ไม่ง่ายเลยที่จะนึกถึงความทรงจำครั้งล่าสุดที่ยุงกัด

แต่ทันทีที่เห็นขวดบรรจุภัณฑ์ขนาดพกพาของยากันยุงแบรนด์น้องใหม่ในร้านค้าที่รวมงานออกแบบและสร้างสรรค์ เราก็อยากให้ยุงมารุมกัด

ยากันยุงอะไร ทำไมดูสนุก

สนุกตั้งแต่ชื่อ บรรจุภัณฑ์ วิธีคิดเบื้องหลัง ยันวิธีขาย ยิ่งทำให้อยากหยิบขึ้นมาฉีดให้บ่อยกว่าน้ำหอมกลิ่น Hwyl ของ Aesop

เทพกันยุง, แบรนด์, ยากันยุง ,คราฟต์, ยุง เทพกันยุง, แบรนด์, ยากันยุง ,คราฟต์, ยุง

เรากำลังพูดถึง เทพกันยุง แบรนด์ยากันยุงแฮนด์เมดของ กุ๋ย-จิระ จิระประวัติ ณ อยุธยา ศิลปิน นักออกแบบ และผู้ก่อตั้ง Gui & Co บริษัทออกแบบและตกแต่ง ทำงานศิลปะ งานประติมากรรม เจ้าของผลงานดิสเพลย์หัวสัตว์นานาชนิดในร้านเสื้อผ้า FLYNOW เจ้าของคาแรกเตอร์เทพใจดี ประติมากรรมขนาดใหญ่ในช่างชุ่ย และอื่นๆ

ฝนตกทุกวันอย่างนี้ ยุงยิ่งชุมกว่าที่เคย

ไม่ใช่แค่หน้าหวาน เลือดก็หวาน อยากเชิญชวนยุงย่านพร้อมพงษ์ให้พร้อมใจกันดอมดม นอกจากยุงจะเป็นอย่างอื่นก็ยินดีนะคุณ จะส่งเทพกันยุงไปไล่แบบดีๆ

เทพกันยุง, แบรนด์, ยากันยุง ,คราฟต์, ยุง

เทพธิดาประติมากร ภาคกำเนิดเทพ

จุดเริ่มต้นของเทพกันยุงมาจากงานประติมากรรมยักษ์ใหญ่ชื่อ ‘เทพใจดี’ แห่งช่างชุ่ย

ย้อนกลับไปเมื่อปีก่อน ระหว่างที่กุ๋ยทำงานชิ้นนี้คนเดียวกลางดึกนานร่วมเดือน ราวกับความคุ้ยเคยแปรเปลี่ยนเป็นความผูกพันที่ทำให้ยุงทุกตัวในช่างชุ่ยต่างมาชุมนุมประชุมใจรักสมัครสมาน

“มันคันจนอยากจะผลิตยากันยุงขึ้นมาเอง” กุ๋ยเล่าความคิดที่ผุดขึ้นมาตลอดเวลา

เทพกันยุง, แบรนด์, ยากันยุง ,คราฟต์, ยุง เทพกันยุง, แบรนด์, ยากันยุง ,คราฟต์, ยุง

ฟังดูอาจจะเป็นการแก้คันที่เล่นใหญ่ แต่หากคุณมีอาการน้ำมูกไหล เมื่อได้กลิ่นน้ำหอม กลิ่นผงซักฟอก กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มในระยะใกล้ เหมือนกันกับกุ๋ย หรือแม้แต่กลิ่นตะไคร้ที่ยุงเกลียด ก็ไม่อาจเล็ดลอดต่อมใต้จมูกของคุณ คุณจะเห็นด้วยกับกุ๋ยว่า การคิดทำยากันยุงสูตรใหม่ขึ้นมาเป็นทางออกที่ไม่เลว

โดยปกติแล้ว กุ๋ยก็เหมือนพวกเราทุกคนที่อยู่ในบ้านมิดชิดพร้อมด้วยเครื่องทำความเย็น หรือต่อให้อยู่ในพื้นที่ด้านนอกก็มีพัดลมคอยปัดเป่า ไม่มีความจำเป็นจะต้องใช้ยากันยุงในชีวิตประจำวันสักนิด

“ตอนแรกเราแค่คิดอยากทำเป็นของที่ระลึกขายในช่างชุ่ย โดยใช้คาแรกเตอร์ของเทพใจดีสวมบทเทพกันยุง จินตนาการว่า เวลานั้นมียุงเป็นล้านๆ ตัว เทพจึงแยกร่างเป็นเทพตัวเล็กๆ และกระจายตัวกันไปขี่หลังยุง มีอำนาจสั่งการยุง”

ไม่ฆ่านะ เทพแค่สั่งการยุงว่า อย่ากัดฉัน

สำหรับกุ๋ย เทพในอุดมคติของเขาคือ ผู้ให้ และเทพใจดี ก็ดูแลพวกเราโดยไม่หวังอะไรตอบแทน

ยุงเอย ทำไมจึงกัด

กุ๋ยเริ่มจากหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตว่า ‘ทำไมยุงจึงกัด’

จึงพบกับงานวิจัยของคนญี่ปุ่น เป็นเด็กนักเรียน ม.ปลาย ที่อยากช่วยน้องเพราะแพ้ยุง

“ในงานวิจัยเขาพบว่า ยุงกัดเพราะที่ผิวหนังเรามีเชื้อแบคทีเรียบางอย่าง อีกสาเหตุคือ ยุงติดตามเราจากคาร์บอนไดออกไซด์ที่เราปล่อยผ่านผิวหนังและอุณหภูมิ”

