คุณโครงกระดูกยืนรับแขกอยู่หน้าห้อง ที่แขนข้างขวาและไหปลาร้าซ้ายมีไทเทเนียมสีเงินทำเป็นรูปทรงกระดูกปลอมและที่ดามกระดูกเสียบแทรกอยู่ ดูๆ ไปแล้วก็เท่ไม่เบา

ชิ้นส่วนสุดคูลเหล่านี้คือผลงานของ Meticuly ธุรกิจทำเครื่องมือแพทย์ขนาดเล็กที่มีค่ากว่าตาเห็นมากนัก

Meticuly, กระดูกเทียม Meticuly, กระดูกเทียม

แนวคิดเรื่องกระดูกเทียมก่อกำเนิดขึ้นในแล็บ 3D Printing ของ ผศ. ดร.บุญรัตน์ โล่ห์วงศ์วัฒน อาจารย์ภาควิศวกรรมโลหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อมีแพทย์ติดต่อเข้ามาขอความช่วยเหลือจากแล็บมากขึ้น ทำให้เขาเล็งเห็นโจทย์ใหม่ทางวิศวกรรม ก่อนต่อยอดไปเป็นช่องว่างทางธุรกิจ และทำให้เกิดบริษัท Meticuly ขึ้นมา

แม้จะเปิดมาได้เพียงปีเดียว แต่กระดูกเทียมจากไทเทเนียม เหล็กสำหรับดามกระดูก และเครื่องมือช่วยผ่าตัด ที่ทีมผลิตออกมา ก็ช่วยเหลือให้แพทย์ทำงานสะดวกขึ้น และคนไข้มีชีวิตดีขึ้นได้มาแล้วกว่า 50 เคส รวมถึงภายในปลายปีนี้ พวกเขายังวางแผนที่จะบริจาคกระดูกเทียม 100 ชิ้นให้ผู้ป่วยทั่วประเทศได้ใช้ฟรีอีกด้วย

Meticuly, กระดูกเทียม

ด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าโลกของธุรกิจเครื่องมือแพทย์เป็นอย่างไร เราเลยขอเข้ามาคุยกับผู้คนในบริษัทเล็กๆ แห่งนี้ คนที่ ดร.บุญรัตน์ ส่งมาเป็นตัวแทนในการพูดคุยคือ บูม-เตชวิทย์ หิริสัจจะ Project Manager และ มิก-อิทธิกร ชิณกธรรม Production Engineer ของทีม การสนทนากับทั้งคู่พาเราไปเห็นทั้งความยาก ความสนุก และคุณค่าของธุรกิจประเภทนี้ จนอยากมาเล่าต่อให้ทุกคนได้ฟัง

Meticuly, กระดูกเทียม

ไม่ใช่แค่สินค้า แต่คือบริการ

แม้ดูเผินๆ Meticuly จะคล้ายเป็นธุรกิจจำหน่ายกระดูกเทียมและเครื่องมือทางการแพทย์ แต่ความจริงแล้ว สิ่งที่พวกเขาทำนั้นยิ่งใหญ่กว่าแค่สินค้าที่มองเห็นเป็นชิ้นๆ มากนัก

การซ่อมแซมผ่าตัดให้อวัยวะหนึ่งกลับมาได้เป็นปกติ ไม่ได้ยุ่งกับแค่กระดูก แต่ยังมีเส้นเอ็น เส้นประสาท เส้นเลือด และอีกหลายเส้น การทำแค่กระดูกเทียมอย่างเดียวจึงไม่อาจทำให้การผ่าตัดซ่อมแซมกระดูกง่ายขึ้น หากอยากสร้างธุรกิจที่มีประสิทธิภาพจริง เลยต้องมองให้ครอบคลุมถึงการออกแบบกระบวนการผ่าตัดทั้งกระบวนการด้วย

Meticuly, กระดูกเทียม

“หน้าที่ของเราคือเป็นสะพานเชื่อมระหว่างคนกับเครื่องมือ หมอคือลูกค้าที่มีโจทย์อยากให้ออกแบบ เราก็ร่วมออกแบบกับหมอ ช่วยเขียนแบบ และเป็นผู้รับเหมาผลิตให้นั่นแหละ” บูมเปรียบเทียบให้เห็นภาพ

ในการรักษาคนไข้เคสหนึ่งจะเริ่มต้นที่การปรึกษากันระหว่างแพทย์เจ้าของไข้กับ Meticuly ว่าต้องการการรักษาในรูปแบบใด ก่อนทางบริษัทจะนำ CT Scan ของคนไข้มาขึ้นเป็นรูปสามมิติในคอมพิวเตอร์ แล้วช่วยออกแบบวิธีผ่าตัดไปพร้อมกับแพทย์ เช่น ควรผ่าตรงไหน ผ่ากว้างแค่ไหน เป็นมุมเท่าไร ติดเครื่องมือเข้าไปที่ไหน มีจุดยึดตามกี่จุด ฯลฯ

