ถนนนิมมานเหมินท์ในวันที่แดดร้อนเปรี้ยง เรามีนัดกับ จ๊อบ-อัจชนะพงษ์ อัจชนะวราทา และ มิ้น-นัฐพงษ์ ม่วงแนม สองหนุ่มจากเมืองกรุงผู้หอบผ้าผ่อนขึ้นมาตั้งหลักปักฐานที่จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมความตั้งใจที่จะสร้างแบรนด์ผ้าย้อมสีธรรมชาติ ที่ปลอดภัยต่อผู้สวมใส่และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

หลังลองผิดลองถูกในการย้อมสีเส้นด้าย จากวัตถุดิบธรรมชาติรอบตัวที่หาในเชียงใหม่อย่างคราม ครั่ง ใบตะเคียน ในที่สุดพวกเขาก็สามารถสร้างโทนสีแบบไทยๆ ที่ทั้งสวยงามและทนทานออกมาได้หลากหลายเฉดสี

‘เส้นด้ายย้อมสีธรรมชาติสวยๆ พวกนี้สามารถพัฒนาเป็นโปรดักต์อะไรได้อีกไหม’ พวกเขาเริ่มตั้งคำถาม

ไม่รีรอที่จะหาคำตอบ ทั้งคู่เหลือบไปเห็นกางเกงยีนส์คู่ใจที่ใส่มานาน แล้วก็ตั้งคำถามที่สองตามมาติดๆ

‘เส้นด้ายย้อมครามธรรมชาติจะถูกทอออกมาเป็นผ้าเดนิม เพื่อนำมาตัดเย็บเป็นกางเกงยีนส์ได้ไหม’

เรื่องราวต่อไปนี้ คือการค้นหาคำตอบจากทั้งสองคำถามตั้งต้นของสองหนุ่มในการก่อตั้งแบรนด์ DYE DEE แบรนด์ผ้าย้อมสัญชาติไทยที่ผลิตกางเกงยีนส์ด้วยกี่ทอผ้าโบราณและเทคนิคย้อมสีธรรมชาติที่คอยีนส์ต้องรู้จัก

DYE DEE

 

01 ย้อมดี

จุดเริ่มต้นของ DYE DEE เริ่มจากการที่จ๊อบและมิ้นย้ายขึ้นมาอยู่เชียงใหม่ ทั้งคู่เป็นเพื่อนที่เรียนอินทีเรียดีไซน์ด้วยกันจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ แม้จะเป็นเด็กสถาปัตย์ แต่ก็มีใจรักแฟชั่นมาตั้งแต่สมัยเรียน

“เมื่อก่อน เวลานั่งอยู่ใต้ถุนคณะจะมีนักศึกษาแฟชั่นเดินผ่านไปมา เราเห็นทุกวัน บ่อยเข้าก็คิดว่าเสื้อผ้านี่หลากหลายและดูเป็นศาสตร์ที่สนุกดีเหมือนกันนะ เป็นเหมือนอีกโลกที่เราไม่คุ้นเคย” มิ้นเริ่มเล่า

จ๊อบย้ายขึ้นมาอยู่เชียงใหม่ก่อนตั้งแต่เมื่อ 7 ปีที่แล้ว ส่วนมิ้นเพิ่งตามมาสมทบเมื่อ 2 ปีที่แล้วนี่เอง “ผมรู้สึกว่าเชียงใหม่เป็นที่ๆ ซ่อนอะไรหลายสิ่งหลายอย่างไว้ในเมือง มีทั้งความเก่าแก่ที่คงอยู่และอะไรใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา อยู่ที่นี่แล้วสนุก เพราะมีอะไรให้ค้นหาไม่รู้จบ วันธรรมดาผมอยู่ในเมือง พอเสาร์-อาทิตย์ขับรถไปเดี๋ยวเดียวก็อยู่บนดอยอินทนนท์แล้ว” จ๊อบเล่าต่อพร้อมรอยยิ้ม

ก้าวแรกๆ ของ DYE DEE คือการทำผ้ามัดย้อม สเวตเตอร์มัดย้อม ไปขายตามตลาดนัด หลังทำอยู่พักใหญ่ พวกเขาก็พยายามคุมโทนผ้ามัดย้อมที่สีสันฉูดฉาดให้อยู่ในโทนสีสีเดียว และเปลี่ยนมาลองใช้วัตถุดิบที่คนไม่ใช้กัน จ๊อบอธิบายว่า “ปกติเขาย้อมครามสีออกฟ้าน้ำเงินกัน เราก็ลองไปย้อมด้วยมะเกลือให้เป็นสีดำ เราลองผิดลองถูกใช้วัตถุดิบหลายชนิดมาย้อมจนเริ่มมีประสบการณ์

DYE DEE

“ผมสนใจเรื่องสีธรรมชาติ เพราะหลายๆ เฉดสีมันคือไทยโทน ซึ่งเป็นโทนที่ชาวต่างชาติเลียนแบบยากมาก เพราะมันสกัดมาจากพืชพรรณที่ขึ้นในประเทศไทย ช่วงแรกๆ ผมก็หาวัตถุดิบที่คิดว่าจะให้สีแปลกๆ ไปเรื่อย เย็นๆ หลังเลิกงานก็ไปเก็บใบหูกวางบ้าง ไปซื้อสมุนไพรตามกาดหลวงบ้าง มาลองต้มและดูว่ามันให้สีแบบไหน”

ภารกิจเสาะหาวัตถุดิบเพื่อสกัดเป็นสีธรรมชาติของทั้งคู่จึงเริ่มต้นขึ้น โดยใช้เวลาว่างนอกเหนือจากงานประจำ “มันไม่ได้มีแค่เรื่องวัตถุดิบนะ แต่มีหลายองค์ความรู้มากที่เราได้เรียนรู้ ทั้งระยะการติดสี การควบแน่นของสี เราพยายามหาและลองเทคนิคใหม่ๆ หลายอย่างที่มันจะเอามาเล่นกับสีธรรมชาติ”

