รื้อเสื้อผ้าในตู้ เลื่อนอินสตาแกรมดูว่าใส่ชุดไหนถ่ายรูปลงไปแล้วบ้าง ตบเท้าออกไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ เหล่านี้คือพันธกิจชีวิตอย่างหนึ่งที่ผู้หญิงหลายคนเผชิญเสมอเมื่อต้องหาเสื้อผ้าใส่ไปงานหรือใส่ในโอกาสอยากจะสวยต่างๆ แม้เราจะเต็มใจไปลองเสื้อผ้ากันคราวละหลายๆ ชั่วโมง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในบางครั้งมันก็ทำให้เราต้องปวดหัว และต้องใช้จ่ายเงินไม่น้อย

แต่แล้วไม่นานมานี้ Bchu Runway ธุรกิจบริการเช่าชุดแบรนด์เนมออนไลน์ ก็เริ่มมาปรากฏให้เราเห็นผ่านโซเชียลมีเดีย และวิดีโอโฆษณา ดูเป็นช่องทางที่น่าสนใจและน่าจะช่วยกอบกู้พันธกิจของเราไว้ได้ เราจึงไม่ลังเลที่จะไปพูดคุยกับ ศิตา ชุติภาวรกานต์ นักแสดงสาว และผู้ก่อตั้ง Bchu Runway ถึงไอเดียและเบื้องหลังการทำธุรกิจเช่ายืมเสื้อผ้าที่เป็นมิตรกับผู้หญิงเช่นนี้

ศิตา ชุติภาวรกานต์

“พอชีวิตมีโซเชียลเน็ตเวิร์กเข้ามา เราใส่เสื้อผ้าหนึ่งครั้ง เราลงรูป คนก็จำได้แล้วว่าเราใส่อะไรไป เราเลยตั้งคำถามว่า ทำไมเราจะต้องเสียเงินให้เสื้อผ้าหลักแสนหรือหลักหมื่นเพื่อใส่เพียงครั้งเดียว แล้วหลังจากนั้นก็ไม่รู้จะทำอะไรกับมัน หรือกลายเป็นมีเสื้อผ้าเต็มตู้แต่ไม่รู้จะใส่อะไรด้วย” คำกล่าวนี้คือประสบการณ์จริงของศิตา ไม่ใช่แค่เพียงเธอ แต่คนรอบตัวของเธอและผู้หญิงหลายๆ คนก็พบปัญหาเหล่านี้เช่นกัน และปัญหานี้ก็ได้จุดประกายให้เธอสร้างธุรกิจที่จะทำให้ผู้หญิงมีเสื้อผ้าแบบ unlimited ให้ผู้หญิงได้ใส่เสื้อผ้าคุณภาพอย่างแบรนด์ดีไซเนอร์ ในช่องทางเข้าถึงง่ายผ่านอินเทอร์เน็ตพร้อมด้วยการบริการเต็มรูปแบบ

Bchu Runway

คลิกเช่า สวมใส่ เฉิดฉาย แล้วส่งคืน

ในยุคสมัยที่ทุกอย่างดำเนินอย่างรวดเร็ว และเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (Sharing Economy) เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ศิตาตั้งใจให้ผู้หญิงของ Bchu Runway ใช้บริการแบรนด์ของเธอเหมือนกับที่ใช้รถโดยสารผ่านแอปพลิเคชันยอดนิยมในปัจจุบัน “คุณสามารถเดินทางได้โดยที่คุณไม่ต้องมีรถ เช่นเดียวกับที่สวมใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมได้โดยที่ไม่ต้องเป็นเจ้าของ เราอยากให้ Bchu Runway ตอบโจทย์ผู้หญิงสูงสุด และทำให้ทุกอย่างดำเนินผ่านช่องทางออนไลน์ เพียงแค่คลิกก็ได้ของ ใส่เสร็จปุ๊บเราก็ไปรับคืน ง่ายกับชีวิตคนเมือง และจบในสมาร์ทโฟนเครื่องเดียว” ศิตากล่าว

Bchu Runway

ก่อนพบคุณศิตาเรายังสงสัย การเช่าออนไลน์จะเหมือนกับการไปลองที่ร้าน ได้หมุนตัวให้ครบ 360 องศาเพื่อเช็กว่าเสื้อผ้าเข้ากับเราดีได้อย่างไร ข้อนี้ศิตาได้บอกกับเราว่า ในเว็บไซต์ของ Bchu Runway ถูกออกแบบมาเพื่อระบุรายละเอียดของเสื้อผ้าทุกตัว เพื่อบอกที่มาว่ามาจากแบรนด์ไหน ประเทศอะไร และให้ลูกค้าเทียบไซส์ได้อย่างสะดวก แต่หากลูกค้าอยากจะมาลองสวมเสื้อผ้าจริงๆ ก่อนเช่าก็สามารถมาลองได้ที่โชว์รูมของ Bchu Runway โดยจะมีสไตลิสต์คอยให้คำปรึกษาในทุกขั้นตอนการเลือกเสื้อผ้า หรือจะใช้ช่องทางแชตผ่านเว็บไซต์เพื่อปรึกษาก็ยังได้