เมื่อรู้แล้วว่าจะต้องมีส่วนผสมของ ‘อะไรก็ได้ที่ฆ่าเชื้อโรค’ กุ๋ยก็คิดถึงแอลกอฮอล์ แต่เป็นอันต้องตกไป เพราะแอลกอฮอล์มีสรรพคุณฆ่าเชื้อโรคได้เพียงระยะสั้นๆ

และเมื่อศึกษาสมุนไพรที่ยุงไม่ชอบแต่เราชอบ กุ๋ยก็พบกับ… กานพลู

ก่อนจะศึกษาวิธีสกัดน้ำมันกานพลูบริสุทธิ์ด้วยวิธีการกลั่นดอกกานพลูในแอลกอฮอล์ แต่เพียงแป๊บเดียวมันก็ระเหยไป กุ๋ยจึงทดลองใส่เบบี้ออยล์เพิ่มการคงรูปสัมผัสให้อยู่ติดตัวมากขึ้น ก่อนจะทดลองปรับเพิ่มลดส่วนผสมต่างๆ เพื่อให้ได้สูตรของน้ำมันกานพลูที่ลงตัว ต่อมาจึงรู้ว่า ในท้องตลาดมีน้ำมันสกัดจากกานพลูพร้อมขายอยู่แล้ว

เทพกันยุง กันยุงขั้นเทพ

ศิลปินและนักออกแบบที่ทำงานศิลปะมาตลอดอย่างกุ๋ยรู้ได้อย่างไรว่า สารสำคัญตัวไหมผสมกับตัวไหน แล้วได้น้ำสมุนไพรกันยุงที่ใช้ได้ผลดีที่สุด

นับจากวันเริ่มต้นจนถึงวันนี้ กุ๋ยใช้เวลาเกือบๆ 1 ปี พัฒนาสูตรยากันยุง กลิ่น และบรรจุภัณฑ์ อยู่เสมอ

จากกลิ่นน้ำมันกานพลู เขาค่อยๆ ทดลองผสมกลิ่นใหม่ที่ให้ความรู้สึกเย็นสดชื่น บ้างก็ว่าใกล้เคียงกับยาหม่อง บ้างก็ยาคามิโลซานแก้คออักเสบ แล้วทดลองกับคนรอบตัวจนได้กลิ่นที่ลงตัว

“อันนี้ฉีดแล้วยุงวิ่งหาย และเราไม่ตายแน่ใช่ไหมคะ” เราถามระหว่างทดลองฉีดเทพกันยุงใส่มือฟอดใหญ่ เพราะอยากทดสอบกลิ่นที่มีเฉพาะในเทพกันยุง

เทพกันยุง, แบรนด์, ยากันยุง ,คราฟต์, ยุง

“สิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้คือ ส่วนผสมที่ให้มาจากธรรมชาติ” กุ๋ยนั่งยันนอนยันว่า ไม่เป็นอันตรายกับร่างกายแน่นอนและผู้ทดลองสูตรก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล เด็กฝึกงานในบริษัทออกแบบของกุ๋ยนั่นเอง กุ๋ยมอบหมายให้ทีมงานเก็บข้อมูลผู้ใช้ กรุ๊ปเลือด น้ำหนัก ส่วนสูง พร้อมทดลองใช้สูตรต่างๆ และจำนวนครั้งที่ยุงกัด ทดสอบสูตรและกลิ่นจนออกมาเป็นเทพกันยุงสูตรปรับปรุงล่าสุด

กำลังการผลิต

สิ่งที่ทุกท่านจะได้รับชมต่อไปนี้คือ กรรมวิธีการผลิตยากันยุงที่คราฟต์ที่สุดในปฐพี

“เรายังคงคอนเซปต์เดิม นั่นคือให้น้องฝึกงานช่วยในกระบวนการผลิตและบรรจุเทพกันยุงด้วยมือทุกขวด แต่ละคนจะนั่งเรียงตัวกันเพื่อเติมส่วนผสม” กุ๋ยเล่าว่า ในอนาคตตั้งใจจะเพิ่มสายพานการผลิตด้วยเครื่องจักรขนาดครัวเรือนแทนแรงงานในปัจจุบัน

และแล้วก็มาถึง บรรจุภัณฑ์ ที่เราตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็น

“เราพบว่าน้ำมันกานพลูจะยิ่งระเหย เมื่ออยู่ในบรรจุภัณฑ์พลาสติกหรือที่ที่แสงเข้าถึงได้ จึงเป็นที่มาของบรรจุภัณฑ์อะลูมิเนียมทึบแสง” ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์เล่าที่มาของบรรจุภัณฑ์หรูหราระดับเทพ พร้อมชวนให้นึกถึงผู้หญิงเท่ๆ ที่ถูกยุงกัดแล้วต้องหยิบขวดตะไคร้หอมออกมาฉีด คงดูไม่เท่เอาเสียเลย นี่จึงเป็นที่มาของแบรนด์ยากันยุงที่มีต้นทุนขวดบรรจุภัณฑ์ที่แพงที่สุดในโลก

