22 กุมภาพันธ์ 2565
1 K

ในโลกของธุรกิจ นอกจากผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholders) แล้ว ปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ช่วยหล่อเลี้ยงธุรกิจให้อยู่รอดและเติบโตได้นั่นก็คือ ‘ทุน’

ต้นทุนของธุรกิจอาจอยู่ได้ในหลายรูปแบบ แต่รูปแบบหนึ่งของทุนที่สำคัญที่สุดและขาดไม่ได้เลยนั่นก็คือ ‘เงินทุน’ และเป็นที่แน่นอนว่า เมื่อธุรกิจได้รับเงินจากนักลงทุน ความคาดหวังที่จะเห็นเงินก้อนนั้นผลิดอกออกผลเป็นผลตอบแทนก็ย่อมตามมาเป็นธรรมดา

ทว่าในปัจจุบัน เมื่อโลกของเราเต็มไปด้วยความท้าทายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความผันผวน ความซับซ้อนคลุมเครือ รวมไปถึงประเด็นทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืนของธุรกิจจึงไม่อาจประเมินได้จากผลกำไร (Profit) ของธุรกิจเป็นหลัก หากแต่ธุรกิจนั้นต้องสร้างความสมดุลของผลประกอบการ ต่อผู้คน (People) และโลกใบนี้ (Planet) ได้ด้วยเช่นกัน

และเมื่อผลประกอบการที่ดีเป็นมากกว่าแค่เงินกำไร แต่รวมไปถึงความยั่งยืนของธุรกิจ ซึ่งประกอบไปด้วย 3 แกนหลัก ได้แก่ สิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และธรรมาภิบาล (Governance) หรือ ESG ด้วยแล้ว การที่ธุรกิจจะได้รับเงินลงทุนจากนักลงทุนก็ย่อมยากขึ้นเช่นกัน 

หากธุรกิจนั้นไม่ใช่ธุรกิจที่ยั่งยืน

The Cloud มีนัดหมายพิเศษกับ คุณรื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อค้นหาว่ามีช่องทางและโอกาสอะไรบ้าง ที่จะช่วยให้ธุรกิจปรับตัวเพื่อให้เกิดความยั่งยืนและอยู่รอดได้ในยุคปัจจุบัน รวมถึงข้อดีของการนำเม็ดเงินของเราไปลงทุนในธุรกิจที่ดีและยั่งยืน 

มุมมองของนักลงทุนในวันที่ความยั่งยืนไม่ใช่แค่ตัวเลือก แต่เป็นหัวใจหลักในการทำธุรกิจ

ความสำคัญของความยั่งยืน

ปัจจุบันความยั่งยืนเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากธุรกิจนั้นอยากอยู่รอดและสร้างผลประกอบการที่ดี เพราะถ้าธุรกิจไม่มีการบริหารจัดการและรับมือกับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง ความเสี่ยงเหล่านี้จะส่งผลต่อทั้งมูลค่าของบริษัท ไปจนถึงอาจสร้างกระแสต่อต้าน ซึ่งกระทบต่อชื่อเสียง ภาพลักษณ์ ตลอดจนผลการดำเนินงานของกิจการได้อย่างรวดเร็ว

มุมมองของนักลงทุนในวันที่ความยั่งยืนไม่ใช่แค่ตัวเลือก แต่เป็นหัวใจหลักในการทำธุรกิจ

ที่ผ่านมา เราได้เห็นกรณีความผิดพลาดต่าง ๆ เมื่อบริษัทไม่ได้คำนึงถึง ESG จากในระดับประเทศไปจนถึงระดับโลก แม้ว่าความเสี่ยงด้าน ESG จะดูเป็นความเสี่ยงที่น่ากลัว แต่ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส หากธุรกิจสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงในประเด็นข้างต้นได้ ก็จะทำให้มีโอกาสได้รับเงินลงทุนมากขึ้นเช่นกัน เพราะนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับประเด็น ESG ก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งสถาบันการลงทุนทั่วโลกที่มีการลงนาม นำหลักการลงทุนที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมาประกอบการตัดสินใจ จนตอนนี้มีเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องถึงกว่า 120 ล้านล้าน USD

นอกจากนี้ จากผลการสำรวจของ Schroders Global Investor Study-Sustainability 2021 ระบุว่า นักลงทุนในประเทศไทยยังมีความรู้สึกเชิงบวกต่อการลงทุนอย่างยั่งยืนที่ 76 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่าชาติอื่น ๆ 

“ในวันนี้เรามีหลักฐานต่าง ๆ เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า บริษัทที่ให้ความสำคัญกับ ESG มีผลตอบแทนสูงกว่าบริษัทอื่น ๆ ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงโควิด-19 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเขามี Sustainable Index ที่ชื่อว่า THSI โดยบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ใน Index มีผลตอบแทนน้อยกว่าบริษัทที่ไม่ได้อยู่ใน Index นั้น โดยมีผลตอบแทน YTD อยู่ที่ 7.63 เปอร์เซ็ต์ กับ -2.71 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ”

