รื้อเสื้อผ้าในตู้ เลื่อนอินสตาแกรมดูว่าใส่ชุดไหนถ่ายรูปลงไปแล้วบ้าง ตบเท้าออกไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ เหล่านี้คือพันธกิจชีวิตอย่างหนึ่งที่ผู้หญิงหลายคนเผชิญเสมอเมื่อต้องหาเสื้อผ้าใส่ไปงานหรือใส่ในโอกาสอยากจะสวยต่างๆ แม้เราจะเต็มใจไปลองเสื้อผ้ากันคราวละหลายๆ ชั่วโมง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในบางครั้งมันก็ทำให้เราต้องปวดหัว และต้องใช้จ่ายเงินไม่น้อย

แต่แล้วไม่นานมานี้ Bchu Runway ธุรกิจบริการเช่าชุดแบรนด์เนมออนไลน์ ก็เริ่มมาปรากฏให้เราเห็นผ่านโซเชียลมีเดีย และวิดีโอโฆษณา ดูเป็นช่องทางที่น่าสนใจและน่าจะช่วยกอบกู้พันธกิจของเราไว้ได้ เราจึงไม่ลังเลที่จะไปพูดคุยกับ ศิตา ชุติภาวรกานต์ นักแสดงสาว และผู้ก่อตั้ง Bchu Runway ถึงไอเดียและเบื้องหลังการทำธุรกิจเช่ายืมเสื้อผ้าที่เป็นมิตรกับผู้หญิงเช่นนี้

ศิตา ชุติภาวรกานต์

“พอชีวิตมีโซเชียลเน็ตเวิร์กเข้ามา เราใส่เสื้อผ้าหนึ่งครั้ง เราลงรูป คนก็จำได้แล้วว่าเราใส่อะไรไป เราเลยตั้งคำถามว่า ทำไมเราจะต้องเสียเงินให้เสื้อผ้าหลักแสนหรือหลักหมื่นเพื่อใส่เพียงครั้งเดียว แล้วหลังจากนั้นก็ไม่รู้จะทำอะไรกับมัน หรือกลายเป็นมีเสื้อผ้าเต็มตู้แต่ไม่รู้จะใส่อะไรด้วย” คำกล่าวนี้คือประสบการณ์จริงของศิตา ไม่ใช่แค่เพียงเธอ แต่คนรอบตัวของเธอและผู้หญิงหลายๆ คนก็พบปัญหาเหล่านี้เช่นกัน และปัญหานี้ก็ได้จุดประกายให้เธอสร้างธุรกิจที่จะทำให้ผู้หญิงมีเสื้อผ้าแบบ unlimited ให้ผู้หญิงได้ใส่เสื้อผ้าคุณภาพอย่างแบรนด์ดีไซเนอร์ ในช่องทางเข้าถึงง่ายผ่านอินเทอร์เน็ตพร้อมด้วยการบริการเต็มรูปแบบ

Bchu Runway

คลิกเช่า สวมใส่ เฉิดฉาย แล้วส่งคืน

ในยุคสมัยที่ทุกอย่างดำเนินอย่างรวดเร็ว และเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (Sharing Economy) เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ศิตาตั้งใจให้ผู้หญิงของ Bchu Runway ใช้บริการแบรนด์ของเธอเหมือนกับที่ใช้รถโดยสารผ่านแอปพลิเคชันยอดนิยมในปัจจุบัน “คุณสามารถเดินทางได้โดยที่คุณไม่ต้องมีรถ เช่นเดียวกับที่สวมใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมได้โดยที่ไม่ต้องเป็นเจ้าของ เราอยากให้ Bchu Runway ตอบโจทย์ผู้หญิงสูงสุด และทำให้ทุกอย่างดำเนินผ่านช่องทางออนไลน์ เพียงแค่คลิกก็ได้ของ ใส่เสร็จปุ๊บเราก็ไปรับคืน ง่ายกับชีวิตคนเมือง และจบในสมาร์ทโฟนเครื่องเดียว” ศิตากล่าว

Bchu Runway

ก่อนพบคุณศิตาเรายังสงสัย การเช่าออนไลน์จะเหมือนกับการไปลองที่ร้าน ได้หมุนตัวให้ครบ 360 องศาเพื่อเช็กว่าเสื้อผ้าเข้ากับเราดีได้อย่างไร ข้อนี้ศิตาได้บอกกับเราว่า ในเว็บไซต์ของ Bchu Runway ถูกออกแบบมาเพื่อระบุรายละเอียดของเสื้อผ้าทุกตัว เพื่อบอกที่มาว่ามาจากแบรนด์ไหน ประเทศอะไร และให้ลูกค้าเทียบไซส์ได้อย่างสะดวก แต่หากลูกค้าอยากจะมาลองสวมเสื้อผ้าจริงๆ ก่อนเช่าก็สามารถมาลองได้ที่โชว์รูมของ Bchu Runway โดยจะมีสไตลิสต์คอยให้คำปรึกษาในทุกขั้นตอนการเลือกเสื้อผ้า หรือจะใช้ช่องทางแชตผ่านเว็บไซต์เพื่อปรึกษาก็ยังได้

