัว ข้างหลัง 5 ตัว ไขควงขันให้แน่นก็ได้บ้านในฝัน แต่ลูกค้ายังไม่เข้าใจ

‘ทำไมต้องมาต่ออีก’

‘ทำไมต้องต่อเอง ทั้ง ๆ ที่ในตลาดมีบ้านสำเร็จรูปขาย’

PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี

Distributor ก็ไม่เข้าใจจึงไม่มีใครยอมสั่ง แต่นักธุรกิจไทยไม่ยอมแพ้ ยืนยันให้ลองสั่งไปขายดู กลายเป็นว่าปีนั้น บ้านตุ๊กตาคือสินค้าที่ขายดีที่สุด

“มาปีที่ 2 เรานำของเล่นชิ้นนี้ไปงานแฟร์แล้วขึ้นราคาทุกวันเพื่อลองตลาด”

เช้าราคาหนึ่ง บ่ายราคาหนึ่ง ราคาเปิดอยู่ที่ประมาณ 10 ยูโร ราคาสุดท้ายอยู่ที่ราว ๆ 20 และปัจจุบันราคาขายของบ้านตุ๊กตาหลังนี้คือ 100 กว่าเหรียญฯ

ทำความรู้จักลูกค้าโดยไม่ผ่านคนกลาง

 20 ปีของ PlanToys คือบทบาทของนักออกแบบ ผู้ผลิต และผู้ส่งออก พวกเขาไม่เคยติดต่อกับร้านของเล่นหรือแม้กระทั่งลูกค้า 

ออฟบอกว่าเขาพึ่งลมหายใจของ Distributor มาตลอด ถ้าให้หันขวาก็หันขวา หันซ้ายก็หันซ้าย โดยแทบไม่รู้เลยว่านั่นคือสิ่งที่ผู้ใช้งานต้องการหรือเปล่า

PlanToys จึงลงทุนในการออกแบบสินค้า ส่งนักออกแบบไปงานแฟร์ต่างประเทศ บางครั้งก็ให้ลองไปใช้ชีวิตต่างแดนเป็นเดือนเพื่อหาแรงบันดาลใจ ดูบรรยากาศบ้านเมือง เที่ยวร้านค้า แล้วกลับมาดีไซน์ของเล่นให้ตอบโจทย์ตลาดจริง ๆ

พวกเขาเริ่มจากลงทุนในบริษัท Distributor ที่ญี่ปุ่น เมื่อมีประสบการณ์มากพอจึงตั้งบริษัทลูกที่อเมริกาในปี 2006 เช่าบ้านเป็นออฟฟิศใกล้มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ส่งของให้อเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ทั้งหมด ลบข้อจำกัดที่แต่ก่อนต้องสั่งทั้งตู้คอนเทนเนอร์ พอมีศูนย์กลางอยู่ตรงนี้ ประเทศเล็ก ๆ ก็สั่งในจำนวนน้อยลงได้ 

“Globalization ทำให้คนเข้าถึงสินค้าเรามากขึ้น เราในฐานะผู้ผลิตก็ได้รู้จักร้านค้ามากขึ้น รู้จักผู้บริโภคมากขึ้น ได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างเพื่อกลับมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่ใช่แค่ออกแบบอย่างเดียว”

เมื่อก่อนจะผลิตของเล่นสักชิ้นก็เน้นสีเขียว เหลือง แดง เพราะมีผลต่อพัฒนาการของเด็ก แต่พอศึกษาตลาดก็เห็นว่าแต่ละปีจะมีเทรนด์สี ปีนี้เน้นสีพาสเทล ปีนี้เป็นสีเข้มก่ำ PlanToys จึงมีคอลเลกชันเฉดสีอื่น ๆ ซึ่งขายดีมาก แล้วก็ไม่ได้ไปแย่งกลุ่มที่ซื้อรุ่นปกติอยู่แล้ว กลับไปช่วยสร้างตลาดใหม่ ๆ ขึ้น

