รื้อเสื้อผ้าในตู้ เลื่อนอินสตาแกรมดูว่าใส่ชุดไหนถ่ายรูปลงไปแล้วบ้าง ตบเท้าออกไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ เหล่านี้คือพันธกิจชีวิตอย่างหนึ่งที่ผู้หญิงหลายคนเผชิญเสมอเมื่อต้องหาเสื้อผ้าใส่ไปงานหรือใส่ในโอกาสอยากจะสวยต่างๆ แม้เราจะเต็มใจไปลองเสื้อผ้ากันคราวละหลายๆ ชั่วโมง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในบางครั้งมันก็ทำให้เราต้องปวดหัว และต้องใช้จ่ายเงินไม่น้อย

แต่แล้วไม่นานมานี้ Bchu Runway ธุรกิจบริการเช่าชุดแบรนด์เนมออนไลน์ ก็เริ่มมาปรากฏให้เราเห็นผ่านโซเชียลมีเดีย และวิดีโอโฆษณา ดูเป็นช่องทางที่น่าสนใจและน่าจะช่วยกอบกู้พันธกิจของเราไว้ได้ เราจึงไม่ลังเลที่จะไปพูดคุยกับ ศิตา ชุติภาวรกานต์ นักแสดงสาว และผู้ก่อตั้ง Bchu Runway ถึงไอเดียและเบื้องหลังการทำธุรกิจเช่ายืมเสื้อผ้าที่เป็นมิตรกับผู้หญิงเช่นนี้

ศิตา ชุติภาวรกานต์

“พอชีวิตมีโซเชียลเน็ตเวิร์กเข้ามา เราใส่เสื้อผ้าหนึ่งครั้ง เราลงรูป คนก็จำได้แล้วว่าเราใส่อะไรไป เราเลยตั้งคำถามว่า ทำไมเราจะต้องเสียเงินให้เสื้อผ้าหลักแสนหรือหลักหมื่นเพื่อใส่เพียงครั้งเดียว แล้วหลังจากนั้นก็ไม่รู้จะทำอะไรกับมัน หรือกลายเป็นมีเสื้อผ้าเต็มตู้แต่ไม่รู้จะใส่อะไรด้วย” คำกล่าวนี้คือประสบการณ์จริงของศิตา ไม่ใช่แค่เพียงเธอ แต่คนรอบตัวของเธอและผู้หญิงหลายๆ คนก็พบปัญหาเหล่านี้เช่นกัน และปัญหานี้ก็ได้จุดประกายให้เธอสร้างธุรกิจที่จะทำให้ผู้หญิงมีเสื้อผ้าแบบ unlimited ให้ผู้หญิงได้ใส่เสื้อผ้าคุณภาพอย่างแบรนด์ดีไซเนอร์ ในช่องทางเข้าถึงง่ายผ่านอินเทอร์เน็ตพร้อมด้วยการบริการเต็มรูปแบบ

Bchu Runway

คลิกเช่า สวมใส่ เฉิดฉาย แล้วส่งคืน

ในยุคสมัยที่ทุกอย่างดำเนินอย่างรวดเร็ว และเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (Sharing Economy) เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ศิตาตั้งใจให้ผู้หญิงของ Bchu Runway ใช้บริการแบรนด์ของเธอเหมือนกับที่ใช้รถโดยสารผ่านแอปพลิเคชันยอดนิยมในปัจจุบัน “คุณสามารถเดินทางได้โดยที่คุณไม่ต้องมีรถ เช่นเดียวกับที่สวมใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมได้โดยที่ไม่ต้องเป็นเจ้าของ เราอยากให้ Bchu Runway ตอบโจทย์ผู้หญิงสูงสุด และทำให้ทุกอย่างดำเนินผ่านช่องทางออนไลน์ เพียงแค่คลิกก็ได้ของ ใส่เสร็จปุ๊บเราก็ไปรับคืน ง่ายกับชีวิตคนเมือง และจบในสมาร์ทโฟนเครื่องเดียว” ศิตากล่าว

Bchu Runway

ก่อนพบคุณศิตาเรายังสงสัย การเช่าออนไลน์จะเหมือนกับการไปลองที่ร้าน ได้หมุนตัวให้ครบ 360 องศาเพื่อเช็กว่าเสื้อผ้าเข้ากับเราดีได้อย่างไร ข้อนี้ศิตาได้บอกกับเราว่า ในเว็บไซต์ของ Bchu Runway ถูกออกแบบมาเพื่อระบุรายละเอียดของเสื้อผ้าทุกตัว เพื่อบอกที่มาว่ามาจากแบรนด์ไหน ประเทศอะไร และให้ลูกค้าเทียบไซส์ได้อย่างสะดวก แต่หากลูกค้าอยากจะมาลองสวมเสื้อผ้าจริงๆ ก่อนเช่าก็สามารถมาลองได้ที่โชว์รูมของ Bchu Runway โดยจะมีสไตลิสต์คอยให้คำปรึกษาในทุกขั้นตอนการเลือกเสื้อผ้า หรือจะใช้ช่องทางแชตผ่านเว็บไซต์เพื่อปรึกษาก็ยังได้

“ลูกค้าบางคนถ้าเขามีสไตล์เป็นของตัวเอง เขาก็จะไม่ลังเลในการเลือก แต่ว่าลูกค้าหลายคนก็ต้องการสไตลิสต์ ซึ่งเราก็มีบริการให้ฟรี มีบริการปรับแก้ไซส์ให้ ยกเว้นบางแพตเทิร์นที่ไม่เหมาะกับการเย็บแก้ เช่น แบบที่ปักเลื่อมทั้งตัว มีบริการรับส่งเพื่อนำเสื้อผ้าไปให้และนำกลับคืนถึงที่ มีบริการซักทำความสะอาด โดยจะมีฝ่ายที่คอยตรวจเช็กสภาพสินค้าเมื่อลูกค้าส่งเสื้อผ้าคืน และคัดแยกเพื่อทำความสะอาดให้เหมาะสมตามเสื้อผ้าแต่ละตัว โดยราคาเสื้อผ้าที่ลูกค้าจ่ายไปรวมทั้งหมดทุกบริการแล้ว” ศิตากล่าว

