ในวันที่ละครเรื่อง วิมานทราย ออกอากาศเป็นวันแรกทางช่อง one31 The Cloud ได้รับคำชวนให้มานั่งคุยกับ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา นางเอกของเรื่อง ตอน 5 โมงเย็นที่แกรมมี่

เอสเธอร์เริ่มต้นเข้าวงการบันเทิงจากการถ่ายแบบให้นิตยสารวัยรุ่นตอนอายุ 12 ปี เล่นโฆษณาตอนอายุ 14 ปี แล้วรับบทนางเอกครั้งแรกทางช่องสาม ตอนอายุ 17 ปี ผลงานที่ทำให้เธอเป็นที่รู้จักคือละครเรื่อง สุภาพบุรุษจุฑาเทพ ตอน คุณชายรณพีร์

พอหมดสัญญาเธอก็ตัดสินใจผันตัวมาเป็นนักแสดงอิสระ แล้วก็โด่งดังเป็นพลุแตกจากละครเรื่อง เล่ห์รตี ทางช่อง one31

พีอาร์ประจำช่องเดินมาขอโทษ บอกว่านัดหมายวันนี้จะล่าช้าออกไปหน่อย เพราะยังสัมภาษณ์คิวก่อนหน้าไม่เสร็จ เธอให้สัมภาษณ์สื่อติดกันมาตั้งแต่เช้า หลังจากนี้ก็ยังมีคิวต่อ ผมไม่มีปัญหาอะไร เพราะไม่ได้มีนัดหมายอะไรต่อ

อีกพักใหญ่ ๆ เอสเธอร์ก็เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม แต่แววตาดูเหมือนจะเหลือแบตเตอรี่ขีดสุดท้าย เธอขอใช้พลังงานก้อนนี้ถ่ายรูปให้เสร็จก่อน

เราได้เริ่มคุยกันช่วงหัวค่ำในวันอันหนักหน่วงของเธอ แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ซ่อนความเหนื่อยล้าไว้หลังเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม

เอสเธอร์เป็นคนพูดตรง คิดอย่างไรเธอก็ตอบอย่างนั้น ถ้าอ่านแค่ตัวอักษรอาจรู้สึกว่า ทำไมดุจัง แต่ถ้าได้นั่งคุยอยู่ด้วยกัน จะเห็นว่าเธอเล่าทุกเรื่องอย่างสนุกสนาน ตามประสาสาวขี้เล่น

มาทำความรู้จักเอสเธอร์ในมุมที่คุณอาจจะไม่เคยรู้จักมาก่อนไปพร้อม ๆ กัน

นักเล่นเกม นักปลูกต้นไม้ ความรัก และชีวิตหลังหน้าจอของนางเอก เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา

วันนี้คุณให้สัมภาษณ์มากี่รอบแล้ว

น่าจะเจ็ดนะคะ แล้วก็ยังมีอีกสื่อเป็นสื่อที่แปด

คุณเคยให้สัมภาษณ์สื่อสูงสุดวันละกี่ราย

หนูว่าวันนี้นะคะ

ดาราบางคนชอบคุยกับสื่อ บางคนก็ไม่ชอบเลย คุณอยู่ในกลุ่มไหน

ครึ่ง ๆ ค่ะ บางคนคุยสนุกหนูก็ชอบคุย แต่บางคนก็อาจจะไม่ได้ฟังเราพูด เขาก็จะถามแล้วถามอีก เราก็คิดในใจ เอ้า เพิ่งตอบไป เอ๊ะ พี่ได้ฟังหรือเปล่า (หัวเราะ) ถ้าเป็นแบบนี้ก็คิดว่า เมื่อไหร่จะเสร็จสักที หรือบางคนก็อาจจะยิงคำถามตรงเกินไป เช่น ทำตรงนี้ได้เงินเท่าไหร่ เอ๊ะ ในชีวิตจริงเราก็ไม่ถามเพื่อนว่าได้เงินเดือนเท่าไหร่นะ อย่างน้อยก็ถามว่าได้กี่หลักก็ยังดี เราอาจจะสบายใจที่จะตอบกว่า

คุณให้สัมภาษณ์สื่อมาสิบปี ช่วยรีวิวการสัมภาษณ์ของสื่อให้ฟังหน่อย อะไรคือสิ่งที่เหมือนเดิม และอะไรคือสิ่งที่เปลี่ยนไป

ถามเรื่องแฟนเหมือนเดิมค่ะ กับ พี่เคน (ภูภูมิ พงศ์ภาณุภาค) ก็เกือบจะเจ็ดปีแล้ว ทุกปีก็ต้องถาม ความรักเป็นยังไงบ้าง ๆๆๆๆ (หัวเราะ) สิ่งที่ต่างคือมันจะเป็นสเต็ปค่ะ ช่วงนี้ศึกษากันอยู่ค่ะ ดีค่ะ ลงตัวค่ะ ช่วงนี้มีปัญหานิดนึงค่ะ ก็พยายามปรับแก้อยู่ค่ะ ช่วงนี้ไอจีรูปหายนะคะ เกิดอะไรขึ้นคะ มีแผนจะแต่งงานหรือยังคะ จะมีลููกไหม ก็ครบเจ็ดปีพอดีค่ะ (หัวเราะ)

