6 กุมภาพันธ์ 2561
4 K

เมื่อกัดทาร์ตทรงกลมสีเหลืองอ่อนเข้าไปหนึ่งคำ ฉันก็ได้กลิ่นน้ำผึ้งหอมหวนคละคลุ้งไปหมด

ซิก-สุรัตน์ ซิการี่ อธิบายกับฉันว่า เขาเลือกใช้วัตถุดิบนี้มาเป็นตัวนำโรงเพื่อสรุปหนังเรื่อง Comrades: Almost a Love Story หรือที่คนไทยรู้จักกันในนาม เถียนมีมี่ ซึ่งแปลว่าหวานเหมือนน้ำผึ้งนั่นเอง หลังจากนั้นเขาก็ชวนให้ฉันชิมทาร์ตลำดับที่ 2 3 และ 4 ที่แม้ทาร์ตแต่ละชิ้นจะมีรสชาติแตกต่างกันไป แต่เมื่อนำรสชาติมาเรียงร้อยต่อกันตามลำดับ ก็ให้ความรู้สึกคล้ายฉากตอนของความรักระหว่างตัวเอกทั้งสองในเรื่อง

ราวกับว่าฉันได้นั่งดู เถียนมีมี่ ในโรงภาพยนตร์ ทั้งๆ ที่ไม่เคยดูหนังเรื่องนี้มาก่อน

‘เถียนมีมี่’ คือคอลเลกชันล่าสุดรับตรุษจีนและวาเลนไทน์ของ befor.tart ธุรกิจผลิตทาร์ตที่ได้แรงบันดาลใจจากหนัง โดยสุรัตน์ เชฟเก่าที่เดินทางอย่างยาวไกลบนเส้นทางชีวิตกว่าจะตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจเป็นของตัวเอง

และนี่คือเรื่องราวของเขา ที่เราอยากพาคุณไปดม ไปชม ไปชิม พร้อมกัน

สุรัตน์ ซิการี่

ก่อนเข้าวงการ

สุรัตน์เริ่มเดินทางบนสายที่ไม่เกี่ยวกับหนังหรือทาร์ตเลย เขาเรียนจบคณะศิลปศาสตร์ สาขาวิชาภูมิศาสตร์ เมื่อจบแล้วก็เข้าทำงานตรงสายตามปกติ

“เป็นงานทำแผนที่ ตอนแรกสนุกมากเพราะได้ออกไปข้างนอกบ่อย แต่พอทำไปเรื่อยๆ ก็เริ่มกลายเป็นงานนั่งหน้าคอม จัดการกับโปรแกรม ก็เลยเปลี่ยนใจ พอดีกับที่ผมชอบกินขนมมากช่วงนั้น เลยคิดว่าเอาอันนี้มาทำเป็นอาชีพดีกว่า จะได้ทำแล้วกินไปด้วยเรื่อยๆ น่าสนุกดี” เขาบอกฉันด้วยรอยยิ้ม

แต่พอฉันถามถึงเรื่องหลังจากนั้น สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้น การไปเรียนที่โรงเรียนวิชาการโรงแรมแห่งโรงแรมโอเรียนเต็ล School of The Oriental Hotel Apprenticeship Programme หรือ OHAP นั่นหมายความว่าต้องสละเวลา 6 วันต่อสัปดาห์ไปกับการเรียน ทั้งยังมีตารางเรียนที่ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับเชฟผู้สอน บางช่วงมีเรียนบ่ายโมงถึงสี่ทุ่ม บางช่วงที่เรียนทำขนมปังซึ่งต้องออกขายตอนเช้า ก็ต้องเรียนสี่ทุ่มถึงหกโมงเช้า

“ผมไม่ได้เจอใครเลย นัดเพื่อนไม่ได้ แถมยังเหนื่อยมากๆ จากที่เคยดูในทีวี มันไม่ใช่อย่างที่คิดเลย อันนี้คือต้องรู้ทุกอย่าง ประณีต และใช้แรงมากๆ ผมยืนวันละ 8 ชั่วโมง เหนื่อยนะ แต่ก็ยังสนุก” สุรัตน์เล่า

หลังจากจบคอร์สนี้ อาชีพการงานด้านอาหารของเขาก็เริ่มต้นขึ้น

befor.tart befor.tart

พลิกบทบาท!

เริ่มแรกสุด สุรัตน์ได้ไปฝึกงานในโรงแรมที่สหรัฐอเมริกา ด้วยความที่เป็นการฝึกงานจึงยังไม่หนักหนาเท่าไรนัก เขาเรียนรู้เท่าที่จะทำได้ ก่อนกลับมาเมืองไทย และไปช่วยทำขนมร้าน Maxim ที่เคยเปิดอยู่ที่เซ็นทรัลเวิร์ล ซึ่งเป็นร้านที่มีพนักงานในครัวน้อย ทำให้เขาได้หัดเรียนรู้การจัดระเบียบตัวเอง และการรับความกดดันของการทำร้านขนม หลังจากนั้น เขาก็เปลี่ยนบรรยากาศมาทำขนมให้ร้าน Gaggan ร้านอาหารอินเดียที่หลังสวน คล้ายเป็นช่วงพักหายใจก่อนเข้าสนามจริง อย่างการทำงานในร้าน L’Atelier de Joël Robuchon ร้านอาหารสุดหรูระดับมิชลินบนตึกมหานคร ที่ซึ่งทำให้เขาได้รู้จักกับความกดดันที่แท้จริง

“เพราะร้านเป็น Fine Dining ระดับมิชลิน เลยมีความเข้มงวดหลายอย่าง อุณหภูมิต้องวัดได้เท่านี้ สีต้องเป็นแบบนี้ จัดจานต้องทำอย่างนี้ ทุกอย่างเป๊ะมาก ต้องเตรียมวัตถุดิบมหาศาล และต้องเตรียมอย่างประณีตมากๆ ด้วย แล้วด้วยความที่เชฟเป็นคนฝรั่งเศส เวลาไม่พอใจก็จะด่า โยนข้าวของ เหมือนที่เคยเห็นในรายการโทรทัศน์เลย”