และเมื่อธุรกิจผนวกประเด็นด้าน ESG เข้าไปในการดำเนินงานและเปิดเผยให้นักลงทุนรับรู้ได้ นอกจากจะเป็นการลดความเสี่ยงต่อความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้แล้ว ยังเป็นการเปิดประตูสู่โอกาสที่มากมายด้วยเช่นกัน

ก.ล.ต. ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลและพัฒนาตลาดทุนพร้อมกับการคุ้มครองนักลงทุน (Regulator) จึงมุ่งมั่นสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) สำหรับตลาดทุนที่ยั่งยืน เพื่อสนับสนุนให้บริษัทต่าง ๆ ตระหนักรู้ถึงประเด็นด้าน ESG และสามารถเปิดเผยข้อมูลเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนอย่างเสมอมา

การสร้างระบบนิเวศยั่งยืน

ย้อนเวลากลับไปในช่วงก่อน พ.ศ. 2540 หรือก่อนวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง บทบาทหน้าที่ในระยะแรกของ ก.ล.ต. คือกำกับดูแลความเรียบร้อยของตลาดทุนและคุ้มครองนักลงทุน โดยใช้การออกกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เป็นเครื่องมือ

อย่างไรก็ตาม การออกกฎเกณฑ์เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เมื่อธุรกิจขาดการกำกับดูแลกิจการที่ดี การทุจริตฉ้อฉลจึงเกิดขึ้น เป็นที่มาที่ทำให้ในระยะที่ 2 สำนักงาน ก.ล.ต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องช่วยกันวางโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้บริหารบริษัท ให้บริหารเงินที่ได้รับจากการระดมทุนอย่างรับผิดชอบ เพื่อสร้างธรรมาภิบาลที่ดีและยกระดับการเปิดเผยข้อมูลเพื่อคุ้มครองนักลงทุน “เพราะเป็นเงินของประชาชน ไม่ใช่เงินส่วนตัว” 

จนกระทั่งเข้าสู่ในระยะที่ 3 เมื่อบริษัทมีความตระหนักรู้เรื่องความสำคัญของการมีธรรมาภิบาลที่ดีแล้ว ก้าวต่อไปของ ก.ล.ต. จึงเป็นการส่งเสริมให้ภาคธุรกิจบูรณาการปัจจัยสังคมและสิ่งแวดล้อม เข้าไปในกระบวนการดำเนินธุรกิจ จนครบ 3 เสาหลักของ ESG และสร้างสภาพแวดล้อมสำหรับตลาดทุนที่ยั่งยืน

“บริษัทจดทะเบียนชั้นนำของประเทศไทยเก่งมาก ๆ ได้รับรางวัลมากมาย ความท้าทายคือทำอย่างไรให้ทั้ง 700 กว่าบริษัททำเรื่อง ESG ได้ในมาตรฐานใกล้เคียงกัน ที่เราทำได้คือ การสร้างสภาพแวดล้อมและการสนับสนุนให้บริษัทที่ทำได้ดีและมีประสบการณ์มาเป็นพี่สอนน้อง เวลาเราจัดสัมมนาก็เป็นลักษณะ Case Study และ Trianing เชิญเขามาช่วยบรรยายว่าคุณทำสำเร็จได้อย่างไร เพราะเราจะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

มุมมองของนักลงทุนในวันที่ความยั่งยืนไม่ใช่แค่ตัวเลือก แต่เป็นหัวใจหลักในการทำธุรกิจ

เสาหลักของความยั่งยืน

ถึงแม้ว่า ก.ล.ต. จะเป็นหน่วยงานกำกับดูแล และไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับการดำเนินงานของบริษัทต่าง ๆ โดยตรง แต่ก็เล็งเห็นถึงศักยภาพในการสร้างระบบนิเวศที่จะเกื้อหนุนให้เกิดการนำ ESG เข้าไปผนวกในทุกภาคส่วน ผ่านการออกกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ทำให้ ESG กลายเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจหรือนักลงทุนเองก็ตาม

“ในส่วนของ ก.ล.ต. ประเทศไทย เราจะไม่ใช่ Doer หรือผู้ลงมือทำ แต่เราจะเป็นผู้กำหนดนโยบายและสร้างระบบนิเวศที่ส่งเสริม”

ระบบนิเวศของตลาดทุนที่ยั่งยืนซึ่งเป็นเป้าหมายหลักที่ ก.ล.ต. มุ่งมั่นพัฒนา ประกอบไปด้วย 6 องค์ประกอบหลัก คือ ผู้ออกหลักทรัพย์ (Issuer) นักลงทุน (Investor) ผลิตภัณฑ์การลงทุน (Product) ผู้ประเมิน (Reviewer หรือ Service Provider) โดยการสร้างแพลตฟอร์มที่สนับสนุนความร่วมมือจากพันธมิตรและผู้ที่เกี่ยวข้อง จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) อีกด้วย