Meticuly, กระดูกเทียม Meticuly, กระดูกเทียม

ชิ้นผลงานสุดท้ายอาจดูเป็นแค่ก้อนไทเทเนียมเล็กๆ ขนาดเท่าฝ่ามือ และเรซิ่นหน้าตาแปลกๆ สำหรับเป็น Cutting Guide และ Drilling Guide ให้ลงมีด เลื่อย หรือเจาะตามช่อง แต่ทุกชิ้นต่างผ่านการคิดวางแผนมาอย่างดี เพื่อลดความยุ่งยากในการผ่าตัดให้เหลือน้อยที่สุด

การคิดออกแบบกระบวนการผ่าตัดดังกล่าว เป็นเรื่องซับซ้อนที่ต้องการความร่วมมือจากทั้งฝ่ายแพทย์และฝ่ายผลิตผสมกัน กว่าจะได้ออกมาเป็นเคสที่สำเร็จเคสหนึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือน แต่หลังจากกระดูกเทียมชิ้นแรกสำเร็จแล้ว หากมีโจทย์ใหม่ๆ ที่คล้ายกัน เช่น กระดูกชิ้นเดิม ต้องผ่าตัดแบบเดิม เวลาในการผลิตเครื่องมือก็จะลดลงเหลือเพียง 2 – 3 วันเท่านั้น

ช่องว่างระหว่างกระดูก

มนุษย์ผู้ใหญ่โดยทั่วไปมีกระดูกประมาณ 200 กว่าชิ้น แต่ละชิ้นมีรูปร่างลักษณะไม่ซ้ำกันเลย บอกแค่นี้ก็น่าจะรู้ว่าธุรกิจเกี่ยวกับกระดูกมนุษย์ จะต้องทั้งซับซ้อนและละเอียดอ่อนแค่ไหน นั่นคือสาเหตุที่ทุกคนใน Meticuly ต้องมุ่งมั่นศึกษาอย่างหนักให้มีองค์ความรู้เพียงพอทำงาน

Meticuly, กระดูกเทียม

ในช่วงแรกของงานคือการพูดคุยกับแพทย์ อ่านวิจัยเกี่ยวกับกระดูกเทียมจากทั่วโลก อ่านหนังสือแพทย์เล่มหนาๆ และแม้แต่เข้าไปสังเกตการณ์ในห้องผ่าตัด “หมอเขาจะมีความรู้เรื่องการผ่าตัดกระดูกอยู่แล้ว เวลาเราคุยกับเขาก็ต้องพยายามจับคีย์เวิร์ด จดมาให้ได้มากที่สุด แล้วค่อยมาแกะทีหลังว่าคำศัพท์เฉพาะนี้แปลว่าอะไร ค่อยๆ ฝึกใช้ภาษาแบบเดียวกับเขา” บูมยกตัวอย่างความยากที่ต้องก้าวข้ามให้เราฟัง

ส่วนขั้นตอนการผลิตกระดูกเทียมก็ยังต้องพัฒนาอยู่ตลอด จากวันแรกที่ใช้วิธีปรินท์แบบจำลองเป็นเรซิน แล้วนำเรซินไปสร้างแม่พิมพ์ปูน แล้วค่อยหล่อไทเทเนียมจากแม่พิมพ์อีกทีหนึ่ง มาวันนี้ จากไฟล์ในคอมพิวเตอร์ ปรินท์ออกมาเป็นกระดูกไทเทเนียมได้โดยตรง แต่ก็ยังต้องขัดเกลากลึงให้เหมาะสมอยู่ดี

Meticuly, กระดูกเทียม Meticuly, กระดูกเทียม

แม้จะต้องทำงานหนัก แต่ผลดีคือ Meticuly จะมั่นใจได้ว่างานที่ทำอยู่ไม่ซ้ำใครแน่นอน “เรามองว่าจุดแข็งของเราไม่ใช่การทำงานชิ้นใหญ่ๆ ไปสู้กับคนอื่น อย่างพวกข้อเข่ากับสะโพก ถ้าทำงานแบบเดียวกัน คงยากกว่าเราจะไปถึงระดับนั้น เราเลยเน้นทำกระดูกชิ้นเล็ก และเป็นส่วนที่ปกติเขาทำไม่ได้ เช่น เหล็กดามไหปลาร้า หลายยี่ห้อจะทำให้ดัดง่าย แต่เราทำให้เข้ารูปกระดูกได้เลยโดยไม่ต้องดัด

“งานเกือบครึ่งหนึ่งของเรา เป็นงานที่หมอบอกว่าน่าจะมีแค่ชิ้นเดียวในโลก เพราะเราเลือกทำสิ่งที่ไม่เหมือนใคร”

เครื่องมือแพทย์ชั้นดีมีมาตรฐาน

ไม่ต้องบอกก็คงจะเดาได้ว่า หนึ่งในเรื่องยากของการทำธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์ คือการทำให้ธุรกิจและผลิตภัณฑ์ผ่านมาตรฐานต่างๆ นับร้อยพัน

แน่นอนว่ามาตรฐานไม่ใช่เรื่องที่จะได้มาแค่ในวันสองวัน บูมซึ่งอยู่กับบริษัทมาตั้งแต่ต้นเล่าประสบการณ์ในช่วงนั้นให้ฟังว่า “ตอนแรกเราไม่รู้อะไรเลย รู้แค่อยากทำให้หมอ สุดท้ายเราเห็นงานของเราทำให้ คนไข้ขยับได้จริง เราก็ดีใจ แต่ความจริงคือ ก่อนจะใช้ได้ คุณหมอต้องคุยกับคณะกรรมการจริยธรรมของโรงพยาบาล ต้องขับรถเอาชิ้นงานไปส่งทดสอบเอง พอเรารู้อย่างนั้น ก็เลยต้องทำทุกวิถีทางให้งานคุณหมอง่ายขึ้น

