27 มิถุนายน 2561
8.27 K

ผู้หญิงกับของสวยงามเป็นของคู่กัน นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมเราถึงได้ตื่นเต้นนักเวลามีเครื่องสำอางจัดโปรโมชันลดราคา และได้สนุกกับการลองสี Lustre ของ M.A.C หรือสี Adrienne ของ CHANEL ตามเคาน์เตอร์ความงามทั้งหลาย หรือแม้กระทั่งการอ่านรีวิวสินค้าเหล่านั้นได้เป็นชั่วโมงๆ ในอินเทอร์เน็ต

รวมไปถึงได้รู้จักมักคุ้นกับแบรนด์เครื่องสำอางไทยบนเคาน์เตอร์ความงามต่างๆ มากขึ้น แต่กับแบรนด์ Vowda (ว้าวด้า) แบรนด์เครื่องสำอางจากธรรมชาติฝีมือคนไทย ซึ่งเราแทบไม่เคยเห็นผลิตภัณฑ์วางขายที่ชั้นเครื่องสำอางไหน แต่ชอบใจจนตั้งคำถามว่าจะว้าวสมชื่อแบรนด์จริงแท้แค่ไหน

The Cloud จึงนัดหมายพูดคุยกับ จ๋า-วิลาสินี โฆษิตชัยวัฒน์ วิศวกรเคมีสาวที่อยู่เบื้องหลังทุกกระบวนการของเครื่องสำอางจากธรรมชาติแบรนด์นี้ ซึ่งเป็นทั้งผู้คิดค้นสูตร ออกแบบวิธีการผลิต และพัฒนานวัตกรรม จากที่เคยประสบปัญหาจากอาการแพ้เครื่องสำอางทั่วไป จ๋ามุ่งมั่นทั้งเรื่องนวัตกรรมและธุรกิจจน Vowda ของเธอไปไกลกว่าเครื่องสำอางธรรมชาติธรรมดาๆ

โดยเฉพาะเรื่องที่คุณจะได้ฟังต่อไปนี้ ที่เราขอรับประกันความว้าวก่อนใคร

Vowda เครื่องสำอางแบรนด์ไทยที่ทำสาวๆ ทั่วโลกร้องว้าวกับนวัตกรรมจากธรรมชาติ

01

คนที่แพ้ก็ต้องดูแลตัวเอง

“จริงๆ เรามองว่าถึงแม้คุณจะเป็นสิว คุณจะแพ้ก็สามารถแต่งหน้าได้ เมื่อก่อนเราต้องเข้าร้านหมอปรับผิวตลอดเลย เพราะเราเป็นคนผิวบางตั้งแต่เด็กทำให้ใช้แป้งเด็กหรือพวกน้ำหอมไม่ได้เลย ใช้แล้วจะคัน เกิดอาการแพ้ สิวขึ้น แต่ว่าเราก็ยังคงอยากแต่งหน้าอยู่” จ๋าเริ่มต้นเล่าที่มาของความสนใจเครื่องเสริมสวย แม้เธอจะเลือกเรียนวิศวเคมีในเวลาต่อมา

ไม่ต่างจากเด็กสาวในคณะวิศวกรรมศาสตร์ทั่วไปที่ไม่ค่อยมีเพื่อนผู้หญิงมากนัก ทำให้โอกาสที่จะจับกลุ่มพูดคุยเรื่องความสวยความงามกับเพื่อนๆ มีน้อย จนกลายเป็นเรื่องไกลตัวในที่สุด

จนกระทั้งจ๋าได้มีโอกาสไปเรียนภาษาที่ประเทศอเมริกาในช่วงสั้นๆ เธอพบว่าผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับความงามนั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่กับสารประกอบเพียงไม่กี่ตัว

“ตอนนั้นเราต้องพกยาหมอที่รักษาไปที่อเมริกาด้วย และช่วงที่ยาใกล้หมด เราได้ลองใช้ผลิตภัณฑ์จากแป้งข้าวโพดและสินค้าจากธรรมชาติหลายชนิด จนพบว่าหน้าเราดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด”

หลังจากกลับมา จ๋ามีโอกาสเข้าทำงานในสายงานการผลิตเครื่องสำอาง ใช้เวลาช่วงหนึ่งสะสมประสบการณ์พร้อมทั้งนำสิ่งที่ได้มาบวกกับความรู้ทั้งจากในตำราเรียนและปัญหาที่เธอพบเจอในชีวิตประจำวัน ก่อนจะค่อยๆ ศึกษาทดลองนำผลผลิตจากธรรมชาติมาดัดแปลงเป็นเครื่องสำอางแล้วทดลองใช้กันเองในครอบครัว ซึ่งเป็นเวลารวมกว่า 3 ปี ที่ทดลองจนมั่นใจในความปลอดภัย ก่อนจะได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักนวัตกรรม แล้วทดสอบก่อนนำสินค้าออกวางขายในแบรนด์ Vowda ซึ่งที่มาของชื่อมาจากความว้าวที่ได้จากการใช้ผลิตภัณฑ์นั่นเอง

Vowda เครื่องสำอางแบรนด์ไทยที่ทำสาวๆ ทั่วโลกร้องว้าวกับนวัตกรรมจากธรรมชาติ Vowda เครื่องสำอางแบรนด์ไทยที่ทำสาวๆ ทั่วโลกร้องว้าวกับนวัตกรรมจากธรรมชาติ

02

โรงสีข้าว

ไม่ใช่แค่ลิปสติกสีแดงและแป้งที่ทำจากข้าว แต่เรายังตื่นเต้นกับลิปสติกสีม่วงจากแครอทม่วง บลัชออนสีส้มจากแครอท ความเข้ากันดีของวิทยาศาสตร์และธรรมชาติซึ่งเกิดจากการที่จ๋าหยิบพืชใกล้ตัวขึ้นมาพัฒนาเป็นสีสันต่างๆ ในเครื่องสำอาง

ระหว่างที่ฟังจ๋าเล่าถึงกระบวนการอย่างละเอียด เราได้แต่นั่งคิดอยู่หลายตลบถึงขั้นตอนกว่าจะได้มาของสีที่แสนจะซับซ้อน แต่ก็ฟังดูน่าสนุกไม่แพ้กัน

