แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งระดับโลกอย่าง Disney+ Hotstar ได้ฤกษ์เปิดให้บริการในประเทศไทยเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2564

หนึ่งในความฮือฮาของการเปิดตัวครั้งนี้ก็คือ ซีรีส์สัญชาติไทยเรื่อง ‘อิน จัน’ (Extraordinary Siamese Story: Eng and Chang) โดยความร่วมมือของ กันตนา โมชั่น พิคเจอร์ส และ ทรู ออริจินัล ฝีมือการกำกับของ เต็นท์-กัลป์ กัลย์จาฤก ทายาทรุ่นสามของค่ายกันตนา และกรรมการผู้จัดการ บริษัท กันตนา โมชั่น พิคเจอร์ส จำกัด 

ทายาทกันตนา รีเมกสารคดี ‘อิน จัน’ ฝีมือคุณปู่ เป็นซีรีส์ไทยโกอินเตอร์ใน Disney+ Hotstar

นี่คือการหยิบผลงานมาสเตอร์พีซของคุณปู่ ประดิษฐ์ กัลย์จาฤก ที่ทำร่วมกับคุณพ่อ จาฤก กัลย์จาฤก ในรูปแบบรายการสารคดีความยาว 26 ตอน เมื่อ 30 ปีก่อน มาตีความใหม่ในรูปแบบซีรีส์ความยาว 13 ตอน

เต็นท์เล่าถึงแฝดสยามผู้โด่งดังระดับโลกด้วยการตั้งคำถามใหม่ มุมมองใหม่ และวิธีการใหม่ๆ

และปรุงออกมาให้พร้อมเผยแพร่ไปทั่วโลก

ทั้งโจทย์การโกอินเตอร์ การทำซีรีส์ภาษาอังกฤษ การใช้นักแสดงซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่นักแสดงอาชีพ การยกทีมไปถ่ายทำต่างประเทศ การทำโปรดักชันให้ออกมาเป็นอเมริกายุคศตวรรษที่ 18 งานซีจีที่ต้องวาดหลายฉากขึ้นมาใหม่ งานโพสต์โปรดักชันอย่าง Color Grading และระบบเสียงที่ต้องดีสมกับที่กันตนาเป็นแล็บระดับโลก ถือว่าเป็นงานที่ไม่ง่าย

มาดูกันว่าผู้กำกับหนุ่มคนนี้คิดและทำงานนี้อย่างไร ตั้งแต่ขั้นตอนแรกถึงขั้นตอนสุดท้าย

เพื่อให้ได้งานที่ออกมาน่าพึงพอใจ สมกับวาระฉลองครบรอบ 70 ปีกันตนา

ทายาทกันตนา รีเมกสารคดี ‘อิน จัน’ ฝีมือคุณปู่ เป็นซีรีส์ไทยโกอินเตอร์ใน Disney+ Hotstar

ทำซีรีส์ไทยให้ไปไกลระดับโลก

“กันตนาอยากทำซีรีส์ที่เป็นระดับโลก พอได้คุยกับ ทรู ออริจินัล ซึ่งมีแนวคิดนี้เหมือนกัน เลยเกิดโปรเจกต์นี้ขึ้นเมื่อสามปีก่อน เรามาคิดว่าจะทำอะไรดีที่จะเรียกให้คนทั้งโลกหันมาสนใจได้ ในคลังของเรามีงานอยู่เยอะมาก เพราะสะสมมาตั้งแต่สมัยคุณปู่ ผมคุยกับพ่อ (จาฤก กัลย์จาฤก) และผู้บริหารคนอื่นแล้วก็คิดถึง อิน จัน ที่คุณปู่เคยทำเป็นสารคดียี่สิบหกตอนไว้เมื่อประมาณ พ.ศ. 2534

“ตอนนั้นคุณปู่ คุณพ่อ และทีมงานเดินทางไปศึกษาประวัติศาสตร์ทั้งหมดของอิน จัน ที่อเมริกา ไปตามรอย ไปดูมิวเซียม ไปเจอญาติพี่น้องของเขาซึ่งเป็นรุ่นหลานเหลนแล้ว เราชวนเขาจัดงานรวมญาติครั้งแรกซึ่งมากันเป็นร้อยคน ซึ่งเขาก็จัดต่อเนื่องทุกปีมาถึงตอนนี้ แล้วเราก็ชวนเขามาเมืองไทย มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาก

“เราคิดว่าน่าจะเอามาร้อยเรียงใหม่ให้เข้ายุคเข้าสมัยได้ แต่ก็ท้าทายมากเพราะเราอยากทำมาตั้งนานแล้ว แต่ติดเรื่องงบประมาณ และอะไรอีกหลายอย่าง”

ทายาทกันตนา รีเมกสารคดี ‘อิน จัน’ ฝีมือคุณปู่ เป็นซีรีส์ไทยโกอินเตอร์ใน Disney+ Hotstar

ลองเล่าเรื่องแบบใหม่

“พอดูสารคดีจบ เราพบว่าสิ่งที่ขาดไปคือ ชีวิตของ อิน จัน ตอนอยู่ที่อเมริกา แล้วก็เรื่องความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง พอเราทำบทก็เริ่มต้นจากเรื่องการที่เขาต้องอยู่ด้วยกันตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง มันจะยากขนาดไหน ซึ่งก็มีเสน่ห์ของมัน ผมคงประวัติไว้เหมือนเดิม แล้วก็เอาตัวละครและเหตุการณ์ต่างๆ เข้ามาปรุงให้สนุกขึ้น

“ประเด็นที่สำคัญที่สุดของเรื่องนี้คือ เขาใช้ชีวิตยังไงให้มีครอบครัวและลูกหลานถึงยี่สิบเอ็ดคน โดยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันได้ขนาดนี้ ต้องคุยกันแบบไหนถึงจะทำให้ครอบครัวสมบูรณ์แบบนี้ได้ มันเป็นมากกว่าเรื่องของคนสองคน เขาอยู่ด้วยกันสองคนก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่พอมีสังคม ครอบครัว พี่น้อง ลูก นี่คือตัวแปรสำคัญ เขาจะใช้ชีวิตยังไงให้เดินไปข้างหน้า ตรงนี้ไม่มีใครเล่า ผมสนใจเรื่องนี้มากกว่าแค่ประวัติเฉยๆ”

ทายาทกันตนา รีเมกสารคดี ‘อิน จัน’ ฝีมือคุณปู่ เป็นซีรีส์ไทยโกอินเตอร์ใน Disney+ Hotstar

