“To lead a better life, I need my love to be here…”

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่อยู่ๆ เพลง Here, There and Everywhere ของ The Beatles ก็บรรเลงขึ้นมา

‘แหม โรแมนติก’ เราคิดในใจคนเดียว

คงจะมีแต่ความรักที่ผลักดันชีวิตใครสักคนให้เริ่มต้นได้ มีคนหนึ่งคนที่เรารู้จัก และอยากแนะนำให้คุณรู้จัก เขาก็คือ คุณเอท-ณัทธร รักษ์ชนะ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Karmakamet และ Everyday Karmakamet ที่ใครหลายคนรัก ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจก็คือ การขยับขยายแบรนด์จากการเป็นแบรนด์สินค้าคุณภาพ สู่การเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ในแบบที่หลายๆ แบรนด์ชื่อดังในโลกกำลังทำอยู่

ล่าสุด Everyday Karmakamet กำลังจะเปิดเสื้อผ้าคอลเลกชันแรก ‘Everyday Wear’ นั่นแปลว่า แบรนด์ไลฟ์สไตล์น้องใหม่แบรนด์นี้กำลังพูดถึงชีวิตที่ครบถ้วนปัจจัยทั้งสี่ ได้แก่ เสื้อผ้า ที่กำลังจะเปิดตัวด้วยคอลเลกชันนี้กลางเดือนมิถุนายน ก่อนจะเปิดตัวคอลเลกชันเสื้อผ้าของ Karmakamet (คามาคาเมต) ในช่วงต้นปีหน้า ยารักษาโรค ซึ่งก็คือเครื่องหอมทั้งจาก Karmakamet และ Everyday Karmakamet อาหาร ซึ่งได้แก่ ร้าน Karmakamet Diner ที่สุขุมวิท 24 และปัจจัยสุดท้าย ที่อยู่อาศัย โดยจะเปิดตัวสินค้าของแต่งบ้านที่เราขอรับรองเลยว่าคุณต้องปฏิเสธไม่ลง

อ่านถึงตรงนี้ แล้วถ้าใครอยากจะ pause ไว้ก่อน เพื่อนั่งรถไฟฟ้าไปสาขาใดสาขาหนึ่งของ Karmakamet และ Everyday Karmakamet ก็ทำได้เลย เรารอได้นะ

“เวลาคนถามเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจ เรามักจะผงะ (หัวเราะ) เพราะเราเคยเชื่อว่าโลกธุรกิจจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้น มีข้าวกิน มีบ้านหลังใหญ่ แต่ไม่มีผู้คนรอบข้าง เหมือนเราชกมวยให้ตาย ชนะก็จริง แต่ก็ทายาคนเดียว ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการเลย จากที่เคยคิดว่าชีวิตที่สมบูรณ์นั้นต้องแยกระหว่างธุรกิจและเรื่องส่วนตัว เรากลับพบว่า ไม่ใช่  ทั้งหมดคือหนึ่งเดียว เราเรียกทั้งหมดนี้ว่าชีวิต”

Karmakamet, เอท-ณัทธร รักษ์ชนะ
Karmakamet, เอท-ณัทธร รักษ์ชนะ

The Edge of Glory

จากเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่งผู้หลงใหลในศิลปะและอ่านนิตยสาร Vogue ของแม่มาตั้งแต่เด็ก

เรียนรู้และเข้าใจข้อตกลงที่เรียกว่าความสวยงามแบบสากลมาโดยตลอด

ก่อนจะเข้าสู่โลกการทำงานจริงในตำแหน่งนักออกแบบตกแต่งภายในและพบว่าสิ่งที่อยู่ข้างในตัวเขามีมากเกินกว่าสิ่งที่ใครบอกให้เขาทำ จากนั้นก็มีโอกาสทำงานออกแบบเครื่องแต่งกายให้ภาพยนตร์เรื่อง องคุลีมาล (พ.ศ. 2546) จนได้รับรางวัลและเงินจำนวนหนึ่งซึ่งต่อมาได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจเครื่องหอม

