จากช่างภาพและเจ้าของโปรดักชันเฮาส์ผู้มีพื้นฐานมาจากฝั่งงานโฆษณา ต้องมาดำเนินธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ไม้ชื่อดังอย่างแบรนด์ Saiyart Collection ดุสิต เสมาเงิน ต้องเรียนรู้และค้นหาแก่นแท้ที่ซ่อนอยู่ในงานศิลปะกับชีวิตของผู้คนอย่างไรบ้าง

งานทุกชิ้นของ Saiyart Collection ไม่ใช่การนำไม้เก่ามารีไซเคิลเท่านั้น แต่ใส่ศิลปะลงไป มีเรื่องราว มีคอนเซปต์ ของงานแต่ละชิ้น ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่ทำให้งานของ Saiyart Collection มีจุดเด่นแตกต่างจากงานเฟอร์นิเจอร์ไม้อื่นๆ

“ทำไมคนเราต้องมีเฟอร์นิเจอร์ไม้ดีๆ สักชิ้น” เราถาม

“ผมเชื่อว่าบางอย่างคนเราก็ต้องการเปลี่ยนแปลงตลอด และก็มีบางอย่างที่คุณอยากให้อยู่คงทนคลาสสิกเป็นมรดกต่อไป และโต๊ะไม้ของไสยาสน์ก็ไม่ได้อยู่ทนแค่ยุคคุณ แต่จะอยู่คู่ไปถึงลูกหลาน ที่แปลกคือลูกค้าส่วนใหญ่เป็นลูกค้าประจำ ด้วยตัวงานเราไม่ใช่ของที่จะใช้ไป 3 – 4 ปีแล้วสึกหรอ เขาซื้อเพราะเขาต้องการเสพงานศิลปะ บางคนยังพูดติดตลกว่าอยากสร้างบ้านใหม่เพื่อซื้องานของไสยาสน์เพิ่ม”

ถ้าใครที่รักงานไม้และเข้ามาดูกระบวนการทำงานทั้งหมด จะเห็นว่าแต่ละชิ้นไม่ธรรมดา มันเต็มไปด้วยความใส่ใจ การใช้เวลาและฝีมือ ที่มาที่ไปของวัสดุและเรื่องราวที่อยู่ในนั้น

Saiyart Collection, ดุสิต เสมาเงิน

เหตุผลที่เราไม่คุยกับดุสิตในคอลัมน์ทายาทรุ่นสอง เพราะเราพบว่าแก่นแท้ของการตั้งใจรักษาคุณค่าของแบรนด์ Saiyart Collection นี้ไปไกลกว่าการรับสืบทอดกิจการ ในวันที่ไม่มีเสาหลักเขาดึงศักยภาพทีมงานและความเชื่อความศรัทธาให้แบรนด์นี้ไม่ได้ฟื้นคืนชีวิตแค่ไม้เก่า แต่คืนชีวิตและเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้งไว้อย่างครบถ้วน ทำให้เรามองเฟอร์นิเจอร์ไม้โต๊ะใหญ่เบื้องหน้าเรานี้ต่างไปจากเดิม

“ผมรู้ตัวว่าไม่เก่งมากเรื่องธุรกิจ แต่ผมก็รู้ตัวอีกเหมือนกันว่าถ้ารักจะเป็นศิลปินหรือทำงานศิลปะก็ต้องทำให้อยู่รอด สิ่งที่ทำได้คือพยายามตามให้ทันโลก ไม่ยึดติดกับสิ่งเดิมๆ ต้องยอมรับว่าโลกทุกวันนี้มันหมุนเร็วมาก ผมคงไม่สามารถก้าวนำหน้ามันได้ แต่อย่างน้อยก็ขอก้าวไปกับมัน ไม่หยุดหรือฝืนกับกระแส เชื่อมั่นในสิ่งที่ทำและหากทำได้ให้อธิบายเรื่องราวให้คนเข้าใจ ให้คนรู้ว่าเราสามารถทำอะไรกับไม้ได้บ้างจากเครื่องมือและและทักษะพื้นฐาน

“ก่อนหน้านี้ผมไม่ได้มองว่าตัวเองจะชอบงานไม้ ตอนที่ผมแต่งคอนโดตัวเองผมก็ซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่ดูทันสมัย จนกระทั้งวันหนึ่งผมพบว่างานโมเดิร์นมันไม่สนุกอีกต่อไปแล้ว มันอยู่กับเราแค่ปี สองปี เราก็เบื่อก็ต้องเปลี่ยน แต่โต๊ะบางตัวของคุณพ่อที่อยู่บ้าน มันตั้งอยู่ตรงนี้ที่เดิมมา 7 – 8 ปีแล้ว มันไม่โดดเด่นจากเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ ในบ้าน แต่ขณะเดียวกันผมไม่เคยรู้สึกว่ามันน่าเบื่อหรือแปลกแยกเลย”

Saiyart Collection
Saiyart Collection
Saiyart Collection

The Beginning

จุดเริ่มต้นของแบรนด์ Saiyart Collection มาจากอาจารย์ไสยาสน์ เสมาเงิน ศิลปินศิลปาธรกิตติคุณ สาขาออกแบบเชิงสร้างสรรค์ ประจำปี 2551 ผู้เชี่ยวชาญด้านเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่ผสมผสานการออกแบบและแนวคิดที่ร่วมสมัย จนทำให้ Saiyart Collection เป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ไม้สัญชาติไทยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

เริ่มจากอาจารย์ไสยาสน์ทำงานเป็นพนักงานธนาคารในส่วนงานสำรวจสถานที่เพื่อก่อสร้างธนาคารสาขา แล้วย้ายไปทำงานเป็นหัวหน้าคนงานของบริษัทรับติดตั้งเฟอร์นิเจอร์จากอิตาลีที่ประเทศซาอุดีอาระเบียและบาห์เรน จึงได้เรียนรู้เรื่องเฟอร์นิเจอร์สำหรับการทำงานในปัจจุบันแม้ว่าจะไม่ใช่งานไม้ แต่ก็เป็นงานถอดประกอบเหล็กและอะลูมิเนียม

