ธุรกิจ : อีหล่า มาร์เก็ต

ประเภทธุรกิจ : ร้านสรรพสินค้า

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2559

อายุ : 5 ปี 

ผู้ก่อตั้ง : พร้อมพร มุกดาม่วง, อัญชลี แสงโต 

ทายาทรุ่นสอง : รักอิสระ มุกดาม่วง

อีหล่า เป็นคำสรรพนามสื่อถึงความเอ็นดู ที่ผู้ใหญ่ทางภาคอีสานใช้เรียกลูกสาว หลานสาว หรือเด็กผู้หญิง 

แต่สำหรับ พีเจี้ยน-รักอิสระ มุกดาม่วง อีหล่า คือชื่อขึ้นต้นร้านโชห่วยที่เขาและครอบครัว ร่วมกันรีแบรนด์ร้านชำบ้านๆ ของคุณยาย ให้กลายเป็นร้านค้าครบวงจร มีเอกลักษณ์ และที่สำคัญคือกลมกลืนกับชุมชน

อีหล่า มาร์เก็ต ทายาทรุ่น 2 โชห่วยในอุดรฯ กับมาตรฐานใหม่ที่เป็นมิตรกับชุมชนเหมือนเดิม

‘อีหล่า มาร์เก็ต’ ร้านโชห่วยดีไซน์แปลกตา ตั้งอยู่ที่บ้านหนองใส หมู่บ้านเล็กๆ ในตำบลหนองนาคำ จังหวัดอุดรธานี ให้บริการจำหน่ายสินค้าทุกชนิดที่เป็นมิตรกับชุมชนและคนท้องถิ่น พร้อมกับปรับตัวให้เข้ากับบริบทชุมชนที่เปลี่ยนไป แต่ยังคงดูแลใจลูกค้าด้วยหลักการง่ายๆ 

“ไม่ได้ขายเพียงแค่สินค้า แต่ขายความเชื่อใจ” 

คอลัมน์ทายาทรุ่นสอง พาไปคุยกับทายาทร้านชำหนึ่งเดียวในจังหวัดอุดรธานี หลานชายผู้หยิบเอาความสร้างสรรค์และประสบการณ์ ทั้งจากการเดินทางและความสนใจในการถ่ายภาพ มาพัฒนาร้านโชห่วยของคุณยาย ยกระดับร้านโชห่วยที่คุ้นตา เปลี่ยนร้านเพิงให้กลายเป็นร้านเพลิน (เดินกันง่าย ขายกันเพลิน) พัฒนาจุดเด่น ลบจุดด้อยของโชห่วย ปรับความคุ้นชินเดิมให้มีมาตรฐานที่ดีขึ้น จนมีคนแวะเวียนมาขอเคล็ดลับการทำร้านอย่างไม่ขาดสาย 

แต่ก่อนแต่ไร

ก่อนที่จะเป็นร้านสรรพสินค้า อีหล่า มาร์เก็ต อย่างทุกวันนี้ กิจการร้านขายของชำเป็นธุรกิจที่อยู่คู่ครอบครัวของพีเจี้ยนมาก่อน มีทั้งช่วงรุ่งเรือง ซบเซา และช่วงที่ต้องหยุดกิจการไป โดยในแต่ละยุค สินค้าที่ผลัดเปลี่ยนเข้ามาวางขายในร้านแตกต่างกันไป 

ร้านในรุ่นคุณปู่คือกิจการเดียวในตำบล มีลูกค้าเป็นชุมชนกว่า 20 ชุมชนในละแวกใกล้เคียง ขายตั้งแต่ของกิน ของใช้ อะไหล่รถจักรยาน ไปจนถึงปุ๋ย ในช่วงรุ่งเรืองที่สุด ถึงขนาดมีโกดังใหญ่ไว้เก็บปุ๋ยเพื่อขายคนในชุมชน 

เมื่อยุคสมัยและความต้องการบริโภคสินค้าเปลี่ยนไป ร้านขายของชำใหม่ๆ ถือกำเนิดขึ้น ชาวบ้านมีรถขับเข้าไปซื้อของในเมืองเองได้ คนทำนาน้อยลง ร้านจึงหันมาจับทางสินค้าอุปโภคบริโภค 

เมื่อราวๆ 5 ปีก่อน คุณยายชุบชีวิตให้ร้านกลับมาเปิดขายอีกครั้ง ปรับห้องแถวขนาดหน้ากว้าง 6 เมตรเป็นโชห่วยที่ชุมชนคุ้นเคย ขายเครื่องดื่ม ของใช้ รวมถึงมีแผงหมูและแผงผักเล็กๆ เป็นตัวเลือกเสริม

กิจการตกทอดมาสู่รุ่นพีเจี้ยน คุณแม่และคุณยายชักชวนให้มาช่วยทำร้านใหม่ จากที่ตั้งใจทำแค่ร้าน ชายคนนี้กลายเป็นเสาหลักในเรื่องการออกแบบดีไซน์ วางระบบการขายแบบใหม่ หันมาทำความเข้าใจชุมชน ขายของครบวงจรมากขึ้น ทำการตลาดจนพาร้านออกสื่อและถูกพูดถึงในทวิตเตอร์ และยังเป็นต้นแบบของความเป็นไปได้ ในการเปลี่ยนภาพจำร้านโชห่วยให้ดีกว่าเดิม 

อีหล่า มาร์เก็ต ทายาทรุ่น 2 โชห่วยในอุดรฯ กับมาตรฐานใหม่ที่เป็นมิตรกับชุมชนเหมือนเดิม

ปรับภาพจำ ทำแบบใหม่

โชห่วยในต่างจังหวัดที่ทุกคนคุ้นตา คือร้านขายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน บางร้านมีถังน้ำแข็งสีฟ้าสดใสตั้งอยู่ด้านหน้า บางร้านมีแผงผัก บางร้านเน้นขายขนมหรือขายกับข้าวคละกับสินค้าประเภทอื่น 

พีเจี้ยนไม่ทำแบบนั้น เพราะเขาเชื่อว่าร้านโชห่วย ยกระดับให้ดีและสวยได้

“คนเขาพูดว่า ‘ทำดีเกินไป ร้านขายของไม่ต้องดีขนาดนี้ คนมันจะเข้าไหม’ เราก็บอกเขาว่าลองดู ลองมาดูมิติใหม่ๆ เราบอกลูกค้าเก่าที่เคยซื้อกับยายแบบนี้ เขาก็กล้าๆ กลัวๆ คิดว่าแค่ขายของเฉยๆ ไม่ต้องทำดีขนาดนั้นก็ได้

“เราชอบร้านกาแฟ ชอบดีไซน์ ก็น่าจะทำให้มันดีได้ สวยได้ ทำไมจะต้องไปทำเหมือนเดิม ขนาดบ้านยังออกแบบให้ไม่เหมือนกันได้เลย ร้านขายของก็ต้องแปลกๆ ได้ มันต้องสวยได้ ขายของได้ด้วย”