“หลังจากได้รับเงินรางวัลออกแบบเครื่องแต่งกายในตอนนั้น เราตั้งใจจะหนีไปอยู่กับเพื่อนที่ดาร์จีลิง (ประเทศอินเดีย) สักพักนะ วางแผนทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว แต่ก่อนไป เพื่อนของเราอีกคนหนึ่งที่ทำหนังมาด้วยกันไปเจอร้านที่ตลาดนัดจตุจักร เขาถามเราว่าเราจะหนีไปไหน เราหนีไป เราก็ต้องกลับมาสู้ ทำไมไม่สู้เลยตอนนี้ จากที่จะไปดาร์จีลิงเลยตัดสินใจกลับไปบ้านที่ต่างจังหวัด ได้เจอกระดานชนวนที่เอาไว้คลึงธูป เพราะบ้านเราทำธูปมาก่อน เลยได้ความคิดว่าหรือทำธูปขายดีไหม ตอนนั้นกระแส Aromatherapy กำลังมา มันเป็นช่วงที่เราไม่มีอะไรต้องเสีย เรามีทางเลือกเพียง 2 ทาง คือกลับไปอยู่ในระบบแล้วโดนเขาเขย่าหัว หรือสร้างโลกของเราขึ้นมาเอง ดังนั้นชีวิตการทำธุรกิจของเราช่วงแรกจึงเป็นช่วงเวลาแห่งการเอาตัวรอด ทำอย่างไรก็ได้ให้ร้านเราอยู่ได้โดยไม่ต้องคิดถึงธุรกิจ ในที่สุดได้กลายเป็นบทเรียนสำคัญ ผลลัพธ์จากการดำเนินการที่ล้มเหลวในครั้งนั้นสร้างความกลัวในใจจนเราเฆี่ยนตีทุกคนโดยไม่รู้ตัวเพื่อทำให้เราได้สิ่งที่เราอยากได้ นั่นคือคำว่าธุรกิจที่เราในอดีตรู้จัก

“จนวันหนึ่งเรารู้สึกไม่โอเค ธุรกิจใหญ่ขึ้นจริง แกร่งขึ้นจริง มีคนชื่นชมมากขึ้นจริง แต่ไม่ได้ประสิทธิผลอะไรนะ ไม่ได้ส่งผลใดๆ ในเชิงจิตวิญญาณ ในวันนั้นหันไปก็ไม่เหลือใครแล้ว เหลือแต่ตัวเราคนเดียว เราก็เริ่มพิจารณาตัวเองว่ามันเกิดอะไรขึ้น ในที่สุดเราก็เปลี่ยนวิธีการทำงานใหม่หมด จากเดิมที่เราทำทุกอย่างในองค์กร ทุกวันนี้เราเป็น Creative Director เต็มตัว งานของเราคือการไม่อยู่กับพื้นที่ปัจจุบัน แต่สร้างความเป็นไปได้ใหม่ให้กับองค์กรและชีวิตทุกคนในทีมของเรา”

Karmakamet, เอท-ณัทธร รักษ์ชนะ

Born This Way

“สิ่งหนึ่งที่เราทำมาตลอด คือเราไม่เคยเดินตามใคร ถ้าเป็นมวย ถ้าน้ำหนักเราไม่ถึง เราก็ไม่สนใจนะ เราชกมวยเป็น เราก็ชกอยู่ริมสังเวียนนั่นแหละ คือไม่เล่นสังเวียนคนอื่น ใครอยากแข่งให้เขาลงมาแข่งกับเรา ต่อให้บนเวทีเขาชกกันสนุกสนานแค่ไหน ถ้าเวทีมวยวัดของเราดีจริงคนก็หันมาดูเวทีเราเอง (หัวเราะ) เราเป็นพวกสร้างเวทีตัวเอง อยู่ในความเชื่อตัวเอง แล้วมันก็พิสูจน์ได้นะ

“ก่อนหน้านี้แบรนด์เครื่องหอมทุกแบรนด์ในบ้านเรามีวิธีการสื่อสารเหมือนกันๆ ซึ่งได้ผลในโลกยุคหนึ่ง เราวิเคราะห์สิ่งนี้ตั้งแต่วันแรกที่ทำธุรกิจ เราแทบจะไม่มีโฆษณาลงสื่อสิ่งพิมพ์เลย เราใช้วิธีเชื่อมต่อและสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าของเราโดยตรง นั่นคือรูป รส กลิ่น เสียง ในร้าน Karmakamet เราไม่เคยเปิดบูท เราเป็นร้านเลย เพราะเราเชื่อมั่นในพลังของอายตนะทั้ง 5 เราทำแบบนี้ตั้งแต่วันแรก ลูกค้าที่เข้าร้านมาอย่างน้อยต้องเลือกหยิบสินค้าสักชิ้นแน่ๆ แค่นั้นเลย”

