ที่มาของ The Entrepreneur ตอนนี้เริ่มต้นจากเราสนใจ ‘ของเล่นดูแลต้นไม้ (คิวท์ๆ)’ ของ Uncle Ree’s Farm

คุยไปคุยมาเรากลับประทับใจองค์รวมของฟาร์มลุงรีย์ทั้งหมด ร้อนถึงโครงสร้างเนื้อหาคอลัมน์นี้ แต่โปรดจงมั่นใจในเรดาร์ความเป็นผู้ประกอบการและแผนธุรกิจ ฟาร์มลุงรีย์วันนี้ สนุกและมีเรื่องเล่ามากกว่าเดิม

เปลี่ยนภาพลุงรีย์ชายเลี้ยงไส้เดือนฮิปสเตอร์ ให้เป็นแค่ลุงรีย์-ชารีย์ บุญญวินิจ เจ้าของฟาร์มลุงรีย์ผู้ตั้งใจ ทดลองและสนุกกับการต่อยอดและพัฒนาฟาร์มอยู่ทุกวัน กลายเป็นเกษตรกรแบบเต็มเวลาและเป็นที่ปรึกษาพิเศษบริษัทออกแบบผ้าแบบชั่วคราว

แม้เวลาจะผ่านไปถึง 5 ปี โจทย์ของการเริ่มทำฟาร์มลุงรีย์ Uncle Ree’s Farm ก็ยังคงไม่เปลี่ยน ใครจะรู้ว่าจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของฟาร์มลุงรีย์คือ “ขยะกรุงเทพมันเยอะจังนะ”

“แล้วเราจะแปลงขยะให้กลายเป็นต้นทุนการเกษตรได้ไหม?”

เมื่อไม่ได้เป็นเกษตรกรตั้งแต่กำเนิด แล้วอะไรทำให้เขาต้องศึกษาและเอาจริงเอาจังกับการทำฟาร์มขนาดนี้ เราถาม

“ความรู้สึกของการปลูกต้นไม้แล้วต้นไม้ไม่ตาย แต่กลับงอกงามและเติบโต ยิ่งทำให้เราอยากปลูก อยากรู้ อยากศึกษา”

ปัจจุบันฟาร์มลุงรีย์เป็นทั้งฟาร์มและฮับ (hub) ของเพื่อนๆ บ้างเป็นเกษตรกรเจ้าของฟาร์ม บ้างเป็นเชฟและคนรักในการทำอาหาร บ้างเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาต่างๆ แต่สนใจการทำเกษตร ฮับที่นี่เป็นทั้งพื้นที่ช่วยกันวิเคราะห์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ และเป็นจุดจำหน่าย

‘พ.ศ. 2504 ลุงชื่อรีย์ตีกลองประชุม ชาวบ้านก็มาชุมนุม มาประชุมที่ฟาร์มลุงรีย์’

ฟาร์มลุงรีย์ กับการลากเส้นต่อจุดของแบรนด์ที่เปลี่ยนการทำฟาร์มให้เป็นเรื่องเท่

เกษตรศาตร์-สาระ-สน-เท่

หลายคนจำเขาได้จาก ฮิปสเตอร์หนุ่มเลี้ยงไส้เดือนกับชีวิตสโลว์ไลฟ์

“ความตั้งใจของผมคือ ‘เกษตรต้องเท่’ เพราะถ้าวัยรุ่นเข้ามาสนใจเราก็จะเห็นอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมายเลย แล้ววัยรุ่นสมัยนี้เก่งๆ ทั้งนั้น ผมอาจจะใช้เวลาถึง 5 ปี กว่าที่ผมจะได้บอกว่าทำไม ผมเมื่อ 5 ปีที่แล้วถึงต้องทำอย่างนั้น มันต้องเท่ก่อน มันต้องเข้าถึงคนจำนวนมากก่อน จนถึงวันนี้ที่ผมมีผลิตภัณฑ์จริง ทำฟาร์มได้จริง และอยู่ได้”

ในช่วงแรก ลุงรีย์เริ่มจัดการเศษผัก ข้าวที่หุงเสร็จ กากถั่วเหลือง เปลือกไข่ จนเริ่มค้นพบแนวทาง และไส้เดือนเป็นหนึ่งในเครื่องมือจัดการเศษผักทิ้งเหลือ ก่อนจะค่อยๆ เพิ่มจำนวนไส้เดือน เรียนรู้และต่อยอดออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เปิดวิชาเรียน เปิดให้เยี่ยมชมฟาร์มฟรี สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ จัดการขยะได้ปริมาณมากขึ้นและหลากหลายประเภทมากขึ้น

ลุงรีย์เริ่มต้นฟาร์มของเขาจากพื้นที่ขนาด 1 ช่องจอดรถให้กลายเป็นพื้นที่ขนาด 1 งานในช่วงเวลา 5 ปี และจากการเลี้ยงไส้เดือน วันนี้ที่นี่มีหมู เห็ด เป็ด และไก่

เป้าหมายของฟาร์มลุงรีย์ไม่ใช่การเปิดฟาร์มใหม่ที่ใหญ่ขึ้นแต่เป็นการกระจายแนวคิดการเปลี่ยนขยะเป็นสินค้าเกษตร หรือโครงการในอนาคตที่ลุงรีย์แอบเล่าให้เราฟังอย่าง Farm to Fitness ให้การทำฟาร์มที่ได้ทั้งเหงื่อได้ทั้งแรงสามารถสร้างรายได้เป็นผลผลิต

“แต่ตอนนี้กำลังสนใจเรื่อง smart farming เรื่องนี้กำลังเป็นที่พูดถึง แต่ความเข้าใจในเรื่องนี้ยังมีไม่มากนัก เราจึงอยากลงมือศึกษาและพิสูจน์ดูว่าเทคโนโลยีจะมาอยู่ร่วมการทำเกษตรอย่างไร”

เทคโนโลยี-สาระ-สน-เท่

“สิ่งแรกหากคุณจะทำ smart farming คุณต้องเริ่มจากการทำเกษตรแนวตั้ง

“สิ่งต่อมา คุณต้องรู้จักการรวมพื้นที่ สิ่งที่ใช้ความชื้น แสง อุณภูมิใกล้เคียงกัน จับมาไว้อยู่ในพื้นที่เดียวกัน เช่นเกษตรหลังเลิกงานที่ผมทำ การทำต้นอ่อนทานตะวัน เห็ด ไส้เดือน การเลี้ยงกุ้งก้ามแดง นำละอองน้ำที่เกิดจากการเลี้ยงกุ้งมาเพาะเห็ด เอาก้อนเห็ดเก่ามาเลี้ยงไส้เดือน หรือเอาก้อนเห็ดเก่าและมูลไส้เดือนมาเพาะต้นอ่อนทานตะวัน วนเวียนอยู่อย่างนี้ เหล่านี้เป็นตัวอย่างการจัดการรวมพื้นที่