ถ้าเราไม่คุยกับเอสเธอร์เรื่องงาน แฟน ต้นไม้ คุยเรื่องอะไรถึงจะสนุกที่สุด

เรื่องเล่นเกมค่ะ (หัวเราะเสียงดัง) หนูชอบเล่นเกม หนูติด ROV แล้วหนูก็เพิ่งจะเริ่มเล่น Dota

นักเล่นเกม นักปลูกต้นไม้ ความรัก และชีวิตหลังหน้าจอของนางเอก เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา
นักเล่นเกม นักปลูกต้นไม้ ความรัก และชีวิตหลังหน้าจอของนางเอก เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา

ก๊วนตีป้อมของคุณมีใครบ้าง

มีหลายกลุ่มค่ะ เริ่มจากน้องชายของตัวเอง แฟนตัวเอง ขยับมาอีกก็เป็นแก๊งในหมู่บ้าน ซึ่งเป็นเพื่อนของน้องชาย แล้วก็เพื่อนในเกม

เพื่อนในเกมรู้ไหมว่าเราคือเอสเธอร์

รู้ค่ะ มีช่วงนึงที่ไอดีในเกม หนูตั้งชื่อหนู เขาก็ เอ๊ะ ใช่ไหม เราก็ไม่ได้ฟันธงว่าใช่ไหม เล่นด้วยกันบ่อย ๆ เขาก็รู้แหละว่าเป็นเรา ทุกวันนี้สามทุ่ม หนูจะหยิบโทรศัพท์มาเล่นเกมอยู่บนเตียงนอน ถ้าไม่ได้ทำงานนะคะ

มันสนุกตรงไหน

มันเป็นเกมที่เราช่วยกันเล่น แม้ว่ารูปแบบการเล่นจะเหมือนเดิม แต่ทุุกครั้งมันไม่เหมือนเดิม บางทีเราจะแพ้แล้วแต่ก็พลิกกลับมาชนะได้วินาทีสุดท้าย เวลาเพื่อนผู้ชายเล่น เขาจะพูดกันไม่หยุด พูดอะไรตลก ๆ เราก็ชอบฟัง หนูเล่นมาห้าปีแล้ว ตั้งแต่เปิดตัวใหม่ ๆ ถึงวันนี้ก็ยังเล่นอยู่ พี่เคนที่ติดก่อน เลิกเล่นไปแล้ว จนหนูต้องไปหาเพื่อนเล่นเอง

เก่งไหม

เซียนพอใช้ได้เลย หนูอยู่แรงค์คอนฯ (ลำดับที่ 7 จาก 8) แต่มีแค่ยี่สิบดาว ขี้โม้ไหมคะ (หัวเราะ)

การโตมาในบ้านที่คุณพ่อเป็นคนไทย คุณแม่เป็นคนมาเลเซีย พิเศษกว่าบ้านอื่นยังไงบ้าง

คุณแม่เป็นคนที่ค่อนข้างเปิดกว้าง เรื่องขนบธรรมเนียมมารยาทอาจจะหยวน ๆ กันได้ บ้านอื่นอาจจะไม่กล้าใช้เท้าเหยียบปุ่มพัดลม แต่บ้านหนูใช้เท้าเหยียบได้ไม่เป็นไร ชิลล์ ๆ

คุณเล่นโฆษณาครั้งแรกตอนอายุสิบสี่ จำความรู้สึกตอนแคสต์งานผ่านได้ไหม

จำได้ค่ะ หนูแคสต์เป็นร้อยงานกว่าจะได้ มันมีอยู่สองช่วง ช่วงแรกแคสต์เป็นร้อยงานไม่ได้เลย จนหยุดไปช่วงนึง ไปจัดฟันจนใกล้จะเสร็จแล้ว กลับมาแคสต์อีกทีก็ได้ เป็นโฆษณาโคโลญจน์ ตอนที่เขาบอกว่าได้ เราก็ จริงเหรอ งง ๆ แต่ดีใจมาก ตอนเห็นตัวเองในทีวีก็ตื่นเต้นมาก เราโผล่มาแค่วินาทีเดียว มีผู้หญิงห้าหกคน เราอยู่รั้งท้าย แทบไม่เห็นเลย เมื่อก่อนไม่มียูทูบเราก็ต้องรอดูช่วงโฆษณา ว่าจะมีโฆษณาเรามาไหม พอโฆษณามาเราก็ มาแล้ว ๆ พ่อแม่ก็ตื่นเต้นมาก ลูกฉันเล่นโฆษณา

ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี

คุณเล่นละครตอนตั้งแต่อายุสิบเจ็ด การเริ่มทำงานหนักตั้งแต่ตอนนั้น ส่งผลต่อชีวิตวัยรุ่นไหม