Karmakamet

Nothing at All

“สิ่งที่ Karmakamet ทำ เราเชื่อในจุดประสงค์และที่ว่าง เชื่อว่าชีวิตมีแค่นั้น ชีวิตไม่มีอะไรเลย nothing at all และบทพิสูจน์ก็คือ เราอยู่ได้ อาจไม่ทะลุเป้าแต่เราก็มีความสุข เราอาจยังบอกไม่ได้นะว่า เราจะพาแบรนด์นี้ไปสู่จุดไหน ทั้งหมดที่เกี่ยวกับธุรกิจของเราในตอนนี้ไม่ได้เกี่ยวกับโลกภายนอกเลย เราต้องการทำอย่างไรก็ได้ให้ชีวิตผู้คนของเรามีความเป็นไปได้สูงสุด ความเป็นไปได้ในชีวิตเขาจะสร้างความเป็นไปได้ให้แก่องค์กรอีกทอดหนึ่งอย่างยั่งยืน แต่แน่ละความยั่งยืนนั้นๆ มันก็มาจากการเป็นส่วนหนึ่งคือการรักในสิ่งที่ทำของทีมงานด้วย”

I Love My Life

ในขณะที่แบรนด์ Everyday Karmakamet พูดถึงเรื่องตัวเรากับโลกข้างนอกและการเชื่อมต่อกันด้วยความรัก ไม่ตัดสิน ไม่แบ่งแยก อนุญาตให้เขาเป็นในแบบที่เขาเป็น อนุญาตให้โลกเป็นแบบที่โลกเป็น ซึ่งในที่สุดแล้วทั้งสอง แบรนด์นี้พูดถึงความเชื่อเดียวกัน คือการไปสู่จุดประสงค์ชีวิตอย่างการสงบสุข

“เราตั้งใจให้แบรนด์ Everyday Karmakamet เชื่อมต่อคนรุ่นใหม่ให้เข้าสู่ Karmakamet ในอนาคต ความเชื่อของ Everyday Karmakamet คือ I love my life หรือ ‘ชีวิตที่ฉันรัก’ ซึ่งก็คือผู้คน เราเชื่อมต่อเขาด้วยหัวใจและความซื่อตรงต่อกัน ก่อนจะมาถึงจุดที่ชวนตั้งคำถามว่า ‘แล้วชีวิตคืออะไร’ ซึ่งแบรนด์ Karmakamet จะตอบคำถามนี้ได้ว่าชีวิตไม่คืออะไรเลย”

Karmakamet

To Lead A Better Life, I Need My Love to Be Here

“โดยทั่วไปเวลาแบรนด์ใดๆ จะสร้างสไตล์ของเสื้อผ้า เขาจะกำหนดแนวทางชัดเจนเพื่อจำแนกกลุ่มเป้าหมายไปในตัว ว่าผู้คนแบบนี้เป็นฉัน ผู้คนแบบนี้ไม่ใช่ และฉันจะไม่ยอมรับผู้คนแบบอื่น แต่เราไม่เป็นอย่างนั้น Everyday Karmakamet เชื่อมต่อผู้คนด้วยเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยพลังของการชื่นชมชีวิตไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดๆ นั่นหมายความว่า คนทุกรูปแบบสามารถเป็น Everyday Karmakamet และทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมีความสุข ไม่ว่าคุณจะชื่นชอบแนวสตรีท แนวฮิปฮอป แนวมินิมอล หรือแนวทางใดๆ เนื่องจากโลกเราชอบจำแนก ชอบเปรียบเปรย สิ่งต่างๆ อยู่เสมอ ทำให้คนไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน แต่เสื้อผ้าของ Everyday Karmakamet ไม่ได้บอกว่าเราคือใคร เพียงแต่ทุกตัวมีกลิ่นอายของความรักชีวิต เต็มไปด้วยการมองโลกในแง่บวก

