ธุรกิจ : อีหล่า มาร์เก็ต

ประเภทธุรกิจ : ร้านสรรพสินค้า

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2559

อายุ : 5 ปี 

ผู้ก่อตั้ง : พร้อมพร มุกดาม่วง, อัญชลี แสงโต 

ทายาทรุ่นสอง : รักอิสระ มุกดาม่วง

อีหล่า เป็นคำสรรพนามสื่อถึงความเอ็นดู ที่ผู้ใหญ่ทางภาคอีสานใช้เรียกลูกสาว หลานสาว หรือเด็กผู้หญิง 

แต่สำหรับ พีเจี้ยน-รักอิสระ มุกดาม่วง อีหล่า คือชื่อขึ้นต้นร้านโชห่วยที่เขาและครอบครัว ร่วมกันรีแบรนด์ร้านชำบ้านๆ ของคุณยาย ให้กลายเป็นร้านค้าครบวงจร มีเอกลักษณ์ และที่สำคัญคือกลมกลืนกับชุมชน

อีหล่า มาร์เก็ต ทายาทรุ่น 2 โชห่วยในอุดรฯ กับมาตรฐานใหม่ที่เป็นมิตรกับชุมชนเหมือนเดิม

‘อีหล่า มาร์เก็ต’ ร้านโชห่วยดีไซน์แปลกตา ตั้งอยู่ที่บ้านหนองใส หมู่บ้านเล็กๆ ในตำบลหนองนาคำ จังหวัดอุดรธานี ให้บริการจำหน่ายสินค้าทุกชนิดที่เป็นมิตรกับชุมชนและคนท้องถิ่น พร้อมกับปรับตัวให้เข้ากับบริบทชุมชนที่เปลี่ยนไป แต่ยังคงดูแลใจลูกค้าด้วยหลักการง่ายๆ 

“ไม่ได้ขายเพียงแค่สินค้า แต่ขายความเชื่อใจ” 

คอลัมน์ทายาทรุ่นสอง พาไปคุยกับทายาทร้านชำหนึ่งเดียวในจังหวัดอุดรธานี หลานชายผู้หยิบเอาความสร้างสรรค์และประสบการณ์ ทั้งจากการเดินทางและความสนใจในการถ่ายภาพ มาพัฒนาร้านโชห่วยของคุณยาย ยกระดับร้านโชห่วยที่คุ้นตา เปลี่ยนร้านเพิงให้กลายเป็นร้านเพลิน (เดินกันง่าย ขายกันเพลิน) พัฒนาจุดเด่น ลบจุดด้อยของโชห่วย ปรับความคุ้นชินเดิมให้มีมาตรฐานที่ดีขึ้น จนมีคนแวะเวียนมาขอเคล็ดลับการทำร้านอย่างไม่ขาดสาย 

แต่ก่อนแต่ไร

ก่อนที่จะเป็นร้านสรรพสินค้า อีหล่า มาร์เก็ต อย่างทุกวันนี้ กิจการร้านขายของชำเป็นธุรกิจที่อยู่คู่ครอบครัวของพีเจี้ยนมาก่อน มีทั้งช่วงรุ่งเรือง ซบเซา และช่วงที่ต้องหยุดกิจการไป โดยในแต่ละยุค สินค้าที่ผลัดเปลี่ยนเข้ามาวางขายในร้านแตกต่างกันไป 

ร้านในรุ่นคุณปู่คือกิจการเดียวในตำบล มีลูกค้าเป็นชุมชนกว่า 20 ชุมชนในละแวกใกล้เคียง ขายตั้งแต่ของกิน ของใช้ อะไหล่รถจักรยาน ไปจนถึงปุ๋ย ในช่วงรุ่งเรืองที่สุด ถึงขนาดมีโกดังใหญ่ไว้เก็บปุ๋ยเพื่อขายคนในชุมชน 

เมื่อยุคสมัยและความต้องการบริโภคสินค้าเปลี่ยนไป ร้านขายของชำใหม่ๆ ถือกำเนิดขึ้น ชาวบ้านมีรถขับเข้าไปซื้อของในเมืองเองได้ คนทำนาน้อยลง ร้านจึงหันมาจับทางสินค้าอุปโภคบริโภค 

เมื่อราวๆ 5 ปีก่อน คุณยายชุบชีวิตให้ร้านกลับมาเปิดขายอีกครั้ง ปรับห้องแถวขนาดหน้ากว้าง 6 เมตรเป็นโชห่วยที่ชุมชนคุ้นเคย ขายเครื่องดื่ม ของใช้ รวมถึงมีแผงหมูและแผงผักเล็กๆ เป็นตัวเลือกเสริม

กิจการตกทอดมาสู่รุ่นพีเจี้ยน คุณแม่และคุณยายชักชวนให้มาช่วยทำร้านใหม่ จากที่ตั้งใจทำแค่ร้าน ชายคนนี้กลายเป็นเสาหลักในเรื่องการออกแบบดีไซน์ วางระบบการขายแบบใหม่ หันมาทำความเข้าใจชุมชน ขายของครบวงจรมากขึ้น ทำการตลาดจนพาร้านออกสื่อและถูกพูดถึงในทวิตเตอร์ และยังเป็นต้นแบบของความเป็นไปได้ ในการเปลี่ยนภาพจำร้านโชห่วยให้ดีกว่าเดิม 

อีหล่า มาร์เก็ต ทายาทรุ่น 2 โชห่วยในอุดรฯ กับมาตรฐานใหม่ที่เป็นมิตรกับชุมชนเหมือนเดิม

ปรับภาพจำ ทำแบบใหม่

โชห่วยในต่างจังหวัดที่ทุกคนคุ้นตา คือร้านขายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน บางร้านมีถังน้ำแข็งสีฟ้าสดใสตั้งอยู่ด้านหน้า บางร้านมีแผงผัก บางร้านเน้นขายขนมหรือขายกับข้าวคละกับสินค้าประเภทอื่น 

พีเจี้ยนไม่ทำแบบนั้น เพราะเขาเชื่อว่าร้านโชห่วย ยกระดับให้ดีและสวยได้

“คนเขาพูดว่า ‘ทำดีเกินไป ร้านขายของไม่ต้องดีขนาดนี้ คนมันจะเข้าไหม’ เราก็บอกเขาว่าลองดู ลองมาดูมิติใหม่ๆ เราบอกลูกค้าเก่าที่เคยซื้อกับยายแบบนี้ เขาก็กล้าๆ กลัวๆ คิดว่าแค่ขายของเฉยๆ ไม่ต้องทำดีขนาดนั้นก็ได้