ขั้นตอนแรกในการสร้างระบบนิเวศนี้ คือการผลักดันให้เกิด Supply หรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มี ESG ที่ดีต่าง ๆ

โดยในแง่ของผู้ออกหลักทรัพย์ ก.ล.ต. ผลักดันหลักปฏิบัติการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Corporate Governance Code: CG Code) ไปจนถึงปรับเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลใหม่สำหรับบริษัทจดทะเบียน แบบ 56-1 One Report เพื่อยกระดับการเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG

โดยเมื่อบริษัทเริ่มให้ความสำคัญกับ ESG ก.ล.ต. ก็ยังส่งเสริมในการออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน เช่น Green Bond, Social Bond, Sustainability Bond ที่มีมากขึ้นตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไปจนถึงการสนับสนุนกองทุนรวมธรรมาภิบาล ซึ่งจะนำค่าธรรมเนียม 40 เปอร์เซ็นต์ ไปบริจาคให้กับหน่วยงานที่ส่งเสริมกิจกรรมการต่อต้านคอร์รัปชันและการปฏิบัติตามธรรรมาภิบาลที่ดี

มุมมองของนักลงทุนในวันที่ความยั่งยืนไม่ใช่แค่ตัวเลือก แต่เป็นหัวใจหลักในการทำธุรกิจ

ในส่วนของผู้ประเมิน ก.ล.ต. มีการสร้างผู้ประเมินตราสารหนี้ในประเทศ หรือ Local Reviewer เพื่อช่วยลดต้นทุนแก่กิจการ สนับสนุนให้มีผู้ที่ช่วยนำข้อมูล ESG ของบริษัทจดทะเบียนมาวิเคราะห์และย่อยแก่นักลงทุน ทำให้ตัดสินใจลงทุนได้ดียิ่งขึ้น

“ทุกคนจะทราบเลยว่านักลงทุนโดยเฉพาะนักลงทุนสถาบัน เขายกให้ ESG เป็นดัชนีตัดสินใจในการลงทุน ในทางตรงกันข้าม ถ้าเขาไปลงทุนในบริษัทที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับ ESG ก็จะส่งผลกระทบอย่างมาก เพราะฉะนั้น ทางด้าน Demand มีความสำคัญมาก แต่ที่เราต้องพูดเรื่อง Supply ก่อน เพราะถ้า Demand บอกว่าฉันอยากจะลงทุน แต่ Supply ไม่ได้ทำด้านนี้ ก็หาที่ไหนลงทุนไม่ได้”

ดังนั้น นอกเหนือจากการสร้างอุปทานสำหรับการลงทุนโดยคำนึงถึง ESG แล้ว ก.ล.ต. ยังสนับสนุนให้นักลงทุนเกิดความตระหนักใน ESG ผ่านการออกหลักการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหลักธรรมาภิบาลการลงทุน (Investment Governance Code : I Code) สำหรับนักลงทุนสถาบัน ไปจนถึงการส่งเสริมการเผยแพร่ความรู้ในการลงทุนในผลิตภัณฑ์ ESG ให้แก่นักลงทุนรายบุคคล พร้อมกำหนด ESG เป็นหลักสูตรที่จำเป็น สำหรับผู้ที่จะมาทำหน้าที่แนะนำและวิเคราะห์การลงทุน

“ทุกคนต้องมีความรับผิดชอบ การลงทุนก็ต้องเป็นการลงทุนแบบมีความรับผิดชอบ เป็น Responsible Investment หน้าที่และความรับผิดชอบเป็นของคู่กันเสมอ จะทิ้งความรับผิดชอบให้ใครคนใดคนหนึ่งไม่ได้ ความยั่งยืนเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วนในสังคม”

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต

ก้าวต่อไปของความยั่งยืน

เมื่อสร้างระบบนิเวศที่ทุกคนให้ความสำคัญกับ ESG ได้ ก้าวต่อไปของ ก.ล.ต. จึงเป็นการสนับสนุนให้การลงทุนด้าน ESG ทำได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยร่วมกับสมาคมตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) จัดทำ Information Platform สำหรับตราสารเพื่อความยั่งยืน ทำให้นักลงทุนเข้าถึงข้อมูลด้าน ESG ของตราสารได้สะดวกขึ้น และยังทำให้ผู้ออกตราสารระดมทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้ ก.ล.ต. และ 14 องค์กร ซึ่งรวมไปถึงบริษัทและหน่วยงานต่าง ๆ ก็ได้ร่วมกันนำเสนอ “แนวทางขับเคลื่อนธรรมาภิบาลสู่ความยั่งยืน โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน” ในงานเวทีระดมความร่วมมือแผนปฏิบัติการธรรมาภิบาลเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Governance for Sustainable Development Forum) ของภาคตลาดทุน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานสังคมดี หรือ Good Society Summit เพื่อให้เกิดการรับรู้ว่าธรรมาภิบาลที่ดีและการประกอบธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน ซึ่งถือว่าไม่ใช่เรื่องไกลตัวของสังคมและประชาชน เพราะทุกคนต่างเป็นผู้มีส่วนได้เสียของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นผู้ถือหุ้น นักลงทุนรายบุคคล พนักงาน ลูกค้า หรือคู่ค้า

