หนังสือนำเที่ยวที่คุณคุ้นเคยเป็นอย่างไร

ส่วนใหญ่แล้วเนื้อหาคงเป็นการแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ หรือไม่ก็ร้านอาหารอร่อยๆ และโรงแรมที่น่าเข้าพัก

แต่ใน Engeki Quest คุณจะได้อ่านเรื่องป้ายบอกทาง คุณลุงช่างพูด และแมว

Engeki Quest Engeki Quest

นี่คือซีรีส์หนังสือนำเที่ยวที่เป็นทั้งบทละคร เป็นเกม หรือจะใช้เป็นวรรณกรรมให้อ่านเอาสนุกก็ได้

หนังสือแต่ละเล่มในชุดจะอิงอยู่กับชุมชน ตั้งแต่โยโกฮาม่าในญี่ปุ่น มะนิลาในฟิลิปปินส์ ดุสเซลดอร์ฟในเยอรมนี และอีกมากมาย เมื่อใครหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน เขาก็จะกลายเป็น ‘ผู้เล่น’ ที่เดินสำรวจย่านผ่านคำอธิบาย คำแนะนำ และข้อสังเกตต่างๆ ในหนังสือ

Engeki Quest Engeki Quest

วิธีการ ‘เล่น’ อันแสนแปลกของหนังสือเล่มนี้จะช่วยให้ผู้เล่นเข้าใจชุมชนลึกซึ้งกว่าแค่เป็นสถานที่ท่องเที่ยว เพราะจะได้มองเห็นชุมชนอย่างที่เป็นจริงๆ ทั้งเสน่ห์ตามข้างทาง สภาพวิถีชีวิต และปัญหา

หนังสือเล่มบางๆ ทรงพลังขนาดนี้ได้อย่างไร

ผู้อยู่เบื้องหลังวรรณกรรณแผนที่ชุมชนชุดนี้คือ จิคาระ ฟุจิวาระ (Chikara Fujiwara) และ มิโนริ สุมิโยชิยามะ (Minori Sumiyoshiyama) ศิลปินชาวญี่ปุ่น พวกเขากำลังเขียน Engeki Quest เล่มใหม่ ที่มีฉากหลังเป็นย่านกะดีจีน-คลองสานแห่งกรุงเทพฯ นี่เอง

พวกเขาเดินลัดเลาะในตรอกซอกซอยของย่านเก่าประจำกรุง เลือกหยุดดู ถ่ายรูป และจดบันทึก ในมุมแปลกๆ ที่ไม่มีชาวต่างชาติคนไหนทำกัน ราวกับมองเห็นบางอย่างที่คนทั่วไปอย่างเราๆ มองไม่เห็น

Engeki Quest Engeki Quest

ท่องเที่ยวให้เหมือนเล่นละคร

คำว่า Engeki แปลว่า ละคร

ชิการะมีพื้นเพเป็นนักวิจารณ์ละครเวที เขาเริ่มต้นโปรเจกต์นี้จากข้อสงสัยว่า จะเป็นไปได้หรือไม่หากละครไม่ได้เล่นอยู่แค่บนเวทีในห้องมืดๆ สี่เหลี่ยม แต่ออกไปโลดแล่นอยู่บนท้องถนน เชื่อมโยงกับชีวิตคนจริงๆ ในโลกข้างนอก

เขาจึงเขียนหนังสือนำเที่ยวที่เป็นบทละครขึ้นมา

วิธีการเล่นคือ ให้ผู้ร่วมผจญภัยอ่านคำแนะนำทีละข้อ แล้วเดินตามเรื่องราวในหนังสือไปเรื่อยๆ พร้อมทำความเข้าใจชุมชนไปด้วย

สนุก ง่าย ไม่ซับซ้อน

หากไม่เข้าใจว่าสิ่งนี้คล้าย ‘การแสดง’ อย่างไร มิโนริ ศิลปินผู้ร่วมงานช่วยอธิบายเพิ่มเติมจากมุมของเธอว่า เมื่อผู้เล่นถือหนังสือเล่มนี้แล้วเดินผจญภัยไปในชุมชน คนที่อยู่ในชุมชนก็จะมองเห็นและคอยดูว่าคนคนนี้มาทำอะไร เหมือนว่ากำลังดูคนเล่นตามบทละครอยู่นั่นเอง