“ลูกค้าบางคนถ้าเขามีสไตล์เป็นของตัวเอง เขาก็จะไม่ลังเลในการเลือก แต่ว่าลูกค้าหลายคนก็ต้องการสไตลิสต์ ซึ่งเราก็มีบริการให้ฟรี มีบริการปรับแก้ไซส์ให้ ยกเว้นบางแพตเทิร์นที่ไม่เหมาะกับการเย็บแก้ เช่น แบบที่ปักเลื่อมทั้งตัว มีบริการรับส่งเพื่อนำเสื้อผ้าไปให้และนำกลับคืนถึงที่ มีบริการซักทำความสะอาด โดยจะมีฝ่ายที่คอยตรวจเช็กสภาพสินค้าเมื่อลูกค้าส่งเสื้อผ้าคืน และคัดแยกเพื่อทำความสะอาดให้เหมาะสมตามเสื้อผ้าแต่ละตัว โดยราคาเสื้อผ้าที่ลูกค้าจ่ายไปรวมทั้งหมดทุกบริการแล้ว” ศิตากล่าว

เป็นพาร์ตเนอร์กับแบรนด์ดีไซเนอร์ เป็นกระบอกเสียงให้แบรนด์ไทย

นอกจากการบริการแบบครบครัน หนึ่งจุดขายของ Bchu Runway คือการที่เสื้อผ้าทั้งหมดในร้าน (ย้ำ ทั้งหมด เอามือทาบอกด้วยความตื่นเต้น) เป็นเสื้อผ้าใหม่จากแบรนด์ดีไซเนอร์ทั้งไทยและต่างประเทศ จากการทำข้อตกลงเป็นพาร์ตเนอร์กับแบรนด์โดยตรง นั่นหมายความว่าในทุกๆ ซีซั่น พร้อมกันกับที่เสื้อผ้าคอลเลกชันใหม่ปรากฏในช็อปของแบรนด์ต่างๆ เสื้อผ้าเหล่านี้ก็จะปรากฏบนเว็บไซต์ของ Bchu Runway พร้อมให้ลูกค้าคลิกเช่าทันที ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ต่างประเทศ เช่น Talula Bec & Bridge ไปจนถึงแบรนด์ไทยอย่าง Vickteerut Asava เป็นต้น

Bchu Runway Bchu Runway

เบื้องหลังไอเดียการทำข้อตกลงนั้นก็มาจากประสบการณ์ของศิตาอีกเช่นกัน ศิตาเล่าว่าเคยมีประสบการณ์เช่าชุดโดยที่ไม่ทราบว่าชุดเหล่านั้นได้ละเมิดลิขสิทธิ์จากแบรนด์หรือไม่ “เวลาไปเช่าชุดจากร้านบางร้านเราไม่รู้หรอกว่ามันเป็นของจริงหรือเปล่า มัน QC หรือเปล่า ตัดก๊อปปี้มาหรือเปล่า กลับกันการที่เราเป็นพาร์ตเนอร์แบบนี้ เราได้ช่วยแบรนด์ด้วย”

ทั้งในเว็บไซต์และโชว์รูมของ Bchu Runway มีเสื้อผ้าจากแบรนด์ดีไซเนอร์ไทยจำนวนมาก ปัจจุบันแบรนด์ไทยแม้จะเติบโตและได้รับความนิยมขึ้น เราน่าจะเคยพบเห็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของร้านเสื้อผ้าต่างๆ ที่ทำการลอกเลียนแบบและขายกันอย่างโจ่งแจ้ง หาพบได้ง่ายจนน่าขวัญเสียแทนดีไซเนอร์ไทยไม่น้อย ในมุมมองของศิตาที่รักแฟชั่น และสนับสนุนแบรนด์ไทยนั้นก็ได้แชร์กับเราว่า เธอหวังจะเป็นอีกกระบอกเสียงหนึ่งให้ดีไซเนอร์ไทยด้วย ศิตาเล่าว่า “ตอนนี้คนตอบรับแบรนด์ไทยเยอะขึ้นมาก แบรนด์ไทยมักถูกก๊อปปี้ไปขายเกิดเยอะ ทำให้คนมองแบรนด์ไทยว่าไปซื้อตามตลาดหรือสถานที่ต่างๆ เอาก็ได้ บางคนก็ไม่รู้ว่ามันคือแบรนด์ไทย ไม่คิดด้วยว่ามันคือการละเมิดลิขสิทธิ์แบรนด์มา หรือบางคนก็คิดว่า อ๋อ ดาราใส่เสื้อผ้าตัวนี้ก็คงเป็นแค่ชุดแฟชั่นที่ฮิตแหละมั้ง พอเรามาทำ Bchu Runway เราก็รู้สึกว่า เราได้เป็นกระบอกเสียงในการบอกให้คนรู้ว่านี่คือแบรนด์ไทยนะ นี่คนไทยทำ แล้วจริงๆ แบรนด์ไทยก็มีศักยภาพเทียบเท่ากับแบรนด์ต่างประเทศเลย ดูเอาจากลูกค้าตอนนี้ก็มีคนมาเช่าแบรนด์ไทยเยอะมาก”