“อย่างลิปสติกข้าว หัวใจมันอยู่ที่สีของข้าว เริ่มจากเราเอาข้าวไปหมักด้วยเชื้อโมแนสคัส ซึ่งมันจะไม่ใช่ข้าวแดงที่เราเห็นเป็นข้าวสีแดง แต่เกิดจากการหมักข้าวขาวจนได้ยีสต์ขึ้นมา จากนั้นนำไปสกัดเป็นสีแดงอีกที

“หลักการนี้มีมานานแล้วนะ เพียงแต่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมย้อมผ้าซึ่งสีจะละลายในน้ำ แต่ในทางของการทำลิปสติกเราจะทำให้ละลายในน้ำไม่ได้ จึงต้องทำให้มันกระจายตัวก่อนด้วยการดัดแปลงโครงสร้างพื้นผิวของมันแทน จะเรียกว่าเป็นนวัตกรรมเกี่ยวกับสีก็ได้แต่ว่าเอามาประกอบร่วมกับข้าว”

ที่น่าสนใจคือ ข้าวที่จ๋าเลือกใช้ทั้งหมดเป็นข้าวทั้งหมดที่ถูกคัดเลือกว่าเป็นข้าวตกเกรด ขายไม่ได้ราคา เพราะมีลักษณะบิดเบี้ยวหรือแตกหัก ไม่นิยมเอาไปขายเพื่อเป็นอาหาร

“เราสามารถเพิ่มมูลค่าให้ข้าวตกเกรดได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า พอเรารับข้าวมาถูกต้นทุนจะต่ำนะ เพราะมีค่าใช้จ่ายส่วนอื่นที่สำคัญอย่างค่าวัดวิเคราะห์ และกระบวนการฆ่าเชื้อ ซึ่งถ้าเป็นข้าวที่ดี ต้นทุนในการรับซื้อจะสูง แต่ข้าวดีเราจะเอามาทำทำไม เราเอาไปขายให้คนกินดีกว่า กลับกัน ของเสียหรือข้าวตกเกรดแทนที่เราจะปล่อยให้ขึ้นรา เราก็เอามาขายแล้วเพิ่มมูลค่าจะได้ไม่ต้องถูกทิ้งในระบบ” จ๋าเล่าวิธีการที่เธอใช้ข้าวเป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำ Vowda

จ๋าใช้เวลากว่า 2 ปีในห้องทดลองตั้งแต่กระบวนการทดสอบ ศึกษาและวิจัยเบื้องต้นเกี่ยวกับพืชถึง 1 ปีเต็ม และอีก 1 ปีในการทำงานวิจัยออกมาให้เป็นรูปเป็นร่าง ซึ่งในขั้นตอนเหล่านี้ต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายมหาศาลที่ทำให้นักวิจัยหลายคนถึงกับต้องถอดใจ และเป็นเหตุผลที่ทำให้งานวิจัยหลายชิ้นเป็นอันต้องหยุดชะงักไปอย่างน่าเสียดาย แต่ถือเป็นโอกาสดีสำหรับจ๋า เพราะการได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมนอกจากจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการคิดค้นทดลองแล้วยังช่วยขับเคลื่อนให้ผลิตภัณฑ์ Vowda สามารถออกวางขายในท้องตลาดได้จริงๆ

ความท้าทายของการขอรับทุนวิจัยอยู่ที่การคิดค้นนวัตกรรมหรือการนำนวัตกรรมเก่ามาประยุกต์อย่างไรให้เกิดการแตกแขนงไปเป็นสิ่งใหม่ ไม่ใช่เพียงการนำมาดัดแปลงเฉยๆ “เราจะเป็นคนหนึ่งที่เริ่มคิดงานจากของใกล้ตัว ตั้งโจทย์จากการมองพืชใกล้ตัวเพราะการไปเอาของใหม่มาดัดแปลงมันยาก เกษตรกรยังไม่มีความเสถียรในการปลูกหรือว่าในอนาคตอาจจะไม่มีคนรับช่วงต่อคือต้องมองไกลถึงขนาดนี้ด้วย”

Vowda เครื่องสำอางแบรนด์ไทยที่ทำสาวๆ ทั่วโลกร้องว้าวกับนวัตกรรมจากธรรมชาติ

03

(นาง) งามอย่างไทย

ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่า Vowda มีผลิตภัณฑ์ออกมาเพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น เพราะสำหรับจ๋าแรงบันดาลใจหรือเหตุการณ์ที่ประสบกับตัวโดยตรงเป็นเหตุผลสำคัญของการทำ Vowda ซึ่งการเป็นตัวแทน MRS Thailand 2017 ไปประกวด MRS World 2017 ที่เมืองโจฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อปีที่ผ่านมาก็เป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจที่สำคัญมากๆ ของเธอ

“ปีที่แล้วเราได้คัดเลือกจากทีมที่ดูแลการประกวดของประเทศไทยให้ไปประกวด MRS World ซึ่งเป็นเวทีประกวดสำหรับผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว มีหน้าที่การงานและครอบครัวให้รับผิดชอบในเวลาเดียวกัน พอดีกับโจทย์ของประเทศไทยที่อยากพูดเรื่อง Thailand 4.0 มองหาตัวแทนที่ทำงานวิชาการและธุรกิจได้ทั้งคู่ เราจึงเป็นตัวแทนไปประกวดจนเข้ารอบ 10 คนสุดท้าย”

มากกว่าความงามอย่างไทย จ๋าตั้งใจอย่างมากที่จะทำให้โลกรู้ว่า นวัตกรรมของไทยไปได้ไกลกว่าที่ใครหลายคนคิด โดยเฉพาะธุรกิจเครื่องสำอางที่กำลังพัฒนาไปเรื่อยๆ “ของขวัญที่เราเอาไปให้ทางเจ้าภาพก็จะเป็นเครื่องสำอาง Vowda เราต้องการแสดงให้เขาเห็นว่าประเทศไทยเป็นแหล่งรวมของวัตถุดิบชั้นดีของเอเชีย ซึ่งสามารถเอามาพัฒนาเป็นเครื่องสำอางเกรดพรีเมียมได้”

