ในวันที่ละครเรื่อง วิมานทราย ออกอากาศเป็นวันแรกทางช่อง one31 The Cloud ได้รับคำชวนให้มานั่งคุยกับ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา นางเอกของเรื่อง ตอน 5 โมงเย็นที่แกรมมี่

เอสเธอร์เริ่มต้นเข้าวงการบันเทิงจากการถ่ายแบบให้นิตยสารวัยรุ่นตอนอายุ 12 ปี เล่นโฆษณาตอนอายุ 14 ปี แล้วรับบทนางเอกครั้งแรกทางช่องสาม ตอนอายุ 17 ปี ผลงานที่ทำให้เธอเป็นที่รู้จักคือละครเรื่อง สุภาพบุรุษจุฑาเทพ ตอน คุณชายรณพีร์

พอหมดสัญญาเธอก็ตัดสินใจผันตัวมาเป็นนักแสดงอิสระ แล้วก็โด่งดังเป็นพลุแตกจากละครเรื่อง เล่ห์รตี ทางช่อง one31

พีอาร์ประจำช่องเดินมาขอโทษ บอกว่านัดหมายวันนี้จะล่าช้าออกไปหน่อย เพราะยังสัมภาษณ์คิวก่อนหน้าไม่เสร็จ เธอให้สัมภาษณ์สื่อติดกันมาตั้งแต่เช้า หลังจากนี้ก็ยังมีคิวต่อ ผมไม่มีปัญหาอะไร เพราะไม่ได้มีนัดหมายอะไรต่อ

อีกพักใหญ่ ๆ เอสเธอร์ก็เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม แต่แววตาดูเหมือนจะเหลือแบตเตอรี่ขีดสุดท้าย เธอขอใช้พลังงานก้อนนี้ถ่ายรูปให้เสร็จก่อน

เราได้เริ่มคุยกันช่วงหัวค่ำในวันอันหนักหน่วงของเธอ แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ซ่อนความเหนื่อยล้าไว้หลังเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม

เอสเธอร์เป็นคนพูดตรง คิดอย่างไรเธอก็ตอบอย่างนั้น ถ้าอ่านแค่ตัวอักษรอาจรู้สึกว่า ทำไมดุจัง แต่ถ้าได้นั่งคุยอยู่ด้วยกัน จะเห็นว่าเธอเล่าทุกเรื่องอย่างสนุกสนาน ตามประสาสาวขี้เล่น

มาทำความรู้จักเอสเธอร์ในมุมที่คุณอาจจะไม่เคยรู้จักมาก่อนไปพร้อม ๆ กัน

นักเล่นเกม นักปลูกต้นไม้ ความรัก และชีวิตหลังหน้าจอของนางเอก เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา

วันนี้คุณให้สัมภาษณ์มากี่รอบแล้ว

น่าจะเจ็ดนะคะ แล้วก็ยังมีอีกสื่อเป็นสื่อที่แปด

คุณเคยให้สัมภาษณ์สื่อสูงสุดวันละกี่ราย

หนูว่าวันนี้นะคะ

ดาราบางคนชอบคุยกับสื่อ บางคนก็ไม่ชอบเลย คุณอยู่ในกลุ่มไหน

ครึ่ง ๆ ค่ะ บางคนคุยสนุกหนูก็ชอบคุย แต่บางคนก็อาจจะไม่ได้ฟังเราพูด เขาก็จะถามแล้วถามอีก เราก็คิดในใจ เอ้า เพิ่งตอบไป เอ๊ะ พี่ได้ฟังหรือเปล่า (หัวเราะ) ถ้าเป็นแบบนี้ก็คิดว่า เมื่อไหร่จะเสร็จสักที หรือบางคนก็อาจจะยิงคำถามตรงเกินไป เช่น ทำตรงนี้ได้เงินเท่าไหร่ เอ๊ะ ในชีวิตจริงเราก็ไม่ถามเพื่อนว่าได้เงินเดือนเท่าไหร่นะ อย่างน้อยก็ถามว่าได้กี่หลักก็ยังดี เราอาจจะสบายใจที่จะตอบกว่า

คุณให้สัมภาษณ์สื่อมาสิบปี ช่วยรีวิวการสัมภาษณ์ของสื่อให้ฟังหน่อย อะไรคือสิ่งที่เหมือนเดิม และอะไรคือสิ่งที่เปลี่ยนไป

ถามเรื่องแฟนเหมือนเดิมค่ะ กับ พี่เคน (ภูภูมิ พงศ์ภาณุภาค) ก็เกือบจะเจ็ดปีแล้ว ทุกปีก็ต้องถาม ความรักเป็นยังไงบ้าง ๆๆๆๆ (หัวเราะ) สิ่งที่ต่างคือมันจะเป็นสเต็ปค่ะ ช่วงนี้ศึกษากันอยู่ค่ะ ดีค่ะ ลงตัวค่ะ ช่วงนี้มีปัญหานิดนึงค่ะ ก็พยายามปรับแก้อยู่ค่ะ ช่วงนี้ไอจีรูปหายนะคะ เกิดอะไรขึ้นคะ มีแผนจะแต่งงานหรือยังคะ จะมีลููกไหม ก็ครบเจ็ดปีพอดีค่ะ (หัวเราะ)