Bchu Runway

ส่วนเรื่องราคาเราอดใจถามไม่ได้เลยว่า เสื้อผ้าที่ส่งเสียงร้องเรียกเราอยู่บนราวนั้น คิดเป็นราคาเช่าเท่าไหร่เมื่อเทียบกับราคาจริง ซึ่งคำตอบก็น่าชื่นใจแทนกระเป๋าสตางค์เป็นอย่างมาก เมื่อ Bchu Runway จะคิดราคาเช่าประมาณ 10% จากราคาจริง เป็นต้นว่าชุดราคาประมาณ 20,000 บาท เราก็จะจ่ายเพียง 2,000 บาท พร้อมกับบริการใดๆ ที่กล่าวไปตอนต้น ภายในเว็บไซต์ก็เช่นกัน Bchu Runway ระบุชัดเจนว่าราคาจริงเท่าไหร่ ให้เช่าเท่าไหร่ และถ้าลูกค้าอยากจะซื้อ ก็สามารถพรีออเดอร์ผ่านทาง Bchu Runway ได้ด้วย

ออกเดตถึงงานบวช XS ถึง Plus Size

กำลังคิดใช่ไหมว่า โอกาสที่เราจะได้เช่าเสื้อผ้ามาใส่มีมากน้อยแค่ไหนกัน ไปงานแต่ง งานเลี้ยงเท่านั้นหรือ

เปล่าเลย Bchu Runway ไปไกลกว่านั้นด้วยการแบ่งหมวดหมู่ของเสื้อผ้าตามโอกาสและวาระต่างๆ ในเว็บไซต์เพื่อให้ลูกค้าได้เลือกเสื้อผ้าตามใจชอบ และประเภทที่ว่านี้ก็มียิบย่อยมากๆ ตั้งแต่งานแต่ง งานรับปริญญา งานบวช โรแมนติกเดต ทริปท่องเที่ยว ชุดที่ใส่ในชีวิตประจำวัน และธีมสำหรับปาร์ตี้ เช่น ธีมแกสบี้ ศิตาบอกกับเราว่าการเพิ่มขึ้นของหมวดหมู่มาจากการสำรวจลูกค้าที่มาใช้บริการ และปรับเอาตามความต้องการของผู้หญิง

เช่าชุด

“บางธีมเราก็เพิ่มเอาจากความต้องการของลูกค้าที่เราพบ อย่างตอนแรกเราไม่มีธีมแกสบี้ แต่ทุกอาทิตย์จะมีคนมาถามหาเสื้อผ้าธีมนี้ เราก็เลยรู้สึกว่า เออ เราต้องทำแล้วแหละ เพราะเป็นโจทย์ประจำ บางทีเราก็เจอลูกค้าที่ตามหาเสื้อผ้าธีมแปลกๆ เหมือนกันนะ อย่างจะไปฟันดาบ ปวดหัวเลย เพราะไม่รู้ว่าจะหาเสื้อผ้าอะไรให้เขาใส่ไปฟันดาบดี

“สำหรับเรา เราคิดว่า Bchu Runway เป็นอะไรที่ตอบโจทย์ 365 วัน ไม่ว่าคุณจะไปงาน ไปกินข้าว ไปสังสรรค์กับเพื่อน เราก็มีเสื้อผ้าตอบโจทย์ทุกแบบ ไม่จำเป็นว่าคุณจะต้องเป็นเซเลบริตี้ เป็นซัมวัน แค่คุณอยากจะแต่งตัวแล้วรู้สึกว่าเสื้อผ้าที่มีมันซ้ำๆ เดิมๆ แต่ก็ไม่อยากจะไปซื้อใหม่มาเพื่อใส่ครั้งเดียว Bchu Runway ก็ตอบโจทย์ และมีการแบ่งประเภทให้เลยว่า เสื้อผ้าไปงานบวช ไปอีเวนต์ ไปกินข้าว งานรับปริญญา ฉะนั้นมันเหมาะกับผู้หญิงทุกคน” ศิตากล่าว

Bchu Runway

แน่นอนว่าไม่ได้มีแต่ผู้หญิงไซส์เล็กเท่านั้นที่รักการแต่งตัว เป็นที่น่าชื่นใจสำหรับสาว chubby (ใช้คำน่ารักให้ตัวเองรู้สึกชื่นใจ) อย่างผู้เขียนเอง ที่ Bchu Runway มีการสต็อกเสื้อผ้าตั้งแต่ไซส์ 0 ไปจนถึงไซส์ 18 เพื่อรองรับผู้หญิงทุกไซส์ และสต็อกในปริมาณที่มากพอสำหรับการให้บริการลูกค้าที่ต้องการใส่ตัวเดียวกันด้วย มีประโยคหนึ่งที่ศิตาพูดซึ่งทำให้เราชื่นใจไปอีกหนึ่งรอบก็คือ “ผู้หญิง Bchu คือใครก็ได้ที่แค่อยากจะสวย for a day เราจะเป็นตู้เสื้อผ้าให้คุณ”