ทั้งคู่เล่าให้ฟังว่า ช่วงเวลาที่ออกไปค้นหาแหล่งวัตถุดิบหรือไปเรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ ในการย้อมสีนั้นแสนสนุกจนแทบห้ามใจไม่อยู่ “มันเหมือนเวลาเราชอบเล่นกีฬาอะไรสักอย่างมากๆ พอมีเวลาว่างปุ๊บ เราก็อยากจะใช้เวลากับมันให้มากที่สุด อยากเก่งขึ้น อยากเชี่ยวชาญขึ้น เหนื่อยแต่ท้าทาย ช่วงแรกๆ หนักหน่วงมากครับ เพราะเรายังทดลองอยู่ ผลลัพธ์คาดเดาไม่ได้เลย บางวันเสร็จดึกๆ มา วันต่อมายังต้องไปทำงานประจำอีก เรื่องการแบ่งเวลาในแต่ละขั้นตอนของการย้อมจึงเป็นอีกอย่างที่เราได้เรียนรู้ด้วย” มิ้นเล่ายิ้มๆ

เทคนิคการย้อมที่ DYE DEE ใช้มีทั้งย้อมสีเส้นด้ายที่ปั่นออกมาแล้วและย้อมสีตั้งแต่เป็นดอกฝ้าย ทั้งสองวิธีเป็นการย้อมธรรมชาติโดยไม่ใช้สารเคมีเลย

สีน้ำเงินเข้ม ย้อมด้วยคราม

สีชมพูอมม่วง ย้อมด้วยครั่ง

สีเขียว เกิดจากการผสมสีกันของครามและครั่ง

สีเหลือง ย้อมด้วยใบตะเคียน

DYE DEE

มิ้นอธิบายเสริมว่า “ด้ายที่เหมาะกับการย้อมสีธรรมชาติต้องเป็นฝ้าย 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะฝ้ายที่มีการผสมเส้นใยชนิดอื่นจะติดสีที่สกัดจากธรรมชาติได้ไม่ดีเท่า ที่สมุทรปราการ สมุทรสงคราม ตรงนั้นเป็นจุดที่น้ำทะเลแย่ที่สุดในประเทศ เพราะว่าเป็นแหล่งโรงงานฟอกยีนส์ที่เขาปล่อยน้ำเสียอยู่แล้ว        

“แต่ของเราทั้งกระบวนการไม่มีสิ่งที่เป็นพิษกับสิ่งแวดล้อมเลย แล้วก็ยังส่งเสริมให้คนกลับมาปลูกคราม จากหมู่บ้านที่เขาไม่ปลูกกันแล้ว หรือตามหมู่บ้านที่เขามีกี่ทอผ้าเก่าๆ เก็บทิ้งไว้ เขาก็เขารื้อมาทำใหม่ เพราะเราคิดว่าสักวันหนึ่งถ้าออร์เดอร์หรือการเติบโตมีมากขึ้น การที่เราจะจ้างพวกเขาก็มีมากขึ้นตามไปด้วย เหมือนเป็นการอนุรักษ์ไปในตัว”

 

02 ทอดี

จ๊อบเล่าต่อว่า “เราเริ่มรู้ตัวแล้วว่าเราชอบการเสาะหาวัตถุดิบย้อมสีธรรมชาติ แต่การย้อมแบบนี้มันสามารถนำไปแปรรูปหรือผลิตเป็นโปรดักต์อื่นๆ ได้อีกไหม หันมาเจอกางเกงยีนส์ที่ใส่อยู่ทุกวัน เราก็ตั้งคำถามเลยว่าเส้นด้ายที่ย้อมสีธรรมชาติอย่างครามจะสามารถนำมาทอเป็นเดนิมได้ไหม”

ทั้งคู่ทำรีเสิร์ชมากมายเพื่อหาความเป็นไปได้ และค้นพบว่ากระบวนการผลิตเดนิมส่วนใหญ่ย้อมด้วยสีสังเคราะห์และทอในโรงงานขนาดใหญ่

ตอนแรกเราคิดว่าการทอผ้านั้นเหมือนกันหมด การทอเดนิมก็ไม่น่าจะแตกต่างจากผ้าทั่วไป แต่ว่าเอาจริงๆ แล้วโครงสร้างเดนิมด้านหน้าและด้านหลังจะไม่เหมือนกัน พับมาแล้วเจออีกสีหนึ่งซ่อนอยู่ เป็นเรื่องของการซ็อนเส้นพุ่ง เส้นตั้ง บนแคนวาส

ถ้าเราจะไปสั่งโรงงานทอ จะต้องสั่งอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าพันเมตร ซึ่งคนเพิ่งเริ่มต้นตัวเล็กๆ อย่างเราไม่มีเงินไปสั่งของขนาดนั้น เราก็เลยมามองบริบทรอบๆ ว่ามีวิธีไหนบ้างที่จะสามารถทอเป็นเดนิมได้ และอะไรคือความใหม่ของกางเกงยีนส์ของเรา”

DYE DEE

คำตอบที่ DYE DEE ค้นหาคือโครงสร้างผ้ารูปแบบใหม่ที่ใช้กระบวนการทอพื้นบ้านแบบไทย นั่นคือกี่ทอผ้าโบราณด้วยแรงมือและเท้าแบบที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันนั่นเอง

ความยากของการทอเดนิมด้วยกี่คือรูปแบบการทอแตกต่างจากผ้าไทยอย่างสิ้นเชิง ชาวบ้านที่ตกลงปลงใจร่วมทดลองการทอเดนิมกับ DYE DEE จะต้องปรับระยะของกี่ใหม่ทั้งหมดที่เคยเซ็ตไว้สำหรับทอผ้าทั่วไป

“การปรับกี่ทอผ้าแต่ละชนิดก็เหมือนการกดแป้นเปียโน ทั้งเราและชาวบ้านต้องทดลองและเรียนรู้ไปพร้อมกันใหม่ทั้งหมด ปรับระยะทุกอย่างใหม่ ซึ่งต่างจากที่เขาเคยทำมาทั้งชีวิต สเต็ปการเหยียบ จังหวะการเรียงเส้นด้ายบนหวี ถ้าทดลองแล้วไม่ได้คุณภาพแบบที่เราตั้งเป้าไว้ ก็ต้องรื้อเส้นด้ายพวกนั้นใหม่ทั้งหมด”