ถ้าเราไม่คุยกับเอสเธอร์เรื่องงาน แฟน ต้นไม้ คุยเรื่องอะไรถึงจะสนุกที่สุด

เรื่องเล่นเกมค่ะ (หัวเราะเสียงดัง) หนูชอบเล่นเกม หนูติด ROV แล้วหนูก็เพิ่งจะเริ่มเล่น Dota

นักเล่นเกม นักปลูกต้นไม้ ความรัก และชีวิตหลังหน้าจอของนางเอก เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา
นักเล่นเกม นักปลูกต้นไม้ ความรัก และชีวิตหลังหน้าจอของนางเอก เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา

ก๊วนตีป้อมของคุณมีใครบ้าง

มีหลายกลุ่มค่ะ เริ่มจากน้องชายของตัวเอง แฟนตัวเอง ขยับมาอีกก็เป็นแก๊งในหมู่บ้าน ซึ่งเป็นเพื่อนของน้องชาย แล้วก็เพื่อนในเกม

เพื่อนในเกมรู้ไหมว่าเราคือเอสเธอร์

รู้ค่ะ มีช่วงนึงที่ไอดีในเกม หนูตั้งชื่อหนู เขาก็ เอ๊ะ ใช่ไหม เราก็ไม่ได้ฟันธงว่าใช่ไหม เล่นด้วยกันบ่อย ๆ เขาก็รู้แหละว่าเป็นเรา ทุกวันนี้สามทุ่ม หนูจะหยิบโทรศัพท์มาเล่นเกมอยู่บนเตียงนอน ถ้าไม่ได้ทำงานนะคะ

มันสนุกตรงไหน

มันเป็นเกมที่เราช่วยกันเล่น แม้ว่ารูปแบบการเล่นจะเหมือนเดิม แต่ทุุกครั้งมันไม่เหมือนเดิม บางทีเราจะแพ้แล้วแต่ก็พลิกกลับมาชนะได้วินาทีสุดท้าย เวลาเพื่อนผู้ชายเล่น เขาจะพูดกันไม่หยุด พูดอะไรตลก ๆ เราก็ชอบฟัง หนูเล่นมาห้าปีแล้ว ตั้งแต่เปิดตัวใหม่ ๆ ถึงวันนี้ก็ยังเล่นอยู่ พี่เคนที่ติดก่อน เลิกเล่นไปแล้ว จนหนูต้องไปหาเพื่อนเล่นเอง

เก่งไหม

เซียนพอใช้ได้เลย หนูอยู่แรงค์คอนฯ (ลำดับที่ 7 จาก 8) แต่มีแค่ยี่สิบดาว ขี้โม้ไหมคะ (หัวเราะ)

การโตมาในบ้านที่คุณพ่อเป็นคนไทย คุณแม่เป็นคนมาเลเซีย พิเศษกว่าบ้านอื่นยังไงบ้าง

คุณแม่เป็นคนที่ค่อนข้างเปิดกว้าง เรื่องขนบธรรมเนียมมารยาทอาจจะหยวน ๆ กันได้ บ้านอื่นอาจจะไม่กล้าใช้เท้าเหยียบปุ่มพัดลม แต่บ้านหนูใช้เท้าเหยียบได้ไม่เป็นไร ชิลล์ ๆ

คุณเล่นโฆษณาครั้งแรกตอนอายุสิบสี่ จำความรู้สึกตอนแคสต์งานผ่านได้ไหม

จำได้ค่ะ หนูแคสต์เป็นร้อยงานกว่าจะได้ มันมีอยู่สองช่วง ช่วงแรกแคสต์เป็นร้อยงานไม่ได้เลย จนหยุดไปช่วงนึง ไปจัดฟันจนใกล้จะเสร็จแล้ว กลับมาแคสต์อีกทีก็ได้ เป็นโฆษณาโคโลญจน์ ตอนที่เขาบอกว่าได้ เราก็ จริงเหรอ งง ๆ แต่ดีใจมาก ตอนเห็นตัวเองในทีวีก็ตื่นเต้นมาก เราโผล่มาแค่วินาทีเดียว มีผู้หญิงห้าหกคน เราอยู่รั้งท้าย แทบไม่เห็นเลย เมื่อก่อนไม่มียูทูบเราก็ต้องรอดูช่วงโฆษณา ว่าจะมีโฆษณาเรามาไหม พอโฆษณามาเราก็ มาแล้ว ๆ พ่อแม่ก็ตื่นเต้นมาก ลูกฉันเล่นโฆษณา

ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี

คุณเล่นละครตอนตั้งแต่อายุสิบเจ็ด การเริ่มทำงานหนักตั้งแต่ตอนนั้น ส่งผลต่อชีวิตวัยรุ่นไหม