นอกจากนี้ ในการประกวด จ๋าได้เจอกับผู้หญิงเก่งๆ ในวัยเดียวกันมากมายเป็นจุดเริ่มต้นที่สร้างแรงบันดาลใจให้เธอต่อยอด พัฒนาเครื่องสำอางสำหรับใช้ในการประกวด ทั้งน้ำตบที่พัฒนามาจากกาแฟและแป้งออร่าจากข้าวที่จ๋าเล่าว่าช่วยทำให้สว่างขึ้นเมื่อขึ้นไปอยู่บนเวที

“อายุที่มากขึ้นนำพาริ้วรอยมาหาสาวๆ อย่างเรา และเรากินกาแฟทุกวัน ก็เริ่มคิดว่าจะทำอะไรได้บ้างเพราะในกาแฟมีสาร Anti Aging สูง” จ๋าเล่าว่าเธอเดินทางด้วยตัวเองไปถึงแหล่งผลิตกาแฟออร์แกนิกทั้งในภาคเหนือและประเทศลาว เพื่อพูดคุยกับชาวบ้านและคัดสรรเมล็ดกาแฟที่เธอคิดจะนำมาต่อยอดเป็นเครื่องสำอาง ซึ่งกว่าจะมีผลลัพธ์ที่น่าภูมิใจอย่างทุกวันนี้ เธอก็ต้องลองผิดลองถูกและเสียเครื่องมือไปหลายครั้ง นี่จึงเป็นอีกงานวิจัยที่เธอภูมิใจมากๆ

“ตอนแรกเราใช้กรีนบีนคอฟฟี่ที่เป็นเมล็ดกาแฟดิบเอามาลองบดดูก่อนเพราะคิดว่าน่าจะบดง่าย แต่ปรากฏว่ายางมันเยอะมาก แล้วเราต้องบดให้เล็กพราะยิ่งบดได้มากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งสกัดสารได้มากเท่านั้น สุดท้ายควันขึ้นเลย กว่าจะมาสำเร็จได้ก็เปลี่ยนตะแกรงไปหลายรอบ แต่ก็สนุกตรงที่ว่าได้ลองนี่แหละ”

นี่เป็นเพียงตัวอย่างจากแรงบันดาลใจเล็กๆ น้อยๆ การพูดคุยกับจ๋าทำให้เรารู้จักกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกหลายอย่าง ที่เธอตั้งใจคิดเพื่อแก้ปัญหาที่พบเจอในชีวิตประจำวันและอยากจะส่งต่อออกไปให้ลูกค้าที่ประสบปัญหาเดียวกัน ทั้งเบบี้ออยล์สูตรที่บางเบากว่าทั่วไปสำหรับเด็ก หรือแม้แต่การทดลองทำสเปรย์เพื่อฉีดแก้อาการแพ้เหงื่อจากการออกกำลังกายของตัวเอง

Vowda เครื่องสำอางแบรนด์ไทยที่ทำสาวๆ ทั่วโลกร้องว้าวกับนวัตกรรมจากธรรมชาติ

04

แบรนด์ไทยจะไปแบรนด์โลก

อาจจะเร็วเกินไปที่จะบอกว่า Vowda ในวันนี้กลายเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในตลาดไทย

แต่สิ่งหนึ่งที่น่ายินดีมากๆ คือ Vowda กลับเป็นงานวิจัยไทยชิ้นแรกๆ ที่ถูกส่งไปประกวดในงาน EUROINVENT 2018 ที่ประเทศโรมาเนีย แถมยังเป็นงานวิจัยที่คว้ารางวัลที่หนึ่งกลับมาอีกต่างหาก ซึ่งหลังจากที่เราได้ฟังจ๋าเล่าถึงกระบวนการต่างๆ มาระยะหนึ่ง เราก็ไม่แปลกใจเลยว่า Vowda ประสบความสำเร็จไปถึงขั้นนั้นได้อย่างไร

เพราะไม่ใช่เพียงแค่ความน่าสนใจของตัวผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่เบื้องหลัง Vowda ยังแฝงไปด้วยขั้นตอนต่างๆ ที่ทำให้เราเชื่อจริงๆ ว่าทุกกระบวนการนั้นผ่านการคิดมาอย่างดี

“พอบอกว่าเป็นวัตถุดิบมาจากเอเชีย มาจากประเทศไทย คนโรมาเนียเขาก็สนใจกันมากเพราะว่ามันเหนือความคาดหมาย และการทำโปรเจกต์กาแฟนี่ได้เพื่อนเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรหรือว่านักวิชาการต่างชาติ โดยเฉพาะในส่วนของเกษตรกร เพราะว่าเราได้ไปช่วยเขาด้วย ได้แลกเปลี่ยนความคิดกัน ทำให้เขารู้สึกมีแรงบันดาลใจที่จะทำงานต่อไป หรือในส่วนของผู้ประกอบการเราก็เป็นต้นแบบที่ดีให้กับคนต่างชาติที่มองเข้ามาว่าเมืองไทยก็มีของพรีเมี่ยมจริงๆ” จ๋ายิ้มภูมิใจ

จะเห็นว่าราคาขายของ Vowda ถูกมากเมื่อเทียบกับสินค้าออร์แกนิกในท้องตลาด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ Vowda ผลิตเองไม่มีพ่อค้าคนกลาง

อย่างไรก็ตามจ๋าพบว่าปัญหาเรื่องบรรจุภัณฑ์ยังคงเป็นเรื่องใหญ่สำหรับ Vowda เธอเล่าให้ฟังว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำผลิตภัณฑ์ให้ออกมาน่าสนใจตามแบบที่คิดเอาไว้นั้น เพราะทุกอย่างต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายสูงลิบ เช่น การอัดเม็ดพลาสติกตามโมเดลตลับเครื่องสำอางสวยหรู โดยเฉพาะเมื่อ Vowda ยังเป็นแบรนด์เล็กที่ถึงแม้เธอจะเคยลองให้คนใกล้ชิดช่วยพัฒนาบรรจุภัณฑ์จากธรรมชาติมาแล้วแต่สุดท้ายก็เป็นอันต้องล้มเลิกไป เพราะการผลิตจำนวนน้อยนั้นต้องใช้เงินลงทุนเยอะกว่าการผลิตในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