ถ้ามองกลับไปก็ส่งผลนะ อย่างเรื่องการเรียน หนูแทบไม่ได้เรียนเลย หยุดเรียนหลายวัน พอกลับไปก็ตามไม่ทัน ตอนสอบเราก็ว่างเปล่ามาก ไม่รู้เรื่อง เป็นแบบนี้จนถึงเรียนจบเลย ตารางงานก็แน่น มันทำให้เราไม่สนิทกับเพื่อน ไปเรียนก็ไม่รู้จะอยู่กลุ่มไหน ถ้าเป็นชีวิตวัยรุ่น ก็อาจจะไม่ได้มีปัญหามาก บางครั้งที่เพื่อนไปเที่ยวกันเยอะ ๆ เราก็อยากไปบ้าง แต่ไปไม่ได้เพราะติดงาน ชีวิตช่วงนั้นแทบไม่ค่อยได้ใช้ชีวิตค่ะ ชีวิตมันวนลูป ทำงานเสร็จกลับบ้านนอน ตื่นเช้าเอาใหม่ วนแบบนี้หลายปี นาน ๆ ได้ไปดูหนังกับเพื่อนสักที เราก็ดีใจมาก แต่คุณแม่ก็ไปรับไปส่งตลอด

ตอนนี้คุณสนิทกับเพื่อนกลุ่มไหนที่สุด

มีเพื่อนคนเดียวค่ะ เพื่อนที่สนิทมาก ๆ รู้ทุกอย่างมีแค่คนเดียว เป็นเพื่อนตั้งแต่สมัย ม.สาม แล้วก็เป็นคนนี้คนเดียวจนถึงทุุกวันนี้

คุณไม่ค่อยมีเวลาให้เพื่อนเหรอ

หนููก็ไม่รู้เหมือนกัน เรื่องเวลาอาจจะเกี่ยว แล้วก็เป็นคนที่เปิดใจหมดเปลือกยาก ส่วนมากเป็นเพื่อนคุยเล่น เพื่อนที่ทำงาน ไม่ได้ลงลึกเรื่องครอบครัว เป็นแบบนั้นซะเป็นส่วนใหญ่

ไม่มีกลุ่มเพื่อนสนิทที่เป็นดาราด้วยกันเหรอ

ไม่มีค่ะ คนนี้เคยทำงานด้วยกัน คุยเรื่องงานได้ คนนี้ออกไปกินข้าวคุยกันแบบผิวเผินได้ ไม่ได้รู้ชีวิตส่วนตัวลึก ๆ ไม่เคยไปที่บ้านเรา หนูเป็นคนที่ไม่ค่อยเปิดตัว ไม่รู้ทำไม อาจจะเป็นการเลี้ยงดูของคุณแม่ตั้งแต่เด็ก ด้วยความที่คุณแม่ค่อนข้างมีระเบียบวินัย ไปไหนมาไหนกับคุณแม่ตลอด เหมือนมีคุณแม่เป็นเพื่อน มีอะไรก็คุยกับคุณแม่ทุกอย่าง

ความสุขที่สุดที่คุณเคยได้รับจากวงการบันเทิงคืออะไร

เงินก้อนแรกค่ะ (หัวเราะ) ตอนนั้นเรายังเด็กมาก ได้เงินมาตอนนั้นมันก็เยอะนะ เราก็ดีใจจังเลย

ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี

แล้วความเจ็บปวดที่สุดที่วงการบันเทิงเคยมอบให้คุณล่ะ

น่าจะเป็นข่าวนะคะ เป็นข่าวที่ไม่ดี แล้วอยู่ดี ๆ ก็มีคนมาคอมเมนต์ว่าเราหนักมาก เป็นเหตุการณ์หนัก ๆ แค่ครั้งเดียวในชีวิต มันมาจากละครที่เราเล่นค่อนข้างดัง มีกระแสคู่จิ้น แฟนคลับก็เชียร์ให้คบกันจริง แล้วมันท่าไหนก็ไม่รู้ อยู่ดี ๆ ก็เหมือนเราผิด มีคนมาคอนเมนต์ว่าเรา แจกสตรอว์เบอร์รี่ทั้งสวนในคอมเมนต์ใต้รูปเรา ก็แปลกดี

ตอนนั้นรู้สึกยังไง

อย่างแรกเลย รู้สึกว่า อะไรวะ (หัวเราะ) แล้วก็ค่อย ๆ ตกตะกอน ก็รู้สึกเสียใจจังเลย มันไม่จริง ไม่ใช่แบบนั้น บางคนพิมพ์เหมือนรู้ดีจังเลย เหมือนเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นแน่นอน แต่มันไม่เคยมีอะไรแบบนี้เกิดขึ้นเลย เราอยู่ในจุดที่จะไปตอบคอมเมนต์เขาก็ไม่ใช่ ด้วยลักษณะนิสัยเราก็จะเครียด จะร้องไห้อยู่คนเดียว

ร้องหนักแค่ไหน

ร้องไห้จนไม่อยากทำงาน ไม่อยากทำอะไร เป็นอยู่ช่วงใหญ่ ๆ เลย จนขอพักทุกอย่างแล้วหนีไปพักร้อนต่างประเทศ สุดท้ายก็กลับมาหายดีหลั่นล้าเหมือนเดิม (หัวเราะ) ตอนนี้แข็งแกร่งมาก เป็นหญิงเหล็กเลยค่ะ