Meticuly, กระดูกเทียม

“เราขับรถไปคุยกับทุกที่ ทั้ง อย. สมอ. NIA เพื่อเก็บความรู้ แต่ละที่จะรู้แต่ละส่วนต่างกัน เวลาเข้าไปในตึกจะเจอโต๊ะเรียงเต็มไปหมด แต่ละโต๊ะมีหนังสือกองๆ เราก็ต้องไปหาว่าจะคุยเรื่องนี้กับใครได้ เดินวนไปสามสี่ชั้น กว่าจะเจอคนที่ใช่ แล้วให้เขานั่งคุยให้ฟัง ทำแบบนี้อยู่เป็นปี นี่ยังไม่นับมาตรฐานระดับสากลนะ แล้วเราจะขายต่างประเทศด้วย ก็ต้องทำเพิ่มอีก ใช้ทั้งเงินและเวลาอีกเยอะ”

ผลงานเชิงรูปธรรมของการทำตามมาตรฐาน คือห้องผลิตที่อยู่ถัดไปจากห้องทำงานซึ่งเรานั่งคุยกันอยู่ ห้องนั้นไม่อนุญาตให้ย่างกรายเข้าไปโดยไม่ใส่ชุดป้องกันเชื้อโรค เพราะต้องดูแลเรื่องความสะอาดอย่างสูงสุด

ฟังแล้วอาจดูเหมือนเป็นเรื่องน่าเบื่อวุ่นวาย แต่ความจริงคือแม้ไม่มีการกดดันทางกฎหมาย การทำให้ได้ตามมาตรฐานก็ยังสำคัญ อย่าลืมว่าทุกครั้งที่นำเครื่องมือเหล่านี้ไปใช้ นั่นหมายถึงความเป็นความตายของมนุษย์ การผ่านมาตรฐานจึงเป็นตัวช่วยยืนยันว่าปลอดภัยไปในระดับหนึ่ง

กระดูกปลอม แต่ช่วยชีวิตคนได้จริง

ช่วง 1 ปีกว่าที่ผ่านมา Meticuly ทำกระดูกเทียมช่วยเหลือคนไปได้ 50 กว่าเคส ต้องขอบคุณเครือข่ายแพทย์ศัลยกรรมกระดูกที่ช่วยกันบอกต่อเรื่องงานของพวกเขา จึงยังมีปัญหาประเภทใหม่เข้ามาให้ที่นี่ช่วยแก้อยู่เสมอๆ

สิ่งที่น่าชื่นใจยิ่งกว่าธุรกิจซึ่งดำรงอยู่ได้ คือเสียงตอบรับจากคนไข้โดยตรง ทั้งบูมและมิกเอ่ยยกตัวอย่างเคสต่างๆ ออกมาตลอดการสนทนา พวกเขารู้ดีถึงปัญหาที่คนไข้ต้องเผชิญ เวลาเราคุยกันถึงกระดูกเทียมชิ้นหนึ่ง ภาพที่เห็นจึงไม่ได้เป็นแค่แท่งไทเทเนียม แต่คือชีวิตจริงยิ่งกว่านิยายของคนหนึ่งคน

หนึ่งในเคสที่ฟังแล้วประทับใจที่สุด คืออาจารย์สอนคณิตศาสตร์คนหนึ่งที่เพชรบูรณ์ เขาขึ้นต้นมะม่วงแล้วตกลงมาข้อมือแตก ตอนแรกใส่เฝือกธรรมดา พอเปิดเฝือกมากลับพบว่าเขียนหนังสือไม่ได้ “เขาพยายามยอมรับสภาพ บอกเราว่าไม่เป็นไร แก่แล้วเดี๋ยวก็ตาย แต่เราเชื่อว่าจริงๆ เราทำให้คุณค่าชีวิตเขากลับมาได้ แล้วก็ร่วมหาทางออกแบบการผ่าตัดกับคุณหมอจนทำได้ สุดท้ายเขาก็กลับมาเขียนหนังสือได้เหมือนเดิม” อ.บุญรัตน์เล่า

Meticuly, กระดูกเทียม

นักออกแบบในทีม Meticuly บอกเราว่า กรณีแบบนี้เกิดจากกระดูกที่เชื่อมกันผิดปกติ ทางการแพทย์เรียกว่า Malunion ซึ่งต้องแก้ไขโดยการตัดกระดูกใหม่ แล้วบิดปรับต่อเติมให้ถูกรูปทรง เคสประเภทนี้ถือว่าทำยากที่สุด แต่ถ้าเพื่อคนไข้ ทุกคนก็พร้อมจะทำ