ก่อนจะกลับมาทำร้านรับซื้อของเก่ามาซ่อมชื่อร้านร้อยแปดพันเก้าที่ตลาดนัดสวนจตุจักร มีที่มาจากการเดินทางไปยังที่ต่างๆ ทั้งภาคเหนือ ภาคกลางตอนบน และพื้นที่ชนบท ทำให้อาจารย์ไสยาสน์พบเจอล้อเกวียน รางข้าวหมู อุปกรณ์เครื่องใช้ที่ทำจากไม้ ถูกทิ้งอยู่ตามใต้ถุนบ้าน ด้วยความเสียดายคุณภาพและรูปทรงของไม้เก่าจึงตัดสินใจซื้อไม้เก่าเหล่านี้กลับมาที่ร้าน แล้วลองสร้างงานขึ้นมา เป็นการสร้างงานครั้งแรกของไสยาสน์ด้วยวิธีการประกอบล้อเกวียนเป็นโต๊ะ เก้าอี้ ศาลาบ้าน เรียกว่างาน Folk Art หรือแนวคันทรี่ ความสำเร็จของงานชิ้นนั้นวัดได้จากการมีงานลักษณะนี้วางขายอยู่ในทุกที่ แต่เป็นงานที่นำแนวคิดนี้ไปเลียนแบบ

ในความตึงเครียดจากการเลียนแบบครั้งนั้น อาจารย์ไสยาสน์แปลงเปลี่ยนเป็นพลังในการพัฒนางาน จนกลายเป็นแบรนด์ Saiyart Collection ที่บอกเล่าตัวตนในแนวทางที่ร่วมสมัยมากขึ้นและเข้ากันดีกับวัสดุที่ยังมีเรื่องราวอย่างไม้ อย่างงานโต๊ะที่เป็นลายเซ็นของ Saiyart Collection ทำมาจากไม้จากเรือเอี้ยมจุ๊นเก่าที่เคยเป็นพาหนะลำเลียงขนส่งสำคัญก่อนถูกทิ้งร้างเพราะกาลเวลา นอกจากความแข็งแรงและความสวยงามของไม้สัก ไม้ตะเคียน ไม้ประดู่ ไม้แดง ไม้เต่ง ยังเต็มไปด้วยร่องรอยการใช้งานและเรื่องราวของชีวิตที่ผูกพันกับเรือ เช่นรูที่เกิดจากแผ่นไม้เจาะเชื่อมกับกระดูกงู จนเกิดเป็นลวดลายเฉพาะ

Saiyart Collection ,ไสยาสน์ เสมาเงิน

เดิมลูกค้าจะชินกับการเห็นโต๊ะที่เป็นไม้เรียบๆ ก็จะมีความรู้สึกว่าทำไมงานของไสยาสน์มีตำหนิ แต่เมื่อบอกเล่าเรื่องราวที่มาที่ไปลูกค้าก็เข้าใจและเห็นคุณค่าสิ่งนี้

“มีเรื่องตลกคือบางครั้งที่โต๊ะออกมาเรียบร้อยสวยงามมากไป ลูกค้าบอกกับเราว่า ‘ขอโทษนะครับอาจารย์ ช่วยเจาะให้มันเป็นรูปและอุดรูให้มีลายหน่อยได้ไหมครับ’ กลายเป็นแบบนั้นเลย”

ดุสิตเล่าว่า สมัยก่อนวงการเฟอร์นิเจอร์ไม้จะนิยมทายูนิเทนให้เกิดความเงา ซึ่งสำหรับ Saiyart Collection เชื่อเรื่อง finishing หรือพื้นผิวสัมผัสในงานที่เสร็จแล้วก็ต้องให้ความรู้สึกว่านี่คือไม้ มีความนุ่มและพื้นผิวที่แสดงธรรมชาติที่สุด

ตลอดเวลาเราได้ยินดุสิตพูดถึงความเป็นไสยาสน์อยู่เสมอ แล้วความเป็นไสยาสน์เป็นอย่างไร เราถาม

Life is Calling

“ความเป็นไสยาสน์ของ Saiyart Collection ลำดับแรกคือการต่อชีวิตไม้

“เราเชื่อว่าชีวิตของไม้อยู่คู่กับชีวิตของผู้คน เริ่มตั้งแต่เป็นแหล่งผลิตออกซิเจน ให้ร่มเงาเมื่อยามมีชีวิต เป็นวัตถุดิบในการทำเครื่องมือเครื่องใช้ ที่พักและยานพาหนะ โต๊ะตัวนี้อาจจะเคยเป็นเรือที่วิ่งมาแล้วกว่า 30 ปี เราอาจไม่รู้ว่าเรือลำนี้ผ่านการบรรทุกและลำเลียงสิ่งใดมาบ้าง แต่อย่างน้อยมีคนที่อยู่อาศัยกับเรือลำนี้มาช่วงชีวิตหนึ่งก่อนจะกลายเป็นโต๊ะตัวหนึ่งที่เต็มไปด้วยเรื่องราว”

Saiyart Collection
Saiyart Collection
Saiyart Collection
Saiyart Collection

Saiyart Artist Carpenter

ความเป็นไสยาสน์ลำดับที่สองคือ ความประณีตที่สืบทอดภูมิปัญญาช่างไม้ไทยผสมกับการพัฒนางานในแบบของไสยาสน์เอง

“ไม่ใช่แค่ตัวคุณพ่อ แต่เป็นสิ่งที่เราอยากให้ช่างไม้ทุกคนก้าวข้ามจากช่างไม้มาเป็นศิลปินสร้างสรรค์ เพราะภูมิปัญญาของช่างไม้ไทยมีมากกว่าการทำแค่วงกบประตู”