ถ้ามองกลับไปก็ส่งผลนะ อย่างเรื่องการเรียน หนูแทบไม่ได้เรียนเลย หยุดเรียนหลายวัน พอกลับไปก็ตามไม่ทัน ตอนสอบเราก็ว่างเปล่ามาก ไม่รู้เรื่อง เป็นแบบนี้จนถึงเรียนจบเลย ตารางงานก็แน่น มันทำให้เราไม่สนิทกับเพื่อน ไปเรียนก็ไม่รู้จะอยู่กลุ่มไหน ถ้าเป็นชีวิตวัยรุ่น ก็อาจจะไม่ได้มีปัญหามาก บางครั้งที่เพื่อนไปเที่ยวกันเยอะ ๆ เราก็อยากไปบ้าง แต่ไปไม่ได้เพราะติดงาน ชีวิตช่วงนั้นแทบไม่ค่อยได้ใช้ชีวิตค่ะ ชีวิตมันวนลูป ทำงานเสร็จกลับบ้านนอน ตื่นเช้าเอาใหม่ วนแบบนี้หลายปี นาน ๆ ได้ไปดูหนังกับเพื่อนสักที เราก็ดีใจมาก แต่คุณแม่ก็ไปรับไปส่งตลอด

ตอนนี้คุณสนิทกับเพื่อนกลุ่มไหนที่สุด

มีเพื่อนคนเดียวค่ะ เพื่อนที่สนิทมาก ๆ รู้ทุกอย่างมีแค่คนเดียว เป็นเพื่อนตั้งแต่สมัย ม.สาม แล้วก็เป็นคนนี้คนเดียวจนถึงทุุกวันนี้

คุณไม่ค่อยมีเวลาให้เพื่อนเหรอ

หนููก็ไม่รู้เหมือนกัน เรื่องเวลาอาจจะเกี่ยว แล้วก็เป็นคนที่เปิดใจหมดเปลือกยาก ส่วนมากเป็นเพื่อนคุยเล่น เพื่อนที่ทำงาน ไม่ได้ลงลึกเรื่องครอบครัว เป็นแบบนั้นซะเป็นส่วนใหญ่

ไม่มีกลุ่มเพื่อนสนิทที่เป็นดาราด้วยกันเหรอ

ไม่มีค่ะ คนนี้เคยทำงานด้วยกัน คุยเรื่องงานได้ คนนี้ออกไปกินข้าวคุยกันแบบผิวเผินได้ ไม่ได้รู้ชีวิตส่วนตัวลึก ๆ ไม่เคยไปที่บ้านเรา หนูเป็นคนที่ไม่ค่อยเปิดตัว ไม่รู้ทำไม อาจจะเป็นการเลี้ยงดูของคุณแม่ตั้งแต่เด็ก ด้วยความที่คุณแม่ค่อนข้างมีระเบียบวินัย ไปไหนมาไหนกับคุณแม่ตลอด เหมือนมีคุณแม่เป็นเพื่อน มีอะไรก็คุยกับคุณแม่ทุกอย่าง

ความสุขที่สุดที่คุณเคยได้รับจากวงการบันเทิงคืออะไร

เงินก้อนแรกค่ะ (หัวเราะ) ตอนนั้นเรายังเด็กมาก ได้เงินมาตอนนั้นมันก็เยอะนะ เราก็ดีใจจังเลย

ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี

แล้วความเจ็บปวดที่สุดที่วงการบันเทิงเคยมอบให้คุณล่ะ

น่าจะเป็นข่าวนะคะ เป็นข่าวที่ไม่ดี แล้วอยู่ดี ๆ ก็มีคนมาคอมเมนต์ว่าเราหนักมาก เป็นเหตุการณ์หนัก ๆ แค่ครั้งเดียวในชีวิต มันมาจากละครที่เราเล่นค่อนข้างดัง มีกระแสคู่จิ้น แฟนคลับก็เชียร์ให้คบกันจริง แล้วมันท่าไหนก็ไม่รู้ อยู่ดี ๆ ก็เหมือนเราผิด มีคนมาคอนเมนต์ว่าเรา แจกสตรอว์เบอร์รี่ทั้งสวนในคอมเมนต์ใต้รูปเรา ก็แปลกดี

ตอนนั้นรู้สึกยังไง

อย่างแรกเลย รู้สึกว่า อะไรวะ (หัวเราะ) แล้วก็ค่อย ๆ ตกตะกอน ก็รู้สึกเสียใจจังเลย มันไม่จริง ไม่ใช่แบบนั้น บางคนพิมพ์เหมือนรู้ดีจังเลย เหมือนเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นแน่นอน แต่มันไม่เคยมีอะไรแบบนี้เกิดขึ้นเลย เราอยู่ในจุดที่จะไปตอบคอมเมนต์เขาก็ไม่ใช่ ด้วยลักษณะนิสัยเราก็จะเครียด จะร้องไห้อยู่คนเดียว

ร้องหนักแค่ไหน

ร้องไห้จนไม่อยากทำงาน ไม่อยากทำอะไร เป็นอยู่ช่วงใหญ่ ๆ เลย จนขอพักทุกอย่างแล้วหนีไปพักร้อนต่างประเทศ สุดท้ายก็กลับมาหายดีหลั่นล้าเหมือนเดิม (หัวเราะ) ตอนนี้แข็งแกร่งมาก เป็นหญิงเหล็กเลยค่ะ