อีกเคสหนึ่งคือการผ่าตัดปิดกะโหลก เนื่องจากรัฐมองว่าการเปิดกะโหลกเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย จึงทำให้เบิกได้แทบทั้งหมด ในขณะที่การปิดกะโหลกไม่จำเป็นเท่า จึงแทบเบิกไม่ได้เลย สิ่งที่เกิดขึ้นคือมีคนไข้หลายรายที่ต้องใช้ชีวิตโดยมีกะโหลกไม่ครบ รายหนึ่งที่มาถึง Meticuly คือคุณน้าที่เส้นเลือดในสมองแตก เมื่อผ่าตัดจนหายแล้ว กลับไม่มีเงินพอปิดกะโหลก ความไม่ปลอดภัยจากการมีกะโหลกไม่ครบทำให้เธอไม่กล้าออกไปข้างนอก ชีวิตที่เคยได้ส่งลูกไปเรียนหนังสือและไปไหนมาไหนกับสามีจึงขาดหาย

ระหว่างที่พวกเขาเล่าเรื่องการช่วยเหลือคุณป้าจนกลับมามีกะโหลกครบถ้วน ใบหน้าของทั้งคู่เต็มไปด้วยความห่วงใย รอยยิ้ม และความภาคภูมิ ที่ทำให้ครอบครัวธรรมดาๆ กลับมามีความสุขได้อีกครั้ง

Meticuly, กระดูกเทียม Meticuly, กระดูกเทียม

อยากให้คนไทยได้ใช้ของดี

แม้ไทยจะมีวงการแพทย์คุณภาพเยี่ยมในราคาถูก แต่ยังมีเครื่องมือทางการแพทย์แสนแพงอีกหลายชิ้นที่เราต้องนำเข้า

เราถามทั้งคู่ว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น และได้รับรู้ความจริงว่าไทยก็ผลิตและส่งออกเครื่องมือทางการแพทย์ไม่น้อยไปกว่าที่อื่นๆ แต่สิ่งที่ผลิตมักเป็นเครื่องมือกลุ่มความเสี่ยงต่ำ เช่น ถุงมือยาง ถุงยาง คอนแทคเลนส์ ฯลฯ ส่วนเครื่องมือกลุ่มความเสี่ยงสูง เช่น อุปกรณ์ที่ต้องฝังลงไปในร่างกายแบบอวัยวะเทียมยังผลิตได้เองไม่มากเท่าไรนัก

บูมคิดว่าอาจเป็นเพราะไทยให้ความสำคัญกับการผลิตมากกว่าการวิจัยและพัฒนา ต่อให้มีกำลังผลิตมาก หากไม่มีฝ่ายคิดค้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ก็ผลิตได้จำกัดอยู่ดี “การทำเครื่องมือแพทย์กลุ่มความเสี่ยงสูงได้เนี่ย ภาคการวิจัยและพัฒนาจะต้องเข้มแข็งมาก บางทีลงทุนไปหลายสิบล้าน ได้ผลิตภัณฑ์มาชิ้นเดียว ถ้าเราทำไม่ได้เท่าบริษัทเมืองนอกที่เร็วกว่า ก็ไม่มีความหมายอะไร”

ข้อดีของ Meticuly คือการมีรากมาจากแล็บที่เต็มไปด้วยนักวิจัย ทำให้อยู่ในระบบนิเวศที่มีมหาวิทยาลัยทั้งในไทยและต่างประเทศ ช่วยให้งานเข้มแข็งได้มากขึ้น

หนทางต่อจากนี้ของธุรกิจจึงเป็นการมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น โดยพวกเขาตั้งใจว่าจะพยายามทำ Mass Customization นั่นคือการผลิตในปริมาณมากขึ้น เพื่อให้ต้นทุนต่ำลง แต่ในขณะเดียวกันก็ยังเป็นกระดูกที่เข้ากับร่างกายคนไข้เฉพาะราย ซึ่งอาจทำได้โดยการนำ AI เข้ามาช่วยลดเวลาออกแบบไปได้อีก

“ตอนนี้กระดูกเทียมบางชิ้นเบิกได้ไม่ครอบคลุมราคาที่นำเข้ามา การผ่าตัดบางชิ้น แค่ค่ากระดูกที่นำเข้ามาก็เกือบแสนแล้ว เรามีความหวังว่าเราจะผลิตได้เยอะจนคนไทยเบิกจากประกันสังคมได้ เพื่อที่ให้คนไทยได้ใช้ของดีโดยไม่ต้องนำเข้า” บูมบอกด้วยความหวัง

Meticuly, กระดูกเทียม Meticuly, กระดูกเทียม

Rules

  1. การค้นคว้าหาข้อมูลก่อนลงมือทำเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมาก ทั้งการอ่านงานวิจัยและการหาสิทธิบัตร เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของเราไม่ซ้ำกับของใคร ถ้าไม่มองคู่แข่ง เราจะไปต่อไม่ได้
  2. อย่าต่อต้านการทำตามมาตรฐาน ให้มองมาตรฐานเหล่านี้เป็นเพื่อนที่จะช่วยพัฒนาเราให้ดีขึ้น
  3. นำตัวเองเข้าไปศึกษาเรียนรู้โลกของแพทย์ ทั้งคำศัพท์ที่ใช้ เครื่องมือที่มีอยู่ และวิธีการเสนอให้แพทย์รู้ว่ามีงานประเภทนี้อยู่พร้อมให้ใช้งาน
www.meticuly.com
Facebook  |   meticuly  
Facebook ของโครงการบริจาคกระดูกเทียม   |     โครงการกระดูกเทียมและอุปกรณ์ไทเทเนียม 100 ชิ้นเพื่อคนไทย โดย วิศวฯ จุฬา

