หนังสือนำเที่ยวที่คุณคุ้นเคยเป็นอย่างไร

ส่วนใหญ่แล้วเนื้อหาคงเป็นการแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ หรือไม่ก็ร้านอาหารอร่อยๆ และโรงแรมที่น่าเข้าพัก

แต่ใน Engeki Quest คุณจะได้อ่านเรื่องป้ายบอกทาง คุณลุงช่างพูด และแมว

Engeki Quest Engeki Quest

นี่คือซีรีส์หนังสือนำเที่ยวที่เป็นทั้งบทละคร เป็นเกม หรือจะใช้เป็นวรรณกรรมให้อ่านเอาสนุกก็ได้

หนังสือแต่ละเล่มในชุดจะอิงอยู่กับชุมชน ตั้งแต่โยโกฮาม่าในญี่ปุ่น มะนิลาในฟิลิปปินส์ ดุสเซลดอร์ฟในเยอรมนี และอีกมากมาย เมื่อใครหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน เขาก็จะกลายเป็น ‘ผู้เล่น’ ที่เดินสำรวจย่านผ่านคำอธิบาย คำแนะนำ และข้อสังเกตต่างๆ ในหนังสือ

Engeki Quest Engeki Quest

วิธีการ ‘เล่น’ อันแสนแปลกของหนังสือเล่มนี้จะช่วยให้ผู้เล่นเข้าใจชุมชนลึกซึ้งกว่าแค่เป็นสถานที่ท่องเที่ยว เพราะจะได้มองเห็นชุมชนอย่างที่เป็นจริงๆ ทั้งเสน่ห์ตามข้างทาง สภาพวิถีชีวิต และปัญหา

หนังสือเล่มบางๆ ทรงพลังขนาดนี้ได้อย่างไร

ผู้อยู่เบื้องหลังวรรณกรรณแผนที่ชุมชนชุดนี้คือ จิคาระ ฟุจิวาระ (Chikara Fujiwara) และ มิโนริ สุมิโยชิยามะ (Minori Sumiyoshiyama) ศิลปินชาวญี่ปุ่น พวกเขากำลังเขียน Engeki Quest เล่มใหม่ ที่มีฉากหลังเป็นย่านกะดีจีน-คลองสานแห่งกรุงเทพฯ นี่เอง

พวกเขาเดินลัดเลาะในตรอกซอกซอยของย่านเก่าประจำกรุง เลือกหยุดดู ถ่ายรูป และจดบันทึก ในมุมแปลกๆ ที่ไม่มีชาวต่างชาติคนไหนทำกัน ราวกับมองเห็นบางอย่างที่คนทั่วไปอย่างเราๆ มองไม่เห็น

Engeki Quest Engeki Quest

ท่องเที่ยวให้เหมือนเล่นละคร

คำว่า Engeki แปลว่า ละคร

ชิการะมีพื้นเพเป็นนักวิจารณ์ละครเวที เขาเริ่มต้นโปรเจกต์นี้จากข้อสงสัยว่า จะเป็นไปได้หรือไม่หากละครไม่ได้เล่นอยู่แค่บนเวทีในห้องมืดๆ สี่เหลี่ยม แต่ออกไปโลดแล่นอยู่บนท้องถนน เชื่อมโยงกับชีวิตคนจริงๆ ในโลกข้างนอก

เขาจึงเขียนหนังสือนำเที่ยวที่เป็นบทละครขึ้นมา

วิธีการเล่นคือ ให้ผู้ร่วมผจญภัยอ่านคำแนะนำทีละข้อ แล้วเดินตามเรื่องราวในหนังสือไปเรื่อยๆ พร้อมทำความเข้าใจชุมชนไปด้วย

สนุก ง่าย ไม่ซับซ้อน

หากไม่เข้าใจว่าสิ่งนี้คล้าย ‘การแสดง’ อย่างไร มิโนริ ศิลปินผู้ร่วมงานช่วยอธิบายเพิ่มเติมจากมุมของเธอว่า เมื่อผู้เล่นถือหนังสือเล่มนี้แล้วเดินผจญภัยไปในชุมชน คนที่อยู่ในชุมชนก็จะมองเห็นและคอยดูว่าคนคนนี้มาทำอะไร เหมือนว่ากำลังดูคนเล่นตามบทละครอยู่นั่นเอง

Engeki Quest

มองชุมชนในมุมใหม่

ไม่ใช่แค่วิธีเขียนที่พิเศษ เนื้อหาก็พิเศษด้วย

ชิการะเปิดคอมพิวเตอร์ให้เราดูบันทึกจากการลงพื้นที่ บนแผนที่เต็มไปด้วยการปักหมุด ระบุถึงสิ่งที่เขาและมิโนริคิดว่าน่าสนใจ แบ่งตามหมวดหมู่ด้วยสีและสัญลักษณ์อย่างเป็นระเบียบ