“แฟนๆ Everyday Karmakamet รู้ดีว่าเรามีสัญลักษณ์ประจำ 3 – 4 แบบ ได้แก่ ‘หน้ายิ้ม’ แทนการมองโลกในแง่บวก ‘I love my life’ แทนชีวิตที่ฉันรัก ‘หัวใจ’ แทนการเต็มไปด้วยความรัก และไอคอนสุดท้ายเป็นใหม่ล่าสุด ‘สายรุ้ง 6 สี’ แทนเรื่องความเท่าเทียม ในขณะที่ตัวรูปแบบเสื้อผ้าจะมี 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม DNA เป็นสินค้าจากลายจากสัญลักษณ์ กลุ่ม Collection นำเสนอเรื่องราวตามแต่ละวาระโอกาส ซึ่งครั้งนี้เราจะพูดเรื่อง make love not war ที่มีใจความสำคัญเรื่องชีวิตไม่ใช่สงคราม ชีวิตคือความรัก และกลุ่มสินค้า Basic เรียบง่าย และใครที่ชอบกระเป๋า pantone ครั้งนี้จะออกมาอีก 20 สี 20 อาชีพ เป็นผ้ากันน้ำด้วย”

Karmakamet

Anything You Can Do

เขาบอกเราว่าสิ่งที่ทำทั้งหมดนี้เกิดจากการเรียนรู้อย่างหนักและใช้เวลา “เราใช้เวลาที่ตื่นมาตอนเช้าไปจนถึงเที่ยงวันอ่านสิ่งต่างๆ ตลอดเวลา เฉลี่ยวันละ 5 ชั่วโมง มีคนจำนวนมากที่อยากเติบโตเร็วๆ แต่วันหนึ่งเขาใช้เวลากับการสะสมข้อมูลในตัวเองน้อยมาก วิธีคิด มุมมอง ก็แตกต่างกันแล้ว เราจึงบอกเสมอถ้าใครทำงานกับเราแล้วอยากชนะเรา คุณต้องใช้เวลาสะสมข้อมูลในแต่ละวันให้มากกว่า

“ธุรกิจนี้ทำให้เราค้นพบความหมายของการมีชีวิตมีคุณค่า สำหรับเราคือการให้พลังกับคนอื่นแล้วพลังก็กลับมาสู่ชีวิตเรา ข้อนี้แหละเป็นสิ่งที่ประทับใจที่สุดจากการทำธุรกิจ เพราะฉะนั้น เราถึงบอกว่าสิ่งที่ทำไม่ใช่ธุรกิจแต่เป็นชีวิตของเรา

“ศึกษา ตั้งคำถาม และทำงานให้หนัก ผลของการทำงานหนักจะพาให้เราจะหลุดจากกรอบโลกที่เราอาศัยอยู่ไปสู่โลกใหม่ๆ ลองสังเกตคนที่ยอดเยี่ยมในโลกนี้ เขาไม่อยู่ภายใต้กรอบที่โลกเป็น คนพวกนี้ทำงานหนัก ทุ่มเทอยู่ในโลกที่เหนือออกไป และความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้มาจากพื้นที่รกๆ นะ แต่มาจากพื้นที่ว่างเปล่าและสิ้นข้อสงสัย ถ้าเราไม่สามารถปรับชีวิตเรา ปรับความคิดเราให้ว่างเปล่า ยอมรับโลกที่มันเป็นในแบบที่มันเป็น และมัวแต่โทษสิ่งต่างๆ ไม่ยอมอภัย ถือไว้ เราก็ไม่ว่างเปล่าและสิ่งใหม่ก็เกิดไม่ได้” เขาไม่ลืมที่จะทิ้งท้ายคำแนะนำสำหรับคนที่อยากเริ่มต้นธุรกิจด้วยความรัก

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ที่บทความนี้เขียนขึ้นขณะอยู่ในร้าน Everyday Karmakamet ที่สาขาสีลม

 

The Rules: All of Nothing at All

1. ศึกษาพระพุทธศาสนาให้เข้าถึง
2. ทำงานให้หนัก
3. เมื่อค้นพบสิ่งที่ยอดเยี่ยมในชีวิตแล้วให้สร้างโครงสร้างที่สอดคล้องนี้ในชีวิต

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

เหิร-ต่อลาภ ลาภเจริญสุข ศิลปินหนุ่มเจ้าของแกลเลอรี่ Seescape แห่งเชียงใหม่ นัดพบเราที่บ้านหลังสวยของเขาซึ่งอยู่ไม่ห่างจากตัวเมืองนัก เมื่อก้าวเข้ารั้วบ้าน เราก็สะดุดตากับกรอบหน้าต่างโลหะสวยแปลกหลากรูปทรง ตั้งแต่วงกลมจนถึงก้อนเมฆแสนละมุน ซึ่งติดอยู่บนประตูและกำแพง