เรียนรู้ไปพร้อมกับการเติบโตของ Bchu Runway

ด้วยความที่สร้างธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการบริการและชูโรงด้วยเสื้อผ้าแบรนด์เนม ศิตาได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กับการเติบโตของ Bchu Runway ว่า ความคาดหวังจากลูกค้าทำให้เธอและทีมละเอียดลออและต้องใส่ใจการบริการทุกเม็ด “ลูกค้าจะมองเราไม่เหมือนร้านเช่าเสื้อผ้าทั่วไป ร้านทั่วไปถ้าเสื้อผ้าโทรม หรือชำรุดเล็กน้อยลูกค้าก็จะรู้สึกแค่ว่ามันก็เป็นร้านเช่า แต่สำหรับ Bchu Runway มันไม่ใช่ การเซอร์วิสของเรามันถูกตั้งความหวังจากลูกค้า จริงๆ แล้วเราก็เป็นร้านเช่านั่นแหละ แต่เราพยายามสร้างให้มันมีบริการที่ดี และตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเรียนรู้คือ เราพลาดไม่ได้เลย เราจะต้อง QC ตลอดเวลา” ศิตากล่าวและเล่าอีกว่านอกจากความละเอียดในการทำงานแล้ว การโปรโมตผ่านทางช่องทางออนไลน์ก็เป็นส่วนสำคัญที่ต้องพยายามพัฒนาและสร้างความใกล้ชิด เชื่อใจให้ลูกค้าอยู่ตลอด สิ่งที่ Bchu Runway ทำอาจจะเหมือนคนที่ยังต้องพยายามตะโกนบอกลูกค้าอยู่เสมอว่าเราเป็นใคร และให้บริการอะไรคุณได้บ้าง

ศิตา ชุติภาวรกานต์

The rules

  1. รู้ว่าตัวเองชอบอะไร และแบ่งเวลาให้สิ่งที่เราชอบ เกิดมาครั้งเดียวเรารู้สึกว่าเราต้องทำสิ่งที่เรารักให้มากที่สุด ไม่ว่ามันจะมีกี่อย่าง เราก็จะพยายามทำให้หมด
  2. อดทน เราจะมีความอดทนสูงกับทุกๆ เรื่อง เห็นเป้าหมายของตัวเองชัดเจนเสมอ และค่อยๆ เดินไปอย่างแข็งแรง อาจจะบอกว่าเป็นคนมุทะลุก็ได้ แต่เรามองว่ามันเป็นการมุทะลุในทางที่ดี ถ้าเรายังไม่ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ เราก็จะอดทนไม่ยอมแพ้ ทุกอย่างที่เราได้มาตลอดเวลาที่ผ่านมา เพราะเรา take time และอดทน
  3. รักคนในทีมเหมือนครอบครัวของคุณ เราจะใกล้ชิดกับคนที่ทำงานด้วยกัน และไม่ทำให้รู้สึกว่านี่มันเป็นองค์กร แต่จะทำให้มันเหมือนงานกลุ่มที่เรารับผิดชอบร่วมกัน แต่ก็ยังเป็นเพื่อนกัน เราต้องรักกันแล้วทำให้โปรเจกต์เราสำเร็จ

Writer

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

นักศึกษาฝึกงานรหัส 001 ที่ใส่ต่างหูห่วงตลอดเวลา วางแผนจะอุทิศปัจจุบันและอนาคตให้การเขียน

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

‘Ericeira เมืองเซิร์ฟของประเทศโปรตุเกส-เขาหลัก ใน 20 ปี?’

นี่คือชื่อบทความออนไลน์ที่เราอ่านระหว่างทำความรู้จัก ‘Better Surf Thailand’ โรงเรียนสอนเล่นเซิร์ฟที่เกิดจากการรวมตัวของเซิร์ฟเฟอร์ในเขาหลัก ก่อนเดินทางไปสัมภาษณ์พวกเขา

บทความฉายภาพให้เห็นถึงเมืองประมงเล็ก ๆ เงียบ ๆ แห่งหนึ่งในโปรตุเกส ที่เติบโตจนพลิกฟื้นให้เมืองกลับมาคึกคักด้วยการโต้คลื่น และกลายเป็นจุดหมายปลายทางของผู้คนมากมายจากทั่วโลก

พวกเขามองว่าเขาหลักเองก็ไม่ต่างกัน และตั้งเป้าหมายว่าจะต้องทำแบบนั้นให้ได้

Better Surf วางพิมพ์เขียวของความฝันของตัวเองไว้อย่างไร ไปดูกัน 

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

First Sight

ที่นี่เริ่มมาจากคำชวนง่าย ๆ ของ ต๊ะ-ทวีโรจน์ เอี๋ยวพานิช เจ้าของเพจ Surfer’s Holiday ที่ชวน แมน-ชาติชาย สมพร นักกีฬาโต้คลื่นทีมชาติที่ประจำอยู่ภูเก็ต ให้ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาโต้คลื่นที่เขาหลักบ้านเขา 

แมนไม่รอช้า คว้าบอร์ดขึ้นมอเตอร์ไซค์มาสองคนกับเพื่อน เขาบอกว่ามาถึงตกดึกยังไม่ทันเห็นอะไร รุ่งเช้าวันถัดไปเขาถึงได้รู้จักคลื่นที่เขาหลักเป็นครั้งแรก โดยไม่ทันเอะใจว่าที่นี่จะกลายมาเป็นบ้านหลังที่ 2 ในที่สุด