ในชีวิตนักแสดง จุดเปลี่ยนครั้งไหนที่ถือว่าใหญ่ที่สุด

น่าจะเป็นช่วงที่หนูไม่ต่อสัญญา หนูยังเด็กด้วย ตอนนั้นรู้สึกว่า เราไม่มีสิทธิ์ในการเลือกรับงานเลย ก็คิดว่าจะต่อสัญญาดีไหม ถ้าต่อก็อาจจะไม่มีความสุข ถ้าไม่ต่อแล้วจะมีงานไหม ตอนนั้นคิดถึงขั้นว่า ถ้าไม่ต่อแล้วไม่มีใครจ้างเรา ไม่ได้เล่นละครต่อ ก็เรียนให้จบแล้วไปทำอย่างอื่น ก็ตัดสินใจไม่ต่อสัญญา มันจะเป็นยังไงก็ให้เป็น แล้วก็กลายมาเป็นเส้นทางในอาชีพนักแสดงแบบทุกวันนี้

เวลาดูละครที่ตัวเองเล่น คุณตั้งใจดูอะไรที่สุด

ดูการแสดง ว่าเล่นเป็นยังไง โดยรวมเป็นยังไง ดูแล้วก็มักจะรู้สึกว่า ถ้าวันนั้นเราทุ่มสุดตัวมากกว่านี้นะ มันจะดีกว่านี้แน่เลย (หัวเราะ) แต่ก็คิดย้อนกลับไปว่า วันนั้นเราไม่ไหวจริง ๆ มันไม่ได้แล้ว ก็จะตีกันไปตีกันมาแบบนี้

ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี
ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี

ถ้าพูดถึงบรรยากาศในกองถ่ายเรื่อง วิมานทราย คุณชอบอะไรที่สุด

ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่เนื้อหาเครียดมาก แต่บรรยากาศการทำงานของทุกคนมีความสุขมาก มีความสุขทุกครั้งที่ไปกอง ภาพที่นึกถึงคือ ผู้กำกับ (เมธี เจริญพงศ์) ชอบแซวนักแสดง แซวทีมพร็อพ แซวทีมพี่ ๆ เสื้อผ้า ผู้กำกับเป็นคนอารมณ์ดีมาก

เอสเธอร์ตัวจริงในสายตาเพื่อน ต่างจากเอสเธอร์ที่เป็นดารายังไง

คนมักจะมองว่าเราเป็นคนน่ารัก สดใส เรียบร้อย สวย ๆ แต่ชีวิตจริงไม่ได้สวยแบบนั้น แต่งตัวก็ไม่ค่อยเป็น ไม่มีเทสต์ เพื่อนต้องคอยแก้เรื่องการแต่งตัวให้ เพื่อนชอบบอกว่า หนูแต่งตัวไม่วัยรุ่น วันเกิดหนูเพื่อนต้องซื้อเสื้อผ้ามาให้ ตัวจริงหนูกระโดกกระเดก รั่ว ๆ เกรียน ๆ ค่ะ

ถ้าอยากจะเจอเอสเธอร์ตัวจริง ต้องไปเดินแถวไหนถึงจะมีโอกาสเจอคุณมากที่สุด

ร้านกาแฟ (K+E Café) แล้วก็ร้านอาหาร Supree by K+E Cafe ที่คลองหนึ่งกับคลองสี่ (หัวเราะ) วนอยู่แค่นี้ ช่วงนี้ไปร้านอาหารบ่อยกว่าร้านกาแฟ เพราะไปกินข้าวที่ร้านตัวเอง ความสุขคือ เราได้กินในสิ่งที่เราชอบ รสชาติที่เราชอบ เมนูที่เราชอบ ทุกอย่างที่เป็นความชอบของเราอยู่ในร้านตัวเองหมดเลย จานโปรดของหนูคือ ผัดหมี่ค่ะ เป็นเมนููที่ทำกินกันในบ้านตั้งแต่ยังเด็ก วันนี้ได้มาแชร์ให้ลูกค้าชิมด้วย

ถ้าเราไถหน้าฟีดในไอจีของคุณ จะเจอรูปอะไรเยอะสุด

น้องหมา ต้นไม้ แล้วก็พวกสถานที่สวย ๆ อินทีเรียสวย ๆ รูปแฟนก็ขึ้นด้วย เพราะชอบส่องแฟนค่ะ (หัวเราะ)

คุณดูอะไรในไอจีแฟน

ดูว่าทำอะไรที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร (หัวเราะ) แล้วก็ดูรูปที่คนแท็กมา หนูดูช่องนั้นประจำ ดูเยอะกว่ารูปที่ลงอีก (หัวเราะ)

ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี

ชีวิตคุณเสียน้ำตาให้กับอะไรบ่อยสุด

แฟนค่ะ กับครอบครัว หนูเป็นคนที่น้ำตามาเร็ว ถ้าหงุดหงิดเรื่องอะไร น้ำตาจะไหลเลย บางทีหนูก็ไม่ได้อยากร้องไห้นะ แต่มันมาเอง แค่คุยกันไม่เข้าใจนิดหน่อย ความอึดอัดข้างในก็จะทำให้น้ำตาไหล