ในชีวิตนักแสดง จุดเปลี่ยนครั้งไหนที่ถือว่าใหญ่ที่สุด

น่าจะเป็นช่วงที่หนูไม่ต่อสัญญา หนูยังเด็กด้วย ตอนนั้นรู้สึกว่า เราไม่มีสิทธิ์ในการเลือกรับงานเลย ก็คิดว่าจะต่อสัญญาดีไหม ถ้าต่อก็อาจจะไม่มีความสุข ถ้าไม่ต่อแล้วจะมีงานไหม ตอนนั้นคิดถึงขั้นว่า ถ้าไม่ต่อแล้วไม่มีใครจ้างเรา ไม่ได้เล่นละครต่อ ก็เรียนให้จบแล้วไปทำอย่างอื่น ก็ตัดสินใจไม่ต่อสัญญา มันจะเป็นยังไงก็ให้เป็น แล้วก็กลายมาเป็นเส้นทางในอาชีพนักแสดงแบบทุกวันนี้

เวลาดูละครที่ตัวเองเล่น คุณตั้งใจดูอะไรที่สุด

ดูการแสดง ว่าเล่นเป็นยังไง โดยรวมเป็นยังไง ดูแล้วก็มักจะรู้สึกว่า ถ้าวันนั้นเราทุ่มสุดตัวมากกว่านี้นะ มันจะดีกว่านี้แน่เลย (หัวเราะ) แต่ก็คิดย้อนกลับไปว่า วันนั้นเราไม่ไหวจริง ๆ มันไม่ได้แล้ว ก็จะตีกันไปตีกันมาแบบนี้

ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี
ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี

ถ้าพูดถึงบรรยากาศในกองถ่ายเรื่อง วิมานทราย คุณชอบอะไรที่สุด

ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่เนื้อหาเครียดมาก แต่บรรยากาศการทำงานของทุกคนมีความสุขมาก มีความสุขทุกครั้งที่ไปกอง ภาพที่นึกถึงคือ ผู้กำกับ (เมธี เจริญพงศ์) ชอบแซวนักแสดง แซวทีมพร็อพ แซวทีมพี่ ๆ เสื้อผ้า ผู้กำกับเป็นคนอารมณ์ดีมาก

เอสเธอร์ตัวจริงในสายตาเพื่อน ต่างจากเอสเธอร์ที่เป็นดารายังไง

คนมักจะมองว่าเราเป็นคนน่ารัก สดใส เรียบร้อย สวย ๆ แต่ชีวิตจริงไม่ได้สวยแบบนั้น แต่งตัวก็ไม่ค่อยเป็น ไม่มีเทสต์ เพื่อนต้องคอยแก้เรื่องการแต่งตัวให้ เพื่อนชอบบอกว่า หนูแต่งตัวไม่วัยรุ่น วันเกิดหนูเพื่อนต้องซื้อเสื้อผ้ามาให้ ตัวจริงหนูกระโดกกระเดก รั่ว ๆ เกรียน ๆ ค่ะ

ถ้าอยากจะเจอเอสเธอร์ตัวจริง ต้องไปเดินแถวไหนถึงจะมีโอกาสเจอคุณมากที่สุด

ร้านกาแฟ (K+E Café) แล้วก็ร้านอาหาร Supree by K+E Cafe ที่คลองหนึ่งกับคลองสี่ (หัวเราะ) วนอยู่แค่นี้ ช่วงนี้ไปร้านอาหารบ่อยกว่าร้านกาแฟ เพราะไปกินข้าวที่ร้านตัวเอง ความสุขคือ เราได้กินในสิ่งที่เราชอบ รสชาติที่เราชอบ เมนูที่เราชอบ ทุกอย่างที่เป็นความชอบของเราอยู่ในร้านตัวเองหมดเลย จานโปรดของหนูคือ ผัดหมี่ค่ะ เป็นเมนููที่ทำกินกันในบ้านตั้งแต่ยังเด็ก วันนี้ได้มาแชร์ให้ลูกค้าชิมด้วย

ถ้าเราไถหน้าฟีดในไอจีของคุณ จะเจอรูปอะไรเยอะสุด

น้องหมา ต้นไม้ แล้วก็พวกสถานที่สวย ๆ อินทีเรียสวย ๆ รูปแฟนก็ขึ้นด้วย เพราะชอบส่องแฟนค่ะ (หัวเราะ)

คุณดูอะไรในไอจีแฟน

ดูว่าทำอะไรที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร (หัวเราะ) แล้วก็ดูรูปที่คนแท็กมา หนูดูช่องนั้นประจำ ดูเยอะกว่ารูปที่ลงอีก (หัวเราะ)

ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี

ชีวิตคุณเสียน้ำตาให้กับอะไรบ่อยสุด

แฟนค่ะ กับครอบครัว หนูเป็นคนที่น้ำตามาเร็ว ถ้าหงุดหงิดเรื่องอะไร น้ำตาจะไหลเลย บางทีหนูก็ไม่ได้อยากร้องไห้นะ แต่มันมาเอง แค่คุยกันไม่เข้าใจนิดหน่อย ความอึดอัดข้างในก็จะทำให้น้ำตาไหล