“ลูกค้าบางคนถ้าเขามีสไตล์เป็นของตัวเอง เขาก็จะไม่ลังเลในการเลือก แต่ว่าลูกค้าหลายคนก็ต้องการสไตลิสต์ ซึ่งเราก็มีบริการให้ฟรี มีบริการปรับแก้ไซส์ให้ ยกเว้นบางแพตเทิร์นที่ไม่เหมาะกับการเย็บแก้ เช่น แบบที่ปักเลื่อมทั้งตัว มีบริการรับส่งเพื่อนำเสื้อผ้าไปให้และนำกลับคืนถึงที่ มีบริการซักทำความสะอาด โดยจะมีฝ่ายที่คอยตรวจเช็กสภาพสินค้าเมื่อลูกค้าส่งเสื้อผ้าคืน และคัดแยกเพื่อทำความสะอาดให้เหมาะสมตามเสื้อผ้าแต่ละตัว โดยราคาเสื้อผ้าที่ลูกค้าจ่ายไปรวมทั้งหมดทุกบริการแล้ว” ศิตากล่าว

เป็นพาร์ตเนอร์กับแบรนด์ดีไซเนอร์ เป็นกระบอกเสียงให้แบรนด์ไทย

นอกจากการบริการแบบครบครัน หนึ่งจุดขายของ Bchu Runway คือการที่เสื้อผ้าทั้งหมดในร้าน (ย้ำ ทั้งหมด เอามือทาบอกด้วยความตื่นเต้น) เป็นเสื้อผ้าใหม่จากแบรนด์ดีไซเนอร์ทั้งไทยและต่างประเทศ จากการทำข้อตกลงเป็นพาร์ตเนอร์กับแบรนด์โดยตรง นั่นหมายความว่าในทุกๆ ซีซั่น พร้อมกันกับที่เสื้อผ้าคอลเลกชันใหม่ปรากฏในช็อปของแบรนด์ต่างๆ เสื้อผ้าเหล่านี้ก็จะปรากฏบนเว็บไซต์ของ Bchu Runway พร้อมให้ลูกค้าคลิกเช่าทันที ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ต่างประเทศ เช่น Talula Bec & Bridge ไปจนถึงแบรนด์ไทยอย่าง Vickteerut Asava เป็นต้น

Bchu Runway Bchu Runway

เบื้องหลังไอเดียการทำข้อตกลงนั้นก็มาจากประสบการณ์ของศิตาอีกเช่นกัน ศิตาเล่าว่าเคยมีประสบการณ์เช่าชุดโดยที่ไม่ทราบว่าชุดเหล่านั้นได้ละเมิดลิขสิทธิ์จากแบรนด์หรือไม่ “เวลาไปเช่าชุดจากร้านบางร้านเราไม่รู้หรอกว่ามันเป็นของจริงหรือเปล่า มัน QC หรือเปล่า ตัดก๊อปปี้มาหรือเปล่า กลับกันการที่เราเป็นพาร์ตเนอร์แบบนี้ เราได้ช่วยแบรนด์ด้วย”

ทั้งในเว็บไซต์และโชว์รูมของ Bchu Runway มีเสื้อผ้าจากแบรนด์ดีไซเนอร์ไทยจำนวนมาก ปัจจุบันแบรนด์ไทยแม้จะเติบโตและได้รับความนิยมขึ้น เราน่าจะเคยพบเห็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของร้านเสื้อผ้าต่างๆ ที่ทำการลอกเลียนแบบและขายกันอย่างโจ่งแจ้ง หาพบได้ง่ายจนน่าขวัญเสียแทนดีไซเนอร์ไทยไม่น้อย ในมุมมองของศิตาที่รักแฟชั่น และสนับสนุนแบรนด์ไทยนั้นก็ได้แชร์กับเราว่า เธอหวังจะเป็นอีกกระบอกเสียงหนึ่งให้ดีไซเนอร์ไทยด้วย ศิตาเล่าว่า “ตอนนี้คนตอบรับแบรนด์ไทยเยอะขึ้นมาก แบรนด์ไทยมักถูกก๊อปปี้ไปขายเกิดเยอะ ทำให้คนมองแบรนด์ไทยว่าไปซื้อตามตลาดหรือสถานที่ต่างๆ เอาก็ได้ บางคนก็ไม่รู้ว่ามันคือแบรนด์ไทย ไม่คิดด้วยว่ามันคือการละเมิดลิขสิทธิ์แบรนด์มา หรือบางคนก็คิดว่า อ๋อ ดาราใส่เสื้อผ้าตัวนี้ก็คงเป็นแค่ชุดแฟชั่นที่ฮิตแหละมั้ง พอเรามาทำ Bchu Runway เราก็รู้สึกว่า เราได้เป็นกระบอกเสียงในการบอกให้คนรู้ว่านี่คือแบรนด์ไทยนะ นี่คนไทยทำ แล้วจริงๆ แบรนด์ไทยก็มีศักยภาพเทียบเท่ากับแบรนด์ต่างประเทศเลย ดูเอาจากลูกค้าตอนนี้ก็มีคนมาเช่าแบรนด์ไทยเยอะมาก”

