แสงแดดอุ่นส่องลอดหน้าต่างกระจกเข้ามาในร้านขนาดกะทัดรัดย่านวัดเกตุ ขณะที่ถ้วยใบเล็กใส่น้ำอุ่นผสมน้ำผึ้งถูกบรรจงวางบนเคาน์เตอร์หินอ่อนภายในร้าน เมื่อฉันยกขึ้นจิบ ก็ได้ลิ้มรสหวานผสานกับกลิ่นละมุนของอบเชยที่ผสมอยู่ในน้ำผึ้งนั้น

นี่ไม่ใช่เครื่องดื่มดื่มเล่นให้ชื่นใจ แต่คือยามีฤทธิ์เยียวยาร่างกาย

สินค้าสุขภาพ
Botanic Pantry สินค้า สุขภาพ

ถ้าลองหันหลังกลับไป บนหน้าต่างกระจกบานนั้นมีตัวอักษรสีขาวเขียนไว้ว่า  ‘Botanic Pantry’

Botanic Pantry, สินค้าเพื่อสุขภาพ

ที่นี่คือร้านขายสินค้าเพื่อสุขภาพ คือสถานที่อบอวลด้วยพลังธรรมชาติ คือสิ่งที่เกิดจากความเชื่อในทางเลือกสู่ชีวิตที่ดีที่ไม่ใช่โรงพยาบาลของ นิจ-สรวีย์ เอื้อผดุงเลิศ หญิงสาวชาวกรุงเทพฯ ผู้ขึ้นมาหยั่งรากที่เชียงใหม่

ไม่ต่างจากใครหลายคน-นิจเริ่มสนใจดูแลตัวเองด้วยวิถีธรรมชาติเพราะโรครุมเร้า     

“ที่จริงเราไม่สบายมาตลอดนะ” นิจบอกฉัน “เราทำงานโฆษณาตั้งแต่เรียนจบ ซึ่งเป็นปีที่เศรษฐกิจฟองสบู่แตก ฉะนั้น เรื่องงานก็ต้องอดทนและทำงานหนักมาก ภายใน 2 ปีเราก็พัง ป่วยเป็นโรคเยอะมาก ที่จริงที่บ้านมีความรู้เรื่องแพทย์ทางเลือกอยู่แล้ว เราก็รักษาตัวเองด้วยวิธีทางเลือกอยู่ แต่ก็จะเป็นแนวดื้อๆ อยากกบฏ ก็ไปหาหมอด้วย”

จากภูมิแพ้ที่รักษาไม่หาย จนถึงหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทที่ถูกสั่งให้เข้าห้องผ่าตัด ทำให้นิจตัดสินใจลองหันเข้าหาวิถีทางเลือกเต็มตัว

“คุณพ่อพูดคำหนึ่งขึ้นมาว่า ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ อย่าไปตัดไปผ่าอะไรออกจากร่างกายเรา ตอนนั้นเรายังไม่มีความรู้อะไรเลย แต่ฟังคำนี้แล้วรู้สึกว่าต้องเชื่อพ่อ ร่างกายพ่อแม่ให้มา เราต้องเชื่อเขา ก็เลยไม่ทำ”

Botanic Pantry, สินค้าเพื่อสุขภาพ
Botanic Pantry : แบรนด์ที่ชวนผู้คนดูแลชีวิตให้ดีด้วยธรรมชาติและภูมิปัญญาล้ำค่า

หญิงสาวลองเรียนโยคะ แล้วก็พัฒนาสู่การดูแลสุขภาพด้านอื่นๆ ซึ่งทั้งหมดล้วนส่งผลดีกับตัวเธอ นิจยังชอบใช้วันลาพักร้อนไปเชียงใหม่คนเดียวเพื่อเข้าคอร์สเยียวยาร่างกายแบบต่างๆ จนเริ่มหลงรักเชียงใหม่ อยากอยู่ในที่ที่มีความเป็นเมืองผสมผสานกับธรรมชาติ เมื่อสามีชวนให้ย้ายไปตั้งรกรากที่นี่ หญิงสาวจึงตอบตกลงง่ายดาย ก่อนจะพบว่าเชียงใหม่ช่วยให้เธอได้กินอาหารเมือง รู้จักสมุนไพร เปิดประตูสู่การหาความรู้ด้านสมุนไพรที่เลยไปยังการค้นคว้าศาสตร์เก่าแก่ต่างๆ เช่น แพทย์แผนไทย แพทย์แผนจีน และอายุรเวชซึ่งเป็นศาสตร์การดูแลตัวเองเก่าแก่ของอินเดีย ที่สุดแล้ว เธอจึงได้เรียนรู้ในวิถีทางเลือกที่สนใจ และก็ได้ลองนำสิ่งที่ค้นพบมาปรับใช้จริงเป็นของกิน ของใช้ในชีวิตประจำวัน