เป็นพาร์ตเนอร์กับแบรนด์ดีไซเนอร์ เป็นกระบอกเสียงให้แบรนด์ไทย

นอกจากการบริการแบบครบครัน หนึ่งจุดขายของ Bchu Runway คือการที่เสื้อผ้าทั้งหมดในร้าน (ย้ำ ทั้งหมด เอามือทาบอกด้วยความตื่นเต้น) เป็นเสื้อผ้าใหม่จากแบรนด์ดีไซเนอร์ทั้งไทยและต่างประเทศ จากการทำข้อตกลงเป็นพาร์ตเนอร์กับแบรนด์โดยตรง นั่นหมายความว่าในทุกๆ ซีซั่น พร้อมกันกับที่เสื้อผ้าคอลเลกชันใหม่ปรากฏในช็อปของแบรนด์ต่างๆ เสื้อผ้าเหล่านี้ก็จะปรากฏบนเว็บไซต์ของ Bchu Runway พร้อมให้ลูกค้าคลิกเช่าทันที ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ต่างประเทศ เช่น Talula Bec & Bridge ไปจนถึงแบรนด์ไทยอย่าง Vickteerut Asava เป็นต้น

Bchu Runway Bchu Runway

เบื้องหลังไอเดียการทำข้อตกลงนั้นก็มาจากประสบการณ์ของศิตาอีกเช่นกัน ศิตาเล่าว่าเคยมีประสบการณ์เช่าชุดโดยที่ไม่ทราบว่าชุดเหล่านั้นได้ละเมิดลิขสิทธิ์จากแบรนด์หรือไม่ “เวลาไปเช่าชุดจากร้านบางร้านเราไม่รู้หรอกว่ามันเป็นของจริงหรือเปล่า มัน QC หรือเปล่า ตัดก๊อปปี้มาหรือเปล่า กลับกันการที่เราเป็นพาร์ตเนอร์แบบนี้ เราได้ช่วยแบรนด์ด้วย”

ทั้งในเว็บไซต์และโชว์รูมของ Bchu Runway มีเสื้อผ้าจากแบรนด์ดีไซเนอร์ไทยจำนวนมาก ปัจจุบันแบรนด์ไทยแม้จะเติบโตและได้รับความนิยมขึ้น เราน่าจะเคยพบเห็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของร้านเสื้อผ้าต่างๆ ที่ทำการลอกเลียนแบบและขายกันอย่างโจ่งแจ้ง หาพบได้ง่ายจนน่าขวัญเสียแทนดีไซเนอร์ไทยไม่น้อย ในมุมมองของศิตาที่รักแฟชั่น และสนับสนุนแบรนด์ไทยนั้นก็ได้แชร์กับเราว่า เธอหวังจะเป็นอีกกระบอกเสียงหนึ่งให้ดีไซเนอร์ไทยด้วย ศิตาเล่าว่า “ตอนนี้คนตอบรับแบรนด์ไทยเยอะขึ้นมาก แบรนด์ไทยมักถูกก๊อปปี้ไปขายเกิดเยอะ ทำให้คนมองแบรนด์ไทยว่าไปซื้อตามตลาดหรือสถานที่ต่างๆ เอาก็ได้ บางคนก็ไม่รู้ว่ามันคือแบรนด์ไทย ไม่คิดด้วยว่ามันคือการละเมิดลิขสิทธิ์แบรนด์มา หรือบางคนก็คิดว่า อ๋อ ดาราใส่เสื้อผ้าตัวนี้ก็คงเป็นแค่ชุดแฟชั่นที่ฮิตแหละมั้ง พอเรามาทำ Bchu Runway เราก็รู้สึกว่า เราได้เป็นกระบอกเสียงในการบอกให้คนรู้ว่านี่คือแบรนด์ไทยนะ นี่คนไทยทำ แล้วจริงๆ แบรนด์ไทยก็มีศักยภาพเทียบเท่ากับแบรนด์ต่างประเทศเลย ดูเอาจากลูกค้าตอนนี้ก็มีคนมาเช่าแบรนด์ไทยเยอะมาก”

Bchu Runway

ส่วนเรื่องราคาเราอดใจถามไม่ได้เลยว่า เสื้อผ้าที่ส่งเสียงร้องเรียกเราอยู่บนราวนั้น คิดเป็นราคาเช่าเท่าไหร่เมื่อเทียบกับราคาจริง ซึ่งคำตอบก็น่าชื่นใจแทนกระเป๋าสตางค์เป็นอย่างมาก เมื่อ Bchu Runway จะคิดราคาเช่าประมาณ 10% จากราคาจริง เป็นต้นว่าชุดราคาประมาณ 20,000 บาท เราก็จะจ่ายเพียง 2,000 บาท พร้อมกับบริการใดๆ ที่กล่าวไปตอนต้น ภายในเว็บไซต์ก็เช่นกัน Bchu Runway ระบุชัดเจนว่าราคาจริงเท่าไหร่ ให้เช่าเท่าไหร่ และถ้าลูกค้าอยากจะซื้อ ก็สามารถพรีออเดอร์ผ่านทาง Bchu Runway ได้ด้วย

ออกเดตถึงงานบวช XS ถึง Plus Size

กำลังคิดใช่ไหมว่า โอกาสที่เราจะได้เช่าเสื้อผ้ามาใส่มีมากน้อยแค่ไหนกัน ไปงานแต่ง งานเลี้ยงเท่านั้นหรือ

เปล่าเลย Bchu Runway ไปไกลกว่านั้นด้วยการแบ่งหมวดหมู่ของเสื้อผ้าตามโอกาสและวาระต่างๆ ในเว็บไซต์เพื่อให้ลูกค้าได้เลือกเสื้อผ้าตามใจชอบ และประเภทที่ว่านี้ก็มียิบย่อยมากๆ ตั้งแต่งานแต่ง งานรับปริญญา งานบวช โรแมนติกเดต ทริปท่องเที่ยว ชุดที่ใส่ในชีวิตประจำวัน และธีมสำหรับปาร์ตี้ เช่น ธีมแกสบี้ ศิตาบอกกับเราว่าการเพิ่มขึ้นของหมวดหมู่มาจากการสำรวจลูกค้าที่มาใช้บริการ และปรับเอาตามความต้องการของผู้หญิง