นอกจากปรับเลนส์การมองใหม่แล้ว ตัวเขาซึ่งคลุกคลีอยู่กับการท่องเที่ยว การถ่ายภาพ และยังเคยไปอยู่อเมริกามาก่อน เห็นตัวอย่างของความเป็นไปได้ และจากร้านชำของชาวเอเชียในอเมริกา เขาจึงค้นพบว่าร้านชำสามารถทำให้น่าสนใจขึ้นได้อีก ถ้ามีการจัดวางและวางระบบในร้านที่ดี

“ร้านขายของชำเขาเหมือน Tops เหมือน Villa Market บ้านเราเลย จากประสบการณ์ตรงนั้นเลยเป็นแรงให้เรากล้าลงมือทำ”

อีหล่า มาร์เก็ต ทายาทรุ่น 2 โชห่วยในอุดรฯ กับมาตรฐานใหม่ที่เป็นมิตรกับชุมชนเหมือนเดิม

เติมสิ่งที่ขาด

สิ่งที่พีเจี้ยนเริ่มทำเป็นอย่างแรกคือ การสำรวจข้อดีและจุดที่พัฒนาได้ของกิจการโชห่วย เขายังคงเชื่อว่าธุรกิจโชห่วยธรรมดาๆ อยู่คู่กับชุมชนได้ จึงชวนแม่มานั่งจับเข่าคุยถึงภาพที่อยากเห็นร่วมกัน มองหาจุดบอดและแก้ไขไปทีละข้อ

“ก่อนคิดว่าอีหล่าจะเป็นยังไง ผมต้องมองปัญหาและข้อดี ข้อดีของโชห่วยคืออะไร ข้อเสียหรือข้อด้อยต่างจากร้านค้า Modern Trade ยังไง แล้วกลับมารีเช็กกับคุณแม่ว่าร้านบกพร่องตรงไหน ไม่ใช่แค่ร้านตัวเอง เรามองภาพรวมด้วย เราเกิดมาพร้อมโชห่วย เราซื้อของในโชห่วยยังไง ทำไมเราไม่ประทับใจ เราชอบจุดไหนของโชห่วย มีเช็กลิสต์สองฝั่ง ฝั่งที่เราชอบ เราพัฒนา ฝั่งที่เราไม่ชอบ เราแก้ไข”

เมื่อภาพที่คุณแม่อยากได้และไอเดียของพีเจี้ยนมาบรรจบกัน จึงเกิดเป็นร้านโชห่วยที่ด้านนอกเป็นอาคารทรงหน้าจั่ว ก่อด้วยอิฐมอญแดง ด้านในตกแต่งให้มีเพดานสูง เน้นความโปร่งโล่ง ติดเครื่องปรับอากาศ และจัดโซนสินค้าแยกประเภทชัดเจน 

“โชห่วยเดิมทีขาดการจัดวาง ขาด Display ขาด Art Direction ขาดความสวยงาม จะทำร้านทั้งที ก็ทำให้ดีๆ เลย ยกจากห้องแถวให้เป็นมาร์เก็ตไปเลย เพราะเรามีประสิทธิภาพในเรื่องสินค้าอยู่แล้ว”

อีหล่า มาร์เก็ต ทายาทรุ่น 2 โชห่วยในอุดรฯ กับมาตรฐานใหม่ที่เป็นมิตรกับชุมชนเหมือนเดิม
อีหล่า มาร์เก็ต ทายาทรุ่น 2 โชห่วยในอุดรฯ กับมาตรฐานใหม่ที่เป็นมิตรกับชุมชนเหมือนเดิม

เวิร์ก / ไม่เวิร์ก

นอกจากแปลงโฉมร้านให้ดียิ่งขึ้น การจัดวางร้านแบบใหม่ก็เน้นให้โปร่งโล่ง เพื่อสุขอนามัยภายในร้าน จากระบบทอนเงินแบบควักในกระปุก เปลี่ยนมาเป็นระบบลิ้นชักเก็บเงิน (Cash Drawer) ที่ช่วยให้การคิดเงิน-ทอนเงิน ง่ายและรวดเร็วขึ้น

พีเจี้ยนทดลองนำสิ่งที่เขาคิดว่าดีมาทำให้ร้านมีระบบเข้าที่เข้าทางขึ้น เพิ่มความแปลกใหม่ แต่ไม่ใช่ทุกอย่างที่ไปได้สวยกับร้านโชห่วยของเขา 

“เราเคยเอาของที่ไม่เหมาะกับชุมชนมาขาย คิดแค่ว่าอยากให้ร้านดี มีครบทุกอย่าง หรือการใช้ถุงกระดาษ ถุง Eco เราว่ามันดี แต่การรักษ์โลกก็มีราคาที่ต้องจ่าย พอต้นทุนสูง มันไปกันไม่ได้ เลยกลายเป็นว่าเราไปทางรักษ์โลกจ๋าไม่ได้ อีกอย่างถ้าใส่ของแบบนี้ แล้วลูกค้าขับมอไซค์มาจะกลับได้ไหม ถุงแบบนี้ควรให้ลูกค้าที่ขับรถยนต์เหมือนเมืองนอก เราก็ต้องกลับมาบาลานซ์ใหม่

“เช่นเดียวกัน เราไม่เอาเนื้อหมูสดๆ ไปแพ็กขายเหมือนห้าง ไม่ใช่ว่าเราไม่เคยลอง แต่ลองแล้วขายไม่ได้ เอาไปแพ็ก เอาไปสไลด์ เขาก็มาซื้อเนื้อหมูสดแบบที่เอามีดปาดที่ตลาดเหมือนเดิม”

‘อีหล่า มาร์เก็ต’ โชห่วยยุคใหม่ของทายาทรุ่นสอง ปรับโฉมร้านเพิงของยายให้ได้มาตรฐาน แต่เป็นมิตรกับชุมชนเหมือนเดิม

ก่อนกลับมารับช่วงต่อ ทั้งคุณแม่และลูกชายเห็นพ้องตรงกันว่า ทำร้านเป็นของตัวเองขึ้นมา สร้างแบรนด์ของตัวเองดีกว่าการซื้อแฟรนไชส์ร้านสะดวกซื้อ 

“ทีเแรกเขาชวนทำร้านสะดวกซื้อแบบแฟรนไชส์ หาอะไรทำที่เกี่ยวกับการขายของ เรามองว่าชุมชนไม่ต้องมากินของเวฟ สุดท้ายก็ไม่ตอบโจทย์เรา และยังไม่ตอบโจทย์ชุมชนอีก เลยคิดว่าทำร้านที่เหมือนอีหล่าในทุกวันนี้น่าจะตอบโจทย์มากกว่า”

