ในวันที่ละครเรื่อง วิมานทราย ออกอากาศเป็นวันแรกทางช่อง one31 The Cloud ได้รับคำชวนให้มานั่งคุยกับ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา นางเอกของเรื่อง ตอน 5 โมงเย็นที่แกรมมี่

เอสเธอร์เริ่มต้นเข้าวงการบันเทิงจากการถ่ายแบบให้นิตยสารวัยรุ่นตอนอายุ 12 ปี เล่นโฆษณาตอนอายุ 14 ปี แล้วรับบทนางเอกครั้งแรกทางช่องสาม ตอนอายุ 17 ปี ผลงานที่ทำให้เธอเป็นที่รู้จักคือละครเรื่อง สุภาพบุรุษจุฑาเทพ ตอน คุณชายรณพีร์

พอหมดสัญญาเธอก็ตัดสินใจผันตัวมาเป็นนักแสดงอิสระ แล้วก็โด่งดังเป็นพลุแตกจากละครเรื่อง เล่ห์รตี ทางช่อง one31

พีอาร์ประจำช่องเดินมาขอโทษ บอกว่านัดหมายวันนี้จะล่าช้าออกไปหน่อย เพราะยังสัมภาษณ์คิวก่อนหน้าไม่เสร็จ เธอให้สัมภาษณ์สื่อติดกันมาตั้งแต่เช้า หลังจากนี้ก็ยังมีคิวต่อ ผมไม่มีปัญหาอะไร เพราะไม่ได้มีนัดหมายอะไรต่อ

อีกพักใหญ่ ๆ เอสเธอร์ก็เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม แต่แววตาดูเหมือนจะเหลือแบตเตอรี่ขีดสุดท้าย เธอขอใช้พลังงานก้อนนี้ถ่ายรูปให้เสร็จก่อน

เราได้เริ่มคุยกันช่วงหัวค่ำในวันอันหนักหน่วงของเธอ แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ซ่อนความเหนื่อยล้าไว้หลังเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม

เอสเธอร์เป็นคนพูดตรง คิดอย่างไรเธอก็ตอบอย่างนั้น ถ้าอ่านแค่ตัวอักษรอาจรู้สึกว่า ทำไมดุจัง แต่ถ้าได้นั่งคุยอยู่ด้วยกัน จะเห็นว่าเธอเล่าทุกเรื่องอย่างสนุกสนาน ตามประสาสาวขี้เล่น

มาทำความรู้จักเอสเธอร์ในมุมที่คุณอาจจะไม่เคยรู้จักมาก่อนไปพร้อม ๆ กัน

นักเล่นเกม นักปลูกต้นไม้ ความรัก และชีวิตหลังหน้าจอของนางเอก เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา

วันนี้คุณให้สัมภาษณ์มากี่รอบแล้ว

น่าจะเจ็ดนะคะ แล้วก็ยังมีอีกสื่อเป็นสื่อที่แปด

คุณเคยให้สัมภาษณ์สื่อสูงสุดวันละกี่ราย

หนูว่าวันนี้นะคะ

ดาราบางคนชอบคุยกับสื่อ บางคนก็ไม่ชอบเลย คุณอยู่ในกลุ่มไหน

ครึ่ง ๆ ค่ะ บางคนคุยสนุกหนูก็ชอบคุย แต่บางคนก็อาจจะไม่ได้ฟังเราพูด เขาก็จะถามแล้วถามอีก เราก็คิดในใจ เอ้า เพิ่งตอบไป เอ๊ะ พี่ได้ฟังหรือเปล่า (หัวเราะ) ถ้าเป็นแบบนี้ก็คิดว่า เมื่อไหร่จะเสร็จสักที หรือบางคนก็อาจจะยิงคำถามตรงเกินไป เช่น ทำตรงนี้ได้เงินเท่าไหร่ เอ๊ะ ในชีวิตจริงเราก็ไม่ถามเพื่อนว่าได้เงินเดือนเท่าไหร่นะ อย่างน้อยก็ถามว่าได้กี่หลักก็ยังดี เราอาจจะสบายใจที่จะตอบกว่า

คุณให้สัมภาษณ์สื่อมาสิบปี ช่วยรีวิวการสัมภาษณ์ของสื่อให้ฟังหน่อย อะไรคือสิ่งที่เหมือนเดิม และอะไรคือสิ่งที่เปลี่ยนไป

ถามเรื่องแฟนเหมือนเดิมค่ะ กับ พี่เคน (ภูภูมิ พงศ์ภาณุภาค) ก็เกือบจะเจ็ดปีแล้ว ทุกปีก็ต้องถาม ความรักเป็นยังไงบ้าง ๆๆๆๆ (หัวเราะ) สิ่งที่ต่างคือมันจะเป็นสเต็ปค่ะ ช่วงนี้ศึกษากันอยู่ค่ะ ดีค่ะ ลงตัวค่ะ ช่วงนี้มีปัญหานิดนึงค่ะ ก็พยายามปรับแก้อยู่ค่ะ ช่วงนี้ไอจีรูปหายนะคะ เกิดอะไรขึ้นคะ มีแผนจะแต่งงานหรือยังคะ จะมีลููกไหม ก็ครบเจ็ดปีพอดีค่ะ (หัวเราะ)

ถ้าเราไม่คุยกับเอสเธอร์เรื่องงาน แฟน ต้นไม้ คุยเรื่องอะไรถึงจะสนุกที่สุด

เรื่องเล่นเกมค่ะ (หัวเราะเสียงดัง) หนูชอบเล่นเกม หนูติด ROV แล้วหนูก็เพิ่งจะเริ่มเล่น Dota

นักเล่นเกม นักปลูกต้นไม้ ความรัก และชีวิตหลังหน้าจอของนางเอก เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา
นักเล่นเกม นักปลูกต้นไม้ ความรัก และชีวิตหลังหน้าจอของนางเอก เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา

ก๊วนตีป้อมของคุณมีใครบ้าง

มีหลายกลุ่มค่ะ เริ่มจากน้องชายของตัวเอง แฟนตัวเอง ขยับมาอีกก็เป็นแก๊งในหมู่บ้าน ซึ่งเป็นเพื่อนของน้องชาย แล้วก็เพื่อนในเกม

เพื่อนในเกมรู้ไหมว่าเราคือเอสเธอร์

รู้ค่ะ มีช่วงนึงที่ไอดีในเกม หนูตั้งชื่อหนู เขาก็ เอ๊ะ ใช่ไหม เราก็ไม่ได้ฟันธงว่าใช่ไหม เล่นด้วยกันบ่อย ๆ เขาก็รู้แหละว่าเป็นเรา ทุกวันนี้สามทุ่ม หนูจะหยิบโทรศัพท์มาเล่นเกมอยู่บนเตียงนอน ถ้าไม่ได้ทำงานนะคะ

