ลินดา เจริญลาภ นักออกแบบแฟชั่น เจ้าของแบรนด์ LaLaLove กับ นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา ช่างภาพแฟชั่น ชวนกันทำโครงการ Recycle Rising ว่าด้วยการ Recycle และ Upcycle ในวงการแฟชั่น 

โดยมี แม่แต๋ว-อัจฉรา นรินทรกุล คุณแม่ของนินทร์ แฟชั่นนิสต้าวัย 70 เจ้าของอินสตาแกรม 70YoungTeaw มาเป็นนางแบบและช่วยทำโปรเจกต์

แฟชั่น Upcycle ของ LaLaLove ที่รักษาโลกและโรคอัลไซเมอร์ให้แม่แต๋ว #70YoungTeaw

 ทีแรกโครงการนี้เริ่มต้นจากแนวคิดในการรักษาโลก แต่ทำไปทำมากลับพบว่า โปรเจกต์ที่หยิบเอาผ้าเก่าในตู้ของคุณแม่มา Upcycing ตัดเป็นชุดใหม่ (ซึ่งสวยจนได้ลง VOGUE Thailand) มีฤทธิ์ในการรักษาโรคอัลไซเมอร์ให้คุณแม่แต๋วให้ดีขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ

มาทำความรู้จักพลังของแฟชั่นบำบัด แล้วไปชมนิทรรศการนี้ด้วยกัน จัดแสดงถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2564 ที่ ART 4C พื้นที่สาธารณะเพื่อศิลปะของคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ติดกับสามย่านมิตรทาวน์ 

 รักษาโลก

ลินดาเริ่มต้นแบรนด์แฟชั่น LaLaLove ที่มีจุดเด่นคือการพิมพ์ลายเปรี้ยวซ่าลงบนผ้ายืดเมื่อ ค.ศ. 2008 ที่ลอนดอน พร้อมกับความสนใจเรื่องการลดขยะในงานแฟชั่นลงให้ได้มากที่สุด ผ้าทุกชิ้นที่ลินดาใช้ต้องมีใบรับรอง และเธอจะไปดูกระบวนการผลิตทุกขั้นตอนด้วยตัวเองถึงโรงงานทุกครั้ง พอเธอกลับมาเมืองไทย เธอก็หันมาใช้ผ้าที่ทอจากขวดพลาสติกรีไซเคิล ซึ่งผลิตได้เองภายในประเทศ

แฟชั่น Upcycle ของ LaLaLove ที่รักษาโลกและโรคอัลไซเมอร์ให้แม่แต๋ว #70YoungTeaw

อีกมุมหนึ่ง เธอสนใจผ้าไทย เริ่มจากเมื่อ ค.ศ. 2017 เธอได้รับการติดต่อจากบริษัท ประชารัฐรักสามัคคี (​ประเทศไทย) จำกัด ให้ช่วยทำแฟชั่นผ้าขาวม้า เธอเอาชนะความท้าทายนี้ด้วยการนำความซุกซนมาผสมกับธีมการละเล่นของไทย จนงานนี้ไปได้ไกลถึง Tokyo Fashion Week, Vienna Fashion Week และลอสแอนเจลิส 

เมื่อได้รับการติดต่อจาก ART 4C ให้มาแสดงนิทรรศการร่วมกันในคอนเซปต์ขยะและการรีไซเคิล ลินดาจึงแบ่งงานออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก เรื่อง Recycle ผ่านการพูดคุยถึงชุดว่ายน้ำเปรี้ยวซ่าที่ทำจากผ้ารีไซเคิลของแบรนด์ LaLaLove โดยมีเหล่านายแบบนางแบบมาสวมชุดว่ายน้ำเดินโชว์ภายในงาน เพื่อแสดงให้เห็นว่า ชุดว่ายน้ำรักษ์โลกก็ยังเปรี้ยวได้

แฟชั่น Upcycle ของ LaLaLove ที่รักษาโลกและโรคอัลไซเมอร์ให้แม่แต๋ว #70YoungTeaw
แฟชั่น Upcycle ของ LaLaLove ที่รักษาโลกและโรคอัลไซเมอร์ให้แม่แต๋ว #70YoungTeaw

รักษาของ

ส่วนที่ 2 เรื่อง Upcycling หรือการเปลี่ยนชิ้นงานหนึ่งไปสู่ชิ้นงานใหม่ เช่น เย็บเสื้อยืดตัวเก่าให้กลายเป็นถุงผ้า ลินดาเล่าผ่านงานที่ชื่อ ‘Every year is a golden year’ นิทรรศการภาพถ่ายแฟชั่นที่เล่าเรื่องความชอบผ้าไทยของคน 2 รุ่น โดยนินทร์ ช่างภาพฝีมือดีที่เคยฝากผลงานไว้ใน The Cloud มากมาย และเจ้าของอินสตาแกรม 70YoungTeaw พื้นที่เก็บความทรงจำของนินทร์และแม่แต๋ว ผ่านสีสันและความฉูดฉาดของเสื้อผ้าที่คุณแม่ซึ่งป่วยเป็นอัลไซเมอร์สวมใส่ 