Engeki Quest

มองชุมชนในมุมใหม่

ไม่ใช่แค่วิธีเขียนที่พิเศษ เนื้อหาก็พิเศษด้วย

ชิการะเปิดคอมพิวเตอร์ให้เราดูบันทึกจากการลงพื้นที่ บนแผนที่เต็มไปด้วยการปักหมุด ระบุถึงสิ่งที่เขาและมิโนริคิดว่าน่าสนใจ แบ่งตามหมวดหมู่ด้วยสีและสัญลักษณ์อย่างเป็นระเบียบ

Engeki Quest

เมื่ออ่านชื่อของแต่ละหมุดแล้วก็อดขำไม่ได้ เพราะมีทั้ง Speaking Bird ระบุถึงนกขุนทองพูดได้ที่เขาเดินผ่าน Jimmy, Funny Man ชายผู้ยืนอยู่ที่สี่แยกตลอดเวลา โดยบอกว่าตัวเอง ‘เหมือนเซเว่น’ และ Crocodile! หมายถึงตัวเงินตัวทองขนาดยักษ์

ชัดเจนว่าหนังสือเล่มนี้ชวนให้เราดูชุมชนในมุมที่ไม่ธรรมดา

เมื่อถามว่าปกติแล้วเขาจะมองหาอะไรในชุมชนต่างๆ ทั้งชิการะและมิโนริต่างทำหน้าไม่แน่ใจ ด้วยความที่มีกระบวนการคล้ายงานศิลปะ จึงใช้ใจเลือกมากกว่าสมอง

แต่เมื่อพูดถึงชุมชนกะดีจีน-คลองสานแล้ว ชิการะพูดออกมาได้อย่างชัดเจนว่า ตัวเองคอยสังเกตแมว ส่วนหนึ่งเพราะมันน่ารัก (แน่นอนอยู่แล้ว) และอีกส่วนคือ เพราะแมวเป็นสัตว์ตัวเล็กที่ซอกแซกไปตามมุมต่างๆ ของย่านได้ และนั่นคือพื้นที่ที่พวกเขาสนใจ

นี่คือหนังสือนำเที่ยวที่ไม่เน้นเรื่องสถานที่ แต่ใส่ใจคน สัตว์ สิ่งของ ที่จะช่วยทำให้รู้จักพื้นที่เหล่านั้นมากขึ้น

Engeki Quest Engeki Quest

เชื่อมโยงเส้นทางผจญภัยให้ลื่นไหล

แม้เป็นงานศิลปะ แต่ในขั้นตอนเรียบเรียงก็ต้องคิดคำนวณอย่างดี

เพราะอยากให้บทละครในเล่มลื่นไหลไปอย่างเป็นธรรมชาติ แปลว่าผู้เล่นไม่ต้องเดินวนไปวนมา และใช้เส้นทางปกติที่คนในชุมชนใช้

หลังจากเห็นไฟล์แผนที่แล้ว มิโนริก็เปิดอีกไฟล์หนึ่งในไอแพดให้เราดู นั่นคือแผนผังขนาดใหญ่ที่นำเอาจุดต่างๆ มาเชื่อมโยงเข้าหากัน และมีลูกศรระบุว่าเป็นการเชื่อมโยงแบบกลับไปมาได้ หรือเชื่อมโยงทางเดียว ทั้งหมดเพื่อวางแผนว่า ‘การผจญภัย’ จะดำเนินไปในทิศทางอย่างไรได้บ้าง

พวกเขาใช้เวลาเก็บข้อมูลอยู่ร่วมเดือน โดยระหว่างนั้นก็ทำแผนผังเชื่อมโยงไปด้วย แล้วจึงค่อยนำไปเรียบเรียงเพื่อเขียน รวมกระบวนการทั้งหมดแล้วก็เกือบ 3 เดือน

ทั้งหมดนี้ ทำเพื่อให้ผู้ร่วมเล่นได้ลิ้มรสความเป็นชุมชนอย่างสมจริงที่สุด

Engeki Quest Engeki Quest

เริ่มด้วยหนังสือ จบด้วยประสบการณ์

มาถึงตรงนี้ คุณคงเริ่มสงสัยว่า แล้วสิ่งต่างๆ ที่บันทึกไว้ จะอยู่ตรงนั้นอีกนานแค่ไหนกัน

ใช่ รายละเอียดหลายอย่างใน Engeki Quest หายไปในเวลาไม่นาน

มิโนริยกตัวอย่างให้ฟังผ่านครั้งแรกที่เธอเล่น Engeki Quest ฉบับโยโกฮาม่า ซึ่งเธอไปเล่น 3 ปีให้หลังจากหนังสือตีพิมพ์ และได้พบว่าหลายสัญลักษณ์ที่มีให้สังเกต หลายเส้นทางที่ชวนให้เดิน หายไปแล้ว