Engeki Quest

เมื่ออ่านชื่อของแต่ละหมุดแล้วก็อดขำไม่ได้ เพราะมีทั้ง Speaking Bird ระบุถึงนกขุนทองพูดได้ที่เขาเดินผ่าน Jimmy, Funny Man ชายผู้ยืนอยู่ที่สี่แยกตลอดเวลา โดยบอกว่าตัวเอง ‘เหมือนเซเว่น’ และ Crocodile! หมายถึงตัวเงินตัวทองขนาดยักษ์

ชัดเจนว่าหนังสือเล่มนี้ชวนให้เราดูชุมชนในมุมที่ไม่ธรรมดา

เมื่อถามว่าปกติแล้วเขาจะมองหาอะไรในชุมชนต่างๆ ทั้งชิการะและมิโนริต่างทำหน้าไม่แน่ใจ ด้วยความที่มีกระบวนการคล้ายงานศิลปะ จึงใช้ใจเลือกมากกว่าสมอง

แต่เมื่อพูดถึงชุมชนกะดีจีน-คลองสานแล้ว ชิการะพูดออกมาได้อย่างชัดเจนว่า ตัวเองคอยสังเกตแมว ส่วนหนึ่งเพราะมันน่ารัก (แน่นอนอยู่แล้ว) และอีกส่วนคือ เพราะแมวเป็นสัตว์ตัวเล็กที่ซอกแซกไปตามมุมต่างๆ ของย่านได้ และนั่นคือพื้นที่ที่พวกเขาสนใจ

นี่คือหนังสือนำเที่ยวที่ไม่เน้นเรื่องสถานที่ แต่ใส่ใจคน สัตว์ สิ่งของ ที่จะช่วยทำให้รู้จักพื้นที่เหล่านั้นมากขึ้น

Engeki Quest Engeki Quest

เชื่อมโยงเส้นทางผจญภัยให้ลื่นไหล

แม้เป็นงานศิลปะ แต่ในขั้นตอนเรียบเรียงก็ต้องคิดคำนวณอย่างดี

เพราะอยากให้บทละครในเล่มลื่นไหลไปอย่างเป็นธรรมชาติ แปลว่าผู้เล่นไม่ต้องเดินวนไปวนมา และใช้เส้นทางปกติที่คนในชุมชนใช้

หลังจากเห็นไฟล์แผนที่แล้ว มิโนริก็เปิดอีกไฟล์หนึ่งในไอแพดให้เราดู นั่นคือแผนผังขนาดใหญ่ที่นำเอาจุดต่างๆ มาเชื่อมโยงเข้าหากัน และมีลูกศรระบุว่าเป็นการเชื่อมโยงแบบกลับไปมาได้ หรือเชื่อมโยงทางเดียว ทั้งหมดเพื่อวางแผนว่า ‘การผจญภัย’ จะดำเนินไปในทิศทางอย่างไรได้บ้าง

พวกเขาใช้เวลาเก็บข้อมูลอยู่ร่วมเดือน โดยระหว่างนั้นก็ทำแผนผังเชื่อมโยงไปด้วย แล้วจึงค่อยนำไปเรียบเรียงเพื่อเขียน รวมกระบวนการทั้งหมดแล้วก็เกือบ 3 เดือน

ทั้งหมดนี้ ทำเพื่อให้ผู้ร่วมเล่นได้ลิ้มรสความเป็นชุมชนอย่างสมจริงที่สุด

Engeki Quest Engeki Quest

เริ่มด้วยหนังสือ จบด้วยประสบการณ์

มาถึงตรงนี้ คุณคงเริ่มสงสัยว่า แล้วสิ่งต่างๆ ที่บันทึกไว้ จะอยู่ตรงนั้นอีกนานแค่ไหนกัน

ใช่ รายละเอียดหลายอย่างใน Engeki Quest หายไปในเวลาไม่นาน

มิโนริยกตัวอย่างให้ฟังผ่านครั้งแรกที่เธอเล่น Engeki Quest ฉบับโยโกฮาม่า ซึ่งเธอไปเล่น 3 ปีให้หลังจากหนังสือตีพิมพ์ และได้พบว่าหลายสัญลักษณ์ที่มีให้สังเกต หลายเส้นทางที่ชวนให้เดิน หายไปแล้ว

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เธออยากวางหนังสือแล้วเดินต่อเอง