น้ำตามาบ่อยไหม

ช่วงที่มีเรื่องเครียดหนัก ๆ ก็มาถี่หน่อย มาทุกวัน ช่วงไหนแฮปปี้ก็ไม่มาเลย

ชอบต้นไม้พันธุ์ไหนที่สุดในเนอสเซอรี่ของคุณ

อัลโบ้ค่ะ (Monstera borsigiana Albo Variegata) มันเลี้ยงง่าย สวย ขึ้นไว ทำได้ไว แข็งแรง แล้วเราก็ขายได้เงินไวค่ะ (หัวเราะ)

ถ้ามองไปอนาคตอีกสักห้าปี คุณเห็นภาพเรื่องงานหรือครอบครัวชัดกว่ากัน

น่าจะเป็นเรื่องงานชัดกว่า อาจจะเพราะเราโฟกัสเรื่องงานด้วย เรื่องแต่งงานคือเรื่องรอง ไม่ค่อยเห็นภาพสักเท่าไหร่

อีกห้าปี คุณเห็นตัวเองทำอะไรอยู่

อยู่ในสวน ปลูกต้นไม้ หิ้วของ รดน้ำ แล้วก็เดินวนไปวนมา

ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี

คุณให้สัมภาษณ์เรื่องลูกอยู่บ่อย ๆ คุณคิดจะตั้งชื่อลูกเป็นภาษาฮิบรูเหมือนชื่อคุณไหม

คิดชื่อแล้วค่ะ แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นภาษาอะไร เป็นชื่อในพระคัมภีร์ ถ้าเป็นผู้หญิงจะให้ชื่อว่า เคสิยาห์ (Keziah) หนูรู้สึกว่าเขียนแล้วสวย ลายเซ็นลูกต้องสวยแน่ ๆ หนูมีปมเรื่องลายเซ็น เพราะเป็นตัว E S T H มันคิดลายเซ็นให้สวยยากมาก น้อง ๆ อีกสองคน ชื่อเขาเขียนออกมาสวยมาก ทำไมชื่อเราไม่ขึ้นด้วยตัว K หรือ C จะได้ตวัดแล้วสวย ๆ หน่อย คิดเล่น ๆ นะคะ (หัวเราะ)

ถ้าให้โทรคุยกับตัวเองได้หนึ่งนาที คุณอยากคุณกับเอสเธอร์ในวัยสิบเจ็ด หรือ สามสิบเจ็ด

สามสิบเจ็ดค่ะ จะถามว่า ทำอะไรอยู่ ชีวิตน่าจะดีมากเลยใช่ไหม ตอนนั้นน่าจะแต่งงานแล้ว แต่งงานแล้วดีไหม ครอบครัวเป็นไงบ้าง โอเคอยู่ใช่ไหม ก็คงประมาณนี้ค่ะ

ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เสียดายที่ที่ว่าการอำเภอปิดทำการในวันสุดสัปดาห์ จุดนัดพบของเราและ นัท-ณัฏฐ์ กิจจริต จึงไม่ได้เป็นที่หน้าอำเภออย่างที่ตั้งใจ*

หากนำผลงานโฆษณาปีนี้ของนัทมาเรียงต่อกัน คุณจะได้หนังรักขนาดยาวหนึ่งเรื่องพอดิบพอดี

แต่เดี๋ยวก่อน นั่นไม่ใช่เพราะพระเอกหนุ่มวัย 24 ปีคนนี้มีผลงานมาตลอดชีวิตการแสดง แต่จากผลงานหนังโฆษณาที่มีความยาวมากกว่า 10 นาที 2 เรื่อง และซีรีส์โฆษณาที่มีความยาวขนาด 4 ตอนอีก 1 เรื่อง ทำให้เราอดสงสัยไม่ได้ว่าหนุ่มสถาปัตย์คนนี้มีอะไรน่าสนใจ

สืบสาวราวเรื่องก็พบว่า นัทไม่ใช่นักแสดงหน้าใหม่ในวงการ เขาผ่านงานซิตคอม ละคร กับทางค่ายใหญ่มาก่อน บทสนทนาด้านล่างจึงเต็มไปด้วยการเรียนรู้และค้นหาความภูมิใจในตัวเอง ก่อนกลับมาในสู่เส้นทางนักแสดงอิสระ

จากนักแสดงหนุ่มน้อยหน้าใส กลายเป็นพระเอกหนังโฆษณาที่มีฝีมือน่าจับตามอง ได้ทำงานร่วมกับผู้กำกับอย่าง โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล ในหนังโฆษณา Heartbeat…จังหวะจะรัก ของ Central 70 Years, มอร์-วสุพล เกรียงประภากิจ ในหนังโฆษณา RiAeDo ของ Eversense Thailand และ อั๋น-วุฒิศักดิ์ อนรรฆพร ในซีรีส์โฆษณาชุด CAN The Series ของ KTC

นัท - ณัฏฐ์ กิจจริต
นัท - ณัฏฐ์ กิจจริต

บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมเราต้องแนะนำเขาให้คุณรู้จัก สิ่งเดียวที่พอจะบอกได้คือ อย่าเผลอไปสบตาเขาเข้าละกัน

*หมายเหตุ: สำหรับเด็กและเยาวชนที่เกิดหลัง พ.ศ. 2535 ‘นัดพบหน้าอำเภอ’ เป็นเพลงของราชินีลูกทุ่ง พุ่มพวง ดวงจันทร์ ที่มีเนื้อหาบรรยายถึงการตกหลุมรักตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นหน้า จึงเอ่ยปากชวนพ่อหนุ่มไปจดทะเบียนสมรสกันที่อำเภอ