“เราชอบร้านกาแฟ ชอบดีไซน์ ก็น่าจะทำให้มันดีได้ สวยได้ ทำไมจะต้องไปทำเหมือนเดิม ขนาดบ้านยังออกแบบให้ไม่เหมือนกันได้เลย ร้านขายของก็ต้องแปลกๆ ได้ มันต้องสวยได้ ขายของได้ด้วย”

นอกจากปรับเลนส์การมองใหม่แล้ว ตัวเขาซึ่งคลุกคลีอยู่กับการท่องเที่ยว การถ่ายภาพ และยังเคยไปอยู่อเมริกามาก่อน เห็นตัวอย่างของความเป็นไปได้ และจากร้านชำของชาวเอเชียในอเมริกา เขาจึงค้นพบว่าร้านชำสามารถทำให้น่าสนใจขึ้นได้อีก ถ้ามีการจัดวางและวางระบบในร้านที่ดี

“ร้านขายของชำเขาเหมือน Tops เหมือน Villa Market บ้านเราเลย จากประสบการณ์ตรงนั้นเลยเป็นแรงให้เรากล้าลงมือทำ”

อีหล่า มาร์เก็ต ทายาทรุ่น 2 โชห่วยในอุดรฯ กับมาตรฐานใหม่ที่เป็นมิตรกับชุมชนเหมือนเดิม

เติมสิ่งที่ขาด

สิ่งที่พีเจี้ยนเริ่มทำเป็นอย่างแรกคือ การสำรวจข้อดีและจุดที่พัฒนาได้ของกิจการโชห่วย เขายังคงเชื่อว่าธุรกิจโชห่วยธรรมดาๆ อยู่คู่กับชุมชนได้ จึงชวนแม่มานั่งจับเข่าคุยถึงภาพที่อยากเห็นร่วมกัน มองหาจุดบอดและแก้ไขไปทีละข้อ

“ก่อนคิดว่าอีหล่าจะเป็นยังไง ผมต้องมองปัญหาและข้อดี ข้อดีของโชห่วยคืออะไร ข้อเสียหรือข้อด้อยต่างจากร้านค้า Modern Trade ยังไง แล้วกลับมารีเช็กกับคุณแม่ว่าร้านบกพร่องตรงไหน ไม่ใช่แค่ร้านตัวเอง เรามองภาพรวมด้วย เราเกิดมาพร้อมโชห่วย เราซื้อของในโชห่วยยังไง ทำไมเราไม่ประทับใจ เราชอบจุดไหนของโชห่วย มีเช็กลิสต์สองฝั่ง ฝั่งที่เราชอบ เราพัฒนา ฝั่งที่เราไม่ชอบ เราแก้ไข”

เมื่อภาพที่คุณแม่อยากได้และไอเดียของพีเจี้ยนมาบรรจบกัน จึงเกิดเป็นร้านโชห่วยที่ด้านนอกเป็นอาคารทรงหน้าจั่ว ก่อด้วยอิฐมอญแดง ด้านในตกแต่งให้มีเพดานสูง เน้นความโปร่งโล่ง ติดเครื่องปรับอากาศ และจัดโซนสินค้าแยกประเภทชัดเจน 

“โชห่วยเดิมทีขาดการจัดวาง ขาด Display ขาด Art Direction ขาดความสวยงาม จะทำร้านทั้งที ก็ทำให้ดีๆ เลย ยกจากห้องแถวให้เป็นมาร์เก็ตไปเลย เพราะเรามีประสิทธิภาพในเรื่องสินค้าอยู่แล้ว”

อีหล่า มาร์เก็ต ทายาทรุ่น 2 โชห่วยในอุดรฯ กับมาตรฐานใหม่ที่เป็นมิตรกับชุมชนเหมือนเดิม
อีหล่า มาร์เก็ต ทายาทรุ่น 2 โชห่วยในอุดรฯ กับมาตรฐานใหม่ที่เป็นมิตรกับชุมชนเหมือนเดิม

เวิร์ก / ไม่เวิร์ก

นอกจากแปลงโฉมร้านให้ดียิ่งขึ้น การจัดวางร้านแบบใหม่ก็เน้นให้โปร่งโล่ง เพื่อสุขอนามัยภายในร้าน จากระบบทอนเงินแบบควักในกระปุก เปลี่ยนมาเป็นระบบลิ้นชักเก็บเงิน (Cash Drawer) ที่ช่วยให้การคิดเงิน-ทอนเงิน ง่ายและรวดเร็วขึ้น

พีเจี้ยนทดลองนำสิ่งที่เขาคิดว่าดีมาทำให้ร้านมีระบบเข้าที่เข้าทางขึ้น เพิ่มความแปลกใหม่ แต่ไม่ใช่ทุกอย่างที่ไปได้สวยกับร้านโชห่วยของเขา 

“เราเคยเอาของที่ไม่เหมาะกับชุมชนมาขาย คิดแค่ว่าอยากให้ร้านดี มีครบทุกอย่าง หรือการใช้ถุงกระดาษ ถุง Eco เราว่ามันดี แต่การรักษ์โลกก็มีราคาที่ต้องจ่าย พอต้นทุนสูง มันไปกันไม่ได้ เลยกลายเป็นว่าเราไปทางรักษ์โลกจ๋าไม่ได้ อีกอย่างถ้าใส่ของแบบนี้ แล้วลูกค้าขับมอไซค์มาจะกลับได้ไหม ถุงแบบนี้ควรให้ลูกค้าที่ขับรถยนต์เหมือนเมืองนอก เราก็ต้องกลับมาบาลานซ์ใหม่

“เช่นเดียวกัน เราไม่เอาเนื้อหมูสดๆ ไปแพ็กขายเหมือนห้าง ไม่ใช่ว่าเราไม่เคยลอง แต่ลองแล้วขายไม่ได้ เอาไปแพ็ก เอาไปสไลด์ เขาก็มาซื้อเนื้อหมูสดแบบที่เอามีดปาดที่ตลาดเหมือนเดิม”

‘อีหล่า มาร์เก็ต’ โชห่วยยุคใหม่ของทายาทรุ่นสอง ปรับโฉมร้านเพิงของยายให้ได้มาตรฐาน แต่เป็นมิตรกับชุมชนเหมือนเดิม

ก่อนกลับมารับช่วงต่อ ทั้งคุณแม่และลูกชายเห็นพ้องตรงกันว่า ทำร้านเป็นของตัวเองขึ้นมา สร้างแบรนด์ของตัวเองดีกว่าการซื้อแฟรนไชส์ร้านสะดวกซื้อ 

