ไม่ต่างจากทุกคนที่กำลังอ่านบทความนี้

แม้ว่าหน้าตาจะได้อยู่และดูเหมือนผ่านไปไม่นาน แต่จำนวนนิ้วในมือมีไม่พอจะนับขวบปีล่าสุดที่ใส่เครื่องแบบนักเรียนเต็มยศ ไม่แปลกที่พวกเราจะสนุกเป็นพิเศษเมื่องานเลี้ยงปีใหม่ออฟฟิศ หรืองานแต่งเพื่อนกำหนดให้ใส่เครื่องแบบนักเรียนย้อนวัยหวาน

แต่ถึงจะไม่มีเหตุจำเป็นให้ใส่เครื่องแบบนักเรียน หรือซื้อหาให้บุตรหลานในเร็ววันนี้ เราก็ยังอยากแนะนำคุณให้รู้จัก Rompboy School เจ้าของเดียวกับ Rompboy แบรนด์สตรีทแวร์ชื่อดังอยู่ดี

ครั้งหนึ่ง The Cloud เคยคุยกับ บู้-ธนันต์ บุญญธนาภิวัฒน์ มือเบสวง Slur และเจ้าของแบรนด์ Rompboy ถึงทุกเรื่องที่เกี่ยวกับแบรนด์แล้ว ในคอลัมน์ Street View ทั้งเรื่องความตั้งใจและสัญชาตญาณในการทำการตลาดที่ทำให้ทุกคนรักแบรนด์นี้

จากแบรนด์สตรีทแวร์ที่ประสบความสำเร็จในทุกโปรเจกต์ ที่ไม่ว่าจะออกสินค้าอะไรมาก็ขายหมดภายในเวลาสั้นๆ สู่แบรนด์รองเท้านักเรียน Rompboy School โปรเจกต์แรกของการเข้าสู่วงการชุดเครื่องแบบตามที่เคยฝันไว้ มีเรื่องราวเบื้องหลังการทำแบรนด์ที่สนุกกว่าที่คิด

ใครจะรู้ว่าสินค้าหน้าตาเรียบๆ อย่างรองเท้านักเรียนจะมีกระบวนการทำงานที่สุดเหวี่ยง ตั้งแต่ คุยกับกระทรวงศึกษาธิการ การออกแบบรองเท้านักเรียนในฝัน กระบวนการผลิตและโปรโมต รวมไปถึงความฝันอันสูงสุดที่ฟังแล้วทำให้อดเอาใจช่วยไม่ได้ อย่าง “ผมจะดีใจมากเลยถ้าวันหนึ่งผมเห็นเด็กๆ เพื่อนของลูกที่ใส่ Rompboy School เหยียบส้นถอดทิ้งไว้เต็มหน้าบ้านผม นี่คือเส้นชัยของผมเลย”

บู้ ธนันต์ บุญญธนาภิวัฒน์

เรื่องหนึ่งที่มั่นใจแน่ๆ เมื่อคุณมาร่วมวงฟังบทสนทนาด้านล่างคือ สายตาที่คุณเคยมีต่อรองเท้านักเรียนจะเปลี่ยนไป

นั่นคือ ไม่ใช่แค่ภาพเด็กหนุ่มในชุดนักเรียนที่จะดึงดูดคุณ แต่เป็นรองเท้าทรงสวยที่ใส่กับชุดอะไรก็ดูจะเข้ากันไปต่างหาก ที่ทำให้ต้องหยุดอ่าน (และเขียน) บทความนี้กลางทาง เพื่อแวะไปโรบินสันที่ใกล้ที่สุด

ในวันที่แบรนด์ Rompboy เติบโตอย่างสดใส อะไรทำให้คุณตัดสินใจเริ่มต้นทำรองเท้านักเรียน

น้อยคนจะรู้ว่ารองเท้าผ้าใบ Rompboy เป็นไอเดียที่สองรองจากรองเท้านักเรียนที่ต้องพับเก็บไปก่อน

ผมโตในยุคที่รองเท้านักเรียนเราไม่มีทางเลือก มีแบรนด์ที่อยู่กระแสหลักไม่กี่แบรนด์ และผมในวันนั้นเป็นเด็กที่ชอบแต่งตัวมาก สัปดาห์หนึ่งมี 7 วัน เรามาโรงเรียนมากกว่าไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนๆ อีก เราก็อยากมีไอเทมที่แสดงความเป็นตัวเองออกมา นี่เป็นสิ่งที่ฝังในใจเราเล็กๆ ว่าวงการเครื่องแบบนักเรียนควรจะมีอะไรที่ตอบโจทย์กลุ่มพวกเราบ้าง กลุ่มที่ชอบอะไรที่แปลกแตกต่างจากชาวบ้าน

ยุคนั้นเด็กแนวจะใส่พวก Diadora พวก Nike สีดำ หรือพวก Converse แต่จะโดนริบเพราะดีไซน์ค่อนข้างหวือหวา ส่วนรองเท้าสีขาวล้วนหรือน้ำตาลล้วนก็ไม่ค่อยมีให้เห็น เราก็ได้แก่เก็บความอยากทำนี้ไว้ จนลืมไปเลย จนกระทั้งวันหนึ่งที่ผมเริ่มทำกางเกง เริ่มรู้ว่ามีคนชื่นชอบเหมือนกันกับเรา ผมรู้สึกว่าผมอยากทำให้มันเกิดขึ้นจริง เลยเอาไอเดียนี้ไปคุยกับพี่กระชาย (จตุรวิธ ฉัตตะละดา) นักร้องนำ Death of a Salesman ซึ่งทำงานเกี่ยวกับการสร้างแบรนด์และกลยุทธ์อยู่แล้ว เขาให้คำแนะนำว่าทำได้ แต่ควรจะทำแบรนด์หลักเพื่อสื่อสารให้วัยรุ่นเข้าใจก่อน จึงเริ่มทำรองเท้าผ้าใบตั้งแต่วันนั้นมา

Rompboy School

Rompboy School

เราคิดว่าตลาดรองเท้านักเรียนค่อนข้างลึกลับ อะไรทำให้คุณมั่นใจว่า Rompboy School พร้อมเข้าสู่วงการ

ตามกฎระเบียบของเฟซบุ๊กทำให้เรารู้ข้อมูลแฟนเพจที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปได้เท่านั้น แต่นักเรียนมัธยมอายุ 12 – 18 ปี ซึ่งแม้จะไม่มีข้อมูลของกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการเจาะตลาด แต่เราก็เชื่อลึกๆ ว่าต้องมีกลุ่มที่พร้อมไปกับเราอยู่ ตอนนั้นคิดแค่ว่าถึงเวลาของ Rompboy School แล้วลุยเลย มาทำรองเท้าแบบทรงที่เราคิดว่าสวยที่สุดในวงการเครื่องแบบนักเรียนกันเถอะ เท่านั้นเอง

คิดจะทำให้สวยที่สุด แต่หัวใจสำคัญที่สุดของรองเท้านักเรียนคือต้องถูกระเบียบ คุณจัดการเรื่องนี้อย่างไร

ตอนที่จะเข้าไปคุยกับกระทรวงศึกษาฯ ผมโทรไปสอบถาม จึงได้รู้ว่าไม่มีคนที่ทำงานดูแลเรื่องเครื่องแบบนักเรียนนานแล้ว เลยได้คุยกับศึกษาภัณฑ์ เขาบอกว่าหลักเกณฑ์จริงๆ นั้นง่ายมาก ต้องเป็นรองเท้าทรงแฟลต ห้ามเสริมส้นสูง สีล้วน ห้ามมีราคาแพง เพื่อที่เด็กและผู้ปกครองจะสามารถซื้อได้ ตอนนั้นตั้งใจจะขาย Rompboy School 1,500 บาทด้วยซ้ำ เขาก็บอกว่าราคาสูงนะ แต่ถ้ามั่นใจว่าขายได้ก็ขายได้แหละ

นอกจากนี้ ห้ามมีเลเยอร์หรืออัพเปอร์เยอะ นั่นคืออย่ามีรายละเอียดเยอะเกินไป แค่นี้ก็เป็นรองเท้านักเรียนได้แล้ว แต่ก็จะมีสีกำหนดอยู่ เช่น ห้ามสีขาวครีม ต้องเป็นขาวสว่างออกสีม่วงนิดๆ ซึ่งผมเองก็ไม่ค่อยชอบ เป็นต้น ทั้งหมดนี้คือข้อห้าม ถ้าทำนอกจากนี้จะเป็นรองเท้าผิดระเบียบ