นี่คือ ‘ทวิภพ’ แบรนด์หน้าต่างทำมือที่ชื่อสื่อถึงการเป็นตัวกลางระหว่างภายในที่อยู่อาศัยและธรรมชาติภายนอก (ชาวทวิภพมักเรียกสิ่งที่สร้างสรรค์ขึ้นว่า ‘ช่องเปิด’ แทน ‘หน้าต่าง’ เพื่อให้รู้ว่างานพวกเขามีความอิสระกว่าหน้าต่างทั่วไป) ทวิภพเป็นทั้งธุรกิจใหม่เอี่ยมอายุราวครึ่งปีของต่อลาภกับเพื่อนหุ้นส่วนอีก 3 คนคือ ฬุริยา สิงเห, ธารวิมล ขันสุธรรม และ ตฤณ พูลทรัพย์ รวมถึงเป็นสิ่งที่ต่อลาภพูดเต็มปากว่าคืองานศิลปะชิ้นใหม่

อะไรทำให้ศิลปินลงมือออกแบบกรอบหน้าต่าง อะไรทำให้ทวิภพกลายเป็นธุรกิจแทนการทำเป็นคอลเลกชันจัดแสดงในแกลเลอรี่

ต่อลาภและเพื่อนนั่งลงบนโซฟา ย้อนเล่าเรื่องธุรกิจที่เกาะเกี่ยวแนบแน่นกับคำว่าศิลปะให้เราฟัง

เหิร-ต่อลาภ ลาภเจริญสุข, Seescape

หน้าต่างที่อยากเห็นแต่ไม่เคยเห็น

ต่อลาภ: ผมเริ่มเข้าไปอยู่ในวงการก่อสร้างและการออกแบบพื้นที่ การตกแต่งภายใน ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ ซึ่งทวิภพก็เริ่มจากความบ้าของผมที่ชอบออกแบบสิ่งร่วมสมัย ดูพิเศษจากความธรรมดานิดหนึ่ง แล้วจุดที่จะมาติดขัดเสมอคือเรื่องช่องเปิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหน้าต่าง ประตู มันหาสิ่งที่เข้ากับความคิดของเราไม่ได้ เวลาผมทำงานประเภทนั้น  ถ้าไม่ดัดเองก็ไปจ้างคนทำรูปทรงแปลกๆ บ้าง  แล้วก็เลยเห็นช่องว่างตรงนี้ว่า ถ้าเราทำมันขึ้นมาโดยที่ทุกคนเอาไปใช้ได้กึ่งสำเร็จรูปเลย ก็น่าจะสะดวกสบาย

หน้าต่างที่เพิ่มสุนทรีย์และเชื่อมต่อคนกับธรรมชาติ

ต่อลาภ: อีกเหตุผลที่ผมทำทวิภพคือ งานสถาปัตยกรรมมันเพิ่มความพิเศษโดยการเปลี่ยนแค่สิ่งเล็กๆ เอง สมมติว่าเรามีกำแพงสีขาวหนึ่งอัน การมีช่องเปิดที่เปลี่ยนไปจากความคุ้นชินแค่อันเดียวจะทำให้กำแพงเปลี่ยนไปทั้งอัน เปลี่ยนแปลงไปทั้งตึกเลย ผมก็มองว่า ถ้าจะเป็นจุดเริ่มต้นสร้างความพิเศษในการอยู่อาศัย แบบที่เห็นความสำคัญของการอยู่อาศัย และเห็นความสำคัญของสุนทรียศาสตร์ ซึ่งผมเชื่อว่าการอยู่อาศัยต้องคำนวณเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่อยู่ในกล่องแล้วผ่อนไป 30 ปี เราก็มาเปลี่ยนที่สิ่งเล็กๆ นี้ก่อนก็ได้ เพราะยังไปเปลี่ยนทั้งอาคารไม่ได้ แรงยังไม่พอ และหน้าต่างนี้อาจเป็นตัวเปลี่ยนที่คนไม่ต้องใช้เงินเยอะมาก แค่ซื้อหน้าต่างของเราไปติดนิดหนึ่งก็เปลี่ยนมุมมองของคอนโดหรือที่อยู่ของเขาเองได้ ไม่ได้ยุ่งยากจนต้องจ้างดีไซเนอร์หรือเสียหลายแสน คุณทำเองได้ จ้างช่างมา 500 บาทก็ติดได้แล้ว