ด้วยประสบการณ์และองค์ความรู้ขององจารย์ไสยาสน์ผสมผสานเข้ากับเทคนิคและภูมิปัญญาของช่างไม้โบราณทำให้ Saiyart Collection แตกต่างจากแบรนด์เฟอร์นิเจอร์อื่นๆ เช่น การเข้าไม้หรือการเชื่อมต่อชิ้นไม้อย่างพอดีและแน่นหนา การเพาะไม้หรือการต่อขนาดความกว้างของไม้ให้ได้ขนาดที่ต้องการ แต่ปัจจุบันอาจจะมีปัญหาเรื่องน้ำหนักของไม้เราจริงใช้วิธีเจาะขันเพื่ออัดไม้เข้าหากัน

“สำหรับผมแล้วไม้เป็นสิ่งมีชีวิต คำว่ามีชีวิตหมายถึงมีการยืดหดขยายตัวอยู่ตลอดตามอุณหภูมิรอบตัว และข้อดีของไม้เก่าคือไม้ค่อนข้างอยู่ตัวแล้วขณะที่ไม้ใหม่ๆ จะมียางอยู่ในตัว มีความชื้น”

All You Need is Art

ลำดับที่สามคือ การสร้างศิลปะรับใช้สังคม

“คุณพ่อเป็นคนที่มีทั้งภูมิปัญญาเดิมและลองผิดลองถูก นอกจากเรื่องการต่อชีวิตไม้ คุณพ่อเป็นคนชอบงานศิลปะมาก เวลาเดินทางท่านจะชอบดูงานประติมากรรมต่างประเทศมาก และยังรู้สึกอิจฉาทุกครั้งที่เห็นงานศิลปะมากมายในที่ต่างๆ สิ่งหนึ่งที่ท่านเชื่อเสมอคือ ศิลปะควรจะอยู่คู่กับคน เพราะนอกจากจะจรรโลงใจยังสะท้อนสังคมได้อีกรูปแบบหนึ่ง”

เดิมทีอาจารย์ไสยาสน์อยากทำงานศิลปะล้วนๆ เลย แต่ด้วยความเชื่อที่ว่าเป็นศิลปินก็ต้องอยู่รอดให้ได้และต้องทำให้เข้าถึงคนให้ได้ หากคนเราเสพศิลปะด้วยการมองและคิดเองเพียงอย่างเดียวซึ่งคนจะเข้าถึงยาก วิธีการทำให้งานศิลปะเข้าถึงคนของอาจารย์ไสยาสน์ก็คือการทำงานศิลปะให้มีฟังก์ชัน หรือเฟอร์นิเจอร์ที่มีศิลปะผสมผสานเข้าไป แทนที่จะเป็นประติมากรรมเฉยๆ ก็สามารถใช้งานได้ โดยให้ความสำคัญกับพื้นฐานการออกแบบ

“สิ่งหนึ่งที่นักออกแบบมักจะลืมคือเรื่องพื้นฐานของการใช้งานที่ควรจะเป็น ความสูงของโต๊ะ เก้าอี้ มุมองศาพนักพิง เป็นตัวเลขพื้นฐานที่นักออกแบบรุ่นใหม่มักจะมองข้ามโดยมุ่งสนใจแต่หน้าตาและความสวยงาม”

รวมไปถึงงานประติมากกรรมขนาดเล็กอย่าง table top ที่มีที่มาจากความที่ประติมากรรมทั่วไปมีขนาดใหญ่มาก ลูกค้าที่จะเข้าถึงได้จำกัดอยู่เพียงบ้านหรือองค์กรขนาดใหญ่ อาจารย์ไสยาสน์จึงเริ่มทำงานชิ้นขนาดเล็กลงมา

“คุณพ่อเก่งเรื่องจัดวางองค์ประกอบมาก วิธีการคือขึ้นกับวัตถุดิบที่มี บ้างเป็นลูกเปตอง เครื่องมือช่าง ท่านจะเอาสิ่งเหล่านั้นมาสเกตช์ในหัวก่อนทำขึ้นมา จัดแสดงและจำหน่ายไปกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในปัจจุบันทีมงานยอมรับว่าจะยังไม่ผลงานทำใหม่ๆ ขึ้นมาจนกว่าจะไปให้ถึงแก่นแท้ของความเป็นไสยาสน์ เสมาเงิน”

Saiyart Collection
Saiyart Collection
Saiyart Collection

Bound to Be

ความไสยาสน์ลำดับที่สี่คือ ความผูกพันระหว่างผลงานและศิลปินช่างไม้ผู้สร้าง

ช่วงที่อาจารย์ไสยาสน์เสียชีวิต ดุสิตบอกเราว่าเขาไม่มั่นใจเลยว่าพวกเขาทีมงานทุกคนจะก้าวต่อไปได้ไหม

“พวกเราไม่ต้องการได้รับคำชมเพียงแค่งานดีงานสวย แต่แค่บอกว่า ‘นี่แหละ งานไสยาสน์’ และเราก็ได้รับคำนั้นมาจริงๆ จึงมั่นใจว่าความเป็นไสยาสน์ที่คุณพ่อหล่อหลอมพวกเรานั้นอยู่ในตัวทีมงานทุกคนจริงๆ เราเรียกคอนเซปต์ของงานช่วงหลังที่พวกเราก้าวข้ามความเสียใจนี้ว่า ผลิใบ แสดงถึงเรากำลังจะเดินต่อ เช่นเดียวกับในอนาคตที่เราต้องคิดต่อไปว่าเราจะไปในทิศทางไหน”

งานของ Saiyart Collection มีสองรูปแบบ หนึ่งคือ งานที่มาจากความต้องการของลูกค้า และสองคือ งานที่ช่างจะทำกันอยู่ตลอดเมื่อมีเวลา โดยดุสิตเป็นคนคิดคอนเซปต์รวมและคิดภาพคร่าวๆ ก่อนตกผลึกร่วมกันกับช่างโด่งผู้ทำงานใกล้ชิดอาจารย์ไสยาสน์และเข้าใจความเป็นไสยาสน์ไม่น้อยกว่าใคร โดยร่างบนกระดาษจะเปิดโอกาสให้ช่างที่รับผิดชอบมีส่วนร่วมในการคิด และพัฒนาแบบอยู่เรื่อยๆ ในกระบวนการผลิตจนออกมาเป็นงานที่สมบูรณ์