บู้ Slur

Rompboy School

แล้วคุณทำให้ Rompboy School ทั้งถูกระเบียบและเท่ไปพร้อมกันได้ยังไง

ก่อนจะเข้ามาทำรองเท้านักเรียน ผมเริ่มจากมองว่าผมชอบอะไรในรองเท้านักเรียนบ้าง อย่างแรกสีของรองเท้าที่เป็นโมโนโครมสีเดียวกันทั้งหมด ซึ่งดีงามอยู่แล้ว ดังนั้น ในความถูกระเบียบเราแค่ทำให้มันลงตัว แค่นั้นเลย ถ้าทำความมินิมอลของสีที่มีอยู่ให้ลงตัวมันก็จะสวยงาม

สิ่งแรกที่ผมจะทำคือเปลี่ยนพื้นรองเท้าให้เป็นสีเดียวกันกับรองเท้า ส่วนนี้เป็นต้นทุนที่มหาศาลมาก แต่ผมอยากทำให้ดูเป็นโมโนโครมจริงๆ โดยที่เราก็ยังเก็บสีเขียวไว้ใช้กับพื้นรองเท้าด้านใน ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของรองเท้าผ้าใบยุคเก่าอยู่แล้ว และจากเดิมที่เราคิดว่าหัวรองเท้าใหญ่เกินไปเราก็ทำให้เรียวขึ้น รวมถึง Midsole กันกระแทกที่แทรกระหว่างพื้นรองเท้า ซึ่งผมเสริมเพิ่มอีกชั้นเป็นรายละเอียดที่ทำให้ดูสำอางขึ้น รูร้อยเชือกที่ลดทอนให้เหลือ 4 รูแบบรองเท้ายุค 60 รวมถึงเลือกใช้เชือกที่ใช้ทนทาน

เรื่องหนึ่งที่ภูมิใจมากๆ คือ ผมเป็นคนไม่ชอบโลโก้เท่าไหร่หรือถ้าจะมีก็ต้องมีให้น้อยที่สุด ดังนั้น คุณจะไม่เห็นโลโก้อยู่บน Rompboy School

การทำให้ถูกระเบียบ ทำให้รู้สึกขัดใจตัวเองบ้างมั้ย

ไม่เลย ผมว่าเรื่องนี้สนุกมากกว่าการตั้งใจขัดกฎระเบียบมากๆ เสียอีก

พอย้อนกลับไปช่วงที่เราเป็นเด็กมัธยม จำได้ว่าเป็นปมในใจเล็กๆ ว่าผมนั้นมันไม่มีอะไรดีไปกว่าเพื่อนๆ เลย ผมเตะบอลห่วยมาก เป็นตัวที่แบบโอน้อยออกแล้วยังต้องเป่ายิ้งฉุบเพื่อรับผมไปเป็นตัวแถม สเก็ตบอร์ดก็ไม่รอด ทำอะไรไม่เก่งนอกจากเล่นดนตรี ทำให้คิดว่าตัวเองต้องหาอะไรบางอย่าง เพื่อดิ้นจากสิ่งที่มี ตรงนี้แหละ จุดสนุกเลย เมื่อเรารู้ว่าเรื่องนั้นมีกรอบอยู่ แล้วเราก็จะคิดหาความสนุกที่อยู่ในกรอบไม่กระโดดออกจากกรอบเพราะนั่นมันง่ายเกินไป

Rompboy School

Rompboy School

ได้ยินแบบนี้ ทำให้อยากรู้เลยว่าตอนเด็กๆ คุณเป็นนักเรียนมัธยมแบบไหน

สมัยนั้นผมตัดผมทรงหนึ่งที่เข้ากับ Curve ของหัวผมพอดี ซึ่งอาศัยเวลาในการดีไซน์กว่าจะลงตัวเหมือนกัน โชคดีที่แม่เป็นช่างตัดผมอยู่แล้วก็เลยจะคุยเรื่องนี้กันบ่อย ตรงนี้ยังไม่ลงตัว ขอแก้ตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อย จนเจอทรงผมที่ใช่ พอไปโรงเรียน กลายเป็นว่าเด็กในโรงเรียนตัดทรงนี้ตามกันเต็มเลย ตอนนั้นก็คิดนะว่าเรามีความเป็น Trend Setter อยู่นี่หว่า ก็เริ่มสนุกขึ้น เริ่มประดิดประดอยเสื้อนักเรียน สมัยก่อนมีเทรนด์ Nu Metal แต่งตัวแบบกางเกงหลุดตูด ผมก็ขบถด้วยการใส่เสื้อผ้าพอดีตัว กางเกงสั้นเหนือเข่า ยุคนั้นไม่มีใครใส่เลยนะ ถุงเท้าเขาใส่ย่นๆ กัน เราก็ดึงให้ตึงขึ้นมาถึงครึ่งแข้ง

จะเห็นว่าเวลาเราดิ้นกับเรื่องใหญ่ๆ ไม่ได้ เราก็จะดิ้นกับดีเทลที่ซ่อนอยู่ จะว่าไปมันเป็นการเก็บทดความคิดแล้วนำกลับมาใช้อีกครั้งในวันที่เรามีทุนทรัพย์ที่จะทำรองเท้าขึ้นมา อย่างวันนี้ นี่แหละ มันไม่ได้ผิดระเบียบเลย แต่มันสวยด้วยความแตกต่างนิดๆ หน่อยๆ ดังนั้นใครจะว่ารองเท้าผมไม่สวย ผมไม่ว่านะ แต่อย่าว่ารองเท้าผมว่าเหมือนแบรนด์อื่นๆ

สูตรที่เคยใช้แล้วประสบความสำเร็จใน Rompboy Shoes และ Rompboy อื่นๆ มาใช้กับแบรนด์รองเท้านักเรียนได้มั้ย

ช่วงปีแรกของ Rompboy School ผมพยายามคิดเผื่อเด็กมากเกินไป เราต้องการเล่าว่ารองเท้าถูกระเบียบแน่นอน อยู่กับชุดนักเรียนได้อย่างไม่เคอะเขิน เราก็พยายามจะเล่าเรื่องชีวิตในโรงเรียน จนกระทั้งรู้สึกว่าตัวเองตีโจทย์ผิด เราคิดแทนเด็ก คิดว่าตอนที่เราเป็นเขา เราคิดอะไรอยู่ เข้าใจว่าทุกอย่างยังเป็นแอนาล็อกจีบกันซึ่งๆ หน้า ซึ่งจริงๆ มันไม่ใช่แล้ว เด็กยุคนี้เขาก็มีไลฟ์สไตล์เหมือนเราทุกอย่าง เขาเล่นเฟซบุ๊ก จีบสาวกันผ่านอินบ็อกซ์ ผ่านอินสตาแกรม ฟังเพลงดูคอนเสิร์ตหรือเที่ยวกลางคืนเหมือนเรา กินของตามรีวิวเหมือนกับเรา สิ่งที่แตกต่างคือวุฒิภาวะ การยับยั้งชั่งอารมณ์ หรือการตกผลึก การนึกคิดและตัดสินใจเท่านั้น  เมื่อเราเองตีโจทย์ผิด ยอดขายปีแรกจึงสวนทางกับกระแสตอบรับอย่างฟ้ากับเหว

คุณเรียนรู้อะไรจาก Rompboy School เทอมแรกบ้าง

สิ่งที่ผิดพลาดในตอนนั้นคือ หนึ่ง ผมโปรโมตผิดช่วงเวลา คนอื่นเขา Back to School กันไปตั้งนานแล้ว ซึ่งรองเท้านักเรียนควรจะเริ่มโปรโมตขายตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม ถึงก่อนช่วงสงกรานต์ ไม่เช่นนั้นกำลังซื้อจะหายหมด

สองคือ สื่อโฆษณาที่เราส่งออกไปนั้น เราเข้าใจเด็กผิด

สามคือ ราคา ตอนแรกผมมองว่านี่มันถึงยุคใหม่แล้ว เด็กสมัยนี้ใส่รองเท้าราคา 5 – 6 พันเป็นเรื่องปกติ ผมก็ประกาศราคาที่ 990 บาท เด็กตกใจ ไม่เคยเห็นราคานี้ หนึ่ง ราคาสูงเกินไปขอพ่อแม่ซื้อไม่ได้ และสอง กลัวหายในโรงเรียน มันสุ่มเสี่ยงมากเมื่อต้องถอดรองเท้าเข้าห้องเรียนวิชาพระพุทธศาสนา และคาบอื่นๆ ที่จำเป็นต้องถอดรองเท้าเข้าห้องเรียน