มันสนุกตรงไหน

มันเป็นเกมที่เราช่วยกันเล่น แม้ว่ารูปแบบการเล่นจะเหมือนเดิม แต่ทุุกครั้งมันไม่เหมือนเดิม บางทีเราจะแพ้แล้วแต่ก็พลิกกลับมาชนะได้วินาทีสุดท้าย เวลาเพื่อนผู้ชายเล่น เขาจะพูดกันไม่หยุด พูดอะไรตลก ๆ เราก็ชอบฟัง หนูเล่นมาห้าปีแล้ว ตั้งแต่เปิดตัวใหม่ ๆ ถึงวันนี้ก็ยังเล่นอยู่ พี่เคนที่ติดก่อน เลิกเล่นไปแล้ว จนหนูต้องไปหาเพื่อนเล่นเอง

เก่งไหม

เซียนพอใช้ได้เลย หนูอยู่แรงค์คอนฯ (ลำดับที่ 7 จาก 8) แต่มีแค่ยี่สิบดาว ขี้โม้ไหมคะ (หัวเราะ)

การโตมาในบ้านที่คุณพ่อเป็นคนไทย คุณแม่เป็นคนมาเลเซีย พิเศษกว่าบ้านอื่นยังไงบ้าง

คุณแม่เป็นคนที่ค่อนข้างเปิดกว้าง เรื่องขนบธรรมเนียมมารยาทอาจจะหยวน ๆ กันได้ บ้านอื่นอาจจะไม่กล้าใช้เท้าเหยียบปุ่มพัดลม แต่บ้านหนูใช้เท้าเหยียบได้ไม่เป็นไร ชิลล์ ๆ

คุณเล่นโฆษณาครั้งแรกตอนอายุสิบสี่ จำความรู้สึกตอนแคสต์งานผ่านได้ไหม

จำได้ค่ะ หนูแคสต์เป็นร้อยงานกว่าจะได้ มันมีอยู่สองช่วง ช่วงแรกแคสต์เป็นร้อยงานไม่ได้เลย จนหยุดไปช่วงนึง ไปจัดฟันจนใกล้จะเสร็จแล้ว กลับมาแคสต์อีกทีก็ได้ เป็นโฆษณาโคโลญจน์ ตอนที่เขาบอกว่าได้ เราก็ จริงเหรอ งง ๆ แต่ดีใจมาก ตอนเห็นตัวเองในทีวีก็ตื่นเต้นมาก เราโผล่มาแค่วินาทีเดียว มีผู้หญิงห้าหกคน เราอยู่รั้งท้าย แทบไม่เห็นเลย เมื่อก่อนไม่มียูทูบเราก็ต้องรอดูช่วงโฆษณา ว่าจะมีโฆษณาเรามาไหม พอโฆษณามาเราก็ มาแล้ว ๆ พ่อแม่ก็ตื่นเต้นมาก ลูกฉันเล่นโฆษณา

ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี

คุณเล่นละครตอนตั้งแต่อายุสิบเจ็ด การเริ่มทำงานหนักตั้งแต่ตอนนั้น ส่งผลต่อชีวิตวัยรุ่นไหม

ถ้ามองกลับไปก็ส่งผลนะ อย่างเรื่องการเรียน หนูแทบไม่ได้เรียนเลย หยุดเรียนหลายวัน พอกลับไปก็ตามไม่ทัน ตอนสอบเราก็ว่างเปล่ามาก ไม่รู้เรื่อง เป็นแบบนี้จนถึงเรียนจบเลย ตารางงานก็แน่น มันทำให้เราไม่สนิทกับเพื่อน ไปเรียนก็ไม่รู้จะอยู่กลุ่มไหน ถ้าเป็นชีวิตวัยรุ่น ก็อาจจะไม่ได้มีปัญหามาก บางครั้งที่เพื่อนไปเที่ยวกันเยอะ ๆ เราก็อยากไปบ้าง แต่ไปไม่ได้เพราะติดงาน ชีวิตช่วงนั้นแทบไม่ค่อยได้ใช้ชีวิตค่ะ ชีวิตมันวนลูป ทำงานเสร็จกลับบ้านนอน ตื่นเช้าเอาใหม่ วนแบบนี้หลายปี นาน ๆ ได้ไปดูหนังกับเพื่อนสักที เราก็ดีใจมาก แต่คุณแม่ก็ไปรับไปส่งตลอด

ตอนนี้คุณสนิทกับเพื่อนกลุ่มไหนที่สุด

มีเพื่อนคนเดียวค่ะ เพื่อนที่สนิทมาก ๆ รู้ทุกอย่างมีแค่คนเดียว เป็นเพื่อนตั้งแต่สมัย ม.สาม แล้วก็เป็นคนนี้คนเดียวจนถึงทุุกวันนี้

คุณไม่ค่อยมีเวลาให้เพื่อนเหรอ

หนููก็ไม่รู้เหมือนกัน เรื่องเวลาอาจจะเกี่ยว แล้วก็เป็นคนที่เปิดใจหมดเปลือกยาก ส่วนมากเป็นเพื่อนคุยเล่น เพื่อนที่ทำงาน ไม่ได้ลงลึกเรื่องครอบครัว เป็นแบบนั้นซะเป็นส่วนใหญ่

ไม่มีกลุ่มเพื่อนสนิทที่เป็นดาราด้วยกันเหรอ

ไม่มีค่ะ คนนี้เคยทำงานด้วยกัน คุยเรื่องงานได้ คนนี้ออกไปกินข้าวคุยกันแบบผิวเผินได้ ไม่ได้รู้ชีวิตส่วนตัวลึก ๆ ไม่เคยไปที่บ้านเรา หนูเป็นคนที่ไม่ค่อยเปิดตัว ไม่รู้ทำไม อาจจะเป็นการเลี้ยงดูของคุณแม่ตั้งแต่เด็ก ด้วยความที่คุณแม่ค่อนข้างมีระเบียบวินัย ไปไหนมาไหนกับคุณแม่ตลอด เหมือนมีคุณแม่เป็นเพื่อน มีอะไรก็คุยกับคุณแม่ทุกอย่าง

ความสุขที่สุดที่คุณเคยได้รับจากวงการบันเทิงคืออะไร

เงินก้อนแรกค่ะ (หัวเราะ) ตอนนั้นเรายังเด็กมาก ได้เงินมาตอนนั้นมันก็เยอะนะ เราก็ดีใจจังเลย

ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี

แล้วความเจ็บปวดที่สุดที่วงการบันเทิงเคยมอบให้คุณล่ะ

น่าจะเป็นข่าวนะคะ เป็นข่าวที่ไม่ดี แล้วอยู่ดี ๆ ก็มีคนมาคอมเมนต์ว่าเราหนักมาก เป็นเหตุการณ์หนัก ๆ แค่ครั้งเดียวในชีวิต มันมาจากละครที่เราเล่นค่อนข้างดัง มีกระแสคู่จิ้น แฟนคลับก็เชียร์ให้คบกันจริง แล้วมันท่าไหนก็ไม่รู้ อยู่ดี ๆ ก็เหมือนเราผิด มีคนมาคอนเมนต์ว่าเรา แจกสตรอว์เบอร์รี่ทั้งสวนในคอมเมนต์ใต้รูปเรา ก็แปลกดี

ตอนนั้นรู้สึกยังไง

อย่างแรกเลย รู้สึกว่า อะไรวะ (หัวเราะ) แล้วก็ค่อย ๆ ตกตะกอน ก็รู้สึกเสียใจจังเลย มันไม่จริง ไม่ใช่แบบนั้น บางคนพิมพ์เหมือนรู้ดีจังเลย เหมือนเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นแน่นอน แต่มันไม่เคยมีอะไรแบบนี้เกิดขึ้นเลย เราอยู่ในจุดที่จะไปตอบคอมเมนต์เขาก็ไม่ใช่ ด้วยลักษณะนิสัยเราก็จะเครียด จะร้องไห้อยู่คนเดียว

ร้องหนักแค่ไหน

ร้องไห้จนไม่อยากทำงาน ไม่อยากทำอะไร เป็นอยู่ช่วงใหญ่ ๆ เลย จนขอพักทุกอย่างแล้วหนีไปพักร้อนต่างประเทศ สุดท้ายก็กลับมาหายดีหลั่นล้าเหมือนเดิม (หัวเราะ) ตอนนี้แข็งแกร่งมาก เป็นหญิงเหล็กเลยค่ะ

ในชีวิตนักแสดง จุดเปลี่ยนครั้งไหนที่ถือว่าใหญ่ที่สุด

น่าจะเป็นช่วงที่หนูไม่ต่อสัญญา หนูยังเด็กด้วย ตอนนั้นรู้สึกว่า เราไม่มีสิทธิ์ในการเลือกรับงานเลย ก็คิดว่าจะต่อสัญญาดีไหม ถ้าต่อก็อาจจะไม่มีความสุข ถ้าไม่ต่อแล้วจะมีงานไหม ตอนนั้นคิดถึงขั้นว่า ถ้าไม่ต่อแล้วไม่มีใครจ้างเรา ไม่ได้เล่นละครต่อ ก็เรียนให้จบแล้วไปทำอย่างอื่น ก็ตัดสินใจไม่ต่อสัญญา มันจะเป็นยังไงก็ให้เป็น แล้วก็กลายมาเป็นเส้นทางในอาชีพนักแสดงแบบทุกวันนี้

เวลาดูละครที่ตัวเองเล่น คุณตั้งใจดูอะไรที่สุด

ดูการแสดง ว่าเล่นเป็นยังไง โดยรวมเป็นยังไง ดูแล้วก็มักจะรู้สึกว่า ถ้าวันนั้นเราทุ่มสุดตัวมากกว่านี้นะ มันจะดีกว่านี้แน่เลย (หัวเราะ) แต่ก็คิดย้อนกลับไปว่า วันนั้นเราไม่ไหวจริง ๆ มันไม่ได้แล้ว ก็จะตีกันไปตีกันมาแบบนี้

ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี
ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี

ถ้าพูดถึงบรรยากาศในกองถ่ายเรื่อง วิมานทราย คุณชอบอะไรที่สุด

ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่เนื้อหาเครียดมาก แต่บรรยากาศการทำงานของทุกคนมีความสุขมาก มีความสุขทุกครั้งที่ไปกอง ภาพที่นึกถึงคือ ผู้กำกับ (เมธี เจริญพงศ์) ชอบแซวนักแสดง แซวทีมพร็อพ แซวทีมพี่ ๆ เสื้อผ้า ผู้กำกับเป็นคนอารมณ์ดีมาก

เอสเธอร์ตัวจริงในสายตาเพื่อน ต่างจากเอสเธอร์ที่เป็นดารายังไง

คนมักจะมองว่าเราเป็นคนน่ารัก สดใส เรียบร้อย สวย ๆ แต่ชีวิตจริงไม่ได้สวยแบบนั้น แต่งตัวก็ไม่ค่อยเป็น ไม่มีเทสต์ เพื่อนต้องคอยแก้เรื่องการแต่งตัวให้ เพื่อนชอบบอกว่า หนูแต่งตัวไม่วัยรุ่น วันเกิดหนูเพื่อนต้องซื้อเสื้อผ้ามาให้ ตัวจริงหนูกระโดกกระเดก รั่ว ๆ เกรียน ๆ ค่ะ

ถ้าอยากจะเจอเอสเธอร์ตัวจริง ต้องไปเดินแถวไหนถึงจะมีโอกาสเจอคุณมากที่สุด

ร้านกาแฟ (K+E Café) แล้วก็ร้านอาหาร Supree by K+E Cafe ที่คลองหนึ่งกับคลองสี่ (หัวเราะ) วนอยู่แค่นี้ ช่วงนี้ไปร้านอาหารบ่อยกว่าร้านกาแฟ เพราะไปกินข้าวที่ร้านตัวเอง ความสุขคือ เราได้กินในสิ่งที่เราชอบ รสชาติที่เราชอบ เมนูที่เราชอบ ทุกอย่างที่เป็นความชอบของเราอยู่ในร้านตัวเองหมดเลย จานโปรดของหนูคือ ผัดหมี่ค่ะ เป็นเมนููที่ทำกินกันในบ้านตั้งแต่ยังเด็ก วันนี้ได้มาแชร์ให้ลูกค้าชิมด้วย

ถ้าเราไถหน้าฟีดในไอจีของคุณ จะเจอรูปอะไรเยอะสุด

น้องหมา ต้นไม้ แล้วก็พวกสถานที่สวย ๆ อินทีเรียสวย ๆ รูปแฟนก็ขึ้นด้วย เพราะชอบส่องแฟนค่ะ (หัวเราะ)

คุณดูอะไรในไอจีแฟน

ดูว่าทำอะไรที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร (หัวเราะ) แล้วก็ดูรูปที่คนแท็กมา หนูดูช่องนั้นประจำ ดูเยอะกว่ารูปที่ลงอีก (หัวเราะ)

ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี

ชีวิตคุณเสียน้ำตาให้กับอะไรบ่อยสุด

แฟนค่ะ กับครอบครัว หนูเป็นคนที่น้ำตามาเร็ว ถ้าหงุดหงิดเรื่องอะไร น้ำตาจะไหลเลย บางทีหนูก็ไม่ได้อยากร้องไห้นะ แต่มันมาเอง แค่คุยกันไม่เข้าใจนิดหน่อย ความอึดอัดข้างในก็จะทำให้น้ำตาไหล

น้ำตามาบ่อยไหม

ช่วงที่มีเรื่องเครียดหนัก ๆ ก็มาถี่หน่อย มาทุกวัน ช่วงไหนแฮปปี้ก็ไม่มาเลย

ชอบต้นไม้พันธุ์ไหนที่สุดในเนอสเซอรี่ของคุณ

อัลโบ้ค่ะ (Monstera borsigiana Albo Variegata) มันเลี้ยงง่าย สวย ขึ้นไว ทำได้ไว แข็งแรง แล้วเราก็ขายได้เงินไวค่ะ (หัวเราะ)

ถ้ามองไปอนาคตอีกสักห้าปี คุณเห็นภาพเรื่องงานหรือครอบครัวชัดกว่ากัน

น่าจะเป็นเรื่องงานชัดกว่า อาจจะเพราะเราโฟกัสเรื่องงานด้วย เรื่องแต่งงานคือเรื่องรอง ไม่ค่อยเห็นภาพสักเท่าไหร่

อีกห้าปี คุณเห็นตัวเองทำอะไรอยู่

อยู่ในสวน ปลูกต้นไม้ หิ้วของ รดน้ำ แล้วก็เดินวนไปวนมา

ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี

คุณให้สัมภาษณ์เรื่องลูกอยู่บ่อย ๆ คุณคิดจะตั้งชื่อลูกเป็นภาษาฮิบรูเหมือนชื่อคุณไหม

คิดชื่อแล้วค่ะ แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นภาษาอะไร เป็นชื่อในพระคัมภีร์ ถ้าเป็นผู้หญิงจะให้ชื่อว่า เคสิยาห์ (Keziah) หนูรู้สึกว่าเขียนแล้วสวย ลายเซ็นลูกต้องสวยแน่ ๆ หนูมีปมเรื่องลายเซ็น เพราะเป็นตัว E S T H มันคิดลายเซ็นให้สวยยากมาก น้อง ๆ อีกสองคน ชื่อเขาเขียนออกมาสวยมาก ทำไมชื่อเราไม่ขึ้นด้วยตัว K หรือ C จะได้ตวัดแล้วสวย ๆ หน่อย คิดเล่น ๆ นะคะ (หัวเราะ)

ถ้าให้โทรคุยกับตัวเองได้หนึ่งนาที คุณอยากคุณกับเอสเธอร์ในวัยสิบเจ็ด หรือ สามสิบเจ็ด

สามสิบเจ็ดค่ะ จะถามว่า ทำอะไรอยู่ ชีวิตน่าจะดีมากเลยใช่ไหม ตอนนั้นน่าจะแต่งงานแล้ว แต่งงานแล้วดีไหม ครอบครัวเป็นไงบ้าง โอเคอยู่ใช่ไหม ก็คงประมาณนี้ค่ะ

ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เราจ้องไปที่หน้าจอโทรศัพท์ ภาพของเด็กหญิงวัย 7 ขวบคนหนึ่งปรากฏขึ้น เธอนั่งอยู่หน้ากล้อง พร้อมแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงหวานใสและกังวานในรายการ ‘The Trainer ปั้นฝันสนั่นเวที ปี 5’ 

ต่อหน้าคณะกรรมการดีกรีนักร้อง-นักแสดงแห่งวงการบันเทิงไทย แววตาของเด็กน้อยผู้มาตามหาความฝันหลายคนปะปนไปด้วยความประหม่า แต่ไม่ใช่สำหรับ อ๊ะอาย-กรณิศ เล้าสุบินประเสริฐ ที่เข้าประกวด The Trainer เป็นเวทีแรก วันนั้นเธอโชว์พลังเสียงไปทั้งหมด 3 เพลง ทั้งยังเปลี่ยนชุดบนเวทีและออกท่าเต้นอย่างไม่เขินอาย จนได้ใจกรรมการและคนในห้องอัดไปครอง 

สำหรับใครหลายคน นั่นคือการเปิดตัวเข้าวงการที่น่าจดจำของอ๊ะอาย แต่เด็กสาวคนนี้ยังไม่หยุดความฝันไว้เพียงเท่านั้น ชื่อของเธอถูกพูดถึงมากขึ้นจากรายการ ‘We Kid Thailand เด็กร้องก้องโลก’ หลังขับร้องเพลง ความในใจ ของ สุเทพ วงศ์กำแหง ด้วยเสียงหวานละมุนตามสไตล์ของตัวเองในวัย 11 ปี ก่อนที่ปลาย พ.ศ. 2563 เธอจะทำตามความฝันขั้นแรกได้สำเร็จ โดยการเป็น 1 ใน 7 ไอดอลวงเกิร์ลกรุ๊ป ‘4EVE’ ในฐานะน้องเล็กสุดของวง

หลังจากหวนรำลึกถึงประวัติของอ๊ะอายไปพอประมาณ คนที่เรานึกถึงก็ก้าวผ่านประตูหมุนสีชมพูของร้าน The Cassette Coffee Bar เข้ามาด้วยท่าทางสดใส

เราชวนอ๊ะอายพูดคุยถึงตัวตนที่น้อยคนจะรู้ พร้อมแบ่งปันแรงบันดาลใจ และวิธีแบ่งเวลาชีวิตระหว่างการเรียน ร้อง เล่น เต้น นอน ฝัน รวมถึงภารกิจอีกล้านแปดที่ไอดอลวัย 16 ปีคนนี้ทำอยู่ทุกวันตลอดเวลาเกือบ 10 ปีในวงการ โดยชีวิตไม่พังและยังบาลานซ์อยู่

เรียน ร้อง เล่น ฝัน ชีวิตที่ทำมาทุกอย่างของ 'อ๊ะอาย กรณิศ' ไอดอลน้องเล็กวง 4EVE
เรียน ร้อง เล่น ฝัน ชีวิตที่ทำมาทุกอย่างของ 'อ๊ะอาย กรณิศ' ไอดอลน้องเล็กวง 4EVE

