1 กรกฎาคม 2564
9,169

แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งระดับโลกอย่าง Disney+ Hotstar ได้ฤกษ์เปิดให้บริการในประเทศไทยเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2564

หนึ่งในความฮือฮาของการเปิดตัวครั้งนี้ก็คือ ซีรีส์สัญชาติไทยเรื่อง ‘อิน จัน’ (Extraordinary Siamese Story: Eng and Chang) โดยความร่วมมือของ กันตนา โมชั่น พิคเจอร์ส และ ทรู ออริจินัล ฝีมือการกำกับของ เต็นท์-กัลป์ กัลย์จาฤก ทายาทรุ่นสามของค่ายกันตนา และกรรมการผู้จัดการ บริษัท กันตนา โมชั่น พิคเจอร์ส จำกัด 

ทายาทกันตนา รีเมกสารคดี ‘อิน จัน’ ฝีมือคุณปู่ เป็นซีรีส์ไทยโกอินเตอร์ใน Disney+ Hotstar

นี่คือการหยิบผลงานมาสเตอร์พีซของคุณปู่ ประดิษฐ์ กัลย์จาฤก ที่ทำร่วมกับคุณพ่อ จาฤก กัลย์จาฤก ในรูปแบบรายการสารคดีความยาว 26 ตอน เมื่อ 30 ปีก่อน มาตีความใหม่ในรูปแบบซีรีส์ความยาว 13 ตอน

เต็นท์เล่าถึงแฝดสยามผู้โด่งดังระดับโลกด้วยการตั้งคำถามใหม่ มุมมองใหม่ และวิธีการใหม่ๆ

และปรุงออกมาให้พร้อมเผยแพร่ไปทั่วโลก

ทั้งโจทย์การโกอินเตอร์ การทำซีรีส์ภาษาอังกฤษ การใช้นักแสดงซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่นักแสดงอาชีพ การยกทีมไปถ่ายทำต่างประเทศ การทำโปรดักชันให้ออกมาเป็นอเมริกายุคศตวรรษที่ 18 งานซีจีที่ต้องวาดหลายฉากขึ้นมาใหม่ งานโพสต์โปรดักชันอย่าง Color Grading และระบบเสียงที่ต้องดีสมกับที่กันตนาเป็นแล็บระดับโลก ถือว่าเป็นงานที่ไม่ง่าย

มาดูกันว่าผู้กำกับหนุ่มคนนี้คิดและทำงานนี้อย่างไร ตั้งแต่ขั้นตอนแรกถึงขั้นตอนสุดท้าย

เพื่อให้ได้งานที่ออกมาน่าพึงพอใจ สมกับวาระฉลองครบรอบ 70 ปีกันตนา

ทายาทกันตนา รีเมกสารคดี ‘อิน จัน’ ฝีมือคุณปู่ เป็นซีรีส์ไทยโกอินเตอร์ใน Disney+ Hotstar

ทำซีรีส์ไทยให้ไปไกลระดับโลก

“กันตนาอยากทำซีรีส์ที่เป็นระดับโลก พอได้คุยกับ ทรู ออริจินัล ซึ่งมีแนวคิดนี้เหมือนกัน เลยเกิดโปรเจกต์นี้ขึ้นเมื่อสามปีก่อน เรามาคิดว่าจะทำอะไรดีที่จะเรียกให้คนทั้งโลกหันมาสนใจได้ ในคลังของเรามีงานอยู่เยอะมาก เพราะสะสมมาตั้งแต่สมัยคุณปู่ ผมคุยกับพ่อ (จาฤก กัลย์จาฤก) และผู้บริหารคนอื่นแล้วก็คิดถึง อิน จัน ที่คุณปู่เคยทำเป็นสารคดียี่สิบหกตอนไว้เมื่อประมาณ พ.ศ. 2534

“ตอนนั้นคุณปู่ คุณพ่อ และทีมงานเดินทางไปศึกษาประวัติศาสตร์ทั้งหมดของอิน จัน ที่อเมริกา ไปตามรอย ไปดูมิวเซียม ไปเจอญาติพี่น้องของเขาซึ่งเป็นรุ่นหลานเหลนแล้ว เราชวนเขาจัดงานรวมญาติครั้งแรกซึ่งมากันเป็นร้อยคน ซึ่งเขาก็จัดต่อเนื่องทุกปีมาถึงตอนนี้ แล้วเราก็ชวนเขามาเมืองไทย มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาก

“เราคิดว่าน่าจะเอามาร้อยเรียงใหม่ให้เข้ายุคเข้าสมัยได้ แต่ก็ท้าทายมากเพราะเราอยากทำมาตั้งนานแล้ว แต่ติดเรื่องงบประมาณ และอะไรอีกหลายอย่าง”

ทายาทกันตนา รีเมกสารคดี ‘อิน จัน’ ฝีมือคุณปู่ เป็นซีรีส์ไทยโกอินเตอร์ใน Disney+ Hotstar