DYE DEE ทดลองทอเดนิมด้วยกี่อยู่ 1 ปีเต็ม ในที่สุดก็ได้โครงสร้างผ้าอย่างที่พวกเขาตั้งใจ

“เดนิมของเราทอด้วยแรงคน ซึ่งแน่นอนว่าความหนาแน่นของเส้นใยผ้าอาจจะสู้การตีด้วยเครื่องจักรในโรงงานไม่ได้ แต่มีจุดเด่นเรื่องการระบายอากาศมาแทน ทำให้เหมาะกับการใส่ในสภาพอากาศเมืองร้อน พวกเราก็บอกให้คุณยาย คุณป้า ตีเส้นใยให้แน่นที่สุดเท่าที่จะตีได้เลยนะครับ

DYE DEE

DYE DEE

“เรารู้ว่าเป็นเรื่องยากและใหม่สำหรับชาวบ้าน เราก็ให้ค่าจ้างตามสมควร เพราะในช่วงที่เขามาลองผิดลองถูกกับเรา เขาก็ต้องวางมือจากงานประจำของเขา เราพยายามจะยกระดับฝีมือของชาวบ้านและช่วยสร้างมูลค่าให้สิ่งที่เขาทำด้วย” มิ้นอธิบายให้ฟังพร้อมรอยยิ้ม

 

03 ใส่ดี

เมื่อได้ผ้าเดนิมจากการทอด้วยแรงมือ แรงเท้า ด้วยกี่โบราณของชาวบ้านแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการตัดเย็บออกมาเป็นกางเกงยีนส์

“ตอนนี้โปรดักต์ของเราเป็น Custom-made เพราะพอเรามาจับกลุ่มคนที่เป็นสายยีนส์จริงๆ ส่วนใหญ่เขาจะต้องการกางเกงที่พอดีตัว บางคนมีทรงในใจอยู่แล้ว ขาต้องพับกี่ทบ บางคนชอบยาวพอดี บางคนขอติดตาตุ่มหน่อยหนึ่ง ลูกค้ากลุ่มนี้จะมีตัวเลขในใจอยู่แล้ว

DYE DEE DYE DEE

“แต่ต่อไปในอนาคต เมื่อมองในแง่ธุรกิจและตลาดที่เราอยากขยายให้กว้างขึ้น Custom-made อาจไม่ใช่คำตอบ เราอาจจะต้องมี Mass Product ด้วย เพื่อให้กลุ่มลูกค้าและตลาดของเราใหญ่ขึ้น

“ทุกวันนี้ไลน์การผลิตผ้าเดนิมของเราอยู่ที่เชียงใหม่ แต่การตัดทำที่กรุงเทพฯ เราใช้ช่างทอเชียงใหม่ที่มีองค์ความรู้ในการทำผ้าอยู่แล้ว ส่วนเราทั้งคู่ก็นำเรื่องงานดีไซน์ แพตเทิร์น หลักทางวิทยาศาสตร์ ไปเสริม และคอยควบคุมการผลิตอีกที” จ๊อบอธิบาย

ด้วยความที่กางเกงยีนส์ DYE DEE มีโครงสร้างไม่เหมือนกับกางเกงยีนส์จากโรงงาน การตัดเย็บจึงต้องอาศัยสกิลล์และการปรับฝีเข็มเวลาเดินเส้นด้ายด้วย

“คุณยาย คุณป้า ต้องปรับกี่ทอผ้ายังไง พอส่งไม้ต่อมาให้ช่างตัด ก็ต้องปรับฝีเข็มและจักรเหมือนกันครับ” มิ้นเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

 

04 ด้ายดี

ทั้งคู่เล่าให้ฟังถึงการก่อร่างสร้างแบรนด์ DYE DEE ว่ากว่าจะมาเป็นที่รู้จักของเหล่าคนรักยีนส์อย่างทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ “เมื่อมีโปรดักต์ออกมาแล้ว ต้องขยันออกงานแฟร์และงานอีเวนต์ต่างๆ เพื่อแนะนำตัวให้คนทั่วไปรู้ว่ามีแบรนด์ของเราอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ด้วย” มิ้นเล่าต่อ

ปีที่แล้ว DYE DEE พากางเกงยีนส์ย้อมสีธรรมชาติคอลเลกชันแรกไปออกงาน Pop Market ทำให้กลุ่มคนเล่นยีนส์มาเห็นเข้า ด้วยคุณภาพของเนื้อผ้าจากเทคนิคการย้อมสีและการทอ จึงเกิดการบอกต่อออกไปในวงกว้าง

ปีนี้ DYE DEE จะนำเรื่องราวของกางเกงยีนส์คอลเลกชันแรกจนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่ที่มาที่ไปจนถึงกระบวนการและแนวคิดไปเล่าที่เทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ Chiang Mai Design Week 2018 ซึ่งจะจัดขึ้นวันที่ 8 – 16 ธันวาคมที่จะถึงนี้

DYE DEEDYE DEE

นอกจาก DYE DEE ที่เทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ในปีนี้ ใต้คอนเซปต์งานเท่ๆ อย่าง Keep Refining ยิ่งขัดเกลา ยิ่งแหลมคม เราจะได้พบกับอีกหลากหลายแบรนด์และกิจกรรมมากมาย ทั้งนิทรรศการเวิร์กช็อป ตลาดนัด และงานเสวนา ที่บอกเล่าเรื่องความคิดสร้างสรรค์และงานออกแบบ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่การนำเสนอสิ่งใหม่และการเพิ่มประโยชน์ใช้สอยเพื่อให้คุณภาพชีวิตของเราดีขึ้นเท่านั้น

แต่สิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือ ความหมั่นเพียร ขัดเกลาและพัฒนากระบวนการ เทคนิคทักษะฝีมือ เทคโนโลยีการผลิต คุณภาพวัสดุ ซึ่งทั้งหมดนี้คือองค์ประกอบที่จะช่วยรักษาและยกระดับงานสร้างสรรค์ให้มีความแหลมคม ประณีต ทันต่อเหตุการณ์ ตอบสนองความต้องการของชีวิตประจำวัน และเดินหน้าสู่อนาคต