อีหล่า มาร์เก็ต ทำความเข้าใจพฤติกรรมการบริโภคของชุมชน จึงยึดคอนเซปต์เดิมเรื่อยมา ตั้งแต่วันแรกที่ขายจนถึงทุกวันนี้

 ‘ขายของตลาดสด แต่อยู่ในห้องแอร์ ระบบต้องเหมือนห้าง แต่การขายต้องเหมือนเดิม’

‘อีหล่า มาร์เก็ต’ โชห่วยยุคใหม่ของทายาทรุ่นสอง ปรับโฉมร้านเพิงของยายให้ได้มาตรฐาน แต่เป็นมิตรกับชุมชนเหมือนเดิม
‘อีหล่า มาร์เก็ต’ โชห่วยยุคใหม่ของทายาทรุ่นสอง ปรับโฉมร้านเพิงของยายให้ได้มาตรฐาน แต่เป็นมิตรกับชุมชนเหมือนเดิม

ไว้ใจได้

ในวันที่ร้านค้า ร้านโชห่วย ปรากฏอยู่ทุกซอกทุกมุม ห้างร้านขนาดใหญ่เริ่มขยายเข้าใกล้ชุมชนมากขึ้น คนมีทางเลือกในการจับจ่ายใช้สอยและมีตัวเลือกใหม่ๆ สิ่งที่พีเจี้ยนทำเพื่อรักษาฐานลูกค้าให้กับร้าน คือการสร้างความเชื่อใจ 

“เราให้ความสำคัญกับความรู้สึกมากกว่าสินค้าและคุณภาพ อย่างที่บอกว่าเราขายความเชื่อใจ สินค้ากับคุณภาพมันซื้อที่ไหนก็ได้ แต่ความรู้สึกดีๆ ให้กันไม่ได้ทุกที่

“เราซื่อสัตย์ทั้งทางคำพูดและการกระทำ ของที่เอามา เอามาจากไหน เราก็ไม่ได้บ่ายเบี่ยง เราขายความเชื่อใจ เคยได้ยินคำว่าย้อมแมวขาย แต่สิ่งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในร้านเราเลย เราค่อนข้างซีเรียส แค่ผักเหลืองเราก็ไม่อยากขายแล้ว 

“จริงอยู่ที่ทุกวันนี้ร้านค้าเยอะ อย่างที่บอกเราโตมากับโชห่วย ความเป็นโชห่วยมีฐานลูกค้าอยู่แล้ว คนนี้ซื้อร้านนี้ เขาก็จะซื้อร้านนี้ตลอด ลูกค้าประจำที่ซื้อน้ำแข็งห้าบาท ก็ซื้อน้ำแข็งห้าบาททุกวัน เลยกลายเป็นว่า เรายังรั้งลูกค้าประจำไว้ได้”

เมื่อร้านซื่อสัตย์ ลูกค้าจึงแวะเวียนกลับมาใช้บริการ เกิดการบอกต่อ ทำให้ร้านรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ได้ ร้านได้ลูกค้า ลูกค้าได้ความสบายใจ ผลคือได้ทั้งสองฝ่าย เกิดเป็นการซื้อขายที่มีความสุข

“บางทีเขาใช้ลูกมาซื้อ ลูกหยิบถั่วงอกไม่ดีมา เรายังไม่ได้เช็กของคัดของออก เราบอกว่าไม่ต้องเอาหรอก แต่มันเหลือห่อเดียวแม่ใช้มาซื้อ งั้นเราไม่เอาเงินนะถุงนี้ แต่บอกแม่ด้วยว่าเราไม่คิดตังค์ เราดูของทุกอย่างที่เขาถือมาว่ามันอยู่ในสภาพที่ถูกต้อง โอเคไหม ของชำรุดไหม เราเช็กให้เขาตลอด ไม่ได้สักแต่คิดเงินแล้วก็แค่คิดไป”

‘อีหล่า มาร์เก็ต’ โชห่วยยุคใหม่ของทายาทรุ่นสอง ปรับโฉมร้านเพิงของยายให้ได้มาตรฐาน แต่เป็นมิตรกับชุมชนเหมือนเดิม

เคียงข้างชุมชน

อีหล่า มาร์เก็ต คือร้านค้าในชุมชน ก่อตั้งโดยลูกหลานในชุมชน เพื่อคนในชุมชน นอกจากบริการสินค้าอุปโภคบริโภคให้แก่ชุมชนแล้ว ยังช่วยเหลือและดูแลชุมชนไปพร้อมๆ กัน

“เราอุดหนุนผักสวนครัว ตาๆ ยายๆ ปลูกข้างบ้าน เขาก็เอามาขายเรา มีกล้วยอยู่ข้างบ้านตัดมาขายให้เรา เรารับซื้อตลอด 

“ลูกค้าหลักของเราคือคนในชุมชน ซึ่งส่วนมากคนที่มาซื้อของเรารู้จักมักคุ้น รู้หน้าเกือบแปดสิบเปอร์เซ็นต์ สิ่งไหนที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ เราทำอยู่ประจำ ลูกค้าประจำจัดงานศพแล้วเขามาซื้อของ เราจะฝากของไปทำบุญกับเขาตลอด สมมติเขาซื้อเนื้อหมูกับเราสองกิโล เราจะแถมเขาไปสองถึงสามกิโล เราทำบุญด้วยนะ ถ้าขึ้นบ้านใหม่เราก็จะฝากไปทำบุญด้วย” 

ที่นี่นอกจากการเป็นร้านโชห่วยของคนในชุมชน ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ธุรกิจ โดยเปิดพื้นที่ให้กลุ่มต่างๆ เข้ามาเรียนรู้การทำธุรกิจค้าขายและการขายสินค้าเกษตร ให้กับน้องๆ ตั้งแต่นักเรียนชั้นอนุบาลไปจนถึงนักศึกษาจากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และยังเป็นสถานที่ศึกษาดูงานของกลุ่ม OTOP ของตำบลอีกด้วย 

และในช่วงวิกฤตโรคระบาดนี้ อีหล่า มาร์เก็ต เป็นอีกหนึ่งแรงที่ช่วยเหลือคนในชุมชน ด้วยการร่วมบริจาควัตถุดิบในร้าน อาทิ หมูสด ร่วมกับร้านอาหารในชุมชน เพื่อทำอาหารกล่องช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ บริจาคสิ่งของที่จำเป็นให้กับโรงพยาบาลสนาม เพื่อช่วยให้ชุมชนผ่านพ้นวิกฤตไปด้วยกัน 