และแม้บรรจุภัณฑ์จะยังไม่สวยสู้กับแบรนด์มาแรงของต่างชาติ แต่จ๋าก็มั่นใจในคุณภาพของ Vowda ที่ดีไม่แพ้แบรนด์จากต่างประเทศแน่นอน และการที่สินค้าได้ส่งออกไปยังประเทศลาวและกำลังจะได้ไปโชว์ในงานไทยเฟสติวัลที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ก็คงเป็นอีกหนึ่งเครื่องการันตีความสำเร็จนี้

Vowda เครื่องสำอางแบรนด์ไทยที่ทำสาวๆ ทั่วโลกร้องว้าวกับนวัตกรรมจากธรรมชาติ

Vowda เครื่องสำอางแบรนด์ไทยที่ทำสาวๆ ทั่วโลกร้องว้าวกับนวัตกรรมจากธรรมชาติ

05

เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว

จนถึงตอนนี้ การเป็นเจ้าของแบรนด์ที่เป็นทั้งคนคิดค้นสูตร ผู้ทดลองผลิตภัณฑ์ไปจนถึงพรีเซนเตอร์สินค้าก็ยังสร้าง ความว้าว ที่เราได้แต่ตั้งคำถามว่าเธอทำทุกอย่างนี้คนเดียวกันได้ยังไง เพราะตั้งแต่กระบวนการคิดค้าต่างๆ ขั้นตอนการผลิตที่รู้ลึกรู้จริง ชนิดที่ว่าถามอะไรไปเธอก็ตอบได้ “เครื่องหมายการค้าเราก็ทำเอง ทำทุกอย่างเองหมดเลย เพราะที่บ้านเป็นคนจีน เราจะโดนสอนตลอดว่าถ้าเราทำธุรกิจอะไร เราต้องรู้ลึก รู้จริง เพราะว่าคนงานเขาพร้อมจะไปจากเราได้ทุกเมื่อ เพราะฉะนั้น เราต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองให้ได้”

ไม่ใช่แค่ในกระบวนการควบคุมเท่านั้น แต่จ๋ายังลงมือออกแบบกระบวนการผลิตของเครื่องจักรที่จะใช้ในการทำงานด้วยตัวเอง จากการประยุกต์เอาวิชาความรู้ที่เรียนจากคณะวิศวกรรมศาสตร์เข้ามาใช้ในการออกแบบตัวกระจายความร้อน โดยจ๋ามองว่าการเข้าไปอยู่ในทุกส่วนของเส้นทางการผลิตถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ในฐานะเจ้าของผลิตภัณฑ์

“บางทีคนรุ่นใหม่จะมองแค่ว่ามันคือธุรกิจ คิดแค่ว่าเรียนจบออกมาฉันต้องการจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง แต่คุณลืมที่จะเข้าไปเรียนรู้ สุดท้ายคุณก็จะไปได้ไม่ไกล เพราะคุณไม่มีประสบการณ์ ฉะนั้นคุณควรจะยอมลำบากไปเรียนรู้ก่อน อย่างการลองไปเป็นพนักงาน ซึ่งคุณจะเรียนรู้สิ่งที่คุณอยากได้จากเจ้านาย ถ้าคุณเป็นลูกค้าคุณอยากได้อะไรจากผู้ผลิต อย่างเพิ่งรีบก้าวกระโดด มันเหมือนการเอาใจเขามาใส่ใจเรา อย่างเราเริ่มจากการเป็นพนักงาน แล้วก็เป็นผู้ใช้ที่มีปัญหา พอมาทำเองเราก็จะเข้าใจว่าลูกค้าอยากได้อะไร ไม่อยากได้อะไร” เธอกล่าว

จ๋าทิ้งท้ายถึงความท้าทายในฐานะเจ้าของแบรนด์ว่า เธอหวังให้ Vowda เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการทำความเข้าใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกที่ถูกต้องมากขึ้น และเธอยังหวังว่าจะได้เห็นเครื่องสำอางไทยที่พัฒนาก้าวไกลและได้รับการยอมรับ

“เริ่มต้นจากในสายตาของคนไทยด้วยกันเอง เพราะสุดท้ายจ๋าเชื่อว่า ความสวยไม่จำเป็นจะต้องอยากมีหรืออยากเป็นตามแบบคนต่างชาติเสมอไป และนั่นคือจุดที่สำคัญที่สุดของ Vowda จงสวยในแบบที่คุณเป็น ไม่ต้องสวยตามแบบใคร” เราจบบทสนทนากับคุณจ๋าด้วยความรู้สึกสวยขึ้นอีกหนึ่งระดับ ไม่ใช่เพราะหน้าตาเราดีขึ้นแบบทันตาเห็น แต่อาจจะเป็นเพราะความสุขและความอิ่มเอมใจที่ได้รับจากการพูดคุยกับจ๋าที่ทำให้เราเชื่อว่าความสวยเป็นเรื่องสร้างได้จริงๆ

Vowda เครื่องสำอางแบรนด์ไทยที่ทำสาวๆ ทั่วโลกร้องว้าวกับนวัตกรรมจากธรรมชาติ

The Rules

  1. ใส่ใจในสิ่งที่ทำ
  2. มีวินัยกับตนเอง
  3. เชื่อมั่นในการตัดสินใจของตนเองเสมอ
ขอบคุณสถานที่
Sway Gray Coffee/Gallery
48 ซอยพระราม 2 60 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพ 10150
FB : swaygreycoffee
IG: swaygreycoffee

Writer

เอม มฤคทัต

นิสิตคณะนิเทศศาสตร์ที่อยากจะลองทำงานเขียน หลงรักทุกอย่างที่เป็นสีพีชและภาพยนตร์จิบลิ มีความสามารถพิเศษในการกินข้าววันละ 5 มื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