DYE DEE

จ๊อบและมิ้นเล่าให้ฟังว่า สิ่งสำคัญที่ชุบชูจิตใจไม่น้อยไปกว่าการเห็นกางเกงยีนส์ของพวกเขาไปได้ไกลขึ้นเรื่อยๆ คือช่วงเวลาใต้ถุนบ้านกับคุณยาย คุณป้า และกี่ทอผ้าโบราณ

“ตอนแรกคุณป้าทอผ้าเดนิมโดยที่ไม่รู้ว่าปลายทางมันจะกลายไปเป็นอะไร จนเราเอาผ้าเหล่านั้นไปตัดเป็นกางเกงยีนส์คอลเลกชันแรก และนำไปให้คุณป้าดู เขาทึ่งมากเลยที่เห็นผลงานตัวเอง และภูมิใจมากเมื่อรู้ว่าผลงานของเขายังไม่เคยมีใครทำมาก่อน

“ตอนนี้ออร์เดอร์เยอะขึ้น มันเหมือนเป็นการสร้างรายได้ให้ชุมชนไปด้วยในตัว ชาวบ้านมีกี่ทอผ้าโบราณอยู่แล้ว มีภูมิปัญญาเก่าแก่ที่ตกทอดกันมารุ่นสู่รุ่น ขั้นตอนการทอทั้งหมดเกิดขึ้นที่ใต้ถุนบ้านเขาเอง ในหมู่บ้าน ในชุมชนที่เขารักและหวงแหน ไม่ต้องเข้าเมืองมาหางานทำในโรงงาน

“สิ่งเหล่านี้ทำให้เราชื่นใจหายเหนื่อย เพราะเราได้เป็นส่วนหนึ่งของฟันเฟืองเล็กๆ ที่เข้าไปช่วยพัฒนาชุมชน สร้างงานสร้างรายได้ และเรียนรู้การปรับตัวของภูมิปัญญาท้องถิ่นไปพร้อมๆ กับชาวบ้าน”

DYE DEE

มิ้นอธิบายว่า คำว่าปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยสำคัญมาก เพราะชาวบ้าน คุณป้า คุณยาย เขาไม่รู้ว่าผลิตซ้ำๆ ไปโดยไม่ได้ประยุกต์เลย ทุกวันนี้หาตลาดยากมาก เพราะอุตสาหกรรมแฟชันมีส่วนแบ่งทางการตลาด แยกย่อยออกมาเป็นหลายประเภท ไหนจะ Fast Fashion ที่กลายเป็นเครื่องนุ่งห่มที่คนส่วนใหญ่นิยม

“ทำแบรนด์ DYE DEE เรารู้สึกเป็นบวกทุกประการ เราภูมิใจกับสิ่งที่ทำ และงานที่เราทำก็ส่งผลดีต่อคนอื่น ทั้งคุณยาย คุณป้า เพื่อนร่วมผลิตไปจนถึงลูกค้าที่ได้ใส่ของปลอดสารพิษจากธรรมชาติ”

DYE DEE หมายถึงกระบวนการย้อมที่ดี

ด้ายดี หมายถึงวัตถุดิบดีที่นำมาทอเป็นเนื้อผ้า

“ผมรู้สึกว่าถ้าเราทำสิ่งดีๆ ทั้งตัวเราเองและคนอื่นๆ รอบตัวเราก็จะ ‘ได้ดี’ ไปด้วย” จ๊อบกล่าวทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

DYE DEE

ภาพ: กฤษณะ วงค์คม
Facebook: DYE DEE
Instagram: dyedee_studio

เทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ หรือ Chiang Mai Design Week คือเทศกาลที่เหล่านักสร้างสรรค์หลากสาขาอาชีพ แบะผู้ประกอบการธุรกิจในเมืองเชียงใหม่ ได้ร่วมกันจัดขึ้นเป็นโอกาสพิเศษในรอบปี เพื่อนำเสนอนวัตกรรมงานออกแบบที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน ตลอดจนเป็นพื้นที่สนทนาแลกเปลี่ยนมุมมองและแบ่งปันความรู้ด้านการออกแบบ

โดยงานนี้จัดขึ้นเลย สำนักนายกรัฐมนตรี Creative Economy Agency และ TCDC Chiang Mai ระหว่างวันที่ 8 – 16 ธันวาคม 2561 ทั่วตัวเมืองเชียงใหม่ในย่านต่างๆ ซึ่งมีองค์ประกอบพื้นที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่ย่านอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ที่มั่งคั่งไปด้วยศิลปวัฒนธรรมและวิถีชีวิตท้องถิ่น ไปถึงย่านที่ตั้ง TCDC เชียงใหม่ แหล่งความรู้ด้านการออกแบบที่ทันสมัย และกระจายสู่พื้นที่สำคัญอื่นๆ ทั่วเมือง

Writer & Photographer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

29 พฤศจิกายน 2564
1,914

Johnson & Johnson, P&G, Unilever, Colgate, Kao, Boots หรือแม้กระทั่งแบรนด์ไทยที่มีชื่อเสียงอย่าง SNAILWHITE, อ้วยอันโอสถ, โอสถสภา, ห้าตะขาบ, ดอกบัวคู่ ชื่อที่กล่าวไปข้างต้นทั้งหมดนี้มีสิ่งที่เหมือนกันอยู่หนึ่งอย่าง ทั้งหมดเป็นลูกค้าของบริษัท ‘Specialty Natural Products’

Specialty Natural Products (SNP) คือผู้ผลิตสารสกัดและสารตั้งต้นจากสมุนไพรไทยสำหรับใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นเวชสำอาง อาหารเพื่อสุขภาพ เครื่องดื่ม ไปจนถึงผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรรณ เป็นที่ยอมรับและเลือกใช้ของแบรนด์ระดับแนวหน้าของประเทศและโลกมากมาย

เมื่อเทคโนโลยีก้าวไปข้างหน้าตลอดเวลา หลายครั้งสมุนไพรก็มักถูกลืมเลือน เพราะมีสารเคมีตัวเลือกอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นมาอย่างไม่หยุดหย่อน แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่บริษัทนี้ยอมให้เกิดขึ้น 