Rompboy School

Rompboy

ข้อมูลที่ผิดพลาดทำให้ได้ข้อมูลใหม่ที่น่าสนใจยังไงบ้าง

มีข้อมูลที่น่าสนใจมาก จริงๆ แล้วเด็กไม่ได้ต้องการที่จะแตกต่างจากเพื่อนในโรงเรียนหรอก เขาแค่ต้องการไปโรงเรียน ทำตัวให้กลมกลืนกับเพื่อนๆ ไม่โดนล้อ ไม่เป็นที่สนใจกับใครก็พอแล้ว ผมก็รู้สึกว่า เฮ้ย ทำไมสิ่งที่ผมคิดอยู่มันย้อนแย้งกับเด็กรุ่นนี้ เขาอาจจะแค่ต้องการแต่งตัวเที่ยวอย่างสุดตีน แต่ในที่โรงเรียนเป็นเด็กที่จ๋อยๆ คนหนึ่ง แค่ไปเรียนหนังสือ ผมก็คิดว่าถ้าเราเปลี่ยนความเชื่อตรงนี้ของเด็กไม่ได้ เราก็คงไม่อาจทะลวงแบรนดิ้งวงการเครื่องแบบนักเรียนได้แน่

 

จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้คุณสนใจกลุ่ม Influencer ที่เป็นเด็กหลังห้องใช่ไหม

จริงๆ แล้ว กลุ่มเป้าหมายของ Rompboy School คือ เด็กที่อยากเปรี้ยวในโรงเรียน แต่ยังคงถูกระเบียบอยู่ กลุ่มพวกที่เรียนศิลปะ ติวศิลปะเข้ามหาวิทยาลัย เด็กที่ชอบฟังเพลงอินดี้ ชอบเดินสวนจตุจักร และต่อให้ข้อมูลจากเด็กๆ บอกว่าพวกเขาไม่อยากโดดเด่น อยากเป็นแค่คนที่กลมกลืนในโรงเรียนไปวัน ผมเชื่อว่ายังมีเด็กที่ต้องการสร้างความเป็นตัวเองขึ้นมา ไม่ว่าจากวิธีการโพสต์รูปลงโซเชียล วิธีการแต่งตัว

เรามองว่าตอนที่เราเรียนหนังสือ ที่เราตัดผมทรงทุยๆ แล้วมีเด็กมาตามจนกลายเป็นทรงผมฮิต นี่แหละคือตัวอย่างของเด็กที่มีพลังในโรงเรียน เราไม่ได้จะชมตัวเองนะ แต่เรามองว่าถ้ามีเด็กประเภทเราอยู่ในโรงเรียน แค่คนเดียวแล้วจุดประกายเพื่อนนักเรียนได้ก็คงจะดี คนก็จะมองว่านี่เป็นแมสในโรงเรียนแล้ว

 

ฟังแล้วตลาดรองเท้านักเรียนกลายเป็นโรงเรียนสอนการตลาดของคุณไปด้วย

เป็นโปรเจกต์ที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่ที่ผมเคยทำมา ถ้าผมขายหมดก็ใช่ว่าจะได้กำไรด้วย ขายยังไงก็ติดลบ เพราะเราคิดว่าทำทั้งทีเราอยากจะเปลี่ยนแปลงวงการเครื่องแบบนักเรียนไทย ดังนั้นเราเลือกใช้วัสดุที่ดีที่สุด พื้นรองเท้านุ่มที่สุด ยอมให้ค่าแรงการประกอบงานรองเท้าแพงที่สุด แม้กำไรที่จะเกิดขึ้นจะไม่มากมาย เพราะราคาขายที่ตั้งไม่ให้สูงกว่าท้องตลาดเกินไป รวมถึงต้นทุนมหาศาลจากกระบวนการผลิตและการตลาด ไหนจะเรื่องสต็อกที่เป็นความรู้ใหม่ ขายไปขายมา ติดลบ ไม่มีทางรวยเลย ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะไม่มีแบรนด์ทางเลือกเกิดใหม่ให้วงการนี้คึกคักอย่างที่เคยสงสัย

Rompboy School Rompboy School

รองเท้านักเรียนเป็นของที่คนซื้อไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ซื้อ คนที่ซื้อคือพ่อแม่ เมื่อเห็นโฆษณาตัวล่าสุด เราก็แอบคิดว่า Rompboy School สนุกจังที่เปลี่ยนวิธีโปรโมตมาสื่อสารกับพ่อแม่

ผมไม่ได้คิดเรื่องนั้นเลย อย่างที่บอกว่ากลุ่มเป้าหมายเรายังคงเป็นเด็กที่เรียนศิลปะ เด็กที่ฟังเพลงอินดี้ กลุ่มที่ทำตัวแตกต่างจากเพื่อน เป็นเด็กเท่ๆ ในโรงเรียน ซึ่งสิ่งที่ต้องการสื่อสารหลักๆ ในโฆษณาตัวนี้คือ ‘คู่เดียวอยู่’ โดยตัวละครแม่เป็นเพียงกิมมิกที่ช่วยดำเนินเรื่อง เล่าเหตุการณ์จริงวันนี้ว่าเด็กสมัยนี้ซื้อรองเท้าแพง ซื้อมาแล้วโกหกแม่ จนแม่ขนไปขาย เราต้องคุยกันอย่างปัจจุบันนี่แหละ ไม่ต้องย้อนอดีตวัยเรียนแล้ว คิดแบบเราโดยที่เด็กเองก็เข้าใจโลกเหมือนเรา สุดท้ายกลายเป็นผลพลอยได้ที่ทำให้ผู้ปกครองอินบ็อกซ์เข้ามาสั่งรองเท้าเหมือนกัน

คุณรู้มั้ยว่าอยู่ดีๆ คุณก็ทำให้พวกเรามองรองเท้านักเรียนเปลี่ยนไป

ใครหลายคนอาจจะมีภาพจำว่ารองเท้าสีดำล้วนคือรองเท้านักเรียน แต่สำหรับเรา เรามองว่ารองเท้านักเรียนเป็นอะไรที่โคตรสวยเลย คู่สีคือดำล้วน สวยจนอยากให้มองว่ามันเป็นรองเท้าที่ใส่ไปโรงเรียนได้ ไปเล่นสเก็ตบอร์ดได้ ใส่ไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนได้ ใส่ไปเดตกับสาวก็ได้ หรือแม้รองเท้านักเรียนหญิงสีขาวล้วน

รองเท้านักเรียนต้องไม่ได้เป็นแค่รองเท้านักเรียน เราก็หยิบไอเดียนี้มาเล่นเรื่องความคุ้มค่า คู่เดียวอยู่ และราคาแม่โอเคด้วย ด้วยราคาที่ไม่แพงเกินไป แต่ใส่แล้วเท่ นี่คือโจทย์ของเรา และเมื่อเป็นรองเท้าที่สามารถใส่ทุกที่ ดังนั้น คนที่มาซื้อส่วนใหญ่ก็เป็นกลุ่มคนที่ซื้อ Rompboy อยู่ดี ถามว่ากลุ่มนักเรียนซื้อเยอะขึ้นมั้ย ก็ซื้อเยอะขึ้น

ที่ผ่านมา Rompboy ไม่มีนโยบายลดราคามาก่อน ยอมรับเลยว่าเห็นราคา Rompboy School ช่วงนี้แล้วจิตใจสั่นไหว

ครั้งนี้เป็นแคมเปญพิเศษ เป็นเรื่องที่ผมต้องยอม ความรู้สึกมันเหมือน ‘มา เรามาทำความรู้จักกัน’ เพื่อให้รู้จักกันมากขึ้น ผมอยากให้เกิดการบอกต่อ ใครที่เคยคิดว่ารองเท้าผมแพงมาก เมื่อเจอราคานี้แล้วอาจจะซื้อเลยและใส่ อย่างน้อยเปิดเทอมปีนี้ผมจะเห็นน้องๆ ใส่รองเท้านักเรียน Rompboy School มากกว่าปีที่แล้ว และอย่างที่บอก คนพันธ์ุเดียวกับผมมองปราดเดียวจะรู้เลยว่าสิ่งนี้แหละแตกต่างจากชาวบ้านเขา มันเท่กว่ายังไง มันเรียวกว่าสวยกว่ายังไง นี่จึงเป็นการลดราคาเพื่อโปรโมตตัวเองมากกว่าจะหวังยอดขาย