ดุสิตยังบอกอีกว่า เหตุผลที่ทำให้งานแต่ละชิ้นของ Saiyart Collection มีเอกลักษณ์และมีคุณค่าในตัวเองเป็นเพราะงานเหล่านี้ไม่ใช่งานอุตสาหกรรม ช่างทุกคนของไสยาสน์ฯ (ยกเว้นช่างสี) จะได้รับการมอบหมายงานเป็นชิ้นงานไม่ใช่งานเป็นชิ้นส่วน เช่น คนนี้ทำเก้าอี้แตงโม ก็ต้องทำทั้งตัว ไม่ใช่คนนั้นทำส่วนขา คนนั้นทำประกอบ เพราะฉะนั้นช่างทุกคนจะใส่ใจและใส่ตัวตนลงไปในงานตัวเอง ทุกคนรู้สึกว่างานนี้เป็นงานของฉัน งานที่ออกมาจึงมีความผูกพันกับตัวผู้สร้าง โดย Saiyart Collection จะออกแสดงงานปีละหนึ่งครั้งที่งานสถาปนิก เหล่าทีมช่างก็จะคอยถามว่าเก้าอี้ตัวนี้ของผมเป็นยังไงบ้าง มีคนสนใจไหม ซื้อไปหรือยัง

Saiyart Collection
Saiyart Collection

We Just Want the World Dance, Forget About the Price Tag

ดุสิตเล่าว่า สิ่งหนึ่งที่ลูกค้าต้องยอมรับคือราคาที่สูง ส่วนหนึ่งเพราะไม้จริงที่ทั้งทำงานยากจำเป็นต้องใช้เวลากว่าปกติ แต่ถึงแม้ราคาสูงแต่มั่นใจได้เลยว่างานของ Saiyart Collection ไม่ใช้งานราคาแพง

ราคาแพงคือราคาของสิ่งที่ลูกค้าได้รับไม่คุ้มค่ากับที่ต้องจ่าย

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคนหรือวัสดุที่จำกัดการทำงาน ดุสิตมองเป็นความท้าทายและโจทย์ที่ต้องแก้ไขต่อไป

“วัสดุนับวันจะหายากขึ้นเรื่อยๆ เราไม่ปฏิเสธว่ามีบ้างที่เราจำเป็นต้องใช้ไม้ใหม่ในการทำงาน แต่ยังคงพยายามใช้ไม้เก่าให้มากที่สุด จากที่เคยหาไม้เก่าขนาดยาวมากก็ต้องคิดหาวิธีต่อไม้ หรือขึ้นโครงสร้างไม้ก่อนด้วยไม้ใหม่ผสมกับการแปะไม้เก่าซึ่งใช้เวลามากกว่าเดิมหลายเท่า เราเรียกงานลักษณะนี้ว่า new bound เล่นคำกับคำว่า new born เกิดใหม่ กับ bond ให้ความหมายเรื่องการเชื่อมสัมพันธ์ประสานกัน

“เรื่องบุคลากรก็เป็นเรื่องสำคัญมากนะ คนไทยไม่อยากทำงานใช้แรงเราจึงมักจะเห็นแรงงานต่างด้าวทำงานเหล่านี้ แต่สำหรับที่นี่เราไม่มีแรงงานต่างด้าวเพราะที่นี่ไม่ใช่งานใช้แรง แต่เป็นงานใช้ทักษะ”

ดุสิตเล่าเพิ่มเติมว่า มีกราฟิกดีไซเนอร์จากนิวยอร์กมาขอฝึกงานไม้กับ Saiyart Collection หลายเดือนแล้ว ออกแบบสร้างทำโต๊ะขึ้นมาหนึ่งตัว นอกจากเขาเรียนรู้จาก Saiyart Collection ดุสิตและทีมช่างเองก็ได้เรียนรู้จากนักศึกษาฝึกงานด้วย ทั้งยังรู้สึกดีที่ยังมีคนรุ่นใหม่สนใจงานไม้อยู่

ถ้าไม้ไม่เป็นงานศิลปะกับเฟอร์นิเจอร์ มีวิธีคืนชีวิตให้ไม้อย่างไรได้อีกบ้าง

“ใช้งานให้คุ้มค่า ทุกวันนี้คนเราใช้ทรัพยากรต่างๆ ฟุ่มเฟือยเกินไป เราไม่เห็นคุณค่าที่แท้จริงของมัน จริงๆ มันสะท้อนถึงตั้งแต่การเริ่มต้นตัดสินใจซื้อหรือเลือกเสพสิ่งใดเข้ามาในชีวิตแล้ว ในยุคนี้ที่มีข้อมูลให้เลือกมากมาย คนก็ต้องการอะไรที่สะดวกได้มาง่าย ย่อยมาแล้ว ในทางตรงกันข้ามคือของเหล่านี้ก็หมดคุณค่าเร็วเช่นกัน เมื่อหมดคุณค่ามันก็อยู่กับเราได้ไม่นาน ใช้มันไม่คุ้มค่าทำให้มันเป็นขยะ

“ไม่ใช่แค่สิ่งของหรอก แม้กระทั้งความคิดกับทุกเรื่องรอบตัวในยุคนี้เลย หากเป็นของที่คนทำตั้งใจทำมากๆ สิ่งนั้นก็จะมีคุณค่าในตัวเองจนเป็นที่ต้องการ”

เราทิ้งท้ายคำถามสุดท้ายกับดุสิตถึงการนำพาแบรนด์ Saiyart Collection นี้ว่าจะไปถึงจุดไหน