“สิ่งที่สาม คุณต้องรู้จักฤดูกาล รู้จักจังหวะของการทำเกษตร เพื่อผ่อนสิ่งนี้มาเพิ่มสิ่งนั้นเพื่อที่จะไม่กลายเป็นเกษตรเชิงเดี่ยว”

มาถึงตรงนี้ ลุงรีย์บอกเราว่าเขาไม่สามารถเล่าทุกอย่างให้เราฟังโดยไม่พาเราเดินชมได้

แล้วเราจะรออะไรล่ะ

ถ้าคุณเห็นเสื้อผ้าและหน้าผมของผู้เขียน คุณจะเข้าใจว่าเราพร้อมมากแค่ไหน

Uncle Ree's Farm ฟาร์มลุงรีย์ กับการลากเส้นต่อจุดของแบรนด์ที่เปลี่ยนการทำฟาร์มให้เป็นเรื่องเท่ Uncle Ree's Farm ฟาร์มลุงรีย์ กับการลากเส้นต่อจุดของแบรนด์ที่เปลี่ยนการทำฟาร์มให้เป็นเรื่องเท่ Uncle Ree's Farm ฟาร์มลุงรีย์ กับการลากเส้นต่อจุดของแบรนด์ที่เปลี่ยนการทำฟาร์มให้เป็นเรื่องเท่

ฟาร์มรัก ฟาร์มรักเจ้าขา จู่ๆ ก็มาไม่ทันตั้งตัว

ฟาร์มอะไร ทำไมสนุกจัง

ทุกพื้นที่ในฟาร์มแห่งนี้เป็นพื้นที่ทดลองให้ลุงรีย์พบนวัตกรรมใหม่ๆ เขาย้ำกับเราหลายครั้งทุกการผสมผสานไม่ได้เกิดจากตัวเขา แต่เป็นเพราะการรู้ทฤษฎี ผสมผสานความสงสัยแล้วลองปรับใช้เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสม

ลุงรีย์เดินนำเราไปที่ Aquaponics ขนาดย่อมของเขา ตัวอย่างแรกของการรวมพื้นที่ปลูกพืชกับบ่อเลี้ยงปลาไว้ด้วยกัน

กลางบ่อ มีภาชนะปลูกพืชด้วยดินเผาลอยน้ำตั้งเรียงในระดับความสูงต่างกัน เกิดเป็นน้ำตกขนาดย่อมให้น้ำที่ไหลเวียนมีออกซิเจนอยู่ตลอดเวลา

ในน้ำ มีขี้กุ้งและขี้ปลาที่ลุงรีย์จะใช้จุลินทรีย์จัดการให้เหลือชิ้นเล็กๆ เพื่อให้ซึมเข้าสะสมในเม็ดบอลเซรามิกหรือเม็ดดินเผาลอยน้ำกลายเป็นสารอาหารให้พืชและเป็นที่ให้รากพืชเกาะ

นอกบ่อ มีแหนแดงที่ใครอาจมองว่าเป็นวัชพืชน้ำนิ่ง แต่จริงๆ เป็นอาหารอันโอชะของปลาสลิดในบ่อ และเมื่อปลาสลิดกินแหนมันก็จะไม่รังแกปลาตัวเล็กหรือกุ้งที่อยู่ร่วมบ่อเดียวกัน

“หลายครั้งที่การเลี้ยงปลาในบ่อนี้ไม่ได้เลี้ยงตั้งแต่เป็นตัวเล็กๆ เพื่อหวังจะกินเมื่อตัวโตใหญ่ แต่เป็นปลาที่รอพักน้ำจากบ่อของเพื่อนๆ ที่ทำฟาร์มปลา โดยที่ผมไม่ได้คิดค่าเช่าบ่อจากเพื่อนเพราะขี้ปลาที่เกิดขึ้นมีส่วนในการสร้างธาตุอาหารให้พืชที่ปลูกด้วย เรียกว่าเป็นการทำเกษตรแบบรู้จังหวะมากกว่าหวังผลทางตัวเงินเพียงอย่างเดียว”

เห็นแล้วก็คิดเหมือนกับลุงรีย์ว่าถ้าเปลี่ยนจากบ่อปลาคราฟต์มาเป็นบ่อ Aquaponics แบบนี้ก็คงสนุกดี

ฟาร์มที่มีจุลินทรีย์ดับกลิ่น

อยู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ ทำไมฟาร์มที่นี่ไม่มีกลิ่น และเหมือนลุงรีย์จะอ่านใจได้ เขาจึงชี้ชวนให้เราดูน้ำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงที่เขาภูมิใจนำเสนอ

จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงหรือจุลินทรีย์ที่ชอบแดด เป็นสิ่งที่ช่วยระงับกลิ่นจากสิ่งปฏิกูลโดยจุลินทรีย์จะช่วยย่อยให้โมเลกุลเล็กลง นอกจากชอบแดดมากๆ แล้ว จุลินทรีย์ชนิดนี้ยังเติบโตอย่างไม่จำกัด เพียงแค่กินไข่ขาวได้สารโปรตีน กินเปลือกไข่ได้แคลเซียมแล้วเติมน้ำส้มสายชูลงไปได้แคลเซียมคาร์บอร์เนต กินหอมแดงได้ซัลเฟอร์ นอกจากจะใช้ในการเกษตรแล้ว ยังสามารถดับกลิ่นส้วมได้ดีด้วย

“ผมเรียนเซรามิกมา ผมจึงท่องตารางธาตุและสูตรเคมีได้แม่นยำ” ลุงรีย์รีบตอบเมื่อเราทำหน้าสงสัย ว่าทำไมเกษตรกรอย่างเขาไม่เพียงพูดชื่อสูตรสารการทำจุลินทรีย์คล่องปาก ยังรู้จักประโยชน์จากสารเคมีเหล่านี้เป็นอย่างดี

Uncle Ree's Farm ฟาร์มลุงรีย์ กับการลากเส้นต่อจุดของแบรนด์ที่เปลี่ยนการทำฟาร์มให้เป็นเรื่องเท่ Uncle Ree's Farm