เธออธิบายว่า ดูเหมือนรายละเอียดต่างๆ จะทำงานในระดับความรู้สึก ทำให้เธอเงยหน้าขึ้นมาสำรวจดูสิ่งรอบตัวอย่างละเอียด จนอยากไปต่อด้วยความรู้สึกอยากรู้อยากเห็น มากกว่าการเดินตามคำบอกไปเฉยๆ

ชิการะเล่าเสริมว่า เคยมีครั้งหนึ่งที่มะนิลา เขาตั้งใจให้ผู้เล่นทุกคนเดินทางไปจบที่จุดเดียวกัน แล้วนั่งพูดคุยกันถึงประสบการณ์ที่ได้รับ แต่ระหว่างการผจญภัยฝนกลับตกลงมาหนักมาก ทำให้หนังสือเปียกจนอ่านไม่ได้ เมื่อมาถึงจุดปลายทาง ทุกคนจึงนั่งคุยกันโดยไม่มีหลักฐานใดๆ ยืนยัน มีเพียงประสบการณ์ส่วนบุคคลที่หลงเหลืออยู่

กลายเป็นว่า การมองเห็นตามหนังสือไม่สำคัญเท่าการมองเห็นความเปลี่ยนแปลง

นั่นคือสาเหตุที่ทำไมในหนังสือมีส่วนที่เป็นเรื่องแต่งด้วย เพราะชิการะและมิโนริมองว่าสิ่งของในเชิงประจักษ์เป็นเพียงเครื่องมือ ช่วยกระตุ้นให้เกิดจินตนาการ การคิด และจะนำไปสู่การทำความเข้าใจในที่สุด

หนังสือนำเที่ยวเล่มนี้จึงไม่ใช่คำตอบ เป็นเพียงกุญแจเท่านั้น

Engeki Quest

เรียนรู้ความแตกต่างเหมือนกัน

แล้วกุญแจดอกนี้จะไขประตูบานไหนได้บ้าง

“เวลาเข้าไปในชุมชนหนึ่งๆ เรามักจะพบว่ามีกำแพงที่มองไม่เห็นคอยแบ่งแยกคนในชุมชนออกจากกัน ซึ่งถ้าเราใช้โปรเจกต์นี้ทำลายกำแพงนั้นได้ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดี” ชายหนุ่มบอกด้วยความหวัง

เขายกตัวอย่างจากครั้งที่ทำ Engeki Quest ภาคอันซาน (Ansan) เมืองในเกาหลีใต้ ที่แบ่งเป็นเขตตะวันออกกับตะวันตกอย่างชัดเจน ฝั่งตะวันออกมีความศิวิไลซ์ บ้านเมืองทันสมัยสะอาดเรียบร้อย ในขณะที่ฝั่งตะวันตกเป็นพื้นที่อยู่อาศัยของผู้อพยพ ทำให้คนที่อยู่ทางตะวันออกคิดว่าฝั่งตะวันตกอันตราย และไม่ยอมเดินทางไปฝั่งนั้นเลย ทั้งๆ ที่เมื่อเข้าไปทำงาน ชิการะกลับเห็นว่าทั้งสองฝั่งปลอดภัยไม่ต่างกัน

ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อเดินทางไปทำงานในหลายๆ เมือง เขาได้พบว่าเส้นแบ่งประเทศเองก็เป็นกำแพงที่มองไม่เห็น ซึ่งแบ่งแยกคนชนชาติต่างๆ ออกจากกัน จากวันที่เขาเคยคิดว่าต้องทำประโยชน์ให้คนญี่ปุ่น ตอนนี้เขามองเห็นเปลี่ยนไปว่า เขาจะทำประโยชน์ให้ประชากรโลกคนไหนก็ได้ทั้งนั้น เพราะทุกคนมีเอกลักษณ์ต่างกัน แต่มีคุณค่าเหมือนกัน

เขาจึงพยายามเล่าความแตกต่างที่ไม่แตกต่างกันออกมาในหนังสือเหล่านี้

ในโลกยุคที่เต็มไปด้วยการแบ่งแยก การสื่อสารแนวคิดเช่นนี้ให้ผู้เดินทางได้เห็น เป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยไปกว่าตึกรามบ้านช่องอันสวยงามหรือประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่เลย

ชิการะเชื่อว่า เวลาเราดูชีวิตของผู้คนในพื้นที่หนึ่ง มันจะต้องมีประเด็นเรื่องความคิดทางการเมือง ประวัติศาสตร์ สังคม มาเกี่ยวข้องอยู่แล้ว ทำให้ไม่อาจเล่าเรื่องผู้คนโดยที่ไม่ไปสัมผัสเรื่องเหล่านี้เลยไม่ได้ สิ่งที่อยู่ใน Engeki Quest จึงซุกซ่อนไปด้วยสิ่งเหล่านี้ รอคอยให้มามองเห็น