โปรเจกต์ Upcycle ผ้าไทยเก่า ของ LaLaLove ที่พบว่าแฟชั่นช่วยเยียวยาผู้ป่วยอัลไซเมอร์ได้

ลินดาและนินทร์หยิบผ้าเก่าของแม่แต๋วมาออกแบบและตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าลีลาจัดจ้าน ให้แม่แต๋วใส่มาวันเปิดงาน และใส่ไปถ่ายแฟชั่นร่วมกับนางแบบสาวผู้รักผ้าไทยอย่าง คารีสา สปริงเก็ตต์ 

“เราสนิทกับนินทร์ เจอกันบ่อย ทำให้ได้เจอแม่นินทร์ด้วย เราเรียกแม่นินทร์ว่า พี่แต๋ว จะได้ดูสาวหน่อย เขาเป็นอัลไซเมอร์อ่อนๆ เราก็มานั่งคิดกันว่า จะทำยังไงให้แม่นินทร์ไม่นอนทั้งวัน เขาก็ปิ๊งขึ้นมาว่า แม่มีผ้าไทยเก็บไว้ในตู้เยอะมาก ลองเอามาทำอะไรสนุกๆ กันไหม คือคนแก่เขาหวงผ้านะ แต่เก็บไว้ก็โดนแมลงกินไปเรื่อยๆ นินทร์บอกว่าเดี๋ยวผมจะไปขโมยมา ได้มาตั้งใหญ่เลย เอามารวมกับผ้าที่เรามี ก็คิดว่า ทำชุดให้แม่ดีกว่า” ลินดาเล่าที่มาของการหยิบผ้าเก่ามาเล่าเรื่องใหม่

“เหมือนเป็นโครงการหยิบผ้าที่ทิ้งไว้เฉยๆ มาแปรรูป หรือผู้สูงอายุคิดอยากเปลี่ยนผ้าของตัวเองก็ได้ เป็นกิจกรรมที่พาคนหลายรุ่นมาเจอกัน” นินทร์เสริม

โปรเจกต์ Upcycle ผ้าไทยเก่า ของ LaLaLove ที่พบว่าแฟชั่นช่วยเยียวยาผู้ป่วยอัลไซเมอร์ได้

แม่แต๋วประเดิมสวมชุดแรกที่ลินดาตัดให้ไปงานแต่งลูกชายคนรอง เมื่อเห็นว่าเธอกลายเป็นดาวเด่นประจำงาน ลินดาก็เลยชวนแม่แต๋วมาเป็นนางแบบในงานต่อไปของ LaLaLove ทันที

“เรามีถ่ายงานกับพี่ลินดาเรื่อยๆ มีงานหนึ่งเป็นคอนเซปต์ Every year is golden year ทุกปีควรเป็นปีที่ดี ไม่ว่าจะเจออะไรมาหนักหนาแค่ไหนก็ตาม แล้วปีที่ดีของเราคืออะไร คือการที่คนแต่ละรุ่นบ้าผ้าไทย แล้วมีความสุขกับผ้าไทยในปีนี้

“แม่แต๋วเป็นตัวแทนของรุ่นใหญ่วัย Baby Boomer ส่วนคารีสาเป็นนางแบบรุ่นเล็ก Gen Z ทั้งสองคนมีช่วงวัยและชีวิตที่ต่างกัน แต่ผ้าไทยทำให้พวกเธอได้มาเจอกัน งานนี้เคยลงใน VOGUE Thailand ทางจุฬาฯ เห็นก็ถามมาว่าอยากเอามาทำเป็นนิทรรศการไหม ก็ได้พี่ลินดามาช่วยเติมเต็มในเนื้อหาเกี่ยวกับ Recycle และ Upcycling ตรงกับธีมงานมาก

“งานนี้เราใช้ชื่อใหญ่ว่า Recycle Rising แต่ด้านหน้าโปสการ์ดเขียนชื่อคอลเลกชันว่า แรดรักษ์โลก” ลินดาหัวเราะ “ตอนแรกเขียนว่า RAD แปลว่า เท่ แต่เด็กๆ ในออฟฟิศบอกว่ามันไม่แซ่บ เอาแรดไปเลย เราก็เลยเอาวะ แรดก็แรด

โปรเจกต์ Upcycle ผ้าไทยเก่า ของ LaLaLove ที่พบว่าแฟชั่นช่วยเยียวยาผู้ป่วยอัลไซเมอร์ได้

“เราเชิญแม่แต๋วมาเป็นไฮไลต์ส่วน Upcycling แล้วก็จะทำโปรเจกต์นี้ต่อไปเรื่อยๆ ให้คนรู้ว่ามีอะไรแบบนี้ด้วย เธอลองไปดูตู้เสื้อผ้าของเธอสิ อยากเอาผ้ามาทำอะไรไหม อยากได้ชุดใหม่ไหม ส่งผ้ามา แล้วมาคุยกันว่าชอบแบบไหน เดี๋ยวฉันสเก็ตช์แล้วตัดเย็บให้” ลินดาเล่าต่อว่า ถ้าใครชอบแพตเทิร์นสำเร็จรูปที่เธอเตรียมไว้ให้ ก็พร้อมปรับขนาดและตัดเย็บใหม่ให้ทันที