คนนี้มาแรงสัญชาตญาณบอก

ก่อนจะพาเดินไปดูที่เลี้ยงไส้เดือน ลุงรีย์แนะนำเราให้รู้จักกับไส้เดือน 3 สายพันธุ์ ได้แก่ ไส้เดือนพันธุ์แอฟริกัน กินเก่ง หนีเก่ง เพราะนอกจากจะกินเศษผัก กินมูลสัตว์ กินปุ๋ยคอก ยังสามารถกินเปลือกกล้วยทั้งหวีหมดภายใน 1 สัปดาห์ ไส้เดือนพันธุ์ Blue Worms เป็นสายพันธุ์ที่มีกลิ่นตัวหอมดอกไม้ มูลที่ได้จะละเอียดมากมีมูลค่าสูงถึงขีดละ 600 บาท และสุดท้ายไส้เดือนพันธุ์ลายเสือ จะมีหางเป็นลายเสือ มูลของมันเหมาะกับการเป็นอาหารสัตว์น้ำ

ระหว่างที่กำลังกล้าๆ กลัวๆ แอบมองการชอนไชของไส้เดือนตัวเรียวยาวอยู่นั้น ลุงรีย์ก็ชี้ชวนให้ดูบ่อปุ๋ยคอกอาหารอันโอชะของเหล่ากองทัพไส้เดือน ที่ไม่ส่งกลิ่นหอมลาเวนเดอร์ให้หงุดหงิดใจแม้เพียงนิดเดียว เพราะได้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงช่วยดับกลิ่น ก่อนเล่าถึงภาชนะการเลี้ยงไส้เดือนแบบวางตั้งเป็นแนวกำแพง ที่ควบคุมการให้น้ำและค่าความชื้นสัมพัทธ์ด้วยระบบสั่งการเซนเซอร์ที่เชื่อมต่อกับแอพพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ พร้อมเล่าจำนวนปุ๋ยจากไส้เดือนที่ผลิตได้ครึ่งตันในพื้นที่จำกัด อย่างพื้นที่ด้านหนึ่งของกำแพงบ้าน

อีกด้านหนึ่งของบริเวณเลี้ยงไส้เดือน เป็นห้องว่างขนาดหอพักที่ลุงรีย์ใช้เป็นห้องเลี้ยงกุ้งก้ามแดง

จากมูลไส้เดือนที่เต็มไปด้วยสารอาหารชั้นดีสำหรับต้นไม้แล้ว เมื่อนำมาอัดเม็ดให้มีหนักเพื่อที่ใส่น้ำแล้วจมลงไปเป็นอาหารกุ้ง เป็นมูลไส้เดือนอัดเม็ด ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าต่อยอดผลิตภัณฑ์ แล้วเปิดตลาดใหม่ ขายไส้เดือนตัวเล็กเป็นอาหารกุ้งโดยเฉพาะให้กุ้งตั้งท้องออกไข่ได้ดี ขณะที่สารอาหารจากมูลไส้เดือนช่วยให้กุ้งลอกครอบได้ดี

“ที่สำคัญเลย 80% ของวงการไส้เดือน เขาเลี้ยงไส้เดือนเพื่อส่งเป็นอาหารเลี้ยงกุ้ง แต่เรามองเห็นว่ามูลจากกุ้งจะช่วยทำให้น้ำในบ่อเป็นสีเขียวเพราะเต็มไปด้วยแพลงก์ตอนให้กุ้งไม่กัดกัน”

Uncle Ree's Farm

เห็ดในสิ่งเชื่อ เชื่อในสิ่งที่เห็ด

มาถึงห้องว่างไฮไลต์ของฟาร์มลุงรีย์อย่างห้องเพาะเห็ด

ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป เรารู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในแกลเลอรี่จัดแสดงงานศิลปะรูปเห็ดมากกว่าที่จะรู้สึกว่ากำลังอยู่ในเรือนเพาะชำเห็ดทั่วไป ลุงรีย์เรียกเจ้าเห็ดสีขาวโพลนดอกใหญ่นี้ว่าเห็ดหิมาลัย แค่ชื่อก็เผลอกลืนน้ำลายอย่างไรรู้ตัวแล้ว เห็ดหิมาลัยนี้เกี่ยวกับไส้เดือนอย่างไรเราจะเล่าให้ฟัง

หลังจากที่ลุงรีย์ทำน้ำหมักมูลไส้เดือน เขาเอากากมูลไส้เดือนที่เหลือมาใส่ผิวหน้าก้อนเห็ด เมื่อผ่านไป 1 สัปดาห์เราก็จะได้เห็ดหิมาลัยซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในเชฟ รสชาติออกนมๆ ถ้านำไปต้มจะให้รสสัมผัสเหมือนเนื้อไก่ แต่ถ้านำไปย่างจะให้รสสัมผัสที่เหมือนปลาหมึก

“ห้องเห็ดเป็นตัวอย่างของการทำ smart farming หรือใช้เทคโนโลยีกับเกษตรมากที่สุดเลย ผมจะตั้งค่าระดับความชื้น มีเซนเซอร์ที่จะปล่อยหมอกความชื้น มีเซนเซอร์ระดับความสูงดอกเห็ดที่จะทำให้ไฟ LED ทั้งหมดจะติดเพื่อคุมรูปทรงของเห็ดในแบบที่ต้องการไม่ว่าจะแบบอวบอ้วนหรือแบบสูงยาว เชฟบอกผมได้เลย

“จุดที่ยากคือ การเปิดไฟเพื่อควบคุมรูปทรงนี้จะต้องเปิดไฟให้แสงวันละ 10 ครั้ง ครั้งละ 2 นาที ดังนั้นเทคโนโลยีที่เข้ามาจะช่วยทุ่นแรงงานส่วนนี้ได้มาก แล้วยังเป็น reality marketing เพราะผมสามารถส่งรูปรายงานการเติบโตของเห็ดให้แก่เชฟได้ตลอดเวลาด้วย เป็นการเชื่อมเกษตร คนทำครัว และเทคโนโลยี เข้าไว้ด้วยกัน ที่สำคัญ เราทำฟาร์มเห็ดแบบไม่นึ่งก้อนเห็ด ซึ่งเกษตรกรต้องมีความรู้เรื่องจุลินทรีย์ เอาจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงมาระงับการเน่า เอามูลไส้เดือนมาระงับการขึ้นรา ควบคุมด้วยชีวภาพจริงๆ”