ปรุงบทแบบอินเตอร์

“เราพยายามปรุงรสชาติแบบสากล แต่ก็ไม่ได้มีสูตรอะไรเป็นพิเศษ แค่เนื้อเรื่องแต่ละตอนต้องแน่น ชัดเจนว่าจะเล่าอะไร ความสากลน่าจะอยู่ที่วิธีนำเสนอเรื่องราวต่างๆ วิธีเขียนบทก็ไม่ได้เริ่มจากหนึ่ง ไปสอง สาม สี่ แต่เราเริ่มตรงกลางเรื่อง ไปข้างหน้า แล้วย้อนกลับ

“แต่ละตอนเราออกแบบให้เริ่มด้วยซีนไฮไลต์ ซึ่งถ่ายแยกนะ แล้วเสริมเข้ามาเป็นเนื้อเรื่อง ให้คนเดาตอนต้นว่าจะเกี่ยวกับอะไร เป็นสิ่งที่ฝรั่งทำกันเป็นปกติแหละ แต่ผมอยากลองเล่าด้วยวิธีนี้ดู

“เรื่องภาษาเราเถียงกันนานมากว่าอยากให้สากล แต่ก็อยากให้คนไทยดู ผมว่ายุคนี้ซีรีส์หรือภาพยนตร์มีภาษาเป็นของตัวเองอยูู่แล้ว ไม่น่ามีปัญหาว่าต้องพูดไทยไหม เราควรทำให้เหมือนจริงที่สุด คือพูดอังกฤษทั้งเรื่อง แต่เวลาที่อินจันคุยกันเองก็พูดภาษาไทย

“เราเขียนบทอยู่ปีกว่า นานตรงแปลเป็นภาษาอังกฤษ แล้วต้องเป็นภาษาในยุค ค.ศ. 1800 ต้องหาคนที่รู้เรื่องภาษาเก่ามาช่วย ต้องศึกษาเยอะ ทั้งประวัติศาสตร์ยุคนั้น เหตุการณ์รอบด้าน มันมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ”

เลือกนักแสดงตามคาแรกเตอร์

“ผมเชื่อเรื่องคาแรกเตอร์ของนักแสดงที่เหมาะสมมากกว่าใช้นักแสดงชื่อดัง ผมอยากได้ฝาแฝดจริงๆ มาเล่น เพราะเขามีสื่อถึงกันได้โดยธรรมชาติ เวลาพูดกันมันมีความไม่เหมือนกัน แต่ก็เหมือนกัน ผมชอบความรู้สึกนั้น เรามีคนมาแคสต์เป็น อิน จัน ประมาณสิบถึงสิบห้าคู่ เราต้องการฝาแฝดที่พูดภาษาอังกฤษได้ หน้าตาพอไปได้ แสดงได้ สุดท้ายก็เลือก บ็อบ (วรุตม์ บราวน์) กับ เบ็น (วราวุฒิ บราวน์) เขาเป็นนายแบบถ่ายลง Looker ตลอด

ทายาทกันตนา รีเมกสารคดี ‘อิน จัน’ ฝีมือคุณปู่ เป็นซีรีส์ไทยโกอินเตอร์ใน Disney+ Hotstar

“นางเอกสองคน เราก็แคสติ้งตามระบบโมเดลลิ่งปกติ มารีญา (มารีญา พูลเลิศลาภ) ที่มาช่วยทำให้หนังเราดูอินเตอร์ขึ้น ก็ให้ความร่วมมือในการแคสต์เต็มที่ มาแคสต์จนรอบสุดท้าย เพราะตัวละครซาราห์กับอาดิเลดเป็นพี่น้องกัน ผมไม่สามารถเลือกได้เลยถ้าไม่เห็นเขาแสดงด้วยกัน มารีญากับ เดน่า (เดน่า สโลซาร์) เขาเป็นเพื่อนกันอยู่แล้ว ก็เลยง่าย

เบื้องหลังการสร้างซีรีส์ อิน จัน ใน Disney+ Hotstar ด้วยคุณภาพระดับโลก เนรมิตอเมริกาศตวรรษที่ 18 ขึ้นมาจากฉากที่ศาลายา และจอร์เจีย

“เรื่องนี้เหมือนรวมนักแสดงฝรั่งในประเทศไทย ทั้งฝรั่งจริง ทั้งลูกครึ่ง ตั้งแต่รุ่นเล็กจนรุ่นโต เราก็แคสต์ตามแคแรกเตอร์เลย มี เจสัน ยัง, ไบรอน บิชอพ, โอซา แวง, อติล่า (อาร์เธอร์ อภิชาติ กานโยซ์) แล้วก็ทีม The Face”

เบื้องหลังการสร้างซีรีส์ อิน จัน ใน Disney+ Hotstar ด้วยคุณภาพระดับโลก เนรมิตอเมริกาศตวรรษที่ 18 ขึ้นมาจากฉากที่ศาลายา และจอร์เจีย

เวิร์กช็อปฝึกหายใจ

“พอทุกคนไม่ใช่นักแสดงอาชีพก็ต้องเวิร์กช็อปกันนานเหมือนกัน เพราะต้องเล่นเป็นญาติกันด้วย ต้องทำให้คุ้นเคยกัน ที่หนักสุดคือบ๊อบกับเบน ในเรื่องผมพยายามสื่อสารไม่ให้เขาเป็นคนประหลาด เหมือนเป็นคนปกติ ดังนั้น การเคลื่อนไหวต้องเป็นธรรมชาติ เหมือนเป็นคนคนเดียวกัน ก็ต้องฝึกตั้งแต่จังหวะการหายใจ การเดิน ตอนแรกท่าเดินไม่ได้เลย ชนกันไปชนกันมา วิ่งยิ่งยาก ต้องนับแล้วตกลงกันว่าจะเดินขาไหนก่อน แต่นานๆ ไปก็ชิน”

สร้างฉากที่ศาลายา

“สถานที่ที่สำคัญที่สุดคือบ้าน เพราะเป็นที่ที่ทั้งคู่ใช้ชีวิต เราต้องมีบ้านสองหลัง เพราะเขาแยกบ้านกัน แต่ด้วยงบประมาณที่มี เราทำบ้านได้หลังเดียวที่ศาลายา เป็นบ้านสไตล์ฝรั่งในยุคนั้น เราทำเป็นบ้านสี่เหลี่ยมใหญ่ๆ แล้วผ่ากลาง หน้าบ้านเป็นหลังหนึ่ง หลังบ้านเป็นหน้าบ้านของอีกหลังหนึ่ง เข้าไปครึ่งหนึ่งเป็นสีหนึ่ง อีกครึ่งเป็นอีกสี