นินทร์เล่าถึงภาพถ่ายทั้งหมดที่ปรากฏในงาน เขาบอกว่า ชอบภาพบนโต๊ะอาหารที่สุด 

“เราชอบรูปนี้เพราะคารีสาทำให้แม่ถ่ายรูปได้จนจบงาน แม่อยากกลับบ้านแล้ว ไม่อยากเปลี่ยนชุดแล้ว ไม่อยากทำอะไรแล้ว แต่คารีสาคุยเล่นกับแม่ตลอด คุณแม่นั่งก่อน นั่งกินขนมกัน ก็เลยเกิดช็อตที่ทำให้เห็นว่าคนสองรุ่นอยู่ด้วยกันได้จริงๆ”

รักษากาย

การร่วมงานกับแม่แต๋ว ได้ผลลัพธ์ที่มากไปกว่าแฟชั่น

“แฟชั่นช่วยให้แม่ไม่ได้นั่งอยู่บ้านเฉยๆ ทำให้เขาตื่นตัวขึ้น จำชื่อเราได้ด้วย เราเคยขอยืมชุดแม่มาโชว์ โห ตอนนั้นโดนแม่นินทร์ด่ายับเลย แม่โวยวายว่าชุดฉันหายไปไหน ใครเอาไป กลายเป็นจำได้ สิ่งนี้เลยกลายเป็น Fashion Healing” ลินดาเล่าถึงผลพลอยได้ที่เธอไม่เคยคาด

“ผู้สูงอายุจะมีอะไรบางอย่างพัง คนนี้เข่าพัง คนนี้ฟันฟัง แม่เราทุกอย่างดีหมด พังแค่ความทรงจำ ซึ่งได้แฟชั่นเข้ามาช่วย ความรักสวยรักงามทำให้เขาดีขึ้นได้จริงๆ เขาเริ่มมีคำถามกลับมานิดๆ หน่อยๆ ทำให้เห็นว่าเขาดีขึ้น โฟกัสกับตัวเองมากขึ้น” นินทร์มองว่าแฟชั่นเป็นเหมือนอาหารเสริมลับสมองให้แม่แต๋วกลับมาจำเรื่องราวต่างๆ ได้มากขึ้น

การรักษาทั่วไปต้องใช้ยา แต่นินทร์คิดว่า ถ้าไม่ใช้ยาล่ะ ถ้าเราอยู่กับเขาแล้วกระตุ้นด้วยพลังมหาศาลของเรา จะช่วยให้ดีขึ้นได้ไหม ความทรงจำที่เริ่มแข็งแรงและความสดใสของแม่แต๋วในวัย 70 ปี ยืนยันว่าเป็นไปได้

โปรเจกต์ Upcycle ผ้าไทยเก่า ของ LaLaLove ที่พบว่าแฟชั่นช่วยเยียวยาผู้ป่วยอัลไซเมอร์ได้

“แม่ยังบอกอยู่เลยว่า อย่าลืมมาทำผมสีนี้ให้ด้วยนะ” ลินดาชี้ไปที่ผมสีรุ้งของเธอ ซึ่งคำทักทายที่แม่จะพูดกับลินดาทุกครั้งที่เจอกัน

“ตอนเที่ยงคืน แม่ลุกมาทาปากแดงแจ๋เลย เราถามว่าทาปากทำไม เขาบอกว่า ก็ทาแค่นิดหน่อยเอง มันทำให้เห็นว่าเขาดูแลตัวเองดีขึ้น จากการทาลิปสติก ลามไปถึงการอาบน้ำ ถูสบู่ให้สะอาด” นินทร์เสริม

“ถ้าเราพาผู้ป่วยอัลไซเมอร์ไปหาหมอ คำถามแรกของหมอคือ เขาเริ่มสกปรกขึ้นใช่ไหม เพราะอาการแรกคือ ลืมว่าต้องอาบน้ำ เสื้อผ้าไม่ดูแล แม่เราก็เป็นแบบนั้น พอวันหนึ่งที่เขาลุกขึ้นมาทาปาก พกลิปสติกติดตัว ดูกระจกแล้วบอกว่าทำไมผมยุ่งจัง หวีผมหน่อยดีกว่า ไม่น่าเชื่อเลยว่าแม่เราจะไปถึงจุดนั้นได้ภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปีด้วยซ้ำ