จำนวนผลผลิตของฟาร์มลุงรีย์เพียงพอต่อความต้องการของตลาดไหม เราถาม

“อยู่ที่ว่าตลาดนั้นคือใคร ถ้าเป็นเชฟที่อยากได้วัตถุดิบชั้นดีส่วนนี้เพียงพออยู่แล้ว แต่ถ้าตลาดคือคนหมู่มาก ส่วนนี้เราก็ต้องสร้างกันเพิ่ม ฟาร์มของเราเป็นเพียงโมเดลต้นแบบที่เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าสามารถทำและต่อยอดได้จริง ก่อนหน้านี้มีปัญหาว่าเกษตรกรไม่รู้ว่าจะเลี้ยงไส้เดือนแล้วไปขายใคร คำตอบก็คือไม่ต้องขายใครน่ะดีที่สุด แต่ต้องรู้จักและเข้าใจสิ่งนั้นมากพอที่จะต่อยอดด้วยตัวเอง อย่างการทำเห็ดถ้าไม่เป็นมูลไส้เดือน เห็ดหิมาลัยไม่มีทางออกดอกใหญ่ขนาดนี้ได้

“ใครจะเรียกผมว่าเป็นคนเลี้ยงไส้เดือนเหมือนเดิมก็ได้ เพราะผมก็แค่เป็นคนเลี้ยงไส้เดือนที่รู้ว่าจะเอามูลไส้เดือนไปต่อยอดทำอะไรได้อีกบ้าง และผมก็จะไม่หยุดแค่นี้”

เห็นลุงรีย์เล่นสนุกอย่างนี้ รายได้หลักจากฟาร์มลุงรีย์มาจาก หนึ่ง รายได้จากการเรียนการสอนทำเกษตรในแบบลุงรีย์

สอง ผลิตภัณฑ์จากไส้เดือนเพื่อการทำฟาร์ม เช่น ดินและปุ๋ย

สาม เป็นที่ปรึกษาแก่ฟาร์มหรือหน่วยงานต่างๆ ที่มีพื้นที่และตั้งใจพัฒนาให้เกิดฟาร์มแบบบูรณาการ

และสี่ ผลิตภัณฑ์กินได้จากฟาร์มลุงรีย์และเพื่อนลุง เช่น ปลาสลิด ไข่ไก่ ผักสลัด ส่งตรงถึงบ้านในชื่อ Uncle Drive

“แม้เราจะเป็นฟาร์มเล็กๆ แต่เราใช้วิธีชวนเพื่อนๆ ลุงมาร่วมกัน เป็นการชวนปลูกและชวนกิน เรามีลุงในเครือข่าย 10 – 20 คน แต่ละคนเป็นหัวหน้าในแต่ละส่วน บ้านทุกคนคือสต็อกสินค้า รถทุกคนคือรถส่งของ”

Uncle Ree's Farm Uncle Ree's Farm Uncle Ree's Farm

Garden Accessories

เดิมทีที่เราอยากคุยกับลุงรีย์ก็เพราะเรื่องอุปกรณ์ทำสวนน่ารักๆ สินค้าใหม่ของฟาร์มลุงรีย์นี่แหละ เพียงแต่เมื่อพูดคุยเรื่องราวการเติบโตที่ผ่านมาตลอด 5 ปี ที่เปลี่ยนภาพจำจากหนุ่มติสท์เลี้ยงไส้เดือนเก๋ๆ เป็นลุงรีย์ที่เอาจริงเอาจังกับไส้เดือน รักการทดลองและสร้างสรรค์กฎเกณฑ์การทำเกษตรใหม่ๆ จากทฤษฎีที่มีผสมผสานเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ในพื้นฐานความเป็นไปได้จนออกมาเป็นฟาร์มที่เชื่อมโยงออกไปและโยงทุกอย่างกลับเข้ามาด้วยไส้เดือน โจทย์แรกโจทย์กับวันที่เริ่ม

“ผมรู้สึกและอยากสื่อสารว่าเป็นเกษตรกรแต่ก็อย่าหารายได้ทางเดียว และส่งที่ผมทำได้มีไม่กี่อย่าง ดินปลูกกับดินปั้น”

จากพื้นฐานนักเรียนออกแบบเซรามิกและเครื่องเคลือบดินเผา ลุงรีย์นำสองสิ่งที่เขารักมาเจอกัน ด้วยประโยชน์ของเซรามิกในการดูดซับสารอาหารจากมูลไส้เดือนและเป็นที่อยู่ของจุลินทรีย์ เริ่มจาก Walnut เซรามิกในรูปทรงลูกวอลนัตที่เราใส่ปุ๋ยมูลไส้เดือนอัดเม็ดลงไปแล้วนำไปแขวนในตำแหน่งเหนือต้นไม้ที่ปลูก เมื่อรดน้ำแร่ธาตุในปุ๋ยจะค่อยๆ ละลายให้อาหารต้นไม้อย่างช้าๆ เพิ่มมูลค่าให้ปุ๋ยและเปลี่ยนทัศนคติที่คนเคยมีต่อมูลไส้เดือนไปในคราวเดียวกัน

ชุดใบไม้น่ารักหลากหลายขนาดที่เห็นตรงหน้ามีชื่อเรียก Oak Leaf ทำมาจากดินพื้นบ้านที่เผาในหลากหลายอุณหภูมิ วิธีการใช้คือนำน้ำหมักมูลไส้เดือนผสมน้ำแล้วแช่ใบไม้เซรามิกไว้ 15 นาที ใช้วางบนหน้าดินกระถางต้นไม้ให้ทั้งสารอาหาร รักษาความชุ่มชื้นที่หน้าดิน และให้ความสวยงาม

Uncle Ree's Farm ฟาร์มลุงรีย์ กับการลากเส้นต่อจุดของแบรนด์ที่เปลี่ยนการทำฟาร์มให้เป็นเรื่องเท่

ทำนะ ย่อมชนะอธรรม

คำแนะนำจากลุงรีย์สำหรับทุกคนไม่ว่าคุณจะทำเกษตรหรือไม่ก็ตาม

“ไม่มีอะไรชัดเจนตั้งแต่แรก คุณต้องลงมือทำก่อน และในตอนที่คุณคิดว่าสิ่งนี้น่าจะใช่ อยากให้ค่อยๆ คิดให้ดี ว่าคุณทุ่มเทกับสิ่งนั้นไปมากเท่าไหร่ หรือถ้าคุณอยากสโลว์ไลฟ์ หรือใช้ชีวิตในสไตล์แบบนี้ คุณต้องรู้จักคุมความเร็วของมันให้ได้ในจังหวะที่คุณอยากและจำเป็นต้องเร็วหรือช้า

“จริงๆ ของเล่นดูแลต้นไม้ที่ผมทำมันพูดแทนผมเยอะมากนะ อยากน้อยก็ช่วยบอกตัวตนของผมออกไปว่าศิลปะและเรื่องงานออกแบบเซรามิกยังอยู่ในตัวผมเสมอไม่ได้หายไปไหน”