“ทีเแรกเขาชวนทำร้านสะดวกซื้อแบบแฟรนไชส์ หาอะไรทำที่เกี่ยวกับการขายของ เรามองว่าชุมชนไม่ต้องมากินของเวฟ สุดท้ายก็ไม่ตอบโจทย์เรา และยังไม่ตอบโจทย์ชุมชนอีก เลยคิดว่าทำร้านที่เหมือนอีหล่าในทุกวันนี้น่าจะตอบโจทย์มากกว่า”

อีหล่า มาร์เก็ต ทำความเข้าใจพฤติกรรมการบริโภคของชุมชน จึงยึดคอนเซปต์เดิมเรื่อยมา ตั้งแต่วันแรกที่ขายจนถึงทุกวันนี้

 ‘ขายของตลาดสด แต่อยู่ในห้องแอร์ ระบบต้องเหมือนห้าง แต่การขายต้องเหมือนเดิม’

‘อีหล่า มาร์เก็ต’ โชห่วยยุคใหม่ของทายาทรุ่นสอง ปรับโฉมร้านเพิงของยายให้ได้มาตรฐาน แต่เป็นมิตรกับชุมชนเหมือนเดิม
‘อีหล่า มาร์เก็ต’ โชห่วยยุคใหม่ของทายาทรุ่นสอง ปรับโฉมร้านเพิงของยายให้ได้มาตรฐาน แต่เป็นมิตรกับชุมชนเหมือนเดิม

ไว้ใจได้

ในวันที่ร้านค้า ร้านโชห่วย ปรากฏอยู่ทุกซอกทุกมุม ห้างร้านขนาดใหญ่เริ่มขยายเข้าใกล้ชุมชนมากขึ้น คนมีทางเลือกในการจับจ่ายใช้สอยและมีตัวเลือกใหม่ๆ สิ่งที่พีเจี้ยนทำเพื่อรักษาฐานลูกค้าให้กับร้าน คือการสร้างความเชื่อใจ 

“เราให้ความสำคัญกับความรู้สึกมากกว่าสินค้าและคุณภาพ อย่างที่บอกว่าเราขายความเชื่อใจ สินค้ากับคุณภาพมันซื้อที่ไหนก็ได้ แต่ความรู้สึกดีๆ ให้กันไม่ได้ทุกที่

“เราซื่อสัตย์ทั้งทางคำพูดและการกระทำ ของที่เอามา เอามาจากไหน เราก็ไม่ได้บ่ายเบี่ยง เราขายความเชื่อใจ เคยได้ยินคำว่าย้อมแมวขาย แต่สิ่งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในร้านเราเลย เราค่อนข้างซีเรียส แค่ผักเหลืองเราก็ไม่อยากขายแล้ว 

“จริงอยู่ที่ทุกวันนี้ร้านค้าเยอะ อย่างที่บอกเราโตมากับโชห่วย ความเป็นโชห่วยมีฐานลูกค้าอยู่แล้ว คนนี้ซื้อร้านนี้ เขาก็จะซื้อร้านนี้ตลอด ลูกค้าประจำที่ซื้อน้ำแข็งห้าบาท ก็ซื้อน้ำแข็งห้าบาททุกวัน เลยกลายเป็นว่า เรายังรั้งลูกค้าประจำไว้ได้”

เมื่อร้านซื่อสัตย์ ลูกค้าจึงแวะเวียนกลับมาใช้บริการ เกิดการบอกต่อ ทำให้ร้านรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ได้ ร้านได้ลูกค้า ลูกค้าได้ความสบายใจ ผลคือได้ทั้งสองฝ่าย เกิดเป็นการซื้อขายที่มีความสุข

“บางทีเขาใช้ลูกมาซื้อ ลูกหยิบถั่วงอกไม่ดีมา เรายังไม่ได้เช็กของคัดของออก เราบอกว่าไม่ต้องเอาหรอก แต่มันเหลือห่อเดียวแม่ใช้มาซื้อ งั้นเราไม่เอาเงินนะถุงนี้ แต่บอกแม่ด้วยว่าเราไม่คิดตังค์ เราดูของทุกอย่างที่เขาถือมาว่ามันอยู่ในสภาพที่ถูกต้อง โอเคไหม ของชำรุดไหม เราเช็กให้เขาตลอด ไม่ได้สักแต่คิดเงินแล้วก็แค่คิดไป”

‘อีหล่า มาร์เก็ต’ โชห่วยยุคใหม่ของทายาทรุ่นสอง ปรับโฉมร้านเพิงของยายให้ได้มาตรฐาน แต่เป็นมิตรกับชุมชนเหมือนเดิม

เคียงข้างชุมชน

อีหล่า มาร์เก็ต คือร้านค้าในชุมชน ก่อตั้งโดยลูกหลานในชุมชน เพื่อคนในชุมชน นอกจากบริการสินค้าอุปโภคบริโภคให้แก่ชุมชนแล้ว ยังช่วยเหลือและดูแลชุมชนไปพร้อมๆ กัน

“เราอุดหนุนผักสวนครัว ตาๆ ยายๆ ปลูกข้างบ้าน เขาก็เอามาขายเรา มีกล้วยอยู่ข้างบ้านตัดมาขายให้เรา เรารับซื้อตลอด 

“ลูกค้าหลักของเราคือคนในชุมชน ซึ่งส่วนมากคนที่มาซื้อของเรารู้จักมักคุ้น รู้หน้าเกือบแปดสิบเปอร์เซ็นต์ สิ่งไหนที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ เราทำอยู่ประจำ ลูกค้าประจำจัดงานศพแล้วเขามาซื้อของ เราจะฝากของไปทำบุญกับเขาตลอด สมมติเขาซื้อเนื้อหมูกับเราสองกิโล เราจะแถมเขาไปสองถึงสามกิโล เราทำบุญด้วยนะ ถ้าขึ้นบ้านใหม่เราก็จะฝากไปทำบุญด้วย” 

ที่นี่นอกจากการเป็นร้านโชห่วยของคนในชุมชน ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ธุรกิจ โดยเปิดพื้นที่ให้กลุ่มต่างๆ เข้ามาเรียนรู้การทำธุรกิจค้าขายและการขายสินค้าเกษตร ให้กับน้องๆ ตั้งแต่นักเรียนชั้นอนุบาลไปจนถึงนักศึกษาจากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และยังเป็นสถานที่ศึกษาดูงานของกลุ่ม OTOP ของตำบลอีกด้วย 