‘อีหล่า มาร์เก็ต’ โชห่วยยุคใหม่ของทายาทรุ่นสอง ปรับโฉมร้านเพิงของยายให้ได้มาตรฐาน แต่เป็นมิตรกับชุมชนเหมือนเดิม
‘อีหล่า มาร์เก็ต’ โชห่วยยุคใหม่ของทายาทรุ่นสอง ปรับโฉมร้านเพิงของยายให้ได้มาตรฐาน แต่เป็นมิตรกับชุมชนเหมือนเดิม

ความบ้า

อีหล่า มาร์เก็ต เปิดขายมาแล้วกว่า 5 ปี มีลูกค้าแวะเวียนมาอุดหนุนเสมอ และบางคนถึงกับตั้งใจมาขอคำแนะนำเรื่องการทำธุรกิจ เจ้าของร้านสะดวกซื้อแฟรนไชส์กว่า 4 สาขาก็เคยมาพูดคุยถึงแนวคิดในการทำร้านมาแล้ว

“คนสนใจในความบ้ามากกว่า ทำไมต้องทำร้านแบบนี้ ไม่ต้องคนอื่นหรอก แค่พ่อเรายังงงว่าทำไมต้องทำร้านขนาดนี้ แค่ร้านขายของเอง แต่มันต่อยอดได้ ตกแต่งได้ สวยได้ คนที่สนใจอาจยังไม่รู้ ไม่กล้า หรือไม่แน่ใจว่าจะเริ่มยังไงมากกว่า เราเป็น Case Study ของคนตัวเล็ก สิ่งที่เราทำมันการันตีได้ว่า คนธรรมดาก็เริ่มทำได้”

สิ่งที่คนมักเข้ามาถามเป็นเรื่องภายนอก การตกแต่ง การจัดวาง ชื่นชมในความน่าทึ่งของโชห่วยที่เริ่มโดยคนตัวเล็ก สร้างขึ้นด้วยความตั้งใจ แม้ไม่ใหญ่โตเหมือนห้างแต่ทุกอย่างเริ่มด้วยใจ และอยู่ได้เพราะคนทำมีความสุข

“ส่วนมากจะถามว่าต้องเริ่มยังไง มันไม่ได้เริ่มยากอะไร เราก็ขายของธรรมดานี่แหละ สิ่งหนึ่งที่เราอยากจะบอกคือ การทำร้าน ทำให้มันดีๆ ไปเลย ทำให้คนขายประทับใจ พอคนขายประทับใจ คนซื้อเขาจะรับรู้ได้ว่าเรารังสรรค์สิ่งนี้ สร้างสรรค์สิ่งนี้สำหรับลูกค้า เขาจะเห็นความตั้งใจเอง”

ในอนาคตอันใกล้ เมื่อถึงจุดที่ทั้งเขาและร้านมีความพร้อม พีเจี้ยนยังมองไปถึงการขยับขยายกิจการ ต่อเติมร้านให้กว้างขึ้น แต่ยังคงไว้ซึ่งคอนเซปต์และบริการที่ดีเช่นเดิม

“ที่คิดไว้ก็คือ ในเร็วๆ นี้จะมีสาขาในรูปแบบหนึ่ง หน้าตาอีกแบบหนึ่ง ไซส์เล็กลงแต่ยังคงคอนเซปต์เดิม ขายของประมาณนี้ คุณภาพประมาณนี้ อาจจะเลือกของที่ขายดีของร้านนี้ไปขาย ตัั้งเป็นช็อปหรือ Pop-up Store ขึ้นมา”

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือความตั้งใจ

พีเจี้ยนพูดถึงความภูมิใจหลังจากเข้ามารับช่วงต่ออย่างเต็มตัว เมื่อได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ตัวเขาเริ่มผูกพัน และอยากเห็นกิจการที่ตัวเองลงมือลงแรงร่วมกับครอบครัวเติบโตไปเรื่อยๆ 

“เราทุ่มเทให้ตรงนี้มากตั้งแต่ยังไม่สร้าง ตอนก่อสร้างเราก็มาดูทุกวันกับช่าง ทุ่มพลังงานชีวิตให้กับตรงนี้ไปเยอะแล้ว เลยกลายเป็นว่าเราไม่เหลือแรงให้ไปที่อื่น ถึงตรงนี้ขาดทุนเราก็ต้องสู้

“อีกเหตุผลหนึ่ง คือทำแล้วมีคนสนใจ ลูกค้าสนใจ คนนอกพื้นที่สนใจ ว่าสิ่งที่เราทำเป็นมิติใหม่ๆ ทำให้ใจชื้นว่าที่ทำไปไม่เสียเปล่านะ เราทำแล้วมันสร้างแรงบันดาลใจให้ใครบางคน รู้สึกว่ามีคุณค่ากับเราและคนอื่น”

ในฐานะผู้ประกอบการและคนในชุมชน พีเจี้ยนเชื่อว่าร้านโชห่วยของเขาจะไปต่อได้ และอยู่คู่กับชุมชนได้ หากยังคงไว้ซึ่งมาตรฐานและความตั้งใจดี จึงตั้งใจฟูมฟัก อีหล่า มาร์เก็ต ให้เป็นมากกว่าโชห่วย แต่เป็นพื้นที่ของทุกคนในชุมชน

‘อีหล่า มาร์เก็ต’ โชห่วยยุคใหม่ของทายาทรุ่นสอง ปรับโฉมร้านเพิงของยายให้ได้มาตรฐาน แต่เป็นมิตรกับชุมชนเหมือนเดิม

Writer

แคทรียา มาลาศรี

คนทักผิดตลอดชีวิตว่าเป็นนักร้องดัง รักการกินผักและรักเนื้อพอๆ กับผัก เกิดที่อีสาน เรียนที่ภาคกลางและหลงทางที่เชียงใหม่

Photographer

รักอิสระ มุกดาม่วง

เป็นคนจังหวัดอุดรธานี-ถิ่นภาคอีสาน โดยกำเนิด รักอิสระเคยดร็อปเรียนตอนมัธยมแล้วไปเป็นเด็กล้างจานที่ร้านอาหารไทยในอเมริกา 1 ปี ชอบเดินทางท่องเที่ยว ถ่ายรูป และสนใจภาพเชิงสารคดีเป็นพิเศษ

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ท่ามกลางความหลากหลายของสินค้าอุปโภคบริโภคในซูเปอร์มาร์เก็ต ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดไปจนถึงเครื่องดื่มที่เต็มไปด้วยแบรนด์น้อยใหญ่มากมาย

แบรนด์อะไรเอ่ยที่เป็นแบรนด์ของคนไทย เริ่มต้นจากสองมือและแรงบันดาลใจของชายคนหนึ่งที่อยากเห็นคนไทยใช้ของดี กินของดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดี

แบรนด์อะไรเอ่ยที่หลาย ๆ คนต้องเคยได้ลองใช้ หรือคงได้เห็นผ่านตากันมาบ้าง

แบรนด์อะไรเอ่ยที่ใช้ใจพัฒนาอย่างต่อเนื่องด้วยนวัตกรรมที่โดนใจมากว่า 50 ปี

เอาล่ะ พอนึกออกกันบ้างไหมครับท่านผู้อ่าน

ทายาท ไอ.พี. วัน ธุรกิจ FMCG ที่เข้าใจลูกค้ามากกว่าลูกค้า เจ้าของ Hygiene, Vixol ถึง Ivy

ไฮยีน, วิกซอล, วิซ, แดนซ์, โฟกัส และไอวี่ เหล่านี้คือแบรนด์ที่ตอนแรกเราก็คิดไม่ถึง แต่รู้ตัวอีกที เราก็มีสินค้าของเขาอยู่ในบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

และ 6 แบรนด์นี้มีอะไรที่เหมือนกัน คำตอบคือทั้งหมดมาจาก บริษัท ไอ.พี. วัน แล้วอะไรที่พาธุรกิจของครอบครัวหนึ่งเติบโตมาได้ไกลขนาดนี้

The Cloud มีนัดหมายพิเศษ กับ อู๋-ธิติ ธเนศวรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอ.พี. วัน จำกัด ทายาทรุ่นสองแห่งอาณาจักรหลายพันล้าน เจ้าของรางวัลแบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ที่ผู้บริโภคเลือกซื้อมากที่สุด (The Most Chosen Brand) จาก Kantar Brand Footprint Award 2022 Thailand ถึง 4 ปีซ้อน และเป็นแบรนด์ไทยแบรนด์เดียวที่ผงาดเหนือคู่แข่งข้ามชาติ

เขาเริ่มสร้างอาณาจักรธุรกิจ ปั้น สานต่อ และพัฒนากันอย่างไร ขอพาทุกท่านมาร่วมค้นหาคำตอบเบื้องหลังความสำเร็จนี้ไปด้วยกัน

The Beginning

ย้อนกลับไปเมื่อ 50 ปีที่แล้ว จุดเริ่มต้นของ บริษัท ไอ.พี. วัน ถือกำเนิดขึ้นจาก คุณพ่ออุทัย ธเนศวรกุล ซึ่งได้ไปศึกษาด้านเคมีที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ทว่าเส้นทางก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

ระหว่างนั้นครอบครัวที่เมืองไทยของเขาเกิดวิกฤตด้านการเงิน จึงเรียกตัวคุณอุทัยกลับบ้าน สิ่งที่เกิดขึ้นในหัวนักเรียนนอกอย่างเขาคือ “เมืองนอกมีสินค้าคุณภาพดีให้ใช้ แล้วทำไมเมืองไทยถึงไม่มีสินค้าคุณภาพดี ๆ ให้คนไทยได้ใช้เหมือนที่นั่นบ้าง”

เมื่อต้องกลับประเทศไทย เขาตัดสินใจเริ่มจากการทำสิ่งที่ถนัดที่สุดอย่างการผสมสูตรน้ำยาล้างห้องน้ำโดยใช้ความรู้ทางด้านเคมีที่ร่ำเรียนมา ก่อตั้งบริษัทเล็ก ๆ โดยมีพนักงานเพียง 2 – 3 คน

“จริง ๆ แล้วห้องน้ำคือส่วนหนึ่งในชีวิตเราเหมือนกันนะ พอห้องน้ำไม่สะอาด ด้วยความสกปรก ความชื้น คราบที่ขัดไม่ออกต่าง ๆ เลยกลายเป็นห้องที่เราไม่อยากใช้ชีวิตอยู่ด้วยมากที่สุด

“คุณพ่อก็เลยทำผลิตภัณฑ์ล้างห้องน้ำออกมาเป็นตัวแรกก่อน เพื่อตอบโจทย์ Pain Point ของผู้บริโภคที่มีอยู่ ณ เวลานั้น”

วิธีผสมผลิตภัณฑ์ล้างห้องน้ำ ณ เวลานั้นคือ เอาส่วนผสมสารเคมีทั้งหมดไปอยู่ในถังใบหนึ่ง จุดไฟข้างล่าง แล้วก็เอาไม้กวนเองที่หลังบ้านของคุณอุทัย

หลังจากนั้น เขาใช้วิธีขายตรงโดยเดินไปเคาะประตูตามบ้าน เพราะร้านค้ายังไม่ยอมรับ จึงทดลองล้างห้องน้ำให้ลูกค้าดูเลยว่า น้ำยาล้างห้องน้ำยี่ห้อวิกซอล มีประสิทธิภาพในการทำงานอย่างไร

“คุณพ่อเล่าให้ฟังว่า ไปเคาะบ้าน 10 หลัง มีบ้านที่ยอมให้เข้าไปล้างห้องน้ำให้ดูเพียงหลังเดียว ต้องแบกอุปกรณ์และน้ำยาทุกอย่างกว่า 5 กิโลขึ้นรถเมล์ไปเองคนเดียว ขายของ ทดลองสินค้าให้ผู้บริโภคดู และทำความเข้าใจกับพวกเขา เพื่อนำข้อมูลกลับมาปรับสูตรให้ตรงกับความต้องการ”

สิ่งที่ทำให้ลูกค้ายอมเปิดใจให้คนแปลกหน้าคนหนึ่งเข้าไปล้างห้องน้ำถึงในบ้าน คือความไม่ยอมแพ้ และความเชื่อที่ว่า ถ้าหากทดลองสินค้าดี ๆ ที่ตอบโจทย์ให้ลูกค้าได้เห็น ก็จะทำให้ลูกค้าได้ของที่ดีที่สุด มีความสุขที่สุด และกลับมาซื้อซ้ำ

อย่างไรก็ตาม ลูกค้ากลับไม่ได้ปลื้มใจกับน้ำยาสูตรแรก เนื่องจากห้องน้ำในสมัยก่อนอากาศถ่ายเทได้ไม่ดีนัก และคนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ล้างห้องน้ำบ่อย ๆ คราบที่เกิดขึ้นจึงเป็นคราบฝังแน่น คุณอุทัยจึงปรับสูตรใหม่หลายครั้ง จนได้สูตรที่มีกรดไฮโดรคลอริกซึ่งมีประสิทธิภาพมาก ๆ และถือเป็นสูตรแรกของเมืองไทย ก่อนจะกลับไปขายที่บ้านหลังเดิมอีกครั้ง คราวนี้ได้ผลดีแบบที่เห็นคราบฝังแน่นลอยขึ้นมา จนผู้บริโภคยอมรับและบอกต่อในที่สุด