“แฟชั่นอยู่ในตัวเขาเลย แค่เขาเปิดกระโปรงขึ้นมา แล้วเห็นตะเข็บที่เย็บเนี้ยบๆ เขาจะถามเลยว่าทำกี่วันเนี่ย คือเขาไม่ควรจะสนใจเรื่องพวกนี้แล้ว กลายเป็นว่าแฟชั่นมันกลับไปอยู่ในตัวเขา ทำให้เขาสนุกกับชีวิตอีกครั้ง งานนี้เลยเป็นโอกาสพิเศษ ที่แม่จะได้ลุกขึ้นมาทำอะไรที่เขาชอบ ได้แต่งตัวสวยๆ มีคนมาดูชุดที่แม่ใส่ ได้เห็นรูปของตัวเองบนผนัง” นินทร์เล่าด้วยรอยยิ้ม

รักษาใจ

ในช่วงสถานการณ์โรคระบาด การได้มีโอกาสพิเศษแต่งตัวสวยๆ ออกไปเจอคนบ้าง ถือเป็นสิ่งที่ช่วยคุณแม่แต๋วได้มาก

“ถ้าแม่ไม่ออกจากบ้านสองวัน เขาจะสั่งเส้นก๋วยเตี๋ยวไม่ได้แล้ว นึกเส้นใหญ่ เส้นเล็ก ช่วงนี้เราเป็นห่วงเรื่องโรค แต่ก็เป็นห่วงสมองที่อ่อนแรงของแม่ด้วย” นินทร์พูดถึงผลของการกักตัวอยู่บ้าน

ลินดาเสริมว่า “กลุ่มผู้สูงอายุในเมืองค่อนข้างขาดโอกาสปฏิสัมพันธ์กัน คนต่างจังหวัดยังได้ไปวัด ไปตลาด ได้คุยกัน มีสามล้อก็ไปได้แล้ว แต่อยู่นี่ต้องให้ลูกหลานพาไป ถ้าเขาไม่ได้ออกไปไหน เขาแก่ลงเยอะนะ”

ลินดาเล่าถึงคุณยายลักษณ์ วัย 82 ปี น้องสาวคุณพ่อของลินดาที่ร่างกายเริ่มโทรมจากการอยู่เฉยๆ เมื่อก่อนเธอรับหน้าที่ขับรถไปรับหลาน ระหว่างทางก็แวะเม้ามอยกับเพื่อน มีเรื่องสนุกๆ กลับมาเล่าให้ลินดาฟังเสมอ แต่พอไม่ได้ออกไปไหน เธอก็เริ่มเดินช้าลง หยิบจับอะไรช้าลง 

โปรเจกต์ Upcycle ผ้าไทยเก่า ของ LaLaLove ที่พบว่าแฟชั่นช่วยเยียวยาผู้ป่วยอัลไซเมอร์ได้
โปรเจกต์ Upcycle ผ้าไทยเก่า ของ LaLaLove ที่พบว่าแฟชั่นช่วยเยียวยาผู้ป่วยอัลไซเมอร์ได้

“เราก็มานั่งคิดว่าจะทำอย่างไรดี ตอนนั้นแบรนด์เราทำหน้ากากผ้าไหม เราให้คุณยาย ยายชอบมาก ส่งรูปไปอวดเพื่อนๆ ใหญ่เลย บอกว่าเดี๋ยวฉันจะส่งไปให้ใช้นะ พอเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง

นินทร์เปรียบว่า ถ้าสมองคือร่างกาย แฟชั่นก็คือการยกเวท

“การดูแลคนป่วยก็เหมือนออกกำลัง สมองมีกล้ามเนื้อ ถ้าเราไม่ได้ใช้ มันก็ไม่ฟิต มันก็จะฟีบลง แฟชั่นทำให้เราต้องคิดว่า อะไรคู่กับอะไร รองเท้า เสื้อผ้า หน้า ผม มันก็ช่วยให้ทั้งตัวเราและคนป่วยมีแรงขึ้นมาบ้าง แม้แค่เพียงนิดเดียว คนที่ดูแลก็ดีใจแล้ว

“พอเขาแต่งตัวมีสีสัน คนในซอยก็กล้าเข้ามาคุย มากกว่าวันที่เขาแต่งตัวซ่อมซ่อ หรือแต่งตัวแบบเดิมๆ ใครๆ ก็มองว่าน่ารัก ใครก็อยากเข้ามาคุยด้วย มันมีช่วงที่เขาใส่แต่เสื้อตัวเดิม เราดูแล้วก็รู้สึกว่า เขาแก่เนอะ แต่พอเปลี่ยนมาใส่ชุดลายนกยูงสีม่วง เหมือนเขาไม่ได้แก่ลง เรามองแล้วก็มีความสุข ก็สวยดีนะ ไปกินข้าวกัน บางครั้งก็ลืมเรื่องป่วยไปได้” นินทร์ทิ้งท้ายถึงพลังของแฟชั่นที่ช่วยรักษาความทรงจำของแม่แต๋วไปพร้อมๆ กับหัวใจของเขา

โปรเจกต์ Upcycle ผ้าไทยเก่า ของ LaLaLove ที่พบว่าแฟชั่นช่วยเยียวยาผู้ป่วยอัลไซเมอร์ได้

นิทรรศการ Every year is a golden year

NIN NARINT X LaLaLove

จัดแสดง ณ CU ART 4C

ระยะเวลาการจัดแสดง 3 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม พ.ศ. 2564