ด้วยการนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาผสานเข้ากับสมุนไพรไทย Specialty Natural Products จึงสร้างนวัตกรรมและเพิ่มคุณค่าให้กับสมุนไพรไทย จนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สมุนไพรไทยเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

วันนี้ The Cloud จึงอยากเชิญชวนทุกท่านรู้จักกับ แพน-ดร.ธีรญา กฤษฎาพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท Specialty Natural Products ผู้อยู่เบื้องหลังการปลูกธุรกิจนี้ให้เติบโตจนเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง

เบื้องหลังการปลูกธุรกิจให้ประสบความสำเร็จจะต้องตั้งใจรดน้ำดูแลแค่ไหน เชิญชมกันได้เลย

Specialty Natural Products ผู้ผลิตสารสกัดจากสมุนไพรไทยให้หลายแบรนด์ดังระดับโลก

หว่านเมล็ด

ธุรกิจนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากที่ รศ.ดร.พรรณวิภา กฤษฎาพงษ์ คุณแม่ของแพน ได้ทำธุรกิจไร่ชาพร้อมครอบครัว และเห็นโอกาสว่าเมื่อทรัพยากรจากธรรมชาติโดนแดด ฝน ลม อากาศ จะทำให้ทรัพยากรต่าง ๆ เปลี่ยนสภาพไป และหลายครั้งก็ทำให้คุณประโยชน์ที่ดีหายไปเช่นเดียวกัน 

ประกอบกับความสำคัญของการดูแลรักษาสุขภาพ ที่จะช่วยให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นได้ ซึ่งประเทศไทยเองมีจุดแข็งเรื่องการเกษตร มีความอุดมสมบูรณ์ ปลูกพืชได้หลากหลายชนิด เมื่อนำปัจจัยเหล่านี้มารวมกัน จึงเกิดบริษัท Specialty Natural Products ขึ้นมา

“อะไรก็ตามที่ปลูกในประเทศไทย เราเชื่อว่าดีที่สุดในโลก เพราะไม่ว่าจะดิน น้ำ อากาศ สมบูรณ์มาก แล้วก็ยังต่อยอดหรือเพิ่มมูลค่าได้ อย่างหนึ่งที่เป็นเสน่ห์ของประเทศเราคือภูมิปัญญาพื้นบ้าน มันคือเสน่ห์ คือวัฒนธรรม พอเอามาบวกกับสิ่งที่เราเชื่ออยู่แล้ว Specialty Natural Products เลยเน้นในเรื่องการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ งานวิจัยต่าง ๆ มาบวกกับทรัพยากรธรรมชาติ กลายเป็นสิ่งที่แก้ไขปัญหาหรือลดความเจ็บป่วยของของมนุษย์ โดยที่ควบคุมคุณภาพได้จากต้นทางจนถึงปลายน้ำ”

แม้ว่าในวันนี้แพนจะเชื่อมั่นในสมุนไพรไทยเต็มที่ แต่เชื่อไหมว่าในวันแรกเริ่ม แพนก็เหมือนคนอื่น ๆ ที่ยังไม่มั่นใจในประสิทธิภาพของสมุนไพรไทยขนาดนั้น 

“เราคิดว่ามันดีแหละ แต่ไม่น่าดีถึงขั้นเห็นผลขนาดนั้น ยังไงยานอกน่าจะเร็วกว่า น่าจะมีประสิทธิภาพกว่า เราก็เลยไปพิสูจน์ พอวันนั้นลองใช้เอง เห็นว่ามันดีจริง ๆ แล้วก็สงสัยต่อว่าทำไมถึงดี อยากเข้าใจว่าทำไมใช้อันนี้ถึงดีกว่าใช้ของนำเข้าตั้งหลายอย่างด้วยซ้ำ 

“แล้วพอได้เข้ามาคลุกคลี ก็ยิ่งสร้างความมั่นใจ ทุกวันนี้คือรักไปเลย หลงใหลไปเลย เห็นอะไรก็อยากให้เอามาใช้ อยากให้มันสร้างประโยชน์ได้”

Specialty Natural Products ผู้ผลิตสารสกัดจากสมุนไพรไทยให้หลายแบรนด์ดังระดับโลก

รากงอก

ก่อนจะก้าวเข้ามาช่วยงานคุณแม่ในบริษัทนี้ แพนเรียนจบคณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาเคมีประยุกต์ อ่านถึงตรงนี้ หลายคนคงคิดว่าเธอเลือกเรียนคณะนี้เพราะถูกวางตำแหน่งให้เป็นทายาทรุ่นสอง แต่ไม่ใช่

ย้อนกลับไปตอนที่ต้องเลือกคณะในมหาวิทยาลัย เธอยอมรับว่าจริง ๆ แล้วไม่ได้มีความคิดจะรับช่วงต่อธุรกิจ แต่เพราะมองว่าเคมีเป็นสิ่งที่นำไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย 

จนกระทั่งก่อนจบปริญญาตรีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จังหวะชีวิตก็ได้พาเธอเข้ามาในบริษัท พร้อมกับนำความท้าทายมาให้อย่างไม่คาดคิด 

Specialty Natural Products ผู้ผลิตสารสกัดจากสมุนไพรไทยให้หลายแบรนด์ดังระดับโลก

“ตอนนั้นเราทำแบรนด์ของตัวเองอยู่แล้ว จังหวะนั้นเป็นจังหวะที่ผู้บริหารในบริษัทลาออกไปพอดี จนไม่มีผู้บริหารมาหลายเดือน คุณแม่เลยบอกให้ลองเข้าไปช่วยหน่อย เราก็เข้าไปแบบชั่วคราว ระหว่างรอสมัครงานที่บริษัทต่างชาติ ข้อดีคือบ้านเราจะปล่อย ถ้าตรงนี้ให้เราทำ แม่ก็ไม่เข้าเลย แทนที่จะรีบไปสัมภาษณ์คนใหม่ เขาก็กล้าเสี่ยงกับเราระดับหนึ่ง ปล่อยให้เราลองผิดลองถูก ซึ่งก็ทำผิดเยอะนะ 