และในช่วงวิกฤตโรคระบาดนี้ อีหล่า มาร์เก็ต เป็นอีกหนึ่งแรงที่ช่วยเหลือคนในชุมชน ด้วยการร่วมบริจาควัตถุดิบในร้าน อาทิ หมูสด ร่วมกับร้านอาหารในชุมชน เพื่อทำอาหารกล่องช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ บริจาคสิ่งของที่จำเป็นให้กับโรงพยาบาลสนาม เพื่อช่วยให้ชุมชนผ่านพ้นวิกฤตไปด้วยกัน 

‘อีหล่า มาร์เก็ต’ โชห่วยยุคใหม่ของทายาทรุ่นสอง ปรับโฉมร้านเพิงของยายให้ได้มาตรฐาน แต่เป็นมิตรกับชุมชนเหมือนเดิม
‘อีหล่า มาร์เก็ต’ โชห่วยยุคใหม่ของทายาทรุ่นสอง ปรับโฉมร้านเพิงของยายให้ได้มาตรฐาน แต่เป็นมิตรกับชุมชนเหมือนเดิม

ความบ้า

อีหล่า มาร์เก็ต เปิดขายมาแล้วกว่า 5 ปี มีลูกค้าแวะเวียนมาอุดหนุนเสมอ และบางคนถึงกับตั้งใจมาขอคำแนะนำเรื่องการทำธุรกิจ เจ้าของร้านสะดวกซื้อแฟรนไชส์กว่า 4 สาขาก็เคยมาพูดคุยถึงแนวคิดในการทำร้านมาแล้ว

“คนสนใจในความบ้ามากกว่า ทำไมต้องทำร้านแบบนี้ ไม่ต้องคนอื่นหรอก แค่พ่อเรายังงงว่าทำไมต้องทำร้านขนาดนี้ แค่ร้านขายของเอง แต่มันต่อยอดได้ ตกแต่งได้ สวยได้ คนที่สนใจอาจยังไม่รู้ ไม่กล้า หรือไม่แน่ใจว่าจะเริ่มยังไงมากกว่า เราเป็น Case Study ของคนตัวเล็ก สิ่งที่เราทำมันการันตีได้ว่า คนธรรมดาก็เริ่มทำได้”

สิ่งที่คนมักเข้ามาถามเป็นเรื่องภายนอก การตกแต่ง การจัดวาง ชื่นชมในความน่าทึ่งของโชห่วยที่เริ่มโดยคนตัวเล็ก สร้างขึ้นด้วยความตั้งใจ แม้ไม่ใหญ่โตเหมือนห้างแต่ทุกอย่างเริ่มด้วยใจ และอยู่ได้เพราะคนทำมีความสุข

“ส่วนมากจะถามว่าต้องเริ่มยังไง มันไม่ได้เริ่มยากอะไร เราก็ขายของธรรมดานี่แหละ สิ่งหนึ่งที่เราอยากจะบอกคือ การทำร้าน ทำให้มันดีๆ ไปเลย ทำให้คนขายประทับใจ พอคนขายประทับใจ คนซื้อเขาจะรับรู้ได้ว่าเรารังสรรค์สิ่งนี้ สร้างสรรค์สิ่งนี้สำหรับลูกค้า เขาจะเห็นความตั้งใจเอง”

ในอนาคตอันใกล้ เมื่อถึงจุดที่ทั้งเขาและร้านมีความพร้อม พีเจี้ยนยังมองไปถึงการขยับขยายกิจการ ต่อเติมร้านให้กว้างขึ้น แต่ยังคงไว้ซึ่งคอนเซปต์และบริการที่ดีเช่นเดิม

“ที่คิดไว้ก็คือ ในเร็วๆ นี้จะมีสาขาในรูปแบบหนึ่ง หน้าตาอีกแบบหนึ่ง ไซส์เล็กลงแต่ยังคงคอนเซปต์เดิม ขายของประมาณนี้ คุณภาพประมาณนี้ อาจจะเลือกของที่ขายดีของร้านนี้ไปขาย ตัั้งเป็นช็อปหรือ Pop-up Store ขึ้นมา”

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือความตั้งใจ

พีเจี้ยนพูดถึงความภูมิใจหลังจากเข้ามารับช่วงต่ออย่างเต็มตัว เมื่อได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ตัวเขาเริ่มผูกพัน และอยากเห็นกิจการที่ตัวเองลงมือลงแรงร่วมกับครอบครัวเติบโตไปเรื่อยๆ 

“เราทุ่มเทให้ตรงนี้มากตั้งแต่ยังไม่สร้าง ตอนก่อสร้างเราก็มาดูทุกวันกับช่าง ทุ่มพลังงานชีวิตให้กับตรงนี้ไปเยอะแล้ว เลยกลายเป็นว่าเราไม่เหลือแรงให้ไปที่อื่น ถึงตรงนี้ขาดทุนเราก็ต้องสู้

“อีกเหตุผลหนึ่ง คือทำแล้วมีคนสนใจ ลูกค้าสนใจ คนนอกพื้นที่สนใจ ว่าสิ่งที่เราทำเป็นมิติใหม่ๆ ทำให้ใจชื้นว่าที่ทำไปไม่เสียเปล่านะ เราทำแล้วมันสร้างแรงบันดาลใจให้ใครบางคน รู้สึกว่ามีคุณค่ากับเราและคนอื่น”

ในฐานะผู้ประกอบการและคนในชุมชน พีเจี้ยนเชื่อว่าร้านโชห่วยของเขาจะไปต่อได้ และอยู่คู่กับชุมชนได้ หากยังคงไว้ซึ่งมาตรฐานและความตั้งใจดี จึงตั้งใจฟูมฟัก อีหล่า มาร์เก็ต ให้เป็นมากกว่าโชห่วย แต่เป็นพื้นที่ของทุกคนในชุมชน

‘อีหล่า มาร์เก็ต’ โชห่วยยุคใหม่ของทายาทรุ่นสอง ปรับโฉมร้านเพิงของยายให้ได้มาตรฐาน แต่เป็นมิตรกับชุมชนเหมือนเดิม

Writer

Avatar

แคทรียา มาลาศรี

คนทักผิดตลอดชีวิตว่าเป็นนักร้องดัง รักการกินผักและรักเนื้อพอๆ กับผัก เกิดที่อีสาน เรียนที่ภาคกลางและหลงทางที่เชียงใหม่