“พ่อแม่ยุคใหม่เขามีรสนิยมแตกต่าง สมมติเขาออกแบบห้องลูกเป็นสีพาสเทล ก็อยากได้ของเล่นโทนสีเดียวกัน Pain Point แบบนี้เราไม่ได้รู้ผ่าน Distributor ที่เป็นคนกลาง แต่ต้องไปคุยกับลูกค้าจริง ๆ”

PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี
PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี

ร้านแรกของ PlanToys

หลังเปิดออฟฟิศที่อเมริกาได้ไม่นานก็เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ส่งผลให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศขึ้นสูง กิจการเล็ก ๆ อยู่ไม่ไหวก็ปล่อยเซ้งร้าน

ธุรกิจของเล่นไทยจับพลัดจับผลูได้เซ้งร้านลูกค้าในปาโลอัลโต เปิดเป็น PlanToys Shop ใจกลางเมือง โดยไม่เคยมีประสบการณ์ขายปลีก ออฟบอกว่าไม่คาดหวังด้านยอดขาย แต่มองมันเป็น Learning Center เป็นพื้นที่ที่ชาวแปลนจะได้ทำความรู้จักลูกค้าของตัวเอง

เขาเล่าต่อไปถึงของเล่น 2 ชิ้นที่ทำให้เกิดนโยบายใหม่ของบริษัท 

“เรามีรถบัส 2 คัน หน้าตาคล้าย ๆ กัน คันหนึ่งเป็น School Bus สีเหลือง อีกคันเป็นบัสธรรมดาสีขาว ปกติรถบัสโรงเรียนขายดีกว่า แต่มีอยู่ 2 เดือนที่ยอดขายตกฮวบ อยู่ ๆ บัสสีขาวก็กลับมาขายดี เลยไปย้อนหาเหตุผล 

“พบว่าเดือนนั้นลูกค้าเอาบัสสีขาวที่ซื้อไปมาคืน พนักงานก็เลยเอาตัวรับคืนมาตั้งโชว์เป็นเดโม่ เด็กเข้ามาร้านได้เห็นก็อยากได้ ร้องขอให้พ่อแม่ซื้อ เราเลยลองเก็บเดโม่เข้าหลังร้าน ยอดขายบัสสีขาวก็ตกลง รถโรงเรียนก็กลับมาขายดีเหมือนเดิม”

PlanToys Shop จึงปฏิรูปใหม่เป็น Experience Shop มีสินค้าจริงให้เด็ก ๆ เข้ามาลองจับ ลองเล่นว่าชอบหรือไม่ชอบแล้วค่อยตัดสินใจซื้อ 

เบื้องหลัง แปลนทอยส์ ประเทศไทย แบรนด์ของเล่นไม้อายุ 40 ปีที่ปลอดภัย ยั่งยืน และส่งออกจากเมืองตรังสู่มือเด็กทั่วโลก

และตั้งใจให้เป็นแบบเดียวกันในทุกร้านที่มีจำหน่าย จึงมีนโยบาย Free Sample เอื้อประโยชน์ให้กิจการคู่ค้าและลูกค้า โดยทุก ๆ 5% ของยอดซื้อ บริษัทจะให้เขาเลือกเดโม่ไปวางให้ลูกค้าลองเล่น เพราะของเล่นนอกกล่อง ยังไงก็ดีกว่าในกล่อง

ร้านค้าขายดี ธุรกิจก็อยู่ได้ เป็นการทำธุรกิจแบบเข้าใจเขา เข้าใจเรา พึ่งพาอาศัยและโตไปด้วยกัน

หมดยุคร้านค้าแบบเก่า เข้าสู่โลกออนไลน์

กิจการค้าปลีกสมัยนั้นมีเอกลักษณ์มาก ๆ ส่วนใหญ่มักขายของชนิดเดียว เช่น ร้านขายเตียงก็ขายแค่เตียง ร้านขายรถเข็นเด็กก็ขายแค่รถเข็นเด็ก ร้านขายของเล่นก็ขายแค่ของเล่น