เช่าชุด

“บางธีมเราก็เพิ่มเอาจากความต้องการของลูกค้าที่เราพบ อย่างตอนแรกเราไม่มีธีมแกสบี้ แต่ทุกอาทิตย์จะมีคนมาถามหาเสื้อผ้าธีมนี้ เราก็เลยรู้สึกว่า เออ เราต้องทำแล้วแหละ เพราะเป็นโจทย์ประจำ บางทีเราก็เจอลูกค้าที่ตามหาเสื้อผ้าธีมแปลกๆ เหมือนกันนะ อย่างจะไปฟันดาบ ปวดหัวเลย เพราะไม่รู้ว่าจะหาเสื้อผ้าอะไรให้เขาใส่ไปฟันดาบดี

“สำหรับเรา เราคิดว่า Bchu Runway เป็นอะไรที่ตอบโจทย์ 365 วัน ไม่ว่าคุณจะไปงาน ไปกินข้าว ไปสังสรรค์กับเพื่อน เราก็มีเสื้อผ้าตอบโจทย์ทุกแบบ ไม่จำเป็นว่าคุณจะต้องเป็นเซเลบริตี้ เป็นซัมวัน แค่คุณอยากจะแต่งตัวแล้วรู้สึกว่าเสื้อผ้าที่มีมันซ้ำๆ เดิมๆ แต่ก็ไม่อยากจะไปซื้อใหม่มาเพื่อใส่ครั้งเดียว Bchu Runway ก็ตอบโจทย์ และมีการแบ่งประเภทให้เลยว่า เสื้อผ้าไปงานบวช ไปอีเวนต์ ไปกินข้าว งานรับปริญญา ฉะนั้นมันเหมาะกับผู้หญิงทุกคน” ศิตากล่าว

Bchu Runway

แน่นอนว่าไม่ได้มีแต่ผู้หญิงไซส์เล็กเท่านั้นที่รักการแต่งตัว เป็นที่น่าชื่นใจสำหรับสาว chubby (ใช้คำน่ารักให้ตัวเองรู้สึกชื่นใจ) อย่างผู้เขียนเอง ที่ Bchu Runway มีการสต็อกเสื้อผ้าตั้งแต่ไซส์ 0 ไปจนถึงไซส์ 18 เพื่อรองรับผู้หญิงทุกไซส์ และสต็อกในปริมาณที่มากพอสำหรับการให้บริการลูกค้าที่ต้องการใส่ตัวเดียวกันด้วย มีประโยคหนึ่งที่ศิตาพูดซึ่งทำให้เราชื่นใจไปอีกหนึ่งรอบก็คือ “ผู้หญิง Bchu คือใครก็ได้ที่แค่อยากจะสวย for a day เราจะเป็นตู้เสื้อผ้าให้คุณ”

เรียนรู้ไปพร้อมกับการเติบโตของ Bchu Runway

ด้วยความที่สร้างธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการบริการและชูโรงด้วยเสื้อผ้าแบรนด์เนม ศิตาได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กับการเติบโตของ Bchu Runway ว่า ความคาดหวังจากลูกค้าทำให้เธอและทีมละเอียดลออและต้องใส่ใจการบริการทุกเม็ด “ลูกค้าจะมองเราไม่เหมือนร้านเช่าเสื้อผ้าทั่วไป ร้านทั่วไปถ้าเสื้อผ้าโทรม หรือชำรุดเล็กน้อยลูกค้าก็จะรู้สึกแค่ว่ามันก็เป็นร้านเช่า แต่สำหรับ Bchu Runway มันไม่ใช่ การเซอร์วิสของเรามันถูกตั้งความหวังจากลูกค้า จริงๆ แล้วเราก็เป็นร้านเช่านั่นแหละ แต่เราพยายามสร้างให้มันมีบริการที่ดี และตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเรียนรู้คือ เราพลาดไม่ได้เลย เราจะต้อง QC ตลอดเวลา” ศิตากล่าวและเล่าอีกว่านอกจากความละเอียดในการทำงานแล้ว การโปรโมตผ่านทางช่องทางออนไลน์ก็เป็นส่วนสำคัญที่ต้องพยายามพัฒนาและสร้างความใกล้ชิด เชื่อใจให้ลูกค้าอยู่ตลอด สิ่งที่ Bchu Runway ทำอาจจะเหมือนคนที่ยังต้องพยายามตะโกนบอกลูกค้าอยู่เสมอว่าเราเป็นใคร และให้บริการอะไรคุณได้บ้าง

ศิตา ชุติภาวรกานต์

The rules

  1. รู้ว่าตัวเองชอบอะไร และแบ่งเวลาให้สิ่งที่เราชอบ เกิดมาครั้งเดียวเรารู้สึกว่าเราต้องทำสิ่งที่เรารักให้มากที่สุด ไม่ว่ามันจะมีกี่อย่าง เราก็จะพยายามทำให้หมด
  2. อดทน เราจะมีความอดทนสูงกับทุกๆ เรื่อง เห็นเป้าหมายของตัวเองชัดเจนเสมอ และค่อยๆ เดินไปอย่างแข็งแรง อาจจะบอกว่าเป็นคนมุทะลุก็ได้ แต่เรามองว่ามันเป็นการมุทะลุในทางที่ดี ถ้าเรายังไม่ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ เราก็จะอดทนไม่ยอมแพ้ ทุกอย่างที่เราได้มาตลอดเวลาที่ผ่านมา เพราะเรา take time และอดทน
  3. รักคนในทีมเหมือนครอบครัวของคุณ เราจะใกล้ชิดกับคนที่ทำงานด้วยกัน และไม่ทำให้รู้สึกว่านี่มันเป็นองค์กร แต่จะทำให้มันเหมือนงานกลุ่มที่เรารับผิดชอบร่วมกัน แต่ก็ยังเป็นเพื่อนกัน เราต้องรักกันแล้วทำให้โปรเจกต์เราสำเร็จ

Writer

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

นักศึกษาฝึกงานรหัส 001 ที่ใส่ต่างหูห่วงตลอดเวลา วางแผนจะอุทิศปัจจุบันและอนาคตให้การเขียน