ก่อนที่ลุงรีย์ทิ้งท้ายเรื่องมุมมองความรักชอบในออร์แกนิกและการตัดสินคนอื่นเพียงเพราะไม้บรรทัดมาตรฐานที่มาจากตัวเรา

“อย่าไปยึดติดมาก ถ้าจะอยู่ร่วมกับคนอื่น เขาจะทำออแกนิกส์ 100% หรือไม่ เราก็ต้องเข้าใจเขา เกษตรกรบางคนยังใช้เคมีไม่ใช่เพราะเขาไม่อยากเปลี่ยน แต่เขาอาจจะยังมีพันธะหรือภาระที่เขาจำเป็น อย่าตัดสินคนอื่นโดยมองเพียงผิวเผิน เขาอาจจะมีความคิดที่ดีมากแต่วันนี้เขายังต้องทำแบบนี้”

Rules

  1. ในหนึ่งวันต้องมีทั้งงานที่ปวดตัวและปวดหัว
  2. ลองขยายโต๊ะทำงานให้ใหญ่ขึ้น ทำงานที่ไหนก็ได้
  3. ไอเดียมันมักจะมาไม่รู้เวลาเสมอ ถ้าคิดออกให้รีบจดมันซะ

ฟาร์มลุงรีย์เปิดให้เข้าเยี่ยมชมและเรียนรู้การทำฟาร์มสไตล์ลุงรีย์ทุกวันอาทิตย์ เวลา 10:00-12:00 น. ที่อยู่ 19/29 เพชรเกษม 46 แยก 11 แขวงบางด้วน เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ 10160 หรือสอบถามเพิ่มเติมที่ Line ID: uncleree หรือโทร 061-414-5242

Facebook: Uncleree Farm

Instagram: @Uncleree Farm

 

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

เงิน 2,000 บาท

กับไร่กาแฟที่ทำมาตั้งแต่รุ่นปู่จนถึงรุ่นพ่อ แต่ถูกกดราคามาตลอด 30 ปี เพราะพูดภาษาไทยไม่ได้

เชื่อหรือไม่ว่า 2 สิ่งด้านบน คือสารตั้งต้นที่ทำให้ ABONZO Coffee อาณาจักรกาแฟของชาวอาข่าเติบโตและยิ่งใหญ่ ขยายกิจการจากดอยสู่ดิน คืนกำไรทุกอย่างภายใน 7 เดือน และกำลังขยายผลไปสู่การผลิตคนรุ่นใหม่มาช่วยกันส่งเสริมวงการ

หากวันนี้ไม่ได้มาสนทนากับ ภัทร-ภัทรชัย มงคลกุลผ่องใส หนุ่มอาข่าเจ้าของกิจการ คงไม่อาจรู้ได้เลยว่า ABONZO Paradise ปลายทางแห่งดอยช้าง จังหวัดเชียงราย ที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวตลอดปี คือผลลัพธ์ทางธุรกิจจากน้ำพักน้ำแรงที่ใช้ต่อสู้กับทัศนคติ ภาษา และความเหลื่อมล้ำที่ชาวไทยบนยอดดอยต้องเผชิญ

เราจับเข่าคุยกับเขาท่ามกลางความงามของธรรมชาติที่ประเมินค่าไม่ได้ ไถ่ถามความเป็นไปจนได้ทราบว่า

คนใหญ่ คนเล็ก ฝันใหญ่ ฝันเล็ก ไม่สำคัญ สำคัญว่าคุณกล้าลงมือทำหรือไม่ เพราะชายคนนี้ลงมือทำอย่างฉับไว เผื่อแผ่กำไรชีวิตให้คนรอบข้าง ธุรกิจที่ไม่เห็นแก่ได้ แต่เห็นแก่ให้ จึงถือกำเนิดขึ้น

ABONZO อาณาจักรกาแฟของชาวอาข่า ผู้กำเงิน 2,000 บาท ใช้ไร่ของปู่สานฝันที่เชียงราย

Fortune favors the prepared mind
ตั้งต้นจากไร่ของปู่และความพยายามของตน

อะบ๊อ ภาษาอาข่า แปลว่า ปู่, โซ คือชื่อคุณปู่ของภัทร

รวมกันคือ ปู่โซ สมาชิกครอบครัวรุ่นแรกที่เปลี่ยนพื้นที่ปลูกฝิ่นเป็นการปลูกกาแฟตามคำแนะนำของรัฐบาล แต่หลังจากได้รับเมล็ดพันธุ์ เกษตรกรกลับต้องหาช่องทางไปต่อเอง ซึ่งเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับชาวอาข่าที่พูดภาษาไทยไม่ได้ เพราะพวกเขาไม่รู้แหล่งขาย บางครั้งแบกกาแฟไปถึงเชียงใหม่กลับถูกพ่อค้าคนกลางหาเรื่องกดราคา แบกกลับมาก็ไม่คุ้ม จึงจำใจรับเงินอันน้อยนิดมา

วงการช่วงนั้นยังไม่เฟื่องฟู ช่วงหนึ่งครอบครัวรู้สึกท้อจึงกลับไปทำไร่แบบเดิมอีก กระทั่งกาแฟดอยช้างโด่งดัง พวกเขาจึงได้โอกาสส่งผลผลิตให้หลายบริษัท หนึ่งในนั้นคือ พี่อ๋า-ศุภชัย ศรีวิตตาภรณ์ เจ้าของ Bluekoff

ชีวิตเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากการสื่อสาร ทายาทรุ่นสามอย่างภัทรกลับกลายเป็นรุ่นแรกที่ได้เรียนภาษาไทย เพื่อเชื่อมคนเมืองกับคนดอยเข้าด้วยกัน รวมถึงต่อยอดธุรกิจให้ครบวงจรยิ่งขึ้น ทั้งพัฒนา แปรรูป และทำการตลาด ซึ่งหากไม่ทำ เขาบอกว่า น่าจะอยู่ยาก

“ค่าปุ๋ยปีนี้กระโดดขึ้นมา 100 เปอร์เซ็นต์ เราใช้วิธีออร์แกนิกคือตัดหญ้า ไม่ใช้ยา ค่าใช้จ่ายเพิ่มมา 200 เปอร์เซ็นต์ เฉลี่ยคนหนึ่งได้เงินแค่ 1,000 – 2,000 บาท ต่อเดือน พาร์ตที่ทำงานหนักที่สุดและได้เงินน้อยที่สุดคือเกษตรกร ดังนั้นจึงต้องเพิ่มมูลค่าให้ได้”

ABONZO อาณาจักรกาแฟของชาวอาข่า ผู้กำเงิน 2,000 บาท ใช้ไร่ของปู่สานฝันที่เชียงราย

สิ่งสำคัญต่อมาคือ องค์ความรู้ ส่วนสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ ความพยายาม