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต

“อย่างที่เล่าให้ฟัง ตามที่กฎหมายกำหนดให้เราดูแลตลาดทุน เราจะทำเรื่องนี้โดยลำพังไม่ได้ เราก็ต้องทำร่วมกันกับภาคส่วนอื่น ๆ ในภาคการเงินด้วย จึงชักชวนให้ภาคประชาสังคมเข้ามาขับเคลื่อนเรื่องนี้ไปด้วยกัน เราต้องทำงานไปด้วยกัน ตลาดทุนของประเทศเป็นของทุก ๆ คน ทุก ๆ คนสามารถเข้าถึงและให้ความคิดเห็นได้”

ด้วยระบบนิเวศเช่นนี้ การคำนึงถึงความยั่งยืนจึงไม่ใช่สิ่งที่ธุรกิจเลี่ยงได้อีกต่อไป หากแต่เป็นสิ่งที่ธุรกิจและทุกภาคส่วนต้องคำนึงถึง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมและการดำเนินงานที่ดียิ่งขึ้น โดยในวันนี้ บริษัทจดทะเบียนในประเทศไทยได้รับการคัดเลือกเข้าเป็นสมาชิกของดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices : DJSI) ซึ่งเป็นดัชนีด้านความยั่งยืนที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลสูงสุดในอาเซียนเป็นปีที่ 8 และยังเป็นเป็นอันดับ 1 ของอาเซียนต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และเป็นลำดับ 3 ในทวีปเอเชีย ในรายงานการจัดอันดับการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ SDG Index

โดยในอนาคต ก.ล.ต. ยังมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมให้หลัก ESG ได้รับการตระหนักรู้มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มของนักลงทุนรายย่อย โดยมีแผนจะจัดทำแผนงานในการสร้างความตระหนักรู้ด้านการลงทุนโดยคำนึงถึง ESG ในปีนี้ เพื่อพัฒนาให้ตลาดทุนไทยเป็นตลาดทุนที่ยั่งยืนยิ่งขึ้นต่อไป

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต

ภาพ : สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

29 พฤศจิกายน 2565
64

“เรื่องนี้เราจะไม่รอ”

เป็นคำพูดที่ นายกฤษณ์ จิตต์แจ้ง กรรมการผู้จัดการของธนาคารกสิกรไทยเน้นย้ำกับ The Cloud เพื่อแสดงเจตนาที่แน่วแน่ในการร่วมเปลี่ยนผ่านสังคมธุรกิจของประเทศไทยไปสู่กระบวนการที่ยั่งยืน แม้เรื่องนี้จะไม่ง่าย แต่ธนาคารยักษ์ใหญ่ก็ยินดีที่จะก้าวออกมาข้างหน้าเพื่อชวนทุกคนเดินไปด้วยกัน

เป้าหมายที่ทุกองค์กรทั่วโลกตั้งใจทำให้สำเร็จ คือเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ซึ่งครอบคลุมทุกมิติของมนุษยชาติ รวมทั้งสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด แนวทางการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลที่ดี หรือ ESG ถูกหยิบยกมาใช้บ่อยขึ้น และกำลังจะกลายเป็นขอบเส้นของมาตรฐานการทำธุรกิจในบริบทใหม่ที่ทุกคนต้องเดินตาม

เปลี่ยนวันนี้ ก่อนจะไม่มีโอกาสได้เปลี่ยน และธนาคารกสิกรไทยก็เริ่มต้นมาได้สักพักแล้ว

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

เริ่มต้นที่ตัวเรา

สิ่งสำคัญของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน คือการชี้วัดอย่างเป็นรูปธรรมของผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด เริ่มจากกระบวนการทำงานภายในองค์กรที่ทำได้ทันที จากนั้นเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับคู่ค้า ลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ ส่วนที่ยากที่สุดคือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่อยู่ปลายทาง ซึ่งต้องนำมาพิจารณาด้วย

การจัดการภายในจึงเป็นสิ่งที่เริ่มได้เร็วกว่าทางอื่น

“เรามองมาที่การทำงานของเรา ว่าอะไรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเยอะบ้าง นั่นก็คือรถยนต์ที่เราใช้ เรามีรถเป็นพันคัน สองคือการใช้ไฟฟ้า แม้เราจะไม่ใช่โรงงาน แต่ก็มีสาขา มีสำนักงานขนาดใหญ่ทั่วประเทศถึง 7 อาคาร ซึ่งใช้ไฟฟ้าพอสมควร