“เขาเป็นชาวนา เราต้องปลูกข้าวโพดกับฝ้ายด้วย ก็เถียงกันว่า ฝ้ายมันไม่ขึ้นในกรุงเทพฯ นะเว้ย แต่อยู่ดีๆ ก็ขึ้นเฉย เราปลูกกันเป็นสิบไร่ สุดลูกหูลูกตา ฉากบ้านที่เห็นในเรื่องทั้งหมดถ่ายที่ไทย

“ผมเปิดกล้องที่เมืองไทยประมาณอาทิตย์หนึ่ง แล้วบินไปถ่ายที่จอร์เจียระหว่างรอสร้างบ้าน รอข้าวโพดโต กลับมาถ่ายที่ไทย แล้วก็บินไปถ่ายจบที่ญี่ปุ่น ไปเอาฉากหิมะที่นั่น เราถ่ายจบก่อนมีโควิด-19 ประมาณครึ่งปี โชคดีมาก”

เปลี่ยนจอร์เจียให้เป็นอเมริกา

“ตอนแรกผมตั้งใจจะไปถ่ายที่อเมริกา มีทีมงานช่วยหาโลเคชันให้แล้ว แต่ตอนที่ทีมงานประมาณสิบคนจะบินไปดู ปรากฏว่าบางคนวีซ่าไม่ผ่าน แล้วถ้าตอนไปถ่ายจริงเกือบสี่สิบคน มีนักแสดงสักคนวีซ่าไม่ผ่าน จะทำยังไง เราก็เลยลองหาประเทศอื่น ก็มาเจอจอร์เจีย เป็นประเทศที่มีความหลากหลายของวัฒนธรรมเยอะมาก

“เราถ่ายจอร์เจียให้เป็นทั้งอเมริกาทั้ง นอร์ทแคโรไลนา นิวยอร์ก เท็กซัส แล้วก็ไร่ ยุคนั้น อิน จัน เดินทางด้วยรถไฟกับรถม้า แต่ใช้รถม้าบ่อยกว่า ซึ่งต้องเป็นแบบเดียวกับที่ถ่ายที่เมืองไทย ที่เมืองไทยเราประกอบขึ้นมาใหม่ เพราะไม่มีให้เช่า ไปที่โน่นก็ต้องถ่ายรูปรถม้าจากเมืองไทยไปสั่งทำ เราเดินทางไปถ่ายทั่วจอร์เจีย ก็ต้องขนรถม้าไปด้วย ม้าไม่มีปัญหามากนัก ตามพื้นที่ยังพอมี แต่ก็เจอปัญหา ม้าบางสายพันธุ์ลากรถไม่ได้ ต้องใช้ม้าลากโดยเฉพาะ เป็นปัญหาที่ต้องเรียนรู้และแก้กันไป

“ข้อดีอย่างหนึ่งในการไปถ่ายที่จอร์เจียคือ มีระบบโมเดลลิ่งที่เชื่อมต่อกับยุโรป เราอยากหาคนที่สูงมากๆ กับตัวจิ๋ว เหมือนในคณะละครสัตว์ P.T. Barnum นักแสดงก็บินมาเล่นให้เราได้เลย

“ทีมจากเมืองไทยเกือบสี่สิบคนไปถ่ายกันประมาณสามสัปดาห์ ส่วนผมอยู่เกือบสองเดือนเพราะต้องไปดูสถานที่ก่อน”

เบื้องหลังการสร้างซีรีส์ อิน จัน ใน Disney+ Hotstar ด้วยคุณภาพระดับโลก เนรมิตอเมริกาศตวรรษที่ 18 ขึ้นมาจากฉากที่ศาลายา และจอร์เจีย
เบื้องหลังการสร้างซีรีส์ อิน จัน ใน Disney+ Hotstar ด้วยคุณภาพระดับโลก เนรมิตอเมริกาศตวรรษที่ 18 ขึ้นมาจากฉากที่ศาลายา และจอร์เจีย

ขนเสื้อผ้าหนัก 600 กิโลกรัมไปจอร์เจีย

“ในเมืองไทยไม่มีเสื้อผ้าของอเมริกายุคนั้นให้ยืม เราต้องตัดขึ้นมาใหม่หมด ภรรยาผม (รัตนรัตน์ เอื้อทวีกุล) ช่วยดูแลให้ ต้องรีเสิร์ชเยอะมาก แล้วก็มีเรื่องความแตกต่างระหว่างฤดูด้วย

“ต่างหูของมารีญาหล่นหายในฉากวิ่งในไร่ มันเป็นต่างหูวินเทจที่เราต้องเอากลับไปถ่ายต่อที่เมืองไทย ไม่งั้นมันจะไม่ต่อเนื่อง ก็ต้องจับมือกันเดินหาเป็นหน้ากระดานทั้งไร่ สุดท้ายคนที่ทำหน้าที่ควบคุมความต่อเนื่องเป็นคนที่หาเจอ

“เรื่องทรงผมเราก็รีเสิร์ชเยอะ ความยากคือ ผมเล่าสามช่วงอายุคือ สามสิบ สี่สิบห้า ห้าสิบห้า ก็ต้องแต่งหน้าและทำผมให้แก่ตามไปด้วย รวมไปถึงบุคลิกและแอคติ้ง พอมีสามช่วง ผมก็แบ่งโทนสีของหนังไว้ด้วย ตอนกลางจะเทาๆ ช่วงสุดท้ายจะมืดหน่อย”

เบื้องหลังการสร้างซีรีส์ อิน จัน ใน Disney+ Hotstar ด้วยคุณภาพระดับโลก เนรมิตอเมริกาศตวรรษที่ 18 ขึ้นมาจากฉากที่ศาลายา และจอร์เจีย
เบื้องหลังการสร้างซีรีส์ อิน จัน ใน Disney+ Hotstar ด้วยคุณภาพระดับโลก เนรมิตอเมริกาศตวรรษที่ 18 ขึ้นมาจากฉากที่ศาลายา และจอร์เจีย

มีผู้ช่วยผู้กำกับด้านภาษาอังกฤษ

“กำกับภาษาอังกฤษไม่ได้ยากขนาดนั้น เรื่องภาษาผมมีฝรั่งซึ่งทำงานในวงการบันเทิงไทยมานานนั่งข้างๆ ถ้านักแสดงพูดผิดเมื่อไหร่ต้องบอกทันที มันยากตรงต้องใช้ล่ามคุยกับนักแสดงจอร์เจีย กว่าจะคุยกันรู้เรื่องใช้เวลาเยอะมาก