การโต้คลื่นครั้งนั้นก็ยังไม่ใช่จุดเริ่มต้นของ Better Surf เสียทีเดียว ทั้งคู่เคยทำโปรเจกต์ Monkey Dive Hostel ด้วยกันมาก่อน โดยนำสปาเก่ามาปรับปรุงเป็นที่พักนักเดินทาง ค่อย ๆ เริ่มไปทีละขั้นทีละตอน ตั้งแต่ก่อสร้างไปจนถึงต้อนรับลูกค้าด้วยตัวเอง ทำให้ได้เจอกับ Co-founder คนที่ 3 เรมี-อาทิต์ยา จันทร์ประเสริฐ 

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

Better Surf, Better City

2 ปีแรกที่ Monkey Dive Hotel พวกเขาใช้เวลาช่วงหน้ามรสุมปิดโฮสเทลไปทำอย่างอื่น เพราะเป็นช่วงที่เกาะต่าง ๆ ซึ่งเป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวของจังหวัดพังงาปิดชั่วคราว ธุรกิจอื่นก็ซบเซาเสียจนเมืองเงียบเหงา 

พวกเขาเริ่มเห็นลู่ทางใหม่ แม้คลื่นลมในหน้ามรสุมทำให้การท่องเที่ยวบนเกาะเป็น Low Season แต่ก็เป็นคลื่นลมนี้เช่นกันที่ทำให้การโต้คลื่นสนุกขึ้น ช่วงพฤษภาคมจนถึงตุลาคมที่เคยเงียบเหงา จึงกลายมาเป็น High Season สำหรับการเล่นเซิร์ฟ ความคิดที่จะเปิดโรงเรียนสอนโต้คลื่นเพื่อทำให้มาเที่ยวพังงาได้ทั้งปีจึงเกิดขึ้น

ย้อนไปวันแรก แมนบอกว่ากังวลอยู่ไม่น้อย เพราะไม่ได้มีพื้นฐานทำธุรกิจมาก่อน แต่โชคดีที่ Co-founder ทั้งสามคนมีความรู้ในด้านที่ต่างกันลงตัวพอดิบพอดี เขาใช้ประสบการณ์ที่มีสอนทฤษฎีและการโต้คลื่น ขณะที่ต๊ะกับเรมีช่วยดูเรื่องแผนการตลาด และยังได้แรงสนับสนุนจาก คุณฉิ่ง-มนตรี ณ ตะกั่วทุ่ง เจ้าของสถานที่ผู้ที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันกีฬาโต้คลื่นในพังงาให้เติบโตอย่างทุกวันนี้

กิจการเริ่มขึ้นในปี 2018 กับการสอนนักเรียน 150 คนแรก พวกเขาทำเองเกือบทุกขั้นตอน ทั้งตอบอินบ็อกซ์ รับจองคลาสเรียน รวมถึงลงน้ำสอนโต้คลื่นด้วยตัวเอง จนมั่นใจว่าโรงเรียนจะไปต่อได้เลยเริ่มตั้งชื่อ 

พวกเขาอยากให้เป็นชื่อที่ดี เลยคิดจะใช้ Surf Thailand ทว่าคิดอีกที Better Surf Thailand น่าจะดีกว่า

เพราะสิ่งที่คิดจะทำ ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนโต้คลื่นในไทย แต่ต้องเป็นโรงเรียนสอนโต้คลื่นที่ให้ประการณ์ที่ดียิ่งกว่า เพื่อทำให้เขาหลักเป็นมากกว่า Surf Town และผลักดันธุรกิจท่องเที่ยวของเมืองให้เป็น Tourist Spot ให้ได้ ทั้งทีมเลยตั้งใจพัฒนา 2 ส่วนสำคัญ คือ โรงเรียน และ คอมมูนิตี้

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา
Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

Surf School’s System

“ผมมองว่าการสอนเซิร์ฟ มันมากกว่าลงไปเล่นแล้วยืนได้” แมนเล่าแบบนั้น “แต่เขาต้องแฮปปี้และปลอดภัย นั่นเป็นเป้าหมายที่เราหวังไว้”

เหตุผลที่เขาเลือกเป็นคนสอนพื้นฐานและทฤษฎีบนบกเอง เพื่อให้แน่ใจว่านักเรียนได้เรียนรู้ทักษะที่จำเป็นต้องใช้ในการปฏิบัติ เอาตัวรอดในน้ำได้อย่างครบถ้วนและถูกต้อง จากนั้นถึงจะส่งไม้ต่อให้ครูท่านอื่นสอนนักเรียนกับคลื่นจริงตัวต่อตัว

จากการซาวเสียงคนรอบตัว ส่วนใหญ่ที่ได้มีโอกาสโต้คลื่นครั้งแรก มักได้คำตอบรับกลับมาว่าสนุก ประทับใจ เพราะเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยสัมผัส ทำให้อยากกลับไปเรียนอีก 

แต่พอเราถามถึงการเล่นครั้งที่ 2 3 หรือ 4 ก็มีบางเสียงบอกว่ายากเกินไป เพราะหลาย ๆ โรงเรียนเน้นสอนแต่คอร์ส Try Surf และไม่มีบันไดขั้นอื่นให้เดินต่อ แต่ไม่ใช่กับ Better Surf