สุรัตน์เล่าเรื่องวันที่แย่ที่สุดในชีวิตให้เราฟังว่าเป็นช่วงที่จู่ๆ เขาก็โดนโยกย้ายให้ไปประจำครัวส่วนที่ตนไม่เคยทำมาก่อน นั่นแปลว่าเขาจะต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่การเตรียมจนถึงการแต่งจาน แต่คำสั่งนั้นด่วนขนาดที่ว่าสั่งวันนี้และให้เริ่มทำพรุ่งนี้ ซ้ำร้ายยังเป็นช่วงเดียวกับที่เขาทำหน้าที่สั่งวัตถุดิบ และต้องคอยรับเวลาวัตถุดิบมาส่งอีกด้วย รวมถึงยังควบงานบริการด้านหน้าร้านอีกต่อหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นคือความโกลาหลอลหม่านเพราะเขาต้องทั้งทำขนม รับของส่ง และคอยจัดการส่วนอื่นของร้าน

“กลายเป็นว่าเตรียมจานเสร็จ เอ้ย วัตถุดิบมาส่ง เดินไปรับของ เอ้า กลับมาเจอช็อกโกแลตพังไปแล้ว เตาอบลืมปิด ทุกอย่างพังพินาศ โดนเชฟเดินตามหลังแล้วด่าไปเรื่อยๆ เราก็ไม่รู้จะทำยังไง เลยเข้าไปอยู่ในห้องแช่แข็งแล้วยืนร้องไห้ เชฟก็ตามมาเจอแล้วถามว่า เสร็จรึยัง ข้างนอกยุ่งมากนะ มาทำงานต่อได้แล้ว โอ้โห ขนาดเวลาจะเศร้ายังไม่มีให้เลยเหรอ ซึ่งมันก็ดีที่ทำให้เราหัดรับแรงกดดันแหละ ผมไม่รู้ว่านี่คือหนึ่งในวิธีการสอนของเชฟด้วยรึเปล่า”

befor.tart สุรัตน์ ซิการี่

จากนักแสดงสู่ผู้กำกับ

หลังจากฝึกปรือฝีมืออย่างทรหดกับเชฟมือโปรที่ร้านอาหารมิชลินมาระยะหนึ่ง จังหวะชีวิตของสุรัตน์ก็มาถึงจุดที่เรียกร้องให้เขาทำอะไรเองอย่างเป็นอิสระบ้าง

ด้วยความชอบกินทาร์ตโดยส่วนตัว เขาจึงเลือกทำทาร์ตขาย ซึ่งจะขายเฉยๆ ก็คงธรรมดาไป เขาจึงเลือกขายทาร์ตเป็นคอลเลกชัน โดยแต่ละคอลเลกชันนำธีมมาจากหนังหนึ่งเรื่อง และเปลี่ยนทุกๆ 3 เดือนโดยประมาณ

เมื่อเราถามว่าทำไมต้องเป็นหนัง สุรัตน์ตอบกลั้วเสียงหัวเราะว่า “เพราะผมเป็นเนิร์ดแบบที่ชอบดูหนังมั้งครับ ผมรู้สึกว่าถ้ามีอย่างนี้ เราก็อยากกินนะ ยิ่งถ้าคนที่ชอบหนังเรื่องไหนมากๆ ก็คงอยากจะลองกินหนังเรื่องนั้นดูว่าจะรสชาติยังไง แล้วถ้าจะทำแบบนั้นได้ จะต้องไม่ใช่แค่ปั้นน้ำตาลเป็นรูปหน้าโปสเตอร์แล้ววาง มันจะไม่ใช่ขนมที่เล่าหนังเรื่องนั้น”

และคงเหมือนกับนักธุรกิจหน้าใหม่ทุกคน ที่เริ่มต้นด้วยความคิดและลงมือทำเองทั้งหมด ต้องทำขนมด้วย ดูหนังด้วย หาร้านทำกล่องด้วย คิดเรื่องการดีไซน์บรรจุภัณฑ์และโลโก้ด้วย ทำให้เขาค้นพบว่าการพยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเอง กลับทำให้เขาไม่อาจควบคุมอะไรได้เลย “ผมโชคดีตรงที่มีอภิชาตเพื่อนทั้งหลาย คนนั้นช่วยถ่ายรูปได้ คนนี้ช่วยออกแบบได้ เขาก็ทำมาให้เราตรวจ ซึ่งช่วยเบาแรงเราไปส่วนหนึ่ง ผมก็เลยคิดว่ามันก็ต้องทำงานเป็นทีมเหมือนตอนทำในร้านนั่นแหละ แต่กลายเป็นว่าทีมนี้เราต้องหาเองไง เราต้องคุยเอง แม้แต่วัตถุดิบก็ต้องสั่งเอง ยังดีที่เรามีประสบการณ์จัดการร้านมาแล้ว”

befor.tart befor.tart

เบื้องหลังการถ่ายทำ

ถึงแม้จะมีคนมาช่วยทำด้านอื่นๆ ของธุรกิจ แต่การออกแบบและผลิตสินค้าเป็นหน้าที่ของสุรัตน์ทั้งหมด

ด้วยความเป็นคนใส่ใจรายละเอียด ทำให้กว่าจะออกมาเป็นทาร์ตคอลเลกชันหนึ่งได้ต้องใช้เวลาคิดกลั่นกรองยาวนาน เริ่มจากการเลือกหนังที่อยากทำ หยิบกลับมาดูอีกรอบหนึ่ง จดรายละเอียดต่างๆ ที่คิดว่าจะใช้ได้ ทั้งช็อต ตัวละคร เพลง และจังหวะต่างๆ ก่อนจะนำไปรีเสิร์ชต่อยอด สรรหาวัตถุดิบที่เหมาะสมกัน โดยยึดความสอดคล้องกับเนื้อเรื่องเป็นหลัก ก่อนจะนำมาออกแบบรูปลักษณ์บนพื้นที่สี่เหลี่ยมขนาด 16:9 ที่สุรัตน์ถือว่าเป็นตัวแทนของ ‘จอหนัง’ นั่นเอง