หลังจากวิกฤตครั้งนั้น PlanToys Shop ก็สู้ค่าเช่าไม่ไหวจึงต้องปิดตัวลง เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ตลาดออนไลน์เริ่มเข้ามาในช่วงปี 2020 ร้านค้าปลีกจำนวนมากต้องปรับตัว 

จากลูกค้าในสหรัฐอเมริกาที่มีเกือบ 5,000 เจ้า ลดเหลือแค่ 2,000 กว่า ๆ 

จากรูปแบบร้านที่ขายของอย่างเดียวจากหลาย ๆ แบรนด์ ก็เปลี่ยนเป็น One-stop Service ที่มีขายทุกอย่าง โดยผ่านการคัดเลือกอย่างพิถีพิถัน เป็นเหมือน Selected Store ที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน

“ร้านของเล่นมักจะมีของเยอะไปหมด แต่ร้านรูปแบบใหม่นี้เน้นไลฟ์สไตล์มากขึ้น ซึ่งเราไม่ได้เล่นตลาดแมสอยู่แล้ว ถ้าไปร้านอย่าง Toys“R”Us, Walmart หรือ Target จะไม่เจอของเล่นเรา”

ออฟว่าถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่แบรนด์เขาอยู่ในทั้งตลาด Mass และ Specialty ผู้บริโภคจะเลิกสนับสนุนไปโดยอัตโนมัติ ด้วยสเกลที่เล็กกว่าทำให้ไม่สามารถต่อรองราคา ลด แลก แจก แถม สู้กับแบรนด์ใหญ่ ๆ ในตลาดแมส ถึงสู้ได้ สุดท้ายตลาด Specialty ก็จะไม่สนใจ เพราะขาดกลิ่นอายความพิเศษและความเฉพาะตัวไปแล้ว

เบื้องหลัง แปลนทอยส์ ประเทศไทย แบรนด์ของเล่นไม้อายุ 40 ปีที่ปลอดภัย ยั่งยืน และส่งออกจากเมืองตรังสู่มือเด็กทั่วโลก
เบื้องหลัง แปลนทอยส์ ประเทศไทย แบรนด์ของเล่นไม้อายุ 40 ปีที่ปลอดภัย ยั่งยืน และส่งออกจากเมืองตรังสู่มือเด็กทั่วโลก

จุดเปลี่ยน 2 ครั้งใหญ่ที่พลิกแนวคิดธุรกิจไปตลอดกาล

“วงจรของธุรกิจจะมีการเปลี่ยนแปลงทุก ๆ 10 ปี” PlanToys เองมีจุดเปลี่ยนใหญ่ ๆ 2 ครั้ง 

ครั้งแรกในปี 2000 ตอนที่ผู้บริหารยุคบุกเบิกค่อย ๆ วางมือ แล้วจ้าง Professional คนนอกเข้ามาบริหาร เป้าหมายของทีมบริหารใหม่นี้คือการเติบโต 2 เท่าภายใน 3 ปี

“เราสร้างความแตกต่าง (Differentiation) มาเยอะแล้ว ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์หรือนวัตกรรมต่าง ๆ สิ่งที่เราอยากลองตอนนั้นคือการลดต้นทุน”

แนวทางคือขายให้เยอะขึ้น ในราคาที่ถูกลง แต่กลายเป็นว่ายอดขายไม่โตอย่างที่คิด กำไรที่ได้ก็น้อยลง กระทบถึงดีไซน์ที่ต่างไปจากความตั้งใจแรก ชาวแปลนจึงตกลงกันว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ กลับมาปัดฝุ่นดูแลธุรกิจอายุนับสิบปี 