Writer

ณัฐชา เกิดพงษ์

นักฝึกเขียน ผู้มีกาแฟและหมาปั๊กเป็นปัจจัยที่ 5 และเพิ่งค้นพบว่าการอยู่เฉยๆ ยากพอๆ กับการนอนให้ครบ 8 ชั่วโมง

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในทุกๆ 5 ปี จะมีนิทรรศการยิ่งใหญ่ระดับโลกอย่าง The World Exposition หรือเรียกสั้นๆ ว่า World Expo ซึ่งขึ้นจัดต่อเนื่องยาวนานจากครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2394 (ค.ศ. 1851) ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ และหมุนเวียนประเทศเจ้าภาพที่เป็นภาคีสมาชิก ภายใต้ลิขสิทธิ์การจัดงานซึ่งดูแลโดยสํานักงานมหกรรมโลก (Bureau of International Expositions : BIE)

มหกรรมโลกนี้ นับว่าเป็นงานอลังการที่สุดเป็นอันดับ 3 รองจากกีฬาโอลิมปิกและฟุตบอลโลก ภายในงาน แต่ละประเทศจะนำนวัตกรรมล้ำๆ มานำเสนอเพื่อแสดงศักยภาพของตัวเอง ทั้งในด้านสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ เกิดการค้าระหว่างประเทศ การลงทุน การต่อยอดทางธุรกิจและอุตสาหกรรมใหม่ๆ

ประเทศไทยเข้าร่วมงานนี้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2405 ตรงกับปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 จากอดีตถึงปัจจุบันก็นับเป็นจำนวนกว่า 30 ครั้งแล้ว และในโอกาสดีที่ประเทศไทยเตรียมการครั้งใหญ่เพื่อเข้าร่วม World Expo 2020 Dubai อีกครั้ง หลังงานเลื่อนมา 1 ปีเต็ม ซึ่งครั้งนี้ความพิเศษไม่ได้อยู่แค่ศักยภาพรอบด้านที่เราพกไปอวดโฉมเต็มเปี่ยม หรือตัวอาคารแสดงประเทศไทย (Thailand Pavilion) ที่ออกแบบโดยหยิบเอาเสน่ห์ของ Thai Hospitality มาร้อยเรียงทุกองค์ประกอบเท่านั้น แต่ยังประจวบเหมาะเป็นปีครบรอบความสัมพันธ์ 45 ปี ไทย-UAE หรือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประเทศเจ้าภาพ ในวันที่ 12 ธันวาคม อยู่ระหว่างวันจัดแสดงนิทรรศการ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2564 ถึง 31 มีนาคม พ.ศ. 2565 ด้วย

ตลอดระยะเวลา 6 เดือนเต็ม จะมีอะไรเกิดขึ้นในอาคารแสดงประเทศไทย ศักยภาพด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ความก้าวหน้าทางนวัตกรรม ตลอดจนความเชื่อมั่นภายใต้ “การขับเคลื่อนสู่อนาคต” (Mobility for the Future) ของประเทศไทย จะประจักษ์แก่สายตานักลงทุนต่างชาติ นักท่องเที่ยว และผู้มาร่วมงานอย่างไรบ้าง นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะ Commissioner General of Section for Thailand Pavilion พร้อมเล่าเบื้องหลังการเปลี่ยนพื้นที่ว่างเปล่ากลางทะเลทรายดูไบ เป็นพื้นที่แสดงการพัฒนา-ขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่อนาคตให้ฟังอยู่นี่แล้ว

เบื้องหลัง Thailand Pavilion พาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมไทยไปอวดชาวโลก

Connecting Minds, Creating the Future

World Expo 2020 Dubai จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในภูมิภาคตะวันออกกลาง ภายใต้หัวข้อหลัก (Theme) ‘เชื่อมความคิด สร้างอนาคต’ (Connecting Minds, Creating The Future) มีผู้เข้าร่วมกว่า 190 ประเทศ

สำหรับอาคารแสดงประเทศไทย ตั้งอยู่ในพื้นที่โซน Mobility บนพื้นที่กว่า 3,606 ตารางเมตรหรือ 2.25 ไร่ ได้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เป็นหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบทุกส่วน ตั้งแต่จัดหาผู้ออกแบบอาคาร จัดนิทรรศการภายใต้หัวข้อย่อย การขับเคลื่อนสู่อนาคต (Mobility for the Future) และหมุนเวียนจัดการแสดงโชว์ด้านศิลปวัฒนธรรม รวมถึงเฟ้นหา 25 ตัวแทน Thailand Pavillion Ambassador รุ่นใหม่สำหรับพาชมนิทรรศการตลอด 6 เดือน