ลองเล่าเรื่องแบบใหม่

“พอดูสารคดีจบ เราพบว่าสิ่งที่ขาดไปคือ ชีวิตของ อิน จัน ตอนอยู่ที่อเมริกา แล้วก็เรื่องความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง พอเราทำบทก็เริ่มต้นจากเรื่องการที่เขาต้องอยู่ด้วยกันตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง มันจะยากขนาดไหน ซึ่งก็มีเสน่ห์ของมัน ผมคงประวัติไว้เหมือนเดิม แล้วก็เอาตัวละครและเหตุการณ์ต่างๆ เข้ามาปรุงให้สนุกขึ้น

“ประเด็นที่สำคัญที่สุดของเรื่องนี้คือ เขาใช้ชีวิตยังไงให้มีครอบครัวและลูกหลานถึงยี่สิบเอ็ดคน โดยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันได้ขนาดนี้ ต้องคุยกันแบบไหนถึงจะทำให้ครอบครัวสมบูรณ์แบบนี้ได้ มันเป็นมากกว่าเรื่องของคนสองคน เขาอยู่ด้วยกันสองคนก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่พอมีสังคม ครอบครัว พี่น้อง ลูก นี่คือตัวแปรสำคัญ เขาจะใช้ชีวิตยังไงให้เดินไปข้างหน้า ตรงนี้ไม่มีใครเล่า ผมสนใจเรื่องนี้มากกว่าแค่ประวัติเฉยๆ”

ทายาทกันตนา รีเมกสารคดี ‘อิน จัน’ ฝีมือคุณปู่ เป็นซีรีส์ไทยโกอินเตอร์ใน Disney+ Hotstar

ปรุงบทแบบอินเตอร์

“เราพยายามปรุงรสชาติแบบสากล แต่ก็ไม่ได้มีสูตรอะไรเป็นพิเศษ แค่เนื้อเรื่องแต่ละตอนต้องแน่น ชัดเจนว่าจะเล่าอะไร ความสากลน่าจะอยู่ที่วิธีนำเสนอเรื่องราวต่างๆ วิธีเขียนบทก็ไม่ได้เริ่มจากหนึ่ง ไปสอง สาม สี่ แต่เราเริ่มตรงกลางเรื่อง ไปข้างหน้า แล้วย้อนกลับ

“แต่ละตอนเราออกแบบให้เริ่มด้วยซีนไฮไลต์ ซึ่งถ่ายแยกนะ แล้วเสริมเข้ามาเป็นเนื้อเรื่อง ให้คนเดาตอนต้นว่าจะเกี่ยวกับอะไร เป็นสิ่งที่ฝรั่งทำกันเป็นปกติแหละ แต่ผมอยากลองเล่าด้วยวิธีนี้ดู

“เรื่องภาษาเราเถียงกันนานมากว่าอยากให้สากล แต่ก็อยากให้คนไทยดู ผมว่ายุคนี้ซีรีส์หรือภาพยนตร์มีภาษาเป็นของตัวเองอยูู่แล้ว ไม่น่ามีปัญหาว่าต้องพูดไทยไหม เราควรทำให้เหมือนจริงที่สุด คือพูดอังกฤษทั้งเรื่อง แต่เวลาที่อินจันคุยกันเองก็พูดภาษาไทย

“เราเขียนบทอยู่ปีกว่า นานตรงแปลเป็นภาษาอังกฤษ แล้วต้องเป็นภาษาในยุค ค.ศ. 1800 ต้องหาคนที่รู้เรื่องภาษาเก่ามาช่วย ต้องศึกษาเยอะ ทั้งประวัติศาสตร์ยุคนั้น เหตุการณ์รอบด้าน มันมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ”

เลือกนักแสดงตามคาแรกเตอร์

“ผมเชื่อเรื่องคาแรกเตอร์ของนักแสดงที่เหมาะสมมากกว่าใช้นักแสดงชื่อดัง ผมอยากได้ฝาแฝดจริงๆ มาเล่น เพราะเขามีสื่อถึงกันได้โดยธรรมชาติ เวลาพูดกันมันมีความไม่เหมือนกัน แต่ก็เหมือนกัน ผมชอบความรู้สึกนั้น เรามีคนมาแคสต์เป็น อิน จัน ประมาณสิบถึงสิบห้าคู่ เราต้องการฝาแฝดที่พูดภาษาอังกฤษได้ หน้าตาพอไปได้ แสดงได้ สุดท้ายก็เลือก บ็อบ (วรุตม์ บราวน์) กับ เบ็น (วราวุฒิ บราวน์) เขาเป็นนายแบบถ่ายลง Looker ตลอด

ทายาทกันตนา รีเมกสารคดี ‘อิน จัน’ ฝีมือคุณปู่ เป็นซีรีส์ไทยโกอินเตอร์ใน Disney+ Hotstar