“ตอนนั้นบริษัทยังไม่ใหญ่ มีพนักงานอยู่ประมาณสามสิบต้น ๆ เราเข้าไปได้ไม่ถึงเดือน พนักงานลาออกหมดเลย เหลือไม่ถึงยี่สิบคน”

ในวัยเพียง 21 ปี ผู้บริหารสาวต้องเจอกับปรากฏการณ์ที่พนักงานลาออกไปกว่าครึ่งบริษัทด้วยเหตุผลส่วนตัว ทำให้เธอต้องสร้างทีมใหม่ ซึ่งแทบไม่ต่างจากการเริ่มต้นธุรกิจใหม่อีกครั้ง 

“สิ่งเดียวที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลานั้น คือให้เวลากับตัวเอง ไม่ว่าจะเจอปัญหาหนักแค่ไหน ตอนนั้นบริษัทขายของไม่ได้เพราะไม่มีคน ก็สัมภาษณ์ ค่อย ๆ เทรน เราทำไม่เป็นก็ลงไปทำกับเขาเลย เข้าไปลองจับเอง ทำเองกับทีมใหม่ที่เราเพิ่งสร้างขึ้นมา”

Specialty Natural Products ผู้ผลิตสารสกัดจากสมุนไพรไทยให้หลายแบรนด์ดังระดับโลก

รดน้ำ พรวนดิน

ขั้นตอนต่อไปคือการวางรากฐาน อันจะเป็นส่วนสำคัญในการบำรุงบริษัทให้เติบโตได้อย่างมั่นคง

‘งานวิจัยขึ้นหิ้ง’ คือคำที่เราได้ยินบ่อย ๆ ในวงการวิทยาศาสตร์ แต่สำหรับ Specialty Natural Products งานวิจัยของที่นี่ไม่ใช่งานวิจัยขึ้นหิ้ง แต่เป็นความเชี่ยวชาญที่เปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นสิ่งที่ขายได้จริง

“เราเป็นหนึ่งในนักเรียนที่ทำงานวิจัยขึ้นหิ้งเหมือนกัน เพราะโตมาในวิธีการสอนที่ว่า วิทยาศาสตร์ถ้าจะให้เจ๋ง ต้องทำได้ดีที่สุดในห้องแล็บ ผลวิเคราะห์ต้องดีและประสบความสำเร็จ แล้ว Mindset นี้ เป็นสิ่งที่ทำให้งานวิจัยแต่ละอันขึ้นหิ้ง เพราะคุณต้องการของที่บริสุทธิ์ ละเอียด และแปลกที่สุด แต่ถามว่าเอาไปใช้ทำอะไร 

“บางครั้งการทำงานวิจัยที่ดูดีและแตกต่าง มันนำกลับมาใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ยาก ดังนั้น ถ้าเราประนีประนอมลงมาหน่อย แต่คุณสมบัติยังอยู่ มันก็เอาไปประยุกต์ต่อได้ แค่เปลี่ยนวิธีคิดตอนทำการทดลอง ว่าไม่จำเป็นต้องดี แปลก หรือเท่ที่สุด แต่ต้องตอบโจทย์ ขยาย และเอาไปใช้ในชีวิตได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราใช้ในการทำธุรกิจจนถึงทุกวันนี้”

การปรับเปลี่ยนวิธีคิดในการทำงานวิจัย ทำให้แพนและทีมเปลี่ยนสมุนไพรหลายชนิด ให้กลายมาเป็นสารสกัดและนวัตกรรมที่ใช้ได้จริง เมื่อคิดได้ ก็ต้องลงมือทำได้ 

แพนเริ่มหาวิธีควบคุมการปลูกสมุนไพร ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตสารสกัดที่มีคุณภาพ การทำเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพืชสมุนไพรธรรมชาตินั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมอยู่เสมอ ในหลาย ๆ ครั้ง การเก็บเกี่ยวในเดือนเดียวกันแต่คนละปี ก็อาจได้ผลลัพธ์ที่ต่างกัน 

“เราเริ่มจากเอาวิสาหกิจชุมชน กลุ่มหมู่บ้าน มาเป็นตัวกลาง ให้ซื้อวัตถุดิบจากจังหวัดเดิม แหล่งปลูกเดิมมาก่อน เพื่อควบคุมคุณภาพให้ได้ใกล้เคียงกันที่สุด เรามีองค์ความรู้ด้านการปลูก บางงานอาจจะไม่ได้รู้ทุกอย่างเหมือนชาวบ้าน แต่เราต่อยอดจากสิ่งที่เขาทำได้ การที่ทำงานคลุกคลีกับเขามากยิ่งขึ้น ทำให้เริ่มวางแผนการปลูกให้เขา เพื่อเราจะได้นำมาใช้ผลิตได้”

Specialty Natural Products ผู้ผลิตสารสกัดจากสมุนไพรไทยให้หลายแบรนด์ดังระดับโลก

เมื่อเริ่มควบคุมการผลิตโดยการให้ความสำคัญกับชาวบ้าน เช่น เข้าไปช่วยตรวจดินและให้ความรู้ต่าง ๆ แล้ว ขั้นตอนต่อไป คือทำให้ผลผลิตของชาวบ้านออกมาได้ดีกว่าเดิม 

แพนก่อตั้งโครงการ ‘แทนคุณไทย’ ขึ้นมา 

“กลุ่มพนักงานที่รักในการปลูกจะเข้าไปช่วยคิดวิธีการ ทำอย่างไรให้สารสำคัญสูงขึ้น เพราะว่าจะนำมาลดต้นทุนการผลิตได้ ในขณะเดียวกันก็ซื้อในราคาแพงขึ้นได้นะ เพราะว่าต้นทุนเราไม่ได้ขยับ ดังนั้น กลุ่มเกษตรกรที่เริ่มเข้าโครงการก็จะทำงานน้อยลง และได้เงินเยอะขึ้น” 

นอกจากนี้ บริษัทยังทดลองปลูกเองเพื่อนำร่อง และค้นหาวิธีที่จะทำให้ได้สารสำคัญจากสมุนไพรมากขึ้น ก่อนจะนำองค์ความรู้ไปถ่ายทอดให้แก่เกษตรกรอีกด้วย