Photographer

ณัฐนิช ชนะฤทธิชัย

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

#ทำฟันไม่เจ็บเพราะไม่ต้องทำ #สุขภาพช่องปากที่ดีดูแลได้ด้วยตัวเอง

สองแฮชแท็กประจำโพสต์ให้ความรู้บนหน้าเพจ DrCattPreve’ และเพจคลินิกทันตกรรม ProTech Dents ของ ทพญ.กนกวรรณ เอื้อธรรมาภิมุข หรือ หมอแคท เธอคือลูกศิษย์คลาส Rinen ของ The Cloud รุ่นล่าสุด ผู้ออกมาเล่าเรื่องธุรกิจตัวเองหน้าชั้นในเวลาไม่ถึง 5 นาที แต่ทำให้คนฮือฮาทั้งห้อง

ProTech Dents เกิดจากความตั้งใจที่จะให้การรักษาโดยมีคนไข้เป็นศูนย์กลาง และมุ่งเน้นที่การแก้ไขสาเหตุของปัญหา มากกว่าแค่ซ่อมปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว เธอบอกว่าความจริงแสนโหดร้ายที่ทันตแพทย์ทุกคนต้องเจอคือ ความจริงที่ว่าโรคในช่องปากเกิดจากกิจวัตรประจำวันที่ทำซ้ำๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคเหงือก ฟันผุ หรือคราบหินปูน 

ฟันผุ เกิดจากแบคทีเรียชนิดที่ทำให้ฟันผุ บางคนผุทั้งชีวิต ขณะที่อีกคนไม่เคยผุเลย แบคทีเรียที่ทำให้ฟันผุชอบแป้งและน้ำตาล ครั้นจะให้หยุดกินอาหารจำพวกนี้ก็ดูจะใจร้ายเกินไป แถมหมอแคทยังนิยามตัวเองว่าเป็นคนประเภทสุขนิยม วิธีที่ดีกว่าคือการป้องกัน (Prevention) ไม่ให้เกิดโรคในช่องปาก ด้วยการดูแลตัวเอง ตั้งแต่การทำความสะอาดฟันให้ถูกวิธี ควบคุมปริมาณอาหารที่กินเข้าไปในแต่ละมื้อ ไปจนถึงวิธีกินอีกด้วย

จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก เพราะการเปลี่ยนพฤติกรรมคนไม่ได้ทำสำเร็จในชั่วข้ามคืน 

“หมอเป็นใครจะไปบอกเขา คนคนหนึ่งกินข้าวแบบนี้ แปรงฟันแบบนี้มาตลอดชีวิต หมอไม่ใช่ครอบครัว ไม่ใช่แฟน การไปบังคับ ไปบอกเขา เขาไม่เชื่อหมอหรอก 

“ตอนนั้นเลยเริ่มคิดว่าอะไรจะเป็นแรงผลักดันให้คนคนหนึ่งเปลี่ยนตัวเอง คำตอบคือ เราต้องรู้จักเขาก่อน”

ตั้งแต่วันนั้น จึงมีนโยบายให้คนไข้ทุกคนทำแบบทดสอบอุปนิสัย DISC ก่อนเข้ารับการรักษา เพื่อที่หมอจะได้รู้ตัวก่อนว่าควรสื่อสารกับคนไข้อย่างไร ต้องใช้วิธีไหนในการพูดคุยหรือชักชวนให้หันมาดูแลตัวเอง ให้เหมาะสมกับคนไข้ท่านนั้นๆ

ตั้งแต่วันนั้น หมอแคทเปลี่ยนจากทันตแพทย์ที่เน้นซ่อมและรักษามาเป็นการแนะนำคนไข้ให้รู้จักช่องปากของตัวเองและวิธีการป้องกันที่ต้นเหตุ สร้างประโยชน์ต่อคนไข้อย่างแท้จริงและยั่งยืน และยังได้แบ่งปันแนวคิดและวิธีทำงานร่วมกับคนไข้ให้ทันตแพทย์คนอื่นๆ เพื่อหาคนร่วมอุดมการณ์เดียวกันมาพัฒนาสุขภาพในช่องปากของคนไทย

ตั้งแต่วันนั้น ธุรกิจคลินิกทันตกรรมแห่งนี้มีคุณค่าชัดเจนโดดเด่น ในขณะที่คลินิกอื่นๆ กระหน่ำแข่งขันกันด้วยโปรโมชัน ที่นี่กลับมีลูกค้าประจำแวะเวียนมาไม่ขาดสาย พร้อมลูกค้าใหม่ๆ ที่แนะนำกันปากต่อปากตลอด 4 ปี โดยไม่ต้องอาศัยกลยุทธ์ราคาใดๆ เลย

คลินิกทันตกรรมที่คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนรักษา

ปัญหาที่ปลายเหตุ

หมอแคทเป็นเด็กเรียนดี ตั้งใจสอบเข้าคณะทันตแพทยศาสตร์ เพราะรู้ว่าอาชีพนี้ไม่มีวันตกงาน ถ้ารับราชการด้วย พ่อแม่และครอบครัวจะสบาย

เธอเริ่มทำงานใน พ.ศ. 2542 จนวันนี้ผ่านมา 22 ปีแล้ว ได้เห็นคนไข้ตั้งแต่เด็กจนเขามีลูก เห็นคนไข้ผู้ใหญ่จนเขาเสีย เห็นตั้งแต่ฟันที่ไม่เป็นอะไรจนต้องถอนทิ้งทั้งปาก

“เราแก้ปัญหาที่ปลายเหตุกันตลอด ทั้งที่จริงๆ แล้ว สิ่งที่ครูบาอาจารย์สอนมาคือการหาต้นเหตุ แล้วแก้ตรงนั้น แต่มันเป็นเชิงทฤษฎีที่ไม่ได้บอกว่าต้องประยุกต์ใช้กับคนแต่ละคนที่แตกต่างกันยังไง ปากแต่ละคนไม่เหมือนกัน วิธีการก็ต้องไม่เหมือนกัน อุปกรณ์ก็อาจจะไม่เหมือนกัน ทุกโรงเรียนสอนเรื่องการแปรงฟัน ทุกโรงเรียนมีหมอฟันเข้าไปตรวจปีละสองหน แต่นักเรียนยังฟันผุอยู่ 