จุดพลิกผันที่ทำให้คุณอุทัยยังตื่นเต้นจนทุกวันนี้ คือ วิกซอล แจ้งเกิดอย่างจริงจัง หลังจากมียี่ปั๊วรายหนึ่งรับสินค้าไปขายเป็นครั้งแรก เพราะคุณภาพและความความตั้งใจที่อยากทำสินค้าที่ดีออกไปสู่มือผู้บริโภค เมื่อได้คู่ค้ารายนี้ช่วยกระจายสินค้า จึงทำให้ร้านค้าอื่น ๆ เริ่มยอมรับตามมา

สำหรับปรัชญาการทำธุรกิจของรุ่นก่อตั้งที่ยังส่งต่อมาถึงทายาทรุ่นปัจจุบันนั้นไม่มีอะไรซับซ้อน

“ทำของดี ๆ อย่าทำของห่วย ๆ ให้คนอื่นเขาใช้ และถ้าเราเองยังไม่สบายใจที่จะใช้ผลิตภัณฑ์ของตัวเองก็อย่าทำ”

อู๋-ธิติ ธเนศวรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอ.พี. วัน จำกัด ธุรกิจ FMCG ที่เข้าใจลูกค้ามากกว่าลูกค้า เจ้าของ Hygiene, Vixol ถึง Ivy
อู๋-ธิติ ธเนศวรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอ.พี. วัน จำกัด ธุรกิจ FMCG ที่เข้าใจลูกค้ามากกว่าลูกค้า เจ้าของ Hygiene, Vixol ถึง Ivy

International Product 

หลังจากตั้งตัวได้ด้วยผลิตภัณฑ์วิกซอล โจทย์ต่อไปคือจะโตอย่างไรให้มั่นคงสมชื่อ IP ที่ย่อมาจากคำว่า ‘International Product’ หรือสินค้าที่ได้มาตรฐานระดับนานาชาติ ต่อมาจึงปรับภาพลักษณ์องค์กร และสร้างความชัดเจนในการดำเนินธุรกิจด้วยวิสัยทัศน์ ‘มุ่งมั่น สร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่ออนาคตการใช้ชีวิตที่ดีขึ้น’ หรือ Innovate Passionately For The Future Of Better Living และจัดตั้งกลุ่มบริษัท ไอ.พี. วัน หรือ I.P. ONE ในปัจจุบัน

จากผลิตภัณฑ์ล้างห้องน้ำวิกซอลในวันนั้น จึงค่อย ๆ แตกกิ่งก้านสาขาออกมาเป็นแบรนด์อื่น ๆ ในเครือ

วิซ เกิดขึ้นจากความพยายามลองพัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลพื้นผิวต่าง ๆ ออกมาเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น และรับจ้างผลิตให้บริษัท PCS และบริษัท Anglo Thai เป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจ B2B ก่อนจะปรับมาจำหน่ายแบบ B2C ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของ ไอ.พี. วัน

“แม้ว่าธุรกิจ B2B เหล่านี้จะเป็นธุรกิจเสริมที่ทำอยู่ในระยะหนึ่งเท่านั้น แต่ก็ถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยทำให้คุณพ่อตั้งตัวขึ้นมาได้

“หลังจากนั้น คุณพ่อก็เริ่มหันมามองว่าผู้บริโภคทุกคนต้องใส่เสื้อผ้า แต่เสื้อผ้าในเวลานั้นยับบ้าง ไม่มีกลิ่นหอมบ้าง เขาจึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลผ้าภายใต้แบรนด์ ไฮยีน ขึ้นมา โดยมีผลิตภัณฑ์ตัวแรกคือน้ำยารีดผ้า ก่อนจะค่อย ๆ ขยายจนเป็นแบรนด์เดียวภายในเมืองไทยที่มีผลิตภัณฑ์ดูแลผ้าครบวงจร ในทุก ๆ ขั้นตอน ตั้งแต่ก่อนซัก ไปจนถึงหลังซัก”

ในกระบวนการทำความสะอาดผ้า การรีดผ้านับว่าเป็นอุปสรรคมากที่สุด เพราะใช้เวลานานและร้อนมาก การพัฒนาน้ำยารีดผ้าช่วยร่นระยะเวลาในการรีด และช่วยให้ครอบครัวมีเวลาด้วยกันมากขึ้น

พอเริ่มเข้าใจในผู้บริโภคกลุ่มแม่บ้านแล้ว เขาจึงเริ่มขยายเป้าหมายไปที่กลุ่มวัยรุ่น ออกมาเป็นโรลออนระงับกลิ่นกายภายใต้แบรนด์โฟกัส สำหรับผู้ชาย และ แดนซ์ สำหรับผู้หญิง โดยหวังว่าจะพัฒนาคุณภาพชีวิตและความสุขให้กลุ่มเป้าหมายนี้ได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม แบรนด์ที่พัฒนาขึ้นมาทั้งหมดล้วนเป็นกลุ่ม Non-Food ทั้งสิ้น โจทย์ต่อไปจึงเป็นความตั้งใจพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Food & Beverage จนเกิดเป็นแบรนด์ไอวี่

น้ำผลไม้ที่มีจำหน่ายอยู่ในประเทศไทยมักเป็นน้ำผลไม้กระป๋องที่มีส่วนผสมเป็นน้ำผลไม้จริง ๆ ค่อนข้างน้อย ไอวี่จึงกลายมาเป็นน้ำผลไม้ 100 เปอร์เซ็นต์ แบรนด์เดียวที่เน้นผลไม้ตะวันตก ทั้งกีวี พีช แพร์ ฝรั่ง แบล็กเคอแรนต์ ทำให้ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากผู้บริโภค

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ สิ่งที่เหมือนกันของทุกแบรนด์ ก็คือการเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหา พร้อมนำเสนออะไรใหม่ ๆ ให้คนไทยได้มีโอกาสทดลองดื่มหรือใช้

หลักการในการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ของคุณอุทัยคือ หนึ่ง คุณภาพต้องไม่ด้อยกว่าผู้นำตลาด สอง ถ้าจะทำสินค้าอะไรก็แล้วแต่ อย่าทำสินค้าที่มีอยู่แล้ว แต่ใช้นวัตกรรมสร้างผลิตภัณฑ์ที่แตกต่าง มีจุดเด่นเป็นของตัวเอง และต้องเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของผู้บริโภค

เมื่อ 2 หลักการนี้มารวมกัน จึงเกิดเป็นคำว่า Insightful Innovation ที่สืบทอดมาถึงทายาทรุ่นถัดไป 

The Next Gen

“คุณพ่อน่าจะวางแผนไว้แล้ว ผมได้มีโอกาสไปเรียนที่สหรัฐอเมริกาเหมือนกับเขา ตอนพี่สาวไปคุณพ่อไปส่งถึงที่เลย ดูแลหาที่อยู่ให้ แต่ไม่รู้เพราะผมเป็นคนสุดท้องและเป็นผู้ชายหรือเปล่า เขาให้ไปเอง หาบ้านเอง ติดต่อมหาวิทยาลัยเอง หาทางขึ้นรถเมล์ไปเรียนเองโดยไม่ซื้อรถให้ เหมือนเป็นการวางแผนให้ผมต้องดิ้นรนแบบที่คุณพ่อเคยเจอมาก่อน” คุณอู๋พูดพลางหัวเราะ