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

‘Maddy Hopper’ คือแบรนด์รองเท้าอายุครึ่งปี ก่อตั้งโดยบัณฑิตจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชาญ สิทธิญาวณิชย์ และ ป๊อบ-ภาคิน โรจนเวคิน สองเพื่อนซี้ตั้งแต่ชั้นประถม จากคอนเซปต์และคำถามว่า แบรนด์รองเท้ารักษ์โลกเป็นไปได้จริงหรือ 

แม้ไม่ได้เรียนจบทางด้านการออกแบบ หรือเชี่ยวชาญเรื่องงานดีไซน์เกี่ยวกับรองเท้ามาก่อน พวกเขาตั้งต้นด้วยภาพของธุรกิจในอุดมคติที่อยากจะเป็น ก่อนเดินทางเพื่อสืบเสาะลัดเลาะหาวัตถุดิบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นผ้าจากขวดพลาสติก หรือพื้นรองเท้าจากเศษยางเหลือใช้ในการผลิตเตียงยางพารา จนกลายมาเป็นรองเท้ารุ่นแรกของแบรนด์อย่าง Polly ที่ตอบโจทย์ทั้งคนชอบรองเท้าและคนใส่ใจสิ่งแวดล้อม

Maddy Hopper รองเท้าผ้าใบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ถุงไปรษณีย์ถึงเชือกรองเท้า

หยิบความตั้งใจในอดีตมาทำให้เป็นรูปเป็นร่าง

“เราทั้งสองคนเป็นเพื่อนกันตั้งแต่ ป.1 ชอบคุยกันเรื่องธุรกิจตั้งแต่ตอนเรียนมหาลัย มีโปรเจกต์ในหัวเต็มไปหมดแต่ไม่เคยเริ่มทำจริงจังสักที”

หลังจากเรียนจบสาขาการเงินจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งชาญและป๊อปต่างแยกย้ายไปทำงานในสายที่ตัวเองถนัด จนถึงจังหวะหนึ่งที่ทั้งคู่ได้กลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง เห็นตรงกันว่ายังไม่มีรองเท้าในแบบที่พวกเขาชอบในตลาด และทั้งคู่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว เลยตั้งคำถามว่าจะทำรองเท้าที่ไม่สร้างผลกระทบต่อธรรมชาติได้หรือไม่ 

“เราเริ่มจากการคุยกันว่าอยากทำธุรกิจแบบไหน เราอยากเป็นแบรนด์แบบไหน เราอยากทำให้มันถูกต้อง อยากให้คนมาเห็นว่าแบบนี้ก็ทำได้นะ เรารับผิดชอบทั้งลูกค้า ทั้ง Supplier และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เราทำให้ทุกคนแฮปปี้และดีกับโลก”

Maddy Hopper รองเท้าผ้าใบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ถุงไปรษณีย์ถึงเชือกรองเท้า

การทำ Maddy Hopper จึงไม่ใช่การสร้างรายได้ให้ธุรกิจขึ้นมาอย่างเดียว ขณะเดียวกัน ลูกค้า ช่างเย็บรองเท้า โรงงานที่ขึ้นรูปรองเท้าและคู่ค้าอื่นๆ ต้องพัฒนา ทดลองทำสิ่งใหม่ไปพร้อมกัน รวมไปถึงการแบ่งปันเทคนิคและร่วมกันต่อยอดไอเดียให้เป็นรูปเป็นร่าง 

ทั้งสองคนใช้เวลากว่า 1 ปีในการก่อร่างธุรกิจ ทุ่มทั้งเวลาและแรงกายแรงใจในการทดลอง ทดสอบ เก็บข้อมูล และพัฒนาสินค้าต้นแบบ เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าที่ทำขึ้นมานั้นตรงตามที่พวกเขาอยากให้เป็นจริง ๆ อาศัยการที่ทั้งคู่ไม่ได้มีความรู้ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์มาเป็นสนามทดลองแบบไร้ขีดจำกัด 

“เราถือว่าเราไม่ได้มีความรู้มาก่อน เพราะฉะนั้น เราจะมี Fresh Mind ว่าการที่คนอื่นทำแบบนี้มา เราต้องทำตาม เราเลยเริ่มจากความใหม่หมดเลย เราตั้งคำถามว่าทำไมต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ แล้วก็เปลี่ยนไปตามที่เราต้องการ”

Maddy Hopper รองเท้าผ้าใบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ถุงไปรษณีย์ถึงเชือกรองเท้า

ผลิตให้ทุกคนได้ใช้

ที่มาของคอนเซปต์รักษ์โลกมาจากความใกล้ชิดกับสิ่งแวดล้อมของทั้งชาญและป๊อบ 

ป๊อบในวัยเด็กคลุกคลีอยู่กับการเดินป่า ดำน้ำ ขับ Off Road 

ส่วนชาญซึบซับเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมจากสภาพแวดล้อมรอบตัวที่แย่ลงทุกวัน 

เมื่อเอาความสนใจของทั้งคู่มารวมกัน จึงเกิดคอนเซปต์รองเท้ารักษ์โลกที่ไม่ได้มุ่งขายแค่เฉพาะกับคนรักษ์โลกกลุ่มเดียว 