นัท - ณัฏฐ์ กิจจริต

ช่วงหลังมานี้เห็นคุณในหนังโฆษณาเยอะเลย

จริงๆ ผมเข้าวงการมาสักพักแล้ว ช่วงที่หายไป 1 ปี ไปเรียนการแสดงเพิ่มเติม การได้เจอครูและกลุ่มเพื่อนเรียนการแสดงเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ทุกคนเหมือนคนบ้ามาก เต็มไปด้วยพลัง จริงจัง ทำการบ้าน ตีความบทบาทที่ได้รับแล้วโทรมาซ้อมบทเวลาตี 1 ตี 2 ก็ทำให้ผมค่อยๆ ชอบและเริ่มภูมิใจในสิ่งที่ทำเรื่อยๆ ชอบที่ได้อยู่ในแวดล้อมของคนที่ชอบและทำอะไรบางอย่างจริงจัง

เมื่อก่อนผมไม่ค่อยชอบตัวเองในพาร์ตการแสดงเท่าไหร่

แล้วไปพบเจออะไรถึงทำให้กลับมาทำสิ่งนี้อีกครั้ง

หลังจากเรียนการแสดง ผมเลิกคิดถึงปัจจัยอื่นๆ ผมมองการแสดงเป็นแค่งาน เมื่อเสร็จจากงานเราก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ยอมรับว่าก่อนหน้านี้คิดเยอะ คิดว่าชีวิตประจำวันจะเปลี่ยนไหม มันมีความคาดหวังแปลกๆ เต็มไปหมด ซึ่งสุดท้ายก็ส่งผลกับตัวเราเอง จริงๆ อาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้ ที่มีโอกาสทำงานมาแล้วบ้างแม้ไม่ได้เป็นที่รู้จักมากนัก

ได้อะไรจากการเรียนการแสดงบ้าง

ครูจะพูดอยู่เสมอว่าถ้าซื่อสัตย์ต่ออาชีพ อาชีพจะให้เราเอง ทำให้เราเลิกคิดถึงสิ่งที่อยู่ไกลออกไป ได้บทมาก็ตีความและทำให้เต็มที่ นอกนั้นก็เป็นเรื่องเทคนิคการแสดง ได้วิธีการเข้าหาซีนต่อซีน วิธีการเข้าหาเรื่อง กับงานของ 70 ปี ห้างเซ็นทรัล ผมก็ใช้วิธีนี้

ในผลงานล่าสุด CAN The Series ด้วยเรื่องที่ดูเป็นเนื้อหาเข้าใจยาก แต่ด้วยองค์ประกอบทั้งหมดดี ทำให้งานนี้สนุกและน่าสนใจมากสำหรับเรา พี่อั๋น (ผู้กำกับ) ช่วยตีความ จริงๆ แล้วบทบาทที่ได้รับเป็นชีวิตจริงของ พี่แดง-ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์ ผู้กำกับภาพในกองถ่าย ซึ่งพี่แดงเป็นคนที่มีแพสชันเรื่องปลาวาฬมาก เมื่อว่างจากการถ่าย ผมก็จะคอยถามพี่แดงเรื่องความรู้เกี่ยวกับปลาวาฬ ‘ปลาวาฬกินอะไรพี่’ ‘อ๋อ ปลาวาฬกินปลากะตัก’ หรือการออกเรือทะเลเป็นวันๆ เพื่อถ่ายภาพแค่ 4 วินาที เป็น 4 วินาทีที่จดจำไปตลอด เรื่องเล็กๆ เหล่านี้ก็ทำให้เราเข้าใจตัวละครมากขึ้น

ก็เลยทำให้งานราบรื่น

คิดว่าเป็นเพราะโชคดีที่เจอทีมงานที่มีพลังในการทำงานสูงมาก ผมเคยมีปัญหาเรื่องการร้องไห้ในซีน ก่อนหน้านี้ปัญหาจะถูกแก้โดยทีมงานเลือกเปลี่ยนซีนนี้ออก แต่การทำงานในช่วงหลังมานี้ต่างไปจากเดิม ใน CAN The Series พี่อั๋นบิลด์อารมณ์ในซีนร้องไห้อยู่นานมาก จะมาแล้วๆ แต่ไม่ได้เสียทีจนจะถอดใจ ผมหันกลับไปเห็นทีมงานทุกคนที่ตั้งใจรอ รอด้วยพลังงานที่บอกว่ารอได้ พอไม่มีบรรยากาศกดดัน อยู่ๆ ผมก็ร้องไห้ออกมา เป็นการร้องไห้ครั้งแรกในชีวิตการแสดง

สมมติถ่ายๆ อยู่ ผู้กำกับสั่ง ‘พี่ว่า…’ คือเขามักทำให้มากกว่าหรือไปให้มากกว่าที่เตรียมตัวไว้ เพื่อให้ซีนมันพิเศษขึ้น อย่างการรับส่งสั้นๆ ระหว่างตัวละคร ผู้กำกับเขาจะมีเซนส์ให้เรื่องออกมาดี มีรายละเอียดเล็กๆ ที่ไม่ได้อยู่ในบทและไม่ได้ต่างจากบท ทำให้งานออกมาสมบูรณ์