“นางเอกสองคน เราก็แคสติ้งตามระบบโมเดลลิ่งปกติ มารีญา (มารีญา พูลเลิศลาภ) ที่มาช่วยทำให้หนังเราดูอินเตอร์ขึ้น ก็ให้ความร่วมมือในการแคสต์เต็มที่ มาแคสต์จนรอบสุดท้าย เพราะตัวละครซาราห์กับอาดิเลดเป็นพี่น้องกัน ผมไม่สามารถเลือกได้เลยถ้าไม่เห็นเขาแสดงด้วยกัน มารีญากับ เดน่า (เดน่า สโลซาร์) เขาเป็นเพื่อนกันอยู่แล้ว ก็เลยง่าย

เบื้องหลังการสร้างซีรีส์ อิน จัน ใน Disney+ Hotstar ด้วยคุณภาพระดับโลก เนรมิตอเมริกาศตวรรษที่ 18 ขึ้นมาจากฉากที่ศาลายา และจอร์เจีย

“เรื่องนี้เหมือนรวมนักแสดงฝรั่งในประเทศไทย ทั้งฝรั่งจริง ทั้งลูกครึ่ง ตั้งแต่รุ่นเล็กจนรุ่นโต เราก็แคสต์ตามแคแรกเตอร์เลย มี เจสัน ยัง, ไบรอน บิชอพ, โอซา แวง, อติล่า (อาร์เธอร์ อภิชาติ กานโยซ์) แล้วก็ทีม The Face”

เบื้องหลังการสร้างซีรีส์ อิน จัน ใน Disney+ Hotstar ด้วยคุณภาพระดับโลก เนรมิตอเมริกาศตวรรษที่ 18 ขึ้นมาจากฉากที่ศาลายา และจอร์เจีย

เวิร์กช็อปฝึกหายใจ

“พอทุกคนไม่ใช่นักแสดงอาชีพก็ต้องเวิร์กช็อปกันนานเหมือนกัน เพราะต้องเล่นเป็นญาติกันด้วย ต้องทำให้คุ้นเคยกัน ที่หนักสุดคือบ๊อบกับเบน ในเรื่องผมพยายามสื่อสารไม่ให้เขาเป็นคนประหลาด เหมือนเป็นคนปกติ ดังนั้น การเคลื่อนไหวต้องเป็นธรรมชาติ เหมือนเป็นคนคนเดียวกัน ก็ต้องฝึกตั้งแต่จังหวะการหายใจ การเดิน ตอนแรกท่าเดินไม่ได้เลย ชนกันไปชนกันมา วิ่งยิ่งยาก ต้องนับแล้วตกลงกันว่าจะเดินขาไหนก่อน แต่นานๆ ไปก็ชิน”

สร้างฉากที่ศาลายา

“สถานที่ที่สำคัญที่สุดคือบ้าน เพราะเป็นที่ที่ทั้งคู่ใช้ชีวิต เราต้องมีบ้านสองหลัง เพราะเขาแยกบ้านกัน แต่ด้วยงบประมาณที่มี เราทำบ้านได้หลังเดียวที่ศาลายา เป็นบ้านสไตล์ฝรั่งในยุคนั้น เราทำเป็นบ้านสี่เหลี่ยมใหญ่ๆ แล้วผ่ากลาง หน้าบ้านเป็นหลังหนึ่ง หลังบ้านเป็นหน้าบ้านของอีกหลังหนึ่ง เข้าไปครึ่งหนึ่งเป็นสีหนึ่ง อีกครึ่งเป็นอีกสี

“เขาเป็นชาวนา เราต้องปลูกข้าวโพดกับฝ้ายด้วย ก็เถียงกันว่า ฝ้ายมันไม่ขึ้นในกรุงเทพฯ นะเว้ย แต่อยู่ดีๆ ก็ขึ้นเฉย เราปลูกกันเป็นสิบไร่ สุดลูกหูลูกตา ฉากบ้านที่เห็นในเรื่องทั้งหมดถ่ายที่ไทย

“ผมเปิดกล้องที่เมืองไทยประมาณอาทิตย์หนึ่ง แล้วบินไปถ่ายที่จอร์เจียระหว่างรอสร้างบ้าน รอข้าวโพดโต กลับมาถ่ายที่ไทย แล้วก็บินไปถ่ายจบที่ญี่ปุ่น ไปเอาฉากหิมะที่นั่น เราถ่ายจบก่อนมีโควิด-19 ประมาณครึ่งปี โชคดีมาก”

เปลี่ยนจอร์เจียให้เป็นอเมริกา

“ตอนแรกผมตั้งใจจะไปถ่ายที่อเมริกา มีทีมงานช่วยหาโลเคชันให้แล้ว แต่ตอนที่ทีมงานประมาณสิบคนจะบินไปดู ปรากฏว่าบางคนวีซ่าไม่ผ่าน แล้วถ้าตอนไปถ่ายจริงเกือบสี่สิบคน มีนักแสดงสักคนวีซ่าไม่ผ่าน จะทำยังไง เราก็เลยลองหาประเทศอื่น ก็มาเจอจอร์เจีย เป็นประเทศที่มีความหลากหลายของวัฒนธรรมเยอะมาก