“เราอยากให้ซื้อเพราะสินค้าตอบโจทย์เรื่องรองเท้าด้วย ถ้าซื้อไปเพราะอยากสนับสนุนแบรนด์รักษ์โลก แต่ไม่ได้ใส่รองเท้าก็ไม่เกิดผลอะไรอยู่ดี เราอยากให้ซื้อไปแล้วได้ใช้จริงๆ โจทย์ของเราคือ For People, For the Planet คนที่สนใจและมีอุดมคติแบบเรานั่นแหละคือทาร์เก็ตของเรา”

Maddy Hopper รองเท้าผ้าใบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ถุงไปรษณีย์ถึงเชือกรองเท้า

การเสาะหาวัตถุดิบไกลตัว

เมื่อมีคอนเซปต์ มีที่มา และความตั้งใจชัดเจน วิธีการจึงค่อยๆ ตามมาเรื่อยๆ การขาดความรู้เฉพาะทางเป็นเรื่องยากในการเริ่มต้น ขณะเดียวกันความไม่รู้ก็เป็นเหมือนแรงพลังมหาศาลที่ทำให้กล้าตั้งคำถามกับดีไซน์เดิมๆ ตั้งแต่รองเท้าแต่ละข้างมีส่วนประกอบอะไรบ้าง ตัวรองเท้า เชือก พื้นรองเท้า วิธีการตัดเย็บ ช่างทำรองเท้า โรงงานที่รับผลิต 

ทั้งคู่ยอมรับเป็นเสียงเดียวกันว่า ช่างฝีมือและวัสดุหายากที่สุด

Maddy Hopper รองเท้าผ้าใบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ถุงไปรษณีย์ถึงเชือกรองเท้า

“คนตัดเย็บมีอยู่น้อย งานเนี้ยบในแบบที่เราต้องการ MOQ (Minimum Order Quantity) ไม่เยอะมาก เราอยากได้แบบ Sustainable ด้วย อยากได้แบบแฮนด์เมดด้วย เราจะไม่ใช้โรงงานเพราะมี Carbon Footprint เยอะ จากที่มีตัวเลือกน้อยอยู่แล้วก็น้อยลงไปอีก

“วัสดุก็หายากไม่แพ้กัน ผ้าที่ทำมาจากพลาสติกไม่ได้ซื้อได้ทั่วไป เราก็ค่อยๆ ไขทีละส่วน พอถึงส่วนที่เป็นแผ่นรองในระดับโรงงานเขาจะใช้โฟมหรือตัวพื้นรองเท้า Insole ข้างล่าง ที่ทำมาจากเศษเตียงยางพารา ในอุตสาหกรรมรองเท้าก็ไม่มีใครใช้กัน ฟองน้ำหรือพลาสติกไม่รักษ์โลก แต่ถ้าเป็นฝั่งที่รักษ์โลกก็เป็นคอร์กที่แข็งมากใส่ไม่ไหว มันเลยเหลือแค่ยางพาราที่พอจะไปได้ เราก็ไปหาโรงงานทำฟูกที่ไม่ได้เกี่ยวกับการทำรองเท้าเลย ไปคุยกับเขาว่า ถ้าผมจะเอายางมาทำแบบนี้ได้ไหม เขาก็งงอยู่นะ ก็ต้องลองซื้อของเขามาลองเหยียบกันดู”

แบรนด์รองเท้าจากวัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทบทุกส่วน ของสองเพื่อนซี้ที่อยากให้รองเท้ารักษ์โลกได้

ทุกส่วนของรองเท้าตั้งแต่กล่องจนถึงพื้นข้างใน

การดีไซน์เน้นความเรียบง่ายรองของเท้า ซ่อนดีเทลเล็กๆ น้อยๆ สื่อถึงความใส่ใจทั้งต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อมไว้มากมาย 

มาดูกันว่า รองเท้า Madder Hopper หนึ่งคู่ที่ส่งถึงมือลูกค้า มีส่วนประกอบอะไรบ้าง

แบรนด์รองเท้าจากวัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทบทุกส่วน ของสองเพื่อนซี้ที่อยากให้รองเท้ารักษ์โลกได้

แพ็กเกจจิ้ง

  • ซองไปรษณีย์พลาสติกพิมพ์ชื่อแบรนด์ Maddy Hopper ที่ห่อหุ้มของข้างใน แม้จะดูคล้ายถุงพลาสติก แต่จริงๆ แล้วทำมาจากมันสำปะหลังและข้าวโพด ย่อยสลายได้ภายใน 180 วัน ใช้กรรมวิธีการซีลถุงแทนการติดเทปพลาสติก 
  • เปิดออกมาเจอถุงกระดาษทำหน้าที่ปกป้องรองเท้าจากสิ่งสกปรก ทำมาจากกระดาษเคลือบ กันน้ำและย่อยสลายได้ นำไปใช้ซ้ำ ใส่ของ ใช้เป็นถุงช้อปปิ้งหรือนำไปปลูกต้นไม้ ปิดถุงด้วยกระดาษและรัดด้วยหนังยาง ซึ่งแน่นอนว่าเอาไปใช้ต่อได้เช่นกัน
  • ถัดเข้ามาคือกล่องใส่รองเท้า เปลี่ยนจากกล่องเต็มใบเป็นกล่องครึ่งใบดีไซน์แปลกตา ใช้กระดาษน้อยลงแต่ยังคงปกป้องรองเท้าให้ไม่เสียรูป นำไปใช้ต่อได้ ไม่ว่าจะห้อยที่ข้างผนังไว้ใส่ของใช้กระจุกกระจิก หรือห้อยกระถางต้นไม้ไซส์เล็กน่ารัก
แบรนด์รองเท้าจากวัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทบทุกส่วน ของสองเพื่อนซี้ที่อยากให้รองเท้ารักษ์โลกได้