“พอดีเราศึกษาหลายสาขาที่ไม่ได้เกี่ยวกับทันตแพทย์ จึงทำให้กลับมาถามตัวเองว่า คุณค่าของสิ่งที่ทำคืออะไร ความสุขที่เรามีคืออะไร

“สิ่งที่เราทำอยู่ ขูดหินปูน อุดฟัน สักพักคนไข้ผุกลับมาอีกแล้ว ซี่เดิม ก็แก้ไข แก้แล้วก็ครอบ ครอบเสร็จรักษาราก ในที่สุดก็ถอน ทั้งที่จริงๆ แล้ว ถ้าดูแลตัวเองดีๆ คุณอาจจะไม่ต้องขูดหินปูนหรืออุดฟันไปตลอดชีวิตเลยก็ได้”

วันหนึ่งได้คำตอบว่า ความสุขของตัวเองคือการสร้างประโยชน์ให้คนอื่น เธอจึงมุ่งมั่นทำเรื่องการป้องกัน (Prevention) โรคในช่องปาก ด้วยการให้ความรู้และทำให้คนไข้อยากดูแลตัวเองให้ดีขึ้น จนมีคนไข้มาบอกว่า ‘โชคดีจังเลยที่ได้มาเจอคุณหมอ น่าจะเจอกันเร็วกว่านี้เนอะ’ 

คนเป็นหมอได้ยินอย่างนั้นก็เหมือนคนบ้ายอ ดีใจ อิ่มใจ หัวใจฟู 

คลินิกทันตกรรมที่คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนรักษา

รู้จักฉัน รู้จักเธอ

ด้วยความที่ชอบเรียนรู้ หมอแคทเคยไปอบรมเรื่องการบริหารบุคลากร ทำให้รู้จักกับแบบทดสอบสัตว์สี่ทิศ (DISC Personality) ที่องค์กรมักทำเพื่อให้พนักงานรู้จักตัวเอง รู้จักเพื่อน จึงคิดต่อว่า ถ้ารู้จักตัวเองได้ รู้จักเพื่อนร่วมงานได้ ก็น่าจะรู้จักคนไข้ได้เหมือนกัน

นั่นคือหัวใจสำคัญของการ Prevention ที่เกี่ยวกับกับการปรับพฤติกรรม จะขอให้ใครเปลี่ยนอะไร เราต้องรู้จักเขาก่อน

“เราเอาคนไข้เป็นศูนย์กลาง เป้าหมายคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จนกว่าเขาจะดูแลตัวเองได้ พอเริ่มจากความคิดว่าอยากให้คนไข้เป็นศูนย์กลางแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นคือ อะไรที่จะทำให้เขาเป็นศูนย์กลาง เราจะทำหมด”

การเข้ารับรักษาที่ ProTech Dents คนไข้จะได้ทำแบบทดสอบ DISC ใช้เวลาราวๆ 5 นาที อ่านคำถาม ไม่ต้องคิด แล้วตอบเลย ถ้ามาพร้อมผู้ปกครอง ต้องทดสอบผู้ปกครองหรือคนที่พามาด้วย กรณีเด็กเล็ก สิ่งที่เด็กเป็นมาจากผู้ปกครอง และการจะแปรงฟันหรือดูแลตัวเองได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับผู้ปกครองเป็นหลัก กรณีที่โตขึ้นมาหน่อยแล้วเด็กเป็นคนละแบบกับผู้ปกครอง ก็ต้องระมัดระวังความขัดแย้งเป็นพิเศษ แบบทดสอบนี้จำเป็นต้องเป็นกระดาษเพื่อให้ตอบได้ไว เขียนได้ไว ทั้งๆ ที่เอกสารอื่นๆ ในคลินิกเป็น Computer-based ทั้งหมด

ทุกครั้งที่หมอคุยกับคนไข้ก็จะเก็บข้อมูลไปด้วย ไม่ใช่ข้อมูลเรื่องสุขภาพฟันอย่างเดียว แต่เป็นข้อมูลส่วนตัวที่จะทำให้รู้จักคนไข้มากขึ้น

“ทำงานที่ไหน มีครอบครัวหรือยัง ลูกกี่คน เขาชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ตัวตนของคนไข้จะมาคอนเฟิร์ม DISC ว่าเขาเป็นคนแบบนั้นจริงๆ หรือเปล่า เราจะบอกคนไข้ก่อนเลยว่า ที่ให้ทำไม่ใช่เพราะอยากยุ่งยาก แต่เราอยากรู้จักว่าคุณเป็นคนยังไง”

คลินิกทันตกรรมที่คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนรักษา
คลินิกทันตกรรมที่คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนรักษา

หมี กระทิง อินทรีย์ หรือหนู ?

DISC สัตว์สี่ทิศ มีหมี หนู กระทิง และอินทรีย์

หนู คือกลุ่มที่สนใจเรื่องความสัมพันธ์เป็นหลัก เป้าหมายในชีวิตจะได้ไม่ได้ไม่เป็นไร ถ้าความสัมพันธ์ยังดีอยู่

หมี คือกลุ่มที่ไปสู่เป้าหมายได้ แต่ต้องมีขั้นตอนให้เป็นสเต็ป

กระทิง คือกลุ่มที่ต้องบรรลุเป้าหมาย โดยไม่สนรูปแบบและความสัมพันธ์ 

อินทรีย์ คือกลุ่มที่ไม่สนใจเป้าหมาย อยากทำอะไรหลายอย่าง ความคิดสร้างสรรค์บรรเจิด เห็นภาพใหญ่ได้ดี แต่อาจทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่าง

“วิธีการที่เราจะคุยกับเขาต้องแปรไปตามประเภทของคนไข้คนนั้น” หมอแคทว่า “มีคนไข้คนหนึ่งเป็นเด็กผู้ชายวัยรุ่นมากับคุณแม่ ก่อนหน้านี้ทำฟันที่อื่น แต่มีคนแนะนำให้มาหาหมอ ครอบครัวนี้คุณแม่ได้เป็นหมี คุณลูกเป็นกระทิง เราหวั่นใจเลยว่าต้องขัดแย้งกันแน่ แล้วเด็กอายุสิบห้าเป็น Alpha ส่วนแม่เบบี้บูม”