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

ระบบของที่นี่ส่งเสริมการเรียนของนักเรียนมากขึ้น โดยนำความรู้จากเนื้อหาของ ISA (International Surfing Association) มาย่อยเป็นทักษะต่าง ๆ ที่นักโต้คลื่นแต่ละระดับควรมี เขียนออกมาเป็นเอกสารสำหรับทั้งครูและนักเรียน ตั้งแต่ระดับ Beginner, Intermediate ไปจนถึง Advance ซึ่งเราไม่เคยได้เห็นจากโรงเรียนอื่น 

“เรามีเอกสารให้กรอกเลยว่า ใน 1 ชั่วโมงที่เรียน นักเรียนคาดหวังอยากเรียนรู้อะไร พอจบ 1 ชั่วโมงปุ๊บ ครูผู้สอนมีหน้าที่อธิบายและแนะนำว่า อะไรคือส่วนที่ทำได้ดีแล้ว และจะปรับปรุงส่วนไหนเพื่อให้ครั้งหน้าเล่นได้ดีขึ้น นักเรียนจะได้รู้ว่า แต่ละขั้นควรเรียนรู้อะไรเพื่อก้าวไปสู่ขั้นถัดไป และทำให้รู้ว่าที่มาเรียนนี่ผมไม่ได้เลี้ยงไข้คุณนะ” เขาหัวเราะ

แต่ในบางครั้งโดยเฉพาะช่วง High Season ที่คิวสอนของครูแต่ละคนยาวต่อเนื่องชั่วโมงต่อชั่วโมง ก็เกิดการฟีดแบ็กไม่ทันเช่นกัน เขาไม่นิ่งนอนใจและแก้ปัญหานี้ด้วยการทำกล่องคอมเมนต์ไว้ที่โต๊ะลงทะเบียนของโรงเรียน ซึ่งหย่อนได้ทั้งนักเรียนและคุณครู 

“ไม่มีคอมเมนต์ไหนที่ไม่ดีนะ เพราะการที่เขามาคอมเมนต์ แปลว่าเขาเห็นจุดอ่อน เห็นอะไรที่คิดว่ามันพัฒนาไปได้ไกลกว่านี้”

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

Soft Skill

ในปี 2019 ซึ่งเป็นช่วง High Season ความต้องการเล่นเซิร์ฟตื่นตัวมากเป็นประวัติการณ์ ที่นี่จึงจำเป็นต้องรับสมัครครูสอนเซิร์ฟเพิ่มเป็นครั้งแรก สิ่งที่น่าสนใจในการมองหาผู้ร่วมทีมคนใหม่ คือ Better Surf ไม่ได้มองหาผู้สมัครที่เล่นได้เก่งที่สุด แต่เลือกคนที่มีไฟในการพัฒนาตัวเองและการสอน 

Soft Skills คือสิ่งที่เขาบอกว่าเป็นทักษะสำคัญที่ครูแต่ละคนควรมี ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) เป็นสิ่งที่ต้องใช้เยอะมากในการสอน เพื่อสร้างความประทับใจและสร้างประสบการณ์การเรียนที่ดีให้กับนักเรียน เพราะครูผู้สอนเหมือนเป็นประตูด่านแรกในการเล่นกีฬาโต้คลื่น ถ้าได้รับประสบการณ์ที่ไม่ดี ก็อาจปิดประตูกีฬาชนิดนี้ไปเลย ทั้ง ๆ ที่มันเป็นกีฬาที่สนุก เปิดโอกาสให้ได้อยู่กับธรรมชาติ ได้พูดคุยกับผู้คน โดยไม่ต้องพะวงกับมือถือหรือโลกภายนอก 

“ผมบอกครูทุกคนว่า บทบาทของคุณสำคัญต่อการขับเคลื่อนองค์กรนะ เพราะถ้าไม่มีคุณ Better Surf ก็ไปต่อไม่ได้ หรือต่อให้ทำได้ก็ไม่มีทีมเวิร์ก ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ เราอยากให้คุณพัฒนาศักยภาพตัวเอง เพราะในอนาคต คุณมีฐานนักเรียนที่เขาแฮปปี้กับคุณ มันต่อยอดได้อีกเยอะ ไปที่อื่นก็มีคนตามคุณอยู่ เพราะเขารู้ว่าคุณเป็นครูแบบไหน”

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

Empower People

นอกจากความสนุกในการเล่น เราพบว่าอีกส่วนที่กีฬาโต้คลื่นทำได้ดีคือการสร้างเสริมความมั่นใจ แมนบอกเราว่า จริง ๆ แล้ว 80 – 90 เปอร์เซ็นต์ของนักเรียนเป็นผู้หญิง เพราะสื่อโซเชียลที่ทันสมัยทำให้ทุกคนมีโอกาสได้เห็นแรงบันดาลใจใหม่ ๆ เปลี่ยนภาพจำจากเซิร์ฟที่ดูเป็นกีฬาเอ็กซ์ตรีมของผู้ชาย ให้กลายเป็นกีฬาที่ใคร ๆ ก็เล่นได้

“พี่เรมีน่าจะเป็นอีกคนที่ Empower ให้ผู้หญิงไทยมาเล่นเซิร์ฟ”

แมนเล่าถึง Co-founder คนที่ 3 ที่ใช้เวลา 2 ปี เปลี่ยนการโต้คลื่นจากงานอดิเรกให้เป็นเรื่องจริงจังขนาดติดทีมชาติ และคว้าเหรียญทองแดงกลับมาจากการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 30 