“เป็นครั้งแรกของไทยที่เรากล้าไปออกงานในพื้นที่ขนาดใหญ่กว่าทุกครั้ง ทำให้เรานำเสนอสถาปัตยกรรมอาคารและการจัดแสดงเทียบเท่าประเทศอื่น เพื่อนบ้านข้างเราเป็นเบลเยียม ถัดไปสหรัฐอเมริกา และเป็นครั้งนี้เราได้ร่วมมือกับภาคเอกชน หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง นำความก้าวหน้าที่เกี่ยวข้องกับ Mobility for the Future ไปนำเสนอ และนำศักยภาพของผู้ประกอบการไทยไปแสดงให้เห็นความยิ่งใหญ่ของประเทศไทยในทุกๆ ด้าน”

ท่านปลัดฯ ยังกล่าวเสริมอีกว่า นอกจากความร่วมมือของภาคเอกชนรายใหญ่ ยังนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลของสตาร์ทอัพไปจัดแสดงด้วย โดยศักยภาพโดดเด่นที่สุดที่เราจะพาไปนำเสนอมีด้วยกัน 3 ด้าน

“หนึ่ง วัฒนธรรมไทยที่นำเสนอในเรื่องรูปลักษณ์ สอง คือความทันสมัยและความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัล ที่จะช่วยให้เขาทำธุรกิจในทุกด้านได้ และสาม คือความเป็นมิตรและอัธยาศัยอันดีของคนไทย”

Thailand Pavilion

ทั้งหมดได้รับการรังสรรค์ให้อยู่ภายในอาคารแสดงประเทศไทย (Thailand Pavilion) ที่แสดงศักยภาพผ่านการออกแบบอัตลักษณ์อาคาร โดยนำดอกรัก สื่อถึงการพัฒนาแผ่ขยายวงกว้าง และส่งต่อการเจริญเติบโตเสมือนเกสรดอกไม้ มาทอให้คล้ายกับม่านดอกไม้ ผสานเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมไทยอย่างซุ้มโค้ง แสดงถึงความอ่อนช้อยในลักษณะคล้ายการประนมมือไหว้อันงดงาม ทรงจอมแห ลักษณะของพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามฯ หรือจั่วของบ้านเรือนไทย มาเรียงร้อยเข้าไว้ด้วยกัน

เบื้องหลัง Thailand Pavilion พาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมไทยไปอวดชาวโลก

ส่วนสัญลักษณ์ (Logo) เลือกใช้พวงมาลัยที่ลดทอนเป็นลายเส้น ดังการเชื่อมต่อของดิจิทัลแบบไร้ขีดจำกัด และมีอุบะ 4 ช่อแสดงถึง Thailand 4.0 รวมถึงเลือกใช้สีทองเป็นหลัก เพื่อสื่อถึงแผ่นดินสุวรรณภูมิ มาพร้อมมาสคอตที่มีชื่อว่า น้องรักและน้องมะลิ ซึ่งมาจากดอกไม้ทั้งสองนั่นเอง

ภายในอาคารแสดงประเทศไทยแบ่งเป็น 4 ห้องนิทรรศการ มีคอนเซ็ปต์คือนำเสนอพัฒนาการของประเทศไทยตั้งแต่อดีตสู่ปัจจุบัน ให้สอดคล้องไปกับแนวทางการพัฒนาประเทศไปสู่การเป็น Thailand 4.0 ตลอดจนแนวคิดทางการแก้ปัญหาต่างๆ เช่น การขนส่ง การเดินทาง การสำรวจ การใช้เทคโนโลยีเพื่อประโยชน์ส่วนบุคคล โลจิสติกส์ การเชื่อมต่อกับระบบดิจิทัลเพื่อมุ่งสู่การเป็นดิจิทัลฮับ และประตูสู่ธุรกิจการค้าทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต

“การนำเสนอยุครุ่งเรืองอย่างสุวรรณภูมิ ไม่ได้ต้องการอ้างประวัติศาสตร์ แต่มุ่งชี้ให้เห็นความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่เราเลือกตั้งประเทศ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าในภูมิภาค รวมถึงการขับเคลื่อนอย่างการเดินทางด้วย ส่วนปัจจุบัน แสดงให้เห็นวิสัยทัศน์ที่จะพัฒนาประเทศไทยไปสู่ประเทศในยุคดิจิทัล

“รัฐบาลมีนโยบายขับเคลื่อนทั้งเศรษฐกิจ สังคม และประเทศ ด้วยดิจิทัล เราจะแสดงให้เห็นภาพเมืองไทยในยุคดิจิทัลว่า ประเทศเราพร้อมก้าวขึ้นสู่การเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ ถ้าเรามีความพร้อมทางด้าน Digital Infrastructure ทั้งหมดที่ลงทุนไปซึ่งเกิดขึ้นแน่นอน ทุกอย่างกำลังดำเนินการอยู่ ตัวอย่างเช่น EEC รถไฟความเร็วสูง การทำ Telesurgery หรือการผ่าตัดจากทางไกล Submarine Cable ที่เราขยายไป เรื่อง 5G ที่เราให้บริการทางคอมเมอร์เชียลแล้ว ซึ่งจะพัฒนาต่อเนื่องไป ไม่ใช่แค่รองรับการใช้มือถือ แต่เพื่อการเป็น Smart Factory, Smart Farming, Smart Logistic เป็นต้น รวมถึงนวัตกรรมดิจิทัลทั้งหลาย