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เธออยากวางหนังสือแล้วเดินต่อเอง

เธออธิบายว่า ดูเหมือนรายละเอียดต่างๆ จะทำงานในระดับความรู้สึก ทำให้เธอเงยหน้าขึ้นมาสำรวจดูสิ่งรอบตัวอย่างละเอียด จนอยากไปต่อด้วยความรู้สึกอยากรู้อยากเห็น มากกว่าการเดินตามคำบอกไปเฉยๆ

ชิการะเล่าเสริมว่า เคยมีครั้งหนึ่งที่มะนิลา เขาตั้งใจให้ผู้เล่นทุกคนเดินทางไปจบที่จุดเดียวกัน แล้วนั่งพูดคุยกันถึงประสบการณ์ที่ได้รับ แต่ระหว่างการผจญภัยฝนกลับตกลงมาหนักมาก ทำให้หนังสือเปียกจนอ่านไม่ได้ เมื่อมาถึงจุดปลายทาง ทุกคนจึงนั่งคุยกันโดยไม่มีหลักฐานใดๆ ยืนยัน มีเพียงประสบการณ์ส่วนบุคคลที่หลงเหลืออยู่

กลายเป็นว่า การมองเห็นตามหนังสือไม่สำคัญเท่าการมองเห็นความเปลี่ยนแปลง

นั่นคือสาเหตุที่ทำไมในหนังสือมีส่วนที่เป็นเรื่องแต่งด้วย เพราะชิการะและมิโนริมองว่าสิ่งของในเชิงประจักษ์เป็นเพียงเครื่องมือ ช่วยกระตุ้นให้เกิดจินตนาการ การคิด และจะนำไปสู่การทำความเข้าใจในที่สุด

หนังสือนำเที่ยวเล่มนี้จึงไม่ใช่คำตอบ เป็นเพียงกุญแจเท่านั้น

Engeki Quest

เรียนรู้ความแตกต่างเหมือนกัน

แล้วกุญแจดอกนี้จะไขประตูบานไหนได้บ้าง

“เวลาเข้าไปในชุมชนหนึ่งๆ เรามักจะพบว่ามีกำแพงที่มองไม่เห็นคอยแบ่งแยกคนในชุมชนออกจากกัน ซึ่งถ้าเราใช้โปรเจกต์นี้ทำลายกำแพงนั้นได้ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดี” ชายหนุ่มบอกด้วยความหวัง

เขายกตัวอย่างจากครั้งที่ทำ Engeki Quest ภาคอันซาน (Ansan) เมืองในเกาหลีใต้ ที่แบ่งเป็นเขตตะวันออกกับตะวันตกอย่างชัดเจน ฝั่งตะวันออกมีความศิวิไลซ์ บ้านเมืองทันสมัยสะอาดเรียบร้อย ในขณะที่ฝั่งตะวันตกเป็นพื้นที่อยู่อาศัยของผู้อพยพ ทำให้คนที่อยู่ทางตะวันออกคิดว่าฝั่งตะวันตกอันตราย และไม่ยอมเดินทางไปฝั่งนั้นเลย ทั้งๆ ที่เมื่อเข้าไปทำงาน ชิการะกลับเห็นว่าทั้งสองฝั่งปลอดภัยไม่ต่างกัน

ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อเดินทางไปทำงานในหลายๆ เมือง เขาได้พบว่าเส้นแบ่งประเทศเองก็เป็นกำแพงที่มองไม่เห็น ซึ่งแบ่งแยกคนชนชาติต่างๆ ออกจากกัน จากวันที่เขาเคยคิดว่าต้องทำประโยชน์ให้คนญี่ปุ่น ตอนนี้เขามองเห็นเปลี่ยนไปว่า เขาจะทำประโยชน์ให้ประชากรโลกคนไหนก็ได้ทั้งนั้น เพราะทุกคนมีเอกลักษณ์ต่างกัน แต่มีคุณค่าเหมือนกัน

เขาจึงพยายามเล่าความแตกต่างที่ไม่แตกต่างกันออกมาในหนังสือเหล่านี้

ในโลกยุคที่เต็มไปด้วยการแบ่งแยก การสื่อสารแนวคิดเช่นนี้ให้ผู้เดินทางได้เห็น เป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยไปกว่าตึกรามบ้านช่องอันสวยงามหรือประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่เลย