เมื่อเจอกับคนไข้ประเภทกระทิง หมอแคทต้องตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนโดยไม่ต้องบอกวิธีการ แสดงให้เขาเห็นถึงปัญหาและผลที่ตามมา เช่น ถ้าเหงือกบวมแบบนี้ต่อไปจะมีกลิ่น และปล่อยให้เขาคิดเอง ตัดสินใจเอง ส่วนของคุณแม่ หมอต้องสรุปให้ฟังเป็นขั้นเป็นตอนว่าจะทำอะไรหลังจากนี้

จากเดิมที่เป็นปัญหาของแม่ เพราะแม่พามา เขาก็จะเริ่มเห็นว่ามันเกี่ยวข้องกับตัวเองมากขึ้น พอรู้จักคนไข้ หมอก็ทำงานง่ายขึ้น เข้าใจคนไข้มากขึ้น และในที่สุดก็จะสื่อสารให้เขาดูแลตัวเองได้

คลินิกทันตกรรมที่คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนรักษา

ทีมที่มีคนทุกแบบ

สิ่งเหล่านี้คงไม่เกิดขึ้น ถ้าหมอแคทไม่มีทีมงานที่เข้าใจภาพเดียวกัน มีจิตใจที่เห็นประโยชน์คนไข้เป็นที่ตั้ง เธอจึงให้ความสำคัญกับการรับคนเข้าทำงาน บางตำแหน่งหายากมาก หานาน แต่ถ้าใช่แล้วใช่เลย 

“เราเริ่มตั้งแต่การประกาศรับสมัคร สมัยก่อนก็มีข้อมูลเงินเดือน ความรับผิดชอบคืออะไร แต่ตอนนี้จะบอกเลยว่า เรามองหาเพื่อนร่วมงานที่อยากเห็นคุณภาพชีวิตคนไข้ดีขึ้น อยากทำงานที่ไม่ได้จบเป็นวันๆ แต่อยากพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นในทุกๆ วัน โดยที่ไม่พูดเรื่องเงินเลย ทั้งที่สวัสดิการและเงินเดือนของเราให้สูงกว่าที่อื่นในตลาด สำหรับตำแหน่งที่ไม่ต้องการวุฒิปริญญา เราไม่สนเลยนะ จบอะไรก็ได้ บางคนความคิดความสามารถดีเยี่ยม

“ทุกคนจะต้องทำ DISC อินทรีย์ก็จะถามเลยว่า ทำทำไม เพื่ออะไร เพราะอยากเห็นภาพใหญ่ แล้วค่อยตอบเป็นขั้นๆ ไป”

หนึ่งองค์กรจำเป็นต้องมีทั้งหมี กระทิง อินทรีย์ และหนู ซึ่งทีมงาน ProTech Dents มีคนทุกรูปแบบ เพราะแต่ละคนมีข้อเด่นข้อด้อยไม่เหมือนกัน แต่ทุกข้อเด่นจะมาพร้อมข้อด้อย จึงต้องเอาข้อเด่นของอีกคนมาทำให้สมดุล ถ้าบางช่วงมีกระทิงเยอะไป ก็ต้องรีบหาหนูมาบาลานซ์ 

ProTech Dents คลินิกทันตกรรมที่เน้นการป้องกันโรคในช่องปาก ให้คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนเข้ารักษา

มองคู่แข่งเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์

หมอแคทคำนวณแล้วว่า ถ้าเธอทำเรื่อง Prevention คนเดียว ขณะที่หมอคนอื่นไม่ทำ ชั่วชีวิตนี้จะช่วยให้คนไข้กลับมาดูแลตัวเองได้ไม่เกิน 3,000 คน เพราะการเปลี่ยนพฤติกรรมต้องใช้เวลา เธอจึงไม่มองคลินิกทันตกรรมอื่นๆ เป็นคู่แข่ง แต่มองเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่จะไปสู่เป้าหมายใหญ่กว่า นั่นคือการได้เห็นคุณภาพชีวิตและสุขภาพในช่องปากของคนไทยดีขึ้น

“คนเราทุกคนดีที่สุดไม่ใช่การมารักษาให้หาย แต่คือการดูแลตัวเองเพื่อไม่ให้เป็นโรค ถ้าเขาเป็นโรคมาแล้ว เราต้องรักษาควบคู่ไปกับการป้องกันไม่ให้เกิดโรคเดิมซ้ำ ความตั้งใจของเราส่งประโยชน์ต่อประเทศนี้ แต่ถ้าทำเองคนเดียวคงช้ามาก 

“โจทย์ข้อต่อมาคือ ทำอย่างไรให้หมอคนอื่นทำได้เหมือนกัน เราเลยสร้างไกด์ไลน์ออกมาให้หมอคนอื่นๆ ได้เลือกทำงานกับคนไข้ที่เปิดใจ และพร้อมจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นก่อน ถ้าคุยกับคนไข้ ให้ถามคำถามดังต่อไปนี้ แต่ละคำถามจะมีคะแนนให้ คะแนนรวมก็เอามาหารเฉลี่ย แล้วจะรู้เลยว่าคนนี้คือเป้าหมายที่เราควรเปลี่ยนพฤติกรรมเขาหรือไม่ ถ้าคะแนนน้อย แปลว่าเขาไม่มีความสนใจและไม่เปิดรับเราเลย อย่าเพิ่งเริ่มที่คนนี้ เพราะยาก ยากแล้วหมอก็หมดกำลังใจ”

ปีที่แล้วเป็นปีแรกที่หมอแคทเริ่มเทรนทันตแพทย์คนอื่นๆ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ค่าเช่าสถานที่และค่าอาหารเครื่องดื่มใช้วิธีขอสปอนเซอร์ มีแขกรับเชิญเป็นอาจารย์ด้านจิตวิทยามาให้ความรู้เรื่อง DISC และพฤติกรรมคน ส่วนเธอเป็นตัวแทนของคนที่ทำซ้ำๆ จนเกิดเป็นองค์ความรู้ สามารถขยายเมล็ดพันธุ์ออกไปได้