“วิธีการทำงานของคนที่นั่นไม่เหมือนเรา เขาจำกัดชั่วโมงการทำงานต่อวัน แล้วก็มีเรื่องการสื่อสารที่ผิดพลาดด้วย ทำให้เราเจอปัญหาหน้างานตลอด ก็ต้องแก้กันไป

เปลี่ยนหัวลำโพงเป็นนิวยอร์ก

“สตูดิโอโพสต์โปรดักชันของกันตนาทำงานให้ต่างชาติเยอะ แต่เราไม่ค่อยดึงศักยภาพมาใช้ในงานของไทยเท่าที่ควร เพราะไม่มีเรื่องให้ทำด้วย งานนี้ก็เลยชวนทุกฝ่ายมาร่วมมือกันตั้งแต่ต้น ให้ทำงานกันกลมเกลียวเหมือนสมัยรุ่นพ่อรุ่นแม่

“เราสั่งซื้อฟิลเตอร์พิเศษมาตัวหนึ่งจากอเมริกา เพื่อให้ได้ภาพที่มีความนวล ฟุ้งๆ ดูย้อนยุค ซึ่งเป็นเทคนิคที่ทำไม่ได้ในโพสต์โปรดักชัน

“คนวาดซีจีก็เข้าวางแผนตอนถ่ายด้วย ฉากที่ยากสุดคือการวาดหัวลำโพงให้เป็นนิวยอร์ก เป็นการวาดใหม่ทั้งหมด ที่เหลือก็เป็นการเก็บรายละเอียด เช่น เนื้อตรงที่ตัวติดกันของ อิน จัน การเอาเสาไฟ สายไฟ ปลั๊กไฟออก หลังบ้าน อิน จัน ต้องมีภูเขา ก็ต้องวาดเข้าไปเพื่อให้สมบูรณ์ขึ้น

เบื้องหลังการสร้างซีรีส์ ‘อิน จัน’ ใน Disney+ Hotstar ด้วยคุณภาพระดับโลก เนรมิตอเมริกาศตวรรษที่ 18 ขึ้นมาจากฉากที่ศาลายา และจอร์เจีย

“ความพิเศษตอนถ่ายอีกอย่างถือ เราพยายามถ่ายให้รู้สึกว่า อินกับจันเป็นคนละคนกัน ตอนนี้เรากำลังดูคนนี้ เขากำลังสื่อสารกับคนรอบข้างอยู่นะ ไม่อย่างนั้นคนจะรู้สึกว่าเขาเป็นตัวละครตัวเดียวกัน”

เบื้องหลังการสร้างซีรีส์ ‘อิน จัน’ ใน Disney+ Hotstar ด้วยคุณภาพระดับโลก เนรมิตอเมริกาศตวรรษที่ 18 ขึ้นมาจากฉากที่ศาลายา และจอร์เจีย

เพลงประกอบโดยฮิวโก้

“เพลงเป็นสิ่งแรกๆ ที่เราทำตั้งแต่ยังไม่ได้ถ่าย ผมอยากได้เพลงที่เป็นคันทรี คนแรกที่คิดถึงคือ พี่ฮิวโก้ (จุลจักร จักรพงษ์) เขาเป็นตำนานที่ผมอยากร่วมงานด้วย เขาอินกับยุคนั้นอยู่แล้ว ผมเล่าเรื่องให้เขาฟัง เขาก็ทำดนตรีสไตล์เขาเองทั้งหมด ไม่มีอิเล็กทรอนิกส์เลย มีเสียงขูดไม้ เสียงตะปูด้วย

“แล้วก็แต่งเนื้อเพลงเองทั้งหมด ชื่อเพลง White Horse ประโยคแรกบอกว่า There’s a white horse on every wave. เป็นสำนวนภาษาอังกฤษว่า ปลายคลื่นมีฟองสีขาว ฝรั่งเขามองเป็นม้าขาว เขาพยายามบอกว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น จะมีสิ่งที่เกิดตามมาเสมอ ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี เขามองว่า อิน จัน ไม่ใช่แค่เรื่องพี่น้อง แต่เป็นคนไทยที่ต้องไปต่างประเทศ เร่ร่อนไป เป็นคนเอเชียที่ตัวติดกัน เจอความยากตั้งแต่วันแรกถึงวันที่เสียชีวิต เนื้อเพลงออกมาเป็นบทกวีที่ลึกซึ้งมาก

“เราก็เอาเมโลดี้เพลงนี้แตกออกมาเป็นสกอร์สิบกว่ามู้ด ทั้งสนุก ทั้งเศร้า เพื่อใช้ในหนัง”

เลือกแพลตฟอร์ม

“พอทำเสร็จก็เป็นช่วงที่ Disney+ Hotstar เข้ามาพอดี เขาเห็นศักยภาพของเรื่องนี้ แล้วก็มีอารมณ์แบบดิสนีย์ด้วย เราก็เลยฉายที่ Disney+ Hotstar ตอนนี้เริ่มแค่ในเมืองไทยก่อน แต่ก็มีโอกาสจะได้ไปฉายประเทศอื่นด้วย

“ดิสนีย์ดูงานเราแล้วก็ไม่ได้แก้อะไร เพราะไม่ใช่ออริจินัลของดิสนีย์ เขาดูว่าเหมาะสมกับแพลตฟอร์มของเขาไหม ที่คุยกันมากหน่อยคือเรื่องภาษา แพลตฟอร์มเขามีพากย์ไทยอยู่แล้ว ก็ให้นักพากย์อาชีพมาพากย์ ไม่ได้ให้นักแสดงมาพากย์เสียงตัวเอง เพราะมันต้องใช้วิธีพากย์แบบที่นักพากย์ใช้กัน”

โปสเตอร์ที่ตรงกับเรื่อง

“ไอเดียแรกที่ทุกคนคิดถึงคือ ต้องเป็นโชว์ที่ยิ่งใหญ่ แบบมีสองคนบนเวที มีแสงสาดลงมา แต่ผมว่ามันไม่ตรง เพราะเราเน้นเล่าเรื่องครอบครัว ความสัมพันธ์ ดูแล้วต้องรู้สึกถึงสิ่งนี้ ผมปรึกษากับ พี่ติ๋ม (พันธ์สิริ สิริเวชชะพันธ์) เขาก็ถ่ายภาพแล้วทำเลย์เอาต์ออกมาแบบนี้”