ด้วยเหตุนี้ เมื่อนึกอยากมีอาชีพที่เชียงใหม่และอยากแบ่งปันสิ่งที่ได้เรียนรู้ออกไป นิจจึงตัดสินใจเปิดร้านขายผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ ทีแรกเธอตั้งใจให้ร้านขายของออร์แกนิกแบบคัดสรร แต่คิดอีกที หญิงสาวก็อยากให้ความสนใจของร้านเฉพาะทางกว่านั้น

“เราลองมองย้อนชีวิตตัวเองกลับไป การที่ร่างกายดีขึ้นไม่ได้อยู่แค่ว่าเรากินอะไร ถ้าเราอยากให้คนสุขภาพดีขึ้นจริงๆ ต้องให้ความรู้แบบองค์รวม เราเลยเปลี่ยนจากร้านออร์แกนิกมาเป็นเรื่อง Wellness เพราะคำว่า Wellness ต้องรวมทุกอย่าง การออกกำลังกาย การเลือกกิน การใช้ชีวิตทั้งหมด รวมถึงเรื่องจิตใจ เรื่องนี้ยังเป็นเรื่องใหม่ ขณะที่ตอนนี้ตลาดแยกเป็น 2 ทาง คือออร์แกนิกกับ quick fix ซึ่งคือกิน Supplement เพื่อความผอม ลดไขมันเร็วๆ สินค้าเราจะเป็นของที่ต้องประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันไปเลย”

ร้าน Botanic Pantry จึงเกิดขึ้น นอกจากโฟกัสในสิ่งที่ใหม่และต่างจากแบรนด์เพื่อสุขภาพอื่น ยังอาจเรียกได้ว่าเป็นร้านที่เน้นเรื่องชีวิตดีแบบองค์รวมหนึ่งเดียวในเชียงใหม่ (ชื่อร้านได้มาจากตอนเริ่มต้นที่ทุกอย่างทำขึ้นในครัวของนิจซึ่งเต็มล้นด้วยสมุนไพร) เมื่อก้าวเข้าร้าน จะพบผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมหลักจากธรรมชาติ ครอบคลุมทั้งของกินของใช้ เช่น น้ำผึ้งผสมสมุนไพรที่มีหลายสูตร เยียวยาร่างกายได้หลายแบบ จนถึงเบาะสำหรับเล่นโยคะ ทั้งหมดนี้แบ่งเป็นแบรนด์ของนิจคือ Botanic Pantry Ayur (เน้นสินค้าด้านความงาม) และแบรนด์อื่นๆ ที่เธอเลือกเข้าร้าน  

Botanic Pantry : แบรนด์ที่ชวนผู้คนดูแลชีวิตให้ดีด้วยธรรมชาติและภูมิปัญญาล้ำค่า
Botanic Pantry : แบรนด์ที่ชวนผู้คนดูแลชีวิตให้ดีด้วยธรรมชาติและภูมิปัญญาล้ำค่า

นิจพิถีพิถันเลือกส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ ทดสอบอยู่นานนับปี พยายามใช้ของออร์แกนิกมากที่สุดเท่าที่ทำได้ สินค้าเซ็ตแรกของเธอจึงปลอดสารเคมีรวมถึงไม่ใส่สารกันเสีย (เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผลิตภัณฑ์มีขนาดเล็กเพราะควรใช้ให้หมดภายใน 4 – 6 เดือน) นอกจากนี้ หญิงสาวยังอยู่ในระหว่างร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้พัฒนาสินค้าให้ดีอย่างใจ โดยปรับจากสูตรเก่าแก่ที่ศึกษามา