ชิการะเชื่อว่า เวลาเราดูชีวิตของผู้คนในพื้นที่หนึ่ง มันจะต้องมีประเด็นเรื่องความคิดทางการเมือง ประวัติศาสตร์ สังคม มาเกี่ยวข้องอยู่แล้ว ทำให้ไม่อาจเล่าเรื่องผู้คนโดยที่ไม่ไปสัมผัสเรื่องเหล่านี้เลยไม่ได้ สิ่งที่อยู่ใน Engeki Quest จึงซุกซ่อนไปด้วยสิ่งเหล่านี้ รอคอยให้มามองเห็น

“แต่ละชุมชนจะมีประเด็นทางสังคมของเขาเอง ซึ่งศิลปะไม่ได้ให้คำตอบได้โดยตรงหรอก แต่มันทำให้เราเกิดคำถาม เกิดการพูดคุยกันเกี่ยวกับประเด็นนั้นได้ ดังนั้น แม้เราจะทำโปรเจกต์เสร็จแล้วกลับไปที่ญี่ปุ่น แต่หวังว่างานศิลปะที่เราทิ้งไว้จะช่วยให้ทุกคนได้ร่วมกันคิดต่อ แล้วนำผลผลิตจากการคิดนั้นไปแก้ปัญหาต่อไปได้” ศิลปินชาวญี่ปุ่นบอกด้วยความหวัง

หากคุณอยากเป็นส่วนหนึ่งของการผจญภัย ขอมาร่วมเล่น Engeki Quest ฉบับชุมชนกะดีจีน-คลองสาน ภายใต้ชื่อ ‘แมวธนฯ ผู้ไร้นาม (No Name Cats in Thonburi)’ ได้ที่ Low Fat Art Fes ช่วงวันที่ 8-17 กุมภาพันธ์ 2562 ติดตามเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย

Engeki Quest

สถานที่ Dilokchan Hostel Cafe

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

จากการพูดคุยกันสั้น ๆ ในระยะเวลาชั่วโมงเศษผ่านช่องทางออนไลน์ เราเรียนรู้ว่าผู้ชายที่ชื่อ กุล-กุลชาติ เค้นา เป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ดันให้การท่องเที่ยวชุมชนในพื้นที่อำเภอภูผาม่าน จังหวัดขอนแก่น เฟื่องฟูและเป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศ

กุลมีอาชีพหลักเป็น UX/UI Designer ทำงานแบบ Digital Nomad (กลุ่มคนที่ทำงานผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เดินทางไปด้วย ทำงานไปด้วยจากที่ไหนก็ได้ทั่วโลก) เป็นผู้ปลุกปั้น ฟาร์มคิด ร้านอาหาร-กาแฟที่ขายความเป็นพื้นถิ่นในรูปแบบที่นักท่องเที่ยวกินอร่อย เป็นหนึ่งในสามผู้สร้าง วิวผาม่าน ผู้ให้บริการพานักท่องเที่ยวไปดริปกาแฟหลักร้อย แต่ได้ชมวิวหลักล้าน ร่วมผลักดันการสร้าง มหา’ลัยไทบ้าน ร่วมกับกลุ่มมหาลัยเถื่อนและนักขับเคลื่อนในอำเภออื่น ๆ เพื่อเสริมพลังคนพื้นที่ที่ทำงานพัฒนาบ้านเกิด จนแตกหน่อออกมาเป็นโปรเจกต์เทคไทบ้าน’ ที่จะช่วยลดช่องว่างทางเทคโนโลยีและสนับสนุนการท่องเที่ยวชุมชนไปพร้อมกัน

ถ้าเล่าแค่ความดีงามของโปรเจกต์ที่เขาทำมันจะไปสนุกอะไร 

เมื่อความน่าสนใจของผู้ชายไทบ้านคนนี้มีซ่อนอยู่อีกหลากหลายมุม 

เทคไทบ้าน โปรเจกต์พัฒนาชุมชนด้วยเทคโนโลยี สู่พื้นที่ Digital Nomad กลางทุ่งภูผาม่าน ขอนแก่น

Prototype ถึง MVP

ย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว นักออกแบบหนุ่มชื่อกุลได้เริ่มนำไอเดียในการขับเคลื่อนสังคมของเขาที่คุกรุ่นอยู่ในใจออกมา 

“โปรเจกต์แรกที่เริ่มคือ ฟาร์มคิด เป็นชื่อในอุดมคติของผมก่อนที่จะกลับมาอยู่ที่ขอนแก่น ตอนนั้นผมไม่มี Business Model แค่อยากทำชุดปลูกผักคนเมือง เพื่อให้คนได้กินผักปลอดภัย ผมก็ให้พ่อตายิงไม้พาเลต ทำ Prototype ขึ้นมา ปรากฏว่าแค่กล่องก็หนัก 10 กก. เราไม่ได้คำนวณต้นทุนก่อน ก็เลยไม่เวิร์ก เลิกทำ” กุลเล่าจุดเริ่มต้นของฟาร์มคิดอย่างติดตลก