01
Aheye is on duty

ได้ยินว่าตารางงานของคุณแน่นมาก เดือนล่าสุดต้องทำงานกี่วัน และทำงานอะไรบ้าง

โห! ช่วงนี้มีเตรียมงานของวง 4EVE เตรียมเพลงใหม่ แล้วก็งานละคร ตอนนี้หนูมีกองละครอยู่ 4 กอง ถ้าเปิดตารางงานมาดูก็จะเจอชื่อเรียงกันเลยเป็น อ๊ะอาย อ๊ะอาย อ๊ะอาย ยาวไป 7 วัน (หัวเราะ) แต่กองเขาก็ไม่ได้เอาเวลาของเราไปทุกวันหรอกค่ะ เขาล็อกไว้ก่อน เราอาจจะไม่ได้พักทั้งวัน แต่ก็มีช่วงเวลาว่างระหว่างงาน แค่ได้เล่นโทรศัพท์ก็เหมือนได้พักแล้ว ส่วนวันนี้ไม่มีงานค่ะ หนูไปนวดมา เพราะเพิ่งเรียนพายเรือไปใช้ถ่ายละคร ตอนนี้ถ่ายละครเยอะที่สุด

คุณอยู่ในวงการบันเทิงมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ เป็นทั้งนักร้อง นักแสดง เคยเดินแบบ และพากย์เสียง ทำไมถึงทำงานมากมายและหลากหลายขนาดนี้

เราไม่รู้เลยจริง ๆ ค่ะ พอมีโอกาสเข้ามาเราก็ทำ อย่างเดินแบบ คุณแม่เป็นคนพาไป เพราะวันนั้นว่างพอดี เลยลองพาไปสมัครดู แต่เราก็สนุก แอบติดใจอยู่นะ เพราะอยู่ดี ๆ ก็ได้ไปเดินเฉิดฉายให้คนอื่นมอง

จากงานทั้งหมดที่ทำมา คุณชอบงานไหนมากที่สุด

ยากเลยค่ะ อันดับหนึ่งคงจะเป็นเกิร์ลกรุ๊ปก่อน สองคือนักแสดงละครเวที สามคือนักแสดงทั่วไป การแสดงทั้งสองอย่างมันคนละแนวกัน ถึงทักษะที่ใช้จะคล้ายกันบ้าง อย่างเรื่องการโปรเจกต์เสียง แต่ถ้าเป็นละครเวที เราได้ทำทั้งร้องและแสดงไปพร้อมกัน 

มีละครเวทีเรื่องไหนที่คุณอยากจะลองเล่นสักครั้งไหม

รักจับใจ เดอะโรแมนติกมิวสิคัล ที่ พี่บี้ (สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว) เล่นคู่กับ พี่หนูนา (หนึ่งธิดา โสภณ) เราเป็นแฟนคลับพี่หนูนา ก็เลยอยากลองเล่นเรื่องเดียวกับเขาค่ะ ชอบมานานแล้วตั้งแต่เพลง แค่หลับตา บ้านเราฟังเพลงวนอยู่แค่ 2 คน ไม่พี่หนูนาก็พี่บี้

เรียน ร้อง เล่น ฝัน ชีวิตที่ทำมาทุกอย่างของ 'อ๊ะอาย กรณิศ' ไอดอลน้องเล็กวง 4EVE

พูดถึงการทำงานในวงการตลอดเวลาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา อะไรทำให้คุณมีงานเข้ามาไม่ขาด ศิลปินหลายคนยังไม่มีงานเข้าต่อเนื่องขนาดนี้

คงเป็นเพราะผู้ใหญ่ให้โอกาส พอเราไปงานหนึ่งก็ได้ทำความรู้จักกับผู้ใหญ่ เขามีคอนเนกชันส่งเราไปต่อเรื่อย ๆ ก็เลยได้วนเวียนอยู่ในวงการตลอดมา

จำได้ว่าครั้งแรกคือตอนไปประกวดรายการ The Voice kids Thailand แล้วคุณแม่ก็พาไปประกวดเดินแบบ เจ้าของห้องเสื้อเขาเลยชวนไปออดิชันละครเวที สี่แผ่นดิน ต่อ ซึ่งลูกของเขาเล่นเมื่อปีที่แล้ว พอเขาเห็นว่าเราเองก็ร้องเพลงได้จึงแนะนำ แต่อย่าง 4EVE ตอนนั้นคือเราสนใจเรื่องการเต้นและชอบไอดอลเกาหลีเลยลองไปสมัครดู เพราะเห็นว่าเป็นช่อง Workpoint ซึ่งเราเคยร่วมงานกับเขามาแล้วในรายการ We Kid Thailand 

หลังจากได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวง 4EVE ความเป็นน้องเล็กของทีมมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง

ดีตรงที่พี่ ๆ คอยดูแลตลอดเวลา เขาจะเอ็นดูเราว่าเป็นน้องเล็กตลอดกาลและตลอดไป บางทีซื้อของกินมารวม ๆ กัน ก็จะชวนเรามากเป็นพิเศษ กินอีกสิ กินอีกไหม แต่ข้อเสียคือ มีข้อจำกัดบางอย่างที่พี่ ๆ ทำได้แล้ว แต่เรายังทำไม่ได้ เช่น เข้าไปรายการครั้งแรก พี่ที่มีประสบการณ์ เขาจะมีเวลาในการซ้อมเต้นมาก่อนหน้านี้ แต่เราเพิ่งเข้ามา เรายังเด็ก ก็ต้องพัฒนาการเต้นให้เท่ากับพี่เขาให้ได้ ซึ่งสกิลล์ที่ยากที่สุดสำหรับเราคือการเต้น ไม่ถนัดเลย วงเรามีกัน 7 คน ยังถือเป็นจำนวนที่น้อยอยู่ พอต้องยืนเต้นรวมกัน มันจะต้องสามัคคีกันให้ได้ ต้องกลมกลืน

ตอนซ้อมรวมก็ยาก กลัวว่าจะเข้ากับพี่ ๆ ไม่ได้ แต่พอสุดท้ายได้ซ้อมด้วยกันเรื่อย ๆ ตอนนี้หนึ่งปีครึ่งแล้วก็ไม่รู้สึกว่ามีอะไรต้องกังวล พวกเราเชื่อมโยงกันด้วยกระแสจิตค่ะ (หัวเราะ) มันมีจริง ๆ ที่บางทีเราก็ทำท่าเหมือนกันโดยไม่ได้นัดหมาย

ฟังดูสนุกมาก แต่ถ้าตอนนั้นคุณไม่ได้สมัครรายการ 4EVE คุณจะกำลังทำอะไรอยู่

คงจะไล่ออดิชันตามค่ายเพลง เพราะช่วงนั้นเราอินกับเกาหลีมาก ตอนนี้อินกับวง NCT และ ENHYPEN แต่วงแรกที่ทำให้เราอยากเป็นศิลปินเกิร์ลกรุ๊ปคือ BLACKPINK ตอนแรกค่าย YG เคยติดต่อให้มาลองร่วมงานออดิชันที่จัดขึ้นในประเทศไทยดู เพราะช่วงนั้นมีโควิด-19 แล้ว ตอนที่เขาติดต่อมา เราไม่ได้รู้จัก K-POP เลย แต่เรารู้สึกตื่นเต้นและเห็นความแปลกใหม่เลยลองไปศึกษาดู กลายเป็นชื่นชอบ BLACKPINK ก่อนวงแรก