เทพกันยุง, แบรนด์, ยากันยุง ,คราฟต์, ยุง

“ขวดและดีไซน์ของยากันยุงมันสำคัญกับผมนะ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ผู้ชายอย่างมากก็ทำเพียงตบหรือเกาแก้รำคาญ หรือแม้จะต้องตากยุงสังสรรค์กับเพื่อนยามดึกดื่นบ้าง แต่ก็ไม่มีผู้ชายที่ไหนซื้อยากันยุงแน่ๆ” กุ๋ยเล่าว่า เป็นความตั้งใจของเขาที่อยากสร้างแบรนด์สินค้าจากคาแรกเตอร์ตัวการ์ตูนของตัวเอง ซึ่งนอกจากเทพกันยุงแล้ว ผลิตภัณฑ์จาก Gui & Co ยังมีผ้าพันคอและมีดปอกผลไม้ โดยได้แรงบันดาลใจจากแบรนด์ Sanrio ของญี่ปุ่นที่กุ๋ยอยากเจริญรอยตามสักวันหนึ่ง

ลีลาการขายขั้นเทพ

‘ปกป้องครอบครัวและคนที่คุณรักโดยไม่ต้องฆ่าสัตว์’ คือ คำโฆษณาเทพกันยุงในจุดขาย (พื้นที่โฆษณา: พบกับเทพกันยุงขนาดพกพาได้แล้ววันนี้ที่ Lhong ช่างชุ่ย Warehouse 30 และ Seenspace หัวหิน หรือขนาดใหญ่มีให้ใช้ที่ร้านอาหารริมน้ำ ได้แก่ Never Ending Summer ที่คลองสาน และ Glass House ที่พัทยา) ที่น่ารักเกินกว่าจะเป็นแค่ยากันยุง

นอกจากจะเป็น ‘นักทดลองมือใหม่’ ที่คิดค้นสูตรยากันยุงจากความต้องการ ‘อยากใช้’ ของตัวเองแล้ว กุ๋ยยังเป็น ‘นักการตลาดมือใหม่’ ที่ประกาศขายสินค้าในลีลาและน้ำเสียงที่ตัวเอง ‘อยากฟัง’ อีกด้วย

เทพกันยุง, แบรนด์, ยากันยุง ,คราฟต์, ยุง เทพกันยุง, แบรนด์, ยากันยุง ,คราฟต์, ยุง

“ผมคิดจากตัวผม ซึ่งผมไม่ชอบดูโฆษณาในโซเชียลมีเดียเลย สิ่งที่ผมชอบดูคือ รูปวาดการ์ตูนลายเส้นสวยๆ และชอบอ่านบทกลอนดีๆ มากกว่าคำโฆษณาชวนเชื่อเกินจริง และเราก็พบความจริงว่าคนชอบแบบเรามีน้อย คนอยากรู้แค่ว่าราคาเท่าไหร่ และสรรพคุณมันดียังไง แต่ถึงรู้อย่างนั้นผมก็ยังอยากแต่งกลอนอยู่ดี พร้อมซื้อสปอนเซอร์ 300 บาท (หัวเราะ)”

“เทพกันยุง ยุงกลัวยา ยากันยุง

ยุงไม่มา ยุงไม่กล้า ยาไล่ยุง

คนเฮฮา หมาฮาเฮ เป๋แต่ยุง

ป้าและย่า ลุงและอา อำลายุง”

ใครฟังแล้วอยากเห็นความเจ้าบทเจ้ากลอนของเจ้าของแบรนด์ที่มากกว่านี้ เชิญติดตามต่อที่แฟนเพจเทพกันยุงได้เลย

นอกจากนี้ กุ๋ยยังออกแบบโปสเตอร์โฆษณาแคมเปญที่ให้อารมณ์ย้อนยุคอย่าง ‘ไม่อยากขาลายใช้เทพกันยุง’ เป็นบอดี้เพ้นท์ขาที่เห็นแล้วอยากขาลาย เอ้ย ไม่ลาย ทันที

เทพกันยุง, แบรนด์, ยากันยุง ,คราฟต์, ยุง

“แคมเปญนี้ชื่นใจมากๆ คนแชร์เยอะเลย” กุ๋ยยิ้ม

เป็นห่วงเป็นใยยุงทุกตัวบนโลกใบนี้

ด้วยสรรพคุณฉีดแล้วเย็น แต่บางคนบอกว่าร้อน เทพกันยุงจึงมีสโลแกนสำหรับการขายว่า ‘ถ้าคุณร้อนฉีดแล้วเย็น ถ้าคุณหนาวฉีดแล้วอุ่น’ ซึ่งปัจจุบันขายดีในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ

“เราคิดว่าคงเป็นเพราะกลิ่นและหน้าตาบรรจุภัณฑ์ที่ทำให้นักท่องเที่ยวชอบ เพราะเขาคงไม่เข้าใจความหมายของ ‘เทพกันยุง กันยุงขั้นเทพ’ เท่าพวกเราคนไทยด้วยกัน” กุ๋ยเล่าก่อนจะทิ้งท้ายคำแนะนำสำหรับใครก็ตามที่อยากเริ่มต้นคิดสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ของตัวเองขึ้นมา