หลังเรียนจบสาขาการตลาดและโลจิสติกส์ คุณพ่อก็เรียกตัวให้กลับมาสานต่อธุรกิจที่บ้านในทันที 

เบื้องหลังความสำเร็จ 50 ปีของ ไอ.พี. วัน อาณาจักรพันล้านจากมือของคนไทย เจ้าของ Hygiene, Vixol, Whiz, Dance, Focus และ Ivy

หน้าที่แรกที่ได้รับมอบหมายคือ นั่งหน้าห้องคุณพ่อและเข้าไปฟังประชุมเพื่อเรียนรู้งานอยู่ระยะเวลาหนึ่ง

“ทำไปจนถึงจุดหนึ่งเลยบอกคุณพ่อว่า อยู่ในบริษัทอย่างเดียวมันเรียนรู้ช้า ไม่ค่อยได้รู้ว่าจริง ๆ ข้างนอกเกิดอะไรขึ้นบ้าง ก็เลยขอไปตามทีมอีเวนต์ออกงาน ตั้งบูทขายของตามมหาวิทยาลัยและโรงงานต่าง ๆ”

แม้จะต้องจัดบูทตั้งแต่ 4 ทุ่มถึงตี 4 ก่อนเริ่มขายของตอน 9 โมงเช้า แต่นั่นทำให้เขาได้พบสิ่งที่มีค่าที่สุดอย่างหนึ่ง คือ การได้คุยกับลูกค้าจริง ๆ เพื่อทำความเข้าใจไลฟ์สไตล์และความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค

จากตรงนั้น คุณอู๋จึงเสนอให้สร้างทีมโลจิสติกส์เพื่อดูแลส่วน Supply Chain ขึ้นมา ซึ่งประหยัดต้นทุนในปีแรกให้กับบริษัทไปกว่า 30 ล้านบาท ทำให้นำงบประมาณส่วนนี้ไปทำการตลาดและออกผลิตภัณฑ์ใหม่ สร้างยอดขายให้บริษัทเพิ่มเติมไปได้อีก

ทายาทรุ่นสองตั้งใจรังสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ใช้ Innovation และ Insight จากการเข้าใจผู้บริโภคอย่างถ่องแท้ในการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้สินค้าเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย

“เรารักษาสิ่งที่ดีที่คุณพ่อสร้างไว้ และในขณะเดียวกันก็ต่อยอดให้องค์กร Dynamic และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในการกระจายสินค้าให้เข้าถึงมือผู้บริโภคทุกกลุ่ม”

Innovate Passionately

“เรามีการปรับภาพลักษณ์องค์กร โดยนำ DNA ความเป็น I.P. นับตั้งแต่วันแรกที่คุณพ่อได้ก่อตั้งบริษัทด้วยความรัก ไม่ยอมแพ้ มุ่งมั่น ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมต่อเนื่องมาตลอด 50 ปี เริ่มต้นที่อยากให้คนไทยมีห้องน้ำที่สะอาด ด้วย Purpose ที่ชัดเจน คือ การพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคให้ดีขึ้น จึงถูกถ่ายทอดออกมาเป็น Brand DNA ของบริษัท I.P. คือ Innovate Passionately ตอกย้ำด้วย Purpose ของเรา คือ For The Future Of Better Living รวมกันจึงมาเป็น Innovate Passionately For The Future Of Better Living มุ่งมั่น สร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่ออนาคตการใช้ชีวิตที่ดีขึ้น”

สำหรับคุณอู๋แล้ว แกนหลักของนวัตกรรมเริ่มจากความเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้งและแท้จริง

“เราต้องศึกษาไลฟ์สไตล์ของเขา ทำความรู้จักเขาให้ดีกว่าที่ตัวเขารู้จักตัวเขาเองด้วยซ้ำ ต้องถึงจุดนี้ก่อนถึงจะเรียกได้ว่ามีอินไซต์อย่างแท้จริง แล้วค่อยนำอินไซต์นี้มาพัฒนาเป็นนวัตกรรมที่มั่นใจว่า ถ้าออกผลิตภัณฑ์ เขาจะสนใจ กล้าที่จะทดลอง และจะต้องชอบแน่ ๆ

อย่างในกรณีของวิกซอล หนึ่งในตัวอย่างของการนำเอา Insight มาต่อยอดพัฒนาเป็นนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคตั้งแต่ยุคบุกเบิกบริษัท คือการคิดค้นน้ำยาล้างห้องน้ำสูตรกรดไฮโดรคลอริกเป็นสูตรแรกของเมืองไทย เพื่อขจัดคราบและกลิ่นเหม็นที่ฝังลึกในห้องน้ำสมัยก่อน

“เราเป็นเจ้าแรก ๆ เช่นเดียวกันที่ทำผลิตภัณฑ์ล้างห้องน้ำมีกลิ่นหอม วิกซอล พิ้งค์ ที่ไม่ใช่แค่ขจัดคราบ แต่มีกลิ่นหอมด้วย” นี่คืออีกตัวอย่างของนวัตกรรมที่นำออกมาสู่ตลาดเป็นเจ้าแรกอย่างไม่มีใครคาดคิด

กรณีของไฮยีน ขณะที่แบรนด์อื่น ๆ ส่วนใหญ่ในตลาดชูจุดขายในการเน้นกลิ่นหอมที่ยาวนาน แต่เมื่อ ไอ.พี. วัน ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างจริงจังแล้ว พบว่าผู้บริโภคไม่ได้ต้องการเพียงแค่กลิ่นหอม จึงตัดสินใจที่จะนำเสนอ Experiential Segment คือการสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ของผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายแทน อาทิ ‘ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มสูตรเข้มข้นพิเศษ ไฮยีน ดิลีเชียส ซีรีส์’ 2 กลิ่นใหม่ เรียกได้ว่าฉีกกฎผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มที่มีขายอยู่ในตลาด ผลิตภัณฑ์ใหม่นี้เป็นกลิ่นหอมหวาน สดชื่นจากขนมหวาน ที่ผสานนวัตกรรมกลิ่นหอมจากขนมฝรั่งเศสกับความสดชื่นของดอกไม้ มี 2 กลิ่น คือ กลิ่นซัมเมอร์มาการอง และ สปริงคัพเค้ก นี่คือเหตุผลที่ทำให้ไฮยีนได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภค จนได้รางวัลแบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ที่ผู้บริโภคเลือกซื้อมากที่สุด (The Most Chosen Brand) จาก ‘Kantar Brand Footprint Award 2022 Thailand’ ถึง 4 ปีซ้อน