การไม่มีรองเท้าใส่ถือเป็นเรื่องเล็ก เมื่อเทียบกับฤดูหนาวที่เย็นถึงขั้วกระดูกในบ้านไม้ไผ่ไร้ผ้าห่ม ทั้งวันต้องเผชิญกับความหิวที่ไม่มีสิทธิ์คิดว่ามื้อต่อไปอยากกินอะไร ภัทรไม่กล้าฝันไปไกลกว่านั้น

โรงเรียนบนดอยช้างมีถึงแค่ ป.6 นักเรียน 300 คน ครู 1 คน ภัทรยังพูดภาษาไทยไม่ได้ เขาต้องออกจากบ้านตั้งแต่อายุ 12 ปี ไปสร้างกระต๊อบอยู่เองคนเดียวที่เทอดไทย เพื่อเข้าถึงการศึกษาขั้นต่อไป โดยมุ่งเน้นภาษาจีนแทน เพราะพ่อแม่หวังให้ไปทำงานที่ไต้หวัน ค่อยส่งเงินกลับบ้าน

แต่ก่อนถึงจุดนั้น เงินเรียนทุกบาททุกสตางค์ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงจากการแบกหามทุกวันที่มีเวลาว่าง เขาบอกตนเองไม่ใช่คนเก่ง แต่เป็นคนที่ไม่มีทางเลือก

วันแล้ววันเล่าผ่านไป พร้อมความคิดว่า จะไม่ยอมยากจน แต่จะทำอย่างไรให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น

ชีวิตของเขาระหกระเหินจากชายแดนที่เต็มไปด้วยยาเสพติดและการถูกทำร้าย สู่การเรียนพระคัมภีร์ในโบสถ์อเมริกันที่กรุงเทพฯ ตอนอายุ 18 ปี เรียนจบปริญญาโท เกือบตัดสินใจลงหลักปักฐานที่เมืองกรุง แต่พระคัมภีร์ท่อนหนึ่งหวนให้เขานึกถึงชาวอาข่าที่กำลังลำบากบนดอย 

ภัทรในวัย 30 ไร้เงินเก็บ ตัดสินใจกำเงิน 2,000 บาทสุดท้ายกลับบ้าน เพื่อเปลี่ยนชีวิตตนเองและพวกพ้องให้ดีกว่าเก่า

ปีแรกของว่าที่นักธุรกิจ เริ่มจากการรับจ้างเก็บกาแฟในไร่

ปีที่สองรับซื้อกาแฟข้างถนนให้กับพี่ที่รู้จักคนหนึ่ง ใช้แรงกายในการแบกหามผลผลิตกว่า 5,000 กิโลกรัม

ปีที่สามขอพี่คนเดิมแปรรูป ทั้งที่ตนทำไม่เป็น ก่ออิฐไม่ถูกจนเตาแตกจากแรงดัน เมล็ดกาแฟตกพื้น ต้องไล่เก็บทีละเม็ด เพราะไม่มีเงินชดใช้ค่าเสียหาย

ABONZO อาณาจักรกาแฟของชาวอาข่า ผู้กำเงิน 2,000 บาท ใช้ไร่ของปู่สานฝันที่เชียงราย

เมื่อเก็บประสบการณ์ไปเรื่อย ๆ ภัทรเห็นว่าการขายกาแฟในประเทศไทยเป็นเรื่องยาก จึงเริ่มต้นที่ต่างประเทศแทน การเรียนพระคัมภีร์ทำให้เขาได้ภาษาอังกฤษ จึงหอบผลิตภัณฑ์ไปขายฝันถึงอเมริกา ได้ออเดอร์แรกเต็ม 2 ตู้คอนเทนเนอร์ หนักประมาณ 40 ตัน แต่ความตื่นเต้นอยู่ที่เขาไม่มีทั้งกาแฟและโรงแปรรูป สุดท้ายจากมิตรไมตรีที่เคยสร้างจึงได้โรงคั่วเก่ามาเป็นตัวช่วย และมีชาวบ้านมาเป็นกำลังหลักทำให้ภารกิจแรกสำเร็จด้วยดี

ธุรกิจของเขาเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ชาวต่างชาติสนใจอยากบินมาดูกิจการ 

ABONZO ที่ไร้ตัวตนจำต้องหาฐานที่มั่น ภัทรเริ่มหาทำเลตั้งโรงแปรรูปอย่างจริงจัง ซึ่งร้านสุดคลาสสิกพร้อมโรงคั่วของเขายังตั้งอยู่ด้านล่าง จากนั้นจึงขยับขยายเปลี่ยนไร่กาแฟเป็นร้าน ABONZO Paradise ในปัจจุบัน ก่อนขยายสาขาลงไปสู่ตัวเมืองเชียงราย และกำลังมีแผนเปิดที่กรุงเทพฯ ในอนาคต

“อุปสรรคในการเปิดร้านมีแน่นอน แต่ผมไม่ได้บอก เพราะมันไม่เยอะเท่าสิ่งที่ผมเจอตอนเด็ก เหมือนพระเจ้าเตรียมผมไว้ให้พร้อมรับความกดดันและการเติบโต”

ABONZO Paradise
เบื้องหลังสรวงสวรรค์บนดอยช้าง

ABONZO = อาข่า

นิยามอันยิ่งใหญ่ที่แม้กิจการจะเดินทางมาไกล แต่ก็ยังไม่ลืมต้นกำเนิด แม้จะมีบางช่วงที่ อารุ แยซอกุ อายว่าตนเป็นชาวอาข่า จึงเปลี่ยนชื่อเป็น ภัทรชัย มงคลกุลผ่องใส แต่สุดท้ายความภูมิใจในเรื่องนี้ก็ถูกใส่ไว้ในไบเบิลการทำธุรกิจของเขา โดยเฉพาะการตั้งชื่อและการออกแบบ 

โลโก้แบรนด์เป็นลายภูเขา สะท้อนถึงชนเผ่าบนดอย ชื่อที่พัก ARUTO Village มาจากชื่อเดิมของภัทร และการตกแต่งสิ่งปลูกสร้างด้วยไม้ไผ่ก็ได้แรงบันดาลใจจากบ้านยุคเก่าที่เขาเคยต้องทนหนาว