“ส่วน Smart City ก็นำเสนอว่า แต่ละเมืองในอนาคตจะเป็นอย่างไร โดยสอดแทรกจุดเด่นของประเทศไทย ทั้งอัธยาศัยไมตรี ความเอื้ออาทร ที่มีทั้งความพร้อมในเรื่องเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานที่จะเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ เพื่อทำให้เขาประทับใจในการมาค้าขาย มาลงทุน หรือมาเที่ยวที่ประเทศไทย” คุณอัจฉรินทร์อธิบายถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอาคารแสดงประเทศไทย

Mobility for the Future

สำหรับนิทรรศการทั้ง 4 ห้อง นำเสนอในรูปแบบแอนิเมชัน ประกอบไปด้วย

ห้องที่ 1 Thai Mobility 

ย้อนประวัติศาสตร์ให้เห็นถึงวัฒนธรรมไทย เอกลักษณ์ของอารยธรรมไทย ผ่าน VR (Virtual Reality) เล่าเรื่องยานพาหนะของไทยในอดีตโดยราชรถและเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ 

ห้องที่ 2 : Mobility of Life 

แสดงถึงพัฒนาการการสร้างชาติ ตั้งแต่ยุครัตนโกสินทร์จนถึงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงนำเทคโนโลยีด้านการจัดการน้ำมาพัฒนาประเทศ และเห็นถึงความก้าวหน้าจนปัจจุบัน

เบื้องหลัง Thailand Pavilion พาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมไทยไปอวดชาวโลก

ห้องที่ 3 : Mobility of The Future

เป็นภาพยนตร์แอนิเมชัน 360 องศา นำเสนอให้เห็นความพร้อมทุกด้านของประเทศไทยสู่การเป็น Smart City ในอนาคตอันใกล้ ผ่านโครงการที่กำลังพัฒนาอยู่ ไม่ว่าจะเป็น EEC รถไฟความเร็วสูง 5G และการใช้ประโยชน์ในยุคดิจิทัลทำธุรกิจและบริการ เช่น Telesurgery รวมถึงการเกษตรยุคใหม่หรือ Smart Farming ด้วย

เบื้องหลัง Thailand Pavilion พาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมไทยไปอวดชาวโลก
เบื้องหลัง Thailand Pavilion พาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมไทยไปอวดชาวโลก

ห้องที่ 4 : Heart of Mobility

นำเสนอเรื่องราวของชาวต่างชาติที่รักและหลงเสน่ห์ประเทศไทย ตั้งแต่อเมริกา ยุโรป ตะวันออกกลาง เอเชีย จนเลือกมาพำนัก ท่องเที่ยว ลงทุนทำธุรกิจ หรือนำร้านอาหารไทยไปเปิดทั่วโลก เช่น เชฟ นักวิทยาศาสตร์ระดับโลก ผู้กำกับฮอลลีวูดชื่อดัง เพื่อให้นักลงทุน-นักท่องเที่ยวมั่นใจในประเทศไทยยิ่งขึ้น

นอกจากห้องนิทรรศการ ยังมีร้านอาหารไทย (The Taste of Thai) ให้ได้ลิ้มความอร่อยของเมนูไทยสี่ภาค และร้านขายของที่ระลึก (Thai Souk) ให้เลือกสรรสินค้าคุณภาพดีติดมือกลับบ้าน

แนวคิดเบื้องหลัง Thailand Pavilion ใน World Expo 2020 Dubai ประกาศศักยภาพเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมในเวทีโลก

The Best of Thailand

ความน่าตื่นตาตื่นใจยังไม่หมดเท่านี้ เพราะตลอด 6 เดือนเต็ม จะมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยร่วมสมัยภายใต้แนวคิด Thai Iconic เช่น การแสดงโขน การแสดงสี่ภาค บริเวณหน้าทางเข้าหมุนเวียนให้ชมในแต่ละวัน ที่ท่านปลัดฯ แอบกระซิบเป็นพิเศษ คือการแสดงจากเหล่า Thai Ambassador ซึ่งซุ่มเตรียมการไว้โดยเฉพาะ ใบ้นิดเดียวว่า หนึ่งในนั้นเป็นนักแซกโซโฟน อาจได้เห็นโชว์วง Trio ก็เป็นได้

แนวคิดเบื้องหลัง Thailand Pavilion ใน World Expo 2020 Dubai ประกาศศักยภาพเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมในเวทีโลก

ส่วนเทศกาลเสริมเป็นระยะๆ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด The Best of Thailand โดยมีไฮไลต์เป็นกิจกรรมในวาระครบรอบความสัมพันธ์ 45 ปี ไทย-UAE ประเทศเจ้าภาพ ซึ่งตรงกับวันที่ 12 ธันวาคมพอดี พร้อมกับการแสดงโชว์เสมือนวันชาติ (5 ธันวาคม) ซึ่งทุกประเทศต้องนำธีมวันชาติของตัวเองเข้าร่วมขบวนพาเหรดและกิจกรรมที่ World Expo จัดขึ้น

