กลิ่นหอมของกลูไวน์และเกาลัดที่โชยมาแตะจมูก เสียงเครื่องดนตรีบรรเลงอย่างครึกครื้นที่กระทบใบหู แสงไฟระยิบระยับตามถนนหนทางที่เดินทอดน่องผ่าน เป็นสัญลักษณ์ของฤดูหนาวและเทศกาลคริสต์มาสที่กำลังมาเยือน 

คุณแม่พาลูกเที่ยวตลาดคริสต์มาสในเมืองเล็กๆ เยอรมนี ออสเตรีย และสวนสนุกในฝรั่งเศส

ในยุโรป ตลาดคริสต์มาสนับว่าช่วยสร้างสีสัน เพิ่มจังหวะชีวิตในบรรยากาศหนาวเหน็บให้ตื่นเต้นและอบอุ่นขึ้นทันตา และมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นชีพจรทางเศรษฐกิจของประเทศในช่วงฤดูหนาวได้ไม่น้อย อย่างประเทศอังกฤษ การจัดตลาดคริสต์มาสกระจายตามเมืองต่าง ๆ ไม่เพียงช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั้งในและต่างประเทศ แต่ยังช่วยสร้างงานชั่วคราวและเพิ่มยอดขายแก่ร้านค้าท้องถิ่น

เช่น เมืองเบอร์มิงแฮม ในแต่ละปีจะมีผู้เข้าชมตลาดคริสต์มาสเฉลี่ยราว 5.5 ล้านคน โดยมูลค่าการใช้จ่ายของผู้เข้าชมสูงถึง 500 ล้านปอนด์ ในปี 2017 ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากปี 2015 และนับวันตลาดคริสต์มาสก็ยิ่งเพิ่มบทบาทและเสน่ห์ในตัวมันเอง ลองนึกดูเล่น ๆ ว่า อากาศหนาว ๆ หิมะโปรยปรายแบบที่บ้านเราไม่มี ท่ามกลางงานเทศกาลที่เต็มไปด้วยแสง สี เสียง และอาหารรสชาติไม่คุ้นเคยแต่ควรค่าแก่การลิ้มลอง คงสนุกไม่เบาเลยทีเดียว

คุณแม่พาลูกเที่ยวตลาดคริสต์มาสในเมืองเล็กๆ เยอรมนี ออสเตรีย และสวนสนุกในฝรั่งเศส
คุณแม่พาลูกเที่ยวตลาดคริสต์มาสในเมืองเล็กๆ เยอรมนี ออสเตรีย และสวนสนุกในฝรั่งเศส

ตลาดคริสต์มาสในเมืองใหญ่มักถูกกล่าวขานและดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มาก แต่ตลาดคริสต์มาสในเมืองเล็ก ๆ กลับเตะตาเราไม่แพ้กัน อย่างตลาดคริสต์มาสในเมือง Rothenburg ob der Tauber ของแคว้นบาวาเรีย ประเทศเยอรมนี เต็มไปด้วยร้านรวงที่ตกแต่งอย่างมีสีสัน วางตัวเรียงรายอยู่ตามถนนแคบ ๆ ที่คดเคี้ยว ทำให้เราสนุกกับการได้เดินลัดเลาะดูงานฝีมือท้องถิ่น และแวะชิมอาหารท้องถิ่นตามซุ้มต่าง ๆ แน่นอนว่าเราไม่พลาด Glühwein หรือไวน์ร้อน เครื่องดื่มยอดนิยมของเทศกาลคริสต์มาส

คุณแม่พาลูกเที่ยวตลาดคริสต์มาสในเมืองเล็กๆ เยอรมนี ออสเตรีย และสวนสนุกในฝรั่งเศส
คุณแม่พาลูกเที่ยวตลาดคริสต์มาสในเมืองเล็กๆ เยอรมนี ออสเตรีย และสวนสนุกในฝรั่งเศส

ขณะเดียวกัน เมือง Rothenburg ob der Tauber แห่งนี้ ยังเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านคริสต์มาสต์ Käthe Wohlfahrt สถานที่ช้อปปิ้งของตกแต่งหรือของขวัญคริสต์มาสที่เดินเข้าไปแล้วเหมือนดินแดนเทพนิยาย แทบไม่อยากเดินออกมาเลยทีเดียว ที่นี่มีของธีมคริสต์มาสให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นขนมปังขิง แคนดี้หลากสีสัน ตุ๊กตาไม้งานฝีมือ ต้นคริสต์มาสจำลอง กล่องดนตรีคริสต์มาส ตลอดจนของตกแต่งบ้านชิ้นเล็กชิ้นน้อย ที่จะมาเติมเต็มช่วงเวลาที่รอคอยให้สมบูรณ์ตามแบบฉบับของแต่ละบ้าน