นอกจากนี้ แนวคิดของช่องเปิดคือการใช้ชีวิตอยู่ในที่อยู่อาศัยต้องอาศัยอยู่ภายใน โดยมีภายนอกที่มีสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ ซึ่งช่องเปิดก็ทำหน้าที่เป็นตรงกลางระหว่างการเชื่อมต่อของชีวิตเรากับธรรมชาติ คือ แสง ลม ผู้คน ยุง หมา ทวิภพเป็นตรงกลางนั้น ที่เราตั้งชื่อแบรนด์ว่าเป็นทวิภพ ก็คือช่องเปิดนี้เป็นภพระหว่างภายในกับภายนอก

มองโลกด้วยสายตาใหม่ผ่าน ‘ทวิภพ’ แบรนด์หน้าต่างของ เหิร ต่อลาภ
มองโลกด้วยสายตาใหม่ผ่าน ‘ทวิภพ’ แบรนด์หน้าต่างของ เหิร ต่อลาภ

หน้าต่างที่เป็นงานศิลปะทำมือ

ต่อลาภ: ผมคิดว่าหน้าต่างของผมเป็นศิลปะ แต่จะทำยังไงให้ศิลปะเข้าไปอยู่ในการใช้ชีวิต ผมก็เลยเปลี่ยนมุมมองการอยู่อาศัยของทุกคนด้วยการเปลี่ยนหน้าตาช่องเปิดให้เปลี่ยนไป มันเข้าถึงผู้คนและคนมีความเข้าใจกับมันได้ง่ายกว่างานศิลปะชิ้นอื่นของผม ผมกำลังสนใจว่าศิลปะร่วมสมัยจะไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราเลยได้หรือเปล่า อันนี้มันฝังเข้าไปในอาคารที่คุณอยู่เลย ผมว่าประเด็นของหน้าที่ศิลปะที่ไปอยู่ตรงนั้นน่าสนใจ

ตอนนี้เรามีหน้าต่างประมาณ 6 แบบ บางรูปทรงได้มาจากการ์ตูน ดราก้อนบอล บ้าง บางอันได้มาจากประตูเรือบ้าง หนังอวกาศสมัยเด็กบ้าง ผมผสมผสานหมดเลย แต่ผสมด้วยแนวคิดที่ว่าหน้าต่างไม่หวือหวาจนอยู่ในอาคารปกติไม่ได้ แต่ก็พิเศษเพียงพอที่ทำให้มุมมองของการมองโลกเปลี่ยนได้ ยังไงก็ตาม ผมไม่อยากให้หน้าต่างหลากหลายมาก เพราะเราลองเอามาทำเอง เชื่อไหมว่านี่เป็นหน้าต่างแฮนด์เมด คือดัดด้วยมือ ซึ่งพอมาทำเองโดยโรงงานมีคนทำอยู่ 2 คนมันไม่รอดหรอกถ้ามีหลายแบบ แล้วคนทั่วไปส่วนใหญ่จะอยากให้ธุรกิจไปสู่อุตสาหกรรม แต่วิธีการทำงานของผมไม่เคยไปสู่อุตสาหกรรมเลย เพราะผมเชื่อว่าความพิเศษน่าจะอยู่ที่ใครเป็นคนทำ ไม่รู้ผมเชื่อผิดหรือเปล่านะ ถ้าเชื่อถูกอาจจะรวยแล้วก็ได้ แต่ผมเชื่อว่าถ้าเราให้คนที่สร้างสิ่งหนึ่งใกล้ชิดกับคนที่ใช้สิ่งหนึ่งมากที่สุด เขาจะเห็นคุณค่าของการปฏิสัมพันธ์นั้น