“สิ่งที่เป็นโจทย์ใหญ่ของผมตอนนี้คือจะต้องไม่ทำให้เสียชื่อไสยาสน์ รักษาคุณภาพ การออกแบบ พัฒนาแบรนด์และสินค้าต้องไม่อยู่กับที่ ที่สำคัญ เราอยากเป็นแหล่งความรู้ ส่งเสริมอาชีพช่างไม้ ใครก็ตามที่อยากเริ่มต้นเรื่องงานไม้ เรายินดีต้อนรับเสมอ เพราะผมอยากให้มันไม่จบอยู่ในยุคของผม”

Saiyart Collection
ภาพ:  Saiyart Collection

Save

Save

Save

Rules

  1. ทำในสิ่งที่ชอบ
  2. จริงจังและทำสิ่งนั้นให้ดีมากพอจนทำให้คนอื่นชอบในสิ่งที่คุณทำ
  3. ก้าวให้ทันโลก อย่ายึดติดอยู่กับสิ่งเดิมๆ หรือความสำเร็จเก่าๆ
Facebook | Saiyart Collection

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ก่อนจะเริ่มอ่านบทความนี้ มีคำถามอยู่ 2 ข้อที่เราอยากให้คุณผู้อ่านลองตอบ

1. คุณเคยนั่งทำงานจนปวดไหล่-ปวดหลังสุด ๆ ไหม

2. คุณเคยพยายามซื้อสินค้าต่าง ๆ หรือเก้าอี้ดี ๆ เพราะหวังว่ามันจะช่วยแก้ปัญหา แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ยังปวดหลังเหมือนเดิมไหม

เราคนหนึ่งแล้วแหละ ที่ขอตอบ ‘ใช่’ กับทั้ง 2 ข้อ

ยิ่งในยุคโควิด-19 การนั่งทำงานนับสิบชั่วโมง และลงเอยด้วยการเป็นออฟฟิศซินโดรมนั้น เป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจเลย

มิหนำซ้ำ พอลงทุนซื้อของตามที่เห็นในโฆษณาอยู่ทุกวี่วันเพื่อมาช่วยแก้ปัญหานี้ แต่หลายครั้งก็ ‘เสียเงินฟรี’

สาเหตุมีอยู่ข้อหนึ่ง เพราะว่าสิ่งที่คุณซื้ออาจเป็นสิ่งที่คุณชอบที่สุด แต่ไม่ใช่สิ่งที่เหมาะกับคุณที่สุด

เหมือนกับเวลาเราไปหาหมอ หมออาจจ่ายยาที่บรรเทาตามอาการ แต่อาจจะไม่ใช่การแก้ต้นตอของปัญหา ทำให้ลงเอยด้วยสิ่งที่เราเรียกกันว่า ‘เลี้ยงไข้’

วันนี้เเราจึงมีนัดหมายพิเศษกับ สยาม ธนาภรณ์ Certified Office Ergonomist ผู้ก่อตั้งร้าน Gaoii ที่ตั้งใจจะแก้ปัญหานี้ด้วยการให้คำปรึกษาเฉพาะบุคคล จนลูกค้ากว่า 80% ที่เข้ามาที่ร้าน ต้องซื้อเก้าอี้ติดไม้ติดมือกลับไปด้วย

เรื่องราวต่อไปนี้คือเรื่องราวของชายคนนี้ ซึ่งไม่ใช่แค่เจ้าของร้านเก้าอี้เพื่อสุขภาพ แต่ยังเป็นอดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยและนักกีฬายูโดทีมชาติไทย ผู้คว้าเหรียญทองในการแข่งขันซีเกมส์มาแล้ว!

เกิดอะไรขึ้น และที่สำคัญ เขาทำได้อย่างไร เอาล่ะ ขอเชิญทุกท่านลองอ่าน

Gaoii ร้านเก้าอี้ทำงานของอดีตนักยูโดทีมชาติ ที่มุ่งส่งต่อวิธีแก้ปัญหาสุขภาพแบบหายขาด

กำเนิดเก้าอี้

ย้อนเวลากลับไป 15 ปีที่แล้ว สยามคือนักกีฬายูโดทีมชาติไทยผู้คว้าเหรียญทองในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 24 ประจำปี 2550 รุ่นเอ็กซ์ตร้า ไลท์เวต 60 กิโลกรัมชาย และในอีกมุม เขาเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยที่กำลังศึกษาด้านคอมพิวเตอร์ธุรกิจ

เมื่อเป็นถึงนักกีฬาทีมชาติที่คว้าเหรียญทอง แน่นอนว่าการฝึกซ้อมร่างกายอย่างหนักหน่วงมาเป็นเวลายาวนานคือสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง 

สำหรับนักศึกษา การนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานับสิบชั่วโมงต่อวันเพื่อทำวิทยานิพนธ์ให้เสร็จ ก็ไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงได้เช่นกัน และนี่คือจุดที่สยามเริ่มรู้จักกับคำว่า ‘เก้าอี้เพื่อสุขภาพ’

อย่างไรก็ตาม เก้าอี้เพื่อสุขภาพมือหนึ่งในสมัยนั้นราคาไม่ใช่น้อย เก้าอี้ดี ๆ หลายตัวราคาอยู่ที่หลายหมื่นจนถึงหลักแสน ซึ่งไม่ใช่ทางเลือกสำหรับเขาในวัยนั้น เขาจึงต้องไปหาซื้อจากโกดังเฟอร์นิเจอร์มือสองแทน

“ตอนนั้นยูโดก็ต้องเล่น เช้าก็ต้องตื่นมาวิ่ง เย็นก็ต้องซ้อม เรียนก็ยังไม่จบ เราเริ่มไม่ไหว ถ้ามาทางกีฬา เราเห็นรุ่นพี่และเพื่อน ๆ นักกีฬา ท้ายที่สุดลงเอยด้วยการเป็นโค้ช”

เมื่อเห็นอนาคตเป็นเช่นนี้ สยามจึงตัดสินใจตั้งใจทำเล่มจบ เพื่อผันตัวไปในสายอาจารย์สอนคอมพิวเตอร์ธุรกิจแทน โดยเรียนต่อปริญญาโทในสาขาธุรกิจเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมทั้งเป็นอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม

หลังจากทำงานเป็นอาจารย์พิเศษเกือบ 8 ปี เพื่อที่จะก้าวต่อไปในเส้นทางอาชีพนี้ เขาจึงตัดสินใจไปเรียนภาษาอังกฤษต่อที่ University of Washington สหรัฐอเมริกา เพื่อใช้โอกาสนั้นหาลู่ทางต่อปริญญาเอก ทว่าเส้นทางกลับไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด

Gaoii ร้านเก้าอี้ทำงานของอดีตนักยูโดทีมชาติ ที่มุ่งส่งต่อวิธีแก้ปัญหาสุขภาพแบบหายขาด

“ตอนนั้นได้รู้ว่าการเรียนปริญญาเอกที่นั่นไม่สวยหรูเหมือนที่คิดไว้ เพราะต้องหา Advisor ให้ได้เอง ถ้า Advisor ย้ายมหาวิทยาลัย เราก็ต้องย้ายตาม ขั้นต่ำ 6 ปีถึงจะเรียนจบ ไหนจะค่าใช้จ่ายอีก

“แต่ว่าตอนนั้นก็พอจะดูเก้าอี้เป็นอยู่ระดับหนึ่ง และทางมหาวิทยาลัยจะมีวันที่เปิดโกดังเก้าอี้ให้นักศึกษาเข้ามาดู เพื่อขายให้ในราคานักศึกษา ซึ่งถูกกว่าที่เมืองไทยมาก มันมีช่องว่างในการทำธุรกิจ เลยตัดสินใจเรียนภาษาอยู่ 2 ปีแล้วกลับประเทศไทยเลย”

เมื่อกลับมาที่ประเทศไทยแล้ว สยามเลยตัดสินใจใช้บ้านตัวเองเปิดเป็นโชว์รูมเก้าอี้ โดยอาศัยช่องว่างทางธุรกิจ 2 อย่าง ณ ขณะนั้น

หนึ่ง คือการที่เขาลงมือคัดเลือกเก้าอี้มือสองสภาพดีจากสหรัฐอเมริกา เพื่อนำเข้ามาขายในประเทศไทย ทำให้ตั้งราคาได้ถูก ในขณะที่คุณภาพยังดีอยู่

สอง คือการที่ร้านเก้าอี้ส่วนใหญ่มักขายอยู่แค่แบรนด์เดียว ลูกค้าจึงไม่ได้มีตัวเลือกเปรียบเทียบมากนัก

สยามตัดสินใจแก้ปัญหานี้ด้วยการนำเข้าเก้าอี้เพื่อสุขภาพหลากหลายแบรนด์ชั้นนำของโลกที่มีงานวิจัยรองรับเข้ามา เพื่อให้ลูกค้ามีโอกาสลองนั่ง และเปรียบเทียบแต่ละแบรนด์เพื่อเลือกเก้าอี้ที่นั่งแล้วรู้สึกเหมาะสมกับตัวเองมากที่สุดหรือสบายที่สุด ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นโมเดลเดียวกับที่เขาได้มีโอกาสเจอระหว่างเรียนอยู่ที่สหรัฐอเมริกา

และนี่จึงเป็นจุดที่ทำให้เขาเริ่มธุรกิจเก้าอี้เล็ก ๆ ขึ้นมา

Gaoii ร้านเก้าอี้ทำงานของอดีตนักยูโดทีมชาติ ที่มุ่งส่งต่อวิธีแก้ปัญหาสุขภาพแบบหายขาด

ก่อร่างสร้างเก้าอี้

เมื่อตัดสินใจทำธุรกิจเกี่ยวกับเก้าอี้สุขภาพระดับท็อปอย่างจริงจังแล้ว การที่มีแต่เก้าอี้มือสองอยู่ในร้านเพียงอย่างเดียว ก็มอบตัวเลือกให้ลูกค้าได้ไม่มากนัก

เป้าหมายของสยามคือการคว้าเก้าอี้ 3 แบรนด์ท็อปมาให้ได้ นั่นก็คือ Herman Miller, Steelcase, และ Humanscale

โดย ณ ปัจจุบัน สยามได้นำเข้าเก้าอี้โดยตรงจากทางแบรนด์ Humanscale สำหรับ Steelcase เขาไปนำเสนอไอเดียและพิสูจน์ว่าเขาขายเก้าอี้ได้ เพื่อขอเป็นพาร์ตเนอร์กับ Modernform ซึ่งเป็นผู้ถือสิทธิ์ในการจัดจำหน่ายเพียงรายเดียวภายในประเทศไทย ในขณะที่ Herman Miller ทางร้านจำหน่ายเป็นเก้าอี้มือสองสภาพดี

เมื่อลูกค้าเข้ามามากขึ้น สยามจึงตัดสินใจออกจากอาชีพอาจารย์ เพื่อมาดูแลหน้าร้านและให้คำแนะนำในการเลือกและปรับเก้าอี้กับลูกค้าแต่ละคนด้วยตัวเอง โดยอาศัยประสบการณ์ที่คลุกคลีกับเก้าอี้เพื่อสุขภาพมานานหลายปี

จนกระทั่งวันหนึ่ง จุดเปลี่ยนก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อมีลูกค้าชาวต่างชาติคนหนึ่งเข้ามาดูเก้าอี้และถามสยามว่า “คุณมาปรับเก้าอี้แบบนี้ คุณเป็น Ergonomist เหรอ”

“ตอนนั้นเราไม่รู้จักคำว่า Ergonomist รู้จักแต่คำว่า Ergonomic ตอนแรกก็คิดว่าฟังผิดหรือเปล่า แต่ด้วยความสงสัย พอกลับถึงบ้านเลยลองเสิร์ชดู และค้นพบว่าจริง ๆ การจะแนะนำเรื่องเก้าอี้เพื่อสุขภาพได้ ต้องไปเรียนมาก่อน และต้องสอบใบอนุญาต”