เมื่อถึงเวลาขาย หญิงสาวก็ยืนยันว่าเธอจะเริ่มขายจากแบบออฟไลน์เพียงอย่างเดียว และต้องพบลูกค้าเอง วิธีนี้ช่วยให้เธอได้แนะนำพวกเขาโดยตรง ได้แลกเปลี่ยนความรู้ ได้ทดสอบสินค้า ที่สำคัญคือ ได้ทดสอบว่าทางที่กำลังมุ่งไปถูกหรือไม่

Botanic Pantry : แบรนด์ที่ชวนผู้คนดูแลชีวิตให้ดีด้วยธรรมชาติและภูมิปัญญาล้ำค่า

“เรารู้สึกว่าตัวเองค่อนข้างฮาร์ดคอร์ในการดูแลตัวเอง แต่ว่าคนข้างนอกใช้ชีวิตอีกแบบ แล้วเราจะหาจุดกึ่งกลางกันยังไง” นิจอธิบาย ก่อนจะบอกว่าลูกค้าที่เข้ามาในร้านนั้นเป็นลูกค้าที่น่าพอใจ “เราทำเคาน์เตอร์บาร์ มีเก้าอี้ให้นั่ง เพราะต้องการให้คนมานั่งแล้วคุยกันจริงๆ ซึ่งการมีหน้าร้านเชียงใหม่เป็นสิ่งดี มันเป็นหน้าร้านของโลก เราได้คนจากหลายประเทศ และถนนเส้นที่อยู่ก็ค่อนข้างได้ลูกค้าที่โอเคด้วย คือคนที่เข้ามาจะโดนกรองด้วยสารหน้าร้านประมาณหนึ่ง บางคนเข้ามาถ่ายรูปอย่างเดียวก็มีนะ แต่บางคนพอเห็นสารแล้วคลิกก็เข้ามา เราเองก็ไม่ใช่ว่าเข็นขายของอย่างเดียว ก็จะคุยก่อนว่าเป็นมายังไง มาอยู่กี่วัน สังเกตจากท่าเดินว่าเขามีปัญหาอะไรบ้างหรือเปล่า ท้องอืดไหม ให้ลองชิมสินค้า

“ตอนแรกเลยที่เปิดร้านตั้งใจจะโฟกัสที่ aging target แต่เอาเข้าจริงๆ ไม่ทันแล้ว ของแบบนี้กลุ่มลูกค้าต้องเด็กกว่านั้น เรามองว่าสัก 30 ต้นๆ จนถึง 45 เป็นกลุ่มเป้าหลัก กลุ่มกลางๆ นี่แหละที่ต้องใช้ เขาทำงานหนัก ใช้ชีวิตคนเมือง มีความไม่สมดุลหลายอย่างเลย สิ่งเหล่านี้มันน่าจะมาปรับชีวิตเขานิดหนึ่งให้สมดุล”

สินค้าเพื่อสุขภาพ
Botanic Pantry : แบรนด์ที่ชวนผู้คนดูแลชีวิตให้ดีด้วยธรรมชาติและภูมิปัญญาล้ำค่า

ตอนนี้ Botanicl Pantry อาจยังเป็นเพียงร้านขายสินค้าสุขภาพร้านหนึ่ง แต่ในอนาคต นิจตั้งใจจะพาสิ่งที่เธอรักไปไกลกว่านั้น นั่นคือเป็นศูนย์กลางขององค์ความรู้ เช่น ริเริ่มจัดเวิร์กช็อปสอนผู้คนดูแลตัวเองในแบบที่เธอเชื่อ โดย ณ ปัจจุบันก็มีคนจากหลายประเทศสนใจมาร่วมแบ่งปันความรู้ให้

ขณะที่เมื่อหันมองผลตอบรับและผลประกอบการ นิจบอกว่าตอนนี้สินค้าเป็นที่ชื่นชอบของผู้ใช้ ร้านที่เปิดมาประมาณครึ่งปีเลี้ยงตัวเองแบบอยู่ได้และยังคงต้องก้าวต่อไป