“การจะคิดทำผลิตภัณฑ์ออกมา เราต้องรู้ก่อนว่ามีผลิตภัณฑ์นี้อยู่ในตลาดแล้วหรือเปล่า และของเราแตกต่างจากเขาอย่างไร ที่สำคัญเราต้องสนุกกับมันให้ได้ อย่างที่เราทำได้ถึงวันนี้ เพราะเราสนุกกับการคิดแก้ปัญหา สมมติมีลูกค้าบอกว่าเขาใช้แล้วไม่ได้ผล เราก็จะสนุกกับการหาคำตอบและทำออกมาให้ดี ให้ตอบโจทย์ แค่นั้นเลยจริงๆ

“เรามองว่า เราเป็นผู้บริโภคคนหนึ่งมาก่อนเหมือนกัน เราไม่ใช่ผู้สร้างสรรค์อย่างเดียว คิดง่ายๆ นะ เป็นเราเราก็อยากได้ของดี เอาเข้าจริง ธุรกิจของผมไม่มีวันสู้บริษัทใหญ่ที่มีกำลังการผลิตสูง ต้นทุนถูก มีช่องทางการจำหน่ายทั่วประเทศ เราไม่ได้คิดอยากจะเป็นแบบนั้น เราแค่หวังให้เรามีรายได้ตอบแทนพนักงานให้สามารถดูแลครอบครัวได้

“เราทำด้วยความเป็นห่วงเป็นใยยุง และเป็นห่วงเป็นใยคนด้วย”

เทพกันยุง, แบรนด์, ยากันยุง ,คราฟต์, ยุง

The Rule

  1. เราต้องเชื่อมั่นในตัวเองก่อน เราจริงใจกับสิ่งที่ทำ และเชื่อว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดี
  2. ไม่หลอกลวงผู้บริโภค
  3. ทุกคนที่ทำงานกับเราต้องมีความสุข ทั้งผู้ร่วมงานและลูกค้า
Facebook: เทพกันยุง

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

FLYNOW เริ่มต้นโดยชายหนุ่มชื่อ ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา 

ในเวลานั้น เขาเป็นดีไซเนอร์ให้ห้องเสื้อแห่งหนึ่ง เสื้อผ้าที่เขาออกแบบไม่ประสบความสำเร็จจนขาดทุนหลักล้าน หลังจากช่วยกอบกู้เงินทุนนายจ้างกลับมาด้วยการดีไซน์เสื้อผ้าที่แปลกใหม่กว่าในท้องตลาด เขาก็ตัดสินใจก่อตั้งแบรนด์ตัวเองขึ้นมา

แบรนด์ของลิ้มอยู่คู่วงการแฟชั่นไทยมาเกือบ 4 ทศวรรษ สร้างชื่อในเวทีระดับโลก เจอผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ ไปจนถึงการเปลี่ยนผ่านของเจเนอเรชัน

เสื้อผ้าที่เคยเป็นที่รู้จักถึงขั้นทุกครั้งที่เขาไปสยาม จะเห็นคนใส่เสื้อผ้าของตัวเอง ก็ค่อย ๆ ได้รับความนิยมน้อยลงในหมู่คนรุ่นใหม่ แต่ถึงอย่างนั้น พนักงานทุกคนทั้งดีไซเนอร์และช่างเย็บในตึกแถว 2 คูหานี้ก็ยังตั้งใจทำผลงานที่ดีออกมา

เขาตั้งใจจะรีแบรนด์ FLYNOW ที่ตัวเองยอมรับว่าตายไปแล้ว เมื่อ 3 ปีก่อน 

วิกฤตโรคระบาดทำให้แผนการเลื่อนออกมาจนถึงวันนี้

3 ปีที่ผ่านมา ลิ้มไม่เคยหยุดงาน แม้ว่าบริษัทจะปิด เขาว่ามันเป็นช่องว่างของคนบ้างานที่ได้หยุดคิดเสียบ้าง จนในที่สุดแผนที่อยากชุบชีวิตแบรนด์อันเป็นที่รักก็ดำเนินการต่อ โดยมีหมายหมุดเริ่มต้นเป็นโชว์ในงาน Bangkok International Fashion Week 2022

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

ทีมงานกว่า 20 ชีวิตทุ่มสรรสร้างคอลเลกชันที่มีชื่อว่า Reincarnation อย่างสุดแรงใจและความสามารถ 

แม้จะออกตัวก่อนว่าไม่ใช่นักธุรกิจที่เก่ง สิ่งที่เราเรียนรู้จากชายคนนี้คือความซื่อสัตย์ ความกล้า กล้าที่จะยอมรับว่าล้มเหลว การให้เกียรติคนอื่นโดยเฉพาะคนที่ทำงานกับเขา และหัวใจนักสู้ที่พร้อมจะค่อย ๆ ลุกขึ้นมาอีกครั้ง เท่านี้ก็เพียงพอที่ทำให้เขาเป็นนักธุรกิจที่ดีแล้ว

เมื่อถามว่านี่คือการกลับมาของ FLYNOW อย่างเป็นทางการแล้วใช่ไหม เขาได้แต่ยิ้ม 

“ถ้าจะบอกว่ากลับมาได้แน่ ๆ 100 เปอร์เซ็นต์ ก็ขี้เกียจมาแก้ข่าวอีก” ลิ้มตอบทีเล่นทีจริง “แต่ขอลองสักตั้ง และยินดียอมรับถ้าสุดท้ายกลับมาไม่ได้จริง ๆ เราจะโทรหา The Cloud เพื่อบอกว่า มันกลับมาไม่ได้”