“ถามว่าจะไม่ใช้รถหรือไฟฟ้าได้ไหม ก็ไม่ได้ เราพยายามปรับไปใช้น้ำมัน E85 ก็ช่วยลดคาร์บอนได้บ้าง สุดท้ายเราจะเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในอนาคต ดังนั้น รถหมดสัญญาแล้วก็จะทยอยเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าครับ ส่วนเรื่องการใช้ไฟฟ้า เราติดโซลาร์เซลล์ตามสาขาต่าง ๆ คิดว่าน่าจะประมาณ 200 – 300 สาขาที่ธนาคารเป็นเจ้าของพื้นที่และมีศักยภาพในการติดตั้งได้ จากทั้งหมด 800 สาขาที่มี ก็ช่วยลดค่าไฟได้ 10 – 20% ที่เหลือก็ต้องหักล้างเรื่องคาร์บอนเครดิตเอาอีกที” 

ทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีร่องรอยของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งสิ้น

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

Green Transition การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ที่เป็นไปได้

เป้าหมายที่สำคัญของธนาคารกสิกรไทยในการผลักดันเรื่องความยั่งยืนที่สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทย โดยธนาคารมีความตั้งใจจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จากการดำเนินงานของธนาคาร ใน พ.ศ. 2573 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในพอร์ตโฟลิโอของธนาคารตามทิศทางของประเทศ ด้วยชุดความคิดที่เป็นไปได้และทำได้จริงมากกว่าการประกาศเป้าหมายเท่ ๆ

“สิ่งที่ท้าทายคือ พอร์ตสินเชื่อของเรามีถึง 2.4 ล้านล้านบาท ซึ่งใหญ่มาก เราต้องดูว่าจะเริ่มตรงไหน จบตรงไหน ทำได้จริงแค่ไหน ซึ่งเราทำคนเดียวไม่ได้ ขึ้นกับว่าลูกค้าเอากับเราด้วยไหม เราก็ต้องไปเฟ้นหาว่าลูกค้ากลุ่มไหนจะไปด้วยกันต่อ เราเพิ่งจ้างที่ปรึกษาระดับโลกมาวิเคราะห์พอร์ตสินเชื่อของเรา ดูเป็นรายอุตสาหกรรมเลย ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่มที่เราจะเน้น โดยประเมินออกมาเป็น 3 เซกเตอร์ที่มีบทบาทมากที่สุดคือ 27% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา ส่วนอีก 2 อันคิดเป็นสัดส่วน 13% ถ้าทำทั้งหมด 5 กลุ่มนี้ ก็จะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา อย่างธุรกิจพลังงาน โรงไฟฟ้าเป็นพอร์ตที่สำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับนโยบายภาครัฐทั้งเรื่องพลังงานทดแทนและโรงไฟฟ้าด้วย เรื่องนี้เราจับตามองอยู่ แต่เราก็ไม่รอนะ เราคุยกับลูกค้าไปเลยว่าพอจะเปลี่ยนตรงไหน อย่างไรได้บ้าง”

บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่างเข้าใจและรู้ถึงความสำคัญของ ESG รวมทั้งรายงานต่าง ๆ ที่ต้องจัดทำเพื่อให้สอดคล้องกับการกำกับดูแล คุณกฤษณ์มองว่านี่เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

“สุดท้ายเราต้องพูดเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ อย่างพวกถ่านหิน เราก็ไม่ปล่อยกู้ให้โรงไฟฟ้าถ่านหินโรงใหม่ เราทำแบบนี้มาได้สักปีหนึ่งแล้ว คือของเดิมที่มีอยู่ แต่ถ้าเขาจะปรับปรุงเพื่อลดการใช้ถ่านหินลง เราก็พร้อมคุย เพราะว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ถึงยังไงผมก็ไม่คิดว่าเราจะตัดพวกเขาออกไปได้ เพราะว่าเวลาลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าไปแล้ว เราก็ต้องอยู่กับเขาไปอีก 20 ปี สมมติสร้างโรงงานมา 5 พันล้านแล้ว จะมีใครมาปิดมันง่าย ๆ ดังนั้น ต้องช่วยกันคิดที่จะปรับเปลี่ยนตัวเอง

“ช่วงที่ผ่านมามีประชุมกับกลุ่มนักลงทุนตลอด ล่าสุดมีกลุ่มที่เข้ามาขอคุยเรื่อง ESG อย่างเดียวเลย ดูว่าเราเป็นอย่างไร อันไหนทำได้ อันไหนทำไม่ได้ เราก็รู้สึกดี ผมเองไม่ได้มีคำตอบให้เขาทุกอย่าง แต่เราบอกเขาเรื่อง KBank Way คือ Walk the Talk พูดแล้วก็ทำ ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด”

เรียบง่ายแต่หนักแน่นเอาเรื่อง สำคัญวิถีของธนาคารกสิกรไทย

ความยั่งยืนทำคนเดียวไม่ได้

สิ่งที่เป็นอุปสรรคและความท้าทายของธนาคารคือ การชวนผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กมาร่วมเปลี่ยนผ่านกระบวนการทางธุรกิจไปด้วยกัน ซึ่งกลุ่มนี้อาจต้องใช้ทั้งแรงผลักและแรงจูงใจมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่