“เราถ่ายจอร์เจียให้เป็นทั้งอเมริกาทั้ง นอร์ทแคโรไลนา นิวยอร์ก เท็กซัส แล้วก็ไร่ ยุคนั้น อิน จัน เดินทางด้วยรถไฟกับรถม้า แต่ใช้รถม้าบ่อยกว่า ซึ่งต้องเป็นแบบเดียวกับที่ถ่ายที่เมืองไทย ที่เมืองไทยเราประกอบขึ้นมาใหม่ เพราะไม่มีให้เช่า ไปที่โน่นก็ต้องถ่ายรูปรถม้าจากเมืองไทยไปสั่งทำ เราเดินทางไปถ่ายทั่วจอร์เจีย ก็ต้องขนรถม้าไปด้วย ม้าไม่มีปัญหามากนัก ตามพื้นที่ยังพอมี แต่ก็เจอปัญหา ม้าบางสายพันธุ์ลากรถไม่ได้ ต้องใช้ม้าลากโดยเฉพาะ เป็นปัญหาที่ต้องเรียนรู้และแก้กันไป

“ข้อดีอย่างหนึ่งในการไปถ่ายที่จอร์เจียคือ มีระบบโมเดลลิ่งที่เชื่อมต่อกับยุโรป เราอยากหาคนที่สูงมากๆ กับตัวจิ๋ว เหมือนในคณะละครสัตว์ P.T. Barnum นักแสดงก็บินมาเล่นให้เราได้เลย

“ทีมจากเมืองไทยเกือบสี่สิบคนไปถ่ายกันประมาณสามสัปดาห์ ส่วนผมอยู่เกือบสองเดือนเพราะต้องไปดูสถานที่ก่อน”

เบื้องหลังการสร้างซีรีส์ อิน จัน ใน Disney+ Hotstar ด้วยคุณภาพระดับโลก เนรมิตอเมริกาศตวรรษที่ 18 ขึ้นมาจากฉากที่ศาลายา และจอร์เจีย
เบื้องหลังการสร้างซีรีส์ อิน จัน ใน Disney+ Hotstar ด้วยคุณภาพระดับโลก เนรมิตอเมริกาศตวรรษที่ 18 ขึ้นมาจากฉากที่ศาลายา และจอร์เจีย

ขนเสื้อผ้าหนัก 600 กิโลกรัมไปจอร์เจีย

“ในเมืองไทยไม่มีเสื้อผ้าของอเมริกายุคนั้นให้ยืม เราต้องตัดขึ้นมาใหม่หมด ภรรยาผม (รัตนรัตน์ เอื้อทวีกุล) ช่วยดูแลให้ ต้องรีเสิร์ชเยอะมาก แล้วก็มีเรื่องความแตกต่างระหว่างฤดูด้วย

“ต่างหูของมารีญาหล่นหายในฉากวิ่งในไร่ มันเป็นต่างหูวินเทจที่เราต้องเอากลับไปถ่ายต่อที่เมืองไทย ไม่งั้นมันจะไม่ต่อเนื่อง ก็ต้องจับมือกันเดินหาเป็นหน้ากระดานทั้งไร่ สุดท้ายคนที่ทำหน้าที่ควบคุมความต่อเนื่องเป็นคนที่หาเจอ

“เรื่องทรงผมเราก็รีเสิร์ชเยอะ ความยากคือ ผมเล่าสามช่วงอายุคือ สามสิบ สี่สิบห้า ห้าสิบห้า ก็ต้องแต่งหน้าและทำผมให้แก่ตามไปด้วย รวมไปถึงบุคลิกและแอคติ้ง พอมีสามช่วง ผมก็แบ่งโทนสีของหนังไว้ด้วย ตอนกลางจะเทาๆ ช่วงสุดท้ายจะมืดหน่อย”

เบื้องหลังการสร้างซีรีส์ อิน จัน ใน Disney+ Hotstar ด้วยคุณภาพระดับโลก เนรมิตอเมริกาศตวรรษที่ 18 ขึ้นมาจากฉากที่ศาลายา และจอร์เจีย
เบื้องหลังการสร้างซีรีส์ อิน จัน ใน Disney+ Hotstar ด้วยคุณภาพระดับโลก เนรมิตอเมริกาศตวรรษที่ 18 ขึ้นมาจากฉากที่ศาลายา และจอร์เจีย

มีผู้ช่วยผู้กำกับด้านภาษาอังกฤษ

“กำกับภาษาอังกฤษไม่ได้ยากขนาดนั้น เรื่องภาษาผมมีฝรั่งซึ่งทำงานในวงการบันเทิงไทยมานานนั่งข้างๆ ถ้านักแสดงพูดผิดเมื่อไหร่ต้องบอกทันที มันยากตรงต้องใช้ล่ามคุยกับนักแสดงจอร์เจีย กว่าจะคุยกันรู้เรื่องใช้เวลาเยอะมาก