จากที่เคยมีช่องทางจำหน่ายหลักคือออนไลน์ เมื่อต้องร่วมแคมเปญจัดโปรโมชันต้อนรับเปิดเทอมทำให้ทำงานยากขึ้นยังไงบ้าง

โชคดีที่ทำงานร่วมกับนันยาง ผมต้องขอบคุณพี่จั๊ก-จักรพล จันทวิมล ทายาทรุ่นที่ 3 ของรองเท้านันยาง ที่เข้ามาชวนให้ร่วมลงแคมเปญ Back to School เพราะพี่จั๊กเองก็ชอบ Rompboy และชอบโปรเจกต์นี้ของเรา บอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะนำรองเท้าไปขายหน้าร้าน

ได้คิดเล่นๆ ไหมว่า Rompboys School จะต่อยอดไปเป็นอะไรในอนาคตได้บ้าง

วันหนึ่งเราอยากทำร้านเครื่องแบบนักเรียนเลย ไม่ใช่แค่การจัดหน้าร้านแบบสมัยก่อน แต่มันคือร้านเครื่องแบบนักเรียนของวัยรุ่นร้านหนึ่งที่ขายเครื่องแบบนักเรียนไทยทั้งหมด รวมถึงมีโต๊ะนั่งตัดผมทรงนักเรียนที่คำนึงถึงรูปทรงของหัวเด็กจริงๆ ผมรู้สึกว่าทุกคนมีธรรมชาติของผมและรูปทรงของหัวที่แตกต่างกัน

ผมชอบเครื่องแบบนักเรียนไทยมาก ชอบทรงผมนักเรียนมาก สำหรับผมมันเท่มาก

ถ้าสิ่งนี้มันเกิดขึ้นจริง มันสำคัญกับคุณยังไง

จะไม่มีใครเดินมาบอกเราว่าทรงผมนักเรียนไม่น่าตัดอีกต่อไป และเด็กจะภูมิใจกับทรงนักเรียนมากๆ เลย

จริงค่ะ เราเป็นคนหนึ่งที่ชอบผมบ๊อบเสมอติ่งหูมาก

ใช่ ที่ไม่โอเคเพราะเขาตัดไม่สวย

Rompboy School

Rompboy School

คุณมักจะบอกเสมอว่าคุณอาศัยสัญชาตญาณ และการทำก่อนค่อยคิด จากประสบการณ์ของ Rompboy School ยังทำให้คุณยังเชื่อแบบนี้อยู่มั้ย

เรื่องคิดก่อนทำ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่ เวลาจะทำอะไรผมก็มีการทำรีเสิร์ชนะ แต่เรารู้ว่าพลังจากรีเสิร์ชไม่มากเท่าพลังที่เราอยากทำ ผลของรีเสิร์ชจะเป็นยังไง เราก็ฟัง แต่เราจะทำสิ่งที่เราเชื่อและอยากทำอยู่ดี อย่างปีนี้เราได้ประสบการณ์ใหม่ๆ เช่น ตรงนี้ควรหรือไม่ควรทำ เราใช้เงินทุนไปกับสิ่งนี้มากไปหรือเปล่า แต่อย่างน้อยสิ่งที่เปลี่ยนไปคือเราเริ่มอัพเลเวลมากขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้น ไม่เป็นไร แต่ก็โชคดีที่ปีนี้แบรนด์ Rompboy หลักโอเคดีทุกอย่าง

ส่วนเรื่องสัญชาตญาณ อันนั้นเป็นมาตลอดอยู่แล้ว ถ้าเราไม่อยากใส่ ไม่กรี๊ดมัน เราก็ไม่อยากทำอยู่แล้ว จริงๆ ผมเป็นพวกไม่ยอมแพ้ด้วย เช่น ปลายปีที่แล้วผมทำหมวกทรงตกปลา ตอนแรกที่ทำออกมาคนก็ล้อกับหมวกไหมพรมของพระ เราก็ไม่โกรธนะ ซึ่งพอขายไปเรื่อยๆ ตอนนี้กลายเป็นไอเทมที่คนถามหาทุกวัน เราก็คิดว่าถ้ามันเป็นสัญชาตญาณที่เราอินกับมันมากๆ เราชอบไอเทมนี้มากๆ ยังไงเราก็ต้องทำให้คนเข้าใจและซื้อมันให้ได้ จะเห็นว่าเราใส่ออกสื่ออยู่นั่นแหละ คนอื่นไม่เข้าใจไม่เป็นเรา เราจะส่งพลังบอกเองว่าสิ่งนี้ดีนะ หรือช่วงนี้ที่ผมใส่กางเกงทรงใหญ่ๆ แรกๆ คนก็ไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้กลายเป็นอีกไอเทมที่คนรอคอยมาก ทำออกมากี่ทีก็หมด กลายเป็นว่าตอนนี้ไม่อยากคิดอะไรเยอะแล้ว คิดว่าอินอะไรทำเลย อะไรที่ชาวบ้านเห็นว่าไม่ดีก็ทำเลย เดี๋ยวชาวบ้านจะว่าดีเอง

อย่างต้นปีที่ผ่านมาแตะแบรนด์ผู้หญิง แต่เดี๋ยวจะแยกออกมาเป็น Rompboy Girlfriend แล้ว เป็นโปรเจกต์ที่เห็นข้อมูลว่าที่ผ่านมาเรามีลูกค้าเป็นผู้หญิงเยอะมาก ก็รู้สึกว่าถึงเวลาแล้วที่จะมีแบรนด์ที่เป็นตัวแทนของผู้หญิง ซึ่งคอนเซปต์ก็คือ ผู้หญิงที่แต่งตัวสไตล์บอยๆ รวมถึงผู้หญิงที่เป็นแฟนของคนที่ใส่ Rompboy และหลังจากจบช่วงขาย Rompboy School ปีนี้ Rompboy จะมีรองเท้าออกกำลังกาย ซึ่งช่วงนี้อยู่ระหว่างพัฒนาแบบ

Rompboy School

Rompboy School

อะไรทำให้คุณมีพลังคิดทำอะไรได้มากมายขนาดนี้

ผมเป็นพวกกลัวตัวเองไม่พัฒนา อย่างน้อยอยากทำอะไรที่ท้าทายตัวเอง พยายามหาสิ่งใหม่ๆ ถ้าทำอะไรแล้วยังอยู่กับที่มันจะผิดกับคาแรกเตอร์เรา เรามองว่าการทำเสื้อผ้าของเราเหมือนการทำอัลบั้ม เราก็อยากให้ Slur มีพัฒนาการ และทุกๆ ปีของ Rompboy มีการเติบโตอยู่เสมอ ไม่ใช่เรื่องยอดขายแต่โตในเรื่องการสร้าง Scene หรือบรรยากาศใหม่ๆ ให้วงการเสื้อผ้า แต่ทุกอย่างมันต้องใช้งานจริงได้นะ ไม่อวองต์การ์ดขนาดนั้น

ผมจะดีใจมากเลยถ้าวันหนึ่งผมเห็นเด็กๆ เพื่อนของลูกที่ใส่ Rompboy School เหยียบส้นถอดทิ้งไว้เต็มหน้าบ้านผม นี่คือเส้นชัยของผมเลย

คิดยังไงเวลาคนบอกว่าคุณโชคดี ทำอะไรก็ขายดีไปหมด

อยากจะบอกว่าจริงๆ แล้วกว่าจะโชคดีแบบทุกวันนี้ ผมก็เคยขายเสื้อผ้าแบกะดินตามตลาดนัด ผมก็เคยลองผิดลองถูก ทำเสื้อผ้าออกมาหลายตัวแต่ขายได้หลักหน่วยหลักสิบมาแล้ว จริงๆ ตัวเฟลเลย เพื่อนเรียกผมว่า The King of Failure ด้วยซ้ำ เคยมีเพื่อนแซวว่า Rompboy มาจากล้มบ่อยหรือเปล่า

ฉากหน้าที่คนมองเห็นในวันนี้ จริงๆ ก็ผ่านอะไรมาเยอะ เจ็บมาเยอะ อย่างที่ทุกคนไม่รู้ว่า Rompboy School ใช้ทุนมหาศาลแค่ไหน และหลายๆ ไอเทมของ Rompboy ผมตั้งใจทำ ตัดเย็บใกล้เคียงกับแบรนด์ที่ขายราคาเป็นหมื่น ผมเลือกใช้ช่างฝีมือที่ราคาแพงกว่าแบรนด์ทั่วไป ซึ่งอาจจะขายแพงกว่าร้านออนไลน์ทั่วไป แต่มันเป็นราคาที่ถ้าคุณรู้ว่าต้นทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้นคือเท่าไหร่ คุณจะมีความสุขมากๆ ที่ได้เป็นเจ้าของ ราคาที่เกิดขึ้นคือราคาที่เราเองก็กล้าซื้อ เพราะเราก็ไม่อยากซื้อของแพง ดังนั้น อย่ามองว่าโชคดีดีกว่า ผมก็แค่คนที่ผ่านโชคร้ายมาอย่างโชกโชน