21 มิถุนายน 2565
1.36 K

ว่ากันว่าถ้าเราได้รักใครสักคน เราจะทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างให้คนคนนั้นอย่างสุดหัวใจ มันอาจออกมาในรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างคนรัก เพื่อนสนิท พี่น้อง ญาติมิตร หรือที่เห็นได้ชัด ๆ ก็คือความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก ที่ลูกเปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจ และแม่อยากจะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้เสมอ

เช่นเดียวกับเรื่องราวที่เราได้ฟังจาก ทิพย์-ทิพย์สุนันทา กระจ่าง และ สิษฐ์-ชนาสิษฐ์ เชี่ยวชาญพิพัฒน์ คู่รักพ่อแม่ที่ร่วมกันพัฒนา ปลุกปั้น และถักทอแบรนด์ชุดเครื่องนอนหายใจผ่านได้ แถมยังหลับสบายอย่าง OXY Baby ขึ้น เพื่อให้ลูกของตนและแก้วตาดวงใจของแม่ ๆ ทุกคนเติบโตอย่างแข็งแรงสดใส 

ทั้งหมดเริ่มจากทิพย์และสิษฐ์ตั้งใจมีลูกในวัยที่มากแล้ว ทั้งคู่ต้องพยายามอย่างหนักอยู่หลายปี ในวันที่ทิพย์ได้เป็นแม่ เธอจึงเป็นแม่ฟูลไทม์เพื่ออุทิศทั้งชีวิตให้ลูก ช่วงแรกก็ดูเหมือนจะสดใสไร้รอยต่อ แต่รู้ตัวอีกทีทิพย์ก็ได้เรียนรู้ว่า การจะเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้เติบโตอย่างสดใสสมวัยนั้น มีรายละเอียดปลีกย่อยที่ต้องให้ความสำคัญไม่น้อย

หนึ่งในนั้นคือ ‘การนอน’ ที่หากเด็กน้อยนอนไม่เต็มอิ่มและไม่ถูกวิธี นอกจากจะมีผลเสียต่อพัฒนาการแล้ว อาจทำให้ลูกน้อยจากอกแม่ไปตลอดกาล 

“การนอนเป็นจุดเริ่มต้นของการเล่นที่ดี ถ้าเขานอนดี ตื่นมาปุ๊บก็จะนั่งยิ้ม หัวเราะคิกคัก พออารมณ์ดี จะใส่อะไรเขาก็รับได้หมด ชื่อว่า OXY Baby ก็มาจากออกซิเจนที่ทำให้ร่างกายแข็งแรงและสดชื่นขึ้น มันเป็นความตั้งใจของเราที่อยากให้น้องนอนหลับสบาย หายใจได้เต็มปอด จะได้มีพลังสำหรับการเรียนรู้และฝึกฝนพัฒนาการต่าง ๆ”

ทั้งที่ทิพย์เริ่มต้นเปิดเพจแบรนด์อย่างทุลักทุเล เพราะไม่เคยเป็นเจ้าของกิจการมาก่อน แต่อาศัยประสบการณ์ที่เข้าใจหัวอกคนเป็นแม่อย่างลึกซึ้ง และการช่วยเหลือของสามีทั้งการช่วยเลี้ยงลูก การให้คำปรึกษา และช่วยจัดการธุรกิจ กลับกลายเป็นว่าอัตราการซื้อซ้ำของ OXY Baby ในเดือนแรกสูงถึง 90 เปอร์เซ็นต์ 

แรงฮึดของคนเป็นแม่

ปัจจุบันลูกของทิพย์อายุได้ 3 ขวบกว่า ช่วงที่ทิพย์เพิ่งเป็นแม่คนหมาด ๆ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเพิ่งอายุได้ไม่กี่วัน เรื่องของเรื่องเกิดขึ้นในวันที่เธอเลือกใช้เบาะนอนยางพาราให้ลูกน้อย แล้วสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างที่ไม่น่าวางใจ

“ที่นอนยางพาราขึ้นชื่อเรื่องหลับสบายอยู่แล้ว แต่ เฮ้ย ทำไมลูกเหงื่อออกเยอะล่ะ แล้วที่นอนก็มีกลิ่นยางพาราออกมาด้วย เราเลยเริ่มศึกษาเกี่ยวกับที่นอนมากขึ้น จนได้รู้ว่าที่นอนยางพาราเนื้อแน่นและหายใจผ่านไม่ได้ ถ้าเขาเผลอนอนคว่ำก็อาจจะหายใจไม่ออกจนเสียชีวิต หรือที่เรียกว่าโรคใหลตายในเด็ก เราเลยลองหาที่นอนในตลาดที่โฆษณาว่าเป็นที่นอนหายใจผ่านได้ จากที่ลูกนอนหลับได้ยาว 3 – 4 ชั่วโมงต่อคืน กลายเป็นว่าน้องไม่ยอมนอน เอาแต่ร้องไห้และพลิกตัวไปมาทั้งคืน”

เมื่อผลิตภัณฑ์ที่เน้นเรื่องความสบายกลับไม่ปลอดภัย และผลิตภัณฑ์ที่ชูเรื่องความปลอดภัยกลับสร้างความไม่สบายทั้งกายและใจให้ลูกและแม่ หัวอกคนเป็นแม่จึงไม่หยุดแค่นั้น เธอใช้เวลาหลังลูกหลับศึกษาหาข้อมูล จนเจอวัสดุที่ถักทอด้วยโครงสร้างพิเศษ เป็นเทคโนโลยีจากประเทศเยอรมนีที่หาได้ยากในไทย 

เทคโนโลยีที่ว่าคือการนำ Tencel™ หรือเส้นใยเปลือกไม้ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน OEKO-TEX Standard 100 ซึ่งเป็นวัสดุท็อปของตลาด มาถักทอเป็นโครงสร้างแบบ 3D Air Mesh ซึ่งมีความสม่ำเสมอ เฟิร์มแต่ยืดหยุ่นกระจายน้ำหนักได้ดี และอากาศไหลผ่านได้ นอกจากงานวิจัยที่เธอศึกษามาแล้ว เพื่อนนักวิจัยด้านวัสดุศาสตร์ที่ยุโรปของเธอก็คอนเฟิร์มมาว่าวัสดุนี้เวิร์กจริง ๆ 