“วิธีการทำงานของคนที่นั่นไม่เหมือนเรา เขาจำกัดชั่วโมงการทำงานต่อวัน แล้วก็มีเรื่องการสื่อสารที่ผิดพลาดด้วย ทำให้เราเจอปัญหาหน้างานตลอด ก็ต้องแก้กันไป

เปลี่ยนหัวลำโพงเป็นนิวยอร์ก

“สตูดิโอโพสต์โปรดักชันของกันตนาทำงานให้ต่างชาติเยอะ แต่เราไม่ค่อยดึงศักยภาพมาใช้ในงานของไทยเท่าที่ควร เพราะไม่มีเรื่องให้ทำด้วย งานนี้ก็เลยชวนทุกฝ่ายมาร่วมมือกันตั้งแต่ต้น ให้ทำงานกันกลมเกลียวเหมือนสมัยรุ่นพ่อรุ่นแม่

“เราสั่งซื้อฟิลเตอร์พิเศษมาตัวหนึ่งจากอเมริกา เพื่อให้ได้ภาพที่มีความนวล ฟุ้งๆ ดูย้อนยุค ซึ่งเป็นเทคนิคที่ทำไม่ได้ในโพสต์โปรดักชัน

“คนวาดซีจีก็เข้าวางแผนตอนถ่ายด้วย ฉากที่ยากสุดคือการวาดหัวลำโพงให้เป็นนิวยอร์ก เป็นการวาดใหม่ทั้งหมด ที่เหลือก็เป็นการเก็บรายละเอียด เช่น เนื้อตรงที่ตัวติดกันของ อิน จัน การเอาเสาไฟ สายไฟ ปลั๊กไฟออก หลังบ้าน อิน จัน ต้องมีภูเขา ก็ต้องวาดเข้าไปเพื่อให้สมบูรณ์ขึ้น

เบื้องหลังการสร้างซีรีส์ ‘อิน จัน’ ใน Disney+ Hotstar ด้วยคุณภาพระดับโลก เนรมิตอเมริกาศตวรรษที่ 18 ขึ้นมาจากฉากที่ศาลายา และจอร์เจีย

“ความพิเศษตอนถ่ายอีกอย่างถือ เราพยายามถ่ายให้รู้สึกว่า อินกับจันเป็นคนละคนกัน ตอนนี้เรากำลังดูคนนี้ เขากำลังสื่อสารกับคนรอบข้างอยู่นะ ไม่อย่างนั้นคนจะรู้สึกว่าเขาเป็นตัวละครตัวเดียวกัน”

เบื้องหลังการสร้างซีรีส์ ‘อิน จัน’ ใน Disney+ Hotstar ด้วยคุณภาพระดับโลก เนรมิตอเมริกาศตวรรษที่ 18 ขึ้นมาจากฉากที่ศาลายา และจอร์เจีย

เพลงประกอบโดยฮิวโก้

“เพลงเป็นสิ่งแรกๆ ที่เราทำตั้งแต่ยังไม่ได้ถ่าย ผมอยากได้เพลงที่เป็นคันทรี คนแรกที่คิดถึงคือ พี่ฮิวโก้ (จุลจักร จักรพงษ์) เขาเป็นตำนานที่ผมอยากร่วมงานด้วย เขาอินกับยุคนั้นอยู่แล้ว ผมเล่าเรื่องให้เขาฟัง เขาก็ทำดนตรีสไตล์เขาเองทั้งหมด ไม่มีอิเล็กทรอนิกส์เลย มีเสียงขูดไม้ เสียงตะปูด้วย

“แล้วก็แต่งเนื้อเพลงเองทั้งหมด ชื่อเพลง White Horse ประโยคแรกบอกว่า There’s a white horse on every wave. เป็นสำนวนภาษาอังกฤษว่า ปลายคลื่นมีฟองสีขาว ฝรั่งเขามองเป็นม้าขาว เขาพยายามบอกว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น จะมีสิ่งที่เกิดตามมาเสมอ ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี เขามองว่า อิน จัน ไม่ใช่แค่เรื่องพี่น้อง แต่เป็นคนไทยที่ต้องไปต่างประเทศ เร่ร่อนไป เป็นคนเอเชียที่ตัวติดกัน เจอความยากตั้งแต่วันแรกถึงวันที่เสียชีวิต เนื้อเพลงออกมาเป็นบทกวีที่ลึกซึ้งมาก

“เราก็เอาเมโลดี้เพลงนี้แตกออกมาเป็นสกอร์สิบกว่ามู้ด ทั้งสนุก ทั้งเศร้า เพื่อใช้ในหนัง”

เลือกแพลตฟอร์ม

“พอทำเสร็จก็เป็นช่วงที่ Disney+ Hotstar เข้ามาพอดี เขาเห็นศักยภาพของเรื่องนี้ แล้วก็มีอารมณ์แบบดิสนีย์ด้วย เราก็เลยฉายที่ Disney+ Hotstar ตอนนี้เริ่มแค่ในเมืองไทยก่อน แต่ก็มีโอกาสจะได้ไปฉายประเทศอื่นด้วย