เวลาในวงการของคุณผ่านไปเกือบ 10 ปีแล้ว อะไรคือความสุขที่สุดที่คุณได้รับ

การเห็นคนดูมีความสุข ล่าสุดคือขึ้นเวทีไปแล้วเห็นคนมารอเราเยอะมาก ยกตัวอย่าง วันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมาเป็นงานเปิดตัววง ATLAS พวกเราขึ้นไปโชว์เป็นแขกรับเชิญ มีคนมาเชียร์และตะโกน 4EVE กันใหญ่ ด้วยความที่เราเปิดตัวมาในช่วงโควิด-19 เราจึงได้เจอคนดูไม่บ่อย แต่รอบนั้นคนดูเยอะมากจนเราตกใจ รู้สึกภูมิใจมาก

แล้วอะไรคือสิ่งที่คุณไม่ชอบที่สุดในชีวิตการทำงาน

เราไม่ชอบตอนที่ต้องเลือกงานใดงานหนึ่ง สมมติว่าเป็นงานที่ติดกัน มันรู้สึกเหมือนเราต้องทิ้งโอกาสใดโอกาสหนึ่งไป สำหรับเราโอกาสเป็นสิ่งสำคัญจึงอยากคว้าไว้ แต่ช่วงนี้เกิดขึ้นบ่อยเลยค่ะ (หัวเราะ) จริง ๆ มีหลายงานที่เลือกลำบาก ตั้งแต่ก่อนที่เข้ามาเป็น 4EVE มีค่ายเพลงติดต่อมาพร้อมกัน นั่นคือการเลือกครั้งใหญ่ แต่ก็ทำให้เราได้มายืนตรงนี้

คุณเจอคนในวงการบันเทิงมามากมาย มีใครที่คุณแอบ ‘ดูเทคนิค จดจำ และนำไปใช้’ บ้างไหม

คนแรกคือพี่หนูนาอีกแล้ว พี่เขาน่ารักมาก ร้องเพลงดี เล่นละครเวทีและแสดงได้ด้วย เป็นคนแรกที่เราจดจำและนำไปใช้ ยกตัวอย่าง ตอนเล่นละครเวที พี่หนูนาจะมีความนิ่ง แต่สื่อสารออกมาได้ด้วยสายตาและการมอง ตอนนั้นเลยได้รู้ว่า การสื่อสารแบบนิ่ง ๆ ก็กินใจคนดูได้เหมือนกัน

นอกจากนี้ก็มี จีซอง วง NCT ด้วยความที่เราเป็น NCTzen เลยตามไปดูประวัติเขาตั้งแต่เด็ก ๆ ก็ยิ่งชอบเข้าไปอีก เพราะเขาทำงานตั้งแต่ยังเด็กเหมือนกับเรา เขาเคยพูดในไลฟ์ประมาณว่า เขาเองก็ไม่ได้มีเพื่อนในโรงเรียนเยอะนัก ส่วนมากจะเป็นเพื่อนในวงการ เรารู้สึกว่า เหมือนเราเลย! เราไม่ค่อยได้ไปโรงเรียนเหมือนกัน เขาเก่งนะที่ประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้ บางวันที่เราท้อ พอคิดว่าเขาทำได้ เราก็ต้องทำได้เหมือนกัน

เรียน ร้อง เล่น ฝัน ชีวิตที่ทำมาทุกอย่างของ 'อ๊ะอาย กรณิศ' ไอดอลน้องเล็กวง 4EVE

02
Possible life balance

เห็นคุณมีงานเยอะขนาดนี้ หลายคนอยากจะรู้ว่าคุณบาลานซ์ชีวิตการเรียนและการทำงานอย่างไร

ตอนนี้เรียนออนไลน์เลยยังโชคดีค่ะ เพราะถ้าเรียนออนไซต์อาจจะต้องลาเลย แต่ถ้าเป็นออนไลน์ เราพกไอแพดไปออกกองได้ อย่างช่วงก่อนที่จะมีโควิด-19 เราเรียนในโรงเรียนโดยที่ต้องจัดตารางงานให้อยู่วันเสาร์-อาทิตย์ หรือช่วงเย็นเป็นต้นไปให้เรียนจบวันก่อน

เราพยายามทำให้การเรียนกับการทำงานไปด้วยกันให้ได้ ก็เหนื่อยอยู่นะคะ แต่มันเป็นสิ่งที่เราอยากทำเลยต้องทำให้ได้ ถึงอย่างนั้นเราก็ไม่เคยโดดงานไปเรียน และไม่เคยโดดเรียนไปทำงานเหมือนกันค่ะ เพราะก่อนจะโดดคือลามาแล้วเรียบร้อย (หัวเราะ)

คุณเอาเวลาช่วงไหนทำการบ้าน ไหนจะอ่านหนังสือสอบอีก

ถ้าเป็นช่วงที่เล่นละครเวที เราก็เอาหนังสือยัดใส่กระเป๋าไปนั่งอ่านระหว่างรอเข้าซีนเลย ใช้เวลาให้คุ้ม ระหว่างบทกับหนังสือที่อ่าน เราก็พยายามจะไม่สับสนกับมัน ถือว่าเวิร์กนะคะ จำได้อยู่ ถึงผลการเรียนที่ออกมาจะไม่ได้สูงเลิศเลอเหมือนคนอื่น แต่มันอยู่ในจุดที่พอใจและเรียนต่อได้

มีวิชาที่ชอบเป็นพิเศษไหม

จริง ๆ ชอบวิชาภาษาไทย ชอบแต่งกลอน แต่พอขึ้นมัธยมปลายมาก็รู้สึกว่ายากแล้ว เลยเปลี่ยนไปชอบดนตรีแทน มันยากด้วยตัววรรณคดีที่เพิ่มขึ้นมา ชื่อจำยากจนรู้สึกว่าอะไรกันคะเนี่ย แต่ถึงจะชอบก็ไม่ได้อยากเป็นครูภาษาไทยนะคะ คิดว่าไม่น่ารอด

สนทนาค้นหาตัวตนกับ ‘อ๊ะอาย กรณิศ’ และชีวิตที่เก็บไว้ทั้งการงาน-การเรียน เพราะมีหลายอย่างที่อยากทำ

อะไรคือสิ่งที่คุณชอบทำเพื่อพักผ่อนยามว่าง

เราชอบฟังเพลง จะหาเพลงใหม่ฟังตลอด ไปถามคนอื่นด้วยว่ามีเพลงอะไรแนะนำไหม แล้วก็เปิดฟังไปเรื่อย ๆ สบาย ๆ