“แต่ละชุมชนจะมีประเด็นทางสังคมของเขาเอง ซึ่งศิลปะไม่ได้ให้คำตอบได้โดยตรงหรอก แต่มันทำให้เราเกิดคำถาม เกิดการพูดคุยกันเกี่ยวกับประเด็นนั้นได้ ดังนั้น แม้เราจะทำโปรเจกต์เสร็จแล้วกลับไปที่ญี่ปุ่น แต่หวังว่างานศิลปะที่เราทิ้งไว้จะช่วยให้ทุกคนได้ร่วมกันคิดต่อ แล้วนำผลผลิตจากการคิดนั้นไปแก้ปัญหาต่อไปได้” ศิลปินชาวญี่ปุ่นบอกด้วยความหวัง

หากคุณอยากเป็นส่วนหนึ่งของการผจญภัย ขอมาร่วมเล่น Engeki Quest ฉบับชุมชนกะดีจีน-คลองสาน ภายใต้ชื่อ ‘แมวธนฯ ผู้ไร้นาม (No Name Cats in Thonburi)’ ได้ที่ Low Fat Art Fes ช่วงวันที่ 8-17 กุมภาพันธ์ 2562 ติดตามเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย

Engeki Quest

สถานที่ Dilokchan Hostel Cafe

Writer

Avatar

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

คุณรู้จักซีรีส์สืบสวนสอบสวนอย่าง CSI ไหม แล้ว NCIS, Bones หรือ Partners for Justice ล่ะ

ถ้ารู้จัก คงเคยได้ยินชื่ออาชีพ ‘นักนิติวิทยาศาสตร์’ อยู่บ้าง พวกเขาคือผู้เชี่ยวชาญที่ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล เพื่อช่วยสืบคดีและค้นหาความจริงผ่านศพ 

ในประเทศไทย นักนิติวิทยาศาสตร์คือหนึ่งในทีมเบื้องหลังของ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ผู้ช่วยพิสูจน์อัตลักษณ์เพื่อติดตามคนหายและพาโครงกระดูกนิรนามกลับบ้าน

ฟังดูอาจเป็นเรื่องไกลตัว แต่แท้จริงแล้ว ‘คนหาย’ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับใคร เมื่อไหร่ก็ได้ อย่างที่เราเคยเห็นฉลากน้ำดื่มที่มีภาพเด็กหาย เห็นโพสต์ตามหาญาติในเพจมูลนิธิกระจกเงา รวมไปถึงประกาศผ่านข่าวและหน้าหนังสือพิมพ์ไม่เว้นแต่ละวัน

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

แต่ไม่ว่าชีวิตพวกเขาจะอยู่ในสถานะใด เป้าหมายของ พันตำรวจตรีสุริยา สิงหกมล ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และ นก-นฤมล ภราสมพงษ์ นักนิติวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มตรวจวิเคราะห์กระดูก กองพัฒนาระบบการติดตามคนหายและการพิสูจน์ศพนิรนาม คือ ‘การพาทุกคนกลับบ้าน’ 

ครั้งนี้ The Cloud จึงขอนำทุกท่านเข้าสู่โลกเบื้องหลังอันเต็มไปด้วยความหวังที่ไม่เคยริบหรี่ พบเจอกับกลุ่มคนผู้เปี่ยมพลังในการเปลี่ยนความหวังให้เป็นความจริง

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

3,291
สถานะ : พบตัว / ส่งคืน

ครอบครัวหนึ่งลาออกจากงาน เดินทางตั้งแต่เหนือจรดใต้ของประเทศไทยเพื่อตามหาคนรักที่หายไป โดยมีเพียงกระดาษ A4 ที่พรินต์รูปคนสำคัญและความหวังที่จะพาเขานั้นกลับบ้าน

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีบุคคลสูญหายกว่า 2,346 ราย บุคคลนิรนามอีก 1,663 ราย ศพนิรนามอีก 2,848 ราย และตัวเลขเหล่านี้เพิ่มขึ้นทุกวันตามสถิติในหน้าเว็บไซต์ของ คณะกรรมการพัฒนาระบบการติดตามคนหาย และการพิสูจน์คนนิรนามและศพนิรนาม (ค.พ.ศ.)