คุณเรียนรู้อะไรจากการทำ Rompboy School บ้าง

ผมเรียนรู้ว่าการจะเข้าใจตลาดแมสอาจจะต้องเป็นคนแมสๆ เราเป็นคนอินดี้ เราเลือกหนังดูมากๆ กินข้าวไม่เหมือนชาวบ้านเขา แต่เรากำลังจะขายของให้คนทั่วประเทศยอมรับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราคิดว่ามันจะดี หรือสัญชาตญาณของเรานั้นมันอาจจะไม่ได้สอดคล้องกับกลุ่มแมสก็ได้ ทุกวันนี้เราก็ยังไม่ค่อยเข้าใจการใส่ไอเทมที่เหมือนกันทั้งประเทศ หรือเห็นว่าสิ่งที่คนส่วนใหญ่ชอบกันมันสวยตรงไหน หรืออาจจะผิดที่ราคา ถ้าขายราคาเดียวกันกับที่มีในตลาดก็คงจบ แต่ความคิดด้าน niche ของเรามันไม่ยอม ใครจะบอกว่ารองเท้าแบบไหนก็เหมือนกันนั่นแหละ เราไม่เชื่อ เพราะลึกๆ แล้วเรารู้สึกว่าสิ่งนี้จะต้องสำแดงฤทธิ์ในวันข้างหน้าให้จงได้

สำคัญคือที่เราทำ Rompboy School เราอยากทำสิ่งที่เราเชื่อว่าสิ่งนี้ดี เราไม่ได้จะเอาตัวเลขกำไรมหาศาล เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น มันง่ายมาก เราก็แค่ทำทุกอย่างให้เหมือนแบรนด์เจ้าใหญ่ ผลิตมากๆ และขายในราคาต่ำกว่า จบเลย แต่เราไม่ต้องการอย่างนั้น เราต้องการมีรองเท้าในแบบที่เป็นของเราเอง เรากลับมาถามตัวเองว่า ถ้าวันนี้เราจะเป็นแมสแบบนั้นจริงๆ เราจะทำ Rompboy School ทำไมวะ ทำแล้วเราได้อะไร

บู้ ธนันต์ บุญญธนาภิวัฒน์ บู้ Slur

ภาพ: Rompboy School

The Rule

1. เราต้องซื้อรองเท้าทุกเดือน ฟังดูเป็นข้ออ้าง แต่เพื่อศึกษาข้อมูลใหม่ๆ เกี่ยวกับรองเท้า ดูรายละเอียด วัสดุ การตัดเย็บประกอบงาน เราศึกษาคุ้มนะ แต่จริงๆ แล้วก็ซื้อมาสะสมนั่นแหละ เราไม่เชื่อว่าใครจะมีเงินเข้าอย่างเดียว มันต้องมีเงินออกบ้าง และเงินก็ควรออกไปกับอะไรที่เราชอบ

2. มื้อเช้าแสนสำคัญ ช่วงหลังมานี้เราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก กินมื้อเช้าเยอะที่สุด สำหรับเราถ้าเริ่มต้นด้วยมื้อเช้าที่ดี มันก็จะดีไปตลอดทั้งวันเลยนะ มีพลังด้วยและได้นอนตรงเวลาด้วย เพราะจะตื่นเช้ามากินอัตโนมัติเลย

3. ต่อสู้กับความชอบของตัวเองทุกวัน ไม่นานมานี้เราเริ่มมีโจทย์ให้ตัวเองค่อยๆ ลดสิ่งที่เราเคยชอบทำ จริงๆ เรียนรู้จากช่วงที่ไปบวช สำหรับเรามันทำให้ความคิดหรือพฤติกรรมเปลี่ยนไป ส่งผลต่อสุขภาพและอื่นๆ ในชีวิตด้วย เรื่องนี้จึงกลายเป็นแนวคิดที่เราใช้มาตลอด

https://www.facebook.com/rompboyschool/

 

ขอบคุณสถานที่

ร้าน Town Tree Garden & Restaurant

เกษตร-นวมินทร์

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

“วันนี้ไปกินอะไรเผ็ด ๆ กันไหม”

ประโยคนี้ไม่ได้มีไว้แค่เชิญชวนไปทานอาหารรสชาติจัดจ้านเท่านั้น เพราะเมื่อได้รู้จักกับร้านอาหารเล็ก ๆ ร้านหนึ่งที่ความนิยมและการเติบโตก้าวกระโดด ก็ทำให้เราต้องตีความคำชักชวนข้างต้นใหม่ทุกครั้งที่มีคนกล่าวประโยคเดียวกัน

เผ็ดเผ็ด’ คือชื่อของร้านอาหารร้านนั้น

ร้านอาหารอีสานร้านเล็ก ๆ ที่มีจุดกำเนิดเล็ก ๆ ในซอย ๆ หนึ่ง จนปัจจุบันขยายสาขามาได้กว่า 6 สาขา ภายในระยะเวลาเพียง 6 ปี

คอลัมน์ The Entrepreneur ในวันนี้ เรามาพูดคุยกับ ต้อม-ณัฐพงศ์ แซ่หู และ โอม-ณัฐกร จิวะรังสินี สองคู่หูแห่งอาณาจักรความเผ็ด เพื่อไขสูตรสำเร็จของการพาร้านขยับขยายกระจายความจัดจ้านจากจุดเริ่มต้นที่ซอยพหลโยธิน 8 สู่สาขาล่าสุดที่เซ็นทรัล ชิดลม

สูตรธุรกิจ Phed Phed ร้านอาหารอีสานที่เผ็ดด้วยรสชาติกว่าพันเมนู และครีเอทีฟแบบแซ่บ ๆ

ขอเผ็ดเผ็ด

“ตอนแรกมีคอนเซ็ปต์ว่าจะขายอาหารอีสาน ก็เลยเสิร์ชคำว่า ‘อาหารอีสาน’ ในกูเกิล แล้วมันก็ขึ้นมาในวิกิพีเดีย เหมือนฝรั่งเขียนว่าถ้ามากินอาหารไทยแล้วอยากกินรสจัดให้สั่งว่าเผ็ด ๆ นะ ผมก็เลย เอ้อ งั้นชื่อ ‘เผ็ดเผ็ด’ ไหม”

โอมตอบด้วยน้ำเสียงขบขันเมื่อเราเปิดบทสนทนาด้วยคำถามถึงที่มาของชื่อร้านที่โดดเด่นสะดุดหูนี้ ซึ่งที่มาก็น่าสนใจอย่างที่คิดไว้จริง ๆ 

‘เผ็ดเผ็ด’ เป็นร้านอาหารอีสานที่เรียกได้ว่าคออาหารรสจัดน่าจะเคยได้ยินชื่อร้านผ่านหู หรืออย่างมากคงต้องเคยไปพิสูจน์ความแซ่บกันมาแล้วไม่สาขาใดก็สาขาหนึ่ง เพราะเสียงลือเสียงเล่าอ้างมากมายต่างพากันการันตีว่าร้านนี้เด็ดจริง แทบจะเป็นหนึ่งในด้านความ ‘เผ็ด’ สมชื่อ 

แต่ใครจะรู้ว่าจุดเริ่มต้นแรกของร้านอาหารที่เผ็ดจนกินใจลูกค้ามานักต่อนัก กลับไม่ใช่การเปิดเพื่อเป็นร้านอาหาร 

“พวกผมขายของออนไลน์กันก่อน ขายกระเป๋า ขายงานแฮนด์เมด เสร็จแล้วพอช่วง พ.ศ. 2560 ก็อยากมีหน้าร้าน เลยไปเปิดที่พหลฯ 8” โอมเริ่มเล่าถึงจุดกำเนิดของเผ็ดเผ็ดให้เราได้ค่อย ๆ นึกภาพตาม