Photographer

Avatar

รักอิสระ มุกดาม่วง

เป็นคนจังหวัดอุดรธานี-ถิ่นภาคอีสาน โดยกำเนิด รักอิสระเคยดร็อปเรียนตอนมัธยมแล้วไปเป็นเด็กล้างจานที่ร้านอาหารไทยในอเมริกา 1 ปี ชอบเดินทางท่องเที่ยว ถ่ายรูป และสนใจภาพเชิงสารคดีเป็นพิเศษ

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ผมเกิดวันที่ 5 ม.ค. พ.ศ. 2528 

อาม่าเคยบอกว่าเป็นวันดี แต่ไม่ได้บอกว่าดียังไง

วันหนึ่งระหว่างวิ่งเล่นในบ้าน ผมเจอแผ่นกระดาษที่ฉีกจากปฏิทินกระดาษประจำบ้าน หุ้มซองพลาสติกอย่างดี วันที่ในกระดาษคือวันเกิดผม มีข้อมูลเป็นภาษาไทยและจีนที่เด็กอย่างผมอ่านยังไงก็ไม่เข้าใจ

ถ้าคุณมีเชื้อสายจีน มีครอบครัวและมีลูกประมาณช่วงยุค 80 การตัดปฏิทินกระดาษที่เรียกว่า ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ หน้าที่เป็นวันเกิดของลูกถือเป็นธรรมเนียมปกติ หลายครอบครัวเก็บรักษาไว้ประหนึ่งเป็นเอกสารสำคัญ 

หลายสิบปีต่อมา ผมถึงรู้ว่าปฏิทินนั้นไม่ได้บอกแค่เวลา แต่ยังบอกข้อมูลสำคัญทางโหราศาสตร์ โดยเฉพาะภาษาจีน 4 แถวเรียกว่า ‘ปาจื๊อ’ เราสามารถนำข้อมูลนี้ไปใช้ ‘ขึ้นดวง’ เพื่อดูว่าเด็กที่เกิดวันนี้เป็นคนธาตุไหน ลักษณะเป็นอย่างไร 

ประหนึ่งเป็นเหมือนพิมพ์เขียวของชีวิต ช่วยแนะนำพ่อแม่ว่าควรเลี้ยงลูกให้ดำเนินชีวิตไปในทิศทางใด

ปฏิทินน่ำเอี๊ยง คือของที่ครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนต้องมีติดบ้าน น่ำเอี๊ยงไม่ได้เป็นแค่ชื่อปฏิทิน แต่ยังเป็นชื่อสำนักโหราศาสตร์จีนที่อยู่คู่ประเทศไทยมากว่า 80 ปี สถาบันแห่งนี้เป็นเสาหลักทางจิตใจของคนจีนที่อพยพมาในประเทศไทยหลายทศวรรษ 

พ.ศ. 2566 น่ำเอี๊ยงยังคงยืนหยัดภายใต้การนำของทายาทรุ่นที่สาม กิตติธัช นำพิทักษ์ชัยกุล พาธุรกิจครอบครัวฝ่าคลื่นลมแห่งความเปลี่ยนแปลงได้อย่างสง่างาม 

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

ล่าสุด เขากำลังนำเทคโนโลยีปรับธุรกิจให้กลายเป็นแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย เตรียมเปิดตัวในเทศกาลตรุษจีน พ.ศ. 2566 ที่กำลังจะถึงนี้

ภารกิจของทายาทรุ่นนี้ท้าทาย ไม่ต่างจากที่อากงของเขาเคยทำเมื่อหลายทศวรรษก่อน 

สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยงมีเรื่องราวน่าสนใจมากมาย มีบางเหตุการณ์ในบางช่วงเวลาที่สำคัญ ควรค่าแก่การเน้นย้ำ เราจึงอยากเล่าเรื่องการเดินทางของน่ำเอี๊ยงผ่านช่วงเวลาเหล่านั้น ทั้งการฉกฉวยโอกาสในยามโชคดี และการหลีกเลี่ยงโชคร้ายในวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ

ธุรกิจ : โหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2499 (นับจากปีที่ตั้งสำนักถาวร)

ประเภท : สำนักโหราศาสตร์

ผู้ก่อตั้ง : ซินแสเฮียง แซ่โง้ว

ทายาทรุ่นสอง : ธงชัย และ ชาญชัย นำพิทักษ์ชัยกุล

ทายาทรุ่นสาม : กิตติธัช นำพิทักษ์ชัยกุล

เฮียง แซ่โง้ว เดินทางจากจีนถึงไทย ลงเรือที่จังหวัดสงขลา

เด็กหนุ่มวัย 18 ปีไม่ได้จากบ้านมาทำงานเฉกเช่นคนจีนในวัยเดียวกัน เขามาตามหาพ่อที่หายตัวไป 

หลายปีก่อนหน้า พ่อของเฮียงจากบ้านมาทำงานแล้วส่งเงินกลับไปเลี้ยงดูครอบครัวที่ประเทศจีน วันหนึ่งพ่อขาดการติดต่อ ลูกชายจึงเดินทางมาตามหา สุดท้ายเขาพบข่าวร้ายว่าพ่อเสียชีวิตกะทันหันในประเทศไทย จึงขาดการติดต่อกับครอบครัวที่ประเทศจีน 

แม้โศกเศร้า แต่นายเฮียงก็ไม่กลับบ้านเกิด ตั้งใจสืบปณิธานทำงานที่เมืองไทยส่งเสียครอบครัวแทนพ่อผู้ล่วงลับ

ด้วยความสนใจทางโหราศาสตร์ตั้งแต่เด็ก นายเฮียงศึกษาและพัฒนาจนสามารถใช้ความรู้โหราศาสตร์เป็นอาชีพ ซินแสเฮียง แซ่โง้ว หรือ ‘เหล่าซินแส’ กลายเป็นที่รู้จักในชุมชนคนจีนอย่างรวดเร็ว งานหลักของเหล่าซินแสคือการดูฤกษ์งามยามมงคลให้กับธุรกิจชาวจีนที่เปิดใหม่ในเมืองไทย และรับทำนายดวงชะตาด้วยวิธีหลายรูปแบบ 

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

การทำงานช่วงแรกหนักหน่วงไม่น้อย ซินแสพูดไทยไม่ได้ ต้องอาศัยให้เพื่อนช่วยเป็นล่ามแปล ไม่มีหน้าร้านหรือสำนักถาวร เขารับงานแบบไม่หวั่นงานหนัก เดินทางช่วยผู้คนทั่วหล้าแบบถึงไหนถึงกัน