สำหรับแบรนด์ไอวี่เอง ได้มีการสร้างนวัตกรรมด้วยการออกรสชาติใหม่ที่ยังไม่มีใครนำเสนอในตลาดนมเปรี้ยว เช่น พีช กีวี และทับทิม กำลังจะมีรสชาติขนม คือ กลิ่นมิกซ์เบอร์รี่ ชีสเค้ก และกลิ่นเครปเค้กส้ม ซึ่งก็ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อนเช่นกัน

ตัวอย่างต่าง ๆ ของการสร้างนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงการเป็นผู้นำตลาดโดยกล้าทำสิ่งที่ยังไม่มีใครทำมาก่อน ทำให้แบรนด์ในบริษัทสามารถสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคมาโดยตลอด

Grow with Care

แม้จะเติบโตจนมีรายได้หลายพันล้าน แต่สิ่งที่ทายาทคนนี้ให้เครดิตตลอดการสัมภาษณ์คือ พนักงาน ซึ่งบางคนอยู่กับบริษัทมากว่า 30 ปีแล้ว

“เราเรียกเขาว่าพนักงานก็จริง แต่ในบริษัทไม่เคยแบ่งแยก คุณพ่อสอนตลอดว่าเราถือ ถือ 2 หน้าที่ หนึ่งคือผู้บริหาร สองคือเพื่อนที่ร่วมงานด้วยกัน เขาเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนเวลาคุณย่าเลี้ยงพนักงาน คุณย่าจะแบ่งให้พนักงานกินก่อน ส่วนที่เหลือค่อยให้ครอบครัว ให้ลูกกิน

“พ่อปลูกฝังตั้งแต่ตรงนั้นเลยว่า เรามีวันนี้เพราะใคร ใครบ้างที่มีบุญคุณกับเรา ใครที่เป็นคนช่วยขับเคลื่อนเรา”

การทำงานของไอ.พี. วัน เป็นมืออาชีพ ขณะเดียวกันก็ไม่มีระยะห่างระหว่างผู้บริหารกับพนักงาน เพราะผู้บริหารทุกคนต้องเข้าถึงได้ เป็นมิตร และเท่าเทียมกับพนักงานทุกคน

“นอกจากนี้ เรายังมีเวทีให้พนักงานได้กล้าแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ อยู่เสมอ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการพยายามสร้าง Culture การคิดนอกกรอบ ผ่านการสร้างโปรเจกต์ใหม่ ๆ เพื่อให้พนักงานแต่ละแผนกมีส่วนร่วมในการคิดไอเดีย นวัตกรรมใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นในองค์กร” 

คุณอู๋สร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานรู้สึกว่าเสียงของเขามีความหมาย ทำให้เขากล้าแสดงความคิดเห็น นำเสนอสิ่งที่แตกต่างจากเดิมหรือที่ยังไม่มีใครคิด และกล้าที่จะพูดออกมา

ปัจจัยทั้งหมดเหล่านี้ทำให้ธุรกิจเติบโตได้กว่า 2 หลักในทุก ๆ ปี โดยเติบโตจากรายได้ 4 พันล้านสู่ 7 พันล้านได้ภายในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา

นักธุรกิจหลายท่านอ่านถึงตรงนี้อาจสงสัย ด้วยหลักรายได้ขนาดนี้ ผู้บริหารต้องกำลังวางแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์เป็นแน่ แต่มุมมองของคุณอู๋และครอบครัวนั้นแตกต่าง

“แน่นอนว่าเราต้องมีกำไรเพื่อนำเงินกลับมาประยุกต์ กลับมาขยายกิจการต่อ แต่นั่นไม่ใช่คีย์หลักของเราในการประกอบธุรกิจ

“เราไม่ได้อยากไปอยู่ในสถานะเหมือนบริษัทในตลาดหลักทรัพย์อื่น ๆ ที่บางแห่งต้องพยายามสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนเป็นหลัก เสน่ห์ของเราคือการทำเพื่อคนจริง ๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตคนจริง ๆ ซึ่งการบริหารแบบธุรกิจครอบครัวยังตอบโจทย์อยู่”

The Future

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ไอ.พี. วัน อาจมุ่งเน้นการพัฒนาสินค้าเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยเป็นหลัก แต่นั่นยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของเป้าหมายในมือทายาทคนนี้

“เราต้องการสร้างชื่อเสียงให้กลับมาสู่ประเทศไทย จริง ๆ ประเทศไทยมีชื่อเสียงในการผลิตสินค้าที่ดีและมีคุณภาพอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นในอนาคต เราต้องการจะขยายออกไปที่ตลาดต่างประเทศ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เพียงแค่ในบ้านเรา”

ตลอดเวลาที่ผ่านมา สิ่งที่ทำให้คุณอู๋สร้างแรงใจในการฟันฝ่าอุปสรรคเหล่านี้ได้มีอยู่ 2 อย่าง

หนึ่ง คือการตั้งเป้าหมายย่อย ๆ หรือ Small Win, Win Often เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนให้กับตัวเอง

สอง คือการเป็นนักเรียนรู้ที่เปิดกว้าง เข้าใจตลาด เข้าใจผู้บริโภค และเทรนด์ต่าง ๆ อยู่เสมอ

ตลอดเวลาเกือบ 50 ปี ไอ.พี. วัน ยึดมั่นในการพัฒนาและผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ด้วยวัตถุดิบที่ดี นวัตกรรมที่ดี พร้อมสินค้าที่ครอบคลุม เพื่อตอบโจทย์ความต้องการและสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าคนไทย

และทุกวันนี้ สินค้าของ ไอ.พี. วัน ก็ได้รับการยอมรับจากหลากหลายประเทศ มีการส่งออกมากกว่า 11 ประเทศ มีสาขาอยู่ที่ต่างประเทศด้วย ในเวียดนามและเมียนมา และยังมีการขยายอย่างต่อเนื่อง โดยหวังว่าวันหนึ่งจะไม่ใช่แค่คนไทยที่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ดี ๆ ของพวกเขา แต่เป็นคนในทุก ๆ ประเทศทั่วโลก

และทั้งหมดนี้คือเรื่องราวความตั้งใจที่ ไอ.พี. วัน มุ่งมั่นส่งมอบผ่านมือทายาทรุ่นนี้และรุ่นถัด ๆ ไปด้วยใจอย่างไม่หยุดยั้ง

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

รัชต์ภาคย์ แสงมีสินสกุล

ช่างภาพที่มีร้านล้างฟิล์มเป็นของตัวเอง แต่นานๆจะถ่ายฟิล์มที เพราะช่วงนี้ฟิล์มมันแพง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load