“สิ่งที่เรากำลังทำก็คือการทำงานร่วมกัน เราไม่จำเป็นต้องเก่งทุกอย่าง เขาปลูกเก่งกว่าก็ให้เขาปลูกไป โตไปด้วยกัน ถ้าทำเองทุกอย่างก็ตายพอดี” เธอหัวเราะ “แต่เราเอาทุกอย่างที่คนเก่งทำมารวมกันเพื่อเพิ่มมูลค่าตอนจบได้ ถ้าทำงานแล้วคนรอบ ๆ ตัวมีความสุขด้วย มันเหมือนเกิดมาแล้วมีคุณค่า ทุกวันนี้ หลายวิสาหกิจ หลายหมู่บ้าน เขาไม่ต้องเข้ามาทำงานโรงงานแล้ว เขามีอาชีพ เป็นเจ้าของธุรกิจปลูกสมุนไพรของตัวเอง 

“เรารู้สึกชื่นใจที่ทำให้เขามีอาชีพเลี้ยงชีวิต ซึ่งยั่งยืนกว่า” 

ณ วันนี้ โครงการแทนคุณไทยเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรไปแล้วกว่า 200 ครัวเรือน และในอนาคตตัวเลขนี้ก็ยังจะเพิ่มขึ้นต่อไปเรื่อย ๆ

Specialty Natural Products ผู้ผลิตสารสกัดจากสมุนไพรไทยให้หลายแบรนด์ดังระดับโลก

เติบใหญ่

เปลี่ยนสมุนไพรให้เป็นสินค้าเป็นเรื่องยากแล้ว แต่การขายและสร้างความเชื่อมั่นในสมุนไพรเป็นเรื่องยากกว่า และความเข้าใจเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เมื่อความเข้าใจต้องใช้เวลา ในโลกธุรกิจ เวลาจึงเป็นสิ่งที่มีค่าเป็นอย่างมาก

“สิบกว่าปีที่แล้ว วัตถุดิบมักเป็นของนำเข้าหมดเลย เป็นวัตถุดิบที่จริง ๆ ไม่ต่างจากสารสกัดในประเทศไทยเลย ไม่ว่าจะเป็นสารสกัดจากฝรั่งเศสกิโลกรัมละแสน ญี่ปุ่นกิโลกรัมละห้าหมื่น นำเข้ามาบวกภาษีเข้าไป หน้าที่ของเราคือเอามาผสม แปะแบรนด์เขา เขาเอาออกไป แล้วก็กลับเข้ามาขายในประเทศไทยอีก” แพนเล่าถึงสิ่งที่พบในช่วงเริ่มต้นของธุรกิจ

“ที่เรามองเห็นคือต้นไม้จากเทือกเขาในสวิตเซอร์แลนด์ ข้างในนั้นมีสารเหมือนกับสิ่งที่ปลูกได้ในเขาค้อบ้านเรา แต่ว่าต้นทุนเราถูกกว่ามาก

“Made in Thailand ยี่สิบปีที่แล้วกับวันนี้ต่างกันมาก ปัญหาคือคำว่า ‘ผลิตในประเทศไทย’ คนไทยไม่เชื่อ แต่ญี่ปุ่นเชื่อนะ มันใช้เวลานานมากกว่าที่จะทำให้เขาเปิดใจรับ ซึ่งก็มีคนไทยส่วนหนึ่งที่รับ และส่วนต่างประเทศที่รับเร็วกว่า”

กลุ่มบริษัทที่เปลี่ยนสมุนไพรไทยให้เป็นที่ยอมรับของแบรนด์ระดับโลกด้วยนวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวัตถุดิบจากประเทศไทย

เป้าหมายของ Specialty Natural Products ในวันนี้คือการส่งออกได้เยอะที่สุด เพราะนอกจากจะทำให้สมุนไพรไทยได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติแล้ว ยังเป็นกลยุทธ์สร้างความเชื่อมั่นให้คนไทยได้อีกด้วย

“ณ วันนั้นสิ่งที่เราทำคือ ถ้าคุณยังไม่เชื่อ งั้นเราส่งออกให้ดูก่อน ลูกค้าช่วงแรกก็จะมีต่างประเทศที่เราใช้เป็น Reference Brand หลาย ๆ ครั้ง ถามว่าเราขายได้กำไรไหม ณ วันนั้นคือแทบไม่ได้กำไรเลย แต่เราอยากได้ Reference เพื่อมาสื่อสารกับผู้บริโภคในไทย นั่นคือสิ่งที่เราทำ ทำไมคนไทยไม่ใช้ของที่ถูกกว่าแต่ดีเท่ากัน ในเมื่อต่างประเทศเขายังใช้เลย แล้วเขายังเอากลับมาขายด้วย นี่ก็คือสิ่งที่เราสื่อสารในช่วงแรก อีกสิ่งหนึ่งก็เหมือนกับสิ่งที่ทำให้เราเชื่อในสมุนไพรไทย คือเอาไปให้ลองใช้เลย ทำเป็นอะไรสักอย่างให้ไปลองดู ลองจับ ลองสัมผัส”

นอกจากนี้ อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ทำให้แบรนด์ยักษ์ใหญ่มากมายเชื่อมั่นในบริษัทนี้ คือความตั้งใจที่อยากให้ลูกค้าประสบความสำเร็จ

ลูกค้าเป็นสิ่งที่สำคัญเสมอ ธุรกิจต้องผลิตสิ่งที่ลูกค้าต้องการถึงจะขายได้ แต่แพนมองไปไกลกว่านั้น

“คือทุกวันนี้เราคิดแทนลูกค้าเลย เราเห็นลูกค้าเยอะมากว่าในแต่ละช่องทาง คนที่ประสบความสำเร็จเขามีกลุ่มลูกค้าเป็นยังไง ควรจะเป็นแบบไหน แล้วเราคิดแทนเขาต่อ เพราะต้องการให้ทุกคนที่มาผลิตกับเราประสบความสำเร็จ ของต้องดี อันนี้ชัวร์อยู่แล้ว เป็นพื้นฐาน แต่เราก็ช่วยคิดต่อด้วยว่า ถ้าจะขายลูกค้ากลุ่มนี้ มาร์เก็ตติ้งประมาณนี้ ใส่อะไรเพิ่มได้ในเรื่องของนวัตกรรม เราเชื่อว่าเราทำเต็มที่มาก ให้ลูกค้าเขาไปโฟกัสเรื่องตลาดเยอะ ๆ ไปสื่อสาร ไปเปิดตลาดใหม่ต่างประเทศ ไม่ต้องห่วงเรื่องผลิตภัณฑ์ มั่นใจได้เลย” 