โหราศาสตร์จีนมีหลายแขนง หลากความเชื่อ สำหรับเหล่าซินแส เขาเชื่อว่าทฤษฎีการดูดวงชะตามิได้ทำขึ้นเพื่อให้คนงมงาย แต่เพื่อให้เรามีหลักในการตัดสินใจ 

ชีวิตคนย่อมมีขึ้นมีลง เมื่อเราโชคดี ทำอย่างไรจึงจะฉวยโอกาสเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น เมื่อเผชิญปัญหา ทำอย่างไรจึงจะหลีกเลี่ยงโชคร้ายไม่ให้เป็นอันตรายกับเรามากที่สุด

หากเราเข้าใจโชคชะตาของตัวเอง ย่อมรู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะปรับชีวิตให้สอดคล้องกับสถานการณ์ 

นี่เป็นหลักการที่เหล่าซินแสมอบให้คนจีนที่มาเผชิญโชคในต่างแดน ได้มีชีวิตที่ดีขึ้น มั่นคงทั้งทางกายและจิตใจ

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

ชื่อเสียงของเหล่าซินแสแพร่กระจายไปทั่วสงขลา ได้รับเชิญให้เดินทางไปดูฤกษ์ยามทำนายชะตาชีวิตในหลายจังหวัดทั่วประเทศ

วันหนึ่งเขาได้รับเชิญจากผู้ใหญ่ที่เคารพให้มาตั้งสำนักโหราศาสตร์เป็นหลักเป็นฐานในกรุงเทพฯ ใน พ.ศ. 2499 โดยใช้ชื่อว่า ‘น่ำเอี๊ยง’ แปลว่า แสงจากดวงอาทิตย์ทางทิศใต้ (ทิศมงคลตามความเชื่อของโหราศาสตร์จีน) เป็นความหมายที่ดีงามและเหมาะสมกับภารกิจของซินแสในตอนนั้น 

ยุคนั้นคนจีนรู้จักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยงเป็นอย่างดี เป้าหมายต่อไปของซินแส คือการแพร่ความรู้เหล่านี้ให้กว้างขึ้น ปัญหาแรกที่ต้องแก้คือกำแพงภาษา 

แม้เป้าหมายแรกคือทำให้คนจีนมีชีวิตดีขึ้น แต่ชีวิตคนไม่มีพรมแดน เส้นเขตแดนและสัญชาติเป็นเพียงสิ่งสมมติที่แบ่งแยกผู้คน เหล่าซินแสจึงเริ่มใส่ภาษาไทยเข้าไปในผลงาน เปิดกว้างให้ความรู้ทางโหราศาสตร์เข้าถึงผู้คนยิ่งขึ้น

อีกปัญหาที่ซินแสอยากแก้คือ คนจีนในไทยยุคนั้นไม่รู้ว่าต้องจัดงานตามเทศกาลเมื่อไหร่ ปฏิทินที่ใช้ในไทยไม่ได้บอกว่าช่วงตรุษจีน สารทจีน หรือช่วงที่เทพเจ้าตามความเชื่อของคนจีนมาเยือนในทิศใด วันที่เท่าไหร่

ประเพณีเหล่านี้ทำสืบทอดกันมาแต่บรรพบุรุษ เปรียบเสมือนเครื่องยึดเหนี่ยวเสริมสร้างกำลังใจตลอดปี น่ำเอี๊ยงจึงทดลองนำความรู้ทางโหราศาสตร์มาใส่ในปฏิทิน ผลิตและจำหน่ายครั้งแรกใน พ.ศ. 2518

ปฏิทินน่ำเอี๊ยงรุ่นแรกมีแต่ภาษาจีน เป็นตำราปฏิทิน มีข้อมูลโหราศาสตร์ที่บอกว่าแต่ละวันควรทำอะไรและไม่ควรทำอะไร วันธงไชยหรือวันดีที่เหมาะกับการทำงานใหญ่คือวันไหน เทพเจ้าอยู่ทางทิศไหน ควรกราบไหว้บูชาเมื่อไหร่ ลูกหลานจะได้ดำเนินชีวิตตามเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจ เป็นเหมือนอาวุธข้างกายในการฝ่าฟันอุปสรรคระหว่างดำเนินชีวิต บนแผ่นดินที่ไม่ใช่บ้านเกิดของตัวเอง

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

ปฏิทินกลายเป็นสินค้าพลิกชีวิตของซินแส นอกจากจะขายดียังเปลี่ยนแนวการดำเนินธุรกิจสำนักโหราศาสตร์ไปไม่น้อย หลายทศวรรษผ่านไป ปฏิทินน่ำเอี๊ยงยังคงมีขาย ครอบครัวคนจีนยังนิยมซื้อไว้ติดบ้าน กลายเป็นสินค้ามงคลที่ผู้คนซื้อไว้ทั้งใช้งานเองและซื้อให้คนที่เคารพเพื่ออวยพรให้มีโชคดีทั้งปี 

นอกจากปฏิทิน ซินแสยังพยายามส่งต่อความรู้ทางโหราศาสตร์ให้คนรุ่นหลัง ด้วยการเขียนเป็นตำราชื่อว่า ตำราทงจือน่ำเอี๊ยง เนื้อหาจะสอนการใช้โหราศาสตร์ มีทั้งภาษาไทยและจีน นอกจากนี้ยังมีการทำตำราฉบับตัดทอนให้สั้น เข้าใจง่าย เพื่อให้คนเข้าถึงง่ายขึ้นและนำไปประกอบเป็นอาชีพได้

ความจริงการบริหารสำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยงที่กรุงเทพฯ ไม่ง่าย ต้องเผชิญปัญหาสารพัด ซินแสสู้ทำสำนักจนยืดหยัดได้มั่นคงขึ้นกว่าแต่ก่อน เขาไม่เคยทิ้งวิสัยทัศน์ที่ว่า ต้องทำโหราศาสตร์ให้เข้าใจง่าย อย่ามองเป็นแค่การค้า แต่คือทางเลือกที่ช่วยให้คนฉวยโอกาสเป็น ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตคนได้จริง

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

เมื่อถึงช่วงทายาทรุ่นสองเข้ามาสืบต่อ ธงชัย และ ชาญชัย นำพิทักษ์ชัยกุล เริ่มขยายธุรกิจออกไปให้กว้างขึ้น รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นโดยที่ยังไม่ทิ้งหลักการของสำนักโหราศาสตร์ที่เหล่าซินแสสร้างไว้ บริการดูฤกษ์ยามมงคลให้บริษัทและองค์กรยังมีเหมือนเดิม เริ่มตั้งโรงงานผลิตปฏิทินอย่างจริงจังเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นมหาศาล