รองเท้า

  • รองเท้าและเชือกผูกรองเท้าทำด้วยผ้าจากขวดพลาสติก rPET หรือ Recycled Polyethylene Terephthalate 
  • พื้นรองเท้าหรือ Insole ทำมาจากเศษยางพาราเหลือใช้จากอุตสาหกรรมทำที่นอนยางพารา นำมาอัดขึ้นรูปเป็นแผ่นรองเท้าที่หนานุ่ม ใส่สบายไม่เมื่อยเท้า
  • ใช้วิธีการเย็บด้วยมือแทนการอบกาว เพื่อลด Carbon Footprint ที่เกิดจากการอบ ดีไซน์ภายนอกมองเห็นรอยเย็บที่ประณีต แตกต่างจากรองเท้าทั่วไป
  • รองเท้าทุกคู่มาพร้อมแผ่นกันกัดซิลิโคน สำหรับช่วงแรกที่ผู้ใช้ยังไม่คุ้นชินกับรองเท้า เหตุที่ทีมเลือกซิลิโคน เนื่องจากซิลิโคนทำมาจากธาตุซิลิคอน แหล่งที่มาของซิลิคอนคือทราย เป็นมิตรกับเท้าและเป็นมิตรกับโลก
  • ดีเทลเล็กๆ ที่ออกแบบขึ้นให้สื่อถึงแบรนด์คือ ตัวอักษร m และ h ที่ปักอยู่ด้านหลังของรองเท้า ทำให้รองเท้ายังคงมีเอกลักษณ์ แต่ยังคงคอนเซปต์เรียบง่าย ใส่ได้ทุกโอกาส

นอกจากนี้ เรื่องบรรจุภัณฑ์ที่ใส่รองเท้าส่งจากโรงงานมาให้แบรนด์ก็ผ่านกระบวนการคิดอย่างดี จากที่เคยใช้ถุงพลาสติกใส่รองเท้าแยกเป็นคู่ๆ พอล็อตใหม่ก็ใส่ถุงใหม่ส่งมาอีก 

Maddy Hopper ตัดสินใจทำกล่องกระดาษขึ้นมาเพื่อใช้ในการส่งรองเท้าจากโรงงานโดยเฉพาะ ส่งมาครั้งนี้เสร็จแล้ว แบรนด์จะส่งกล่องกลับไปสำหรับล็อตหน้า ใช้ซ้ำอย่างนี้เพื่อลดถุงพลาสติกได้อีกจำนวนมาก

แบรนด์รองเท้าจากวัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทบทุกส่วน ของสองเพื่อนซี้ที่อยากให้รองเท้ารักษ์โลกได้

เรื่องที่ (เกือบจะ) เหนือความคาดหมาย

ไอเดียของ Maddy Hopper เกิดขึ้นก่อน COVID-19 แต่เริ่มขายในช่วงวิกฤต แม้จะไม่ใช่เวลาที่ดีในการเริ่มต้นธุรกิจสักเท่าไหร่ แต่พวกเขาถือคติ ‘เริ่มก่อน รู้ก่อน’ 

แม้จะเรียนจบทางด้านธุรกิจมาโดยตรง แต่ทั้งชาญและป๊อบกลับให้นิยามตัวของพวกเขาเองว่าเป็น ‘คนฟุ้งๆ’ ไม่ได้ทำตามตำราร้อยเปอร์เซ็นต์ อาศัยความรู้ที่ได้จากการเรียนมาช่วยในการเริ่มแผนธุรกิจไปจนถึงความคุ้มค่าในการลงทุน ในทางทฤษฎี สิ่งที่พวกเขาทำแทบจะเป็นขั้วตรงข้ามกับเนื้อหาในตำราชั้นเรียนธุรกิจ แต่พวกเขารู้ว่าคุณค่าของแบรนด์นี้อยู่ที่อะไร

“ถ้าคิดต้นทุนของสินค้าและแพ็กเกจจิ้งมันแพงกว่าปกติประมาณสามถึงสี่เท่า แต่มันคือ Core Value ของเรา เราถึงยอมจ่าย ผิดกับที่เราเรียนมาซึ่งต้อง Maximize Profits และ Minimize Cost แต่ไม่เป็นไร เพราะเรายังมีอีกแกนหนึ่งที่สนใจ” 

แบรนด์รองเท้าจากวัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทบทุกส่วน ของสองเพื่อนซี้ที่อยากให้รองเท้ารักษ์โลกได้
แบรนด์รองเท้าจากวัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทบทุกส่วน ของสองเพื่อนซี้ที่อยากให้รองเท้ารักษ์โลกได้