คุณแม่พาลูกเที่ยวตลาดคริสต์มาสในเมืองเล็กๆ เยอรมนี ออสเตรีย และสวนสนุกในฝรั่งเศส

ตลาดคริสต์มาสอีกแห่งที่สร้างความประทับใจให้เราไม่น้อย คือตลาดคริสต์มาสในเมือง Innsbruck ของประเทศออสเตรีย เพราะไม่เพียงแต่ที่ตั้งของตลาดมีฉากหลังเป็นเทือกเขาแอลป์และแม่น้ำอินน์ไหลผ่าน ทำให้เราเพลิดเพลินและดื่มด่ำกับธรรมชาติโอบล้อม ตลาดคริสต์มาสแห่งนี้ยังให้บรรยากาศแบบหมู่บ้าน Tyrolean หรือสไตล์บ้านในแบบออสเตรียตะวันตกอีกด้วย

คุณแม่พาลูกเที่ยวตลาดคริสต์มาสในเมืองเล็กๆ เยอรมนี ออสเตรีย และสวนสนุกในฝรั่งเศส

แถมพ่วงท้ายมาด้วยกิจกรรมสำหรับเด็กและครอบครัวที่หลากหลาย เช่น การแสดงหุ่นกระบอก เล่านิทาน และม้าหมุน อีกทั้งยังมีต้นคริสต์มาสคริสตัล Swarovski สูง 14 เมตรโดดเด่นเป็นประกายอยู่เหนือบริเวณจัตุรัสของตลาดแห่งนี้ 

ไม่ใช่แค่ตลาดคริสต์มาส บริเวณตามสวนสาธารณะหรือสถานที่หลายแห่งในยุโรปก็จัดกิจกรรมให้เข้าธีมคริสต์มาสไม่แพ้กัน และ Grand Parc de Noël เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่พลาดไม่ได้สำหรับครอบครัวที่กำลังมองหากิจกรรมให้แก่เด็ก ๆ ในช่วงเทศกาล

ยกครอบครัวไปเดินชมร้านรวงท้องถิ่น ชิมอาหารและจิบไวน์ร้อน ๆ ท่ามกลางลมหนาวในเทศกาลคริสต์มาส
ยกครอบครัวไปเดินชมร้านรวงท้องถิ่น ชิมอาหารและจิบไวน์ร้อน ๆ ท่ามกลางลมหนาวในเทศกาลคริสต์มาส

ปาร์กแห่งนี้อยู่ใน Andilly เขตทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศฝรั่งเศส ด้วยพื้นที่กว่า 50,000 ตารางเมตร ทำให้มีการจัดสรรพื้นที่เป็นมุมกิจกรรมได้หลากหลายและครอบคลุม ทั้งส่วนที่เป็นผืนป่าผจญภัย สวนสัตว์ ร้านขายของ ร้านขนมอบ ร้านอาหารท้องถิ่น ลานแสดงโชว์ ลานสเก็ต และพื้นที่เล่นสำหรับเด็กตามธีมคริสต์มาส ที่เราชอบมากคือ การขี่กวางก้านไม้ ตอนที่เห็นเด็ก ๆ เล่น ทำให้อดนึกถึงม้าก้านกล้วยของบ้านเราไม่ได้เลย 

ยกครอบครัวไปเดินชมร้านรวงท้องถิ่น ชิมอาหารและจิบไวน์ร้อน ๆ ท่ามกลางลมหนาวในเทศกาลคริสต์มาส

 ปีที่แล้วการจัดตลาดคริสต์มาสและกิจกรรมช่วงฤดูหนาวในยุโรปโดนระงับไปหลายแห่ง จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 ทำให้ปีนี้ผู้คนต่างตั้งหน้าตั้งรอความมีชีวิตชีวาของเทศกาลคริสต์มาสที่จะกลับมาอีกครั้ง ซึ่งหลายประเทศในยุโรปก็มีประกาศให้จัดได้ภายใต้มาตรการที่รัดกุม 

“หวังว่าฤดูหนาวที่จะมาถึง เราจะได้เดินเล่นตลาดคริสต์มาส พร้อมยืนจิบกลูไวน์ร้อน ๆ คลายหนาวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา”