“การจะทำให้ Botanic Pantry อยู่รอดอย่างยั่งยืนคงต้องทำหลายอย่างไปด้วยกัน ทั้งเรื่องผลิตภัณฑ์ เรื่องการให้ประสบการณ์ ซึ่งเป็นวิธีเดียวที่ทำให้คนเข้าร้านมาแล้วได้เรียนรู้สินค้าและเรื่องการดูแลตัวเองไปพร้อมกัน ส่วนเรื่องทำการตลาดออนไลน์เราก็ไม่ทิ้ง เป็นสิ่งที่เราอยากทำจริงจัง กระแสการใช้สื่อเป็นยังไง เราต้องทำและทิ้งไม่ได้เลย”

อาจพูดได้ว่าธุรกิจของหญิงสาวเพิ่งเริ่มต้นและมีงานรออยู่ข้างหน้าอีกมาก แต่ถ้าถามว่าวันนี้ วินาทีนี้ เธอรู้สึกกับชีวิตตัวเองอย่างไร

“ตอนนี้มีความสุขกับชีวิตมาก” นิจลากเสียงยาวในคำสุดท้าย แต่ที่จริงคำพูดอาจไม่จำเป็นอะไร

เพราะแค่เห็นสีหน้าและแววตาเป็นประกายของเธอ เราก็รู้

Botanic Pantry : แบรนด์ที่ชวนผู้คนดูแลชีวิตให้ดีด้วยธรรมชาติและภูมิปัญญาล้ำค่า
The Rules
  1. สร้างสรรค์สินค้าจากวัตถุดิบที่ดีที่สุด
  2. ทำงานแบบรักษาสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน
  3. มีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน แต่พร้อมรับและปรับเปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงระหว่างทาง
  4. ถามตัวเองว่าสิ่งที่ทำช่วยให้เกิดความสุขสบายใจหรือไม่ และจะช่วยเปลี่ยนชีวิตคนอื่นให้ดีขึ้นไหม หากคำตอบคือใช่ทั้งสองข้อ สิ่งนี้คืองานที่โลกได้เลือกแล้วที่จะมอบให้แก่คุณ จงวางใจสบายๆ แล้วทำให้เต็มที่
facebook.com/botanicpantry
 

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

“ทำไมกวาดบ้านมาตั้งนาน บ้านยังไม่สะอาดอีกนะ แถมบางทียังสกปรกขึ้นอีก”

นี่คงเป็นความในใจของใครหลายๆ คนเมื่อต้องหยิบไม้กวาดในบ้านที่ใช้ได้ไม่นาน ดอกหญ้าก็หลุดร่วงจนแทบจะต้องเปลี่ยนทุกๆ 3 เดือน

Sweepy คือแบรนด์ที่เกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานั้น โดยเริ่มต้นจากการตั้งใจผลิตไม้กวาดที่มีคุณภาพ ถูกต้องตามหลักสรีระศาสตร์ ให้คุณทำความสะอาดได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น มีอายุการใช้งานนานนับปี และมีเป้าหมายสุดท้ายคืออยากเห็นคนมีชีวิตที่ดีขึ้น

Sweepy ไม้กวาดที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ให้ใช้ได้นาน และกวาดบ้านอย่างมีความสุข

แบรนด์นี้เกิดจากการร่วมมือกันของสามพี่น้อง 

ตูน-นนทัช ขันธรูป พี่ใหญ่ผู้ริเริ่มแบรนด์ ดูแลด้านการออกแบบและการตลาด โดยมีอีกหน้ากากหนึ่งเป็นสถาปนิกผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบร้านที่เราคุ้นเคยหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Peace Oriental Teahouse, Khao, และ Honeyful Cafe 

แตม-อธิษฐ์ ขันธรูป น้องชายคนรองผู้ดูแลด้านการโฆษณา

และ เติม-โตมา ขันธรูป น้องชายคนเล็กที่รับผิดชอบด้านสื่อออนไลน์ การวิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์

Sweepy ไม้กวาดที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ให้ใช้ได้นาน และกวาดบ้านอย่างมีความสุข

ในตอนแรก ตูนก็คล้ายกับใครหลายๆ คนที่อยากลองทำธุรกิจค้าขาย หลายคนหาไอเดียจาก Pain Point ของตัวเอง บางคนก็เริ่มต้นจากธุรกิจของครอบครัว แต่ Sweepy กลับมีจุดเริ่มต้นอยู่ที่ ‘วัด’