“พอเราทำขนมเกี่ยวกับหนัง ก็จะต้องดูหนังด้วยสายตาอีกแบบหนึ่ง อย่างเช่น Inception จากที่ดูแล้วนั่งคิดว่านี่ฝันหรือจริง โทเทมหมุนแปลว่าอะไร เราจะคิดอีกแบบหนึ่งแทนว่าฉากนี้หยิบรายละเอียดนี้มาใช้ได้ ฉากหิมะควรให้อารมณ์เย็น ซึ่งถ้าไม่เริ่มตั้งใจว่าจะดูแบบนี้เราก็จะไม่คิดแบบนี้หรอก ทาร์ตที่ออกมามันเลยเป็นการตีความในแบบของผมเอง เป็นหนังที่ผมดูแล้วมาเล่าให้เพื่อนฟังตามความเข้าใจของผมมากกว่า”

ส่วนขั้นตอนการเข้าครัว กลับกลายเป็นเรื่องธรรมดากว่าที่เราคิดมาก เริ่มจากครัวในบ้านซึ่งสุรัตน์แบ่งกันใช้กับแม่

“แม่ต้องทำกับข้าวเสร็จก่อนแล้วผมถึงจะใช้ครัวได้ จนถึงตอนนี้เราก็ยังจะตีกันเรื่องตู้เย็น เพราะของผมเยอะอยากให้ไปแยกตู้ของตัวเองได้แล้ว”

คอลเลกชันหนึ่งไม่ได้ใช้เวลานานมากมายนัก โดยเฉลี่ยประมาณชั่วโมงถึงสองชั่วโมง เพราะส่วนผสมบางอย่างต้องเตรียมไว้ล่วงหน้า เช่น เจลลี่ที่ต้องให้เวลาแข็งตัวข้ามคืน ในขณะที่ส่วนผสมบางอย่างก็ต้องทำสด เช่น ช็อกโกแลตหรือเครมบรูเล่ ถ้าทำปริมาณมากก็ไม่ยาก เพราะแค่คูณอัตราส่วนเข้าไป แล้วอบทาร์ตทีเดียวหมดเลย ยกเว้นทาร์ตที่สุรัตน์ตั้งใจให้มีผิวสัมผัสแตกต่างกัน อย่าง Inception ที่ทาร์ต 4 ชิ้นจะไล่ลำดับจากนิ่มสุดไปจนกรอบสุด ก็ต้องใช้เวลาในการอบเพิ่มเติม

“มันจะใช้เวลาเยอะช่วงเริ่มคอลเลกชัน เพราะจะจัดอันดับไม่ได้ว่าต้องทำอะไรก่อน แล้วพอทำไปเรื่อยๆ ก็จะพบว่า เฮ้ย เราทำน้ำผึ้งไปด้วย ทำช็อกโกแลตไปด้วยได้นี่นา ก็จัดเวลาตัวเองได้มากขึ้น”

ตัวอย่างการแปลงหนังให้เป็นทาร์ตดูได้จากผลงานล่าสุด เถียนมีมี่ ที่นอกจากชิ้นแรกซึ่งฉันชิมไปเมื่อต้นบทความแล้ว ชิ้นที่สองเป็นรสส้ม เพราะในจีน ส้มเป็นของหรูที่คนจีนไม่ค่อยได้กิน ต้องเป็นคนรวยอย่างคนฮ่องกงเท่านั้นถึงจะได้กิน โดยเขาได้แต่งแต้มกลิ่นอายของตรุษจีนลงไปด้วย ส่วนชิ้นที่สามเป็นช็อกโกแลตนม ขนมที่พระเอกจะซื้อไปให้นางเอก ในขณะที่ชิ้นสุดท้ายเป็นรสชีสเค้กผสมเกาลัด เล่าถึงฉากที่ทั้งสองบังเอิญเจอกันที่นิวยอร์ก จึงใช้เกาลัดที่เป็นตัวแทนของฮ่องกง ผสมกับชีสเค้กที่เป็นตัวแทนของนิวยอร์ก เป็นต้น

befor.tart

Deleted Scenes

การเลือกเป็นนายตัวเอง เป็นทางที่แตกต่างจากถนนสายรับจ้างที่สุรัตน์เดินมาก่อนหน้าอย่างไร ฉันถาม

“ความแตกต่างคือการไม่มีเชฟฝรั่งเศสมาคอยยืนด่า ยืนกดดัน เราแล้ว” สุรัตน์บอกกลั้วหัวเราะ ก่อนจะอธิบายต่อไปว่า แม้เขาจะไม่ต้องเจอเหตุการณ์อย่างในครัวของ Robuchon ครั้งนั้นแล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีคนด่าเลย เพราะคนที่จะติชมคือลูกค้านั่นเอง หากส่งไม่ทันหรือไม่ได้ตามสั่ง เสียงตอบรับจะมาถึงในทันที คนชมก็ดีใจได้เดี๋ยวนั้นเลย หรือคนด่าก็ร้องไห้ได้เดี๋ยวนั้นเลยเช่นกัน

“มันกดดันทั้งสองแบบแหละ แต่ผมว่ามันเหมือนเรียนมัธยมแล้วมาเรียนมหาลัย คือถ้าเราดูแลตัวเองไม่ดีพอ ทุกอย่างมันก็จะพังด้วยตัวเราเอง”

สิ่งหนึ่งที่สุรัตน์ได้เรียนรู้ระหว่างทำ befor.tart คือ แม้ธุรกิจจะคือการทำขนมขาย แต่งานไม่ได้เริ่มและจบเพียงแค่ในการทำขนมและขาย เขายังต้องคิดคำนวณถึงวัตถุดิบที่ต้องซื้อ เงินที่ต้องใช้

“มันต้องคุมให้อยู่ในงบประมาณของชีวิตเราให้ได้ ไม่ต้องกำไรเยอะมาก แต่ต้องอยู่ได้ในระดับหนึ่ง และต้องอยู่ได้ไปเรื่อยๆ ด้วย เช่นต้องคิดว่าถ้าเดือนหน้าขายได้น้อยลงจะทำยังไง เพราะถ้านมหรือครีมหมดอายุ มันก็ยังต้องใช้เงินสั่งอยู่”