น้ำตามาบ่อยไหม

ช่วงที่มีเรื่องเครียดหนัก ๆ ก็มาถี่หน่อย มาทุกวัน ช่วงไหนแฮปปี้ก็ไม่มาเลย

ชอบต้นไม้พันธุ์ไหนที่สุดในเนอสเซอรี่ของคุณ

อัลโบ้ค่ะ (Monstera borsigiana Albo Variegata) มันเลี้ยงง่าย สวย ขึ้นไว ทำได้ไว แข็งแรง แล้วเราก็ขายได้เงินไวค่ะ (หัวเราะ)

ถ้ามองไปอนาคตอีกสักห้าปี คุณเห็นภาพเรื่องงานหรือครอบครัวชัดกว่ากัน

น่าจะเป็นเรื่องงานชัดกว่า อาจจะเพราะเราโฟกัสเรื่องงานด้วย เรื่องแต่งงานคือเรื่องรอง ไม่ค่อยเห็นภาพสักเท่าไหร่

อีกห้าปี คุณเห็นตัวเองทำอะไรอยู่

อยู่ในสวน ปลูกต้นไม้ หิ้วของ รดน้ำ แล้วก็เดินวนไปวนมา

ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี

คุณให้สัมภาษณ์เรื่องลูกอยู่บ่อย ๆ คุณคิดจะตั้งชื่อลูกเป็นภาษาฮิบรูเหมือนชื่อคุณไหม

คิดชื่อแล้วค่ะ แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นภาษาอะไร เป็นชื่อในพระคัมภีร์ ถ้าเป็นผู้หญิงจะให้ชื่อว่า เคสิยาห์ (Keziah) หนูรู้สึกว่าเขียนแล้วสวย ลายเซ็นลูกต้องสวยแน่ ๆ หนูมีปมเรื่องลายเซ็น เพราะเป็นตัว E S T H มันคิดลายเซ็นให้สวยยากมาก น้อง ๆ อีกสองคน ชื่อเขาเขียนออกมาสวยมาก ทำไมชื่อเราไม่ขึ้นด้วยตัว K หรือ C จะได้ตวัดแล้วสวย ๆ หน่อย คิดเล่น ๆ นะคะ (หัวเราะ)

ถ้าให้โทรคุยกับตัวเองได้หนึ่งนาที คุณอยากคุณกับเอสเธอร์ในวัยสิบเจ็ด หรือ สามสิบเจ็ด

สามสิบเจ็ดค่ะ จะถามว่า ทำอะไรอยู่ ชีวิตน่าจะดีมากเลยใช่ไหม ตอนนั้นน่าจะแต่งงานแล้ว แต่งงานแล้วดีไหม ครอบครัวเป็นไงบ้าง โอเคอยู่ใช่ไหม ก็คงประมาณนี้ค่ะ

ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เจมส์ ธีรดนย์ ไม่สบาย

เย็นวันที่เราพบกัน ฉันได้รับข่าวว่า ‘เจมมี่เจมส์’ เป็นไข้เล็กน้อย ใบหน้าของนักแสดงหนุ่มซีดขาว แต่แววตายังมีประกายแจ่มใส อาการป่วยรบกวนร่างกาย แต่ข้างในหนุ่มน้อยยังเปี่ยมด้วยพลัง ความกระตือรือร้นแบบที่เราเห็นในตัว ซัน HORMONES วัยว้าวุ่น หรือ พัฒน์ จาก ฉลาดเกมส์โกง เปล่งประกายยามเจรจา ความร่าเริงเปิดเผยนี้เองคงเป็นเหตุให้ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา เราต่างมองเห็นตัวตนสนุกสนานของ ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ ผ่านซีรีส์หรือภาพยนตร์เสมอ

จนกระทั่งภาพ SOS skate ซึม ซ่าส์ ซีรีส์ลำดับที่ 3 ใน Project S The Series ปล่อยออกมา เจมส์พลิกบทบาทไปรับบท ‘บู’ เด็กหนุ่มซึมเศร้าที่ค้นพบการเยียวยาจากการเล่นสเก็ตบอร์ด ดวงตาลึกโหล ใบหน้าซูบผอม และท่าทางอมทุกข์ ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ชมหรือกระทั่งตัวเจมส์เองคุ้นเคยเลยสักนิด บทบาทคนป่วยข้างในใจทำให้เขาเติบโตขึ้น และน่าสนใจเกินกว่าจะมองเพียงในหน้าจอ ฉันต้องขอพบนักแสดงหนุ่มตัวจริงสักรอบ

เจมส์จิบน้ำอุ่น ฉันจิบน้ำเย็น เรานั่งลงสนทนากันเรื่องความป่วยไข้ และการไถลออกจากบทบาทที่เคยเป็น ไปแตะขอบความเศร้าที่ฝั่งตรงข้าม เพื่อหวนกลับสู่สมดุลอีกครั้ง

เจมส์ ธีรดนย์

โรคภัยอะไรที่คุณรู้จักดีที่สุด

ภูมิแพ้ ผมแพ้อากาศ ชอบมีอาการหวัดตอนเช้า ช่วงนึงเป็นหนักมาก เคยแพ้กุ้งด้วย กินแล้วปากบวมมาก แต่ผมชอบกินซีฟู้ดปิ้งย่างมาก เลยสู้ กินไปเรื่อยๆ แต่ก่อนไม่เข้าใจว่ากุ้งอร่อยตรงไหน ตอนนี้ก็เรียบร้อย เอาชนะได้แล้ว