เบื้องหลังการสร้างซีรีส์ ‘อิน จัน’ ใน Disney+ Hotstar ด้วยคุณภาพระดับโลก เนรมิตอเมริกาศตวรรษที่ 18 ขึ้นมาจากฉากที่ศาลายา และจอร์เจีย

สิ่งที่อยากให้ผู้ชมได้รับ

“สิ่งที่ผมอยากให้คนดูได้คือ หลักในการใช้ชีวิตที่ปรับใช้กับตัวเองได้ เขาเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในอเมริกา แต่ก็ยังมีปัญหาของตัวเอง เพราะฉะนั้น เราก็อย่าท้อ เขายังอยู่ได้ถึงอายุหกสิบ เราก็ต้องสู้กับปัญหาของเราได้ แล้วก็หวังว่าจะสนุกกับเรื่องราวดราม่าเข้มข้น”

ฟีดแบคจากครอบครัวนักทำหนัง

“คุณพ่อลงมาช่วยตรวจงานด้วยเสมอ ตอนตัดต่อก็บอกว่า ตรงนี้ใช้เทคนิคนี้ ช่วยกระชับตรงนี้หน่อย ผมก็ได้เรียนรู้เพิ่มเติม ปกติผมทำงานอื่นให้กันตนาด้วยเยอะมาก ตอนที่ผมไปกำกับ ผมหายตัวไปพักใหญ่ ก็โดนบ่นๆ หน่อย แต่เขาก็เข้าใจว่า เราชอบแบบนี้ แต่พอเห็นงานเขาก็โอเคนะ ไม่ขี้เหร่ เราก็ทำเต็มที่แล้ว เป็นผลงานที่ออกมาได้ดี ในปีที่กันตนาครบรอบเจ็ดสิบปีด้วย”


ภาพ : บริษัท กันตนา โมชั่น พิคเจอร์ส จำกัด

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

The Cloud x กระทรวงการต่างประเทศ

ถ้าพูดถึงประเทศไทยในสายตาชาวโลกเขาจะนึกถึงอะไรกันบ้าง ถ้าเป็นอาหารไทย ก็คงเป็นต้มยำกุ้ง ถ้าเป็นนิสัยคนไทย ก็คงเป็นรอยยิ้มที่มาได้ในทุกสถานการณ์ และถ้าพูดถึงกีฬา ก็คงหนีไม่พ้นมวยไทย เมื่อเป็นเช่นนี้ กระทรวงการต่างประเทศจึงนำ ‘มวยไทย’ มาเป็นหนึ่งในกิจกรรมด้านการทูตวัฒนธรรม กระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเป็นส่วนหนึ่งของ Soft Power ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในระดับนานาชาติ

กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินภารกิจอันท้าทายนี้ร่วมกับ ครูดิน-วิทวัส ค้าสม (ครูมวยไทยผู้ก่อตั้งค่ายลานนาไฟท์ติ้งมวยไทย และอาจารย์โรงเรียนเทพบดินทร์วิทยาเชียงใหม่) ซึ่งได้ออกเดินทางไปกับกระทรวงการต่างประเทศ เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของไทยในแดนไกลหลายสิบประเทศ ภายในระยะเวลาเกือบ 10 ปี งานของครูดินมีทั้งการพานักมวยไปชกกับนักมวยเจ้าถิ่น ชกโชว์ และสอนนักมวย นักบอล ทหาร เด็กผู้หญิง ไปจนถึงคนพิการ

ครูดิน วิทวัส ผู้พามวยไทยทัวร์ทั่วโลก สอนเจ้าหญิง ผู้นำ ทหาร เด็กในสลัม และคนพิการ

นอกจากมวยไทยจะก่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศในหลายมิติ (โดยเฉพาะในมุมที่เรานึกไม่ถึงมาก่อน) การเดินทางรอบโลกของครูดินยังเต็มไปด้วยประสบการณ์ ทั้งสนุก ระทึกขวัญ และน่าประทับใจมากมาย

ไปดูกันว่าตลอดทศวรรษที่ผ่านมา มวยไทยพาครูดินไปเจออะไรมาบ้าง

รัสเซีย-คาซัคสถาน ถิ่นคู่ปรับสุดหิน

ครูดินเริ่มพามวยไทยออกเดินทางเมื่อ พ.ศ. 2555 แค่ประเทศแรกก็ได้เจอโจทย์ที่ยากที่สุดแล้ว รัสเซียเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยแชมป์โลกมวยสากล โดดเด่นถึงขนาดมีสไตล์การชกเป็นของตัวเอง นอกจากนักมวยรัสเซียจะมีพื้นฐานที่ดีมากแล้ว สถานที่สอนหรือบรรดายิมมวยทั้งหลายยังลึกลับไม่ต่างจากที่เราเคยเห็นในหนัง หลายแห่งอยู่ใต้ดินแบบต้องใส่รหัสผ่านถึงเปิดไปเจอห้องลับนี้ มีการตรวจรักษาความปลอดภัยแน่นหนา

แม้ว่าการนำมวยไทยไปสาธิตในครั้งแรกยังไม่ได้รับการยอมรับมากนัก แต่เมื่อกลับไปอีกก็ได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อย ๆ มีนักมวยสนใจมาเรียนมากขึ้น มีการเปิดค่ายมวยไทยในรัสเซียแบบจริงจังหลายแห่ง และมีชาวรัสเซียทั้งนักมวยและคนธรรมดาเรียนมวยไทยเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

การไปเยือนคาซัคสถานนั้นก็ยากไม่แพ้กัน นักมวยที่เขาเตรียมไว้ชกกับนักมวยไทยก็เป็นนักมวยฝีมือดี “รัสเซีย คาซัคสถาน อุซเบกิซสถาน เขามีพื้นฐานการต่อสู้พื้นฐานอย่างมวยปล้ำ ยูโด อยู่แล้ว มาถึงเขาก็ทำท่าจาพนม ฟันศอกหลังใส่เราเลย ผมตะลึงเลย เพราะไม่เคยเห็นประเทศไหนทำมาก่อน” อาจจะด้วยความล้าจากการเดินทาง สภาพอากาศ และความฟิตที่ไม่พอ นักมวยจากไทยก็เลยแพ้ 3 คู่รวด