Bchu Runway

ส่วนเรื่องราคาเราอดใจถามไม่ได้เลยว่า เสื้อผ้าที่ส่งเสียงร้องเรียกเราอยู่บนราวนั้น คิดเป็นราคาเช่าเท่าไหร่เมื่อเทียบกับราคาจริง ซึ่งคำตอบก็น่าชื่นใจแทนกระเป๋าสตางค์เป็นอย่างมาก เมื่อ Bchu Runway จะคิดราคาเช่าประมาณ 10% จากราคาจริง เป็นต้นว่าชุดราคาประมาณ 20,000 บาท เราก็จะจ่ายเพียง 2,000 บาท พร้อมกับบริการใดๆ ที่กล่าวไปตอนต้น ภายในเว็บไซต์ก็เช่นกัน Bchu Runway ระบุชัดเจนว่าราคาจริงเท่าไหร่ ให้เช่าเท่าไหร่ และถ้าลูกค้าอยากจะซื้อ ก็สามารถพรีออเดอร์ผ่านทาง Bchu Runway ได้ด้วย

ออกเดตถึงงานบวช XS ถึง Plus Size

กำลังคิดใช่ไหมว่า โอกาสที่เราจะได้เช่าเสื้อผ้ามาใส่มีมากน้อยแค่ไหนกัน ไปงานแต่ง งานเลี้ยงเท่านั้นหรือ

เปล่าเลย Bchu Runway ไปไกลกว่านั้นด้วยการแบ่งหมวดหมู่ของเสื้อผ้าตามโอกาสและวาระต่างๆ ในเว็บไซต์เพื่อให้ลูกค้าได้เลือกเสื้อผ้าตามใจชอบ และประเภทที่ว่านี้ก็มียิบย่อยมากๆ ตั้งแต่งานแต่ง งานรับปริญญา งานบวช โรแมนติกเดต ทริปท่องเที่ยว ชุดที่ใส่ในชีวิตประจำวัน และธีมสำหรับปาร์ตี้ เช่น ธีมแกสบี้ ศิตาบอกกับเราว่าการเพิ่มขึ้นของหมวดหมู่มาจากการสำรวจลูกค้าที่มาใช้บริการ และปรับเอาตามความต้องการของผู้หญิง

เช่าชุด

“บางธีมเราก็เพิ่มเอาจากความต้องการของลูกค้าที่เราพบ อย่างตอนแรกเราไม่มีธีมแกสบี้ แต่ทุกอาทิตย์จะมีคนมาถามหาเสื้อผ้าธีมนี้ เราก็เลยรู้สึกว่า เออ เราต้องทำแล้วแหละ เพราะเป็นโจทย์ประจำ บางทีเราก็เจอลูกค้าที่ตามหาเสื้อผ้าธีมแปลกๆ เหมือนกันนะ อย่างจะไปฟันดาบ ปวดหัวเลย เพราะไม่รู้ว่าจะหาเสื้อผ้าอะไรให้เขาใส่ไปฟันดาบดี

“สำหรับเรา เราคิดว่า Bchu Runway เป็นอะไรที่ตอบโจทย์ 365 วัน ไม่ว่าคุณจะไปงาน ไปกินข้าว ไปสังสรรค์กับเพื่อน เราก็มีเสื้อผ้าตอบโจทย์ทุกแบบ ไม่จำเป็นว่าคุณจะต้องเป็นเซเลบริตี้ เป็นซัมวัน แค่คุณอยากจะแต่งตัวแล้วรู้สึกว่าเสื้อผ้าที่มีมันซ้ำๆ เดิมๆ แต่ก็ไม่อยากจะไปซื้อใหม่มาเพื่อใส่ครั้งเดียว Bchu Runway ก็ตอบโจทย์ และมีการแบ่งประเภทให้เลยว่า เสื้อผ้าไปงานบวช ไปอีเวนต์ ไปกินข้าว งานรับปริญญา ฉะนั้นมันเหมาะกับผู้หญิงทุกคน” ศิตากล่าว

Bchu Runway

แน่นอนว่าไม่ได้มีแต่ผู้หญิงไซส์เล็กเท่านั้นที่รักการแต่งตัว เป็นที่น่าชื่นใจสำหรับสาว chubby (ใช้คำน่ารักให้ตัวเองรู้สึกชื่นใจ) อย่างผู้เขียนเอง ที่ Bchu Runway มีการสต็อกเสื้อผ้าตั้งแต่ไซส์ 0 ไปจนถึงไซส์ 18 เพื่อรองรับผู้หญิงทุกไซส์ และสต็อกในปริมาณที่มากพอสำหรับการให้บริการลูกค้าที่ต้องการใส่ตัวเดียวกันด้วย มีประโยคหนึ่งที่ศิตาพูดซึ่งทำให้เราชื่นใจไปอีกหนึ่งรอบก็คือ “ผู้หญิง Bchu คือใครก็ได้ที่แค่อยากจะสวย for a day เราจะเป็นตู้เสื้อผ้าให้คุณ”