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

01

ในฐานะคนคนหนึ่ง ลิ้มเติบโตจากชายหนุ่มที่ใช้แต่ละวันอย่างเต็มที่ สนุกสุดเหวี่ยง มามองว่าการมีชีวิตคือการแวะมาเที่ยวที่สักวันก็ต้องกลับไป

ในฐานะเจ้าของแบรนด์ที่เคยขึ้นไปอยู่จุดสูงสุดและต่ำสุดตามคำนิยามของเขาเอง ผ่านมาเกือบ 40 ปี เขาทำงานท่ามกลางทีมงานที่เก่งกาจ เมื่อถามว่าเก่งแค่ไหน เขาตอบว่า “เก่งกว่าผม” 

การกลับมาของ FLYNOW ในวันนี้จึงครบเครื่อง ทั้งมุมมองชีวิต ประสบการณ์ และกองกำลังเพียบพร้อมทั้งอาวุธและมันสมอง

“ผมพยายามพัฒนาทีมตั้งแต่สมัยยังหนุ่ม จริง ๆ หยุดออกแบบมาได้ 30 กว่าปีแล้ว เพราะลูกน้องเก่ง อย่าง ปู-ชำนัญ ภักดีสุข ดีไซเนอร์ที่อยู่กับเราตั้งแต่ต้น วันนี้เจ๋งกว่าเราเยอะ เราต้องเรียกอาจารย์ปู การกลับมาทำโชว์ให้ Bangkok International Fashion Week 2022 ก็เพราะเขาชวน”

เขาว่า Life Cycle ของแบรนด์หนึ่งจะมาเป็นระลอก ระลอกละ 10 – 15 ปี ขึ้นจุดสูงสุดสลับลงจุดต่ำสุด นั่นแปลว่าแบรนด์ของเขาได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาอย่างน้อย ๆ ก็ 3 ครั้ง

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

02

ย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2526 นั่นคือปีแรกที่ FLYNOW ของชายคนนี้ถือกำเนิดขึ้น ช่วง 10 ปีแรกนั้นคนไม่ค่อยทำเสื้อผ้าแฟชั่น ส่วนมากเป็นเสื้อยืดเสียหมด เสื้อยืดเรียบ ๆ เสื้อยืดพิมพ์ลาย ถ้าไม่ใช่เสื้อยืดก็เป็นเสื้อเชิ้ตสำหรับใส่ไปทำงาน เน้นเสื้อผ้าสำเร็จรูป เสื้อคลุมหรือเสื้อดีไซน์แบบที่เราใส่กันทุกวันนี้มีน้อยมาก ถ้าใครอยากได้ต้องไปสั่งตัดที่ร้าน

“ลองกลับไปถามรุ่นแม่ ผู้หญิงอยากได้เสื้อเก๋ ๆ ก็ไปร้านตัด เสื้อแบบนั้นในรูปอุตสาหกรรมยังไม่มี ทีนี้จะทำเสื้อยืดยังไงให้สู้กับตลาดได้ หนึ่งคือสู้กันที่ลายพิมพ์ สองคือการเลือกเนื้อผ้า เราเลยประยุกต์เอาดีไซน์ไปใส่ตั้งแต่วันแรก”

ขาว ดำ ทอง คือสีหลักของแบรนด์นี้

“ยุคนั้นแม่ผมถึงกับเอ่ยปาก ‘ลื้อทำเสื้อสีแบบนี้ อั้วยังไม่ใส่เลยนะ อั้วถือ แล้วจะมีลูกค้าเหรอ’ ผมเลยบอกว่า เอาหน่า แบรนด์เราเล็ก ๆ ยังไงก็ต้องมีคนชอบเหมือนเรา 

“เจอกันที่ไหน กูก็ใส่สีดำตลอด” เขาหัวเราะ

จุดเปลี่ยนครั้งถัดมาเหนือคาดยิ่งกว่าเก่า

FLYNOW ในขวบปีที่ 10 ดังระเบิด จัดงานกี่ทีคนเต็มทุกที่นั่ง ครั้งหนึ่งเคยจัดแฟชั่นโชว์ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีนางแบบเดินโชว์เป็นร้อย พร้อมคนดูอีก 7,000 คน

ไม่มีคนดังคนไหนไม่ได้รับเชิญไปงานนั้น 

ความสำเร็จครั้งนี้เป็นสะพานเชื่อมไปยังจุดเปลี่ยนครั้งต่อมา แบรนด์ FLYNOW โกอินเตอร์ไปงานแฟชั่นโชว์ที่กรุงลอนดอนอยู่ประมาณ 7 ปี

“เป็นยุคเดียวกับ Alexander McQueen เรายกทีมไปทำงานที่นั่น ตอนนั้นอายุ 30 ปลาย ๆ บ้าพลังสุด ๆ ไม่ต้องนอนก็ได้ ไม่ต้องกินก็ได้ ขอแค่ให้ได้ทำ”

เขาเปรียบความสำเร็จกับการวิ่งโอลิมปิก

“เชื่อเถอะ เวลาคุณชนะ ใครก็สู้คุณไม่ได้ ไม่เหมือนวิ่งในโอลิมปิกที่ห่างกันแค่เสี้ยววิ 