“ในเดือนพฤศจิกายนมีวันลอยกระทง เราจะมีเทศกาลแห่งสายน้ำ มีเทศกาลอันว่าด้วยการท่องเที่ยวและสุขภาพที่ ททท. รวมถึงบริษัทที่เกี่ยวกับสุขภาพจะมาร่วมกันจัดแสดงโชว์เคสเพิ่มเติม ในส่วน Innovation Week เหล่า Digital Star-up ก็จะมาร่วมโชว์ศักยภาพของพวกเขา ส่วน Energy Week ก็จะมีการจัดแสดงจากบริษัทพันธมิตรด้านพลังงาน”

คุณอัจฉรินทร์เล่าถึงการแสดงรายเดือน เพื่อหวังให้เกิดความประทับใจแก่คนที่มาชมงาน โดยเชื่อว่าหลังจบ World Expo 2020 Dubai ครั้งนี้ จะมีผู้เข้ามาเที่ยวและเข้ามาลงทุนธุรกิจในประเทศไทยมากขึ้น พร้อมเสริมว่า นี่เป็นนิทรรศการที่ไปเปิดศักยภาพของประเทศในด้านอุตสาหกรรม การค้า การลงทุน การทำธุรกิจยุคใหม่ ไปจนถึงการท่องเที่ยว ซึ่งขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีดิจิทัลให้พร้อมรับนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจหลังโควิด-19

“เรื่องนวัตกรรมทางด้านดิจิทัล ณ ขณะนี้ประเทศไทยเริ่มมีการเติบโต มีความพร้อม เรามีสตาร์ทอัพที่ทำอยู่พอสมควร เริ่มมียูนิคอร์น อาจเห็นบางคนที่เขาออกไปอยู่จากาตาร์ สิงค์โปร์ ซึ่งมี Ecosystem ที่พร้อมกว่า แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกำลังแก้ไขกฎระเบียบ Ecosystem ให้เอื้อเพิ่มขึ้น

“ถ้าถามว่านวัตกรรมประเทศไทยเป็นอย่างไร เราก็มีศักยภาพพอสมควร ประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานที่เราลงทุนไป จะเป็นตัวเชื่อมโยงให้เกิดนักลงทุนรายใหญ่เข้ามา เพื่อสนับสนุนและกระตุ้นให้เกิดสตาร์ทอัพ พร้อมทั้งสนับสนุนให้นักลงทุนรายเล็กเติบโตได้ ซึ่งจะเห็นเป็นรูปธรรมเร็วๆ นี้ เราควรจะเห็นอะไรก้าวหน้าไปเยอะ แต่สถานการณ์โควิด-19 ทำให้การลงทุนใหญ่ๆ หลายโครงการในประเทศไทยชะลอออกไป และหลายบริษัทที่พร้อมจะเข้ามาลงทุนก็ยังเข้ามาไม่ได้ 

“เราเชื่อว่าหลังสถานการณ์โรคระบาด เมื่อประเทศกลับมาเปิดแล้วจะมีความพร้อมมาก เพราะฉะนั้น งาน World Expo 2020 Dubai ครั้งนี้ อยู่ในช่วงเวลาคาบเกี่ยวการเปิดประเทศหลังโควิด-19 เราเชื่อว่านักธุรกิจหรือคนที่เขาไปชมงานแล้วประทับใจ เขาจะอยากเข้ามาประเทศไทย ส่วนคนไทยเองก็บินไปดูงานนี้ได้เหมือนกัน”

แนวคิดเบื้องหลัง Thailand Pavilion ใน World Expo 2020 Dubai ประกาศศักยภาพเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมในเวทีโลก

มากไปกว่าการสร้างโอกาสแลกเปลี่ยนนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล ในการพัฒนาสร้างสรรค์เชิงเศรษฐกิจและสังคมร่วมกับนานาประเทศ อีกทั้งประชาสัมพันธ์ประเทศไทยบนเวทีโลกแล้ว นี่จะเป็นโอกาสสำคัญให้นานาประเทศเชื่อมั่นในศักยภาพการพัฒนาด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลในมิติต่างๆ ของประเทศไทย ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และกำลังคน ในฐานะประเทศศูนย์กลางทางนวัตกรรมและเทคโนโลยีในภูมิภาคได้อย่างแน่นอน

สำหรับคนไทยที่รอชมทางบ้าน ติดตามความเคลื่อนไหวและรับชมการถ่ายทอดสดกิจกรรม ซึ่งจะหมุนเวียนไปในแต่ละวันได้ที่ Expo2020DubaiThailand/

ติดตามข่าวสารของอาคารแสดงประเทศไทยได้ที่

Facebook : Expo 202 Dubai Thailand

Instagram : expo2020dubaithailand

Youtube : Expo2020DubaiThailand

Website : www.expo2020dubaithailand.com/

Writer

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load