แน่นอนว่าเมื่อตัดสินใจมาเดินบนทางเส้นนี้แล้ว สุรัตน์ต้องเตรียมใจไว้ก่อนระดับหนึ่ง และค่อยๆ ตั้งสติแก้ปัญหาไปทีละเปลาะ ตั้งแต่คอลเลกชันแรกที่ยังไม่ค่อยมีคนรู้จัก เขาก็ต้องขอความช่วยเหลือเพื่อนและเพื่อนของเพื่อน ให้ช่วยกันโปรโมต โดยในใจก็ยังกังวลว่าจะอยู่ต่อได้หรือไม่

“ตอนแรกคิดเหมือนกันว่ามันเจาะจงมากเลยนะ คนไม่ดูหนังจะอยากกินมั้ยนะ เขาจะสนใจขนมของเรามั้ย ทำไปทำมาก็ 1 ปีแล้ว มีทั้งคนที่เข้าใจและไม่เข้าใจ คนที่เข้าใจเขาก็จะกลับมาเข้าใจเราเรื่อยๆ ลูกค้าบางคนที่ตามกินทุกคอลเลกชัน ถึงจะเป็นหนังที่เขาดูหรือไม่ดูก็ตาม เหมือนคอยรดน้ำให้เราโตต่อไปได้ เคยมีครั้งหนึ่งลูกค้าโทรมาตอนจะ 5 ทุ่ม แล้วสั่งว่าเขาอยากได้พรุ่งนี้เลย เหมือนเขาตามหาเรามานานแล้วเพิ่งเจอ ในใจก็คิดว่าจะเตรียมของยังไงทัน กลายเป็นว่าตื่นมาตี 3 ต้องเริ่มทำแล้ว แต่เรามองว่าถ้าเขามั่นใจว่าเขาชอบมัน เขาเลือกเราแล้ว ก็ต้องทำให้เต็มที่”

befor.tart

คมชัดทุกรายละเอียด

ความพิเศษของ befor.tart คือการนำรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ มาเป็นจุดขาย ทุกส่วนล้วนแล้วแต่ถูกคิดให้เป็นเรื่องราวเดียวกัน แน่นอนว่าส่วนที่คงไม่ต้องพูดถึงกันแล้วคือส่วนผสมของทาร์ตแต่ละชิ้น ที่ล้วนมีเหตุผลและที่มาที่ไปตามการตีความหนัง แต่นอกจากในทาร์ต ก็ยังมีรายละเอียดห้อมล้อมอย่างอื่นอีก ตั้งแต่ชื่อร้าน befor ที่เล่นกับชื่อ Before Trilogy หนังแรงบันดาลใจของทาร์ตเรื่องแรก และในขณะเดียวกันก็อ่านเป็น be for หรือ ‘สร้างมาเพื่อ…’ ได้ด้วย และหากดูโลโก้จะเห็นช่องว่างสีขาวที่หลายคนคงคิดว่าเป็นรูปทาร์ต แต่สุรัตน์ยังตีความให้เป็นจอฉายหนัง และที่เขียนชื่อลูกค้าเวลาส่งทาร์ต เพื่อให้มีความพิเศษ สร้างมาเพื่อคุณโดยเฉพาะอีกด้วย เรื่อยไปจนถึงภาพสีน้ำวาดฉากในภาพยนตร์เรื่องนั้นที่แถมมากับทาร์ตทุกกล่อง ซึ่งมีที่มาจากใบปลิวที่มักได้รับแจกเป็นที่ระลึกเวลาไปดูหนังนั่นเอง

สำหรับสุรัตน์แล้ว สิ่งสำคัญที่สุดในการทำธุรกิจขนมคือการใส่ใจรายละเอียด ซึ่งนั่นหมายรวมไปถึงการทำงานหนักและมีวินัยกับตนเองอย่างสูง

“อย่างเวลาไปออกอีเวนต์ผมจะไม่เอาของเก่ามาวางขายวันรุ่งขึ้นต่อ เพราะทาร์ตจะนิ่มลง แล้วสีก็จะเปลี่ยน รสก็จะเปลี่ยน กลัวว่าลูกค้าซื้อไปแล้วมันไม่เหมือนในรูป คนกินบางคนเขาอาจจะไม่รู้ก็ได้ แต่ผมจะรู้สึกผิดกับตัวเอง”

นอกจากนั้น การหัดเรียนรู้บทเรียนจากงานก่อนๆ ก็สำคัญ เช่นการใช้ประสบการณ์หวานขมในห้องครัวที่ผ่านๆ มาให้คุ้มค่า ทั้งด้านการทำอาหารและด้านการบริหารจัดการอื่นๆ ด้วย รวมถึงการสร้างสรรค์เมนูใหม่ที่สุรัตน์นำเคล็ดลับจากการเรียนในโรงแรมโอเรียนเต็ลมาใช้ช่วยคิด

“ตอนนั้นวันจันทร์จะเป็นวันเรียนทฤษฎี สิ่งที่เรียนก็เอามาใช้เวลาเราคิดเมนูเองได้ เช่น ถ้าเอาน้ำมะนาวใส่ภาชนะชนิดนี้แล้วน้ำมะนาวจะเปลี่ยนสี ก็ช่วยได้มาก และตอนนั้นการสอบก็คือให้ธีมมา แล้วให้เราไปคิดว่าจะใช้วัตถุดิบอะไร เช่น โจทย์คือขนมสีแดง ก็ต้องคิดว่าจะใช้ผลไม้อะไรบ้างให้เข้าธีม”

อีกองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญคือ การต้องคอยคิดสิ่งใหม่ๆ สร้างความตื่นเต้นให้ลูกค้าตลอด