ตัวปฏิทินก็มีการพัฒนาผลิตออกเป็น 2 แบบ คือสมุดฉีกก้อนสีแดง อัดแน่นด้วยข้อมูลโหราศาสตร์ตลอด 365 วัน ออกแบบให้ใช้วางบนโต๊ะหรือเก็บในลิ้นชัก เป็นเหมือนคู่มือการดำรงชีวิต หยิบใช้งานง่าย แบบที่สองคือเป็นแผ่นกระดาษขนาดใหญ่รายเดือน ปฏิทินแบบนี้ออกแบบให้ใช้แบบแชร์กันในครอบครัว เหมาะกับการแขวนไว้กลางบ้านให้ทุกคนได้ดู ไหว้เจ้าวันไหน สารทจีนเมื่อไหร่ เดินมาดูได้สะดวก

มีนวัตกรรมน่าสนใจสองอย่างที่น่ำเอี๊ยงริเริ่มขึ้นในยุคนี้ หนึ่งคือการขายโฆษณาบนตัวปฏิทิน ช่วงหลังมีหลายองค์กรนิยมสั่งปฏิทินเพื่อเป็นของขวัญช่วงเทศกาลปีใหม่หรือวาระพิเศษ น่ำเอี๊ยงจึงปรับรูปแบบปฏิทินให้มีพื้นที่ว่าง สามารถประทับตราบริษัทหรือใส่โฆษณา เป็นการเพิ่มรายได้ขยายโอกาสไปในตัว ในขณะเดียวกันก็ยังมีปฏิทินที่ไม่มีโฆษณาสำหรับคนทั่วไปได้เลือกซื้อ

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

สองคือการขายแบบของปฏิทินให้โรงพิมพ์อื่น ๆ ได้พิมพ์ปฏิทินของตัวเอง ยุคนั้นโรงพิมพ์หลายเจ้าได้รับโจทย์จากลูกค้าให้ทำปฏิทิน โรงพิมพ์ก็มาจ้างน่ำเอี๊ยงทำให้ ช่วงหลังโรงงานผลิตปฏิทินไม่ทัน จึงเกิดการร่วมมือแบบที่สมัยนี้เรียกว่า Collaboration น่ำเอี๊ยงจะขายแบบปฏิทินในลักษณะเป็นกระดาษที่มีวันที่และข้อมูลโหราศาสตร์ครบถ้วน เว้นช่องว่างด้านบนและล่าง ให้โรงพิมพ์ไปพิมพ์ตราโลโก้ของบริษัทคู่ค้าเอง เพิ่มความเร็วในการผลิตโดยไม่ต้องเหนื่อยทำเองทุกชิ้นเหมือนเมื่อก่อน 

ปฏิทินน่ำเอี๊ยงที่เราเห็นทุกวันนี้จึงมีความหลากหลายสูงมาก มีทั้งของที่น่ำเอี๊ยงผลิตเอง และของที่โรงพิมพ์อื่นผลิตจนดูเหมือนเป็นสินค้าคู่แข่ง แท้จริงแล้วมีต้นกำเนิดเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีการผลิตส่งออกขายไปยังต่างประเทศ ถ้าแวะไปบ้านครอบครัวชาวจีนในพม่า เวียดนาม ลาว และสิงคโปร์ เราจะได้เห็นปฏิทินน่ำเอี๊ยงหน้าตาไม่ต่างจากของไทยเราเลย

ค้นชื่อโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยงวันนี้ เราจะได้เห็นทั้งหน้าและชื่อของ กิตติธัช นำพิทักษ์ชัยกุล บ่อยขึ้น 

เขาคือลูกชายคนโตของชาญชัย ตั่วซุงของตระกูลผู้รับตำแหน่งทายาทรุ่นสามของสำนักโหราศาสตร์อายุกว่า 80 ปีแห่งนี้ 

เมื่อคนรุ่นใหม่รับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะคิดค้นวิธีการที่ทันสมัยมาพัฒนาธุรกิจ บางครั้งก็มีความขัดแย้งระหว่างวัยเกิดขึ้น กิตติธัชโชคดีที่ไม่ค่อยมีเรื่องนี้ แม้การทำงานช่วงแรกเมื่อ 4 ปีก่อนจะมีเรื่องต้องพิสูจน์บ้าง แต่การทำงานโดยรวมถือว่าค่อนข้างราบรื่นและไปได้ดี

ถ้าดูอย่างละเอียด สิ่งที่กิตติธัชทำมีความน่าสนใจใหญ่ ๆ อยู่ 2 ข้อ 

หนึ่ง เขามีทัศนคติที่ดีมากกับครอบครัว โดยเฉพาะเรื่องโหราศาสตร์ 

คนอื่นอาจมองว่าการดูดวง ดูฤกษ์ยาม เป็นเรื่องงมงาย แต่กิตติธัชมองว่านี่คือ Data เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ที่ผกผันตามการเคลื่อนของดวงดาว ถูกรวบรวมและวิเคราะห์มาเป็นพันปี

ช่วงเวลาสำคัญตลอด 80 ปีของ ‘สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง’ เจ้าของปฏิทินสุดคลาสสิก และการปรับตัวต่อยุคสมัยโดยทายาทรุ่นสาม

“ความจริงโหราศาสตร์คือ Data อยู่แล้ว มันคือสถิติที่บันทึกมาเป็นพันปี คนจีนในวังสมัยก่อนจะบันทึกว่าเมื่อดวงดาวกลุ่มนี้เคลื่อนมาถึงตรงนี้ แล้วเกิดอะไรขึ้นกับคนที่อยู่ในเมืองบ้าง คำนวณ วิเคราะห์ แล้วก็เอามาใส่ในปฏิทิน เพื่อบอกว่าเมื่อถึงช่วงเวลาที่ดวงดาวเคลื่อนไหว เหมาะกับการทำและไม่ทำอะไร ทิศมงคลอยู่ด้านไหน นี่คือที่มาของหลักโหราศาสตร์จีน เนื้อหาในปฏิทินจึงเป็นเหมือนเข็มทิศชีวิตของเรา”

กิตติธัชยังมองว่า คุณค่าของแบรนด์คือการมองโหราศาสตร์เป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง การรักษาหลักการของมัน ก็เท่ากับรักษาวัฒนธรรมจีนที่สืบทอดกันมาช้านานด้วย