“ใจเราไม่ได้คิดจะทำธุรกิจนะ แต่มันเป็นแรงฮึดที่อยากปกป้องลูก อยากให้ลูกนอนแล้วหลับสบาย เพราะเราเป็นแม่ที่อุตส่าห์ตั้งใจซื้อของดีมา แต่มันกลับใช้ไม่ดี ก็เหมือนเราทำร้ายลูกตัวเอง เราจึงรู้สึกโกรธและผิดหวัง และเชื่อว่าต้องมีเด็กที่เหมือนลูกเราสิที่เขานอนที่นอนแข็งมาก ๆ ไม่ได้”

สินค้าล็อตแรกที่เธอทำออกมาจึงไม่ได้ทำออกมาเพื่อขาย แต่ทำเพื่อใช้เองและแจกจ่ายให้เพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันที่มีลูกน้อยได้ทดลองใช้ ฟีดแบ็กที่ทิพย์ได้รับไม่ใช่เพียงคำชมว่าเด็ก ๆ นอนหลับสบาย แต่เป็นคำยุให้เธอต้องทำสินค้าออกมาขายเดี๋ยวนี้!

จากวันที่ตัดสินใจทำ OXY Baby จนวันนี้ ยอดขายของชุดเครื่องนอนหลับสบายหายใจได้ของทิพย์เติบโตขึ้นหลายเท่าตัว ชนิดที่อัตราการซื้อซ้ำของแบรนด์ในเดือนแรกสูงถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ปัจจุบันสินค้าของ OXY Baby ไม่ได้มีเพียงเบาะนอนหายใจได้เท่านั้น แต่ยังมีหมอนหัวทุย เบาะนอนป้องกันกรดไหลย้อน เบาะนอนแบบพกพา ชุดเครื่องนอนและผ้านวมแสนน่ารัก 

OXY Baby ชุดเครื่องนอนหลับสบาย ลูกรักหายใจผ่านได้ คราฟต์จากใจของแม่ที่รักลูก
OXY Baby ชุดเครื่องนอนหลับสบาย ลูกรักหายใจผ่านได้ คราฟต์จากใจของแม่ที่รักลูก

นวัตกรรมเพื่อความสบายของลูก และความสะดวกของแม่ยุคใหม่

หนึ่งในสิ่งสำคัญที่ทำให้ OXY Baby ได้รับเสียงตอบรับที่ดีเกินคาดชนิดที่ผลิตไม่ทันขาย คือการบรรจงบรรจุนวัตกรรมที่ออกแบบมาอย่างดีลงไปในสินค้า เรียกว่าเป็นนวัตกรรมที่ไม่ใช่เพื่อความสบายของลูกน้อยเท่านั้น แต่คือนวัตกรรมที่ช่วยให้แม่เลี้ยงลูกได้อย่างมีความสุข 

สุขแรกคือนวัตกรรม Tencel™ 3D Air Mesh เป็นโครงสร้างที่ดีต่อลูกน้อยในทุกมิติ เพราะผ่านการออกแบบและทดสอบมาแล้วว่าเด็กหายใจผ่านได้จริง กระจายน้ำหนักและคืนตัวได้ดี ทั้งยังไม่ทำให้ความร้อนสะสมด้วย เด็ก ๆ จึงไม่ร้องไห้งอแงเพราะร้อน ลักษณะหัวแบนจากการนอนที่นอนแข็งทื่อก็หมดไป แถมแม่ ๆ ยังไม่ต้องกังวลว่าภาวะใหลตายจะคืบคลานเข้ามาใกล้ เพราะแม้จะคว่ำหน้านอนขนาดไหน ลูกน้อยก็ยังหายใจผ่านได้เสมอ

สุขที่สอง เบาะนอนคู่ใจของเด็ก ๆ จะอยู่ได้อย่างยาวนานถึง 10 ปี โดยไม่คืนรูปและไม่แข็งเป๊กอย่างที่นอนยางพารา หรือที่นอนเมมโมรีโฟมในท้องตลาด ซึ่งยางจะเสื่อมสภาพจนแข็งตัวเมื่อเวลาผ่านไป ทั้งยังต่างจากที่นอนใยฝ้ายที่คนรุ่นปู่ย่านิยมใช้ เพราะยิ่งซักทำความสะอาด นุ่นก็จะกระจุกตัวและกระจัดกระจายจนต้องทิ้งในท้ายที่สุด

สุขที่สาม ความที่ทิพย์เป็นแม่ที่เลี้ยงลูกเองตลอดเวลา เรียกว่าทิพย์อยู่ไหน ลูกอยู่นั่น เธอจึงนำอินไซต์ของความเป็นแม่มาผสมผสานเข้ากับนวัตกรรมเครื่องนอนชิ้นเล็ก อย่างหมอนหัวทุย หมอนข้าง หรือชุดเครื่องนอนต่าง ๆ สามารถโยนเข้าเครื่องซักผ้าแล้วตากแห้งภายใน 2 ชั่วโมง โดยโครงสร้างภายในยังคงรูปสวยงาม ส่วนเบาะนอนชิ้นใหญ่ก็ทำความสะอาดได้ง่ายเพียงฉีดให้น้ำไหลผ่านเท่านั้น

“อย่างหมอนกันกรดไหลย้อนทั่วไปมักจะยัดนุ่นหรือเส้นใยอื่น ๆ ลงไปโดยไม่มีโครงสร้าง พอซักแล้วมันก็จะยุบใช่ไหม ​​แทนที่จะเอียง 25 – 30 องศาเพื่อป้องกันกรดไหลย้อนตามที่คุณหมอแนะนำ ก็กลายเป็นหมอนที่เอียงเพียง 10 องศาเท่านั้น แต่หมอนที่เราออกแบบผ่านการทดสอบมาแล้วว่าซัก 50 ครั้งก็ไม่ยุบ แถมยังแห้งเร็วมากด้วย ซึ่งมันตอบโจทย์แม่ยุคใหม่มาก” ทิพย์ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่าย ก่อนอธิบายให้เราฟังว่าทำไมนวัตกรรมต้องมาคู่กับ OXY Baby