ตัวเลขหลักพันประกอบจากชีวิตหลักหน่วยที่อาจเป็นได้ตั้งแต่คนชราผู้มีโรคอัลไซเมอร์ติดตัว ผู้ป่วยที่มีอาการหลงลืม เด็กที่ประสบอุบัติเหตุจนจำอะไรไม่ได้ หรือแม้กระทั่งผู้เคราะห์ร้ายจากคดีฆาตกรรม

สถาบันนิติวิทยาศาสตร์จึงทำงานทั้งในแง่ประกาศคนหาย ประกาศคนนิรนาม ประกาศศพนิรนาม จนถึงพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล ทั้งจากข้อมูล ลายนิ้วมือ ผลทันตกรรม ไปจนถึง DNA เพื่อช่วยในการทำคดี

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

เราขอฉายภาพให้เข้าใจก่อนว่า พวกเขามีภารกิจช่วยคนและศพ ประเทศไทยมี ‘คนหาย’ ที่ไม่แน่ใจในสถานะ พวกเขาคือคนที่ญาติแจ้งความกับตำรวจ และยินยอมเผยแพร่ข้อมูลเพื่อให้ ‘สังคม’ ช่วยแจ้งเบาะแส 

ประเทศไทยมี ‘คนนิรนาม’ ที่ยังมีชีวิต แต่จำชื่อตนเองไม่ได้ ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ถูกบ้างผิดบ้าง อีกทั้งบางคนเดินทางข้ามจังหวัด จนการตามหาคนรู้จักกลายเป็นเรื่องยาก

สุดท้าย ประเทศไทยมี ‘ศพนิรนาม’ จำนวนนับพันที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร บางคนมาในสถานะที่ญาติยังจดจำใบหน้าได้ และบางคนมาเพียงกระดูก ถึงอย่างนั้น นักนิติวิทยาศาสตร์ก็มองว่า กระดูกเพียงไม่กี่ชิ้นคือหลักฐานสำคัญที่ทำให้รู้ว่า พวกเขาเคยมีชีวิตอยู่บนโลก

แต่การนำคนหายและศพกลับบ้านไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฐานข้อมูลคนหายในไทยยังกระจัดกระจายไม่รวมเป็นหนึ่ง บ้างไม่ถูกบันทึกลงระบบ ไหนจะเรื่องสิทธิในการเปิดเผยข้อมูลที่คลุมเครือ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

“เราไม่ทราบว่าญาติของผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นใคร จะเปิดเผยข้อมูลลงเว็บให้ญาติมาหาก็ยังมีความก้ำกึ่งเรื่องสิทธิมนุษยชน เราจึงควรมี พ.ร.บ. บุคคลสูญหาย บุคคลนิรนาม หรือศพไร้ญาติ เพื่อระบุข้อกำหนดให้ชัดเจนในการเก็บ DNA เผยแพร่ข้อมูล รวมถึงทำให้สังคมรู้ว่านี่คือธุระของทุกคน”

นอกจากมูลนิธิกระจกเงาผู้ทำงานด้านบุคคลสูญหายมายาวนาน ทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ยังพยายามขับเคลื่อนเรื่องนี้โดยอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน พัฒนาระบบ CIR เพื่อให้ข้อมูลที่ญาติกรอกและข้อมูลที่หน่วยงานรับแจ้งจับคู่กันได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงจัดระเบียบการฝังศพนิรนามในสุสานศพไร้ญาติ เพื่อให้พวกเขายังมีโอกาสกลับสู่ครอบครัว

“ในสุสานต่างจังหวัดไม่มีการจัดการที่เป็นระบบ เราเลยทำ MOU ร่วมกับมูลนิธิสว่างอริยะธรรมสถาน (เม่งเลี้ยง) และกลุ่มสหพุทธรรมสงเคราะห์ (พ้งเลี้ยง) เพื่อสร้างมาตรฐานการเก็บศพ กำหนดว่าเก็บไว้กี่ปี ระบุเงื่อนไขก่อนเผาทำลาย เราไม่อยากให้ถึงวันที่ญาติมา แล้วพบว่าคนในหลุมถูกเผาไปแล้ว 

“แล้วเรายังมีกรณีที่ญาติทราบว่าศพอยู่กับที่นี่ แต่ไม่มีเงินมารับกลับ ทางเราเองก็มีต้นทุนในการดำเนินงานจำกัดสวนทางกับจำนวนคนหาย ในอนาคตจึงมีแผนเปิดมูลนิธิของสถาบันเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในส่วนต่าง ๆ เพิ่มเติม”

ผู้อำนวยการเล่าพร้อมพาเราขึ้นไปยังห้องเก็บกระดูก เพื่อพบกับนฤมล นักนิติวิทยาศาสตร์ผู้อยู่เบื้องหลังการวิเคราะห์กระดูก และส่งศพนิรนามกลับบ้าน

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

จุดเริ่มต้นจากคำถามของคุณหญิงพรทิพย์

“คิดว่าความรู้ของตัวเองมีประโยชน์อะไร ไหนลองบอกมา” คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ (ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการและอาจารย์ในสมัยนั้น) ถามนฤมล