ด้วยความตั้งใจที่ใส่ลงไปในสินค้านี้ จึงทำให้ลูกค้ารายหนึ่งที่นำเอาสารสกัดจาก Specialty Natural Products ไปใช้ ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงสูตรของผลิตภัณฑ์เลยมาเป็นเวลากว่า 20 ปี ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากในกลุ่มสินค้าสุขภาพและความงาม ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าธุรกิจ และรักษาความสัมพันธ์นี้ไว้ได้อย่างยาวนาน 

กลุ่มบริษัทที่เปลี่ยนสมุนไพรไทยให้เป็นที่ยอมรับของแบรนด์ระดับโลกด้วยนวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวัตถุดิบจากประเทศไทย
กลุ่มบริษัทที่เปลี่ยนสมุนไพรไทยให้เป็นที่ยอมรับของแบรนด์ระดับโลกด้วยนวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวัตถุดิบจากประเทศไทย

กิ่งก้านสาขา

เมื่อวางรากฐานและสร้างความเชื่อมั่นได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการขยายบริษัท เหมือนกับต้นไม้ที่เติบใหญ่และแผ่กิ่งก้านสาขาออกไป

แพนได้ก่อตั้งบริษัทลูกขึ้นมาถึง 4 แห่ง เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของบริษัทแม่ให้ยั่งยืนและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น 

บริษัท Specialty Innovation รับจ้างออกแบบสูตรของสินค้าให้กับลูกค้าของ Specialty Natural Products เพื่อสร้างมูลค่าให้สมุนไพรไทยได้สูงที่สุด และทำให้สารสำคัญไม่ถูกทำลายไประหว่างกระบวนการผลิต 

บริษัท L-Solar ใช้พลังงานแสงอาทิตย์สร้างพลังงานเพื่อนำกลับมาใช้ในโรงงานผลิต จนทำให้บริษัทได้รับมาตรฐาน LEED Gold จากสหรัฐอเมริกา 

บริษัท Kanae Innovation ร่วมกับบริษัท Kanae จากประเทศญี่ปุ่น พัฒนาแพ็กเกจจิ้งที่เหมาะกับผลิตภัณฑ์มากขึ้น และทำมาจากวัสดุรีไซเคิล 

และบริษัท WellNovation ร่วมกับ สวทช. เปิดตัวสินค้าภายใต้แบรนด์ Colosure ซึ่งนับว่าเป็นการเปิดตัวธุรกิจสำหรับตลาด B2C ครั้งแรกของกลุ่มบริษัท

“เป้าหมายทางธุรกิจของเราก็กลับไปแบบช่วงแรก คืออยากเพิ่มมูลค่าผลิตผลการเกษตรในประเทศไทย โดยส่งออกให้ได้เยอะ เพราะจะเป็นการเพิ่มมูลค่าที่ดีที่สุด ในฝั่งของ Social Impact ก็อยากให้ยั่งยืน อยากให้คนที่เราทำงานด้วยมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นทีมของเราเอง หรือกลุ่มวิสาหกิจที่ทำงานด้วยกันมา” แพนกล่าวถึงอนาคตของกลุ่มบริษัทหลังจากนี้ 

“อีกส่วนหนึ่งคือ ถ้าวันหนึ่งเราสร้างระบบได้ การขยายก็อาจจะต้องใช้เงินทุน เราก็จะมีอุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นตัว LiVE Platform ที่เปิดโอกาสให้บริษัทที่มีความสามารถในการปรับตัว ย่นระยะเวลาในการเติบโตไปได้ ทั้งเรื่องเน็ตเวิร์ก เงินทุน หรือความเชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับผู้ประกอบการที่สนใจ”

การหาเงินทุนนับว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเติบโตของทุกธุรกิจ โดยสำหรับกลุ่มบริษัท Specialty Natural Products ก็ตั้งเป้าหมายที่จะนำ WellNovation เข้าในตลาด LiVE Exchange ด้วยเช่นกัน เพื่อที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี และสร้างคุณค่าให้แก่สมุนไพรไทยต่อไป 

กลุ่มบริษัทที่เปลี่ยนสมุนไพรไทยให้เป็นที่ยอมรับของแบรนด์ระดับโลกด้วยนวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวัตถุดิบจากประเทศไทย

Lessons Learned 

  • สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้บริหาร คือการสื่อสารและการสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คน เพราะหัวใจของการบริหารก็คือผู้คน
  • การสร้างนวัตกรรมต้องไม่กลัวที่จะผิดพลาด มิเช่นนั้นเราจะไม่กล้าทำอะไรใหม่ ๆ ขณะเดียวกันก็ต้องรับฟังลูกค้าด้วย 
  • การทำธุรกิจต้องไม่ยึดติด ถ้าอะไรเป็นโอกาสที่ดีควรคว้าเอาไว้ แต่ถ้าเป็นสิ่งไม่ดีก็ต้องไม่ยึดติด เพราะอย่างไรมันก็จะผ่านไป ทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดี
  • เปิดตาให้กว้าง ไม่ว่าอะไรเข้ามาก็จะมีทางออกเสมอ เพื่อสร้างความเชื่อและความมั่นใจให้กับตนเอง ระหว่างการเดินทางไปสู่เป้าหมายที่ตั้งเอาไว้

Specialty Natural Products

Line ID : @snpthai  

โทรศัพท์ :  0 3845 8698 และ 08 6307 3610

Website : www.snpthai.com

Facebook : Specialty Natural Products – SNP

LiVE Platform แพลตฟอร์มเพื่อช่วยเตรียมความพร้อมสำหรับ SMEs และ Startups เติบโตและมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนในตลาดทุน www.live-platforms.com

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load