ใช่แล้ว คุณอ่านไม่ผิด ‘วัด’ นั่นแหละ ในช่วงที่ตูนกำลังบวชอยู่ที่วัดแห่งหนึ่ง ด้วยสัญชาตญาณนักออกแบบผู้หลงใหลในงานคราฟต์ ทำให้เขาได้เห็นและเรียนรู้วิชาการทำไม้กวาดจากคุณลุงคนหนึ่ง แต่ใครจะไปรู้ว่าวิชานี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจใหม่ของเขาในอนาคต อย่างธุรกิจผลิตอุปกรณ์สามัญประจำบ้านที่เรียกว่า ‘ไม้กวาด’

ปัญหาหลุดลุ่ย

“ปัญหาหลักคือดอกหญ้าหลุด ผมเลยศึกษาว่าทำไมมันถึงหลุด ทำไมไม้กวาดถึงใช้ได้แค่สามเดือนแล้วก็พัง เลยมาลองดูว่าเราจะทำไม้กวาดที่ดีกว่านี้ได้ไหม” ตูนเล่าถึง Pain Point ซึ่งพบเจอในไม้กวาดดอกหญ้าที่ซื้อกันได้ทั่วไป แต่ชาติเสือก็ต้องไว้ลาย เมื่อเป็นสถาปนิกทั้งที จะพัฒนาแค่ฟังก์ชันการใช้งานก็กระไรอยู่ ดังนั้น สำหรับตูนแล้ว ด้านความสวยงามก็ต้องปรับให้ดูดีขึ้นด้วย

“สำหรับดีไซน์ปกติที่เราเห็น ถ้าสมมติเราเห็นไม้กวาดอยู่กลางบ้าน สิ่งแรกที่เราจะคิดคือ เอ๊ะ ไม้กวาดมาทำอะไรตรงนี้ มันดูผิดที่ผิดทาง และเราจะหงุดหงิด” 

Sweepy ไม้กวาดที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ให้ใช้ได้นาน และกวาดบ้านอย่างมีความสุข

เติมกล่าวเสริมขึ้นมาถึงอีกหนึ่งปัญหาที่แอบแฝงอยู่ในใจหลายๆ คนเกี่ยวกับไม้กวาด เป็นอีกเหตุผลหนึ่งว่าทำไมไม้กวาดของ Sweepy จึงมีดีไซน์สวยเรียบ เข้าได้กับทุกมุมของบ้าน

ถึงแม้ตูนมองเห็นปัญหาที่หลายคนต้องเผชิญกับการใช้ไม้กวาด และศักยภาพในการต่อยอดเป็นธุรกิจแล้ว การเริ่มต้นนั้นกลับไม่ได้ราบรื่นเสียทีเดียว เขาติดต่อ Supplier เพื่อค้นหาวัสดุที่เหมาะสมและบริหารจัดการต้นทุน เพื่อพิสูจน์ว่ามันเกิดขึ้นได้จริงก่อนก้าวเดินต่อไป

งานฝีมือ

ไม้กวาดอาจเป็นสิ่งที่เราเห็นกันจนคุ้นตา จนนึกไม่ออกว่ามันจะเปลี่ยนไปจากเดิมได้อย่างไร 

สำหรับริษัทการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้จากการใส่ใจในรายละเอียดและพัฒนาให้ดีขึ้น 

“ผมลองศึกษาดูว่าไม้กวาดปกติประกอบยังไง คุณภาพของดอกหญ้าเป็นแบบไหน เขาคัดยังไง แล้วก็นำสิ่งที่ลุงเคยสอนผมมาปรับใช้ มันน่าจะเป็นอย่างนี้ได้นะ น่าจะปรับตรงนี้ได้ โดยทุกวัสดุที่เราใช้ คือทำเพื่อให้ฟังก์ชันมันดีขึ้น แข็งแรงขึ้น”

Sweepy แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

ดอกหญ้าเรียกได้ว่าเป็นพระเอกหลักสำหรับไม้กวาด ทว่าดอกหญ้าทั่วๆ ไปมักมาพร้อมผงฝุ่น และส่วนที่แข็งหักง่ายติดมาด้วย ทำให้บางครั้งเวลาใช้งาน พื้นบ้านกลับสกปรกกว่าเดิม 