“เราใส่ใจกับนวัตกรรมขนาดนี้ เพราะเชื่อว่านวัตกรรมนำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างที่ดีกว่าเดิม ไม่ใช่ว่าเราขายสิ่งนี้แล้วอีก 20 ปีเราจะไม่เปลี่ยนนะ ถ้ามีอะไรที่ดีกว่าเราก็จะพัฒนาต่อไป เราจะไม่ยึดติดว่านี่คือสิ่งที่ดีที่สุดไปตลอด”

OXY Baby ชุดเครื่องนอนหลับสบาย ลูกรักหายใจผ่านได้ คราฟต์จากใจของแม่ที่รักลูก

ดีไซน์ที่แก้ปัญหาได้ แถมยังดีต่อใจ

นอกจากนวัตกรรมจะเป็นหัวใจสำคัญของ OXY Baby แล้ว ดีไซน์ที่ดียังเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เธอใส่ใจ ไม่ใช่เพื่อลูกเท่านั้น แต่เพื่อให้แม่ ๆ ห้อมล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ดีต่อใจ

“สินค้าที่มีนวัตกรรมมันดีต่อกายแน่ ๆ แหละ แต่ดีไซน์ที่ดีมันดีต่อใจด้วย” เธอหัวเราะ “เราเองมีความฝันและรอคอยการเป็นแม่มานาน แต่พอได้เป็นแม่จริง ๆ เราพบว่าภาวะหลังคลอดมันหนักและเหนื่อยมาก เราก็อยากจะเลี้ยงลูกในสถานที่ที่เราออกแบบว่า นี่แหละคือที่ที่เราจะอยู่กับลูกทั้งวันอย่างผ่อนคลาย”

ดีไซน์ที่ดีที่ว่าถักทอผ่านชุดเครื่องนอนและผ้านวมบางนุ่มสีพาสเทลอุ่นหัวใจกับลวดลาย Fairy Tale จากนิทาน 6 เรื่อง อิงจากแนวคิดการเลี้ยงลูกด้วยนิทานของ คุณหมอประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ว่า แม่ควรจะฝึกให้ลูกฟังนิทานตั้งแต่อยู่ในท้อง 

“เวลาลูกตื่นเขาก็จะชอบมองโน่นมองนี่ แม่ก็จะได้มีเรื่องมาพูดกับลูกให้เขาได้ยินเสียงเรา ให้เขารู้ว่าแม่อยู่ตรงนี้กับเขาตลอดเวลานะ”

แม้ดีไซน์จะสำคัญ แต่จุดร่วมที่ทิพย์ไม่เคยละเลยคือนวัตกรรมที่ดีต่อชีวิต เช่นเดียวกับเครื่องนอนคู่ใจเด็ก ๆ ผ้านวมผืนบางเหล่านี้ก็ถักทอด้วยหัวใจของคนเป็นแม่ ที่ต้องการให้ลูกนอนหลับอย่างสบายเช่นกัน

“เราเลือกใช้ผ้าใยไผ่ผสมคอตตอนที่นิ่ม ระบายอากาศได้ดี และที่สำคัญผ้าใยไผ่ยังป้องกันแบคทีเรียได้โดยธรรมชาติ ส่วนไส้ในก็ใส่นวมพิเศษจากเยื่อไม้ เรียกว่า Sorona ที่บางเบาแต่อบอุ่น จนแม่ ๆ หลายคนงงว่ามันจะกันหนาวได้ไหม แต่มันกันหนาวได้จริง”

OXY Baby ชุดเครื่องนอนหลับสบาย ลูกรักหายใจผ่านได้ คราฟต์จากใจของแม่ที่รักลูก
OXY Baby ชุดเครื่องนอนหลับสบาย ลูกรักหายใจผ่านได้ คราฟต์จากใจของแม่ที่รักลูก

โอบอุ้มแก้วตาดวงใจ ด้วยอินไซต์จากคอมมูนิตี้แม่

ตลอดระยะเวลา 1 ปีกว่าของการทำแบรนด์ ทิพย์แตกไลน์สินค้าออกมาอย่างไม่หยุดหย่อน โดยใช้อินไซต์ความเป็นแม่ของตัวเอง และเก็บฟีดแบ็กของแม่ ๆ มาพัฒนาอยู่เสมอ ซึ่งเปรียบเสมือนการสรรหาของขวัญให้เพื่อนสนิทคนหนึ่ง ถ้าเพื่อนอยากได้อะไรและเธอให้ได้ เธอก็จะหามาให้ 

ถ้าแม่ ๆ อยากได้ลายผ้านวมเพิ่ม เธอก็ทำให้ 

ถ้าแม่ ๆ อยากได้เบาะนอนตามขนาดเตียง เธอก็ขยายขนาดเบาะไปเรื่อย ๆ จนมีมากถึง 7 ไซส์ในปัจจุบัน 

ถ้าแม่ ๆ อยากได้เบาะนอนที่พกพาได้ เธอก็ออกแบบที่นอนพกพารูปหมีน่ารักพับเก็บได้มาตอบโจทย์ทุกคน 

หรือถ้าแม่ ๆ อยากได้เบาะนอนป้องกันกรดไหลย้อน เธอก็พร้อมตอบสนองความต้องการนั้นด้วย เพราะเคยผ่านประสบการณ์แม่ที่ให้นมเองและอุ้มลูกเองมาก่อน

“กระเพาะหูรูดของเด็กเล็กยังปิดได้ไม่สนิท เวลากินนมแล้วให้เขานอนเลย ก็อาจจะเกิดกรดไหลย้อน เป็นเหตุผลที่คนสมัยก่อนให้แม่อุ้มลูกหลังกินนม เพื่อให้ลูกเรอแล้วค่อยปล่อยนอน การมีที่นอนป้องกันกรดไหลย้อนซึ่งออกแบบมาให้ลาดเอียง 25 องศา จะช่วยให้แม่ไม่ต้องอุ้มลูกนานถึง 30 นาที อุ้มแค่ 10 – 15 นาที พอเรอแล้วก็ปล่อยเขานอนได้” นอกจากจะดีต่อร่างกายเด็ก ๆ แล้ว รูปทรงที่โอบรัดของที่นอนป้องกันกรดไหลย้อน ยังช่วยให้ลูกน้อยเหมือนอยู่ในอ้อมอกของแม่จนนอนหลับปุ๋ย