นอกจากบาลานซ์ชีวิตการเรียนและการทำงาน คุณบาลานซ์ชีวิตวัยรุ่นทั้งเรื่องเพื่อนและเรื่องเที่ยวอย่างไร

ถ้าเรื่องเพื่อน เราไม่ค่อยกังวลเท่าไหร่ อยู่ในวงการก็มีเพื่อนได้ แถมคิดว่าวงการทำให้เรามีเพื่อนเพิ่มขึ้นด้วย มีคนอยากเข้าหาเรามากขึ้น แต่ที่สนิทที่สุดก็คือ 4EVE เพราะเราใช้เวลาอยู่ด้วยกันตลอด ไปเที่ยว ทำงาน ถ่ายรายการ ซ้อมเต้น อยู่กับพี่ ๆ 4EVE มากกว่าคนในบ้านอีก เจอทุกวัน แต่ก็มีที่ตรงกันข้ามบ้างที่คนไม่กล้าเข้าหาเรา ส่วนเวลาไปโรงเรียนเพื่อนก็ไม่ได้กรี๊ดกร๊าดเราแบบจริงจัง จะออกแนวแซวมากกว่าว่า 4EVE มาโรงเรียนด้วย 

สำหรับเรา การได้อยู่กับเพื่อนมันดีมาก และน่าจะเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้เรานอนดึกที่สุด เพราะเราจะได้ไปเที่ยวด้วยกัน ใช้เวลาอยู่ด้วยกันให้มากที่สุด

ส่วนเรื่องเที่ยว เราก็อาศัยเที่ยวตามกองเอาค่ะ สมมติกองไปถ่ายที่ภูเก็ต เราก็ไปเที่ยวภูเก็ตพร้อมทำงานไปด้วย หรือเวลาไปเที่ยวคาเฟ่เหมือนวัยรุ่นทั่วไปเราก็มีนะคะ แต่ว่าค่อนข้างน้อยเลย พี่ ๆ ในวงก็บอกว่าเดี๋ยวจะเลี้ยงข้าวนะ แต่เราเองต้องไปหาเวลาว่างก่อน เราก็บอกได้ค่ะพี่

ถ้าต้องนัดเพื่อนมาเที่ยว คุณชอบนัดเจอเพื่อนที่ไหน

สยามนี่แหละค่ะ เพราะเป็นที่ที่ใครหลายคนมา ไม่ได้กลัวว่าแฟนคลับหรือใครจะเจอเราเดินอยู่ ถ้าเขาอยากเข้ามาทักก็ทักได้เลย ยินดีมาก ๆ ที่เข้ามาทักทายกัน

ถ้าเป็นต่างจังหวัด ตอนนี้อยากจะไปเที่ยวที่ไหนที่สุด

ชลบุรีค่ะ หนูชอบไปทะเลมากกว่าภูเขา ตอนนี้อยากไปสัมผัสหาดทราย

ตอนนี้คุณอาจจะยังไม่มีเวลาไปพักผ่อนบนหาดทราย รู้สึกเครียดกับชีวิตที่ตารางงานจัดเต็มตลอดบ้างไหม

ไม่เครียดเลยค่ะ เราอยู่กับมันได้

สนทนาค้นหาตัวตนกับ ‘อ๊ะอาย กรณิศ’ และชีวิตที่เก็บไว้ทั้งการงาน-การเรียน เพราะมีหลายอย่างที่อยากทำ
สนทนาค้นหาตัวตนกับ ‘อ๊ะอาย กรณิศ’ และชีวิตที่เก็บไว้ทั้งการงาน-การเรียน เพราะมีหลายอย่างที่อยากทำ

03
Insight Aheye

ถ้าพูดถึงตัวตนของคุณ อะไรคือความแตกต่างระหว่างคุณตัวจริง กับคุณที่เห็นเวลาสัมภาษณ์ในสื่อ

ถ้ากำลังให้สัมภาษณ์แล้วอยู่กับวง แฟนคลับหลายคนจะบอกว่าเราค่อนข้างคีพลุค ดูนิ่งเวลาออกหน้ากล้อง พูดน้อย เรียบร้อย พูดไม่ทันพี่ ๆ แต่พอมาอยู่ในไลฟ์คนเดียว เราจะคุยได้คล่องเลย ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ตัวจริงพูดคนเดียวเก่งนะ คิดว่าน่าจะเป็นความต่าง

การมีชื่อเสียงน่าจะทำให้คนรู้จักและอยากเข้ามาจีบคุณเยอะ เล่าเรื่องการจีบที่แปลกที่สุดให้ฟังหน่อย

คิดว่าเข้ามาจีบไม่มีนะคะ ส่วนมากเขาจะเข้ามาเป็นเพื่อน ถ้าจะแปลกคือ อยู่ดี ๆ มาเล่นบทเบียว ๆ แบบหมาป่าเดียวดายกับลูกแกะน้อยกับเรา สรุปเราก็งง เขาก็งง (หัวเราะ) แต่จริง ๆ แค่มาทักทายก็ประทับใจแล้วค่ะ

คุณน่าจะมีแฟนคลับที่ติดตามมาตั้งแต่เพิ่งเข้าวงการ มีความประทับใจอะไรเป็นพิเศษกับพวกเขาบ้างไหม

มีค่ะ มีคนทำกล่องดนตรีใส่เพลงให้ พอเปิดกล่องมาก็เจอรูปเรา ส่วนอีกคนให้สมุดเล่มเล็กที่ด้านในมีภาพโพราลอยด์ท้องฟ้าของทุก ๆ วันตลอด 1 เดือน ของทั้งหมดที่แฟนคลับให้หนูเก็บไว้ในห้องนอนเลยทุกชิ้น ถ้าเป็นกระดาษที่เขียนมาให้เรา เราก็จะมีแฟ้มเก็บเอาไว้ นี่คือจดหมายจากทุกคน

แฟนคลับหลายคนติดตามมาจาก We Kid ลากยาวมาเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบัน บางคนก็เพิ่งรู้จักจากวง 4EVE อายุเยอะที่สุดก็ประมาณ 60 ได้ค่ะ คุณยายมากับหลาน หลานบอกว่าคุณยายชอบเรามากเลย หลังจบรายการ We Kid เรากับเพื่อน ๆ ไปทำคอนเสิร์ตการกุศลกัน และก็ได้เจอคุณยายครั้งแรกที่นั่น 

เวลาคุณเสิร์ช Google เกี่ยวกับตัวเอง คุณเจออะไรบ้าง

เราก็จะพิมพ์ไปเลยว่า อ๊ะอาย กรณิศ แล้วเลื่อนดู ส่วนมากจะเป็นสกู๊ปข่าว อ๊ะอายเปิดตัวละครเรื่องใหม่ ก็เข้าไปอ่านเรื่อย ๆ