“ผมเปลี่ยนคอลเลกชันทุก 3 เดือน เพราะรู้สึกว่าคนกินเขาจะเบื่อ เราไม่ได้ทำขนมที่อร่อยโคตรๆ จนต้องขายซ้ำแล้วซ้ำอีก ขนมของเราเป็นอีกแบบหนึ่ง ซึ่งถ้าเราทำขนมหน้าตาเหมือนกัน 4 รสชาติตลอดปี ความแปลกใหม่มันจะทำให้คนกลับมาหาเรามากกว่า”

befor.tart สุรัตน์ ซิการี่

Coming Soon

“ปีหนึ่งมันอาจจะดูนาน แต่มันก็แค่แป๊บเดียวเหมือนกัน เราทำมาประมาณแค่ 4 คอลเลกชันเอง ตอนนี้รายได้อาจจะไม่ได้ถล่มถลายมาก แต่ก็มีเรื่อยๆ นะ และสิ่งนี้คืออาชีพเดียวของผมตอนนี้แล้ว ก็ยังบอกไม่ได้ตรงๆ ว่าจะอยู่ได้ด้วยแค่นี้ วันข้างหน้าก็ไม่รู้ มันอาจจะทำไป 2 ปีแล้วเจ๊งก็ได้ ถ้ามันแพ้ อาจต้องยอมแพ้มันน่ะแหละ แต่ถ้าตอนนี้มันยังดูแลเราได้ ดูแลที่บ้านเราได้ เราก็อยากทำต่อไป

“ผมก็คิดเหมือนกันแหละว่าเราใช้แค่การเปลี่ยนหนังไปเรื่อยๆ อย่างเดียวไม่ได้หรอก อาจจะต้องคิดต่อ จะต้องมีสถานที่ มีร้าน ให้คนดูหนังไปด้วยกัน กินขนม ข้างในมีคาเฟ่เล็กๆ แต่ก็ยังไม่รู้เหมือนกัน ธุรกิจอาจเปลี่ยนรูปแบบไป แต่ผมก็ยังอยากทำแบบนี้อยู่”

นอกจากคอลเลกชันเถียนมีมี่ประจำเดือนกุมภาพันธ์แล้ว befor.tart ยังมีทาร์ตมาตรฐาน 4 รสชาติที่ได้แรงบันดาลใจจากประเภท (genre) ของหนัง ดราม่า แอ็กชั่น รอมคอม และไซไฟ ซึ่งสั่งได้ตลอดปีไม่มีหมดคอลเลกชัน หรือหากยังไม่มีหนังเรื่องที่ถูกใจคุณ ตอนนี้สุรัตน์ก็เปิดบริการทำทาร์ตตามใจลูกค้าอีกด้วย

หากอยากลองมีประสบการณ์ใช้ลิ้นกับหูดูหนังเรื่องไหน ก็ลองรีเควสต์ไปได้นะเออ

Rules

  1. จริงใจกับตัวเอง ทำสิ่งที่ตัวเองชอบจริงๆ
  2. จริงใจกับลูกค้า ถ้าจะขายอะไร ใช้วัตถุดิบแบบไหน ก็ต้องทำให้ได้ตามสัญญา
  3. มีระเบียบวินัย ตรงต่อเวลา และขยันพอที่จะตื่นมาทำในทุกๆ วัน

Writer

Avatar

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

Merry Christmas! สุขสันต์วันคริสต์มาสล่วงหน้า

ใครกันเล่าจะไม่ชอบคริสต์มาส เทศกาลส่งท้ายปีที่เป็นที่รู้จักทั่วโลก หากย้อนกลับไปตอนเป็นเด็ก หลายคนอาจจะเคยไปเดินตามห้างสรรพสินค้ากับครอบครัว ภายในห้างจะตกแต่งต้นคริสต์มาสขนาดใหญ่ ประดับประดาด้วยของตกแต่งชิ้นน้อยใหญ่หลากสีสัน ทั้งถุงมือ ถุงเท้า ลุงซานตาคลอส ลูกกวาด กวางเรนเดียร์ สายรุ้ง กล่องของขวัญ และอีกมากมาย

แต่เคยสงสัยไหมว่า ของตกแต่งที่สร้างความสุข และความสุนทรีในช่วงเทศกาลนี้มาจากไหน ใช่คุณลุงซานต้าหรือเปล่า ที่เป็นผู้เนรมิตสิ่งมหัศจรรย์ทั้งหมดขึ้นมา 

Bangkok Christmas ธุรกิจขายของคริสต์มาสที่มอบความสุขให้ผู้คนมากว่า 3 ทศวรรษ

เปล่าเลยครับ ความจริงแล้วต้นคริสต์มาสสุดอลังการที่เราเห็นกันในหลายศูนย์การค้าชั้นนำ มีจุดเริ่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ ที่เรียกว่า ‘ของชำร่วยประดับรถ’ เมื่อ 35 ปีที่แล้วต่างหาก

ต้นคริสต์มาสและลุงซานตาคลอสมากมายเรียงรายอยู่ด้านหน้าอาคาร 4 ชั้นของโกดังของ Bangkok Christmas บริษัทส่งออกและขายของตกแต่งคริสต์มาสแห่งแรกในประเทศไทย เมื่อเดินเข้ามาภายในถึงกลับต้องอุทานใจว่า ว้าว! นี่มันคนละโลกกันเลย 

Bangkok Christmas ธุรกิจขายของคริสต์มาสที่มอบความสุขให้ผู้คนมากว่า 3 ทศวรรษ

เรามีโอกาสมาพูดคุยกับ แม่วิไลวัลย์ วัชสิริเสรี ผู้ก่อตั้งดินแดนแห่งนี้ และ แนน-ศรีวิตตา วัชสิริเสรี ทายาทรุ่นสองที่มุ่งมั่นให้ธุรกิจครอบครัว จากที่เคยเป็นเพียงร้านขายของตกแต่งหน้าเทศกาล มาเป็น One-stop Service โดยเพิ่มบริการรับออกแบบและตกแต่งเข้าไป เพื่อให้ลูกค้าได้สินค้าทุกอย่างตามต้องการ

เรื่องราวต่อไปนี้คือการทำธุรกิจเพื่อส่งมอบความสุข ในช่วงเวลารื่นรมย์ที่สุดของปี

จากพาหุรัด สู่บางกอกคริสมัส

ปี 1987 คือจุดกำเนิดของ Bangkok Christmas Decoration

“โรงงานนี้เปิดมาตั้งแต่ พ.ศ. 2530 นะคะ 30 กว่าปีแล้วค่ะ” แม่วิไลวัลย์เล่า

จุดเริ่มต้นมาจากแม่วิไลวัลย์ผู้เคยทำของชำร่วยสำหรับตกแต่งรถหรืองานแต่งเพื่อนำส่งตลาดพาหุรัด ในเวลาต่อมา เพื่อนชาวไต้หวันที่เชี่ยวชาญเรื่องเครื่องจักรและการทำโรงงาน เสนอให้พัฒนาเป็นโรงงานทำของตกแต่งคริสต์มาส ประกอบกับด้วยความที่ว่า ณ เวลานั้น เมืองไทยยังไม่มีธุรกิจประเภทนี้ คุณแม่และคุณพ่อจึงตัดสินใจเริ่มต้นกิจการ โดยเรียนรู้วิธีการทำธุรกิจต่าง ๆ มาจากเพื่อนชาวไต้หวันคนนั้น