“ในโลกธุรกิจไม่มีเบอร์ 1 เบอร์ 2 หรอก เพราะถ้าคุณชนะ คุณจะชนะขาด แต่สำคัญคือคุณจะครองแชมป์ได้นานแค่ไหน และการที่คุณจะชนะคนอื่นได้ แปลว่าคุณต้องทำงานหนักกว่าคู่แข่ง ไอเดียต้องเจ๋งกว่า มีทีมที่เก่งกว่า มีวิสัยทัศน์ที่ดีกว่า มีหัวใจที่ดีกว่า”

ชื่อเสียงของแบรนด์ดังขึ้นเรื่อย ๆ แบบหยุดไม่อยู่ จนกระทั่ง พ.ศ. 2540 จุดเปลี่ยนครั้งที่ 3

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

03

วิกฤตเศรษฐกิจทำให้สต็อกเสื้อผ้าจำนวนมากที่เตรียมพร้อมออกขายนอนแน่นิ่งอยู่ในโกดังแบบไม่เห็นอนาคต ลิ้มในวัย 38 กลายเป็นลูกหนี้ของสถาบันการเงินหลายแห่ง

“มันมีทางออกไม่กี่ทาง ไม่เห็นแม้กระทั่งว่าตัวเองกำลังจะตกเหว”

เขาบอกว่าตัวเองรอดมาได้ด้วยความขยันและความอดทน ที่สำคัญ ต้องยอมรับความจริงก่อนว่ากำลังลำบาก

“ตอนนั้นผมบอกเจ้าหนี้เลยว่า ผมหนี้เยอะ เฮียไม่ต้องมาหาให้เสียเวลา เดี๋ยวผมไปให้ด่าถึงที่บ้านเอง ถ้าเฮียใจดีก็เลี้ยงข้าวผมหน่อย ตอนแรกเขาก็ไม่เลี้ยง ไปบ่อย ๆ เริ่มเลี้ยงแล้ว” ลิ้มเล่าพลางหัวเราะ “หนี้น้อยให้ด่าครึ่งชั่วโมง หนี้ปานกลางให้ชั่วโมงหนึ่ง ถ้าหนี้เยอะมากก็ Unlimit ไปเลย อยากด่าเมื่อไหร่ เรียกไปด่าได้เลย”

ชายผู้ที่ยอมรับว่าตัวเองไม่ใช่นักธุรกิจเก่ง ได้รู้จักคนในโลกธุรกิจมากขึ้นจากวิกฤตนั้น

เขาบอกว่าเจ้าหนี้มี 3 แบบ

แบบแรกคือคนที่จะเอาทุกอย่างให้ได้เยอะที่สุด โดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะลำบากแค่ไหน

แบบที่สองคือคนอะลุ่มอล่วย ผ่อนปรน ยอมให้จ่ายเมื่อมีจะจ่าย

ซึ่ง 2 เปอร์เซ็นต์ในแบบหลังนอกจากจะไม่เร่งรัดให้จ่ายเงินแล้ว ยังช่วยหาเงินเพื่อกอบกู้ธุรกิจเขาด้วย

“วิกฤตทำให้เราเจอคนแบบนั้น มหัศจรรย์มาก ๆ เขากู้เงินมาให้ผมสั่งหนังมาทำสินค้า แล้ววันที่ผมลุกได้ เขาก็หายไปเลย ผมติดค้างเขา คนแบบนี้แหละที่จะสอนใจเรา”

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

04

ยุครุ่งเรืองของ FLYNOW มีพนักงานประมาณ 500 คน ปัจจุบันเหลือ 150 ส่วนหน้าร้านที่เคยมีจนนับไม่ไหว ในวันนี้เหลือน้อยจนเขาไม่อยากพูดถึง

สิ่งที่ลิ้มเสียใจและเสียดายที่สุดไม่ใช่ความโด่งดัง แต่เป็นการปล่อยพนักงานคุณภาพที่สร้างมากับมือออกไป

“มันเศร้านะ เหมือนเราปกป้องดูแลชีวิตเขาได้ไม่ดี แต่เราต้องทำ มันเป็นความทุกข์แบบหนึ่ง แต่ก็ทำให้รู้ว่า เวลาเราประสบความสำเร็จมาก ๆ เราจะประมาท เหมือนกับที่ชอบพูดกันว่าในวิกฤตมีโอกาส นั่นเท่ากับว่าเวลาคุณมีโอกาสเยอะ ๆ ก็อาจจะมีวิกฤตกำลังรออยู่ข้างหน้า”

โชว์ครั้งล่าสุดของลิ้มคือเมื่อ 6 – 7 ปีก่อนที่ตลาดสดในจังหวัดราชบุรี สร้างความฮือฮา ความสดใหม่ ใครเล่าจะคิดว่าจะมีดีไซเนอร์ที่เลือกโลเคชันนี้แทนแคทวอล์กในฮอลล์ใหญ่

“พี่ชายผม (ปรีชา ส่งวัฒนา) บอกว่า FLYNOW นี่อายุเทียบเท่า พิศมัย วิไลศักดิ์ ได้เลยนะ ผมบอกไม่ใช่ มันตายไปแล้วต่างหาก คุณต้องรับความจริงก่อนว่าแบรนด์มันตายไปแล้ว 

“เราหวังจะขายคนเจนวาย แต่ไม่มีคนเจนวายรู้จัก เจนเอ็กซ์ตอนปลายก็ไม่รู้ ต้องเจนเอ็กซ์ตอนต้น แล้วคุณจะขายใคร ถ้ายอมรับความจริงได้ จะไม่มีอะไรน่ากลัวเลย”