การคัดดอกหญ้าในการทำไม้กวาดของ Sweepy คือสัดส่วน 50 – 50 ครึ่งหนึ่งใช้ได้ อีกครึ่งหนึ่งคัดออก

“เราเลือกแต่ดอกหญ้าที่มีมาตรฐานเกรด A เพราะไม่อยากให้เกิดปัญหานี้เวลากวาดบ้าน ให้ตอนใช้งานจริงๆ คนเขารู้สึกดีและสะอาด” 

นอกจากวัสดุที่ใช้แล้ว เพื่อให้ได้ไม้กวาดที่สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ขั้นตอนการประกอบไม้กวาดก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน 

Sweepy แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข
แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

“การประกอบไม้กวาดคือเราต้องดูว่าดอกหญ้าที่เราเลือก ไม่ใช่แค่เลือกแล้วเอามาประกอบยังไงก็ได้ มันมีขั้นตอนในการประกอบ อย่างเช่นการผูกช่อ การเรียงไม้กวาด หรือการที่เราเย็บอย่างแน่นหนา ก็เป็นส่วนประกอบสำคัญเหมือนกัน ข้ามขั้นตอนไม่ได้ ไม่อย่างนั้นก็จะออกมาไม่สมบูรณ์แบบ” 

ขั้นตอนในการทำไม้กวาด จึงไม่ใช่การที่คนคนหนึ่งทำหลายๆ อย่างเพื่อประหยัดแรงงานให้คุ้มที่สุด แต่เป็นการทำงานเป็นทีม ใครเชี่ยวชาญเรื่องไหนก็ทำเรื่องนั้น เช่น คนทุบดอกหญ้าจะทุบดอกหญ้าอย่างเดียว คนดูแลเรื่องไม้ก็จะดูเรื่องไม้อย่างเดียว

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อใช้วัสดุคุณภาพดี มีขั้นตอนการประกอบที่ถูกต้อง อีกสิ่งที่จะขาดไปไม่ได้ คือการออกแบบที่เข้าใจคนใช้งาน โดยปกติ ไม้กวาดมีลักษณะเป็นไม้ตรงๆ และมีดอกหญ้าแยกออกมาเป็น 2 แฉก แต่ไม้กวาด มีดีไซน์แปลกตากว่านั้น ซึ่งไม่ใช่เพื่อความสวยงามหรือความแปลกใหม่ แต่เป็นดีไซน์ที่ตั้งใจออกแบบมาให้ถูกต้องตามหลักสรีระศาสตร์ เพื่อแก้ปัญหาอาการปวดหลังเวลากวาดบ้าน 

“เราอยากให้ไม้กวาดน้ำหนักเบา ความยาวพอดี และเป็นทรงแบบไม้ฮอกกี้ ให้มีองศาที่กวาดได้กว้างขึ้น ทำให้ไม่ต้องก้มหรือบิดตัวเยอะเวลากวาดใต้เตียงหรือโซฟาลึกๆ ส่งผลให้ใช้เวลาในการกวาดน้อยลง ปวดหลังน้อยลง และรู้สึกดีขึ้นเวลาทำความสะอาดบ้าน”

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

สานคุณค่า

ไม้กวาดเป็นเครื่องมือทำความสะอาดที่เรียกได้ว่าต้องมีประจำทุกบ้านในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม้กวาดที่เราเห็นทำจากพลาสติก และขาดเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมในส่วนนี้ไป แบรนด์จึงตั้งใจแฝงสิ่งนี้เข้าไปในการออกแบบสินค้าของพวกเขา ด้วยไม้และดอกหญ้าที่หาได้ในท้องถิ่น วิธีการผูกช่อ การทำความสะอาด ไม่ผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม แต่ทำด้วยมือตามภูมิปัญญาที่มีอยู่แล้ว

“เราเห็นไม้กวาดมาตั้งแต่เด็ก เราอยู่กับมันมานานจนเป็นสิ่งที่สำคัญต่อบ้าน เลยรู้สึกว่าจริงๆ ไม้กวาดควรจะมีคุณค่าทางวัฒนธรรมด้วย แต่ก็ยังอยากให้มีความทันสมัย เพื่อให้เข้าถึงคนได้ง่ายขึ้น”