ในช่วงแรกพวกเขาเน้นทำธุรกิจส่งออกเป็นหลัก เป็นธุรกิจแบบ B2B ส่งออกตั้งแต่ของตกแต่งต้นคริสต์มาส เครื่องประดับต่าง ๆ สู่ห้างร้านในต่างประเทศ เช่น Kmart และ Walmart ที่สหรัฐอเมริกา เพราะตลาดคริสต์มาสในเมืองไทยตอนนั้นยังไม่บูมเท่าไหร่

“ส่ง Kmart นี่ทำกันทั้งวันทั้งคืนเลย ตอนเรายังเด็ก ๆ ขายดีมาก” แนนเล่าความหลังวัยเด็กด้วยรอยยิ้ม

Bangkok Christmas ธุรกิจขายของคริสต์มาสที่มอบความสุขให้ผู้คนมากว่า 3 ทศวรรษ

ทว่าภายหลังจากที่โรงงานเปิดได้ไม่กี่ปี ประเทศจีนแผ่นดินใหญ่เริ่มเปิดประเทศ เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมการผลิตอื่น ๆ ธุรกิจการทำของตกแต่งคริสต์มาสเพื่อส่งออกก็ผุดขึ้นมามากมายในเมืองจีน ซึ่งแน่นอนว่าเป็นโรงงานขนาดใหญ่และมีค่าแรงถูก ยากที่จะสู้ หลายโรงงานจึงต้องปิดตัวลง

บางกอกคริสมัสต้องปรับโมเดลธุรกิจใหม่ จากที่เน้นส่งออกเป็นหลักในช่วงแรก ผันมาตีตลาดในเมืองไทยมากขึ้น ซึ่งโชคดีที่ช่วงเวลาเดียวกัน มีการเกิดขึ้นของธุรกิจการค้าขายสินค้าและบริการอย่างทันสมัย (Modern Trade) ในบ้านเรา

ธุรกิจอย่างห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่เพิ่งเริ่มเข้ามาตีตลาดในเมืองไทย บางกอกคริสมัสส่งสินค้าไปตามห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ทั่วประเทศ 

ผลตอบรับที่ดีจากลูกค้าในประเทศ ทำให้ในเวลาต่อมา แม่วิไลวัลย์ได้มีการขยับขยายไปเปิดโรงงานแห่งที่สอง ที่อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร

Bangkok Christmas ธุรกิจขายของคริสต์มาสที่มอบความสุขให้ผู้คนมากว่า 3 ทศวรรษ

จุดเปลี่ยน

“พอเขาจบธรรมศาสตร์ ก็ไปเรียนต่อที่อังกฤษ ตอนหลังแม่บอกว่า พอแล้ว ให้กลับมา ไม่ต้องเรียนแล้ว จบโทก็พอแล้ว” คุุณแม่วิไลวัลย์พูดด้วยความภาคภูมิใจในตัวลูกสาว

แนนเรียนจบปริญญาตรีบัญชีและบริหารธุรกิจหลักสูตรนานาชาติ (BBA) ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากนั้นเรียนต่อปริญญาโทหลักสูตรบริหารธุรกิจ (MBA) ที่มหาวิทยาลัยเซาท์แฮมป์ตัน ประเทศอังกฤษ กระทั่งช่วงปี 2004 – 2005 ก็กลับเข้ามาช่วยบริหารธุรกิจของคุณแม่ และมองเห็นถึงโอกาสในการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น

กล่าวคือ ช่วงเวลานั้นบางกอกคริสมัสเพิ่มบริการรับจัดตกแต่งดิสเพลย์ตามห้างสรรพสินค้าและโรงแรม เนื่องจากคนไทยเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับเทศกาลคริสต์มาส เราจึงเริ่มเห็นต้นคริสต์มาสขนาดใหญ่ตามสถานที่โอ่อ่าเหล่านั้น 

Bangkok Christmas ธุรกิจขายของคริสต์มาสที่มอบความสุขให้ผู้คนมากว่า 3 ทศวรรษ

“คนไทยเริ่มเห็นความสำคัญของเทศกาลคริสต์มาสมากขึ้น แม้ไม่ใช่ชาวคริสต์ แต่ก็พร้อมที่จะเฉลิมฉลองทุกซีซั่น โดยเฉพาะคริสต์มาสซึ่งพอดีเป็นช่วงท้ายปี คนก็อยากเฉลิมฉลอง”

นับว่าเป็นความโชคดีที่โมเดิร์นเทรดเข้ามาในช่วงนั้น นอกจากจะนำสินค้าไปวางขาย ยังได้ให้บริการตกแต่งสถานที่แบบ One-stop Service ซึ่งส่งเสริมวัฒนธรรมการเฉลิมฉลองเทศกาลนี้ในสังคมบ้านเรา

“ปกติสมัยก่อนไม่มีใครตั้งต้นคริสต์มาสในบ้านหรอก” แนนเล่า “เดี๋ยวนี้มันกลายเป็นเทรนด์ คนก็อยากจะซื้อมาตั้งให้มีบรรยากาศ ร้านอาหาร คาเฟ่ ก็มีหมดค่ะ”

สินค้าเกือบทั้งหมดของบางกอกคริสมัสเป็นงานคราฟต์คุณภาพ ทางโรงงานนำไอเดียหรือรูปแบบของสินค้าตกแต่งที่ต้องการ ให้กลุ่มแม่บ้านหรือกลุ่มผลิตภัณฑ์ชุมชนต่าง ๆ ในภาคเหนือและภาคกลางเป็นผู้ผลิต เพื่อให้ได้งานฝีมือที่มีคุณภาพ และยังเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชน

เกือบทั้งหมดจึงได้ชื่อว่า Made in Thailand มีบางส่วนที่นำเข้ามาเพราะอยากให้สินค้าหลากหลาย ทั้งรูปแบบที่เรียบง่าย ไปจนถึงลวดลายสุดอลังการ

Bangkok Christmas ธุรกิจขายของคริสต์มาสที่มอบความสุขให้ผู้คนมากว่า 3 ทศวรรษ
Bangkok Christmas ธุรกิจขายของคริสต์มาสที่มอบความสุขให้ผู้คนมากว่า 3 ทศวรรษ

เอกลักษณ์คือแตกต่าง

ธุรกิจผลิตของตกแต่งคริสต์มาสที่คล้ายคลึงกันก็มีอยู่บ้าง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ บางกอกคริสมัสจึงต้องมีการดึงเอาความแตกต่างและเอกลักษณ์ของตัวเองออกมา เพื่อสู้กับการผลิตในแถบอี้อู (Yiwu) เจ้อเจียง (Zhejiang) ที่เป็นเมืองทำของตกแต่งคริสต์มาสโดยเฉพาะในประเทศจีน

เมื่อวางตัวเป็น One-stop Service จึงมั่นใจได้เลยว่า หากมาที่บางกอกคริสมัส ทุกคนจะได้รับสินค้าที่มีคุณภาพอย่างแน่นอน เพราะสินค้าทั้งหมดทำจากวัสดุคุณภาพสูง ยกตัวอย่างเช่น ของตกแต่งต้นคริสต์มาสทำจาก PVC ที่ป้องกันการติดไฟแบบฉับพลัน คงทน เก็บไว้ใช้ซ้ำในปีต่อไปได้ ไม่ต้องทิ้งพลาสติกทุุกปี รวมไปถึงรายละเอียดเล็ก ๆ อย่างสีสันและสัมผัสของกระดาษ หรือสินค้าบางชนิดที่บริษัทอื่นไม่ทำ แต่ที่นี่ทำ

ถึงแม้ว่าในหนึ่งปีจะมีเทศกาลคริสต์มาสเพียงหนึ่งครั้ง แต่ความต้องการของลูกค้าต่างประเทศก็ยังคงมีอยู่พอสมควร เพราะเอกลักษณ์ที่แตกต่าง งานคราฟต์แบบไม่เหมือนที่อื่น คุณภาพของวัสดุที่ใช้ หรือแม้แต่ไอเดียใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ สิ่งเหล่านี้ตอบสนองความต้องการแทบจะตลอดทั้งปี โดยเฉพาะสินค้าส่งออกเมืองนอกปิดการขายตั้งแต่ต้นปี แล้วใช้ช่วงเวลาระหว่างปีผลิตและขนส่ง

“เราแตกต่างในเรื่องของคุณภาพ เน้น Niche Market มากกว่า เราไม่ได้เน้น Volume เยอะเป็นหลักร้อยล้านอยู่แล้ว เราทำเพื่อให้พนักงานมีงานทำ ให้ธุรกิจอยู่รอด 

“เราจะไม่ลดคุณภาพ นั่นไม่ใช่แนวเรา เพราะเน้นตลาด Niche ที่คนมองหาสินค้าที่คุณภาพสูงมากกว่า ต่อให้ลดคุณภาพ ราคาก็สู้เขาไม่ได้ แล้วก็จะพากันสู่แนวล่างทั้งตลาด ซึ่งเราไม่ใช่แนวนั้น เราควรรักษาคุณภาพไว้และทำให้มันดีขึ้นเรื่อย ๆ”

นอกจากความแตกต่างแล้ว ดีไซน์ที่หลากหลายของสินค้ายังเป็นเอกลักษณ์ที่ต่างจากที่อื่นในเมืองไทยหรือเมืองจีน ซึ่งมัดใจลูกค้าทั้งไทยและเทศให้กลับมาซื้อใหม่ในทุก ๆ ปี ได้อีกด้วย

Bangkok Christmas ธุรกิจขายของคริสต์มาสที่มอบความสุขให้ผู้คนมากว่า 3 ทศวรรษ
โรงงานขายของตกแต่งคริสต์มาส Bangkok Christmas เทศกาลส่งท้ายปีที่ส่งมอบความสุขให้ผู้คนมานานกว่า 3 ทศวรรษ

สู้และยืนหยัด

ตลอดระยะเวลากว่า 35 ปีที่บริษัท Bangkok Christmas Decoration ดำเนินกิจการสร้างความสุขให้กับผู้คนทุกสิ้นปี ธุรกิจผ่านวิกฤตมากมาย ตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง (Asian Financial Crisis) วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ (Subprime Mortgage Crisis) วิกฤตน้ำท่วม พ.ศ. 2554 แต่ไม่มีครั้งไหนรุนแรงเท่าวิกฤตโควิด-19

“ช่วงวิกฤตนั้นเราไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะว่าส่งออกไม่เยอะ ที่สำคัญเรามีการจ่ายมัดจำก่อน มี Fixed Term ที่กระทบหนักสุดก็โควิดนี่แหละ หนักที่สุดเท่าที่เคยเจอมา” 

ภายหลังจากวิกฤตโควิด-19 ผู้คนในสังคม รวมถึงธุรกิจน้อยใหญ่ต่างได้รับผลกระทบ บางกอกคริสมัสก็เช่นเดียวกัน จากที่เน้นตีตลาดในประเทศ ไปจนถึงบริการรับจัดตกแต่งตามห้างสรรพสินค้าและโรงแรมต่าง ๆ พอเจอมรสุมของโรคระบาดใหญ่เข้าปกคลุม ธุรกิจที่เป็นลูกค้าหลักก็ดำเนินการต่อไปไม่ได้ ผู้คนก็ไม่มีอารมณ์จะออกมาเดินจับจ่ายใช้สอย หลายกลุ่มเริ่มหันไปช้อปปิ้งออนไลน์กันมากขึ้น 