“ทีนี้ ลูกค้าอยากให้เราทำร้านขึ้นมาเพื่อรับซ่อมกระเป๋าโดยเฉพาะ เผอิญว่าผมชอบทำอาหารอยู่แล้ว เลยทำอาหารลงในเพจร้านกระเป๋า แล้วลูกค้าเขาชอบ ให้เราลองทำ ผมเลยคิดว่าจะทำร้านอาหารแล้วก็รับซ่อมกระเป๋าด้วย แต่พอทำมาสักพัก อาหารมันพุ่งกว่า เราเลยมาจริงจังกับอาหาร” ต้อมผู้เป็นคนนครพนมโดยกำเนิด เสริมที่มาของเผ็ดเผ็ดที่ยิ่งฟังก็ยิ่งคิดถึงคำที่ว่า ‘จับพลัดจับผลู’ ได้อย่างชัดเจน หากแต่ก็เป็นความจับพลัดจับผลูที่ลงตัวเหลือเกิน 

‘เผ็ดเผ็ด พหลฯ 8’ (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น เผ็ดเผ็ด หลาย) เป็นสาขาแรกของตระกูลเผ็ดเผ็ดที่เกิดขึ้นมาด้วยเหตุผลอย่างที่ได้หยิบยกไป ด้วยความที่จุดประสงค์แรกของร้านไม่ได้เกิดขึ้นมาเพื่อเป็นร้านอาหารเต็มรูปแบบ แต่เป็นเหมือนร้านกระเป๋าที่มีอาหารเป็นตัวเสริมเล็ก ๆ น้อย ๆ จึงออกมาเป็นคอนเซ็ปต์ของชื่อคาเฟ่ในที่นี้

“เรื่องอาหารคือที่บ้านทำโต๊ะจีนอยู่แล้วเลยมีพื้นฐานนิดหน่อย ก็เลยทำเมนูที่คิดว่าจะสื่อสารกับคนที่มาทานได้ง่าย ตอนนั้นไม่ได้ทำอาหารอีสานที่จริงจังมาก ถ้าเป็นช่วงที่เปิดแรก ๆ จะมีแค่ลาบกับส้มตำ นอกนั้นเป็นอาหารจานเดียว ส้มตำมีแค่ 10 ประเภทเอง ไม่ได้มีหลากหลายเหมือนทุกวันนี้” 

จากตัวเสริมในวันนั้น ใครจะเชื่อว่ากว่าจะได้มา 1 เมนู ต้องผ่านการลองสูตรกว่า 40 ครั้ง

ใครจะเชื่อว่า 1 เมนูความเผ็ด ต้องผ่านการลองระดับความเผ็ดอีกกว่า 5 ระดับเพื่อให้ได้รสชาติแต่ละระดับที่ดีที่สุด

และจากตัวเสริมในวันนั้น ใครจะเชื่อว่าปัจจุบันเผ็ดเผ็ดจะมีเมนูรวมทุกสาขากว่า 1,000 เมนู เฉลี่ยสาขาละ 200 เมนู

สูตรธุรกิจ Phed Phed ร้านอาหารอีสานที่เผ็ดด้วยรสชาติกว่าพันเมนู และครีเอทีฟแบบแซ่บ ๆ

เผ็ดพริก 2 เม็ด

ใช้เวลาในการเปิดร้านสาขาแรกไปเพียงแค่ครึ่งปี กระแสความอร่อยแบบบอกต่อทำให้เผ็ดเผ็ดกลายเป็นอีกหนึ่งร้านที่ลูกค้าต้องโทรจองคิวล่วงหน้าไปโดยปริยาย

ด้วยจังหวะที่ลูกค้าเข้ามาถล่มทลาย พื้นที่ในการรอคิวอันน้อยนิด ประกอบกับการพบทำเลที่ใหม่ที่เหมาะสม ทำให้ส่วนประกอบทั้งหมดลงตัวเป็นการขยายสาขาสองเพิ่มขึ้นมาในชื่อ ‘Phed Phed Bistro’ ที่ The Circle ราชพฤกษ์ อีกหนึ่งสาขาที่ได้รับความนิยมล้นหลามไม่แพ้สาขาดั้งเดิม

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเผ็ดเผ็ด เรียกได้ว่าแม้แต่เจ้าของร้านทั้งสองคนก็ยังคาดเดาไม่ได้

ขึ้นชื่อว่าการเติบโตย่อมต้องมาพร้อมการปรับตัว จากสาขาแรกที่มีเพียงต้อม โอม และพ่อครัวอีก 2 คนในการบริหารร้านเล็ก ๆ เมื่อเข้าสู่สาขาสอง จึงต้องเริ่มจริงจังในการทำธุรกิจมากขึ้น ทำทุกอย่างเป็นระบบมากขึ้น เริ่มตั้งแต่การเรียนรู้ตำแหน่งในบริษัทกันเลยทีเดียว

“มันยากตรงคน เพราะคนเยอะขึ้น สำหรับผม การบริหารคนยากที่สุด 

“รสชาติอาหารอาจปรับปรุงได้ตลอด แต่พอเป็นเรื่องคน เราต้องเรียนรู้ใหม่ ต้องจ้างคนมาทำ ต้องหาที่ปรึกษา” 

และร้านอาหารของพวกเขาเริ่มเข้าสู่ลู่ทางของความเป็นธุรกิจมากขึ้น 

สูตรธุรกิจ Phed Phed ร้านอาหารอีสานที่เผ็ดด้วยรสชาติกว่าพันเมนู และครีเอทีฟแบบแซ่บ ๆ

เปิดตำรางานเผ็ด

“ผมคิดว่าถ้าผมไม่อยู่ ร้านต้องไปต่อได้” 

ต้อมย้ำหนักแน่น และนั่นเป็นสาเหตุที่ร้านเผ็ดเผ็ดมีสูตรอาหาร ซึ่งกำหนดการชั่งตวงวัตถุดิบอย่างชัดเจน ไม่ได้ยึดเอาตามความรู้สึก

“จริง ๆ แล้วครัวเราไม่ได้เทรนนานเลย สูตรทุกอย่างผมจะไขว้สูตรไว้ ทำให้คนทำงานไม่ยาก บางอย่างอาจจะเปลี่ยนแค่วัตถุดิบบางตัว แต่เอาสูตรแบบนี้ เอาสไตล์แบบนี้ เขาก็เข้าใจ” นั่นคือหลักการทำงานของเผ็ดเผ็ด ที่มาของความคิดว่า ‘หากไม่มีต้อมหรือโอม ร้านต้องยังคงไปต่อได้’

“เราจะไปทำอย่างอื่นได้ยังไง จะขยายได้ยังไงถ้าเราต้องอยู่แค่หน้าเตาตรงนี้ พอไปสาขาที่สองเลยต้องวางแผนหลายอย่าง ต้องมีคนเพิ่ม มีพนักงานเพิ่ม มีสูตร มีระบบ ให้เรียบร้อย” 

การวางระบบของเผ็ดเผ็ดไม่ได้ถูกวางแค่ในส่วนของสูตรอาหารเท่านั้น แต่ในแง่ของการบริหารจัดการบุคลากรก็มีความเป็นระบบมากขึ้นเช่นกัน

“เรามีทีมผู้จัดการที่ไว้ใจและมีระเบียบปฏิบัติงานอยู่แล้ว อย่างตื่นมาร้านเปิด แต่ละตำแหน่งต้องทำอะไรบ้าง ก็มีลิสต์อยู่แล้ว” 

มีพนักงานกว่า 170 ชีวิตจากเผ็ดเผ็ดทั้ง 6 สาขาและอีก 2 ครัวกลาง

สูตรธุรกิจ Phed Phed ร้านอาหารอีสานที่เผ็ดด้วยรสชาติกว่าพันเมนู และครีเอทีฟแบบแซ่บ ๆ

“ระหว่างนั้น ก็ต้องมีทีมงานมาตรวจสอบระบบว่ามันไปได้ไหม ลูกค้าร้านเราส่วนใหญ่เป็นลูกค้าประจำ เรื่องรสชาติอาหารถ้าเพี้ยนไปนิดเดียวเขาจะรู้ทันที ถ้ามีปัญหาปุ๊บเราจะแก้ไขทันที ทุกอย่างเลยค่อนข้างสบาย เพราะทีมงานเราค่อนข้างเยอะด้วย พอทุกคนทำงานเป็นระบบก็ไปได้

“นอกจากนี้ เรายังมีผู้บริหารฝ่ายบุคคลและพัฒนาองค์กร เขาอยู่กับเรามา 5 ปีตั้งแต่แรก ๆ ที่ทำ เขาจะรู้ว่าผมกับโอมชอบสไตล์พนักงานแบบไหน คนแบบไหนถึงจะอยู่กับเราได้ แล้วก็เป็นคนประเมินให้ว่าคนนี้ควรได้เงินเดือนประมาณไหน ปรับเงินเดือนให้เขาไหม 