เดิมทีเขาตั้งใจจะรีแบรนด์ก่อนโควิด หลังอึมครึมอยู่ในวิกฤตโรคระบาดมา 3 ปี 

“สุดท้ายไม่ต้องรีแบรนด์แล้ว ปล่อยให้ตายแล้วมาเกิดใหม่เลยดีกว่า” เขาว่า “เกิดใหม่ง่ายกว่าเพราะไม่ต้องอาลัยอาวรณ์มาก ถ้าคุณยังอาลัยอยู่ แปลว่ายังมีตัวตนอยู่ เมื่อไม่มีตัวตนคุณจะกล้ามากกว่าเดิม เพราะไม่มีอะไรต้องกลัว เผลอ ๆ ทำโชว์เสร็จ ผมอาจจะไม่ขายก็ได้นะ”

เขาว่าดีไซเนอร์ที่ดีต้องเปิดใจ และต้องแปลงร่างได้หลายร่าง ต้องรู้จักทำลายกฎเกณฑ์ ขณะเดียวกันก็ต้องกล้าที่จะทำลายตัวเองได้ด้วย

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

05

Reincarnation คือชื่อที่สื่อถึงเรื่องราวในคอลเลกชันนี้ได้ดีที่สุด 

สีที่ใช้ยังเป็นขาว ดำ ทอง เหมือนกับวันแรก

ชุดบางชุดใช้เวลาตัดเย็บอย่างประณีตถึง 30 วัน

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

FLYNOW ในขวบปีนี้มีกลุ่มเป้าหมายที่เด็กลง ลิ้มจึงชวนหลานสาวมามาร่วมทีม

“ทุกวันนี้ผมต้องถามหลานว่าเทรนด์อะไรกำลังมา เราต้องเรียนรู้ ทีมงานวัย 15 มีความคิดแบบหนึ่ง 30 ก็แบบหนึ่ง 40 ก็อีกแบบหนึ่ง เราไม่ได้ออกคำสั่งคนเดียว แต่เป็นการทำงานแบบทีมเวิร์กที่ต้องแสดงความเห็นร่วมกัน ทุกครั้งที่จะเลือกทางไหน เราจะถามความเห็นทีม ถ้าบอกว่าดีก็จะไป ยกเว้นทุกคนบอกว่าเรื่องนี้ไม่ถนัด ยังไงคุณลิ้มต้องทำ

“เช่น เขาทำโชว์กันไม่เก่ง ผมทำมาทั้งชีวิต ผมรู้ว่าจะทำโชว์ให้ดีได้ยังไง หรืออย่างเรื่องเพลง เขาไม่สันทัด ผมก็นั่งฟังเพลงวันละ 3 ชั่วโมงเพื่อหาเพลงที่ใช่ ออกแบบท่าเดินให้ด้วย”

ทุกชุดบนแคทวอล์กจึงไม่ใช่แค่ตัวตนของลิ้ม แต่เป็นส่วนผสมระหว่างเขาในวัย 63 ดีไซเนอร์คู่ใจ ช่างเย็บที่อยู่กันมาเกิน 3 ทศวรรษ ไปจนถึงหลานสาวอายุ 15 ปี

“ช่างที่ทำคอลเลกชันนี้คือคนที่อยู่ด้วยกันมาโดยเฉลี่ยน่าจะ 30 ปี พนักงานที่อายุมากที่สุดของเราคือ 73 สมองของดีไซเนอร์ใช้มาก ๆ แล้วก็หมด แต่ช่างแพตเทิร์นกับช่างเย็บนี่ยิ่งแก่ยิ่งเก๋า เป็นผู้ชำนาญการ เราอยู่กันยาว จ้างกันจนตาย ไม่ผมตาย เขาก็ตาย ถ้าผมตายก่อนจะเขียนพินัยกรรมให้เขาอยู่กับแบรนด์ไปตลอดชั่วอายุขัย”

การกลับมาครั้งนี้ ลิ้มมองเห็นความเป็นไปได้ 2 ข้อ

ข้อแรก ถ้าดีไซน์ของเขาจะต่อยอดไปเป็นธุรกิจได้ ก็เป็นเรื่องน่ายินดี

ข้อสอง เขาอยากให้คอลเลกชันนี้เป็นความภาคภูมิใจในชีวิตของทีมงาน โดยตั้งใจว่าจะให้ช่างเย็บถ่ายรูปคู่กับชุดของตัวเอง

ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา การชุบชีวิต FLYNOW แบรนด์เสื้อผ้าไทยของ ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา กับแฟชั่นโชว์ในรอบหลายปีที่งาน BIFW22

06

แล้วถ้ามันไม่สำเร็จล่ะ – เราถาม

“ผมไม่ได้หวังว่าครั้งนี้มันจะสำเร็จ เพราะต้องยอมรับว่าเด็กสมัยนี้ก็เก่ง แบรนด์สมัยนี้ก็เจ๋ง มันอาจจะเวิร์ก หรือมันอาจจะตายอีกรอบ หรือสุดท้ายเราอาจจะต้องเปลี่ยนมือจริง ๆ ก็ได้ แต่เมื่อตัดสินใจลองแล้วก็ต้องลองสุดหัวใจ

“จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องไปยินดียินร้ายมากนัก จริง ๆ ถ้าคิดว่ามันจะไม่สำเร็จไปเรื่อย ๆ อาจจะดีกว่าก็ได้นะ จะได้ไม่ต้องเหลิง ไม่ต้องประมาท ไม่ต้องรอว่าวิกฤตจะมาเมื่อไหร่ คุณก็ทำของคุณไป

“แต่ถามว่ากดดันไหม กดดัน แต่เรามองแรงกดดันเป็นความสวยงาม ถ้าทำอะไรไม่มีแรงกดดันแต่แรก กูว่าแพ้แน่ ๆ ถ้าไม่แพ้ก็กำลังจะแพ้ แรงกดดันขับเคลื่อนให้มนุษย์ยกระดับตัวเองขึ้นมาได้ แต่กดก็เอาแต่พองามนะ ถ้าอันไหนที่ต้องตะเกียกตะกาย ต้องทรมาน ก็เปลี่ยนมันหน่อย

“ถ้าคำสั่งของเรามันตึงไปแล้ว เราจะบอกลูกน้องให้ผ่อน ผ่อนลงมา ถ้าเล่นท่ายากตอนไม่พร้อม เราอาจจะเหลือศูนย์ได้เลย เพราะฉะนั้น เล่นท่าที่ง่ายหน่อย ไม่เหมือนตอนหนุ่ม ๆ ที่บ้าดีเดือด ไม่มีอะไรที่คิดแล้วทำไม่ได้ ถ้าคนอื่นเล่น 10 FLYNOW ต้อง 100 เงินไม่อั้น โชว์ต้องดีสุด ๆ เสื้อไม่ต้องสนใจว่าจะขายได้ไม่ได้ ใครบอกว่าเป็นเสื้อในมิวเซียมก็จะถือเป็นข้อดี เชื่อไหมว่าตอนนี้เสื้อในสต็อกมีมูลค่ามากกว่า 50 ล้านบาท”

นอกจากคอลเลกชันแห่งการกลับมา เขาคิดไปถึงช่องทางการขายที่ต่อไปอาจจะไม่ต้องอยู่ในห้างสรรพสินค้า ไม่ต้องเป็นร้าน Stand Alone ในวันที่โลกเชื่อมกันหมดแล้ว ในอนาคตเราอาจจะเจอ FLYNOW อยู่ในช่องทางใหม่ ๆ ที่นึกไม่ถึง

ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา การชุบชีวิต FLYNOW แบรนด์เสื้อผ้าไทยของ ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา กับแฟชั่นโชว์ในรอบหลายปีที่งาน BIFW22

07

ครึ่งหนึ่งของลิ้มคือความละเอียดจากพ่อ อีกครึ่งคือความเมตตาจากแม่ หลอมหลวมเป็นตัวเขาที่ยังยึดมั่นกับแบรนด์นี้อย่างไม่ยอมแพ้

จะใช้คำว่า ยึดมั่น ก็ไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะเขายอมรับความผิดพลาด น้อมรับความล้มเหลว และพร้อมจะลุกขึ้นใหม่โดยทิ้งอัตตาและความสำเร็จเดิมไว้ข้างหลัง

การทำธุรกิจของเขาแม้จะไม่ถูกต้องทุกข้อตามที่เขียนไว้ในตำรา แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ คือ หัวใจและความเห็นอกเห็นใจ ที่ใช้เวลาหลายสิบปีในการก่อร่างสร้างตัวขึ้น 

นับจากวันที่ The Cloud ไปเยี่ยมเขาถึงออฟฟิศ ได้ขึ้นไปหาป้า ๆ น้า ๆ ช่างเย็บที่กำลังง่วนกับการเตรียมคอลเลกชันใหม่ ได้เห็นลิ้มคัดเลือกสุ่มสำหรับเสื้อผ้าชุดหนึ่ง เห็นมู้ดบอร์ด เห็นภาพสเก็ตช์ เห็นทีมงานกว่า 20 คนบรรจงสร้างสรรค์ผลงานอย่างสุดหัวใจ

ในคืนวันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน 2565 ที่ผ่านมา ความตั้งใจที่ทำกันมาหลายเดือนได้ปรากฏสู่สายตาสาธารณชน ท่ามกลางเสียงปรบมือและกำลังใจที่ผู้คนในวงการมีให้กับเขาและทีม FLYNOW ทุกชีวิต

คอลเลกชันนี้จึงไม่ใช่แค่ ‘การกลับมา’ แต่เป็นความน่ายินดีและการเอาใจช่วย

หลังโชว์จบลง ลิ้มก็เดินออกมา ตามด้วยดีไซเนอร์คู่ใจ และป้า ๆ น้า ๆ ทีมงานช่างเย็บของเขาที่เราขึ้นไปเยี่ยมเยียนในวันนั้น

ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา การชุบชีวิต FLYNOW แบรนด์เสื้อผ้าไทยของ ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา กับแฟชั่นโชว์ในรอบหลายปีที่งาน BIFW22

Lessons Learned

  • ซื่อสัตย์กับตัวเอง ซื่อสัตย์กับผู้อื่น
  • กล้าที่จะล้มเหลว น้อมรับความผิดพลาด เพื่อที่จะได้เห็นปัญหาแล้วแก้ไขได้ตรงจุด
  • ไม่หลงระเริงกับความสำเร็จ จนลืมเตรียมรับมือกับวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้น
  • ให้เกียรติคนทำงานเสมอ

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load