ก่อนหน้ารับบท ‘บู’ คุณรู้จักโรคซึมเศร้ามากแค่ไหน

ไม่อยู่ในความคิดผมเลย ผมเคยได้ยินเรื่องโรคซึมเศร้ามาบ้าง แต่ไม่ได้เข้าใจ แต่ก็ไม่เคยไปตัดสินคนที่เป็น

ก่อนหน้านี้ผมไม่กล้าพูดเรื่องโรคซึมเศร้า พูดผิดพูดถูกเดี๋ยวโดนด่า แต่ตอนนี้เรียนรู้แล้วว่าแต่ละคนไม่เหมือนกัน ถ้าความคิดของเราไม่ได้ไปตัดสินใคร เบียดเบียนใคร ก็ไม่แปลกถ้าเราจะพูด ผมเห็นหลายคนออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า ผมว่าไม่ผิดเลยนะ แต่ถ้าพูดโดยที่ไม่เข้าใจโรคนี้ แล้วไปโทษคนที่เป็น ไปตัดสินคนที่เป็น รู้สึกว่าไม่ควร

ในชีวิตจริง คุณเจอคนเป็นโรคซึมเศร้าบ้างมั้ย

เจอไม่มาก มีทั้งเพื่อนที่มหา’ลัยและเพื่อนที่ทำงาน บางคนผมไม่รู้ว่าเป็น พอรู้นี่ตกใจเหมือนกันนะ โรคซึมเศร้าไม่ได้มีอาการแบบเดียว มันเป็นเรื่องของสารเคมีในสมอง เราไม่รู้ว่าในหัวตอนนี้เขากำลังสู้อยู่หรือกำลังท้อ มันลึกมาก

เจมส์ ธีรดนย์ เจมส์ ธีรดนย์

จากแทบไม่รู้จักโรคนี้เลย คุณเตรียมตัวรับบทนี้อย่างไร

ตอนแรกไม่รู้ว่าต้องเล่นเป็นโรคซึมเศร้า พอรู้ผมดีใจนะ คาแรกเตอร์เก่าผมคือเด็ก ม.ปลาย ที่เป็นเพลย์บอย บ้านรวย เฮฮาปาร์ตี้ ใน ฉลาดเกมส์โกง ถือว่าไปสุดแล้วสำหรับคาแรกเตอร์นั้น ถ้าไปครึ่งๆ กลางๆ ผมคงเซ็ง ถ้าต้องได้รับบทแบบเดิมก็เซ็ง ผมเลยดีใจที่ได้รับบทที่ท้าทายมากๆ แล้วเราจะได้ตีแผ่เรื่องนี้ให้คนเข้าใจโรคซึมเศร้ามากขึ้น เพราะเรื่องดำเนินผ่านตัวละครบู

ตอนแรกผมรู้แค่ว่าจะได้รับบทเล่นสเก็ตบอร์ด ก็ไปฝึกสเก็ตบอร์ดตั้งแต่รู้เลย ก่อนหน้านี้ไม่เคยเล่น แต่โชคดีที่ที่ธรรมศาสตร์มีลานสเก็ตพอดี ผมก็ลองเล่น แต่ยังเล่นไม่ค่อยเป็น จนตอนหลังมีครูมาสอน ก็เจ็บตัวมาบ้าง แขนขวาหักไปรอบนึง แต่เล่นไปเรื่อยๆ ก็ชอบนะ ผมอยากเตรียมตัวให้เหมาะกับบทมากที่สุด

นอกจากฝึกสเก็ตบอร์ด คุณต้องเตรียมตัวอะไรอีก

ต่อมาก็เรื่องร่ายกาย ผมทิ้งตัวเองตั้งแต่ถ่าย ฉลาดเกมส์โกง เสร็จ ตอนแรกดูแลตัวเองมาก พี่พัฒน์ (พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์-ผู้กำกับ) บอกว่าเรื่องนี้อยากให้ผอมเลย ไม่เอากล้ามเลย เมื่อก่อนผมหนัก 60 มีกล้าม ก็เลิกเล่นกล้าม งดข้าว คือถ้าลดน้ำหนักดีๆ แบบออกกำลังกายไปด้วย ร่างกายจะแข็งแรง กล้ามจะอยู่ ดูสุขภาพดีไงครับ

โรคซึมเศร้ามีหลายแบบ แตกต่างกันออกไป บางคนกินเยอะกว่าปกติ บางคนกินข้าวน้อยกว่าปกติ แล้วตัวละครผมเป็นประเภทไม่หิว ผมก็ค่อยๆ ลดน้ำหนักมาเรื่อยๆ ยกเว้นช่วงที่ถ่าย ฉลาดเกมส์โกง ตอนนั้นยังผอมมากไม่ได้ หลังจากถ่ายเสร็จก็ลดน้ำหนักจนซูบเลย ตื่นเช้า กินกาแฟ เข้าห้องเรียน แล้วก็ใช้ชีวิต กินข้าวเย็น แล้วก็นอน