ย้อนกลับไปช่วงที่คุณเป็นไวรัลจากเพลง ความในใจ รายการ We Kid คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อเห็นคลิปตัวเองกระจายอยู่ในทุกสื่อ และนั่นคือการค้นพบว่าตัวเองมีชื่อเสียงแล้วหรือเปล่า

โห! ความรู้สึกแรกคือ ทำไมเราเจอคลิปตัวเองอีกแล้ว เราไม่ได้คิดว่ามันไวรัล ด้วยความที่เป็นเด็กอายุแค่ 11 ขวบ เราไม่รู้ว่าตอนนั้นมันดังมากขนาดไหน แต่ยังไม่รู้สึกว่าเรามีชื่อเสียงแล้วนะคะ เราแค่คิดว่าถ้าไปโรงเรียนเพื่อนน่าจะเห็นแล้วทักแน่ ๆ แต่ในความเป็นจริง เพื่อนไม่ทักค่ะ (หัวเราะ) คนที่เห็นน่าจะเป็นพ่อแม่เพื่อนมากกว่า

สนทนาค้นหาตัวตนกับ ‘อ๊ะอาย กรณิศ’ และชีวิตที่เก็บไว้ทั้งการงาน-การเรียน เพราะมีหลายอย่างที่อยากทำ

ในรายการ The Trainer ถ้าคุณได้เป็นเมนเทอร์ของตัวเองในวัย 7 ขวบ คุณจะบอกกับเด็กคนนั้นว่าอย่างไร

หนูแซ่บมากลูก หนูใส่เสื้อคลุมสีดำ เปลี่ยนชุดกลางเวที เต้นไก่กา แต่ก็พยายามต่อไปนะ หนูแซ่บแล้ว แค่ต้องยิ้มเยอะ ๆ เพราะหนูร้องเพลงหน้านิ่งมาก ตอนนั้นก็ถูกบอกให้ยิ้ม แต่บางทีเราก็ทำหน้าบึ้ง นึกได้ก็ยิ้มใหม่ แล้วก็นิ่ง แล้วก็ยิ้มอยู่แบบนั้น

ยังจำความฝันตอนอายุ 7 ขวบได้ไหม ตอนนี้คุณอยู่ในจุดที่ฝันไว้แล้วหรือยัง

ความฝันในตอนนั้นคืออยากร้องเพลงเฉย ๆ เลยค่ะ ยืนอยู่บนเวทีร้องเพลงให้ทุกคนฟัง เท่านั้นเลย ตอนนี้ก็อยู่ในจุดที่ฝันไว้แล้ว แต่ฝันของเราไม่ได้หยุดแค่นั้น ถ้าต่อยอดจากความฝันในการร้องเพลงทุกวัน เพราะอยากเป็นนักร้อง ตอนนี้เราอยากเป็นนักร้อง ร้องเพลง ยืนอยู่บนเวที และทำให้คนดูมีความสุขเพิ่มขึ้น ถ้าเป้าหมายสูงสุดในตอนนี้ก็คืออยากไปแสดงต่างประเทศ

ปัจจุบันคุณมีงานเข้ามาเยอะมากและคุณแม่เป็นคนช่วยจัดตารางงานให้หลายอย่าง ถ้าคุณแม่ลาพักร้อนสักหนึ่งอาทิตย์ ชีวิตของคุณจะเป็นอย่างไรบ้าง

ปกติจะเราจะอยู่กับครอบครัวเยอะมาก โดยเฉพาะช่วงนี้ คุณแม่ก็ไปกองละครด้วยกัน พักกองก็จะเจอคุณแม่ ถ้าคุณแม่ลาพักร้อน แล้วสมมติว่าไม่มีงาน หนูก็คงจะนอนดูอนิเมะอยู่ห้อง เพราะปกติจะเปิดดูช่วงกินข้าว เรื่องที่ชอบ เช่น My Hero Academia, Shaman King หรือไม่ก็ Demon Slayer: Kimetsu no Yaiba ส่วนมากจะเป็นญี่ปุ่น ถ้าเป็นของฝรั่งจะดูไม่ค่อยจบ 

ส่วนมังงะไม่ค่อยมีเวลาอ่านเลย พอดูอนิเมะแล้วก็จะนอนกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนเตียงทั้งอาทิตย์ ไหน ๆ ก็ไม่มีงานทั้งที แต่ถ้ามีงานเข้ามาใหม่ เราต้องรีบบอกพี่เออาร์ทางวงก่อน ไม่ใช่อะไรนะคะ ให้พี่เขาจองรถตู้ให้ เพราะไม่มีใครไปรับไปส่ง (หัวเราะ)

ต่อจากนี้อีก 10 ปีข้างหน้า คุณมองเห็นตัวเองอยู่ในจุดไหน

ปีนี้หนูจะอายุ 17 ปี อีก 10 ปี ก็อายุ 27 หนูอยากให้ตัวเองยังชอบร้องเพลงอยู่แบบนี้ไปเรื่อย ๆ หวังว่าจะเก่งขึ้นกว่าตอนนี้ ที่บอกแบบนั้นเพราะตอนนี้งานละครเข้ามาเยอะมาก แอบกลัวว่าจะลืมว่าเราเคยร้องเพลงได้ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้มีปัญหาอะไรนะคะ เราแค่อยากทำอะไรได้หลายอย่าง อ้อ! และหนูก็หวังว่าอีก 10 ปีข้างหน้าจะแต่งเพลงเป็นแล้ว หนูอยากลองแต่งเพลงให้ทุกคนฟังแล้วรู้สึกทัชหัวใจบ้าง

พอเราอยู่วง 4EVE เราจะเจอโปรดิวเซอร์เก่ง ๆ เขาจะส่งเดโมมาให้เราฟัง เรารู้สึกว่าอันแรกที่ส่งมามันก็ดีแล้ว แต่ทำไมพอเขาแก้มาอีกแล้วมันดีขึ้นเรื่อย ๆ เราชอบความที่หนึ่งเพลงมันไปได้ไกลและหลากหลาย เราเลยอยากลองแต่งเพลงให้ได้เองบ้าง เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกถึงคนฟังและเราเองก็ได้ร้องเพลงของเรา

สนทนาค้นหาตัวตนกับ ‘อ๊ะอาย กรณิศ’ และชีวิตที่เก็บไว้ทั้งการงาน-การเรียน เพราะมีหลายอย่างที่อยากทำ

ขอบคุณสถานที่

ร้าน The Cassette Coffee Bar 

สยามสแควร์ ซอย 3 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

เปิดทุกวัน 10.00 – 20.00 น.

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load