เขาจึงตัดสินใจใช้โอกาสนั้นในการลงเรียนเป็น Ergonomist กับ Humanscale ทันที 

Gaoii ร้านเก้าอี้ทำงานของอดีตนักยูโดทีมชาติ ที่มุ่งส่งต่อวิธีแก้ปัญหาสุขภาพแบบหายขาด

“การเรียนเรื่องปรับระยะเก้าอี้ไม่ใช่สิ่งที่ยาก แต่เราไม่ได้เรียนแค่เรื่องนั้น เพราะเวลาเจอลูกค้า จะมีเรื่องโรคต่าง ๆ ที่เราต้องรู้ว่าเขามีปัญหาพวกนี้มาก่อนหรือเปล่า เป็นโรคที่เกี่ยวกับออฟฟิศซินโดรมทั้งหมด”

การเรียนเพื่อเป็น Ergonomist ไม่ใช่แค่เรียนให้จบหลักสูตร แต่ผู้เรียนต้องทำข้อสอบให้ได้คะแนนเกิน 80% จึงจะถือว่าสอบผ่าน ดังนั้น สยามเลยตัดสินใจขออนุญาตอาจารย์หมอที่รู้จัก เพื่อตามเข้าไปในโรงพยาบาลและเรียนรู้เรื่องที่เกี่ยวข้องจากคนไข้จริง

“ตอนเราเปิดอ่านตำรา เราก็ได้แค่ท่องจำ แต่พอไปดูเคสจริงที่โรงพยาบาลเท่านั้นแหละ รู้เลยว่าพวกนี้แค่มานั่งอ่านไม่มีทางเข้าใจ เพราะเราต้องรู้ว่าการที่คนเขานิ้วชานั้นนิ้วไหน สาเหตุของแต่ละนิ้วที่ชาจะต่างกันในแต่ละโรค การที่คนเขาปวดหลัง มีอาการร้าวลงขาร่วมด้วยไหม ฯลฯ”

แม้ต้องใช้เวลาอยู่หลายเดือนกว่าจะเข้าใจและคว้าใบอนุญาตนี้มา แต่ใบอนุญาตนี้ก็เปรียบเสมือนใบเบิกทางสำหรับเขา

เบิกทางอย่างไร คิดค่าปรึกษา คิดราคาเก้าอี้ให้แพงขึ้น สำหรับบางธุรกิจอาจจะใช่ แต่นั่นไม่ใช่กับร้าน Gaoii ของสยาม

สยามใช้ใบเบิกทางนี้ในการเพิ่มคุณภาพในการให้บริการกับลูกค้า โดยใช้เวลากับลูกค้าเป็นรายบุคคล รายละมากกว่า 1 ชั่วโมง เพื่อให้ลูกค้ารายนั้น ๆ ได้เก้าอี้ที่ดีที่สุด

ซึ่ง ‘เก้าอี้ที่ดีที่สุด’ ในที่นี้ ไม่ใช่เก้าอี้ราคาแพงที่สุด ไม่ใช่เก้าอี้ที่สยามได้กำไรมากที่สุด แต่ต้องเป็นเก้าอี้ที่เหมาะสมกับลูกค้าคนนั้น ๆ มากที่สุด เป็นเก้าอี้ที่ ‘จบ’ ปัญหาต่าง ๆ ของลูกค้าได้ 

นอกจากการเลือกเก้าอี้แล้ว สยามยังให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการปรับเก้าอี้แต่ละตัวให้เข้ากับสรีระของผู้นั่งมากที่สุด รวมไปถึงวิธีการนั่งทำงานอย่างถูกต้อง โดยไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมกับลูกค้าแต่อย่างใด

ก้าวปัจจุบันของเก้าอี้

เล่ามาถึงจุดนี้ หลายคนอาจจะนึกภาพร้านเก้าอี้ที่ลูกค้าเดินเข้ามา เจอพนักงานเข้ามาขายของ ซื้อเก้าอี้แล้วกลับไป 

แต่ร้าน Gaoii ไม่ใช่ร้านเก้าอี้ทั่ว ๆ ไปแบบนั้น เอาล่ะ เรามาดูภาพขั้นตอนการให้บริการของร้านนี้ให้เห็นภาพกันเลยดีกว่า

Gaoii ร้านเก้าอี้สุขภาพของอดีตนักกีฬายูโดทีมชาติ ไม่ขายเก้าอี้ทำงานแพงที่สุดหรือได้กำไรมากที่สุด แต่จบปัญหาจากการนั่งทำงานเฉพาะบุคคลได้

1. การให้บริการของร้าน Gaoii นั้นเริ่มต้นแม้เราจะยังไม่ได้ย่างก้าวเข้ามาภายในร้าน เพราะก่อนจะถึงนัดหมาย ทางร้านจะให้คุณส่งรูปภาพโต๊ะ เก้าอี้ และท่านั่งทำงานของเรา เพื่อที่จะได้วิเคราะห์สาเหตุของความเจ็บปวดที่คอยรังควานได้อย่างตรงจุดที่สุด

Gaoii ร้านเก้าอี้สุขภาพของอดีตนักกีฬายูโดทีมชาติ ไม่ขายเก้าอี้ทำงานแพงที่สุดหรือได้กำไรมากที่สุด แต่จบปัญหาจากการนั่งทำงานเฉพาะบุคคลได้
Gaoii ร้านเก้าอี้สุขภาพของอดีตนักกีฬายูโดทีมชาติ ไม่ขายเก้าอี้ทำงานแพงที่สุดหรือได้กำไรมากที่สุด แต่จบปัญหาจากการนั่งทำงานเฉพาะบุคคลได้

2. เมื่อมาถึงร้านแล้ว จะมีการซักประวัติ พร้อมวิเคราะห์ท่านั่งทำงานจากรูปถ่ายอย่างละเอียด โดยหากสาเหตุมาจากปัญหาสุขภาพที่ต้องการการรักษาด้วย ทางร้านก็จะแนะนำให้เราไปพบแพทย์ ก่อนที่จะมาค้นหาเก้าอี้ที่ใช่กันต่อไป