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข
แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

เพราะอยากเห็นสิ่งแวดล้อมกับโลกที่สะอาดและน่าอยู่ขึ้น Sweepy จึงมีคอนเซปต์หลักเป็นความมินิมอลและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยพยายามลดการใช้พลาสติกให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และหากจำเป็นต้องใช้พลาสติก ก็จะนำพลาสติกรีไซเคิลมาใช้แทน

นอกจากไม้กวาดดอกหญ้าแล้ว ยังมีอุปกรณ์ทำความสะอาดอื่นๆ และสินค้าไลฟ์สไตล์ เช่น ไม้กวาดหยากไย่ ไม้กวาดเสี้ยนตาล ตะกร้าจากแอฟริกา และสินค้าประจำฤดู เช่น ร่มในฤดูฝน ซึ่งทั้งหมดยังคงอยู่ภายใต้คอนเซปต์ตั้งต้นเช่นกัน

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

การสื่อสารของไม้กวาด

หลังจากใช้เวลาออกแบบสินค้าและแบรนด์เกือบ 2 ปี เมื่อเลือกใช้วัสดุที่ดีพร้อมกระบวนการผลิตที่พิถีพิถันมาก ต้นทุนในการผลิตก็ย่อมสูงขึ้น ราคาขายจึงสูงขึ้นตามไปด้วย 

เมื่อเริ่มวางขายด้วยราคาที่แพงกว่าไม้กวาดทั่วไป ปัญหาที่แบรนด์ต้องเผชิญต่อมา คือการที่ผู้บริโภคไม่เข้าใจในตัวสินค้า

ทำไมราคาแพงจึงเป็นคำถามสำคัญ

“ปกติเขาจะใช้ไม้กวาดราคาประมาณแปดสิบถึงหนึ่งร้อยบาท แล้วก็เปลี่ยนทุกๆ สามถึงสี่เดือน ผมคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่คนจะสงสัยในสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนว่า ทำไมมันแพงจัง แพงเกินไปหรือเปล่า สิ่งที่เราทำคือให้เขาลองใช้จริงก่อน โดยมี Tester ให้เขาได้ลองว่ามันใช้งานได้ดีจริงๆ มันลดเวลากวาดบ้านได้จริงๆ และอายุการใช้งานก็นานจริงๆ”

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับผู้บริโภค การสื่อสารและตลาดจึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญ

“ในการทำการตลาด สิ่งสำคัญที่สุดคือ การสื่อสารที่ชัดเจนและให้ข้อมูลกับผู้ใช้งาน ซึ่งจะทำให้เขาเข้าใจสินค้าของเราจริงๆ ทุกคนมีความต้องการไม่เหมือนกัน เราต้องเรียนรู้จากความต้องการของแต่ละคน และพยายามปรับการสื่อสารของเราให้เข้ากับเขาได้มากที่สุด”

เมื่อสื่อสารชัดเจน โฆษณาอย่างทั่วถึง ประกอบกับสินค้ามีคุณภาพและเรื่องราว ทำให้สินค้านั้นขายได้ด้วยตัวมันเอง ณ วันนี้ หลายคนเข้าใจในสินค้าของพวกเขามากยิ่งขึ้น ยอดขายก็เพิ่มขึ้นตามมาด้วย และทั้งสามก็ยังควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอ

นอกจากการสื่อสารกับลูกค้า การสื่อสารกับคนในทีมก็สำคัญไม่แพ้กัน พวกเขาเลือกใช้โรงงานของตัวเองในการผลิตไม้กวาดและสินค้าต่างๆ แทนที่จะจ้างผลิต โดยมีผู้เชี่ยวชาญสอนพนักงานในการผลิตแต่ละขั้นตอน 

เติมบอกว่า ส่วนนี้ต้องมีความยืดหยุ่น ต้องคอยควบคุมอย่างใจเย็น เพื่อปรับทัศนคติและสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน

“เราพยายามจะเป็นผู้นำที่ให้กำลังใจ ฟังทีมของเราว่าเผชิญปัญหาอะไรบ้าง เขาต้องการความช่วยเหลือหรือเปล่า ผมคิดว่าการฟังสำคัญมาก เราต้องฟังทุกคนตั้งแต่ลูกค้า มาจนถึงทีมตัวเอง”