เธอเพิ่งส่งใบสมัครเข้าทำงานที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และถูกเรียกให้เข้าสัมภาษณ์ภายในไม่กี่วัน

“หนูรู้จักแค่โครงกระดูกมนุษย์และร่างกายมนุษย์ค่ะ แต่ไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เลย” เธอตอบ

“งั้นมาลองทำดูโดยใช้ความรู้ที่มี พี่กำลังต้องการความรู้นั้น”

นฤมลเป็นเด็กสายวิทย์ เรียนจบปริญญาตรีคณะเทคนิคการแพทย์ สาขาวิชารังสีเทคนิค มหาวิทยาลัยมหิดล เข้าทำงานเป็นนักรังสีเทคนิคในแผนกเอกซเรย์ของโรงพยาบาล ก่อนเรียนต่อจนจบปริญญาโทกายวิภาคศาสตร์ เพราะตนเองคล่องเรื่องกระดูกมนุษย์ แต่ตอนนั้นยังไม่มีคำว่านิติวิทยาศาสตร์อยู่ในความคิดของเธอ

“เพื่อนเคยแซวตอนเรียนปริญญาโทว่า จบแล้วไปทำงานกับอาจารย์พรทิพย์สิ เพราะเรามักเห็นท่านนั่งทานข้าวในโรงอาหาร เราไม่กลัวศพ เราไม่กลัวเลือด แต่ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกคล้อยตามเพื่อน

“พอจบกายวิภาคมา คนส่วนใหญ่ไปเป็นอาจารย์ เราก็คิดอย่างนั้น จนไปเจอเว็บไซต์สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ประกาศรับคนจบปริญญาสาขาที่เราเรียนหรือสาขาที่เกี่ยวข้อง เราก็ส่งไปจนได้สัมภาษณ์กับอาจารย์พรทิพย์ในอีก 2 วันถัดมา”

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

ยุคนั้นปริญญาโทกายวิภาคมีนักศึกษาเรียนจบน้อย ในรุ่นของนฤมลมีเพียง 2 คน เธอจึงกลายเป็นบุคลากรคุณภาพในวันที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์เพิ่งเริ่มก่อตั้ง ถึงขั้นที่คณะกรรมการคุยกันว่า โปรไฟล์นี้คือคนที่คุณหญิงต้องการ

“พอสัมภาษณ์เสร็จเราถามอาจารย์พรทิพย์ว่า หนูได้ไหมคะ ท่านบอกว่า มาทำงานได้เลย อาจารย์มอบหมายให้อยู่ศูนย์พิสูจน์บุคคลสูญหาย จนถึงวันนี้ 19 ปีแล้ว เราก็ยังทำงานที่นี่อยู่”

เข้างานวันแรก ๆ หน้าที่ของนฤมลคือการรับศพและเดินทางไปที่เกิดเหตุเพื่อค้นหากระดูก ฟังดูเหมือนง่าย แต่เส้นทางการทำงานที่แท้จริงขรุขระเสมอ เธอต้องขวนขวายอ่านหนังสือ ปรึกษาขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ และสอบชิงทุนเพื่อไปศึกษาการทำงานในต่างประเทศ หนึ่งในนั้นคือการไปเรียนที่ฮาวายใน Forensic Science Academy ห้องปฏิบัติการนิติมานุษยวิทยา (Central Identification Laboratory, Hawaii) ที่ดีที่สุดในโลก

“อาจารย์พรทิพย์เห็นความสำคัญเรื่องนิติวิทยาศาสตร์มานานแล้ว เพราะประเทศไทยในอดีตไม่มี กระดูกหรือศพเน่าจึงถูกละเลยเพราะไม่มีข้อมูล แต่ด้วยการขับเคลื่อนของอาจารย์และอีกหลายท่าน ไทยจึงได้ร่วมมือกับต่างประเทศ และตัวเองก็ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่จนมีความรู้ในการทำงานมากขึ้นเรื่อย ๆ”

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

Diary of Life

หากศพอยู่ในสภาพที่แพทย์ชันสูตรตรวจสอบอะไรต่อไม่ได้ ด่านต่อไปคือการค้นหาข้อมูลจากกระดูก หน้าที่ของนฤมลคือการรับศพจากห้องแล้วนำไปสลายที่นครนายก เพื่อเอาเนื้อเยื่อออกและทำความสะอาด จากนั้นจึงตรวจกระดูกอย่างละเอียดเพื่อค้นหาร่องรอย ความผิดปกติ เช่น โรคและบาดแผลต่าง ๆ