Gaoii ร้านเก้าอี้สุขภาพของอดีตนักกีฬายูโดทีมชาติ ไม่ขายเก้าอี้ทำงานแพงที่สุดหรือได้กำไรมากที่สุด แต่จบปัญหาจากการนั่งทำงานเฉพาะบุคคลได้

3. หลังจากซักประวัติเสร็จเรียบร้อยและไม่ติดปัญหาด้านสุขภาพอะไรที่น่ากังวล ขั้นตอนต่อไปคือการค้นหาเก้าอี้อย่างละเอียดว่ามีเก้าอี้รุ่นใดบ้างเข้ากับสรีระของเราได้ เพราะเก้าอี้ชื่อดังหลายๆ รุ่น อาจไม่ใช่รุ่นที่เหมาะที่สุดสำหรับเราก็เป็นได้

Gaoii ร้านเก้าอี้สุขภาพของอดีตนักกีฬายูโดทีมชาติ ไม่ขายเก้าอี้ทำงานแพงที่สุดหรือได้กำไรมากที่สุด แต่จบปัญหาจากการนั่งทำงานเฉพาะบุคคลได้
Gaoii ร้านเก้าอี้สุขภาพของอดีตนักกีฬายูโดทีมชาติ ไม่ขายเก้าอี้ทำงานแพงที่สุดหรือได้กำไรมากที่สุด แต่จบปัญหาจากการนั่งทำงานเฉพาะบุคคลได้

4. แม้ว่าจะได้เก้าอี้รุ่นงาม แต่หากเราใช้ไม่ถูกวิธี เก้าอี้ตัวนั้นก็มิอาจช่วยเราได้ ดังนั้นร้านแห่งนี้จะมีการ Fitting และวัดค่าของเก้าอี้ตัวนั้นทุกส่วน เพื่อหาค่าที่ใช่สำหรับเราอย่างเฉพาะเจาะจง โดยจะมีสติ้กเกอร์เล็กๆ คอยแปะไว้ให้ด้วย ทำให้เราสามารถปรับเก้าอี้กลับมายังค่าเดิมได้

Gaoii ร้านเก้าอี้สุขภาพของอดีตนักกีฬายูโดทีมชาติ ไม่ขายเก้าอี้ทำงานแพงที่สุดหรือได้กำไรมากที่สุด แต่จบปัญหาจากการนั่งทำงานเฉพาะบุคคลได้

5. เมื่อได้เก้าอี้ที่ใช่ และการตั้งค่าที่เหมาะสมแล้ว ท้ายที่สุดสิ่งที่เราจะได้กลับไปนั้น ไม่ใช่เพียงแค่เก้าอี้ตัวหนึ่ง แต่มาพร้อมด้วยคำแนะนำในการปรับส่วนอื่นๆ ในพื้นที่ทำงานของเราด้วยสิ่งที่เรามีอยู่ ให้ถูกต้องตามหลักการยศาสตร์มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ หรือแม้กระทั่งจอมอนิเตอร์ ทำให้เราไม่จำเป็นต้องเสียเงินซื้อของเพิ่มขึ้นหากไม่มีความจำเป็น

เก้าอี้ก้าวต่อไป

“จริง ๆ แล้วที่อยากได้มากที่สุดในอนาคตคือแบรนด์ Herman Miller อยากให้แบรนด์ยักษ์ใหญ่ 3 แบรนด์มาอยู่ในโชว์รูมเลย” สยามเล่าถึงความฝันที่เขากำลังพยายามหาลู่ทาง เพื่อให้ร้าน Gaoii มีเก้าอี้มือหนึ่งจากแบรนด์ระดับโลกอย่างครบถ้วน 

ตอนนี้ ร้าน Gaoii มีเก้าอี้มือหนึ่งจาก Steelcase, Humanscale, ITOKI ขาดแต่เพียง Herman Miller ที่มีเก้าอี้มือสอง (แต่สภาพยังดีมาก ๆ) แทน

ตัวเลือกเหล่านี้ทำให้ลูกค้ากว่า 80% ที่เดินเข้าร้าน Gaoii ตัดสินใจซื้อกับที่นี่ และยังเอาไปบอกต่อ จนหลายครั้งคิวการปรึกษาที่ร้านเต็มยาวทั้งอาทิตย์เลยทีเดียว

นอกจากนี้เขายังมีแผนที่จะขยายร้าน Gaoii ในอนาคต โดยใช้พื้นที่ชั้นสองเปิดขายเฟอร์นิเจอร์เพื่อสุขภาพประเภทอื่น ๆ อีกด้วย ซึ่งบอกเลยว่าถ้าเปิดเมื่อไหร่ เราจะขอเป็นคนแรกที่เข้าไปลองอย่างแน่นอน

Gaoii ร้านเก้าอี้สุขภาพของอดีตนักกีฬายูโดทีมชาติ ไม่ขายเก้าอี้ทำงานแพงที่สุดหรือได้กำไรมากที่สุด แต่จบปัญหาจากการนั่งทำงานเฉพาะบุคคลได้

Lessons Learned:

  • สำหรับการทำธุรกิจ การได้ลงมือทำและลองผิดลองถูกเองนั้นสำคัญมาก เพราะถ้าไม่ลงมือทำเอง เราอาจจะเป็นได้แค่ร้านธรรมดาทั่ว ๆ ไป ไม่ได้มีโอกาสมาฟังปัญหาจากลูกค้าและเข้าใจเขาจริง ๆ
  • การทำธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพ จะต้องขายความจริงและซื่อสัตย์กับลูกค้า เพราะถ้าเขาใช้บริการเราแล้วยังมีปัญหาด้านสุขภาพอยู่ เราก็เป็นเหมือนส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาสุขภาพไม่ดีขึ้น
  • ถ้าทำธุรกิจอย่างจริงใจและมีคุณภาพที่ดี จึงจะสามารถซื้อใจลูกค้าและทำให้ลูกค้าบอกต่อได้

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load