แก่นไม้กวาด

ตลอดการสนทนา ทำให้เรารู้ว่าแม้สินค้าจะมีอยู่ทั่วไปและเป็นที่ต้องการอยู่แล้วในตลาด แต่เมื่อต้องการพัฒนาออกมาให้เป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ กลับไม่ใช่เรื่องง่าย 

“มันยากบ่อยกว่าที่มันง่าย” ตูนว่าอย่างนั้น “ทุกวันเราต้องเจออุปสรรคหลายอย่าง สำหรับผม การทำธุรกิจจึงต้องมีแพสชันและเป้าหมายที่ชัดเจน ในไตรมาสนี้ ในเดือนนี้ ในวันนี้ มีอะไรบ้าง แล้วเราจะสื่อสารสิ่งเหล่านี้ให้คนอื่นในทีมเข้าใจได้อย่างไร

“ความท้าทายอีกอย่างคือ การหากลุ่มลูกค้าที่ชัดเจนในช่วงแรก การสื่อสาร และรักษาลูกค้าที่อยากซื้อต่อไป เนื่องจากสินค้าของเรามีอายุการใช้งานนาน” เติมเสริม

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

บ่อยครั้งที่เราได้ยินว่าแพสชันเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการทำธุรกิจ Sweepy ทำอย่างไรให้ความหลงใหลนั้นอยู่ในหัวใจของทุกคนในทีม

“สิ่งแรกที่ต้องมองเห็นคือธรรมชาติของคน ต้องเข้าใจว่าแต่ละคนสไตล์เป็นยังไง ถ้ามีความสำเร็จอะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็พยายามให้สิ่งตอบแทนหรือเลี้ยงฉลองกัน ส่วนแพสชัน ผมว่าเป็นสิ่งที่บังคับกันไม่ได้ แต่เราต้องเป็นผู้นำให้เขาเห็นว่ามันดียังไง ให้มันเดินหน้าไปด้วยกัน”

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ทั้งสามคนจึงใช้วิธีทำคอนเทนต์และสื่อต่างๆ เพื่อให้ความรู้แก่ลูกค้า โดยเน้นไปที่การสื่อสารว่าลูกค้าจะได้รับอะไรจากสินค้าของพวกเขา 

“เราอยากให้คนที่ไม่ชอบการทำความสะอาด คนที่รู้สึกว่าการทำความสะอาดยากและน่าเบื่อ หันมาสนใจว่าการทำความสะอาดมันมีผลต่อจิตใจคนจริงๆ พอบ้านคุณสะอาด สมองของคุณก็จะโปร่ง ทำให้ทำงานได้ดีขึ้น และทำให้ชีวิตดีขึ้น”

ในอนาคต ทั้งสามยังคงมุ่งมั่นที่จะปลุกปั้น Sweepy ให้เป็นบริษัทที่ครอบคลุมในเรื่องการทำความสะอาด โดยจะมีสินค้าที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ทั้งผู้ใหญ่และวัยรุ่น 

และกระซิบบอกตรงนี้เลยว่า รอดูผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่จะออกมาในอนาคต ไม่แน่ เราอาจได้เห็นหุ่นยนต์หรือเครื่องดูดฝุ่นแบบใหม่จากแบรนด์นี้ ซึ่งเติมยอมรับว่าก็มีแอบคิดไว้เหมือนกัน

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

Lesson Learned

  1. ต้องมีแพสชันเพื่อก้าวข้ามความท้อแท้และความยากของการทำธุรกิจ และอย่าลืมหาวิธีแบ่งปันแพสชันนี้ให้คนในทีมเห็นภาพตรงกัน
  2. หาความรู้จากแหล่งต่างๆ เพราะความรู้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ไม่ว่าใครก็ทำธุรกิจประสบความสำเร็จได้
  3. มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน กล้าและไม่กลัวการลองลงมือทำ
  4. ฉลองกับความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ เพื่อสร้างบรรยากาศในการทำงานที่ดีและจริงใจ

Facebook : Sweepy by SAJ

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

ณัฐนิช ชนะฤทธิชัย

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load