Better Surf เองก็เคยทำแพ็กเกจ Solo Traveller ส่งสารถึงผู้หญิงทุกคนว่า การมาโต้คลื่นเป็นกิจกรรมที่ทำคนเดียวได้ ไม่ต้องรอใคร ไม่ว่าจะแข็งแรงดีหรืออกหักอยากพักใจ ก็จองคลาสเรียนมาได้เลย เพราะถึงแม้จะเดินทางมาคนเดียว ก็ยังมีเพื่อนผู้หญิงอีกหลายคนร่วมเดินทางด้วยกัน กลายเป็นคอมมูนิตี้แห่งใหม่ขึ้น

การเล่นเซิร์ฟทำหน้าที่เป็นเพื่อนใหม่ให้กับใครหลาย ๆ คน อย่างใน Barcadi Camp แคมป์เซิร์ฟแรกที่โรงเรียนจัด มีผู้ร่วมกิจกรรมหลายคนแชร์ประสบการณ์เรื่องภาวะซึมเศร้ากับการโต้คลื่น ว่าการได้มาลองโต้คลื่นในแคมป์เป็นประสบการณ์ที่ดี ทำให้ได้เจอเพื่อน เจอคลื่น พบกีฬาที่ชอบ และได้รับพลังกลับไป 

โรงเรียนสอนโต้คลื่นในเขาหลัก จ.พังงา ที่ช่วยขับเคลื่อนให้เมืองนี้กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง
โรงเรียนสอนโต้คลื่นในเขาหลัก จ.พังงา ที่ช่วยขับเคลื่อนให้เมืองนี้กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง

Ride the Right Wave

ช่วงปี 2019 เป็นปีสำคัญของโรงเรียน Better Surf เพราะเป็นปีที่มีทั้งจังหวะเติบโตและจังหวะหยุดอยู่กับที่ โควิด-19 ระลอกแรกทำให้ธุรกิจแทบทุกอย่างที่กำลังไปได้สวยหยุดชะงัก ในจังหวะนั้น ต๊ะเสนอทางรับมือกับปัญหาเกี่ยวกับนโยบายป้องกันโรคระบาดที่ผันผวนไปมา โดยวางแผนร่วมกับธุรกิจภาคโรงแรม เตรียมความพร้อมไว้รอวันที่การท่องเที่ยวกลับมาคึกคักอีกครั้ง เพราะเชื่อว่าเมื่อถึงเวลาที่เมืองเปิด คนจะกลับมา 

และก็เป็นอย่างที่คาดการณ์เอาไว้

หลังคลายล็อกดาวน์ จำนวนนักเรียนจากเดิมที่สอนแค่วันละ 5 – 7 คน ทะลุไปสู่หลักร้อย โดยเฉพาะช่วงสุดท้ายของซีซั่นปลายเดือนตุลาคม พอคำนวณรวบยอดทั้งซีซั่น พวกเขาสอนนักเรียนร่วมหนึ่งหมื่นคน นับเป็นนิมิตรหมายที่ดีต่อธุรกิจ แต่เมื่อทบทวนดี ๆ กลับพบว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ

“เราไม่ต้องการให้คนมาเรียนวันละ 100 คน เพราะไม่ได้มองว่าธุรกิจที่เราทำต้องได้ผลกำไรสูงสุด แต่อยากให้มันยั่งยืนมากกว่า เพราะถ้าเราโตเร็ว ก็อาจจะไปเร็วเหมือนกัน”

พวกเขาเลยกลับมาที่ Core Value คือการค่อย ๆ ขยายธุรกิจไปแบบไม่เร่งร้อน รับครูและพนักงานเพิ่มปีละ 1 – 2 คน ตามขนาดธุรกิจที่เติบโตขึ้น เพื่อเป็นฐานสำหรับการสร้างคอมมูนิตี้เซิร์ฟให้เติบโตไปอย่างแข็งแรงและยั่งยืน ซึ่งเขาวางแผนเอาไว้ว่า มีสิ่งที่ต้องพัฒนาทั้งหมด 5 อย่าง 

หนึ่ง การพัฒนาบุคลากร อบรมและสร้างมาตรฐานการสอนให้ครู เพื่อทำให้การมาเรียนโต้คลื่นสนุก ปลอดภัย นักเรียนอยากกลับมาอีก พร้อมกับสร้างความเข้าใจกับคนท้องที่เรื่องการเป็นเจ้าบ้านว่า Service Mind เป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งเราเป็นเจ้าบ้านที่ดี ถ้อยทีถ้อยอาศัยกับนักท่องเที่ยวได้เท่าไหร่ เศรษฐกิจท้องถิ่นยิ่งโตไปข้างหน้าเท่านั้น เพราะเมื่อนักท่องเที่ยวติดใจจนอยากกลับมาซ้ำ คนท้องถิ่นเองก็จะมีรายได้มั่นคงขึ้น ไม่ต้องไปย้ายถิ่นฐานไปไกลบ้าน