“ความท้าทายของเราคือลูกค้าขนาดที่เล็กลงมา ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เขาจะมองว่าพอต้องใช้เงินลงทุนที่มากขึ้น แต่ผลตอบแทนหรือกำไรที่ได้อาจจะลดลง แล้วแบบนี้แรงจูงใจที่จะให้เขาทำคืออะไร อย่างลงทุนทำโรงงานสีเขียว 100 ล้านบาท ถ้าเราเป็นผู้ประกอบการก็จะคิดว่าทำไปทำไม อย่างแรกเราต้องมีแรงจูงใจ เราเองต้องไปชวนลูกค้าคุย เอาตัวเลขไปเสนอเพื่อประกอบการตัดสินใจ อันที่สองผมว่าภาครัฐก็ต้องเข้ามาช่วยด้วย ผมคิดว่าภาครัฐควรทำเป็นรายอุตสาหกรรมไป ไม่ต้องทำผ่านระบบธนาคาร บอกไปเลยว่าถ้าใครเดินมาทางนี้ จะได้แบบนี้ ถ้าใครไม่ทำตามนี้ ก็จะเกิดผลแบบนี้ ภาครัฐก็ต้องเล่น 2 บทด้วย” 

ล่าสุด ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการกำหนดนิยามและจัดหมวดหมู่โครงการหรือกิจกรรมในภาคเศรษฐกิจที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย (Thailand Taxonomy) ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำนิยามและหมวดหมู่ เพื่อให้ภาครัฐ ธนาคาร และกลุ่มธุรกิจ มีความเข้าใจตรงกันและมีจุดที่ใช้อ้างอิงในการกำหนดแผนและนโยบายต่าง ๆ ขององค์กร ซึ่งสถาบันการเงินต้องประเมินความเสี่ยง รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นอีกก้าวของการร่วมมือกันในวงที่กว้างขึ้น

“ในต่างประเทศเขาบังคับผ่านกฎหมายเป็นรายอุตสาหกรรมเลยนะ เริ่มจากการวัดคาร์บอนก่อน พิจารณาเป็นรายอุตสาหกรรมไป ซึ่งปัจจุบันบ้านเรายังไม่มีเรื่องพวกนั้น ตอนนี้เริ่มแล้วแต่ยังเป็นภาพกว้าง ๆ อยู่ ผมว่าการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่เห็นคือ เราเอาสิ่งนั้นมาเชื่อมกับธุรกิจเยอะขึ้น ผมเป็นกรรมการผู้จัดการที่ดูแลด้านเป้าหมายสินเชื่อและด้านความเสี่ยง ดูว่าเป็นอย่างไร รายได้มาจากทางไหน เสี่ยงอย่างไร ผมก็เอาเรื่อง ESG ใส่ไปด้วย มันยากขึ้นคือเป้าสินเชื่อก็ต้องทำให้ได้ เรื่อง ESG ก็ต้องทำให้ชัดว่าพอร์ตสินเชื่อเราจะวิ่งไปทางไหน และทำไมต้องเป็นทางนั้น นี่เป็นโจทย์ทางธุรกิจไปแล้ว

“เรามี Climate Pillar เป็นเสาหลักอันใหม่ขึ้นมา คือรวมโจทย์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาไว้ด้วยกัน แล้วทางนี้ก็จะเอามาตั้งเป็นเป้า เราอยากเป็นผู้นำด้าน ESG ของภูมิภาคก็ต้องออกมาทำก่อน ทั้งการตั้งเป้าหมาย มีคำมั่นสัญญา ผู้นำในความหมายของเราไม่ใช่ผู้นำที่ทิ้งคนอื่นนะ แต่เป็นผู้นำที่ชวนคนอื่นเข้ามาทำด้วย มีคนถามว่ากลัวคนอื่นมาแข่งมั้ย ผมตอบว่าผมชอบเลย มาแข่งเรื่อง ESG ถือว่าดี ใครมีวิธีดี ๆ หรือเทคโนโลยีอย่างไรก็มาแชร์กัน เรื่องนี้อยากชวนมาแข่งนะ เพื่อทำให้เป็นรูปธรรม จับต้องได้มากขึ้น ตอนนี้เราพยายามสร้างมาตรฐานใหม่และคุยกับแบงก์ชาติ แต่ต้องบอกว่าเรื่องนี้ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องร่วมมือกัน ถ้าลูกค้าไม่เอาด้วยก็จะเกิดช้าครับ”

การเปลี่ยนแปลงที่มีผลในวงกว้าง จะฉายเดี่ยวไม่ได้

เป้าหมายความยั่งยืนที่ชี้วัดได้

แล้วตอนนี้ธนาคารกสิกรไทยมีสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านและความยั่งยืนอยู่เท่าไหร่ 