“เราพยายามจะสืบสานวัฒนธรรมที่ดีงามและมีมานาน เมื่อสังคมเปลี่ยนไป ทำยังไงให้วัฒนธรรมเหล่านั้นยังคงอยู่ เพราะคนในสังคมนำโหราศาสตร์มายึดเหนี่ยวจิตใจ ทำให้ครอบครัวมีความสุข ทำให้แต่ละคนรู้บทบาทและหน้าที่ของตัวเอง ผมว่าตรงนี้มันอยู่ในวัฒนธรรมของเราอยู่แล้ว แต่อาจจะไม่ได้ถูกนำออกมาให้เห็น ผมคิดว่าโหราศาสตร์จะทำให้สังคมอยู่อย่างมีความสุขได้” ทายาทรุ่นสามเล่า

ช่วงเวลาสำคัญตลอด 80 ปีของ ‘สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง’ เจ้าของปฏิทินสุดคลาสสิก และการปรับตัวต่อยุคสมัยโดยทายาทรุ่นสาม

เรื่องที่สองที่กิตติธัชโดดเด่น คือการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เล่าเรื่องธุรกิจ 

นอกเหนือจากการทำเว็บไซต์ใหม่ให้สวย ใช้งานง่าย การเปิดบริการของน่ำเอี๊ยงทาง Line Official Account ก็เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ แม้ฟังดูเป็นเรื่องที่ใครก็ทำกัน แต่มันเป็นวิธีที่ได้ผลมากสำหรับน่ำเอี๊ยง เพราะลูกค้าของน่ำเอี๊ยงต่างถามถึงการให้บริการทางมือถือ หลายคนเป็นคนไทยเชื้อสายจีนในต่างประเทศ ไม่สะดวกเดินทางมาที่สำนัก

ตอนนี้บริการปกติของสำนักสามารถทำผ่านออนไลน์ได้เกือบทั้งหมด ในขณะเดียวกันก็ยังไม่ทิ้งระบบซินแสคอยให้คำปรึกษาเป็นพิเศษสำหรับเจ้าของธุรกิจที่อยากใช้บริการโดยเฉพาะ

การทำคอนเทนต์ผ่าน Social Media ก็เช่นกัน กิตติธัชไม่อยากให้น่ำเอี๊ยงเป็นสำนักโหราศาสตร์แบบปิด เมื่อจุดแข็งของที่นี่คือความรู้ เขาก็พยายามเปิดสำนักให้คนมาเรียนรู้ได้มากที่สุด เพราะเมื่อคนเข้าใจโหราศาสตร์ในเชิงวัฒนธรรมมากขึ้น คนก็จะกลับมาใช้บริการด้วยความคิดว่าเขายึดสิ่งนี้เป็นที่ปรึกษาให้ชีวิตได้

เทศกาลตรุษจีน พ.ศ. 2566 น่ำเอี๊ยงจะเปิดบริการใหม่ นำหลักโหราศาสตร์มาทำเป็นแอปพลิเคชัน ซึ่งผู้บริหารหนุ่มก็มีเหตุผลว่าเพราะอะไรถึงเลือกทางนี้

“หลายคนซื้อปฏิทินน่ำเอี๊ยงมา เจอข้อมูลเป็นภาษาจีนค่อนข้างเยอะ เราพออ่านคำจีนได้จะเข้าใจ แต่คนรุ่นใหม่จะไม่ค่อยเข้าใจความหมายที่อยู่ด้านหลัง โจทย์ของเราคือทำยังไงให้ข้อมูลเข้าใจง่ายมากขึ้น 

“แอปฯ ของน่ำเอี๊ยงไม่ใช่ปฏิทินทั่วไป แต่สามารถใส่วันเดือนปีเกิดของเราลงไป จะมีระบบหลังบ้านของสำนักโหราศาสตร์นำมาขึ้นดวงให้แต่ละคนได้ดู ได้ใช้ เขาสามารถนำดวงนี้มาคำนวณเวลามงคล ทิศมงคล เรื่องที่ควรหลีกเลี่ยงในแต่ละวันให้กับผู้ใช้งานแต่ละคน ทำให้โหราศาสตร์จีนผสมผสานเข้าไปในชีวิตคนมากขึ้น” 

ฟังกิตติธัชเล่าก็เบาใจ แผ่นปฏิทินวันเกิดผมหายไปนานแล้ว นี่คือข้อดีของเทคโนโลยีในการช่วยเก็บรักษาข้อมูลบนอากาศ เขานำเทคโนโลยีมาช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุด

ยุคนี้โหราศาสตร์กลายเป็นป๊อปคัลเจอร์ของยุคสมัย ใคร ๆ ก็หาวอลเปเปอร์เสริมดวงแปะหน้าจอมือถือ กิตติธัชบอกว่าเขาค่อนข้างระวังในการเลือกสื่อที่จะใช้ในการสื่อสาร มันต้องตอบโจทย์สิ่งที่เขาคิดไว้ ความรู้ของน่ำเอี๊ยงเป็นก้อนสถิติชุดใหญ่ มีกลุ่มผู้ใช้กว้างมาก การพัฒนาเป็นแอปพลิเคชันที่เก็บข้อมูลได้มากน่าจะตอบโจทย์การใช้มากที่สุด

อันที่จริง หากวันหนึ่งน่ำเอี๊ยงไม่ทำปฏิทินกระดาษอีก ผมก็เชื่อว่าสำนักโหราศาสตร์แห่งนี้จะยังคงยืนหยัดต่อไป เพราะสิ่งที่ทายาทหนุ่มรุ่นสามทำไม่ใช่แค่การทำปฏิทินให้เป็นดิจิทัล แต่เป็นการสานต่อวิสัยทัศน์ของเหล่าซินแสที่เคยให้ไว้ในวันแรกของการทำธุรกิจ ชี้ช่องทางสว่างให้ผู้คนเห็นช่องทางการพัฒนาชีวิตด้วยหลักโหราศาสตร์ 

ยิ่งทำให้ความรู้นี้เข้าใจง่าย ยิ่งช่วยชีวิตคนได้มากขึ้น สมกับเป็นแสงอาทิตย์ที่ฉายแสงสว่างในใจคนมากว่า 80 ปี

ช่วงเวลาสำคัญตลอด 80 ปีของ ‘สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง’ เจ้าของปฏิทินสุดคลาสสิก และการปรับตัวต่อยุคสมัยโดยทายาทรุ่นสาม
ข้อมูลอ้างอิง
  • www.numeiang.com
  • www.theguardian.com

Writer

ศิวะภาค เจียรวนาลี

ศิวะภาค เจียรวนาลี

บรรณาธิการที่ปั่นจักรยานเป็นงานหลัก เขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load