ผู้จัดการแต่ละสาขาต้องรายงานผลกับผู้บริหารคนนี้เดือนละ 2 ครั้ง เพื่อดูพัฒนาการของพนักงานแต่ละคน คนนี้พัฒนาถึงไหนแล้ว เตรียมของได้แล้ว ลงกระทะได้ยัง ถ้าลงกระทะได้แล้ว เราจะต้องปรับเงินเดือนให้ ถ้ามีปัญหามา เขาก็ต้องส่งทีมมาเช็กทันทีว่ามีปัญหาตรงไหน 

ต้อมและโอมมีเป้าหมายให้สาขาในทุก ๆ เดือน พร้อมงบประมาณกำหนดชัดเจน หน้าที่ของแต่ละสาขาคือหา Solution และแนวทางที่จะบรรลุเป้าหมายนั้นแล้วนำมาเสนอพวกเขา

ทุกวันนี้ทั้งคู่ยังไปเยี่ยมสาขาทุกสัปดาห์ วันละสาขา เพื่อให้มั่นใจว่าทุกอย่างเป็นไปตามมาตรฐานที่วางไว้

สูตรธุรกิจ Phed Phed ร้านอาหารอีสานที่เผ็ดด้วยรสชาติกว่าพันเมนู และครีเอทีฟแบบแซ่บ ๆ
สูตรสำเร็จของ 'Phed Phed - ร้านเผ็ดเผ็ด' ร้านอาหารอีสานที่มีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ จนขยาย 6 สาขาได้ภายใน 6 ปี

การตลาดแบบเผ็ด

แม้เผ็ดเผ็ดจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่โอมและต้อมกลับไม่เคยวางแผนทำการตลาดใด ๆ หรือใช้เงินไปกับการโปรโมตร้านเลยสักบาทเดียว 

แล้วอะไรทำให้กลายเป็นร้านอาหารที่ครองใจนักชิมทั้งขาจรและขาประจำได้มากถึงเพียงนี้

‘ปากต่อปาก’ (Word of Mouth) คงจะเป็นนิยามที่เหมาะกับการตลาดของเผ็ดเผ็ดมากที่สุด

กิน ชอบ แชร์ เป็นกระบวนการที่ลูกค้ามากมายทำมาเป็นเวลานาน วิธีนี้นอกจากจะได้กระแสของการบอกต่อเป็นวงกว้าง การบอกต่อยังเป็นรูปแบบที่ใครหลาย ๆ คนเชื่อถือ เพราะเกิดจากความจริงใจและความชื่นชอบของผู้บริโภคเองล้วน ๆ งานนี้หากจะกล่าวว่าทางร้านได้ทั้งขึ้นทั้งล่องก็คงจะไม่ผิดนัก

“ผมขายอาหารเลย ให้อาหารโปรโมตตัวมันเองว่าจะไปในทิศทางไหน อยากให้อาหารเป็นตัวพาคนเข้ามามากกว่า เราเลยไม่มีการโปรโมตเลยนอกจากไอจีกับเฟซบุ๊ก” ต้อมอธิบายสาเหตุที่ทางร้านไม่คิดจะลงทุนไปกับการทำมาร์เก็ตติ้ง และเลือกเก็บงบในส่วนนั้นไปทุ่มกับวัตถุดิบในอาหารทุกจานของทางร้านแทน

สูตรสำเร็จของ 'Phed Phed - ร้านเผ็ดเผ็ด' ร้านอาหารอีสานที่มีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ จนขยาย 6 สาขาได้ภายใน 6 ปี
สูตรสำเร็จของ 'Phed Phed - ร้านเผ็ดเผ็ด' ร้านอาหารอีสานที่มีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ จนขยาย 6 สาขาได้ภายใน 6 ปี

นอกเหนือจากเรื่องความโดดเด่นของอาหารที่ใครได้ลองก็ยากจะปฏิเสธความดีเยี่ยมของรสชาติ อีกกลวิธีหนึ่งที่ทำให้ความนิยมของเผ็ดเผ็ดพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว คงหนีไม่พ้นการ ‘สร้างเอกลักษณ์ให้ร้านแต่ละสาขา’

หากลองดูร้านในเครือเผ็ดเผ็ดทั้งหมด ตั้งแต่ Phed Phed Lhay, Phed phed Cafe, Phed Phed Bistro, Phed Phed Ground, Phed Phed Hey มาจนถึงสาขาล่าสุดที่เซ็นทรัล ชิดลม อย่าง Phed Phed Pop คงเห็นได้ชัดถึงความน่าสนใจที่สะท้อนผ่านความแตกต่างของชื่อแต่ละสาขา ซึ่งมีที่มาจากโลเคชันและคอนเซ็ปต์ที่ต่างกัน 

Cafe เน้นอาหารอีสานที่คนในกรุงเทพฯ คุ้นหน้าคุ้นตา

Bistro คืออาหารที่ต้อมและโอมเคยไปชิม หรือที่แม่เคยทำที่บ้าน

Ground อาหารพื้นบ้าน 

Lhay เริ่มจากเน้นอาหารจานเดียวให้เดลิเวอรี่มารับ ก่อนจะใส่เมนูส้มตำเพิ่มเข้าไป เพราะสถานที่มีขนาดเล็ก

“มาที่ Hey มหานคร เหมือนเอาจุดเด่นของแต่ละสาขามาปรับใหม่ แล้วเหมือนกับเราคิดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะเข้ามาเยอะ

“ที่เราใช้ ‘เฮ้’ ก็เหมือนกับทักทายนักท่องเที่ยว แล้วมาตัวสาขา Pop จะเป็นอาหารที่ค่อนข้างฮอตฮิตในสมัยก่อน เอามาทำใหม่”

โอมและต้อมสลับกันอธิบายคอนเซ็ปต์ของร้านแต่ละสาขาที่สอดคล้องกับชื่อที่เลือกใช้ได้เป็นอย่างดี จนเราเห็นถึงเอกลักษณ์ของทั้ง 6 สาขาอย่างชัดเจนทันทีที่ฟังจบ

สูตรสำเร็จของ 'Phed Phed - ร้านเผ็ดเผ็ด' ร้านอาหารอีสานที่มีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ จนขยาย 6 สาขาได้ภายใน 6 ปี

และเมื่อคอนเซ็ปต์ของแต่ละสาขายังมีเอกลักษณ์ถึงขนาดนี้ เมนูในแต่ละสาขาจึงแตกต่างกันไปด้วย และนี่ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้เผ็ดเผ็ดเป็นที่สนใจของบรรดานักชิมไม่น้อย 

บางเมนูมีเฉพาะในบางสาขา ทำให้ลูกค้าไม่เบื่อที่จะเดินทางไปชิมเพื่อให้ได้รับประสบการณ์ที่แตกต่างกัน และเป็นอีกหนึ่งความสนุกของเจ้าของร้านในการครีเอตเมนูใหม่ ๆ ให้มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำรอย

เป็นการทำการตลาดรูปแบบที่ไม่ซ้ำใคร และคงหาใครซ้ำได้ยาก ขณะเดียวกันการจัดการก็ยากกว่าที่ 6 สาขาเมนูเหมือนกันทั้งหมด แต่วิธีแก้ไขคือการทำสูตรไขว้อย่างที่ต้อมเล่าไปเมื่อครู่

แล้วเคยมีลูกค้าบ่นกรุบไหมคะ – เราถามติดตลก เพราะตัวเองก็เคยอยากกินเมนูที่มีในสาขาไกลบ้าน

“บ่น” ต้อมหัวเราะ “แต่เราอยากให้เขาได้ประสบการณ์”

มากกว่าความเผ็ด

แน่นอนว่ารสชาติเป็นจุดเด่นของร้านอาหารอีสานร้านนี้ไปแล้ว แต่กว่าจะมาถึงจุดที่รสชาติเป็นจุดขายสำคัญของร้านได้ มีบางสิ่งที่เป็นเคล็ด (แต่ไม่) ลับของทางร้านเช่นกัน

“เราทำวัตถุดิบเองทุกอย่าง กะปิ น้ำปลา เราสั่งให้เขาทำให้โดยเฉพาะ ไส้กรอกอีสาน แหนม เราก็ทำเอง ต้องมาขูดหนังหมูเอง ซอยเอง เข้าเครื่องไม่ได้”