แล้วอยู่ไหว เล่นสเก็ตไหวเหรอ

บางวันไม่ไหวก็กิน 2 มื้อ แต่คือกินน้อยมาก ครึ่งจานก็อิ่มแล้ว ลดแบบโภชนาการแย่ๆ ล่องลอยมาก เพื่อนมาบอกทีหลังว่าช่วงนั้นผมหงุดหงิดง่ายมาก เป็นผลข้างเคียงของการไม่กินอาหารนานๆ ลดน้ำหนักฮวบเฉียบพลัน ถ้าดูในเทรเลอร์จะเห็นว่าผอม ลดเหลือ 51 – 52 กิโลกรัม ผมเริ่มลดกล้ามตั้งแต่เดือนตุลาฯ พอถ่าย ฉลาดเกมส์โกง เสร็จเดือนกุมภาฯ ก็ลดอีกหนักๆ 2 เดือน หลังจากนั้นก็ต้องรักษาหุ่นไว้จนถ่ายเสร็จ ตอนนี้เสร็จหมดแล้ว ผมพร้อมจะกลับไปกินข้าว กลับไปฟิตเนสอีกครั้ง มันถึงเวลาแล้ว

เจมส์ ธีรดนย์ เจมส์ ธีรดนย์

แล้วด้านโรคซึมเศร้าล่ะ เตรียมตัวยังไง

พาร์ตโรคซึมเศร้า ผมคุยกับพี่พัฒน์มาตลอด รีเสิร์ชด้วยการอ่านเว็บบ้าง ดูเฟซบุ๊กของคนเป็นโรคซึมเศร้าบ้าง คุยกับคนที่เป็นโรคซึมเศร้าจริงๆ และคุยกับจิตแพทย์ด้วย คือผมเรียนสายวิทย์ ผมก็อยากรู้ว่าโรคนี้มันเกิดจากสารเคมีในสมองตัวไหน แล้วยาที่กินเป็นสารเคมีแบบไหน ผลข้างเคียงที่เกิดกับแต่ละคนก็แตกต่างกัน ทำให้ง่วง อาเจียน ช่วงที่ดูหนักๆ คือช่วงที่ผมหาตัวละคร ผมไม่ได้หาคนที่เป็นโรคซึมเศร้า ต้องหาตัว ‘บู’ ก่อน ว่าเขาเป็นใคร แบ็กกราวนด์ชีวิตบูเป็นยังไง ผมสร้างคนคนหนึ่งขึ้นมาใหม่ ไม่ใช่คนที่เคยเห็น แล้วค่อยเอาโรคซึมเศร้ามาครอบ

บูเป็นคนยังไง

พื้นฐานของบูเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเอง ไม่กล้าเข้าสังคม รู้สึกว่าโดนกดอยู่ตลอดเวลา ด้วยปัญหาหลายๆ อย่างที่มีในเรื่อง ทำให้เขาปิดกั้นตัวเองและเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งคนที่เป็นโรคนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบบู บางคนอาจเฮฮา แต่พออยู่คนเดียว ความคิดอาจถูกดูดไปหาความเศร้า

ผมไม่ได้เล่นแค่ข้างนอก พอได้ตัวบูแล้ว รู้ว่าภายนอกเขาเป็นยังไง ระบบความคิดเป็นยังไง ถึงได้รู้ว่ารีแอ็กชั่นที่เขาจะโต้ตอบกับสิ่งรอบข้างเป็นยังไง แล้วบูเทกยาตัวไหน เทกแล้วเปลี่ยนไปยังไง

ตัวบูไม่อยากให้คนเห็นเยอะ กลัวสายตาคนมอง ผมเลยดีไซน์ตัวละครให้เดินก้มตลอด ชอบจิกขา จิกมือ ดึงสติตัวเองให้เจ็บเพราะจะได้รู้สึกว่ามีตัวตนอยู่ ช่วงที่เล่นเลยปวดหลังน่าดู  

การสร้างคนที่เศร้าขึ้นมาส่งผลกับชีวิตคุณอย่างไรบ้าง

ผมเป็นคน extrovert มาก ได้รับบท introvert มากๆ มีช่วงที่ตกใจกับตัวเองว่า เฮ้ย ปกติเราไม่ใช่คนแบบนี้นี่ ทำไมกระบวนการความคิดเราเป็นแบบนี้ เกิดอะไรขึ้นกับเรา ไปเที่ยวต่างประเทศ นึกว่าจะอินกับแสงสีเสียงในเมือง เปล่าเลย อินกับธรรมชาติ ไปนั่งบนเขาชมวิว เหมือนเจอตัวเองอีกมุมนึง

พอช่วงถ่ายเสร็จก็หนักเพราะเจอเรื่องเครียดหลายเรื่อง คนทักว่าติดตัวละครบูมา ซึ่งก็อาจจะจริง ผมกลัวว่าตัวเองจะเป็นโรคซึมเศร้า เลยไปหาจิตแพทย์ แต่เพราะรู้จักโรคนี้เต็มๆ แล้ว เลยรู้ว่าที่จิตแพทย์ถาม เขาถามเรื่องอาการซึมเศร้าชัวร์ๆ ผมเลยตอบหลบในครั้งแรก ไม่ยอมกินยา แล้วช่วงนั้นผมคุยปรึกษาหลายคน คิดว่าน่าจะดีขึ้นได้ ปรากฏว่าเป็นหนักเลย มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก แต่โลกหม่นหมองมาก เหนื่อย ช่วงเย็นคือดาวน์สุดๆ