พอได้ทำงานร่วมกับคนเจ๋งๆ ที่มีพลังในการทำงานสูงๆ ยิ่งทำให้เราอยากทำงานในส่วนของเราให้ดี

นัท - ณัฏฐ์ กิจจริต
นัท - ณัฏฐ์ กิจจริต

บทบาทอื่นๆ ที่อยากแสดง

จริงๆ ผมอยากลองทำทุกอย่างที่ได้รับโอกาส แต่ก็ต้องดูปัจจัยหลายๆ อย่าง อยากลองบทที่สนุกๆ ได้ทดลอง ได้ทำอะไรหลุดๆ ไปเลย แบบนักแสดงฮอลลีวู้ดที่ต้องเพิ่มหรือลดน้ำหนักเร็วๆ หรือไปเป็นคนไร้บ้านเพื่อให้เข้าถึงบทบาทที่ได้รับ จริงๆ ผมไม่ได้เป็นคนเก่งขนาดนั้น แต่ก็อยากลองบทบาทที่มีเวลาให้ผมได้ทำงานกับตัวละครเยอะๆ ให้เวลาเตรียมตัวเพื่อทำให้ตัวละครมีมิติ

ชอบคำว่าทำงานกับตัวละคร

เป็นการใช้วิธีแทนค่าเพื่อให้ได้ความรู้ที่ต้องการ สมมติในบทคือกล้องพัง แต่เราไม่อินเรื่องกล้อง ดังนั้นเราจะแทนค่ากล้องด้วยสิ่งใด จะมีแบบฝึกหัดการแสดงอยู่ (หัวเราะ) สมมติในเรื่องมีฉากที่เราไปช่วยปลาวาฬไม่ทัน ปลาวาฬเกยตื้นตายหลายตัว ฉากนั้นผมคิดถึงหมาที่บ้าน ว่าถ้าหมาตายด้วยความผิดของเราที่ปล่อยให้มันวิ่งเล่นจนรถชน ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจะค่อยๆ ต่อยอดไปจนถึงจุดอารมณ์ที่ต้องการ จากนั้นจะเป็นหน้าที่ของบทพูด

สนุกจัง ขอตัวอย่างแบบฝึกหัดเพิ่มอีกได้มั้ย

นึกก่อนนะ ส่วนใหญ่จะเป็นวิธีการรับมือที่แตกต่างกันไป จริงๆ บทบาทที่ผมได้รับก็ไม่ได้มากมายขนาดนั้น พยายามทำตามที่ครูสอน ทำความเข้าใจเรื่องพื้นหลังตัวละคร เข้าใจความต้องการของซีนนั้น เราต้องรู้ว่าตัวละครเข้าไปในซีนนี้เพื่ออะไร ถ้าไม่ได้ความต้องการนั้นจะมีวิธีการใดบ้างที่เกิดขึ้น แต่ถ้าไม่ได้เป็นซีนที่มีความหมายอะไรมากมายผู้กำกับก็จะไม่กำหนดวิธีการ

วิธีการในที่นี้หมายถึง ผมเข้าไปในซีนนี้เพื่อบอกกับแม่ว่าผมจะออกไปข้างนอก ความต้องการของตัวละครแม่อาจจะต้องการให้เราไปหรือไม่ไป ถ้าความต้องการคือให้เราไปเราก็ไป แต่ถ้าความต้องการคือไม่ให้เราไป จะเกิด conflict ขึ้นในฉากนี้ วิธีการที่เราจะไปคืออะไรบ้าง เราอาจจะโมโหใส่ ซึ่งวิธีการเหล่านี้จะเป็นไปตามพื้นหลังนิสัยตัวละคร โดยมีผลมาจากการกระทำของตัวละครรอบข้าง เชื่อมโยงกันและกันทั้งหมด ซึ่งพอทำงานศึกษาความเชื่อมโยงเหล่านี้เรียบร้อย เราก็ต้องลืมเพื่อเข้าหาในฉากใหม่

กับบทพูดยาวๆ ที่ไหลลื่นนี่เป็นเพราะตัวตนนัทเป็นคนแบบนั้นอยู่แล้ว หรือเป็นวิธีการในการแสดง

ส่วนใหญ่ผมใช้วิธีแขวนเกี่ยวกับตัวละครที่เข้าฉากด้วยกัน ฟังให้มากๆ ว่าเขาจะส่งคำพูดอะไรออกมา อาจจะฟังดูตลกแต่เป็นเรื่องจริง มีคนเคยบอกว่าบทมีไว้จำเพื่อลืม ท่องให้ขึ้นใจไปเลย พอเข้าฉากแล้วให้ใช้วิธีการฟัง ถ้าเขาไม่พูดบทนี้ หรือไม่รู้สึกว่าต้องพูดคำนั้น ก็ไม่ต้องพูดออกมา ที่เจอบ่อยเลยคือ จะมีเหตุการณ์ที่ในประโยคคำพูดเดียวกัน แต่แค่เว้นวรรคหรือโทนเสียงต่างกันก็ทำให้ความหมายแตกต่างกัน