เมื่อโมเดลแรกไม่สำเร็จ เขาลองกลับไปทบทวนเป้าหมายจริง ๆ ว่าอยากทำอะไรกันแน่ และพบว่าหนทางในการขับเคลื่อนเป้าหมายในการสร้างงานให้ชุมชน สร้างแหล่งอาหารปลอดภัย จนถึงการฝึกฝนให้เด็ก ๆ คุ้นชินกับเทคโนโลยี ไม่ได้มีแค่แนวทางเดียว 

เมื่อเวลาผ่านไป ไอเดียถูกตกผลึกเป็นร้านอาหารพื้นถิ่น ‘ฟาร์มคิด’ เปิดในอำเภอภูผาม่าน บ้านเกิดของเขา

“ร้านฟาร์มคิดตอนแรกเป็นร้านขายสเต๊ก ตอนนั้นก็ห้าว คิดว่าตัวเองชอบทำสเต๊กก็เลยทำขาย จริง ๆ ขายได้โอเคนะ แต่ชีวิตพังเพราะเราต้องเลี้ยงลูก ทำงาน ประชุม เตรียมของขาย ธาตุไฟเข้าแทรกเหมือนกัน” กุลเล่าถึงช่วงเวลาที่ยังหาสมดุลระหว่างงานประจำกับความฝัน แต่นั่นไม่ใช่แค่ปัญหาเดียวที่เขาต้องเจอ “เปิดร้านไปได้ไม่ถึง 6 เดือน โควิด-19 ก็มา ซึ่งปัญหาใหญ่จริง ๆ ที่เราเจอ คือการหมุนเวียนของเงินมันน้อย เพราะอำเภอภูผาม่านไม่มีคนมาท่องเที่ยวเลย เป็นเมืองที่ไม่มีใครรู้จัก” 

ถ้าเป็นคนอื่นคงยอมแพ้และปิดร้านอาหารไปแล้วใช่ไหม

แต่กุลไม่ได้เลือกเส้นทางนั้น เขากลับเลือกชวนเพื่อน ๆ สายเทคที่ทำงานด้วยกันมาจัดอีเวนต์ด้านเทคโนโลยีกลางทุ่งนา พร้อมไลฟ์สดอวดคนในเมืองด้วยว่าบ้านฉันมีวิวสวยขนาดนี้ จนใคร ๆ ก็อิจฉา เป็นที่มาของอีกหลายกิจกรรมที่เลือกภูผาม่านเป็นฉากหลัง

เมื่อภูผาม่านบ้านนาถูกค้นพบในฐานะ Hidden Gem สำหรับนักท่องเที่ยวแล้ว ก็เริ่มมีองค์กรรัฐและเอกชนให้ความสนใจ ดึงดูดให้ผู้คนใหม่ ๆ เข้ามา รวมถึงไอเดียในการทำธุรกิจแบบใหม่ ๆ ก็หลั่งไหลเข้ามาถึงกุลด้วย

“หลังจาก ททท. และ TCDC เข้ามาร่วมทำทริปโปรโมตการท่องเที่ยวให้ภูผาม่าน เราก็ได้รับไอเดียจากช่างภาพของ TCDC ท่านหนึ่ง เขาบอกให้ผมเฝ้ามองหนองสมอให้เขา หากในหนองจะมีน้ำเอ่อ ให้รีบบอกเขาเลย เขาจะมาถ่ายภาพภูเขาสะท้อนน้ำพร้อมแสงเช้า ซึ่งมันสวยมาก” ชายหนุ่มเล่าพลางอวดภาพวิวที่หนองสมอที่เป็นแบกกราวนด์ในโปรแกรม Zoom ของเขา

“แถมเขายังให้ไอเดียด้วยว่า เราน่าจะลองเอากาแฟมาดริปกันที่นี่ ผมกับน้องอีก 2 คน คือ พิมพ์กับต๋อง เลยสั่งชุดดริปกาแฟมาลองไลฟ์ลง Facebook ปรากฏว่าคนสนใจ หลังจากนั้นไม่กี่วันเราก็เปิดเพจรับจองคิวให้คนมาดริปกาแฟพร้อมชมวิวกับเราที่นี่เลย เป็นการทำ MVP (บริการตัวอย่าง) เหมือนที่ทำกันในวงการสตาร์ทอัพนั่นแหละครับ เป็นที่มาของ วิวผาม่าน ที่เราพาคนมาชมวิวและดริปกาแฟด้วยกันที่หนองสมอ ทุกวันนี้คิวยังเต็มอยู่ตลอดเลย” กุลเล่าอย่างภาคภูมิใจ 