ครูดินเล่าต่อว่า พอชกเสร็จก็มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องมวยไทยให้นักชกคาซัคสถาน ซึ่งนักมวยเขาเอาจริงเอาจังกว่าประเทศอื่น ๆ แทนที่จะชกเข้าเป้าที่ครูถือ กลับเล็งมาที่ใบหน้าของครูแทน งานนี้ครูดินก็เลยได้โชว์การใช้สายตาและการหลบหมัด ถึงแม้จะไม่ได้ออกอาวุธใด ๆ แต่ก็ครูดินก็ได้ใจ และได้รับการยอมรับจากนักมวยชาวคาซัคสถานไปเต็ม ๆ หลังจากนั้น ในคาซัคสถานก็เริ่มมีการตั้งชมรมมวยไทยมากขึ้น และนิยมเรียนมวยไทยกับครูมวยไทยชาวไทยเพิ่มมากขึ้น

ครูดิน วิทวัส ผู้พามวยไทยทัวร์ทั่วโลก สอนเจ้าหญิง ผู้นำ ทหาร เด็กในสลัม และคนพิการ
ครูดิน วิทวัส ผู้พามวยไทยทัวร์ทั่วโลก สอนเจ้าหญิง ผู้นำ ทหาร เด็กในสลัม และคนพิการ

เช็ก-ฮังการี เวทีคอนเสิร์ตของเหล่าผู้ชื่นชอบมวย

ทริปต่อมา ครูดินพามวยไทยไปขึ้นเวทีใหญ่ในฮอลล์ที่จัดไฟแสงสีสุุดอลังการที่สาธารณรัฐเช็ก มีการจัดการแข่งขันชกมวยระหว่างนักมวยไทยอันดับหนึ่งของเช็กกับนักมวยจากประเทศไทย เรียกว่าเตรียมล้มนักชกจากประเทศต้นตำรับเต็มที่ เสียงเชียร์ของเจ้าถิ่นจึงกระหึ่มฮอลล์ แต่สุดท้ายนักมวยจากประเทศไทยก็ใช้ทักษะและประสบการณ์เอาชนะนักมวยจากเช็กไปได้

บรรยากาศการชกที่ฮังการีคึกคักไม่แพ้กัน นักมวยเจ้าถิ่นเป็นนักมวยไทยขวัญใจอันดับหนึ่งของประเทศ คนดูเข้ามาเต็ม มีดีเจมาเปิดแผ่นกระตุ้นบรรยากาศไม่ต่างจากเวทีคอนเสิร์ต เมื่อเริ่มต้นเสียงระฆังไปได้ไม่เท่าไหร่ คนดูทั้งสนามก็เงียบกริบ เมื่อนักมวยของไทยฟันศอกเข้าที่คิ้วนักมวยเจ้าถิ่นจนได้เลือด พอขึ้นยกสอง นักมวยไทยก็น็อกเจ้าถิ่นลงไปนอนให้กรรมการนับสิบ

แม้ว่าผลจากการชกจะไม่สมใจกองเชียร์ แต่ก็ทำให้มีคนอยากเรียนมวยไทยมากขึ้น หลายปีให้หลังครูดินมีโอกาสกลับมาที่นี่อีกครั้ง รอบนี้เขาขอเปลี่ยนจากการชกที่มีผลแพ้ชนะ เป็นการมาสอนมวยไทย สอนให้เข้าใจวัฒนธรรมของมวยไทยในทุกมิติ เพื่อให้ผู้เรียนได้เข้าใจมวยไทยและความเป็นไทยอย่างถููกต้อง

ครูดิน วิทวัส ผู้พามวยไทยทัวร์ทั่วโลก สอนเจ้าหญิง ผู้นำ ทหาร เด็กในสลัม และคนพิการ
ครูดิน วิทวัส ผู้พามวยไทยทัวร์ทั่วโลก สอนเจ้าหญิง ผู้นำ ทหาร เด็กในสลัม และคนพิการ

กังฟู-มวยไทย การประชันหน้ากับมังกรในจีนแผ่นดินใหญ่

“ไม่มีศิลปะการต่อสู้ของประเทศไหนดีกว่าประเทศไหน” ครูดินมองว่าทุกประเทศต่างก็มีลักษณะเฉพาะตัว การนำมวยไทยมาปะทะกังฟูจึงไม่ใช่การชิงแชมป์หาสุดยอดศิลปะการต่อสู้ แต่เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

รอบนี้ครูดินมีโอกาสได้เดินทางไปยัง 9 มณฑลทั่วประเทศจีน เป้าหมายคือพานักมวยไปชกสาธิตและสอนมวยไทย 

“เมืองแรกที่ไปคือเฉิงตู ไปถึงเขาเอาสิงโตมาเชิดโชว์เลย” ครูดินเล่าว่าครั้งนั้นเจ้าภาพเตรียมการแสดงแบบจัดเต็ม มีการแสดงงิ้วเปลี่ยนหน้า แล้วก็มีการโชว์รำกังฟูที่สวยงาม เมื่อเจ้าภาพเชิญนักมวยไทยร่วมแสดงด้วย ครูดินก็บอกให้นักมวยถอดเสื้อ แล้วลงไปปล่อยลีลาแม่ไม้มวยไทยต่อยเตะกันดังตุ้บตั้บ จนเรียกเสียงปรบมือได้กึกก้อง แล้วก็ปิดท้ายด้วยการชวนนักมวยไทยและนักมวยกังฟูออกมาร่ายรำร่วมกัน จบการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอย่างสวยงาม

จากนั้นครูดินก็ได้รับคำเชิญไปสอนมวยให้นักศึกษาในมหาวิทยาลัยที่เมืองซีอาน ที่นี่สร้างนักมวยเก่ง ๆ มากมาย หนึ่งในนั้นคือนักมวยที่เคยขึ้นชกกับ บัวขาว (บัวขาว บัญชาเมฆ นักมวยไทยอันดับหนึ่งระดับสากล) 

“ตั้งแต่มาอยู่นี่ มีคนมาท้าต่อยผมทุกวัน” ครูดินเล่าถึงวิธีแลกเปลี่ยนวิชาของชาวกังฟูด้วยเสียงหัวเราะ มวยไทยกับกังฟูเรียนในโรงยิมเดียวกัน นักศึกษาที่เรียนกับครูดินก็เคารพครูดินอย่างมากไม่ต่างจากที่พวกเขาปฏิบัติกับครูชาวจีน ตกเย็นจึงมีเด็กขอเลี้ยงข้าวครูทุกวัน ซึ่งครูดินก็ปฏิเสธทุกวัน แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ครูกังฟูก็ขอเลี้ยงข้าวเย็นครูดินทุุกวันเช่นกัน 