เรียนรู้ไปพร้อมกับการเติบโตของ Bchu Runway

ด้วยความที่สร้างธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการบริการและชูโรงด้วยเสื้อผ้าแบรนด์เนม ศิตาได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กับการเติบโตของ Bchu Runway ว่า ความคาดหวังจากลูกค้าทำให้เธอและทีมละเอียดลออและต้องใส่ใจการบริการทุกเม็ด “ลูกค้าจะมองเราไม่เหมือนร้านเช่าเสื้อผ้าทั่วไป ร้านทั่วไปถ้าเสื้อผ้าโทรม หรือชำรุดเล็กน้อยลูกค้าก็จะรู้สึกแค่ว่ามันก็เป็นร้านเช่า แต่สำหรับ Bchu Runway มันไม่ใช่ การเซอร์วิสของเรามันถูกตั้งความหวังจากลูกค้า จริงๆ แล้วเราก็เป็นร้านเช่านั่นแหละ แต่เราพยายามสร้างให้มันมีบริการที่ดี และตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเรียนรู้คือ เราพลาดไม่ได้เลย เราจะต้อง QC ตลอดเวลา” ศิตากล่าวและเล่าอีกว่านอกจากความละเอียดในการทำงานแล้ว การโปรโมตผ่านทางช่องทางออนไลน์ก็เป็นส่วนสำคัญที่ต้องพยายามพัฒนาและสร้างความใกล้ชิด เชื่อใจให้ลูกค้าอยู่ตลอด สิ่งที่ Bchu Runway ทำอาจจะเหมือนคนที่ยังต้องพยายามตะโกนบอกลูกค้าอยู่เสมอว่าเราเป็นใคร และให้บริการอะไรคุณได้บ้าง

ศิตา ชุติภาวรกานต์

The rules

  1. รู้ว่าตัวเองชอบอะไร และแบ่งเวลาให้สิ่งที่เราชอบ เกิดมาครั้งเดียวเรารู้สึกว่าเราต้องทำสิ่งที่เรารักให้มากที่สุด ไม่ว่ามันจะมีกี่อย่าง เราก็จะพยายามทำให้หมด
  2. อดทน เราจะมีความอดทนสูงกับทุกๆ เรื่อง เห็นเป้าหมายของตัวเองชัดเจนเสมอ และค่อยๆ เดินไปอย่างแข็งแรง อาจจะบอกว่าเป็นคนมุทะลุก็ได้ แต่เรามองว่ามันเป็นการมุทะลุในทางที่ดี ถ้าเรายังไม่ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ เราก็จะอดทนไม่ยอมแพ้ ทุกอย่างที่เราได้มาตลอดเวลาที่ผ่านมา เพราะเรา take time และอดทน
  3. รักคนในทีมเหมือนครอบครัวของคุณ เราจะใกล้ชิดกับคนที่ทำงานด้วยกัน และไม่ทำให้รู้สึกว่านี่มันเป็นองค์กร แต่จะทำให้มันเหมือนงานกลุ่มที่เรารับผิดชอบร่วมกัน แต่ก็ยังเป็นเพื่อนกัน เราต้องรักกันแล้วทำให้โปรเจกต์เราสำเร็จ

Writer

Avatar

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

นักศึกษาฝึกงานรหัส 001 ที่ใส่ต่างหูห่วงตลอดเวลา วางแผนจะอุทิศปัจจุบันและอนาคตให้การเขียน

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

2 กุมภาพันธ์ 2566
1 K

การประกาศยุติบทบาทการเป็นบริษัทพัฒนาและดูแลศิลปินของ บริษัท นาดาว บางกอก จำกัด เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2565 หลังจากดำเนินธุรกิจอย่างโดดเด่น สร้างผลงานและศิลปินผู้เป็นที่รักมาประดับวงการบันเทิงไทยมากมายตลอด 12 ปี ทิ้งคำถามให้หลายคนสงสัยว่า ทีมงานนาดาวบางกอกจะไปทำอะไรกันต่อ

วันนี้ ย้ง-ทรงยศ สุขมากอนันต์ ในบทบาท Chief Executive Officer จับมือกับผู้บริหารอีก 3 คน ทั้ง แท๊ด-รดีนภิส โกสิยะจินดา Chief Commercial Officer, ปรุง-ทัชระ ล่องประเสริฐ Artist Strategy Director (SONRAY MUSIC Co., Ltd.) และ ปิง-เกรียงไกร วชิรธรรมพร Managing Director (5×6 House Co., Ltd.) มาแถลงข่าวเปิดตัวบริษัทใหม่ ซึ่งประกอบไปด้วย 3 บริษัทย่อย ภายใต้บริษัทแม่ที่ชื่อว่า ‘TADA Entertainment (ทาดา เอ็นเทอร์เทนเมนท์)