นี่คือคำตอบ

“ประมาณ 1 – 2 % ของสินเชื่อทั้งหมดครับ เมื่อก่อนมีความท้าทายเรื่องการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจสีเขียวว่าวัดยังไง ปีนี้เราเริ่มนับแล้ว ตอนนี้จะชัดขึ้นว่าอันไหนได้หรือไม่ได้ อาคารสร้างขึ้นมาแบบประหยัดพลังงานหรือเปล่า สร้างอย่างไร เพราะภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นอีกอันที่เราเน้น เนื่องจากปล่อยคาร์บอนเยอะ ต้องมีกระบวนการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก่อนการพิจารณาเครดิต เราทำมาหลายปีแล้ว อย่างเช่น ลูกค้าอยากทำโรงงานผลิตไฟฟ้าจากขยะ ฟังดูน่าจะกระทบกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน เราก็ดูว่าเขากู้เงินไปแล้วจะใช้ทำอะไรบ้าง คืนอะไร อย่างไร มาตรฐานสากลของสิ่งนั้นคืออะไร ปล่อยมลพิษไปแล้วกระทบอะไรมั้ย เทคโนโลยีที่ใช้คืออะไร ถ้าผ่านตามมาตรฐานหมด ก็จะเข้าไปคณะกรรมการของธนาคาร ถ้าเขาไฟเขียวถึงจะเอามาดูต่อ แปลว่าถ้าไม่ได้ตามมาตรฐาน เราก็จะไปคุยถึงปัญหา หา Solution ให้ลูกค้า แต่ถ้ายังทำไม่ได้เราไม่คุยด้วย

“ตอนนี้เราตั้งเป้าเพิ่มสินเชื่อและการลงทุนสีเขียวเข้าไปในระบบอีกสัก 2 แสนล้านบาท เราอยากชวนธุรกิจมาทำกันเพิ่ม เรื่องความยั่งยืนนี้ ธุรกิจขนาดใหญ่ยังไงก็จุดติด แต่ว่าสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กและขนาดกลางจะยากหน่อย ส่วนประชาชนทั่วไปก็เป็นเรื่องวิถีชีวิต อย่างรถหรือบ้านที่ประหยัดพลังงาน ก็ต้องปรับเปลี่ยน เราอยากเป็นต้นแบบเรื่องความยั่งยืนให้พวกเขา

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

“ส่วนการตรวจสอบมันก็จะมีกระบวนการอยู่ เราดูว่าเครื่องจักรเขาเป็นไปตามที่กำหนดมั้ย มีทีมลงไปดู มีกระบวนการทบทวนวงเงิน เวลาเราให้เงินใครไป เราก็ต้องไปติดตามและดูแล ถือเป็นความท้าทายเวลาที่เราจะทำเรื่องความยั่งยืนให้ใหญ่ขึ้น บางอย่างอาจต้องมีองค์กรภายนอกเข้ามาช่วย สุดท้ายก็จะเกิดการขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องตามมาด้วย” 

ธนาคารกสิกรไทยประกาศตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนที่ 2.5 หมื่นล้านบาทต่อปี รวมเป็นวงเงินกว่า 2 แสนล้านบาท ภายใน พ.ศ. 2573 แม้ใน 3 ไตรมาสแรกของ พ.ศ. 2565 ตัวเลขจะยังไปไม่ถึงจุดที่หวัง ซึ่งธนาคารได้ให้สินเชื่อไปแล้วกว่า1.6 หมื่นล้านบาท แต่ก็ยังคงผลักดันต่อและคาดว่าขนาดของสินเชื่อใน พ.ศ. 2566 น่าจะโตได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ 

“ตัวเลขพวกนี้จะสะท้อนว่าเราทำได้และทำจริงมั้ย ปล่อยไปแล้วเป็นไง ติดข้อจำกัดอะไรบ้าง อีกเรื่องคือแผนที่วางไว้ ลูกค้าเดินด้วยกับเราหรือเปล่า เรามีองค์ความรู้ที่จะขยายไปอุตสาหกรรมอื่นมั้ย ซึ่งโจทย์พวกนี้ต้องรวมไว้ใน Climate Pillar ซึ่งกลายเป็นเป้าหมายของทีมขายไปแล้ว พวกเขาก็รับโจทย์ไป ผมเองก็ถูกคาดหวังให้รายงานตัวเลขพวกนี้ตลอดกับบอร์ดและสื่อมวลชน ผมเชื่อว่าการที่เราแชร์เรื่องพวกนี้ได้ เป็นการตอกย้ำว่าเราทำตามที่สัญญาและเห็นว่ามันสำคัญ”

เมื่อ The Cloud ถามคุณกฤษณ์ว่าเป้าหมายที่ประกาศออกมาดูจะค่อยเป็นค่อยไป ไม่หวือหวา ถือว่าธนาคารระวังตัวไปหน่อยหรือไม่ คำตอบที่ได้น่าสนใจทีเดียว