เหิร-ต่อลาภ ลาภเจริญสุข, Seescape

หน้าต่างเพื่อคนเห็นคุณค่างานศิลปะ

ฬุริยา: สำหรับเรื่องกลุ่มลูกค้า เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องมาอยู่ตรงกลางระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้จริง เริ่มต้นเราต้องเข้าใจก่อนว่า ทวิภพไม่ใช่สินค้าเชิงอุตสาหกรรม แต่มันคือชิ้นงานศิลปะชิ้นหนึ่งที่เข้าไปอยู่ในที่อาศัยได้ คราวนี้ก็ต้องมาคิดว่า คนที่จะใช้มันต้องเป็นกลุ่มลูกค้าประมาณไหน เขาต้องชื่นชมศิลปะในระดับหนึ่งก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ ดังนั้นกลุ่มเป้าหมายก็น่าจะเป็นคนอายุประมาณ 20 ปลายๆ ถึง 40 ต้นๆ ที่กำลังมองหาบ้าน กำลังจะสร้างบ้าน หรือสร้างมาแล้ว และมีรสนิยมในเชิงศิลปะในระดับหนึ่ง รวมถึงก็ต้องรู้จักพี่เหิรด้วย เพราะเขาจะรู้ว่าพี่เหิรมีสไตล์ในการทำงานแบบนี้ งานที่ออกมาจะเป็นแบบนี้ ถ้าเขาซื้อหน้าต่างบานนี้ก็เหมือนเขาซื้องานศิลปะของพี่เหิรกลายๆ

แต่ความยากของการทำแบรนด์นี้ก็คือ การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เราเล็งไว้ เพราะว่าถ้าเกิดจะไป ตัวเราต้องวิ่งเร็วกว่านี้ ต้องเน้นการขายหน่อย ซึ่งมันก็ก้ำกึ่ง ถ้าเราเน้นขายขนาดนั้นก็ดูเป็นแมสไป เราไม่อยากดูแมส ก็เลยค่อยๆ ไป ก็ดูว่ามีโอกาสได้ไปร่วมงานๆ นี้เพื่อที่จะเปิดตัวแบรนด์ไหม แต่ก็ดูภาพลักษณ์ของงานด้วยว่าเป็นงานเฟอร์นิเจอร์แบบอุตสาหกรรมหรือเป็นงานทำมือ

ต่อลาภ: ส่วนเรื่องราคาก็ตั้งให้เหมาะสมกับคนที่ซื้อไปได้ โดยที่ไม่ได้ถูกไปและแพงไป ส่วนอะไรคือถูกไปหรือแพงไป อันนี้เป็นประเด็นสำคัญมากเลย ถ้าเราอยู่ในเชียงใหม่ งานห้าหมื่นหรือแสนนึงอาจแพงไป แต่ถ้าเราย้ายไปสิงคโปร์ งานชิ้นเดียวอาจเป็นแค่งานตกแต่ง ราคาศิลปะเลยกำหนดไม่ได้ว่าแพงไปหรือถูกไปแบบตายตัวขนาดนั้น ซึ่งเรากำหนดราคาของทวิภพโดยคิดว่า ถ้าเป็นเรา เราซื้อเก้าอี้ได้ในราคาตัวละสามพันกว่า งั้นก็ซื้อหน้าต่างนี้ไหววะ

มองโลกด้วยสายตาใหม่ผ่าน ‘ทวิภพ’ แบรนด์หน้าต่างของ เหิร ต่อลาภ
ทวิภพ

หน้าต่างที่ยังคงพัฒนา  

ต่อลาภ: ช่องเปิดที่ดีสำหรับผม ถ้าในเชิงการใช้งานคือต้องเปิดดี อยู่ในตำแหน่งที่โอเค มองแล้วไม่ต้องก้ม แล้วก็อยู่ในจังหวะที่เรายืนผ่อนคลายดูข้างนอก อยู่ในทิศทางที่ดี เปิดดี กันน้ำได้บ้าง ซึ่งประเด็นนี้ก็ยังไม่ 100% เราก็ต้องค่อยๆ ศึกษาและปรับเปลี่ยนกันไป

หน้าต่างในความหมายใหม่

ต่อลาภ: ส่วนใหญ่ผลตอบรับที่กลับมาจะมองว่าหน้าต่างเป็นรูปทรงนี้ได้ด้วยหรอ หรือใส่ตรงนี้ได้ด้วยหรอ เขาคิดว่ามันมีแค่ทรงกลมกับสี่เหลี่ยมเฉยๆ พอเห็นมันเป็นอย่างอื่นได้เขาก็มีคำถาม ซึ่งนี่แหละคือสิ่งที่ผมต้องการที่สุด ทุกอย่างมันมีความเป็นไปได้ อย่ายอมจำนนว่ามันต้องเป็นแบบนี้ เราเห็นงานออกแบบดีมากเลย ดูเป็นแนวอวกาศมากเลย แต่หน้าต่างเป็นแบบธรรมดา บางทีมันก็ไม่เข้ากัน ซึ่งเราคิดว่ามันต้องเข้ากันหมด คิดว่าต้องคิดให้เสร็จทั้งกระบวนการ และเราอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้งานออกแบบทำได้ครบวงจรจริงๆ