“ไม่ใช่ทุกเคสที่มีกุญแจให้เราไข แต่บางเคสมี เช่น Defend Wound คนอาจยกแขนขึ้นมาป้องกันตัวจนเกิดรอยลึกบนกระดูก ถ้าพี่เห็นรอยแตกบนกระดูกเป็นรอยสันคมแนวขนาน แปลว่าอาจเกิดจากของมีคม

“หรือสมมติเจอกองเนื้ออยู่บนพื้น พี่เอามาตรวจแล้วเจอรูกลม ๆ บนกระดูก แปลว่าสาเหตุการตายอาจไม่ใช่รถทับ เพราะมีรอยกระสุน ใครบ้างจะปล่อยให้รถทับแล้วมายิงซ้ำ หรือเจอศพแล้วค่อยมายิง หากพี่ส่งสิ่งที่ตรวจเจอให้พนักงานสอบสวน อย่างน้อยเขาอาจเอาไปเป็นข้อมูลสำหรับทำคดีต่อได้” นฤมลเล่าประสบการณ์

ด้วยความที่คลุกคลีกับศพและกระดูกมานาน เพียงการมองด้วยตาเปล่าก็ทราบได้ว่านั่นคือกระดูกคนหรือสัตว์ เพราะฉะนั้น หากสงสัย โปรดส่งมาให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ตรวจสอบ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

“เราจะนำกระดูกที่ได้ทั้งหมดมาเรียง เพื่อสร้าง Biological Profile ระบุเพศ อายุ เชื้อชาติ ส่วนสูง สาเหตุการตาย ซึ่งมีส่วนช่วยในการหาคนหายและทำคดี อย่างกระดูกชิ้นนี้ที่มีเหล็กดามอยู่” เธอชี้

เหล็กที่ว่าเป็นข้อมูลพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลชิ้นสำคัญ หากทราบเพิ่มเติมว่าศพนี้เป็นเพศชาย อายุระหว่าง 19 – 30 ปี มีเหล็กดามเข่า เจ้าหน้าที่จะลดจำนวนกลุ่มเป้าหมาย โดยตีวงไปยังผู้สูญหายที่เพศ ช่วงอายุ ประวัติทางการแพทย์ และข้อมูลจากญาติตรงกัน

“จากที่มีข้อมูลคนสูญหายเพศชายในระบบ 100 คน อาจเหลือแค่ 20 คนที่ขาเจ็บ หากศพดามเหล็กที่ขาขวา อาจเหลือที่ตรงกันแค่ 5 คน หลังจากนั้นจะมีการ Confirm Test โดยนำญาติมาที่สถาบันฯ เพื่อตรวจสอบหลักฐาน รูปพรรณสัณฐาน และข้อมูลเพิ่มเติมทางการแพทย์ ถ้าเข้าข่ายจึงส่งไปตรวจ DNA”

เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘ข้อมูล’ โดยเฉพาะข้อมูลจากญาติพี่น้อง หากใครมีประวัติทันตกรรมหรือประวัติทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นผลเอกซเรย์ ผ่าตัด หรือดามเหล็ก โปรดเก็บเอาไว้ให้ดี สิ่งนี้คือหลักฐานที่จะตามหาญาติของท่านจนพบ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน
'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

แล้วในคดีสำคัญ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้ตรวจสอบไม่มีอคติในการทำงาน

นฤมลบอกว่าทุกกระบวนการเป็นไปตามหลักสากลที่เรียกว่า Blind Analysis คือเธอไม่ทราบข้อมูลของโครงกระดูกเลย ไม่ว่าจะประวัติ สำนวนคดี หรือสถานที่ที่พบ เพื่อปฏิบัติกับกระดูกทุกโครงอย่างเท่าเทียม

“สุดท้ายพี่จะรู้ข้อมูลเองเมื่อศพบอก สมมติ พี่เจอรากไม้ตามโพรงจมูก พี่จะเขียนลงในรายงานว่ามีรากไม้ ซึ่งอาจตรงกับคดีว่า ตำรวจไปเก็บมาจากป่า ขุดจากดิน หรืองมจากในน้ำ บางทีเราไปพลิกป่าหาเอง ได้มา 1 ชิ้นก็ถือว่าได้ แต่ข้อมูลจะน้อยกว่าได้มาทั้งโครง”

ภาพ : นันโท ศาสตร์ประสิทธิ์

เกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา งานนี้สอนเธอว่า กระดูกที่คนอื่นมองเป็นเพียงกระดูก แท้จริงแล้วคือสมุดบันทึกชีวิตที่ไม่ใช่ใครก็เปิดอ่านได้