“ดิสนีย์ดูงานเราแล้วก็ไม่ได้แก้อะไร เพราะไม่ใช่ออริจินัลของดิสนีย์ เขาดูว่าเหมาะสมกับแพลตฟอร์มของเขาไหม ที่คุยกันมากหน่อยคือเรื่องภาษา แพลตฟอร์มเขามีพากย์ไทยอยู่แล้ว ก็ให้นักพากย์อาชีพมาพากย์ ไม่ได้ให้นักแสดงมาพากย์เสียงตัวเอง เพราะมันต้องใช้วิธีพากย์แบบที่นักพากย์ใช้กัน”

โปสเตอร์ที่ตรงกับเรื่อง

“ไอเดียแรกที่ทุกคนคิดถึงคือ ต้องเป็นโชว์ที่ยิ่งใหญ่ แบบมีสองคนบนเวที มีแสงสาดลงมา แต่ผมว่ามันไม่ตรง เพราะเราเน้นเล่าเรื่องครอบครัว ความสัมพันธ์ ดูแล้วต้องรู้สึกถึงสิ่งนี้ ผมปรึกษากับ พี่ติ๋ม (พันธ์สิริ สิริเวชชะพันธ์) เขาก็ถ่ายภาพแล้วทำเลย์เอาต์ออกมาแบบนี้”

เบื้องหลังการสร้างซีรีส์ ‘อิน จัน’ ใน Disney+ Hotstar ด้วยคุณภาพระดับโลก เนรมิตอเมริกาศตวรรษที่ 18 ขึ้นมาจากฉากที่ศาลายา และจอร์เจีย

สิ่งที่อยากให้ผู้ชมได้รับ

“สิ่งที่ผมอยากให้คนดูได้คือ หลักในการใช้ชีวิตที่ปรับใช้กับตัวเองได้ เขาเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในอเมริกา แต่ก็ยังมีปัญหาของตัวเอง เพราะฉะนั้น เราก็อย่าท้อ เขายังอยู่ได้ถึงอายุหกสิบ เราก็ต้องสู้กับปัญหาของเราได้ แล้วก็หวังว่าจะสนุกกับเรื่องราวดราม่าเข้มข้น”

ฟีดแบคจากครอบครัวนักทำหนัง

“คุณพ่อลงมาช่วยตรวจงานด้วยเสมอ ตอนตัดต่อก็บอกว่า ตรงนี้ใช้เทคนิคนี้ ช่วยกระชับตรงนี้หน่อย ผมก็ได้เรียนรู้เพิ่มเติม ปกติผมทำงานอื่นให้กันตนาด้วยเยอะมาก ตอนที่ผมไปกำกับ ผมหายตัวไปพักใหญ่ ก็โดนบ่นๆ หน่อย แต่เขาก็เข้าใจว่า เราชอบแบบนี้ แต่พอเห็นงานเขาก็โอเคนะ ไม่ขี้เหร่ เราก็ทำเต็มที่แล้ว เป็นผลงานที่ออกมาได้ดี ในปีที่กันตนาครบรอบเจ็ดสิบปีด้วย”


ภาพ : บริษัท กันตนา โมชั่น พิคเจอร์ส จำกัด

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

24 พฤศจิกายน 2564
330

ช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ท้าทายอย่างมากสำหรับทุกธุรกิจ รวมไปถึงธุรกิจครอบครัวซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะเมื่อวิกฤตต่าง ๆ ถาโถมเขามาอย่างไม่หยุดยั้ง ธุรกิจครอบครัวจึงไม่ได้พบเพียงปัญหาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ยังต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากของผู้คน สังคม วิถีชีวิต และโลกของเรา

ในปีนี้ งานเสวนา ‘ทายาทรุ่นสอง’ เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2564 จึงมาในแนวคิด Future Possibilities หรือความเป็นไปได้ในอนาคต โดยเราตั้งใจนำเสนอนำเสนอแนวคิด เครื่องมือ และความเป็นไปได้ ของการทำธุรกิจครอบครัวในบริบทใหม่ของโลก

แม้ว่าปีนี้รูปแบบการจัดงานจะเป็นออนไลน์ต่างจากปีก่อน ๆ เราตั้งใจให้เป็นมากกว่างานเสวนา แต่เป็นพื้นที่ให้บรรดาผู้ประกอบการและทายาทธุรกิจได้พบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เหมือนที่ คุณสุวภา เจริญยิ่ง หนึ่งในวิทยากรของเราบอกไว้ในเลกเชอร์ของเธอว่า “สิ่งที่คนทำธุรกิจครอบครัวต้องการ คือการเอาประสบการณ์มาแชร์กัน ประสบการณ์ที่ครอบครัวเราเจอ เพื่อนเราเจอ”