มองโลกด้วยสายตาใหม่ผ่าน ‘ทวิภพ’ แบรนด์หน้าต่างของ เหิร ต่อลาภ
ทวิภพ

หน้าต่างที่เป็นการทดลองเพื่อก้าวต่อไป

ต่อลาภ: ที่จริงผมกำลังวางโปรเจกต์อีกอันซึ่งใหญ่กว่าหน้าต่าง เป็นอาคารที่ทวิภพจะเป็นส่วนประกอบ แต่ผมเริ่มทำได้แค่หน้าต่างก่อน เพราะแบรนด์นี้เป็นจุดเริ่มที่ทำง่ายกว่า ใช้งบในการทดลองน้อยกว่า เป็นขั้นตอนตามกำลัง ผมไม่ได้เป็นลักษณะที่คิดโปรเจกต์ปุ๊บ เอาไปเสนอ ได้เงินก้อนใหญ่มา แล้วทำเลย ผมทำแบบนั้นไม่เป็นแล้วก็ไม่ใช่สไตล์ผมด้วย ผมอยากทดลองไปอย่างช้าๆ เชื่อในความช้า เหมือนแกลเลอรี่ Seescape กว่าคนจะยอมรับว่ามันเป็นพื้นที่ศิลปะร่วมสมัยและมีชีวิตขนาดนี้ มันก็ใช้เวลาเป็นเก้าปีสิบปี ผมเชื่อในความหนืดเหนียวแบบจะทำวะ ไม่ยอมเลิกมากกว่า ผมจะชื่นชมคนแบบนั้นมากกว่า

สำหรับเรื่องอนาคตของแบรนด์ ผมมองว่าถ้าสิ่งที่เชื่อและทำไปอยู่ในความคิดของคนได้เยอะที่สุด ผมจะแฮปปี้ ส่วนเรื่องยอดขายอาจไม่ใช่สิ่งสำคัญขนาดนั้น คือถ้าขายได้ดีก็ เย่! จะได้ไปสร้างอีกโปรเจกต์เร็วขึ้นหน่อย ที่จริงการทำทวิภพขึ้นมาก็คือความสำเร็จแล้ว แล้วผมว่ามันไม่มีทางล้มเหลวในเชิงตัวเงิน เพราะเราไม่ได้คิดในเชิงว่าลงทุนทีหลายล้าน เราได้ทำในสิ่งที่มันค่อยๆ ไป ถ้าจะมีสิ่งที่ดูเป็นความล้มเหลวก็คือเรื่องเวลาที่ลงไป แต่ถ้าเรามองเวลานั้นเหมือนการได้ทดลองความเชื่อบางอย่าง นั่นก็เป็นกำไรมากกว่า แต่ขายดีก็ดีนะ ถ้าโปรโมตได้ก็มาช่วยซื้อหน่อย (หัวเราะ)

ทวิภพ
Facebook l Tawipob window design
 

The Rules

  1. ตั้งคำถามกับเทรนด์ต่างๆ  แล้วสร้างสรรค์เทรนด์ของตัวเองขึ้นมาและส่งกลับไปสู่สังคม
  2. เอาความเป็นท้องถิ่นที่อยู่รอบตัวมาใช้
  3. ถ้าคิดอะไรไม่ออกให้ลงมือทำ เดี๋ยวงานจะตอบเราเอง แต่สำหรับงานออกแบบ ต้องรักษาสมดุลเรื่องนี้ให้ดีกว่างานศิลปะ เนื่องจากเราไม่ได้ทำงานคนเดียว จึงต้องคิดให้ชัดเจนในหัวมากกว่า 80 – 90 เปอร์เซ็นต์ก่อนลงมือ อย่าแก้ไปเรื่อยๆ หลายรอบเหมือนเวลาทำงานศิลปะ

Writer

Avatar

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load