“พอลูกนอนสบาย แม่ก็สบาย บางทีพ่อแม่ก็จะปล่อยให้เด็ก ๆ นอนนานไป ทั้งที่จริง ๆ แล้วการที่น้องนอนหลับดี ตื่นมาร่าเริงสดใส เราก็ควรจะฉวยโอกาสดี ๆ นั้นทำ Tummy Time วันละ 2 – 3 ครั้งให้เขา ซึ่งมันก็คือการฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ทั้งคอ หน้าอก ข้อมือ ให้แข็งแรง ด้วยโครงสร้างเบาะทุกแบบของเราที่กระจายน้ำหนักได้ดี ไม่นุ่มไป ไม่แข็งไป จะทำให้การทำ Tummy Time สนุกมากและไม่อันตรายด้วย” เธออธิบาย

“ตอนแรกที่เริ่มทำแบรนด์เรากังวลนะ เพราะเราไม่เคยทำงานสายนี้มาก่อนเลย แต่ลูกค้าน่ารักมาก พอเขาใช้ดีก็ส่งรีวิวมาโดยที่เราไม่ต้องร้องขอ เราก็ถามฟีดแบ็กจากเขาเสมอ ตั้งแต่ที่ยังเปิดเพจเอง ตอบลูกค้าเอง เพราะลูกค้าจะเป็นคนบอกว่าเขาต้องการอะไร แต่สิ่งสำคัญคือเราจะไม่ออกสินค้าที่เกินวัยของลูก เพราะเราต้องการเข้าใจปัญหาของแม่จริง ๆ เพื่อทำของที่ตอบโจทย์ได้ดีที่สุด

“ซึ่งตอนนี้เราได้เรียนรู้ว่า ความปลอดภัยไม่ใช่โจทย์เดียวที่เราต้องแก้ มันเป็นเรื่องความสบาย ความสะดวก และการเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กด้วย”

ชุดเครื่องนอนที่เด็กหายใจผ่านได้ จากหัวใจของคนเป็นแม่ ใช้นวัตกรรมและดีไซน์แก้ปัญหาให้ครอบครัวที่มีเด็กเล็ก
ชุดเครื่องนอนที่เด็กหายใจผ่านได้ จากหัวใจของคนเป็นแม่ ใช้นวัตกรรมและดีไซน์แก้ปัญหาให้ครอบครัวที่มีเด็กเล็ก

OXY Baby ที่เติบโตไปพร้อมกับทุกลมหายใจของลูกน้อย

นอกจากยอดขายที่เติบโตเกินคาดจากการบอกต่อของลูกค้าจนผลิตแทบไม่ทัน และรางวัล BEST BABY BEDDING PRODUCTS จาก Amarin Baby & Kids Awards 2021 ที่แบรนด์ได้รับ จะเป็นเครื่องการันตีความสำเร็จแล้ว อีกหนึ่งสิ่งล้ำค่าสำหรับคนเป็นแม่และเจ้าของแบรนด์อย่างทิพย์ คือฟีดแบ็กและคำชมที่พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย และลูกค้าทุกคนมอบให้เธอ

“เขาจะบอกว่าลูกเขาชอบ น้องนอนนานขึ้น แม่มีความสุขมาก ทุกคนในครอบครัวก็บอกว่าชอบมาก มันทำให้หัวใจเราพองโต แล้วพอมันพองได้วันละหลายครั้ง มันก็เติมเต็มและทำให้เรามีความสุขขึ้น เพราะแต่เดิมเราทำงานสายบัญชีมาตลอด OXY Baby จึงเหมือนเป็นแพสชันที่เราเพิ่งมารู้จักตัวเองตอนเป็นแม่คนว่าเราชอบอะไร 

“มันสอดคล้องกับการเป็นแม่ฟูลไทม์ของเราด้วยว่า เราก็ยังอยากให้ลูกรู้ว่าแม่ทำงานนะ แม่มีคุณค่าในตัวเอง แม่สร้างสรรค์อะไรเองได้ และแรงบันดาลใจในการลงมือทำสิ่งนี้เพื่อเขาและเด็กคนอื่น ๆ ก็มาจากเขานะ เราว่าเขาจะต้องรู้ว่าแม่รักเขามากแน่ ๆ”

OXY Baby ที่เกิดจากความรักความใส่ใจที่แม่มีต่อลูกจึงไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้ แต่ทิพย์กับสิษฐ์ตั้งใจให้นวัตกรรมและดีไซน์จากคนเป็นแม่เพื่อคนเป็นแม่นี้ เติบโตไปพร้อม ๆ กับลมหายใจในทุกช่วงชีวิตของเด็กทุกคน

ชุดเครื่องนอนที่เด็กหายใจผ่านได้ จากหัวใจของคนเป็นแม่ ใช้นวัตกรรมและดีไซน์แก้ปัญหาให้ครอบครัวที่มีเด็กเล็ก

Lessons Learned

  • เสียงลูกค้าสำคัญต่อการพัฒนาแบรนด์
  • นวัตกรรมช่วยให้สินค้าตอบโจทย์การใช้งานได้ดีขึ้นในทุกมิติ เราจึงต้องหมั่นอัปเดตนวัตกรรมที่ดีอยู่เสมอเพื่อตอบโจทย์ให้ลูกค้าได้ 
  • เจ้าของกิจการส่วนใหญ่มักไม่ได้สต็อกสินค้าไว้มาก แต่ถ้าเริ่มเห็นว่าความต้องการของลูกค้าเพิ่มขึ้นก็ควรตัดสินใจเพิ่มสต็อกเลย อย่างตอนแรกไม่ได้คาดคิดว่า OXY Baby จะได้รับความนิยมขนาดนี้ เลยปล่อยให้พ่อแม่รอนาน ซึ่งเราเสียใจมากที่เด็ก ๆ ไม่ได้ใช้

OXY Baby 

Facebook : OXY Baby หมอนและที่นอนเด็ก หายใจผ่านได้ นุ่มสบาย สะอาด ปลอดภัย

Website : oxybabythailand.com

Writer

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load