TADA Entertainment บริษัทบันเทิงไทยที่ตั้งใจสร้างศิลปินไอดอลให้เป็นความสุข-แรงบันดาลใจของทุกคน

ชื่อ ‘ทาดา’ พ้องเสียงกับ ‘ธาดา’ ที่แปลว่าผู้สร้าง 

และเป็นเสียงประกอบเวลาที่ใครมีอะไรภูมิใจนำเสนอ

เราเคยคุยกับย้งเมื่อครั้งยังเป็นนาดาวบางกอก แล้วประทับใจกับความเป็นบริษัทที่พัฒนาศิลปินให้เป็น ‘คนมีคุณภาพ’ แบบที่คิดว่าให้วันหนึ่งศิลปินอยู่ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีนาดาวบางกอก และวันนั้นเขาก็ตั้งใจอยากหาคนมารับช่วงต่อในการบริหาร แต่ติดว่าต้องหาคนที่เชื่อและคิดเหมือนกัน เพื่อที่จะได้มั่นใจว่าผู้บริหารคนใหม่จะดูแลศิลปินเหล่านี้ได้อย่างที่เขาตั้งใจ

ในบทบาทการเป็นผู้บริหารสูงสุดขององค์กรรอบที่ 2 ของย้ง เขาจึงอยากสร้างทั้งผู้บริหารธุรกิจบันเทิงรุ่นใหม่และศิลปินไอดอลคุณภาพสูง มาประดับวงการบันเทิงไทยแบบที่เขาภูมิใจนำเสนอ

แต่ก่อนจะคุยเรื่องการเปิดประตูบานนี้ เราเชื่อว่าทุกคนคงอยากรู้สาเหตุที่แท้จริงของการปิดประตูบ้านนาดาวบางกอกจากปากของย้ง ซึ่งเขายังไม่เคยพูดเรื่องนี้กับสื่อไหน เขายินดีจะพูดวันนี้ เพราะเขาบอกว่าฝุ่นหายตลบและทุกอย่างตกตะกอนแล้ว จึงมั่นใจว่าจะตอบคำถามนี้ได้ตรงกับใจจริง ๆ

เขาเล่าว่าก่อนยุติบทบาทของนาดาวบางกอก ทีมผู้บริหารใช้เวลาพิจารณา วางแผน และเตรียมตัวมาร่วม 3 ปี และยืนยันว่าไม่ได้มีใครในบริษัทหมดแพสชัน

“การปิดนาดาวฯ คือการไปต่อ ไม่ใช่การสิ้นสุด เพราะนาดาวฯ คือหมู่มวลคนซึ่งรักจะทำสิ่งที่สนใจเหมือนกันในช่วงเวลาที่ผ่านมา แต่พอถึงเวลาที่ต่างคนต่างมีเป้าหมายใหม่ น้อง ๆ นักแสดงเติบโตในวงการบันเทิงได้ดี หลายคนเรียนจบแล้ว บางคนก็แข็งแรงจนเปิดบริษัทเองได้ บางคนมีแนวคิดในการบริหารศิลปินหรือนักแสดงในแบบของตัวเอง เราก็คิดว่าไม่จำเป็นต้องยึดติดกับการเป็นนาดาวบางกอกต่อไป เราแยกกันไปสนุกกับทางที่ตัวเองสนใจดีกว่า ซึ่งก็หมายถึงการต้องยุติธุรกิจเดิม เพื่อเริ่มต้นธุรกิจใหม่”

การเลือกปิดประตูบานเก่าอันโด่งดังและมั่นคงเพื่อเปิดประตูบานใหม่นี้ ย้งบอกว่าไม่มีอะไรที่เขาเสียดายเลย 

“มีแต่กลัวจะเสียดายเวลาและโอกาสของทุกคน ถ้าเราไม่ได้ให้อิสระพวกเขาไปเติบโตงอกงามในผืนดินของตัวเอง” ย้งบอก

สำหรับย้งและพนักงานบางส่วน เป้าหมายใหม่ของพวกเขาคือการสร้างศิลปินไอดอลชาวไทยประดับวงการบันเทิงไทยที่พวกเขารัก เพื่อเป็นความสุขและแรงบันดาลใจให้กับผู้คน 

“มันน่าสนุกดี” ย้งบอกเหตุผลที่คิดจะทำงานนี้

“ตอนเปิดออดิชัน เราได้เจอน้อง ๆ หลายคนที่มีความฝันอยากเป็นศิลปิน แต่เขาไม่ใช่คนที่มีพรสวรรค์หรือเก่งมาแล้ว พวกเขาเป็นเด็กที่ยังอยู่ในจุดเริ่มต้น มีความฝันและมีความพยายาม ผมว่ามันน่าสนุกที่เราจะได้เริ่มต้นกับคนที่มีความฝัน แล้วเราก็ฝึกหัดไปด้วยกัน เพื่อไปสู่ปลายทางซึ่งเขาเป็นศิลปินที่มีมาตรฐานที่ดีได้”