ต่อจากนี้ คือสรุปบทเรียนฉบับพิเศษจากช่วง Lecture ที่ผู้ประกอบการไทยสามารถนำไปปรับใช้จริง 

15 บทเรียนเสวนา ‘ทายาทรุ่นสอง : Future Possibilities’ ให้ธุรกิจครอบครัวอยู่รอดในโลกใหม่

Lecture 01 : ธุรกิจครอบครัวไทยในบริบทโลกใหม่

โดย ดร.กฤษฎ์เลิศ สัมพันธารักษ์
ศาตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ University of California San Diego

15 บทเรียนเสวนา ‘ทายาทรุ่นสอง : Future Possibilities’ ให้ธุรกิจครอบครัวอยู่รอดในโลกใหม่

01 โดน ‘ป่วน’ ต้อง ‘ปรับ’ อย่า ‘ป่วย’

สำหรับธุรกิจครอบครัว เส้นทางชีวิตของธุรกิจไม่ได้มีเพียงช่วงเริ่มต้น เอาตัวรอด เติบโต อิ่มตัว หรือถดถอยเหมือนธุรกิจทั่วไปเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีอีกเส้นทางที่เป็นเส้นทางชีวิตของครอบครัวนักธุรกิจนั้นด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจครอบครัวจึงไม่ได้พบเจออุปสรรคทั่วไปอย่างการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม หรือพฤติกรรมผู้บริโภคเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องพบกับ ‘ตัวป่วน’ ที่เป็นเอกลักษณ์กับธุรกิจครอบครัวอีกด้วย

3 ตัวป่วนที่จะเข้ามาท้าทายธุรกิจครอบครัวได้แก่ 

การตาย – การจากไปของก่อตั้งหรือผู้รับช่วงต่อธุรกิจ

การเข้ามาใหม่ – การเข้ามาของสมาชิกใหม่ในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นลูกสะใภ้ ลูกเขย ไปจนถึงลูกหลาน 

ความเหลื่อมล้ำ – เมื่อครอบครัวมีสมาชิกและความต้องการหลากหลายขึ้น การมีส่วนร่วม บทบาท ไปจนถึงมรดกจากธุรกิจก็อาจมีไม่เท่ากัน

แต่อย่าเพิ่งท้อหรือป่วยไป แม้ธุรกิจครอบครัวอาจดูเหมือนว่าจะต้องจัดการตัวป่วนที่มากกว่าธุรกิจทั่วไป แต่จริง ๆ แล้วกลับอยู่รอดได้ยาวนานกว่าธุรกิจประเภทอื่น เพราะแม้จะเจออุปสรรคที่หลากหลาย แต่ก็มีอาวุธเฉพาะตัวที่ช่วยให้ธุรกิจปรับตัวเพื่ออยู่รอดต่อไปได้

02 จุดเด่นของธุรกิจครอบครัว คือสินทรัพย์ที่ต้องรักษาและต่อยอด และอย่าทำให้กลายเป็นหนี้สิน

ธุรกิจครอบครัวมีสินทรัพย์ที่เป็นจุดเด่น และนำมาต่อยอดเพื่อเป็นอาวุธช่วยให้ธุรกิจปรับตัวได้ สินทรัพย์เหล่านี้คือ ความสัมพันธ์ในครอบครัว ความอดทน ทักษะการบริหารและแรงงาน ความสัมพันธ์กับ Stakeholders ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของ พนักงาน คู่ค้า ลูกค้า หรือชุมน และชื่อเสียงของผลิตภัณฑ์

แม้ว่าจะจับต้องไม่ได้ แต่ทั้ง 5 ข้อนี้เป็นสินทรัพย์สำคัญที่ธุรกิจครอบครัวต้องรักษาและต่อยอด เพราะสินทรัพย์เหล่านี้ คือดีเอ็นเอที่ช่วยให้ธุรกิจครอบครัวอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน

15 บทเรียนเสวนา ‘ทายาทรุ่นสอง : Future Possibilities’ ให้ธุรกิจครอบครัวอยู่รอดในโลกใหม่

03 มองอนาคต เพื่อกำหนดปัจจุบัน

เมื่อบริบทของโลกเปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่ธุรกิจครอบครัวต้องทำ คือประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน รวมถึงปัจจุบันและอนาคตของครอบครัวและธุรกิจอย่างเป็นกลาง โดยมองถึงโครงสร้างธุรกิจและความสามารถในการแข่งขันในบริบทโลกใหม่ของธุรกิจ รวมถึงอนาคตของครอบครัวว่าจะมีการรับช่วงต่อหรือไม่ อย่างไร

หลังจากประเมินอนาคตแล้ว อนาคตจะเป็นตัวกำหนดปัจจุบัน โดยช่วยให้เราตั้งโจทย์ได้ว่า ธุรกิจมีอะไรที่ต้องปรับเปลี่ยนและเร่งด่วนแค่ไหน ส่วนครอบครัวต้องเตรียมปั้นทายาทหรือไม่ ซึ่งจะนำมาสู่คำตอบว่า ธุรกิจครอบครัวควรเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหน ไม่ว่าจะเป็นการต่อยอด หรือการปฏิวัติธุรกิจก็ตาม