“ผมไม่ชอบดื่มเหล้าครับ” ครูดินออกตัวก่อนเล่าต่อถึงความแตกต่างในวงเหล้าของครูมวยไทยและครูมวยจีน “ถ้าครูมวยไทยกินเหล้ากันจะคุยกันเรื่องเฮฮา แต่ครูจีนเขาคุยแต่เรื่องกังฟู เขาจะคุยเรื่องวิชากันในวงเหล้า” จิบไปได้สักพักบรรดาครู ๆ ก็จะลุกขึ้นมารำไทเก๊ก หรือรำท่ากังฟูตลก ๆ ครูดินก็โดนยุให้ลุกขึ้นมารำมวยไทยด้วย “โอ้ย ผมไม่ไหวหรอกครับ แค่ทรงตัวยังไม่อยู่เลย ยังจะให้ผมรำมวยไทยอีก” ครูดินทิ้งท้ายว่า แม้จีนจะมีกังฟูเป็นศิลปะการต่อสู้ประจำชาติ แต่มหาวิทยาลัยกีฬาชื่อดังของประเทศและครูกังฟูทั้งหลาย ก็ยังเปิดใจให้กับมวยไทย

ครูดิน วิทวัส ผู้พามวยไทยทัวร์ทั่วโลก สอนเจ้าหญิง ผู้นำ ทหาร เด็กในสลัม และคนพิการ

ตะวันออกกลาง ความแตกต่างของวัฒนธรรม

กาตาร์จะได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2022 ดังนั้นจึงมีโครงการก่อสร้างสนามฟุตบอลหลายแห่ง ซึ่งประเทศไทยก็มีความพร้อมในการเข้าไปช่วยทำงานก่อสร้างในหลายด้าน แต่กิจกรรมแรกที่ไทยนำไปเบิกทาง เพื่อสร้างความสนิทสนมก่อนเจรจาเรื่องสำคัญก็คือ การสอนมวยไทย

มวยไทยได้รับความนิยมมากในกาตาร์ เมื่อมีโค้ชมวยไทยฝีมือดีจากเมืองไทยเดินทางมาสอน ผู้นำระดับสูงของประเทศหลายคนจึงอยากมาเรียน และยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ขอขึ้นเวทีชกกับครูมวย ครูดินจึงต้องประชุมทีมอย่างเคร่งเครียด ว่าการชกครั้งนี้ต้องชกอย่างระมัดระวังมาก ๆ เพราะถ้าทำอะไรเกินเลย จากที่ตั้งใจจะมาสร้างความสัมพันธ์ ผลอาจจะเป็นตรงข้าม

“ผมบอกนักมวยเราว่า ต้องต่อยแบบไม่ให้เขาเจ็บ แต่เราต้องชนะ ต้องใช้ศิลปะเข้าสู้ การใช้ศิลปะเข้าสู้ทำให้ชนะใจเขาด้วย เพราะมวยไทยไม่ใช่การต่อสู้เพื่อทำร้ายฝ่ายตรงข้าม แต่เป็นศิลปะป้องกันตัวมากกว่า” ครูดินเล่าต่อว่า ด้วยวัฒนธรรมของที่นี่นักมวยต้องใส่เสื้อชก และครูดินสอนได้แค่นักมวยชายเท่านั้น ส่วนนักมวยหญิง ต้องให้ครููมวยหญิงชาวต่างชาติมาเรียนกับครูดิน แล้วเอาไปสอนนักมวยหญิงชาวกาตาร์อีกที แม้จะเต็มไปด้วยเงื่อนไขหลายอย่าง แต่ผลตอบรับก็ออกมาดีมาก ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างประทับใจ ส่งผลให้การเจรจาเรื่องอื่น ๆ ราบรื่นไปด้วย

เมื่อเดินทางต่อไปยังจอร์แดน ก็มีแขกระดับ VVIP อีกท่านขอมาเรียนมวยไทยด้วย นั่นก็คือเจ้าหญิงของจอร์แดน ซึ่งครูดินต้องเตรียมตัวและระมัดระวังตัวอย่างดี ป้องกันทุุกอย่างไม่ให้เจ้าหญิงบาดเจ็บ หากสาธิตมวยไทยแล้วเกิดพลาดพลั้งไปแม้เพียงนิด อนาคตความสัมพันธ์ของสองประเทศคงไม่สดใสแน่ สุดท้ายการสาธิตมวยไทยเพื่อสานสัมพันธ์กับจอร์แดนครั้งนี้ก็ผ่านไปได้ด้วยดี จนคณะของครูดินและท่านทูตไทยได้รับเชิญให้ไปร่วมรับประทานอาหารกับเจ้าหญิงในวัง และเป็นจุดเริ่มต้นให้สถานทูตได้ทำงานด้านวัฒนธรรมร่วมกับเจ้าหญิงต่อ

การเดินทางไปทั่วโลกเพื่อพามวยไทยไปกระชับความสัมพันธ์กับนานาประเทศรอบในสิบปีของ ครูดิน วิทวัส
การเดินทางไปทั่วโลกเพื่อพามวยไทยไปกระชับความสัมพันธ์กับนานาประเทศรอบในสิบปีของ ครูดิน วิทวัส

แอฟริกา พาบุกป่า เยือนสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และสลัม

“การไปแอฟริกานี่คือที่สุดของความลำบากแล้วครับ” ครูดินออกตัวพร้อมเสียงหัวเราะ เพราะโจทย์ที่ได้รับคือ ไปสอนมวยไทยในหมู่บ้านชนบทของประเทศโมซัมบิก แล้วก็ยังเจออุปสรรคด้านภาษา เพราะคนที่นี่ใช้ภาษาโปรตุเกส แล้วคนที่เรียนส่วนใหญ่เป็นเด็กที่ต้องหากิจกรรมให้เขาสนุุกสนานไปด้วย แต่ข้อดีของการไปสอนมวยไทยในพื้นที่อันห่างไกลก็คือ ที่นั่นไม่มีอะไรเลย มวยไทยจึงเป็นกิจกรรมใหม่ของชีวิตที่ทำให้พวกเขามีความสุข ไปพร้อม ๆ กับได้รู้จักประเทศไทย

จากนั้นครูดินเดินทางต่อไปที่สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ เพื่อสอนมวยไทยในสลัมและสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ซึ่งคนที่มาเรียนกับครูดินเป็นผู้หญิง เมื่อผู้หญิงได้ขึ้นสังเวียนเดียวกับผู้ชาย เสียงเชียร์ก็จะดังยิ่งขึ้นไปอีก “พอมีผู้หญิงขึ้นไปชก พวกเขาจะตื่นเต้นมากที่เห็นผู้หญิงก็สู้คนได้” ครูดินพูดถึงเพื่อนชาวแอฟริกาในมุมที่น่าสนใจว่า “ร่างกายพวกเขาดูแข็งแรง แต่เขาไม่ได้ชอบการต่อสู้ แม้จะดููแข็งแรงแต่ก็อ่อนโยน และไม่ได้เกิดมาเพื่อต่อสู้ การได้รู้จักมวยไทยทำให้พวกเขารู้จักพื้นฐานการป้องกันตัว และเคารพในศิลปะมวยไทย เพราะมวยไทยไม่ได้ส่งเสริมความรุนแรง แต่เราเรียนไปเพื่อช่วยลดความรุนแรง”