TADA Entertainment บริษัทบันเทิงไทยที่ตั้งใจสร้างศิลปินไอดอลให้เป็นความสุข-แรงบันดาลใจของทุกคน

ยุคนี้เป็นยุคของคนที่พยายามและตั้งใจ

SONRAY MUSIC (ซันเรย์ มิวสิค) ลูกชายที่สดใสเหมือนแสงแดด และ ILY LAB (ไอลี่ แล็บ) กลุ่มเด็กสาวที่เรียบง่ายและงดงาม เป็นบริษัทลูกของ TADA Entertainment สำหรับสร้างและพัฒนากลุ่มศิลปินไอดอล 

SONRAY MUSIC ผลิตศิลปินไอดอลชาย และ ILY LAB ผลิตศิลปินไอดอลหญิง ย้งเล่าว่าจากประสบการณ์ การดูแลศิลปินชายและหญิงมีรายละเอียดแตกต่างกัน จึงอยากแยกการบริหารออกเป็น 2 บริษัท แต่ศิลปินจาก 2 ค่ายก็จะได้ทำงานร่วมกันในบางโอกาส

สำหรับใครที่ไม่ใช่แฟนไอดอล เราขอชวนมาแวะฟังนิยามคำว่าศิลปินไอดอลจากย้งกันสักนิด

“ศิลปินไอดอลเป็นศิลปินที่มีการฝึกหัดและพัฒนาให้มาเป็นศิลปิน บอยแบนด์หรือเกิร์ลกรุ๊ปสมัยก่อนอาจอาศัยหน้าตาดี ความสามารถกลาง ๆ ได้ แต่ยุคนี้ผู้บริโภคต้องการศิลปินที่นอกจากภาพลักษณ์และบุคลิกดีแล้ว เขายังต้องมีความสามารถสูง ทั้งด้านการร้องเพลง การแสดง และการเต้นด้วย”

ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ย้งผู้ติดตามและชื่นชอบศิลปินไอดอลต่างชาติ มองไอดอลเหล่านั้นด้วยสายตานักปั้นดาวแล้วฟันธงว่า มีเด็กไทยจำนวนไม่น้อยที่มีเสน่ห์ความเป็นไอดอลอยู่ในตัว 

“วัยรุ่นไทยมีจุดเด่นอย่างความสนุกสดใส ไม่ซีเรียสกับชีวิตมากเกินไป แต่ถ้าเขาจะเอาจริงกับอะไร เขาก็ตั้งใจและจริงจังกับมันได้ ความทะเล้น ความกวนที่มากับความมุ่งมั่นนี่แหละเป็นบุคลิกที่ผมอยากทำงานด้วย อยากเห็นพวกเขาค่อย ๆ เก่ง ค่อย ๆ เติบโต จนเป็นศิลปินที่ชนะใจแฟนเพลงหรือคนดูได้” 

TADA Entertainment บริษัทบันเทิงไทยที่ตั้งใจสร้างศิลปินไอดอลให้เป็นความสุข-แรงบันดาลใจของทุกคน
TADA Entertainment บริษัทบันเทิงไทยที่ตั้งใจสร้างศิลปินไอดอลให้เป็นความสุข-แรงบันดาลใจของทุกคน

ความฝันของหนุ่มสาวกับหน้าที่การสร้างความสุขและแรงบันดาลใจ

ศิลปินไอดอลกลุ่มแรกที่ TADA Entertainment จะเปิดตัว เป็นกลุ่มศิลปินหญิงนามว่า ‘MXFRUIT (มิกซ์ฟรุต)’ ภายใต้สังกัด ILY LAB (ซึ่งย่อมาจาก I Love You)

ย้งไม่คิดแบบ Fail Fast, Fail Cheap และเราก็เห็นด้วยว่า ความฝันของเด็กสาวไม่ควรถูกเอามาใช้เป็นการทดลองทางธุรกิจ ศิลปินไอดอลหญิงกลุ่มนี้จึงเป็นเด็กที่เทรนมาแล้วเกือบ 2 ปี และพวกเธอกำลังจะได้เดบิวต์ในเดือนมีนาคมนี้

ย้งเล่าว่าเขาชวนสมาชิกทั้ง 5 ที่ตอนแรกต่างคนต่างมามารวมเป็น Girl Group และทำวงด้วยกัน เพื่อใช้พื้นที่นี้ค้นหาแนวทางของตัวเองในวัยที่เพิ่งเริ่มต้น และผนึกกันเป็นทีมที่แข็งแรงมากพอจะพากันไปสู่ความสำเร็จ 