ยกครอบครัวไปเดินชมร้านรวงท้องถิ่น ชิมอาหารและจิบไวน์ร้อน ๆ ท่ามกลางลมหนาวในเทศกาลคริสต์มาส

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ชนิตา สุวรรณะ

คุณแม่น้องสวิส และภรรยานักการทูตดินแดนแห่ง Cheese & Chocolate อดีตที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจและธุรกิจธนาคารชั้นนำแห่งหนึ่ง ที่ใช้เวลาว่าง (อันน้อยนิด) จากการเลี้ยงลูกในต่างแดนไปกับงานเขียน ศิลปะ และการลงทุน

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

นอกเหนือจากภาพจำความเป็น James Bond ของหลาย ๆ คน อันได้แก่ สายลับรหัส 007 ผมสีเข้ม (หากเราจะยกเว้น Daniel Craig เป็นกรณีพิเศษ) ที่มาพร้อมกับรถ Aston Martin คู่ใจ พร้อมอุปกรณ์ไฮเทคครบครัน ขนาบข้างด้วยสาวสวย และบุกตะลุยรับมือกับวายร้ายทั้งแบบบู๊และบุ๋น อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของ ซีรีส์ 007 คือ ฉากหลังที่ผู้สร้างทุกยุคทุกสมัยได้นำผู้ชมไปร่วมสำรวจสถานที่ต่าง ๆ กว่า 550 แห่งทั่วทุกมุมโลกให้ตื่นตาตื่นใจกับความสวยงามและอลังการ นับเป็นจุดเด่นลำดับต้น ๆ ของภาพยนตร์ที่สร้างจากบทประพันธ์ของ Sir Ian Fleming เลยก็ว่าได้

ซึ่งมีหลายฉากที่ตรึงตราเหล่าแฟน ๆ ของ Mr. Bond อาทิ กรุงลอนดอนที่ปรากฏในแทบทุกภาค ชายหาดในจาไมกาทั้งในภาคปฐมบทอย่าง Dr. No หรือ ภาคล่าสุด No Time to Die อ่างเก็บน้ำเยเรบาตันของตุรกีใน From Russia with Love เขาตะปู/เขาพิงกันของไทยใน The Man with the Golden Gun สถานที่เหล่านี้ได้รับความนิยมอย่างมากหลังจากที่ภาพยนตร์ออกฉาย ทำให้ประเทศเจ้าของสถานที่ได้รับอานิสงส์จากการท่องเที่ยวไปด้วย 

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
 ภาพ : Schilthorn

อีกหนึ่งสถานที่ที่แฟนพันธุ์แท้และขาจรมักจดจำได้ดี คือฉากหลังของภาพยนตร์ที่ตัว James Bond อาจไม่ได้รับความนิยมมากนักอย่าง George Lazenby ใน On Her Majesty’s Secret Service ออกฉายใน ค.ศ. 1969 (แต่ภายหลังกลับได้รับความนิยมทั้งจากคนดูและนักวิจารณ์) ได้แก่ ยอดเขา Schilthorn ที่ตั้งฐานทัพของวายร้ายตลอดกาลอย่าง Blofeld ที่นำมาสู่ฉากต่อสู้ไล่ล่าอันสุดมันระหว่างพระเอกกับวายร้าย โดยมีฉากหลังเป็นเทือกเขาสวิตที่ปกคลุมด้วยหิมะ จึงได้รับการกล่าวขานว่าเป็นฉากหลังที่สวยงามในลำดับต้น ๆ ของ ซีรีส์ 007 นี้       

ในฐานะที่ผู้เขียนใช้ชีวิตอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ จึงทราบดีว่ายอดเขา Schilthorn หรือ Piz Gloria ที่มีความสูง 2,970 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลแห่งนี้ โด่งดังโดยไม่ได้มาจากอานิสงส์ของภาพยนตร์สายลับชื่อดังอย่างเดียว แต่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวโดดเด่นตั้งแต่อดีต เนื่องจากเป็นยอดเขาที่อยู่ใจกลางประเทศ (รัฐเบิร์น เป็นที่ตั้งของเมืองหลวงอย่างกรุงเบิร์น) จึงรายล้อมด้วยยอดเขากว่า 200 ยอด เมื่อได้มายืนอยู่จุดสูงสุดของยอดเขาก็จะรับชมทัศนียภาพอันสวยงามของสวิตเซอร์แลนด์ที่ประกอบด้วยยอดเขาดัง ๆ หลายแห่ง ซึ่งรวมถึงยอดเขา Jungfrau ที่ได้รับการขนานนามว่า Top of Europe และในวันที่อากาศดี ๆ มองไปไกลได้ถึงยอดเขา Mont Blanc ของฝรั่งเศสได้เลยทีเดียว 