จาก Prototype เล็ก ๆ ที่ไม่เวิร์กในวันนั้น มาถึง MVP ที่สร้างแรงกระเพื่อมต่อการพัฒนาชุมชนในวันนี้ 

เป็นจุดเริ่มต้นสู่ความเป็นไปได้อีกมากมายที่เกิดขึ้นตามมา

เทคไทบ้าน โปรเจกต์พัฒนาชุมชนด้วยเทคโนโลยี สู่พื้นที่ Digital Nomad กลางทุ่งภูผาม่าน ขอนแก่น

Network ถึง Infrastructure

แน่นอนว่าในจุดเริ่มต้นของการผลักดันภูผาม่านเป็นเมืองท่องเที่ยวนั้นเต็มไปด้วยความท้าทาย

กุลบอกกับเราว่าเขาผ่านมาได้ด้วยความช่วยเหลือของบ้านพี่เมืองน้อง

“นอกจากอำเภอภูผาม่านแล้ว บ้านพี่เมืองน้องอย่างอำเภอสีชมพูเขาก็ทำเรื่องการท่องเที่ยวชุมชนอยู่ด้วย เราเป็นเมล็ดพันธ์ุที่เติบโตมาด้วยกัน ต่างคนต่างก็อยากโชว์ศักยภาพของพื้นที่ตัวเอง จนมีโครงการหนึ่งที่รัฐสนับสนุน จัดให้คนรุ่นใหม่มาเจอกัน เราร่วมกับ ครูสอญอ-สัญญา มัครินทร์, คุณนุ-อนุวัตร บับพาวะตา แก๊งอำเภอสีชมพู ประชุมกับ พี่ก๋วย-พฤหัส พหลกุลบุตร จากมหาลัยเถื่อน ระดมความคิดกันกลายเป็นชื่อ มหา’ลัยไทบ้าน ขึ้นมา” กุลโยงใยให้เราเห็นความเชื่อมโยงระหว่างโปรเจกต์การท่องเที่ยวกับโปรเจกต์การศึกษาที่เขาเข้าไปมีส่วนร่วม

“มหา’ลัยไทบ้านเป็นการรวมตัวกันของคนรุ่นใหม่ คนไทบ้านที่อยู่ในพื้นที่มาทอล์ก มาแชร์ มาเสริมพลังให้กัน ทำไมนักพูดต้องอยู่บนเวที TED เท่านั้น จะอยู่บนรถแต๊ก ๆ แบบไทบ้านเราได้มั้ย เพื่อทำอะไรบางอย่างให้กับพื้นที่ตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรเรียนรู้ชุมชน กิจกรรมท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งแต่ละคนต่างเป็น Contributor” ชายหนุ่มอธิบายหน้าที่ของมหาลัยไทบ้าน

กุลชัดเจนแต่แรกว่าเขาต้องการนำเทคโนโลยีมาสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สร้างอาชีพและโอกาสให้กับคนในชุมชน เขาจึงสร้างสาขาย่อยของตัวเองขึ้นมาภายใต้ร่มของมหา’ลัยไทบ้าน ชื่อว่า เทคไทบ้าน มีฟังก์ชันในการค้นหาบทบาทและจุดยืนที่เหมาะสมของเทคโนโลยีต่อชุมชนแห่งนี้

“ช่วงนี้มีคำฮิตคำหนึ่ง คือคำว่า ชนบทดิจิทัล ซึ่งผมตั้งคำถามว่าเราพร้อมจริงหรือเปล่า” กุลเปรย “จริง ๆ พวกของหรืออุปกรณ์มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเสาสัญญาณ ไวไฟ แต่คนในชนบทเป็นเพียงผู้ใช้งาน ยังไม่ได้เป็นผู้สร้าง ผู้แบ่งปัน หรือผู้แก้ปัญหา

เทคไทบ้าน โปรเจกต์พัฒนาชุมชนด้วยเทคโนโลยี สู่พื้นที่ Digital Nomad กลางทุ่งภูผาม่าน ขอนแก่น
เทคไทบ้าน โปรเจกต์พัฒนาชุมชนด้วยเทคโนโลยี สู่พื้นที่ Digital Nomad กลางทุ่งภูผาม่าน ขอนแก่น