การเดินทางไปทั่วโลกเพื่อพามวยไทยไปกระชับความสัมพันธ์กับนานาประเทศรอบในสิบปีของ ครูดิน วิทวัส
การเดินทางไปทั่วโลกเพื่อพามวยไทยไปกระชับความสัมพันธ์กับนานาประเทศรอบในสิบปีของ ครูดิน วิทวัส

กองทัพทหาร-บ้านคนพิการ ในชิลีกับลิทัวเนีย

การสอนมวยไทยให้นักมวยหรือคนทั่วไปในหลายประเทศไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป แต่มวยไทยก็ยังเดินทางไปได้ไกลกว่านั้น ครั้งนี้ครูดินพามวยไทยเข้าไปถึงกองทัพของชิลี ที่นี่ต้องการให้บรรจุมวยไทยเข้าไปอยู่หลักสูตรของกองทัพอย่างจริงจัง เพราะศิลปะการต่อสู้อย่างมวยไทย คือพื้นฐานสำคัญที่ทหารทุกคนควรมี 

“เมื่อไหร่ที่ปืนตก ก็ยังมีศิลปะการต่อสู้เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจ เป็นเรื่องของจิตวิทยา” ดังนั้น มวยไทยจึงไม่ใช่แค่กีฬาหรือการออกกำลังกาย แต่ยังเป็นศิลปะการต่อสู้ที่เสริมสร้างกำลังใจด้วย

ไม่ใช่แค่นักมวย ทหาร หรือคนที่แข็งแรงเท่านั้นที่จะเรียนมวยไทยได้ ที่ลิทัวเนีย ครูดินพามวยไทยไปสาธิตเช่นเคย แต่ที่ไม่เหมือนเดิมคือ คนที่ครูดินยกเป้าให้ชกกำลังนั่งอยู่บนรถเข็น หมัดที่ถูกชกเข้าเป้าไม่ได้มีกำลังมากนัก แต่ก็เป็นกำลังสุดแรงเท่าที่ผู้พิการจะทำได้ ครูดินมีโอกาสสอนมวยไทยให้คนพิการ แม้จะคาดไม่ถึงมาก่อน แต่ครูดินก็เต็มที่กับทุกการสาธิตมวยไทย “ผมต้องเอาเป้าเข้าไปใกล้ ๆ ให้เขาชก เพราะเขาแรงน้อย อย่างบางคนก็นั่งรถเข็น แต่เขาก็สนุก หลังจากสอนเสร็จทุกคนก็มีรอยยิ้ม”

การเดินทางไปทั่วโลกเพื่อพามวยไทยไปกระชับความสัมพันธ์กับนานาประเทศรอบในสิบปีของ ครูดิน วิทวัส
การเดินทางไปทั่วโลกเพื่อพามวยไทยไปกระชับความสัมพันธ์กับนานาประเทศรอบในสิบปีของ ครูดิน วิทวัส

การแลกเปลี่ยนไม่ใช่การสอน

หลังจากการเดินทางไปหลายต่อหลายประเทศ สิ่งหนึ่งที่ครูดินเห็นว่าทุกประเทศมีร่วมกันคือ ทุกประเทศเคารพในมวยไทย และมวยไทยไม่ได้สู้เพื่อตัวเอง แต่สู้เพื่อคนอื่น ในจุดที่นักมวยกำลังจะแพ้หรือกำลังจะคว้าชัยชนะ แรงใจของนักมวยมักพุ่งทะยานขึ้น เพราะเสียงเชียร์ที่ดังกระหึ่มจากคนรอบข้าง วินาทีที่กำลังจะแพ้ หากได้หันไปเห็นผู้คนที่มาเชียร์หรือครอบครัวที่ยืนอยู่ข้างสนาม อาจทำให้นักมวยมีแรงฮึดขึ้นสู้ เพื่อคว้าชัยชนะให้กับคนข้างสนามเหล่านั้นได้ ท้ายที่สุด ชัยชนะไม่ได้เป็นเพียงชัยชนะของแค่นักมวยคนเดียว แต่ชัยชนะนั้นเป็นของคนรอบข้างด้วย

“ผมไม่อยากให้เรียกว่านี่คือการสอนมวยไทย ผมเรียกว่ามาแลกเปลี่ยน” การเดินทางพามวยไทยไปสู่สายตาชาวโลกของครูดินได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างทางมากมาย ได้เรียนรู้ว่าทุกประเทศมีศิลปะการต่อสู้และวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน วัฒนธรรมคือความละเอียดอ่อนที่ครูดินเองก็ต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับเอกลักษณ์เฉพาะตัวของประเทศเหล่านั้น

การเดินทางไปทั่วโลกเพื่อพามวยไทยไปกระชับความสัมพันธ์กับนานาประเทศรอบในสิบปีของ ครูดิน วิทวัส

การพามวยไทยไปต่างแดนทำให้เรามองเห็นภาพของประเทศไทยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ได้เห็นมุมมองที่ประเทศอื่นมองคนไทย ในหลายแง่มุมมากกว่าที่เคยเป็น

“ถึงผมจะยังหาคำตอบไม่ได้ว่ามวยไทยเปลี่ยนโลกยังไง แต่ผมคิดว่ามวยไทยสามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์ และทำให้คนรู้จักคนไทยได้มากขึ้น” ครูดินทิ้งท้ายถึงพลังของมวยไทย

การเดินทางไปทั่วโลกเพื่อพามวยไทยไปกระชับความสัมพันธ์กับนานาประเทศรอบในสิบปีของ ครูดิน วิทวัส

ภาพ : กระทรวงการต่างประเทศ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

กชกร ด่านกระโทก

มนุษย์แมนนวล ผู้หลงใหลในกลิ่นและสัมผัสของหนังสือ ใช้เวลาว่างไปกับการอ่านนิยาย/มังงะ สนุกไปกับการเดินทาง และชื่นชอบในการเรียนรู้โลกทัศน์ของกลุ่มชาติพันธุ์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load