“เริ่มต้นเราเทรนได้เจ็ดคน แต่ในการทำบางอย่าง มันไม่สำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก ความหวังคืออยากเทรนด์คุณหมอให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ พันคน สองพันคน ในร้อยคนน่าจะมีสักคนหนึ่งที่ทำได้สุดยอด อีกห้าสิบคนสอนแปรงฟันถูกต้อง แต่อาจจะไม่ได้ติดตามต่อเนื่อง ก็ไม่เป็นไร บางส่วนอาจจะไม่ทำเลย อยากรักษาอุด ซ่อม ถอน เหมือนเดิม แต่เขาจะเริ่มมีใจ หากเห็นคนไข้คนไหนพร้อมก็อาจจะสอนนิดๆ หน่อยๆ ไม่ว่าทางไหนก็ได้ประโยชน์ทั้งหมด ไม่เสียประโยชน์เลย”

ProTech Dents คลินิกทันตกรรมที่เน้นการป้องกันโรคในช่องปาก ให้คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนเข้ารักษา
ProTech Dents คลินิกทันตกรรมที่เน้นการป้องกันโรคในช่องปาก ให้คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนเข้ารักษา

ใหญ่ (แต่ไม่) เกินตัว

“ความตั้งใจของเราถ้าไม่ตายเสียก่อน อยากให้บริษัทประกันในบ้านเรายอมรับการ Prevention โรคในช่องปาก ให้สามารถเบิกได้ และรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนเรื่องนี้โดยเฉพาะ”

เธอเล่าย้อนสมัยตอนไปดูงานที่ประเทศเกาหลีใต้ รัฐบาลมีนโยบายให้งบประมาณคลินิกทันตกรรมสำหรับการดูแลประชาชนตามจำนวนประชากรที่กำหนด แต่ต้องทำให้คนเหล่านี้กลับมาดูแลสุขภาพช่องปากของตัวเองให้ได้ หมายความว่าในระยะยาว ประเทศจะลดค่าใช้จ่ายในการรักษาได้อย่างมากมายมหาศาล 

สิ่งที่รัฐได้คืออะไร หมอแคทยกตัวอย่างให้ฟังว่า สมมติมีคนไข้ฟันผุต้องลางานมาทำฟัน 1 วัน ถ้ารักษารากฟันต้องลา 5 วัน ในวันนั้นๆ เขาสามารถทำงานให้องค์กรหรือประเทศชาติได้เท่าไหร่ โดยที่ทันตแพทย์ก็อยู่ได้เพราะรัฐสนับสนุน นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบผลลัพธ์ และถึงขั้นมีโล่รางวัลเพื่อเป็นกำลังใจให้หมอทุกคน

หมอแคทเปรียบเทียบข้อมูลค่ารักษาพยาบาลทางทันตกรรมจาก WHO ให้เห็นภาพมากขึ้น ค่าทำฟันต่อปีของคนทั้งโลกสามารถสร้างตึกสูงอย่าง Burj Khalifa ที่ดูไบ ได้ถึง 264 ตึก นั่นแปลว่ารัฐจะมีงบประมาณเหลือเพื่อไปพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากรด้านอื่นๆ เริ่มจากประชาชนเปลี่ยนพฤติกรรมและหันมาดูแลสุขภาพช่องปากของตัวเองมากขึ้น

“เป้าหมายใหญ่ของเราคือ อยากให้ประกันรองรับกระบวนการป้องกัน อยากให้รัฐบาลสนับสนุน เหมือนสามสิบบาทรักษาทุกโรค แต่อันนี้ไม่ต้องรักษา สามสิบบาทป้องกันทุกโรค รัฐมีเงินจ่ายให้ทุกคนเพื่อให้หมอฟันสอนคนไข้ดูแลตัวเอง

“เรื่องฟัน รัฐอาจจะไม่ได้มองว่าสำคัญอันดับแรก แต่ลองคิดดูว่า ถ้าไม่มีฟันสักซี่จะกินยังไง ถ้าไม่มีฟันสักซี่จะยังมั่นใจในตัวเองอยู่ไหม ถ้าไม่มีฟันสักซี่จะยังพูดรู้เรื่องหรือเปล่า มันทำให้คุณภาพชีวิตของคนคนหนึ่งดีขึ้นอย่างแตกต่างเลยนะ”

ProTech Dents คลินิกทันตกรรมที่เน้นการป้องกันโรคในช่องปาก ให้คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนเข้ารักษา

สายสัมพันธ์

โรคฟันอันตรายอยู่อย่างหนึ่ง บางคนไม่มีอาการบ่งชี้ ไม่มีสัญาณ จนกระทั่งมันวิกฤต

หลายคนคิดว่าไม่เป็นอะไร ไม่ต้องไปตรวจ ยิ่งไปเพื่อป้องกัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

“เราเลยใช้วิธีเปิดกล้องให้ดูเลย ไม่พูดมาก” หมอหัวเราะ “จะเห็นหินปูน เห็นเหงือกบวม บางคนเลือดอออก นอกจากกล้อง เราก็มีเครื่องมือแสดงตัวตนของโรคหลายอย่าง มีหลักฐานให้คนไข้เห็น ถ้าคนไข้เป็นหมี อย่าไปจี้เขาว่าทำไม่ดี ต้องให้กำลังใจ ถ้าเป็นอินทรีย์ต้องพูดให้เห็นภาพใหญ่ แล้วให้โจทย์ไปคิดต่อว่าจะทำยังไงต่อไปดี 

“หมอมีน้ำยาที่จะย้อมติดตรงที่มีคราบแบคทีเรียอยู่ สีที่แตกต่างกัน บอกอายุของคราบแบคทีเรียได้ว่าอยู่มานานเท่าไหร่แล้ว และเห็นได้เลยว่ามันกำลังผลิตกรดละลายฟันเราอยู่ โดยเฉพาะคนไข้ที่บอกว่าเพิ่งแปรงฟันเมื่อกี้นี้ ตามทฤษฎีแล้ว ถ้าย้อมสีต้องไม่ติดเลยนะ 