ABONZO อาณาจักรกาแฟของชาวอาข่า ผู้กำเงิน 2,000 บาท ใช้ไร่ของปู่สานฝันที่เชียงราย

การแสดงออกถึงความเป็นอาข่าถือเป็นการเล่าเรื่องเพื่อการตลาดส่วนหนึ่ง แต่ภัทรเชื่อว่าหากทำการตลาดจากเรื่องเล่า แต่คุณภาพกาแฟไปไม่ถึง คนจะซื้อด้วยความสงสารเพียงครั้งเดียว ดังนั้น กาแฟจึงต้องพัฒนา เมื่อพัฒนาแล้วผลผลิตจะทำให้เขาโด่งดัง ทั้งยังเล่าเรื่องได้มากกว่า

ส่วนองค์ประกอบสำคัญในการทำธุรกิจของเขา อย่างแรกที่ถูกบอกเล่าคือ ‘จินตนาการ’ 

“ผมเรียนไม่เก่ง ถูกกลั่นแกล้งเลยไปอยู่หลังห้อง มีเพียงศิลปะวิชาเดียวที่ชอบ ผมได้ใช้ทักษะนี้ตอนทำกาแฟ เพราะกาแฟเป็นเรื่องของศิลปะและการออกแบบ สถานที่ทั้งหมดผมออกแบบเองและช่วยกันทำ”

สิ่งที่สองคาบเกี่ยวกับสิ่งแรกคือ ‘การทำแบรนดิ้ง’ แต่ในอีกทางต้องรู้จักปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม ภัทรออกแบบร้านกาแฟในเมืองให้เข้าตาวัยรุ่น ขณะที่บนดอยต้อนรับผู้ใหญ่

สิ่งที่สามคือ ‘ความไม่กลัวที่จะลงทุน’ เพราะเมื่อสิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนไว เขาต้องคิดให้ไวเช่นกัน เงินที่ได้จึงไม่เคยถูกเก็บ แต่ถูกนำไปลงทุนต่อ เขาไม่ซื้อสิ่งของที่ไม่จำเป็นหรือทำเงินให้ไม่ได้ 

ยกตัวอย่าง การลงทุนสร้างร้านใหม่บนดอยช้าง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าด้านล่าง 2 เท่า ภัทรลงทุนไปราว 20 ล้านบาท ใช้เวลาคิดเพียง 2 สัปดาห์ ด้วยตอนนั้นมีคู่แข่งทางการตลาดและคาเฟ่เพิ่มขึ้น ลูกค้าต้องการขึ้นดอยเพื่อชมวิวและสูดอากาศบริสุทธิ์ หากไม่ขึ้นมาเปิดบนทำเลใหม่ที่สูงและสวยกว่าเก่า ลูกค้าย่อมหาย

“สิ่งที่ยากที่สุดคือการทิ้งสิ่งที่เราลงทุนมา จะขยับทีหนึ่งต้องกล้าและต้องไวในเวลาที่เหมาะสม ผมเปิดร้านนี้ในช่วง High Season พอดี พฤศจิกายนปีที่แล้ว แค่ 5 – 6 เดือน เราคืนทุน”

เราถามเขากลับว่า มีการคำนวณเพื่อดูความเป็นไปได้ของการลงทุนบ้างไหม

“สมมติรายได้ที่พักคืนละ 35,000 รายได้จากร้านกาแฟ ซื้อของฝาก อาหาร 40,000 – 50,000 บาท ช่วงฤดูท่องเที่ยวตีไปวันละแสน คำนวณแค่นี้ พอเอาเข้าจริง ๆ ไม่ได้เหวี่ยงมาก บางทีเกินกว่าที่คิดไว้”

เขาเล่าต่อถึงการทำที่พัก ARUTO Village ซึ่งแรกเริ่มไม่ได้ตั้งใจสร้างเพื่อเอากำไร หากแต่เป็นการเอาคอนเนกชันเพื่อต่อยอดธุรกิจ

“ผมเรียนรู้หลายอย่างจากคนที่มาพักซึ่งเป็นเจ้าของกิจการ หลายคนมีบ้านพักตากอากาศที่ไปแค่ปีละครั้งสองครั้ง 

“เราสงสัยว่าบ้านทั้งสวยทั้งใหญ่โต ทำไมไปแค่ไม่กี่ครั้ง แต่คนกลุ่มนี้คิดอีกแบบ เขาชวนลูกค้าที่ต้องการร่วมธุรกิจไปพัก กินอิ่ม หลับสบาย เสร็จแล้วดีลงาน จบงาน แค่งานเดียวก็คืนทุนทั้งหมดที่ลงไปกับบ้านพักตากอากาศ”

ABONZO อาณาจักรกาแฟของชาวอาข่า ผู้กำเงิน 2,000 บาท ใช้ไร่ของปู่สานฝันที่เชียงราย
ABONZO ธุรกิจของชาวอาข่าผู้เปลี่ยนเงิน 2,000 บาทและไร่ของปู่ สู่อาณาจักรกาแฟเพื่อชาวอาข่าและชุมชนชาวดอยในเชียงราย

ภัทรจึงคิดเช่นกันว่า การสร้างที่พักของเขา แม้จะขายไม่ได้ก็เป็นไร เพราะถือเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้ารายใหญ่ของเขาเอง นอกจากนี้เขายังมองว่า กาแฟและที่พักคือเรื่องเดียวกัน เพราะคนที่ชอบกาแฟมาพักเพื่อศึกษาเรื่องนี้ได้ เรียกว่าเป็นการส่งเสริมกิจการในเครืออย่างสมบูรณ์

Pass coffee on to the next generation
จิบจากรุ่นสู่รุ่น

อีกหนึ่งสถานที่ใหม่ ABONZO Tokyo กำลังจะเปิดใกล้ 2 มหาวิทยาลัย บนพื้นที่ 13 ไร่ ขยายความเป็นไปได้สู่วงการชาและโกโก้ แต่เหตุผลที่ยิ่งใหญ่กว่าการขยายกิจการคือ การสร้างสถานศึกษาเพื่อผลิตนักธุรกิจชาวดอยที่ช่วยสานต่อการพัฒนาชุมชน

ภัทรในวัย 39 บอกว่า มีเกิดย่อมมีตาย แต่เราจะตายในอีกกี่ปี สิ่งที่ยั่งยืนจึงเป็นองค์ความรู้ของนักธุรกิจที่มีอุดมการณ์และความเข้าใจ โดย ABONZO Tokyo จะรับเด็กมหาวิทยาลัย 12 คน มาอยู่ด้วยกันตลอดระยะเวลา 4 ปี อำนวยความสะดวกตั้งแต่ที่พักและพื้นที่เรียนรู้ศาสตร์อันหลากหลาย ไม่จำเป็นต้องมุ่งเน้นที่กาแฟเพียงอย่างเดียว