“แต่เราคือคนนั้น ใครเคยแขนหัก ขาหัก มันบันทึกอยู่ในกระดูก ต่อให้ผ่านไป 10 – 20 ปีมันก็จะถูกบันทึกอยู่อย่างนั้น พี่จะเห็นร่องรอย พี่จะรู้ว่าเขามีตัวตน แต่ถ้ากระดูกนี้ไปอยู่กับคนอื่น เป็นผู้เคราะห์ร้ายสักคนที่ล้มอยู่ที่ไหนสักแห่ง กระดูกของพวกเขาอาจกระจัดกระจาย ตัวตนแตกสลาย และหายไปตลอดกาล

“อะไรที่จะบอกกับประชาชนได้ คืออยากให้ช่วยแจ้งพนักงานสอบสวนเพื่อเก็บกระดูกที่คุณพบมาให้เรา ไม่ต้องกังวลว่านั่นจะเป็นกระดูกสัตว์แล้วใครจะว่าอะไร หากนั่นเป็นคนที่คุณรัก คุณก็คงคิดเหมือนกันว่าอยากเพิ่มโอกาสในการหาเขาให้เจอ”

'คนหายไม่ใช่เรื่องไกลตัว' คุยกับทีมงานสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ผู้อยู่เบื้องหลังการพาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

จะรอวันได้พบเธอ

“พี่ทำงานนี้มา 19 ปี ไม่ได้สำเร็จทั้งหมด แต่ก็หาเจอหลายเคส พี่ไม่ได้ไปคุยกับญาติเขาโดยตรง แต่ดีใจอยู่ข้างหลังทุกครั้งที่มีน้องมาบอกว่า เราได้คืนคนสำคัญให้ครอบครัว 

“มีจริง ๆ พ่อแม่ที่แข็งแรงดีเดินออกไปตลาด แต่หายไปเป็น 10 ปี บางคนความจำดีแต่ดันถูกรถเฉี่ยวจนหลงลืม ถูกส่งไปสถานสงเคราะห์ บางคนหนีออกมาเพราะจะกลับบ้าน แต่ดันหลงไปไกลกว่าเดิม ลูกหลานลาออกจากงานเพื่อตามหา หากเขารู้ว่าสุดท้ายพ่อแม่อยู่ที่นี่ อย่างน้อยชีวิตเขาก็ได้เดินต่อ อย่างน้อยเขาก็ได้พ่อแม่คืน

“กระดูกที่คุณเก็บมาให้เราตรวจ คุณรู้ไหมว่าเขาตามหากันขนาดไหน” นฤมลเล่าอย่างตั้งใจ

ภายในห้องเก็บกระดูกของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ มีกระดูกนิรนามรอคอยการกลับบ้านกว่า 1,600 โครง จาก 4 จังหวัดที่สถาบันรับผิดชอบ อาวุโสที่สุดอยู่มาตั้งแต่ พ.ศ. 2545 และมีอีกมากมายกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย

ภาพ : นันโท ศาสตร์ประสิทธิ์

“เรามีกลุ่มพิสูจน์อัตลักษณ์ที่ติดต่อกับญาติ กลุ่มบริหารจัดการฐานข้อมูลเพื่อสร้างศูนย์กลางข้อมูลเดียวกันทั้งประเทศ กลุ่มห้องปฏิบัติการทำหน้าที่ตรวจพิสูจน์หลักฐานจากศพ และกลุ่มติดตามคนหายที่ทำงานกับทุกภาคส่วนทั้งตำรวจและโรงพยาบาล คือเก็บข้อมูลกับคนไข้เพื่อตามหาญาติเลย เราไม่อยากให้เขาจากไปแล้วค่อยเก็บข้อมูล เพราะหากเจอเร็วย่อมเป็นประโยชน์กว่า”

นอกจากความรู้สึก การตามหาคนหายและระบุตัวตนศพนิรนามยังเป็นเรื่องของการพิทักษ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะลบคำสบประมาท หาตัวคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมาย คืนความยุติธรรมในคดี รวมถึงมอบสิทธิอันชอบธรรมคืนให้กับครอบครัว ออกใบมรณบัตร สิ้นสุดคดี ยุติการชำระหนี้แทน 

“ทั้งหมดเป็นบริการประชาชน ตั้งแต่แจ้งหาย เก็บหลักฐาน เก็บ DNA จนถึงรับศพกลับบ้าน ไม่มีการเก็บค่าบริการทั้งคนหายและการตรวจพิสูจน์ศพนิรนาม เว้นแต่เป็นการตรวจที่ไม่ใช่ทางคดี

“การพาศพกลับบ้านอาจไม่ได้เป็นประโยชน์กับผู้ตาย แต่เป็นการทำเพื่อคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เราอยากให้สังคมตระหนักถึงเรื่องนี้ แล้วมาแจ้งเบาะแส เก็บกระดูกมาพิสูจน์ เราจะพาพวกเขากลับบ้าน”

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load