“หลังจากนั้นเราจะเอาผ้าก๊อซเช็ดแบคทีเรียออก นั่นแปลว่าถ้าแปรงดีๆ ก็ต้องออกเหมือนกัน คราวนี้คนไข้จะคิดต่อแล้วว่าทำไมทำไม่ได้และส่วนใหญ่จะบอกกลับมาเลยว่า งั้นหมอช่วยบอกหน่อยว่าต้องแปรงยังไงถึงออก คราวนี้ก็เข้าเกมเราแล้ว เราก็แนะนำเรื่องการทานอาหาร การดื่มน้ำเปล่า พอเขาทำแล้วมันดีขึ้นจริงก็เกิดเป็น Bonding เกิดความไว้ใจ พอเขาเชื่อใจเราแล้วก็จะไปแนะนำเพื่อน ครอบครัวให้มาพบกัน”

ในช่วงโควิด-19 คลินิกแห่งนี้อาจไม่ได้มีโปรโมชันส่วนลดเหมือนที่อื่น เพราะราคาที่ตั้ง หมอแคทคำนวณจากต้นทุนจริงบวกกับกำไรเล็กน้อยให้ดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ถ้าลดราคาได้แปลว่าตั้งราคาเกินจริง สิ่งที่เธอเลือกทำคือ หากเจอคนไข้ที่มีปัญหาเรื่องการใช้จ่ายในช่วงนี้ แต่ต้องรักษาฟันทันที หมอจะให้คนไข้ผ่อนกับบัตรเครดิต โดยรับผิดชอบค่าดอกเบี้ยให้แทน

คุณค่าที่แท้จริง

เป้าหมายของ ProTech Dents ในวันนี้ไม่ใช่การสร้างกำไรสูงสุด (Maximize Profit) แต่เป็นการทำคุณค่าและประโยชน์ให้คนอื่น เป็นเหตุผลให้คลินิกทันตกรรมแห่งนี้อยู่รอดในวิกฤตโควิด-19 ในขณะที่หลายๆ แห่งทยอยปิดตัวลง

“โควิดก็เป็นสาเหตุสำคัญ แต่อีกสาเหตุหนึ่ง ถ้าลองเปิดเฟซบุ๊กหรือไอจี จะเห็นว่าคลินิกทันตกรรมมีแต่โปรโมชันลดแลกแจกแถม แล้วทำแต่จัดฟัน ทำแต่บริการที่เหมือนจะทำเงิน เราเลยตั้งคำถามว่า ถ้าคนไข้ไม่ได้ตัดสินด้วยราคา แต่ละที่นำเสนอคุณค่าอะไรกัน นั่นเป็นกลยุทธ์ในการทำธุรกิจ ต้องยอมรับว่าเรียนจบมา เราไม่เคยเรียนรู้เรื่องการทำธุรกิจเลย เราเรียนรู้แต่ How-to ทำฟันคนไข้ยังไง 

“ถ้าสู้ด้วยราคาเลือกถูกอย่างเดียว เดี๋ยวก็มีคนถูกกว่าเรา เลือกคลินิกใหญ่สวย วันหนึ่งก็ต้องมีใหญ่กว่าเรา สวยกว่าเรา ใหม่กว่าเรา เลือกหมอดัง หมอดังก็วิ่งหลายที่ เลือกโลเคชันติดบีทีเอส เดี๋ยวก็มีคนติดบีทีเอสกว่าเรา ฉะนั้น ต้องหาคุณค่าที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ยากที่จะลอกเลียนแบบ”

ในทางกลับกัน หมอแคทก็พร้อมจะเผยแพร่องค์ความรู้และประสบการณ์ให้คนอื่นๆ เพราะนี่ไม่ใช่การแข่งขัน แต่เป็นการสร้างประโยชน์ในส่วนรวม จนได้รับเชิญไปบรรยายและสัมนาในหลายประเทศ ทั้งเวียดนาม สาธารณรัฐเช็ก และสิงคโปร์ โดยหวังว่าวันหนึ่งสิ่งที่ทำจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ

คำถามที่หมอแคทเจอจากลูกค้าเสมอคือ ถ้าหมอสอนแปรงฟันไปเรื่อยๆ อย่างนี้ สุดท้ายถ้าวันหนึ่งไม่มีคนไข้มารักษาเพราะไม่มีใครเป็นโรค ธุรกิจหมอจะทำอย่างไร ซึ่งเธอจะตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะทุกครั้งว่า 

“ไม่ต้องห่วง หมอตายไปสามรอบ ยังรักษาไม่หมดเลย”

ProTech Dents คลินิกทันตกรรมที่เน้นการป้องกันโรคในช่องปาก ให้คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนเข้ารักษา

Lessons Learned

  • ถ้าธุรกิจสร้างขึ้นมาเพื่อเป้าหมายที่ใหญ่กว่าการทำกำไร คุณอาจต้องอาศัยแรงคู่แข่ง มองคู่แข่งเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์อันจะไปสู่ปลายทางที่ยิ่งใหญ่ด้วยกัน
  • เข้าใจลูกค้าอย่างแท้จริง หาวิธีที่ดีที่สุดในการทำความรู้จักลูกค้า เพื่อจะได้สร้างสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์และแก้ปัญหาให้เขาอย่างยั่งยืน
  • หาคุณค่าของธุรกิจของตัวเองให้เจอ และแสดงให้ลูกค้าเห็นถึงความตั้งใจนั้น แทนที่จะต่อสู้ด้วยราคา ความสวยงาม หรืออะไรก็ตามแต่ ที่พร้อมจะมีคนขึ้นมาแทนที่ได้ตลอดเวลา และวันหนึ่งลูกค้าจะกลับมาหาเราอีก
  • ทุกคนในองค์กรไม่จำเป็นต้องเป็นคนแบบเดียวกัน เพราะจุดเด่นมาพร้อมจุดด้อยเสมอ บริหารคนโดยเลือกใช้ข้อดีของแต่ละคนถัวเฉลี่ยด้วยข้อด้อย เพื่อให้เกิดทีมสมบูรณ์แบบที่สุด และหลายครั้งการเห็นต่างของคนคนละประเภทก็สร้างสิ่งใหม่ๆ ได้มากมาย

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load