“เราจัดระเบียบใหม่ทั้งเรื่องคน การดำเนินงาน เช่น มีพนักงานร้องเรียนเรื่องฝุ่นในโรงงานที่เกิดจากการเลื่อยไม้ เราก็ทำระบบดูดฝุ่น ถ้าไปโรงงานจะเห็นเลยว่าเครื่องจักรแต่ละตัวมีท่อดูดฝุ่น แม้จะกินค่าไฟกว่า 40% ของโรงงาน แต่สุขภาพพนักงานสำคัญมาก เราอยากให้พนักงานแฮปปี้ ฝุ่นที่ดูดมาก็ต่อยอดไปทำธูปได้

“เราอาจไม่ใช่ Innovator แต่เราคือนักแก้ปัญหา ขี้เลื่อยที่เหลือจากการผลิตก็เอามาอัดเป็นไม้แผ่นแล้วผลิตของเล่นต่อได้”

ขี้เลื่อยที่ว่านำมาซึ่งจุดเปลี่ยนครั้งที่ 2 ในปี 2012 ที่ออฟให้นิยาม ณ วันนั้นว่าจะเป็น New S-curve ของธุรกิจ

หลังเจอทางออกในการจัดการขี้เลื่อยในโรงงาน อัดเป็นไม้เพื่อใช้เป็นวัสดุในการผลิต พวกเขาใช้ความกล้าบ้าบิ่นตัดสินใจเลิกผลิตสินค้าไม้ยางพาราปกติ แล้วทำคอลเลกชันใหม่จากขี้เลื่อยเท่านั้น

สตอรี่ดี รักสิ่งแวดล้อม ต้นทุนต่ำ ราคาขายถูกลง ทำไมจะไม่เวิร์ก 

เบื้องหลัง แปลนทอยส์ ประเทศไทย แบรนด์ของเล่นไม้อายุ 40 ปีที่ปลอดภัย ยั่งยืน และส่งออกจากเมืองตรังสู่มือเด็กทั่วโลก

“เราภูมิใจมากกับคอลเลกชันนั้น มั่นใจว่าสำเร็จ จากแคตตาล็อกเล่มหนา ปีนั้นเหลือบางนิดเดียว ตอนแรกจะไม่พิมพ์ด้วยนะ แต่ลูกค้าขอ ราคาที่ลูกค้าเคยบอกว่าแพง พอเปลี่ยนมาใช้ขี้เลื่อยราคาก็ลดลงได้

“ปรากฏยอดขายตกฮวบ ตอนนั้นผมอยู่อเมริกาก็ตะหงิด ๆ ใจ เราอยู่หน้าตลาด ไม่มั่นใจเลย เลยขอเมืองไทยขาย 2 แบบควบคู่กันไปเพราะยังมีสต็อกเหลืออยู่ มีสต็อกแยก 2 เล่ม สุดท้ายพบว่าเราตายตรงคนกลางที่สั่งของเราไปขาย เจ้าของร้านของเล่นตอนนั้นมักเป็นเจนเนอเรชันเก่า ๆ ที่ไม่คุ้นเคยคอนเซ็ปต์ Zero Waste พอลองหยิบจับของเล่นจากขี้เลื่อย พื้นผิวมันต่างไปจากเดิม ความรู้สึกไม่ใช่ของเล่นที่เขาคุ้นเคยก็เลยไม่สั่งซื้อ

“จนผมได้คุยกับลูกค้ารายหนึ่งในนิวยอร์ก เขามีอายุแล้วนะ ผมบอกให้เขาลองไปขายดูได้ไหม คุณไม่รู้หรอกว่าลูกค้าจะชอบหรือเปล่า ลองดูก่อน แล้วส่งไปให้ 24 ตัว ตั้งคู่กับของเล่นไม้ยางรุ่นปกติ ดีไซน์เดียวกัน แต่ราคาถูกกว่า 5 เหรียญฯ”