“จริง ๆ ทุกคนมีความเป็นตัวของตัวเองและมีความสามารถในการเป็นศิลปินเดี่ยว แต่โชคดีที่เด็ก 5 คนนี้มีความแตกต่างที่อยู่ด้วยกันแล้วลงตัว และยอมที่จะเปิดตัวร่วมกัน วันหนึ่งถ้าพวกเขามีประสบการณ์และความสามารถมากพอ มีอะไรที่อยากเล่าจากตัวเอง หรือมีแนวทางของตัวเองแล้ว อาจจะได้ทำเพลงแบบโซโล่ก็ได้” ย้งวางแผนแบบเล่นเกมยาวเอาไว้

ศิลปินไอดอลอีกกลุ่มที่พวกเขาปลุกปั้นอยู่เป็นกลุ่มศิลปินไอดอลชาย ชื่อ 789 TRAINEE ภายใต้สังกัด SONRAY MUSIC

ด้วยจุดแข็งการเป็นคนทำคอนเทนต์ของย้ง และประสบการณ์ในบริษัท SM Entertainment ของปรุง กลุ่มศิลปินฝึกหัดชายที่เปิดตัวบนโลกออนไลน์มาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2564 จึงเป็นสีสันใหม่ในวงการที่น่าจับตามอง ศิลปินหนุ่มฝึกหัด 24 คนกำลังจะมีโปรเจกต์รายการ 789 SURVIVAL เป็นเรียลิตี้โชว์ ออกอากาศทางช่อง ONE31 พวกเขาจะได้ทำบททดสอบต่าง ๆ เพื่อแสดงความมุ่งมั่น ความตั้งใจพัฒนาตัวเองและทีม เพื่อเดบิวต์เป็นวงบอยกรุ๊ปวงต่อไป ซึ่งจำนวนคนในวงนั้นยังไม่แน่นอน อาจจะเป็น 7 8 หรือ 9 คนก็ได้ ย้งบอกไว้อย่างนั้น

สิ่งที่ย้งหมายมั่นปั้นมือในตัวศิลปินไอดอลก็คือ อยากให้พวกเขาสร้างความสุขให้แฟน ๆ และอยากให้เก่งพอที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้แฟน ๆ ได้

“ผมหมายมั่นปั้นมือที่ 2 อย่างนี้ เพราะเชื่อว่ายุคนี้มีคนไม่น้อยที่มีศิลปินเป็นกำลังและแรงบันดาลใจ ไม่รู้จะเรียกว่ายกระดับวงการบันเทิงไทยไหม แต่น่าจะทำให้คนไทยมีความสุข และในมุมคนทำงาน ผมคิดว่าผลลัพธ์จากความพยายามที่สังคมจะได้เห็น อาจไปสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ให้ทำงานดี ๆ เหมือนที่เราเคยได้แรงบันดาลใจจากคนรุ่นพี่ที่ทำงานดี ๆ ออกมาก่อนหน้านี้ก็ได้ ผมอยากทำศิลปินให้วงการบันเทิงไทย ให้คนไทยดู แล้วถ้าวันหนึ่งจะไประดับสากล เราก็จะไปแบบเป็นศิลปิน T-POP ของไทย”

TADA Entertainment บริษัทบันเทิงไทยที่ตั้งใจสร้างศิลปินไอดอลให้เป็นความสุข-แรงบันดาลใจของทุกคน
จับเข่าคุยแนวคิดของ TADA Entertainment บริษัทที่อยากสร้างทั้งศิลปินไอดอลคุณภาพและผู้บริหารธุรกิจบันเทิงรุ่นใหม่

โครงสร้างบริษัทย่อยที่เป็นอิสระ และมีบริษัทแม่ดูแลแบบไม่กำกับ

นอกจาก SONRAY MUSIC และ ILY LAB ซึ่งเป็นธุรกิจที่ย้งโฟกัสอยู่แล้ว TADA Entertainment ยังมีบริษัทโปรดักชันชื่อ 5×6 House ทำงานด้านคอนเทนต์อย่างที่พวกเขาถนัด ดูแลโดย ปิง เกรียงไกร 

3 บริษัทย่อยนี้บริหารในแบบของตัวเอง โดยมีบริษัทแม่เป็นหน่วยกลางดูแลเรื่องส่วนรวมต่าง ๆ เช่น การตลาด กฎหมาย บัญชี เป็นต้น 

ย้งบอกว่า “นี่อาจจะเป็นช่วงท้าย ๆ ในชีวิตการทำงานของผมแล้ว การมีบริษัทยิบย่อยคือการให้คนอื่นได้ขึ้นมาลองบริหารบริษัทนั้นในมุมมองของเขาเอง เขากำหนดทิศทางที่อยากเป็นได้เอง นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เรามีอิสระมากขึ้นหลังจากมาเปิดบริษัทใหม่”