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
ทัศนียภาพของเทือกเขาที่รายล้อมยอดเขา Schilthorn ประกอบด้วยยอดเขา Eiger, Monch และ Jungfrau

ผู้รับผิดชอบด้านการบริหารจัดการการท่องเที่ยวบนยอดเขาแห่งนี้ตระหนักดีว่า ส่วนหนึ่งของความนิยมในการเดินทางมาพักผ่อนหย่อนใจบนยอดเขาแห่งนี้มาจากภาพยนตร์ James Bond จึงจัดสถานที่ท่องที่ยวอย่าง Bond World อารมณ์ประหนึ่งว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ James Bond ขนาดย่อม ๆ ที่แวดล้อมด้วยลูกเล่นความเป็น Bond รูปแบบต่าง ๆ ให้แฟนภาพยนตร์เข้าไปซึมซับประสบการณ์ 

ผู้เขียนวางแผนจะเยือนยอดเขาชื่อดังแห่งนี้หลายโอกาส แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีบุญพาวาสนาส่งเสียที จนเดือนสิงหาคมของ พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา หลังจากตรวจสอบสภาพอากาศที่พบว่าฟ้าฝนเป็นใจแล้ว ก็ถึงเวลาตามหาความเป็น Bond กับเขาเสียที แต่การไปครั้งนี้ หากขึ้นขึ้นกระเช้าที่ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงแบบปกติทั่วไปก็กระไรอยู่ เลยตัดสินใจคิดการใหญ่เดินขึ้นไปเองเสียเลย ให้สมกับความเป็นสวิตที่ผู้คนนิยมเดินชมป่าเขาลำเนาไพรกันเป็นกิจวัตรอยู่แล้ว 

การเดินเท้าดุจดั่งเดินทางไกลลูกเสือครั้งนี้ ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ นึกจะเดินก็เดินเลย ผู้เขียนทำการศึกษาแล้วว่า เดินอย่างไรให้ปลอดภัยกับชีวิตตัวเองมากที่สุด โดยศึกษาเส้นทางการเดินจากแผนที่เดินเขาว่ามีเส้นทางใดให้เลือกบ้าง ดูข้อมูลจากบล็อกเกอร์ที่เคยผ่านประสบการณ์แล้ว กับระยะทางร่วม 20 กิโลเมตร บนความชันสะสมกว่า 2,000 เมตร และเป็นเส้นทางขึ้นอย่างเดียว นับว่าเอาเรื่องพอสมควร ต้องมีการคำนวณเวลา รวมไปถึงสิ่งของจำเป็นต้องนำติดตัวไปด้วย เรียกได้ว่า เตรียมการกันไม่น้อยกว่า 1 – 2 สัปดาห์เลยทีเดียว

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
แผนที่เส้นทางเดินจาก Schilthorn

เมื่อวันแห่งการพิชิตยอดเขามาถึง คล้อยเวลาพระอาทิตย์ขึ้นเล็กน้อย ผู้เขียนเริ่มต้นออกเดินเท้ากันที่หมู่บ้าน Lauterbrunnen หลายคนรู้จักกันดีในฐานะเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟที่จะขึ้นสู่ยอดเขา Jungfrau และมีน้ำตกสวยงามใจกลางหมู่บ้าน โดยค่อย ๆ ก้าวเท้าเป็นจังหวะไปอย่างช้า ๆ เพื่อพยายามเก็บแรงไว้ ผ่านป่าและลำธารไปจนถึงบริเวณที่เป็นที่ตั้งของสถานีกระเช้าขึ้นไปยังยอดเขา Schilthorn เพื่อวัดใจตัวเองอีกครั้ง ก่อนพบว่าไม่เปลี่ยนใจที่จะไปขึ้นกระเช้าแน่นอน ก็พบกับทางขึ้นชันด่านแรก เป็นทางขึ้นเขาผ่านป่าไปเรื่อย ๆ พร้อมชมวิวทิวทัศน์เบื้องล่างที่เพิ่งจากมา จนถึงหมู่บ้าน Gimmelwald ที่เป็นจุดพักแรก ในระยะประมาณ 7 กิโลเมตร นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ความสูง 800 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มาที่ความสูง 1,300 เมตร ก็ทำเอาหอบกันเบา ๆ เลยทีเดียว 