ทำไมถึงได้รับผลกระทบมากขนาดนั้น

อาจเพราะติดคาแรกเตอร์ อาจเพราะจิตสั่งกายว่าเรากลัวจะเป็นแบบนี้ไปตลอด ยิ่งมีเรื่องเรียน เรื่องงานเข้ามา เป็นช่วงที่เราอ่อนแออยู่ พอเจอเรื่องหนักก็เป๋ เลยไปหาหมออีกรอบนึง คราวนี้ไปคนเดียว หมอบอกว่าเป็นภาวะเครียดและสั่งยาลดเครียดให้ ผมเพิ่งหยุดกินไปช่วงวันแม่และดีขึ้นแล้ว บาลานซ์ตัวเองได้ ตอนนี้หลุดออกมาได้แล้ว เหมือนเป็นการออกจากคาแรกเตอร์ ต้องใช้เวลา

ผมคิดว่าอาชีพนักแสดง ต่อให้เล่นได้เก่งแค่ไหน สุดท้ายแล้วนักแสดงที่ดีคือต้องเข้าได้ออกได้ เข้าได้แล้วจมคือทำได้งานเดียว เข้าได้ออกได้แล้วเรียนรู้ นั่นคือสิ่งที่นักแสดงต้องทำ

เจมส์ ธีรดนย์ เจมส์ ธีรดนย์

คุณเคยติดตัวละครอื่นที่เล่นมั้ย

ไม่ ซันใน HORMOMES วัยว้าวุ่น น่ะสร้างมาจากผมอยู่เยอะ พัฒน์ใน ฉลาดเกมส์โกง ก็มีความคล้ายผมอยู่เยอะเหมือนกัน ผมก็ได้เรียนรู้นะ แต่ว่าตัวเราก่อนเล่นกับหลังเล่นก็ไม่เปลี่ยน เรื่องนี้มันต่างกับผมเหมือนหยินกับหยาง เราเป็นหยินมาก่อน พอเจอหยางในตัว แล้วมันเข้ามารวมกันได้ ทำให้รู้สึกว่าเป็นการเรียนรู้ครั้งใหญ่มาก

แล้วสิ่งที่ได้เรียนรู้อีกอย่างคือสมาธิ เวลาจะจูนเข้าต้องใช้สมาธิสูงมาก ผมไปออกกองไม่มีใครคุยกับผมเลยทั้งวัน เอาน้ำมาให้ยังไม่กล้าเลย เพราะเป็นบูตั้งแต่ถึงกองยันเลิกกอง เป็นมวลหม่นๆ เดินไปเดินมาในกองตั้งแต่ตี 5 ครึ่งถึง 5 ทุ่ม กลับบ้านแต่ละวันนี่หมดพลัง ตรงข้ามกับตอนถ่าย ฉลาดเกมส์โกง ผมดู Steve Jobs ดู The Wolf of Wall Street มันมาก พยายามหาวิธีพูดแบบดึงความสนใจคน การไปกองแต่ละวันเลยสนุกเฮฮามาก

ดูเหมือนว่าตัวละครก่อนๆ ของคุณต้องการความสนใจ แต่ตัวละครบูต้องการความเห็นอกเห็นใจ

ไม่เคยคิดแบบนั้นเลย แต่ผมคิดว่าบูคงไม่ได้ต้องการความเห็นใจ เพราะถึงต้องการไปก็อาจไม่ได้ ลึกๆ เขาแค่ต้องการความรักและการยอมรับ ซึ่งตัวละครอื่นๆ ก็ต้องการการยอมรับเหมือนกันนะ แต่มันแตกต่าง คนละอย่างกัน

เจมส์ ธีรดนย์

ในอนาคต คุณอยากรับบทแบบไหนอีกบ้าง

แบบไหนก็ได้ บทเด็กก็ได้ บทผู้ใหญ่ก็ได้ ขอแค่ทุกคนรอบข้างทุ่มเท มีแพสชัน มีความละเอียด และให้ผมได้ใช้เวลากับมันเต็มที่ อยากได้บทที่มีความพิเศษในตัวของมัน อาจเป็นหน้าที่ผมที่ต้องทำเอง ผมแค่อยากกระโจนลงไปทำให้ดีที่สุด

คำถามสุดท้ายสำหรับคนป่วยวันนี้ โรคที่คุณไม่อยากเป็นที่สุดคืออะไร

โห ไม่อยากเป็นเลย เหมือนที่เขาบอกว่า ‘ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ’ ก็จริงนะ เวลาไม่ป่วยนี่ดีมาก ถ้าป่วย มีเงินเป็นล้านก็ไม่ได้ใช้ เลยไม่อยากเป็นโรคอะไรทั้งนั้น ภูมิแพ้ก็ไม่อยากเป็น ตอนนี้ถ่ายเสร็จหมดแล้ว ผมพร้อมจะกลับไปกินข้าว กลับไปฟิตเนสอีกครั้ง ได้เวลากลับไปแข็งแรงแล้ว (หัวเราะ)

เจมส์ ธีรดนย์

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load