5×6 House เป็นบริษัทโปรดักชันเฮาส์ที่ย้งบอกว่าให้อิสระปิงออกแบบได้เต็มที่ ไม่มีข้อจำกัดว่าต้องเป็นงานที่เข้ากับศิลปินไอดอล หรือเป็นงานที่เน้นสร้างนักแสดงจากศิลปินในค่าย ซึ่งทำให้ปิงสร้างสรรค์และบริหารบริษัทของตัวเองได้เต็มที่ยิ่งขึ้น

ย้งบอกอีกว่าในอนาคตเราอาจได้เห็นบริษัทภายใต้ TADA Entertainment เพิ่มขึ้นได้อีกด้วย หากมีคนสนใจอยากมาร่วมทำอะไรสนุก ๆ ด้วยกัน “ถ้าใครทำดี ความสำเร็จก็จะเป็นของเขา โดยมีพวกผมเป็นเบื้องหลัง ซัพพอร์ตและให้ความช่วยเหลือ แนะนำในพาร์ตหลังบ้าน” 

จับเข่าคุยแนวคิดของ TADA Entertainment บริษัทที่อยากสร้างทั้งศิลปินไอดอลคุณภาพและผู้บริหารธุรกิจบันเทิงรุ่นใหม่
จับเข่าคุยแนวคิดของ TADA Entertainment บริษัทที่อยากสร้างทั้งศิลปินไอดอลคุณภาพและผู้บริหารธุรกิจบันเทิงรุ่นใหม่

สุดท้าย ผู้บริหารที่โดดเด่นคนหนึ่งในยุคสมัยของเรายังยืนยันว่า เขาอยากเป็นคนทำงานมากกว่าเป็นผู้บริหารมืออาชีพ เขายังรอวันที่จะได้สร้างศิลปินไอดอลและผู้บริหารรุ่นใหม่ให้แข็งแรงพอที่เขาจะปล่อยมือจากงานบริหารและหันไปจับกล้อง จับงานกำกับที่รักได้อีกครั้ง

“ผมโชคดีที่ได้ใช้ชีวิตในงานที่ผมรัก สิ่งที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาคือ การให้อิสระกับทุกคนในการบริหารงานและชีวิตของตัวเอง

“การปิดนาดาวบางกอกทำให้เรียนรู้ว่า อย่าไปยึดติดกับทั้งความทุกข์และความสุข เพราะในช่วง 2 – 3 ปีที่ต้องตัดสินใจและเตรียมการปิดนาดาวฯ เป็นช่วงเวลาที่กังวลมาก เป็นห่วงอะไรเต็มไปหมด แต่พอตัดสินใจได้แล้ว ใกล้เวลาที่จะปิดแล้วจริง ๆ กลับรู้สึกว่ามันไม่ได้ยากขนาดนั้น การไม่มีนาดาวฯ ไม่ได้ทำโลกแตกสลาย ไม่ได้จะทำให้เด็กนักแสดงไปต่อไม่ได้ หรือแม้กระทั่งน้อง ๆ พนักงานเขาก็จะเดินต่อไปได้ด้วยตัวเองกันทั้งนั้น”

จับเข่าคุยแนวคิดของ TADA Entertainment บริษัทที่อยากสร้างทั้งศิลปินไอดอลคุณภาพและผู้บริหารธุรกิจบันเทิงรุ่นใหม่

เขาเล่าด้วยว่าแม้แต่งานฉลองเพื่อร่ำลาอย่างการไป Outing นาดาวฯ ที่ย้งต้องพลาดเพราะติดโควิด สุดท้ายก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าฟูมฟายอย่างที่เขารู้สึกในตอนแรก เพราะมิตรภาพที่ชาวนาดาวฯ ยังมีให้กันและกันก็เห็นได้ชัดว่ามันยังอยู่ 

“เท่านั้นก็พอแล้วมั้ง” ย้งกล่าวปิดท้ายก่อนขอพุ่งตัวไปดูน้องซ้อมและมีประชุมต่อ

Lessons Learned

  • อย่ายึดติดกับความสำเร็จหรือไม่สำเร็จที่เคยเป็นมาก่อน เมื่อถึงคราวต้องเปลี่ยนแปลงก็เปลี่ยน ยิ่งถ้าเราเคยล้มมาก่อนแล้วลุกขึ้นมาได้ ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว
  • สร้างงานแล้ว อย่าลืมสร้างคนทำงานด้วย เพราะการจะทำให้ธุรกิจที่เราฝันอยู่เป็นไปได้อย่างยั่งยืน วันหนึ่งจำเป็นต้องมีคนรับช่วงต่อ
  • เลือกทำสิ่งที่อยากทำให้ดีจนกลายเป็นธุรกิจได้ เป็นหนทางแห่งความสุขที่จะได้ใช้ชีวิตร่วมไปกับงาน

ภาพ : TADA Entertainment

Writer

Avatar

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

อดีตนักโฆษณาที่เปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักเล่าเรื่องบนก้อนเมฆ เป็นนักดองหนังสือ ชอบดื่มกาแฟ และตั้งใจใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่ไปกับการสร้างสังคมที่ดีขึ้น

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load