บางกอกคริสมัสต้องปรับเปลี่ยนมาจัดจำหน่ายผ่านออนไลน์ผสมผสานไปด้วยเช่นกัน

กระทั่งใน 2022 เมื่อสถานการณ์โรคระบาดดีขึ้น ทุกอย่างเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะเกือบเป็นปกติ ลูกค้าเริ่มกลับมาซื้อสินค้า มีการจัดงานตามห้างสรรพสินค้าและโรงแรมมากขึ้น แนนบอกกับเราว่า มีโปรเจกต์จัดตกแต่งใหญ่ ๆ มากกว่า 20 โปรเจกต์ 

แต่การทำธุรกิจมาพร้อมอุปสรรค บางกอกคริสมัสยังคงเผชิญปัญหาคู่แข่งที่หลากหลายมากขึ้น ส่วนใหญ่เป็นคู่แข่งที่มีการรับพรีออร์เดอร์จากต่างประเทศเข้ามาขาย การตัดราคาสินค้าของโรงงานผลิต ซึ่งทำให้ราคาการขายของตลาดโดยรวมควบคุมยาก แต่ด้วยความมุ่งมั่นและยืนหยัดในคุณภาพ ประกอบกับการขายที่เน้นเฉพาะกลุ่ม ธุรกิจจึงยังคงยืนหยัดอยู่ได้มาจนถึงทุกวันนี้

โรงงานขายของตกแต่งคริสต์มาส Bangkok Christmas เทศกาลส่งท้ายปีที่ส่งมอบความสุขให้ผู้คนมานานกว่า 3 ทศวรรษ

ต้นคริสต์มาสที่เติบโต

แล้วความสำเร็จของ Bangkok Christmas Decoration คืออะไร – เราถาม

จากของชำร่วยแขวนรถ ทำด้วยมือส่งตลาดพาหุรัด สำหรับแม่วิไลวัลย์ ธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากเพราะเริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนจะไม่ได้สลักสำคัญอะไร กระทั่งเปลี่ยนผ่านมาสู่การทำธุรกิจของตกแต่งคริสต์มาสรายใหญ่แห่งแรกในเมืองไทย

ส่วนแนนมองอีกมุม

“ถ้าถาม Organizer หรือคนจัดงานคริสต์มาส เขาจะนึกถึงเราเป็นอันดับแรก ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนั้น เพราะเราพัฒนามาจนมีชื่อเสียงในด้านการจัด Display เขาก็บอกต่อกันมา ดาราที่มาซื้อ เราก็ไม่เคยชวนหรือจ้างเขามาเลย เกิดจากการบอกต่อทั้งหมด 

“ในแง่นั้น เรามองว่าประสบความสำเร็จแล้ว แต่ยังอยากทำให้ดีกว่านี้ อาจจะมีการต่อยอดทำอะไรที่กว้างขึ้น จริง ๆ ก็คิดอยากจะทำคาเฟ่คริสต์มาสนะคะ”

ฟังแล้วก็อยากเห็นคาเฟ่คริสต์มาสเกิดขึ้นจริง ๆ ในเมืองไทย

โรงงานขายของตกแต่งคริสต์มาส Bangkok Christmas เทศกาลส่งท้ายปีที่ส่งมอบความสุขให้ผู้คนมานานกว่า 3 ทศวรรษ

ธุรกิจแห่งการสร้างความสุข

ท้ายที่สุดแล้วสำหรับคนที่อยากจะเริ่มต้นทำธุรกิจ บทเรียนจากการเรียนรู้ตลอดระยะเวลากว่า 3 ทศวรรษที่แนนอยากส่งต่อคือ

“เราต้องหาตัวเราให้เจอว่าถนัดแนวไหน เราจะสร้างความแตกต่างของเราให้แตกต่างจากคนอื่นได้อย่างไร คนทำธุรกิจ อย่าทำอะไรตามคนอื่น พยายามหาจุดของตัวเองให้ได้ ถ้าทำตามคนอื่น เราก็ต้องตามเขาไปเรื่อย ๆ”

สำคัญที่สุดคือคุณภาพของสินค้า ความสุขที่อยากส่งต่อ และคุณค่าในทางธุรกิจที่ไม่ใช่เพียงเงินตรา

ความสุขของแนนคือการได้เห็นลูกค้าที่ซื้อสินค้าไปตกแต่งแล้วมีความสุข เขาชมว่าสวย หรือเวลาเดินผ่านไป มองไปเห็นแล้วก็มีความสุข แนนเองก็มีความสุขไปด้วย เพราะเธอบอกว่าสินค้าของบางกอกคริสมัสเป็นสินค้าที่สร้างความสุขในตัวอยู่แล้ว จะมีอะไรที่สุขไปกว่าการได้เป็นส่วนหนึ่งของผู้สร้างความสุข แล้วตัวเองก็มีความสุขไปด้วย

และนี่คือ Bangkok Christmas Decoration

คริสต์มาสปี 2022 นี้ ทุกคนมีของตกแต่งต้นคริสต์มาสกันหรือยังครับ

โรงงานขายของตกแต่งคริสต์มาส Bangkok Christmas เทศกาลส่งท้ายปีที่ส่งมอบความสุขให้ผู้คนมานานกว่า 3 ทศวรรษ

Lessons Learned

  • การเริ่มต้นทำธุรกิจ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม อย่าทำตามคนอื่น หาจุดยืนของตัวเองแล้วลงมือทำ
  • ความสุขและความสำเร็จอยู่ที่มุมมองของปัจเจกบุคคล ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวใด ๆ
  • คุณค่าที่มากกว่าเงินตรา เป็นได้ทั้งการทำสินค้าคุณภาพ ความพอใจของลูกค้า และประสบการณ์ใหม่ที่ลูกค้าจะได้รับ

Writer

Avatar

เสฎฐวุฒิ สุขสวัสดิ์

นักฝึกเขียน ผู้เป็นทาสแมว ชอบฟังเพลงป๊อป หลงใหลในประวัติศาสตร์ ภาษา และแนวคิดยุโรปสมัยใหม่ พยายามรักการอ่าน และชอบเรียนรู้วัฒนธรรมต่างถิ่นผ่านสื่อสารคดีการท่องเที่ยว

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load