ปีแรก ค้นหาตัวเอง รักอะไรก็ได้ตั้งแต่พืชพันธุ์ จนถึงแฟชั่นดีไซน์

ปีที่สอง เรียนรู้กับผู้เชี่ยวชาญด้านนั้น ๆ ตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน

ปีที่สาม เริ่มสร้างธุรกิจของตัวเอง และรู้จักทำการตลาด

ปีที่สี่ มีรายได้จากสิ่งที่ศึกษา เชื่อมต่อกับชุมชนที่ตนเองอาศัย

ไม่ว่าจะไร่ โรงคั่ว ที่พัก หรือสถานศึกษาที่กำลังจะเกิด ภัทรมองว่านี่เป็นเพียงการตอกเสาเข็มเพื่อการเป็นแบรนด์ท้องถิ่นของชาวอาข่าที่ก้าวขึ้นสู่เวทีโลก

ABONZO ธุรกิจของชาวอาข่าผู้เปลี่ยนเงิน 2,000 บาทและไร่ของปู่ สู่อาณาจักรกาแฟเพื่อชาวอาข่าและชุมชนชาวดอยในเชียงราย

ส่วนในระดับท้องถิ่น ธุรกิจของเขาต้องส่งเสริมสมาชิกชุมชน โดยเฉพาะวัยรุ่นกว่า 400 – 500 ชีวิต ที่หลายครอบครัวไม่มีกำลังส่งเรียน เมื่อเด็กทำงานหนักไม่ได้เหมือนคนรุ่นเก่า พวกเขาหลายคนพ่ายแพ้ให้กับอบายมุขรอบตัว

“ชีวิตคนดอยเป็นแบบนี้ แต่ไม่มีโอกาสพูด ต้นทุนที่เราต้องจ่ายสูงมาก ไม่มีโรงเรียน ลงไปก็พูดไทยไม่ชัด โดนล้อ เรียนข้างล่างต้องหาหอพัก มีมอเตอร์ไซค์ ค่าอาหาร พ่อแม่ต้องมีเงินระดับหนึ่ง ความพยายามของเราต้องมากกว่าเขาเป็นเท่าตัว แต่ผมเชื่อว่าความลำบากสร้างชีวิต”

เจ้าของ ABONZO ไม่อาจแก้ปัญหาทั้งหมด แต่เขาช่วยสร้างงานให้เด็กเหล่านั้นได้ เริ่มจากที่พักที่สร้างงานให้เด็กได้อีก 4 – 5 คน ร้านกาแฟที่ต้องการเด็กอีก 10 คน รวมถึงโรงงานแปรรูป แต่หากธุรกิจอยู่แค่บนดอยจะสร้างงานไม่ได้มากกว่านี้ จึงเกิดแนวคิดว่า หากขยายร้านไปทั่วไทย เขาจะส่งเด็กในหมู่บ้านไปเทรนด์ใน Coffee Academy ที่กำลังวางแผนบนดอย และส่งวัยรุ่นไปตามร้านกาแฟที่เขาเปิดใหม่ได้

หลังจากนั้นจึงให้ถือหุ้น เพื่อรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ 

ในอนาคต เจ้าของ ABONZO จะไม่ใช่แค่ภัทรคนเดียว แต่เป็นคนในชุมชน

ABONZO ธุรกิจของชาวอาข่าผู้เปลี่ยนเงิน 2,000 บาทและไร่ของปู่ สู่อาณาจักรกาแฟเพื่อชาวอาข่าและชุมชนชาวดอยในเชียงราย

อีกหนึ่งกรณีน่าศึกษา คือการเปิดตัว ร้าน ABONZO in town ซึ่งเป็นการลงทุนครั้งแรกที่ขยายอาณาจักรจากดอยสู่เมือง วันเปิดร้านคือวันแรกที่ล็อกดาวน์ เงินที่ลงไปจำนวนมหาศาลเหมือนถูกโยนเข้ากองไฟ 

แต่ใครจะเชื่อว่าหลังรอคอยอย่างอดทน ร้านเปิดวันแรกพร้อมคนจำนวนมากที่หลั่งไหลเข้ามา ในช่วงโควิด-19 คนนอกอยากเข้ามาเที่ยว และคนเชียงรายร่วมใจกลับบ้าน เพียงแค่ 7 เดือน เขาคืนทุนทุกอย่าง

“เราเรียนรู้และมีความฝัน เมื่อ ABONZO in town เปิด เราคิดว่าจะไม่มีวันล้ม โควิด-19 มากี่รอบ เราเรียนรู้จากมัน หากเปิดในเมืองต้องคำนึงถึงการออกแบบและที่จอดรถ เมื่อมีแผนจะเปิดร้านต่อไป เราจึงนำสิ่งนี้มาปรับใช้”

การมีร้านกาแฟไม่ใช่เรื่องยาก แค่วางแผนและก่อสร้างก็ถือว่าเปิดร้านได้ แต่จะทำธุรกิจอย่างไรให้ประสบความสำเร็จและไม่ตาย เคล็ดไม่ลับของภัทรคือ ความทุ่มเท ทุ่มพลังงานเกินร้อย เวลาเกินร้อย และเงินเกินร้อย สนุกกับทุกเช้าที่ตื่นมาและมีปัญหารอให้แก้

ไม่ว่าจะธุรกิจไหน เขาเชื่อว่าประสบความสำเร็จได้ทั้งหมด

ABONZO ธุรกิจของชาวอาข่าผู้เปลี่ยนเงิน 2,000 บาทและไร่ของปู่ สู่อาณาจักรกาแฟเพื่อชาวอาข่าและชุมชนชาวดอยในเชียงราย

Lesson Learned:

  • อย่ารอโอกาส แต่จงสร้างโอกาส เว้นแต่สภาพการณ์ต้องการความอดทน จงรออย่างมุ่งมั่น ไม่ใช่รออย่างท้อแท้
  • อายุเป็นเพียงตัวเลข อย่าให้เป็นอุปสรรคในการฝันหรือลงมือทำในสิ่งที่ตั้งใจ เพราะไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ประสบความสำเร็จได้เช่นกัน
  • ทุกธุรกิจต้องการเวลาและความทุ่มเทขั้นสูงสุด
  • ธุรกิจที่ดีและมีที่ทางไปต่อ คือธุรกิจที่ไม่เห็นแก่ได้ แต่คืนกำไรให้ชุมชนและคนรอบกาย ไม่ว่าจะเป็นตัวเงินหรือโอกาส
  • อย่าใช้เรื่องเล่าของความสงสารในการเรียกลูกค้า แต่ใช้คุณภาพสินค้าเป็นตัวชูโรง ให้เรื่องเล่าเป็นกำลังเสริมที่คนพูดถึงเป็นสิ่งต่อมา

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load