“กรณีที่เจอล่าสุดคือหลานของผมเอง ผมสังเกตว่าเขาเรียนออนไลน์ติดปัญหาเยอะมาก ตั้งแต่เปิดไลน์ เข้าห้องเรียนไม่ทัน กรอกโค้ดไม่ได้ ต้องโหลด Google Classroom แต่ไม่รู้จักว่าคืออะไร ขนาดหลานอยู่กับผมที่เข้าใจบริบทของเทคโนโลยีระดับหนึ่งยังเจอปัญหาขนาดนี้ แล้วเด็กในชุมชน ในหมู่บ้านที่อยู่กับตายาย ใครจะแก้ปัญหาให้เขา

“ผมเลยคิดได้ว่าเทคไทบ้านน่าจะเป็นโปรเจกต์ที่เชื่อมได้ โดยเอาเด็ก ๆ มาฝึกให้เป็นไอทีซัพพอร์ต”

เริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ อย่างการพาเด็ก ๆ ไปร่วมสำรวจและเก็บข้อมูลร้านค้า สถานที่ท่องเที่ยวในชุมชนโดยใช้ Google Document ที่มีฟังก์ชันแปลงเสียงเป็นภาพ เพื่อให้พวกเขาคุ้นชินกับเทคโนโลยี ข้อมูลที่เด็ก ๆ เก็บมาเหล่านั้น กุลไม่ได้ปล่อยให้เสียเปล่าเลยแม้แต่น้อย แต่นำมาเป็นต้นทุนในการสร้างเว็บไซต์นำเที่ยวชุมชนที่ชื่อ phuphaman.org เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลสำหรับนักท่องเที่ยวที่เชื่อถือได้ รวมถึงได้สร้างแท่นแสกน QR Code ติดไว้ตามพื้นที่ต่าง ๆ ในชุมชน เป็นช่องทางเข้าถึงข้อมูลที่เชื่อมโลกออนไลน์กับโลกออฟไลน์เข้าด้วยกัน เอาไว้อำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่

“นี่คือการใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาโดยที่ไม่ต้องคิดอะไรซับซ้อนครับ” กุลสรุปรวบความ 

“นักท่องเที่ยวเข้าถึงข้อมูลได้ ชาวบ้านไม่ต้องตอบคำถามซ้ำ ๆ ซึ่งเราตั้งใจจะเปิดให้เว็บไซต์นี้เป็น Open Source ทุกอำเภอเอาโค้ดของเว็บนี้ไปทำเว็บของตัวเองได้เลย มีวิธีการทั้งหมดตั้งแต่การเก็บข้อมูลจนถึงเอาข้อมูลเข้าระบบ”

หากมองในภาพรวมแล้ว การทำงานของกุลเริ่มจากความไม่มี ความไม่พร้อม ก่อร่างสร้างตัวขึ้นบนเครือข่ายของผู้คน จนกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนชุมชนบ้านเกิดของเขา ทั้งการสร้างเด็ก ๆ ให้มีความพร้อม จนถึงสร้างช่องทางให้ข้อมูล

กุลชาติ เค้นา ผู้บุกเบิกการท่องเที่ยวภูผาม่าน จ.ขอนแก่น ด้วยเทคโนโลยี และโปรเจกต์พัฒนาชุมชนสู่ Digital Nomad

Zero ถึง Hero

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ แต่ชายชื่อกุลปฏิเสธที่จะเชื่อว่าเขาทำไม่ได้

“ผมมองว่าก่อนหน้านี้ภูผาม่านเองก็ไม่พร้อม แล้วใครเป็นคนทำให้มันพร้อม” เขาตอบสั้น ๆ เมื่อเราถามว่า ไอเดียลักษณะนี้จะเกิดขึ้นที่อื่นได้อย่างไร “ผมมีโควตหนึ่งประจำใจว่า พื้นที่ที่ดีที่สุดในทัศนคติของคุณคืออะไร… มันควรจะเป็นคุณนะที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดขึ้น ผมพูดกับทุกคนว่า ถ้าคุณอยากเห็น คุณต้องเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มันเกิด” เขาพูดด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น

คำตอบของกุลไม่ได้ออกมาแบบคนโลกสวย เขาเข้าใจอย่างดีถึงความยากและข้อจำกัดของคนทำงานขับเคลื่อนชุมชน