ไม่ถึง 2 สัปดาห์ เจ้าของร้านคนนั้นโทรศัพท์กลับมาว่าขายของเล่นจากขี้เลื่อยหมดแล้ว คนซื้อเป็นพ่อแม่ยุคใหม่ที่สนใจงานดีไซน์และเข้าใจคอนเซ็ปต์ Zero Waste พร้อมยอมรับว่าเขาไม่เชื่อว่ามันจะขายได้ เพราะตัวเองโตมากับของเล่นไม้ เลยไม่ได้มองว่าการเอาขี้เลื่อยมาอัดเป็นแผ่นก็เป็นไม้เหมือนกัน

PlanToys กลับมาวางกลยุทธ์ใหม่ ไม่ชูโรงคอลเลกชันจากขี้เลื่อย แต่ใช้ลักษณะเฉพาะของมันเป็นจุดขาย โดยนำไปผลิตเป็นชิ้นส่วนประกอบของเล่นต่าง ๆ ตามความเหมาะสม เช่น ลูกบอลอาจจะใช้ไม้ทั้งอัน แต่ถ้าเป็นอีกชนิดควรเป็นลูกผสม ใช้วัสดุหลาย ๆ อย่างเข้าด้วยกัน

เบื้องหลัง แปลนทอยส์ ประเทศไทย แบรนด์ของเล่นไม้อายุ 40 ปีที่ปลอดภัย ยั่งยืน และส่งออกจากเมืองตรังสู่มือเด็กทั่วโลก

Play Space ของทายาทรุ่นสอง

ออฟกลับเมืองไทยพร้อมครอบครัวในปี 2015 ครั้งหนึ่งมีนักข่าวสัมภาษณ์เขา ชื่นชมแนวคิดการออกแบบของเล่นและการเล่น แล้วทิ้งคำถามว่า ทำไมเด็กไทยไม่ได้เล่นของเล่นคนไทย

คำพูดนั้นติดอยู่ในใจออฟ 

ในด้านการขาย ตลาดในประเทศเล็กกว่าต่างประเทศด้วยเหตุผลใหญ่ ๆ 2 ข้อ คือ หนึ่ง ค่านิยมด้านการศึกษาของเด็กยังมุ่งเน้นที่วิชาการมากกว่าพัฒนาการและประสบการณ์ สอง ผู้ปกครองส่วนใหญ่ยังไม่เห็นคุณค่าของการเล่น 

เมื่อยอดขายไม่สามารถขยับได้รวดเร็ว ตึกหนึ่งของออฟฟิศจึงปรับเปลี่ยนเป็น Play Space พื้นที่ให้เด็กได้มาสนุก ใช้เวลาคุณภาพ ทำหน้าที่มากกว่าแบรนด์ของเล่น แต่เป็นประสบการณ์การเล่นที่จะส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก กลายเป็นโมเดลธุรกิจใหม่ของบริษัท

“ความรู้สึกของการซื้อสินค้ากับซื้อบริการของคนไทยไม่เหมือนกัน เราให้คุณค่ากับบริการมากกว่า เช่น ส่งลูกไปกวดวิชา เรียนบัลเล่ต์ ปั้นดินน้ำมัน คิดค่าบริการเป็นชั่วโมง เรายอมจ่าย ไม่รู้สึกว่าแพง แต่ถ้าต้องซื้อของเล่น 1 ชิ้น กลับรู้สึกไม่คุ้มค่า

“เราเลยรื้อคอนเซ็ปต์ของการเล่นใหม่ ให้มันเป็นประสบการณ์มากขึ้น ในมุมของธุรกิจถ้าเป็นธุรกิจทำของเล่น อยากโตก็ต้องขยายโรงงาน ลงทุนเพิ่ม ใช้เงินมหาศาล แต่เราโฟกัสที่ ‘การเล่น’ ซึ่งต่อยอดไปได้หลายทาง”

Play Space เป็นเหมือนสนามเด็กเล่นขนาดย่อมที่เต็มไปด้วยผลิตภัณฑ์จาก PlanToys ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก รวมถึงมีกิจกรรม Play Group ตามวาระ มีค่ายเยาวชน พาเด็ก ๆ ไปศึกษาป่าดิบชื้นที่จังหวัดตรัง ขึ้นเขา แล้วจบที่การเยี่ยมชมโรงงาน