ต้อมอธิบายเคล็ดลับข้อหนึ่งของรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์

“ปลาร้าเผ็ดเผ็ดต้องไม่คาว เพราะผมไม่กินปลาร้าคาวเลย กะปิเอามาจาก 5 ที่ ซึ่งสั่งทำโดยเฉพาะ มาจากภาคเหนือ ใต้ ตะวันออก มีทั้งกะปิที่ทำจากปลาน้ำจืด กุ้งฝอย หรือกะปิใต้ทำจากเคย ทำจากกุ้งใหญ่ เอามาผสมกัน กะปิบางอันเค็ม บางอันมีรสหวาน” 

นั่นคือความใส่ใจในวัตถุดิบอย่างล้นเหลือ จึงไม่แปลกใจว่าเหตุใดอาหารของเผ็ดเผ็ดจึงมีรสชาติถูกปากใครหลายคนถึงขนาดนี้

เหตุผลของการที่เผ็ดเผ็ดเลือกทำวัตถุดิบต่าง ๆ เองเป็นหลัก แม้แต่ในปัจจุบันที่มีร้านถึง 6 สาขา และมีข้อจำกัดมากมาย ทั้งปริมาณที่ผลิตได้อย่างจำกัด ไม่ครอบคลุมร้านทุกสาขา หรือกำไรที่อาจจะน้อยกว่าการซื้อวัตถุดิบจากที่อื่น ๆ เจ้าของร้านทั้งสองก็ผลัดกันตอบอย่างชัดเจนตามเดิม

“คิดว่าเป็นเสน่ห์ ถ้าซื้อมาขายร้านอื่นก็ทำได้ แต่บางอย่างไม่ได้ถูกใจเรา 

“จริง ๆ อาจจะเพราะว่าเราทำเองมาแต่ต้น พอเริ่มขยาย เราก็อยากทำเองในทุกขั้นตอน เหมือนความเสมอต้นเสมอปลาย ไหน ๆ เราทำเองแต่ต้นแล้ว ขยายไปเรื่อย ๆ ก็อยากทำเองไปเรื่อย ๆ” 

สูตรสำเร็จของ 'Phed Phed - ร้านเผ็ดเผ็ด' ร้านอาหารอีสานที่มีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ จนขยาย 6 สาขาได้ภายใน 6 ปี

ก้าวต่อไปแบบเผ็ดเผ็ด

“สิ่งสำคัญคือความสม่ำเสมอ” ต้อมสรุปหัวใจสำคัญข้อเดียวในการทำธุรกิจแบบเผ็ดเผ็ด

“เราเคยทำอะไรเอง เราก็ยังทำอย่างนั้นอยู่ ถึงแม้ว่าจะขายได้ยอดเยอะมาก แต่เราก็ไม่ได้จ้างคนมาผลิตปลาร้าให้ เรายังหมักเอง ต้มเอง เคี่ยวเอง สำหรับผมความสม่ำเสมอคือสิ่งสำคัญ”

ความแน่วแน่ในน้ำเสียงทำให้เราเข้าใจเลยว่า ทำไมเผ็ดเผ็ดจึงคงมาตรฐานของรสชาติ และกินใจลูกค้ามากหน้าหลายตาได้ยาวนานถึงเพียงนี้

ต้อมและโอมยอมรับกับเราตามตรงว่า เมื่อนึกย้อนไปถึงร้านสาขาแรก ก็ไม่คิดว่าธุรกิจจะมาถึงจุดที่ประสบความสำเร็จขนาดนี้

“ผมมีความคิดเสมอว่า ทำให้สนุกไปเรื่อย ๆ ไม่เคยคิดว่าต้องมี 10 สาขา” ต้อมตอบด้วยน้ำเสียงขบขัน 

“ไม่คิดว่าจะโตเร็วด้วย มันเหมือนเป็นเรื่องจังหวะ อย่าที่ขยายไป The Circle ราชพฤกษ์ ตอนนั้นต้องซ่อมครัว เลยหาที่เปิดใหม่ พอหาที่ใหม่เป็น Ground ลูกค้าติด เลยต้องเปิดอันนั้นไปเลย” โอมเสริมด้วยความขบขันที่ไม่ได้แสดงผ่านแค่น้ำเสียง แต่ยังแสดงผ่านคำตอบที่ทำให้เราทึ่งอีกครั้งกับจังหวะที่พอดิบพอดีเหลือเกิน

ตลอด 6 ปีกับ 6 สาขาที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง จากร้านสแตนด์อโลนเริ่มขึ้นสู่ตึกมหานคร และล่าสุดกับการเข้าสู่ห้างใจกลางเมืองอย่างเซ็นทรัล ชิดลม ในชื่อ Phed Phed Pop ที่ดูทันสมัยมากขึ้นไปอีก 

สาขานี้มาในรูปแบบร้านในฟู้ดคอร์ต ไม่ต้องมีคนหน้าร้าน มีแค่คนครัว แต่ก็ใช่ว่าการบริการจะหายไป เพราะแม้จะไม่ได้มีพนักงานเสิร์ฟมากเท่าร้านสาขาอื่น ๆ แต่การบริการยังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เผ็ดเผ็ดให้ความสำคัญ

“เราอาจจะไม่ได้มีคนเสิร์ฟ แต่เรายังมีคนรับออเดอร์ มีคนคอยบริการลูกค้า อย่างส้มตำมีหลายความเผ็ด บางคนจะลดเค็ม ก็ยังต้องถามเขาให้ละเอียด มันจะเหมือนร้านฟู้ดคอร์ททั่วไปไม่ได้ ต้องมีคนจดออเดอร์โดยเฉพาะ หรืออย่างพนักงานผมต้องมาเสิร์ฟเอง เพราะลูกค้าบางคนบอกเลยว่าไม่สะดวกมารับ อาหารเรามันมีหลายอย่าง ไม่ใช่จานเดียว เราก็ช่วยเสิร์ฟให้เขา”

บทสนทนาที่โต๊ะอาหารหน้าร้าน Phed Phed Pop ดำเนินมาจนเข้าช่วงที่ดูเหมาะสมกับท้องที่เริ่มร้องหามื้อบ่าย เราจึงได้ฝากคำถามทิ้งท้ายถึงเป้าหมายในอนาคตของเผ็ดเผ็ดที่ดูจะเติบโตไปได้อีกไกล

“ถ้าฝั่งที่เป็นร้านตามห้าง เราก็คงจะเพิ่มสาขาไปกับเซ็นทรัล เป็น Phed Phed Pop ไปเรื่อย ๆ แต่ถ้าสแตนด์อโลนอาจจะยังพักไว้ก่อน อยากมองธุรกิจอื่นไว้ด้วย” ต้อมตอบด้วยท่าทีสบาย ๆ แต่ก็ทำให้เราเชื่อได้ง่าย ๆ เลยว่า ภายใต้การนำทางของเจ้าของธุรกิจทั้งสอง เราจะได้เห็นทั้งการเติบโตของเผ็ดเผ็ดและธุรกิจในเครืออีกมากมายตามมาแน่นอน

ว่าแล้วคงต้องทักไปถามเพื่อน ๆ สักหน่อยว่า “วันนี้ไปกินอะไรเผ็ด ๆ กันไหม”

เผ็ดเผ็ดที่เป็นร้าน และอาหารก็เผ็ดด้วยนั่นแหละ

สูตรสำเร็จของ 'Phed Phed - ร้านเผ็ดเผ็ด' ร้านอาหารอีสานที่มีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ จนขยาย 6 สาขาได้ภายใน 6 ปี

Lessons Learned

  • ถ้าไม่มั่นใจจะไม่ปล่อย ต้องมั่นใจว่ามันไปได้ถึงจะทำ
  • การทำในสิ่งที่ตัวเองรักและเชื่อให้ผลลัพธ์ที่ดีเสมอ
  • ความสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญ
  • ให้ใจกับผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นมา แล้วผลงานของเราจะซื้อใจลูกค้าได้เอง
  • การลองผิดลองถูกเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด และการเติบโตของธุรกิจต้องมาพร้อมการทำงานที่เป็นระบบมากขึ้น
  • ทำในสิ่งที่เราสบายใจ ไม่ต้องทำตามแบบใคร แล้วเราจะทำมันได้ยืนยาว

Writer

วิมพ์วิภา ค้ำจุนวงศ์สกุล

เด็กนิเทศผู้หลงรักของหวาน การเล่าเรื่อง และตั้งใจจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกวัน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load