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
หมู่บ้าน Lauterbrunnen 

หลังจากพักเหนื่อยสักพัก แสงตะวันยามสายก็เริ่มสาดส่องมาให้ไออุ่นพอสมควร ก็ถึงเวลาออกเดินทางกันต่อ ผู้เขียนพร้อมเป้คู่ใจค่อย ๆ ไต่เขาขึ้นไป โดยเดินไปตามป้ายสีเหลืองแปร๋นที่คอยบอกจุดหมายที่จะไปและคำนวณระยะเวลาที่จะใช้เดิน (แม่นยำกว่าการบอกเป็นระยะทาง เพราะมันบอกว่าเราจะเหนื่อยไปอีกกี่ชั่วโมง) ผู้เขียนกำหนดจุดต่อไปไว้ที่กระท่อมร้านอาหารกลางหุบเขาชื่อว่า Spielboden ซึ่งความชันมากกว่าจุดที่เพิ่งจากมาประมาณ 400 เมตร เป็นทางผ่านกลางป่า จึงอาศัยร่มเงาของต้นไม้ใบไม้ในการหลบแดดคลายร้อนได้พอสมควร เมื่อถึงจุดพักนี้ก็ค้นพบว่า เราอยู่ท่ามกลางหุบเขา ที่เริ่มเห็นยอดเขาในบางมุมบ้างแล้ว และเป็นระยะทางครึ่งทางพอดี นั่นหมายถึงว่า การตัดสินใจที่จะไปต่อหรือไม่ไปต่อก็มีค่าพอ ๆ กัน

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond

  เมื่อเติมพลังด้วยอาหารและเครื่องดื่มแล้ว ก็ถึงเวลาเดินทางไปยังจุดพักต่อไปที่มีระยะห่างจากจุดพักที่ 2 นี้ประมาณ 4 กิโลเมตร กับกระท่อมที่มีชื่อว่า Rotstockhütte เป็นกระท่อมที่ให้บริการอาหารและสถานที่พักค้างคืน สำหรับสวิตเซอร์แลนด์แล้ว ที่พักรูปแบบ hütte ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าหรือหุบเขาคล้ายกับ Hostel ในเมือง ได้รับความนิยมจากนักเดินป่าเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะฤดูร้อน และสวิตเซอร์แลนด์ก็มีที่พักในรูปแบบนี้คอยให้บริการอยู่ตามสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติทั่วประเทศ

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
ร้านอาหาร Spielboden กลางหุบเขาที่เป็นจุดพักที่ 2 

การเดินขึ้นเขาในช่วงนี้ค่อนข้างมีความชันในตอนต้น และเป็นเส้นทางคดเคี้ยวไปมา เป็นทางเดินหินที่มีฉากหลังเป็นยอดเขาอีกฝั่งอันรวมถึงยอดเขา Eiger ชื่อดังของสวิตเซอร์แลนด์ นอกเหนือจากการเดินตามป้ายแล้ว เราก็สังเกตสัญลักษณ์บอกทางที่เป็นสีป้ายแดงบนพื้นขาวได้ นั่นหมายความว่า เรายังอยู่ในเส้นทางเดินเขา ไม่หลงแน่นอน สำหรับทางเดินช่วงนี้ หลังจากผ่านไปถึงครึ่งทางก็จะเป็นเส้นทางเดินริมผา ก่อนจะพบกับเส้นทางราบกลางทุ่งหญ้าที่มีทัศนียภาพในแบบวิวพาโนรามาสุดลูกหูลูกตาให้เพลิดเพลินไปจนถึงกระท่อมที่เป็นจุดหมายของเรา

เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์
จุดพัก Rockstockhutte

เมื่อถึงจุดพักของเรา ซึ่งถือว่าเป็นจุดพักสุดท้าย ก็ถือโอกาสเติมพลังอย่างเต็มที่ เพราะต่อจากระยะทางนี้ไปจะเป็นการไต่เขาระยะทางร่วม 6 กิโลเมตร บนความชัน 1,000 เมตร ดังนั้น จำเป็นที่ต้องใช้เวลาพักอย่างเต็มที่ และจุดนี้จะพบกับนักเดินเขามากหน้าหลายตาเลย ส่วนใหญ่เลือกที่จะใช้เป็นจุดพักครึ่งทาง เพื่อเดินเท้ากลับลงไปยังหมู่บ้าน Lauterbrunnen ด้านล่าง โดยตอนแรกก็ได้แต่สงสัยว่าทำไมคนเหล่านี้เลือกที่จะไม่ไปต่อ ก่อนที่จะพบว่า ช่วงสุดท้ายนี่แหละ คือบททดสอบความอดทนครั้งใหญ่ 

เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์
เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์

แม้จะมีระยะทางแค่ 6 กิโลเมตร แต่ป้ายบอกทางคำนวณเวลาเดินให้เราถึง 2.50 ชั่วโมง ซึ่งทางช่วงนี้แบ่งออกได้เป็น 2 ครึ่ง ครึ่งแรกเป็นทางเดินบนเนินทุ่งหญ้า และช่วงที่ 2 คือทางเดินสันเขาและไต่เขาและผาหิน เป็นเส้นทางที่ชันพอสมควร โดยผู้เขียนต้องหยุดเดินเป็นระยะ ๆ เพื่อพักหายใจ เติมพลังอาหาร น้ำดื่ม อะไรที่มีอยู่ช่วงนี้คือประเคนเข้าตัวหมด มีการไต่ตามก้อนหินไปด้วย ผู้คนที่พบระหว่างทางเริ่มน้อยลง เห็นจะมีแต่พวกนักวิ่งขาแรง คือนักไต่เขาที่ดูเป็นมืออาชีพ และเมื่อหันหลังไปมองก็จะพบว่า ขึ้นมาชันพอสมควรเลย แต่ ณ จุดนี้ เราจะเห็นยอดเขา Schilthorn ได้ชัดเจนขึ้น เป็นอันว่ามาถูกทางแล้ว 

ในที่สุดด้วยเวลาชั่วโมงกว่า ๆ ผู้เขียนก็ไต่มาถึงสันเขา และจากจุดนี้ไปจะใช้เวลาประมาณชั่วโมงในการเดินเท้า อันเป็นทางเดินดินผสมหินลอยที่มีทั้งทางราบ เนินขึ้น ทางบันได ทางริมผาที่ต้องไต่เชือก เป็นเส้นทางที่มีความหวาดเสียวเล็กน้อย เพราะขึ้นมาสูงพอสมควร ขาเริ่มสั่น ไม่ได้มาจากความกลัว แต่แรงเริ่มหมดนั่นเอง จึงเข้าใจแล้วว่า ทำไมฉากไล่ล่าใน On Her Majesty’s Secret Service ถึงต้องเป็นการสกีลงเขา เพราะถ้าไต่ขึ้นคงหมดแรงกันก่อนนั่นเอง (แฮร่) 

เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์

หลังจากที่ฉุดกระชากลากดึงตัวเองมาในเวลาร่วมชั่วโมง ภาพของอาคารทรงกลมที่มีเลข 007 ก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า ซึ่งแสดงว่า เราได้พากายหยาบ (กายละเอียดหลุดไปไหนแล้วไม่รู้) มาบนยอดเขา Schilthorn เป็นที่เรียบร้อย ด้วยระยะทางร่วม 20 กิโลเมตร กับเวลาที่ใช้ประมาณ 8 ชั่วโมง และได้ใช้ช่วงเวลาพักเหนื่อยจากการไต่ระห่ำที่ผ่านมา ชื่นชมทัศนียภาพที่รายล้อมด้วยยอดเขาต่าง ๆ ของสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงไม่ลืมที่จะตามเก็บกิมมิกของความเป็น James Bond บนยอดเขา Schilthorn แห่งนี้ด้วย 

เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์
เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์

ยอดเขา Schilthorn และ Bond World ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้ที่เดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์ไม่ควรพลาด จะเลือกเดินทางด้วยการขึ้นกระเช้าไปอย่างสบาย ๆ ก็ได้ หรือหากอยากสัมผัสวิถีธรรมชาติแบบสวิตแท้ ๆ การเดินขึ้นไปก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้ทั้งความทรมาน ท้าทาย และบันเทิงในคราวเดียวกัน

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

เอกภัทร เปรมโยธิน

นักการทูตไทยประจำการในสวิตเซอร์แลนด์ ที่มักใช้เวลาว่างจากการปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ออกเดินทางไปเรียนรู้ความเป็นสวิสผ่านท้องถิ่นในหุบเขาลำเนาไพรของดินแดนแห่งเทือกเขาแอลป์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load