“ผมว่าบางเรื่องเราทำคนเดียวไม่ได้ จะมาประกาศว่าจะไม่ปล่อยกู้ให้พวกธุรกิจพลังงานเลย หยุดปล่อยกู้หมดถ้าไม่ใช่ธุรกิจสีเขียว ทำแบบนี้เท่ากับเราทิ้งลูกค้านะ ซึ่งไม่ใช่การตัดสินใจที่มีเหตุผล เพราะว่าลูกค้ากับเราต้องไปด้วยกันต่างหาก ผมว่าเราต้องคำนวณเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ ถ้าเหมาะสมเราก็จะทำ ถ้าอันไหนทำได้เราก็จะให้คำมั่นสัญญา สิ่งที่เราทำคือ Walk the Talk อันไหนเราสัญญาจะทำ เราทำ แต่สิ่งที่เราจะไม่ทำคือเราจะไม่รอ บางคนบอกว่าเรื่องนี้รอได้ รอคนอื่นทำไปก่อน แต่ที่กสิกรไทยเราไม่รอครับ”

พูดแล้วทำ อันไหนไม่ทำก็ไม่พูด

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

ยั่งยืนที่วิถีชีวิตและโอกาสเติบโต

สิ่งที่แยกจากกันไม่ได้สำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งใหม่ คือการพาทุกคนไปข้างหน้าด้วยกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เรื่องการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนก็เช่นกัน สิ่งที่ผู้บริหารธนาคารกสิกรไทยเป็นห่วงคือภาคเกษตรกรรม ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนทางออกสำหรับเกษตรกรที่อยู่ในระบบนับล้านรายจะยังไม่ชัดเจนนัก ซึ่งเกษตรกรเองอาจจะยังไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้ รวมทั้งเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องก็ยังมีราคาสูง บทบาทของภาครัฐจึงสำคัญมากในการออกนโยบายและมาตรการจูงใจเพื่อสร้างจุดเริ่มต้นให้เกิดขึ้น

ชุดความคิดใหม่ ๆ นอกกรอบจึงต้องนำมาใช้กับกระบวนการทางธุรกิจ ซึ่งจะเป็นตัวเร่งที่ดีให้ผู้บริโภคปรับตัวได้เร็วขึ้น

“เรามีโครงการ SolarPlus คือคิดว่าถ้าเราสามารถคุยกับลูกบ้านในหมู่บ้านต่าง ๆ ให้พวกเขาอนุญาตให้ติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน โดยที่เราออกเงินให้ เขาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ลูกบ้านได้ประหยัดค่าไฟ โดยที่ธนาคารปล่อยกู้ให้กับบริษัทที่ติดตั้ง สุดท้ายแล้วลูกบ้านไม่ต้องใช้เงินลงทุน บริษัทติดตั้งก็ได้ธุรกิจเพิ่ม ธนาคารเราได้เรื่องคาร์บอนเครดิต แต่จะยากตรงการขออนุญาตและกระบวนการนี่ล่ะครับที่ต้องผลักดันกันต่อไป นี่เป็นวิธีคิดที่ออกมานอกกรอบ หรืออย่างโครงการส่งเสริมการเช่าจักรยานยนต์ไฟฟ้าแล้วให้มาเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่สาขาธนาคารได้ นี่ก็เริ่มแล้วและจะขยายต่อไป

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

“นอกจากมิติของสิ่งแวดล้อม สิ่งที่ธนาคารเราทำได้มากคือมิติด้านสังคม ผ่านโจทย์สำคัญเรื่องความครอบคลุมทางการเงิน ปัจจุบันคนใช้ K PLUS มีประมาณ 20 ล้านรายแล้ว แต่ก็ยังมีรายย่อยที่เข้าถึงบริการสินเชื่อยากลำบาก เราก็พยายามทำให้พวกเขาเข้าถึงเงินได้มากขึ้น ปีที่ผ่านมาเราทำให้รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อเพิ่มได้ 5 – 6 แสนราย ปีหน้าก็จะไปต่อ เรื่องนี้ต้องดูควบคู่กับปัญหาหนี้ครัวเรือนด้วยนะ ถ้าดันให้สินเชื่อโตมากเกินไป ก็เหมือนธนาคารทำบาป เพราะต้องดูเรื่องความสามารถในการชำระด้วย หนี้กับรายได้ต้องโตคู่กัน หน้าที่เราคือต้องให้กู้กับคนที่เขาชำระหนี้คืนได้ ไม่ใช่ปล่อยให้กับคนที่เขาใช้หนี้แล้วไม่เหลือเงินกินใช้เลย การไปไล่เติมหนี้ฝั่งเดียวมันทำได้ชั่วครั้งชั่วคราว ต้องทำให้เขาเติบโตขึ้นด้วย การทำให้เข้าถึงแหล่งเงินเป็นแค่การเปิดประตู แต่การทำให้เขาเติบโตต่างหากคือสิ่งที่ยั่งยืน”

ปรับที่วิธีคิด เปลี่ยนที่กระบวนการ 

นี่คือก้าวใหม่ที่น่าจับตาของธนาคารกสิกรไทย

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load