Listening is the Key

การฟังและใช้เหตุผล คือคำตอบของทั้งคู่เมื่อเราถามว่าคิดอย่างไรกับคำกล่าว ‘ห้ามทำธุรกิจกับเพื่อนสนิท’ 

ชาญตอบว่า “สมมติว่าอันนี้คือสิ่งที่ผมต้องการ ผมก็ต้องหาข้อเสียของมันด้วย ไม่ใช่ต้องการแบบนี้แล้วหาแต่ข้อดี อีกคนก็จะหาแค่ข้อเสีย ผมต้องหาข้อเสีย เขาก็ต้องหาข้อดี แล้วมาแลกเปลี่ยน เลยกลายเป็นการช่วยกันคิดมากกว่า” 

การเป็นเพื่อนกันตั้งแต่ประถม 1 จนถึงจบปี 4 ช่วยให้ทั้งคู่รู้ทั้งนิสัยใจคอและสไตล์การทำงานของกันและกัน 

“ผมและชาญไม่ได้ทำงานแบบนี้ด้วยกันเป็นครั้งแรก เราเคยทำ TED Talks ด้วยกัน ทำละครคณะด้วยกัน อยู่ตำแหน่งเดียวกันตลอด ไม่ได้มีใครสั่งงานใคร จากประสบการณ์ทำให้เรารู้ว่าเราทำงานกับคนนี้ได้” ป๊อบเสริม

ทั้งคู่เลือกดูแลทุกกระบวนการของธุรกิจด้วยตัวเอง เพื่อให้รู้และเข้าใจทุกกระบวนการอย่างแท้จริง ตั้งแต่การทำโปรโตไทป์รองเท้าไปจนถึงรับตำแหน่งไรเดอร์ส่งของให้กับลูกค้าเองด้วย 

“หนึ่งอย่างที่เราเชื่อเหมือนกันคือ เจ้าของแบรนด์ควรรู้ทุก Process เพื่อที่จะได้รู้ว่าควรพัฒนายังไงต่อ ถ้าในอนาคตมีคนในทีมเข้ามาเพิ่ม เราจะบอกเขาได้ว่า ทำอันนี้เสร็จแล้วต่อด้วยอันนี้ เราต้องกระโดดลงไปในน้ำก่อน แล้วค่อยให้คนอื่นกระโดดตาม”

แบรนด์รองเท้าจากวัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทบทุกส่วน ของสองเพื่อนซี้ที่อยากให้รองเท้ารักษ์โลกได้

ทิศทางและภาพฝัน

3 สิ่งที่ชาญและป๊อบปักธงไว้สำหรับแบรนด์ Maddy Hopper คือ หนึ่ง ทำให้แบรนด์ตอบโจทย์ทุกความต้องการด้วยการการพัฒนาโปรดักต์เก่า เพิ่มโปรดักต์ไลน์ใหม่ และพาแบรนด์ไปสู่ระดับสากล 

สอง คือ การพัฒนาความยั่งยืนให้เป็นเรื่องจับต้องได้ เห็นผลเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ทั้งในเรื่อง Sustainability และ Zero Waste และสาม คือ การพัฒนาคน 

เรื่องราวของพวกเขาก็เหมือนกับที่มาของชื่อแบรนด์

Mad คือความบ้าคลั่ง ความโกรธ ที่เห็นอยู่รอบๆ ตัว ตั้งแต่เรื่องใกล้ตัว เรื่องสิ่งแวดล้อม ปัญหามลภาวะ การเมือง เศรษฐกิจ ฯลฯ

Hop คือ การกระโดด

Maddy Hopper จึงเป็นการสะท้อนชีวิตของคนรุ่นใหม่ไปพร้อมกันๆ ให้คนใส่รองเท้าของพวกเขาแล้วออกไปผจญภัย ท้าทายกับเรื่องวุ่นๆ หรือ ‘Hop around doing mad things’ นั่นเอง

แบรนด์รองเท้าจากวัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทบทุกส่วน ของสองเพื่อนซี้ที่อยากให้รองเท้ารักษ์โลกได้

Lessons Learned

  • เทคนิคการทำงานหรือทำธุรกิจกับเพื่อน คือการพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา ลดอีโก้ที่คิดว่าตัวเองต้องถูกกว่าอีกฝ่ายเสมอไป ดึงจุดแข็งของแต่ละคนมาพัฒนาให้เป็นจุดแข็งของธุรกิจ
  • ดีแล้วและยังดีได้อีก พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้นได้โดยไม่ทิ้ง Core Value ที่เป็นหัวใจสำคัญ 
  • Test and Learn เรียนรู้ควบคู่ไปกับการพัฒนา อย่ากลัวที่จะลองในสิ่งที่ไม่รู้ เพราะคำตอบที่ได้มาอาจทำให้เห็นมิติของความเป็นไปได้เพิ่มขึ้นอีกมากมาย

Writer

แคทรียา มาลาศรี

คนทักผิดตลอดชีวิตว่าเป็นนักร้องดัง รักการกินผักและรักเนื้อพอๆ กับผัก เกิดที่อีสาน เรียนที่ภาคกลางและหลงทางที่เชียงใหม่

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load