“ปากท้องเป็นข้อจำกัดสำคัญ ไม่มีใครอยากเพิ่มภาระโดยที่ตัวเองไม่ปลอดภัย” กุลเสริมอย่างเรียบง่าย “คุณภาพชีวิตเป็นข้อจำกัดในการทำงานเพื่อสังคมสำหรับผม ถ้าเรามีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี้ มีหน้าที่การงานหรือ Ecosystem ที่ทำให้เราทำงานที่บ้านและเติบโตได้ ผมว่าคนทำงานเพื่อสังคมจะเพิ่มขึ้นเยอะมาก ผมถึงจริงจังเรื่องการเป็นผู้ประกอบการท้องถิ่นที่ต้องรอด

“ช่วงแรกก็หมดไฟเหมือนกันนะ เคยคิดว่าเลิกทำดีกว่าไหม แต่พอถึงจุดหนึ่งเราเลิกทำไม่ได้ เพราะบริบทสังคมที่อยากเห็นมันทำให้เรารู้สึกว่า ถ้าเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ไม่น่ารอดแน่ ต่อให้เราเลี้ยงลูกดี ส่งลูกไปเรียนดี ๆ แต่บริบททางสังคมไม่เอื้อให้ลูกเรามีความสุขในพื้นที่ที่เขาอยู่หรือสิ่งแวดล้อมไม่เอื้อให้เขามีความสุข มีอิสระในการคิด ถ้าตัวผมคนเดียวอาจจะทำงานไปเงียบ ๆ ค่อย ๆ สื่อสารไปก็ได้ แต่เด็ก ๆ ทั้งลูกหลานของเราเขารอไม่ได้”

นั่นคือแรงผลักดันในใจที่พาให้ผู้ชายคนหนึ่งเริ่มต้นจากศูนย์ จนกลายเป็นกลไกสำคัญที่ผลักดันอุดมคติให้เกิดขึ้นได้จริงในบ้านเกิดของเขาเอง

กุลชาติ เค้นา ผู้บุกเบิกการท่องเที่ยวภูผาม่าน จ.ขอนแก่น ด้วยเทคโนโลยี และโปรเจกต์พัฒนาชุมชนสู่ Digital Nomad

Local ถึง Global

เราอดถามกุลไม่ได้ว่า ทำงานขับเคลื่อนมาแล้วหลายปี เห็นพื้นที่ภูผาม่านเข้าใกล้อุดมคติที่เคยมีมากขนาดไหน

“หลังจากทำงานมา 6 ปี ภูผาม่านเข้าใกล้พื้นที่ในอุดมคติของผมมาก จนผมเริ่มคิดว่าต่อให้ไม่มีตัวเรามันก็น่าจะไปต่อได้ ผมไม่ชอบทำอะไรที่ยึดโยงกับตัวเองเยอะ ๆ เพราะมันกดดัน ผมเลยทำเทคไทบ้านเป็น Open Source เป็นชุมชน เป็นต้นไอเดีย แต่แก่นของมันคือการนำเทคโนโลยีมาทำให้คนในชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เราต้องเก็บภารกิจนี้ไว้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีในระดับที่เหมาะสมกับเขา

“อีก 5 ปีข้างหน้า เราอาจจะเห็นโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ Digital Nomad จากทั่วโลกที่จะเข้ามาในภูผาม่าน เป็นเมืองที่รองรับพลเมืองโลกแล้ว หลัง ๆ มีฝรั่งมาฟาร์มคิดเยอะขึ้นเรื่อย ๆ เขาบอกว่าเขาเสิร์ช Google และดูรีวิวใน Google Maps

“อีกอย่าง ไทยติดอันดับต้น ๆ ของโลกที่อินเทอร์เน็ตดีมากจากการโหวตของ Digital Nomad ทั่วโลก และปัจจุบันก็มีหลายคนที่กำลังพยายามทำเพื่อสังคมในรูปแบบอื่น ๆ อยู่ในหลายพื้นที่ ต้องลองติดตามกันต่อไปครับ” กุลกล่าวปิดท้าย

คำตอบที่ไม่ลังเลใจของกุลเป็นสิ่งที่เสริมแรงใจให้เราเป็นอย่างดี และสะกิดให้เราคิดได้ว่า 

‘ถ้าพนักงานประจำที่ควบตำแหน่งคุณพ่อลูกหนึ่งอย่างเขาทำสิ่งเหล่านี้ให้ได้เกิดขึ้นได้ เราก็ทำได้เช่นกัน’

กุลชาติ เค้นา ผู้บุกเบิกการท่องเที่ยวภูผาม่าน จ.ขอนแก่น ด้วยเทคโนโลยี และโปรเจกต์พัฒนาชุมชนสู่ Digital Nomad

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load