เปิดได้เพียง 2 – 3 เดือนก็เจอกับวิกฤตโควิด-19 พวกเขาเริ่มจากแจกของเล่นชิ้นเล็ก ๆ ฟรี ให้เด็กกลับไปเล่นที่บ้าน แต่ถ้าแจกอย่างเดียวคงไม่ยั่งยืน จึงพัฒนาต่อเป็นให้เช่า คิดค่าเช่า 10 – 15% ของราคาขาย ระยะเวลาเช่า 1 เดือน ซึ่งคนที่มาเช่าก็ไม่ใช่ลูกค้าประจำ แต่เป็นผู้ปกครองกลุ่มใหม่ ๆ โดยอนาคตจะมีแอปพลิเคชันเพื่อการบริหารจัดการที่ดีขึ้น

มากไปกว่านั้น ที่จังหวัดตรังยังมี Forest of Play สนามเด็กเล่นที่เปิดสาธารณะให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของเด็กในจังหวัด พร้อมสอดแทรกความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติผ่านการเล่น กลายเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนตัวจิ๋ว รวมถึงสถานที่ทัศนศึกษายอดนิยมของโรงเรียนด้วย

เบื้องหลัง แปลนทอยส์ ประเทศไทย แบรนด์ของเล่นไม้อายุ 40 ปีที่ปลอดภัย ยั่งยืน และส่งออกจากเมืองตรังสู่มือเด็กทั่วโลก
เบื้องหลัง PlanToys แบรนด์ของเล่นไม้อายุ 40 ปีที่ปลอดภัย ยั่งยืน และส่งออกจากเมืองตรังสู่มือเด็กทั่วโลก

เล่นให้ได้เรื่อง

PlanToys ตั้งใจเป็นโรงงานที่มี Carbon Neutrality (การที่ปริมาณการปล่อยคาร์บอน (CO2) สู่ชั้นบรรยากาศเท่ากับปริมาณคาร์บอนที่ดูดซับกลับคืน) รวมถึงนำไร่ยางพาราของบริษัทและพนักงานเข้าโครงการคาร์บอนเครดิต 

เป้าหมายต่อไปคือการออกแบบ End-of-life Cycle ของโปรดักต์ให้เหมาะสมและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

ส่วนผลิตภัณฑ์ แม้กระแสค่านิยมการมีบุตรจะลดลงทุกปี แต่คนทำของเล่นไม่มองว่าเป็นอุปสรรค เพราะผู้คนหันมาตัดสินใจมีลูกเมื่อพร้อม ในทางกลับกัน PlanToys ก็หาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ อย่างการทำของเล่นคนสูงวัยเพื่อต้อนรับ Aging Society 

“เราออกแบบของเล่นสำหรับผู้ใหญ่มา 6 ชิ้น กำลังจะเริ่มขายปีหน้า โดยเริ่มจาก Nursing Home”

นิยาม ‘การเล่น’ ของ PlanToys ต่อยอดเป็นประสบการณ์การเล่นใหม่ จากของเล่นเพื่อพัฒนาการเด็ก เป็นเครื่องมือลับสมองผู้สูงวัยให้ตื่นตัว และกิจกรรมที่ให้คนทุกเจนเนอเรชันในครอบครัวมีส่วนร่วม ขณะเดียวกันก็ยังไม่ละทิ้งปณิธานที่มีมาตั้งแต่วันที่หนึ่ง

“ต้องไม่เบียดเบียนสังคมและสิ่งแวดล้อม”

ความตั้งใจของผู้ก่อตั้งทั้งเจ็ดยังเด่นชัดในของเล่นทุกชิ้น

เบื้องหลัง PlanToys แบรนด์ของเล่นไม้อายุ 40 ปีที่ปลอดภัย ยั่งยืน และส่งออกจากเมืองตรังสู่มือเด็กทั่วโลก

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographers

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load