สอง จำกัดจำนวนผู้เรียนให้น้อยลงและไม่รับนักเรียน Walk-in เพื่อที่โรงเรียนจะได้จัดการบุคลากรอย่างพอดี ให้ครูแต่ละคนมีเวลาเตรียมตัว ทำความรู้จักพื้นฐานของนักเรียนแต่ละคนเต็มที่ ตั้งแต่ก่อนที่นักเรียนจะมาถึง เพื่อสร้างความประทับใจแรกให้กับนักเรียน และอีกด้านหนึ่ง Better Surf Thailand ต้องการทำหน้าที่การตลาดและเลือกที่จะกระจายนักเรียนไปยังโรงเรียนโต้คลื่นอื่น ๆ ที่มีมาตรฐานเช่นเดียวกัน อย่างเช่น Pakarang Surf School และ Seapiens Camp Khaolak ที่คอยทำงานและพัฒนาไปด้วยกัน

สาม สร้างโอกาสให้นักกีฬาเยาวชนได้พัฒนาศักยภาพเพิ่มขึ้น ด้วยการจัดสรรทั้งทุนและอุปกรณ์ ผ่านชมรมกระดานโต้คลื่นของจังหวัดพังงาที่มีต๊ะเป็นประธาน เพราะปัจจุบันมีนักกีฬารุ่นใหม่ทักษะดีที่รอการเจียระไนอยู่อีกมาก และพวกเขามองว่าจะประสบความสำเร็จในเวทีใหญ่ได้ไม่ยาก ถ้าหากได้รับการสนับสนุนที่ดีพอ

สี่ สนับสนุนให้นักเรียนลองขยับขยายไปเล่นที่อื่นอีกหลาย ๆ ที่ ไม่ว่าจะเป็นทะเลตะวันออก อย่างเขาแหลมหญ้าที่ระยอง หาดเจ้าหลาวที่จันทบุรี หรือฝั่งอ่าวไทย ตั้งแต่หัวหิน ปราณบุรี ถึงสงขลา ที่หน้า High Season ไม่ตรงกับฝั่งอันดามัน เพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสเล่นเซิร์ฟทั้งปี ไม่ใช่แค่ที่เขาหลัก เป็นการผลักดันให้ทุกที่มีรายได้เลี้ยงตัวเอง เติบโตเป็นเครือข่ายกีฬาโต้คลื่นที่แข็งแรงด้วยกันทั้งประเทศ

ห้า รณรงค์เก็บขยะ ไม่ใช่แค่ที่ Memories Beach ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียน แต่กระจายออกไปให้ทั่วทุกหาด ทุกพื้นที่ เพื่อทำให้ธรรมชาติสวยสะอาด ดึงดูดใจให้คนมาท่องเที่ยว 

เราเชื่อว่า 5 อย่างที่ทาง Better Surf กำลังตั้งใจทำอยู่ในตอนนี้ ประกอบกับธรรมชาติที่ดีของเขาหลัก จะพาให้พวกเขาไปถึงฝัน ในการใช้กีฬาโต้คลื่นพลิกฟื้นเมืองและธุรกิจท้องถิ่นให้กลับมาคึกคัก เป็น Tourist Destination แบบ Ericeira ได้ไม่ยาก และอาจจะไม่ต้องใช้เวลามากถึง 20 ปี 

“แมนคิดว่า 5 ปีก็น่าจะเริ่มเห็นผลแล้วนะ” คุณครูทิ้งท้ายไว้พร้อมรอยยิ้ม 

โรงเรียนสอนโต้คลื่นในเขาหลัก จ.พังงา ที่ช่วยขับเคลื่อนให้เมืองนี้กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง

Lessons Learned

  • การเลือกคนให้เหมาะกับงาน ต้องอ่านเนื้องานให้ขาด ถึงจะได้คนที่มีคุณสมบัติที่ถูกเหมาะสมแบบที่ Better Surf เลือกให้คุณสมบัติของครูผู้สอนมีไฟ เข้าใจ Soft Skills มาเป็นอันดับแรก เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับนักเรียน
  • การจับจังหวะเป็นอีกทักษะสำคัญของการทำธุรกิจ ต้องอ่านสถานการณ์ให้ออกว่าจังหวะไหนต้องหยุดรอ จังหวะไหนทำต่อได้ เพราะการฝืนทำในจังหวะที่ยังไม่ใช่ อาจจะทำให้ธุรกิจไม่ได้ไปต่อ
  • การจับคู่กับพาร์ตเนอร์ซึ่งทำธุรกิจที่ส่งเสริมกัน จะช่วยยกระดับให้เศรษฐกิจท้องถิ่นเติบโต พัฒนาไปได้ไกลกว่าการทำเพียงเจ้าเดียวโดด ๆ
  • พัฒนาธุรกิจไปพร้อม ๆ กับพัฒนาท้องถิ่นที่อยู่ เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนของทุกฝ่าย

Writer

นิปุณ แสงอุทัยวณิชกุล

สถาปนิกที่สนใจในงานเขียน สถาปัตยกรรม ที่ว่าง เวลา และหมาฟลัฟฟี่

Photographer

ณัฐปคัลภ์ ทัศนวิริยกุล

ช่างภาพอิสระ | ภูเก็ต ชอบหาของอร่อยกิน รักการใช้เวลากับคนรัก ig : Kenhitive

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load