ผมก็ไม่ได้ใหม่แล้วนะ แค่ว่ามีความเข้าใจมากขึ้นตามลำดับ ตัวจริงผมโคตรธรรมดาเลยนะ เป็นคนทั่วไปสุดๆ เพื่อนที่มหาวิทยาลัยไม่มีใครสนใจกับความเป็นดาราเลย ล้อเลียนด้วยซ้ำไป ซึ่งผมชอบมากนะ มันเป็นรายละเอียดเล็กๆ ในชีวิตที่ผมอยากเก็บไว้ไม่อยากให้งานในวงการมาเปลี่ยน ก่อนหน้านี้ผมกลัวว่างานและชีวิตมันจะมารวมกันหมด

ฟังดูคุณสนุกกับงานแสดงไม่น้อยนะ มองอนาคตในวงการแสดงยังไงบ้าง

ผมมองงานแสดงเป็นงานอดิเรก แต่ไม่ได้ทำเหมือนเป็นงานอดิเรก ผมจริงจังกับทุกอย่าง

นัท - ณัฏฐ์ กิจจริต
นัท - ณัฏฐ์ กิจจริต
นัท - ณัฏฐ์ กิจจริต

แสดงว่าจะเห็นคุณในบทบาทสถาปนิก

เหตุผลที่เลือกเรียนสถาปัตย์เป็นเรื่องตรงกลางระหว่างการขีดเขียนวาดรูปที่เราชอบ และเป็นวิชาชีพที่เราสนใจ แต่ความชอบและความภูมิใจที่เกิดเกิดขึ้นระหว่างทาง เหมือนกับเรื่องการแสดง เมื่อเริ่มถึงจุดที่บอกตัวเองว่า เออ เราก็ทำได้ หรือมีโอกาสร่วมงานกับคนที่เจ๋งๆ เริ่มมีคนพูดถึง เริ่มจำงานของเราได้ ผมก็รู้สึกคิดไม่ผิดที่เลือก

คุณมีลายเซ็นที่มักจะใส่ลงไปในงานออกแบบบ้างมั้ย

ผมชอบเรื่องเส้น สาย ลาย ในพื้นที่ ชอบอะไรที่เป็นรูปทรงสมมาตร ชอบองค์ประกอบที่นิ่งแต่มีความซับซ้อนในนั้น เรื่องลายเซ็นและสไตล์งานตอนนี้ก็ยังพูดไม่ได้ (เขิน) ผมแค่รู้สึกว่าชอบหาอะไรในงานสถาปัตย์ ชอบเรื่องสัดส่วนที่ดี

ขอเดาว่าหนึ่งในสถาปนิกไอดอลของคุณคือ Tadao Ando

ใช่ๆ ชอบมากๆ งานเขาจะเป็นคอนกรีตหนักๆ อีกคนที่มากๆ คือ Richard Meier (ริชาร์ด ไมเออร์) งานของริชาร์ด ไมเออร์ ทุกงานจะเป็นสีขาว หรือคลาสสิกสุดๆ ก็จะเป็น Peter Zumthor (เพเทอร์ ซุมทอร์) อันนี้ทึ่งมาก เขาสร้างโครงไม้ขึ้นมาแล้วเทคอนกรีตเกิดเป็นโครงสร้างอาคาร จากนั้นเผาไม้ทั้งหมดจนเกิดเป็นพื้นผิวสัมผัส เขาเป็นคนที่เล่นกับความรู้สึกของคนได้โหดมากผ่านรายละเอียดเฉพาะตัว

ได้ยินว่าเรียนปีสุดท้ายแล้ว ขอฟังคอนเซปต์ thesis สักหน่อยสิ

thesis ที่ทำตอนนี้เป็นเรื่องตรงกลางระหว่างงานสถาปัตย์กับงานแสดง ออกแบบสถานที่สำหรับหนังไทย ซึ่งผมเรียกเองว่าเป็น Cinematic Architecture คือทำอย่างไรให้สถาปัตยกรรมจะชูความเป็นหนังไทยออกมา โดยทั่วไปหนังไทยดีๆ จะถูกให้ค่ารองจากหนังต่างประเทศ หรือไม่ก็ถูกซ่อนตัวหรือจำกัดรอบฉาย จะดีกว่าไหมถ้ามีพื้นที่ที่ฉายหนังไทยทั้งเก่าและใหม่ เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้ แสดงเบื้องหลังการทำงานในทุกตำแหน่งสาขาที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ที่เชื่อมต่อกับโรงฉาย และเป็นที่ให้นายทุนได้เจอหนังไทยดีๆ ที่น่าสนับสนุน

คำถามสุดท้ายแล้ว คุณอยากให้คนจดจำคุณแบบไหน

ไม่เคยคิดเรื่องนี้เลยนะ

ผมอยากให้คนจดจำเราแบบนี้แหละ ว่า ‘ตอนแรกโคตรติ๋มเลยว่ะ แต่ว่ามันก็โตขึ้นนี่หว่า’

นัท - ณัฏฐ์ กิจจริต
ขอบคุณสถานที่
ร้าน Maggio Living สุขุมวิท 101/2
www.maggioliving.com

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load