Lecture 02 : Disrupt ธุรกิจเพื่อลูกค้าในวันหน้า

โดย คุณนัฐธารี พันธุ์เพ็ญโสภณ
ทายาทรุ่นที่ 3 โคคาสุกี้

15 บทเรียนเสวนา ‘ทายาทรุ่นสอง : Future Possibilities’ ให้ธุรกิจครอบครัวอยู่รอดในโลกใหม่

04 ยึดมั่นใน Core Values และสื่อสารออกมา

สิ่งสำคัญที่สุดที่ทายาททุกรุ่นห้ามลืม คือ Core Values ซึ่งต้องสื่อสารออกไปอย่างสม่ำเสมอในทุก ๆ ส่วนของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือบริการ

เมื่อโดนบีบให้เปลี่ยนแปลง สถานการณ์ย่อมตึงเครียด เพราะธุรกิจจะต้องแข่งกับเวลา คน และโลกใบนี้ แต่ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่จะช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจและทำให้อยู่รอดได้ คือสาเหตุที่ธุรกิจนั้นเกิดขึ้นมา อะไรคือเสน่ห์ของธุรกิจนั้น และทำไมเราถึงรับช่วงต่อ การทำให้ธุรกิจครอบครัวคงคุณค่าของธุรกิจนั้น และสื่อสารออกไปได้ในทุก ๆ รุ่น ทุก ๆ สถานการณ์ ไม่ว่ารูปแบบหรือบริบทใดก็ตาม

 05 ปรับตัวแบบ Real-time และกล้าที่จะ Disrupt ตัวเอง

ทันทีที่โลกใหม่ก้าวเข้ามา ธุรกิจครอบครัวต้องปรับเปลี่ยนอย่าง Real-time เพราะในทุกวัน สถานการณ์ ธุรกิจ และผู้คน เปลี่ยนแปลงไปเสมอ 

แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องง่าย เหล่าทายาทจึงต้องมีความกล้าที่จะ Disrupt ตัวเอง ถ้าทำผิดก็ต้องลุกขึ้นมาใหม่ แล้วสู้ต่อไปจนกว่าจะสำเร็จ แม้ว่าจะเป็นผลสำเร็จเพียงเล็ก ๆ ก็ตาม เพราะนั่นคือเครื่องพิสูจน์ว่าธุรกิจของคุณไม่ได้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แต่กำลังก้าวเดินไปสู่อนาคตที่สดใสกว่าเดิม

15 บทเรียนเสวนา ‘ทายาทรุ่นสอง : Future Possibilities’ ให้ธุรกิจครอบครัวอยู่รอดในโลกใหม่

06 ความซื่อสัตย์คือหัวใจของความยั่งยืน

บทเรียนข้อสุดท้ายแต่สำคัญที่สุดในชั้นเรียนวิชานี้คือ ความซื่อสัตย์ แม้ว่าธุรกิจครอบครัวจะต้องต่อสู้ ดิ้นรน และฟันฝ่ามาแค่ไหน ความสื่อสัตย์กับธุรกิจของเรา ลูกค้าของเรา และคู่ค้าทั้งหมด คือหัวใจของความยั่งยืน เพราะในวันที่วิกฤตผ่านพ้นไป ทุกคนจะหันกลับมามองและประเมินว่าธุรกิจอยู่รอดมาได้อย่างไร หรือไม่รอดเพราะอะไร 

ถ้าหากธุรกิจนั้นอยู่รอดมาได้โดยไร้ความซื่อสัตย์ ก็จะกลายเป็นภาพจำในสายตาผู้คน และเป็นจุดเริ่มต้นของความเสื่อมถอย ในขณะที่หากธุรกิจนั้นยังสื่อสัตย์กับทุก ๆ คน แม้ในวันที่แสนยากลำบาก ผู้คนจะชื่นชมและเชื่อมั่นในธุรกิจนั้น และความเชื่อมั่นนี้ย่อมส่งผลดีต่อธุรกิจในระยะยาว

Lecture 03 : ข้อตกลงว่าจ้างกับรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไป

โดย คุณประทินรัตน์ วัชรสินธุ์
ที่ปรึกษาด้านการจัดการและธุรกิจครอบครัว

บทเรียนจากวิทยากรงาน 'ทายาทรุ่นสอง : Future Possibilities' พร้อมรับช่วงต่อธุรกิจในบริบทโลกใหม่ ก้าวสู่อนาคตอย่างยั่งยืน

07 สัญญาจ้างงานที่ชัดเจน คือความสบายใจของทุกฝ่าย

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หนึ่งในคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับความท้าทายในการจัดการทรัพยากรบุคคลคือ สัญญาการจ้างงาน แม้ว่าสัญญาการจ้างงานเกิดได้จากการพูดคุยกันแบบปากเปล่า แต่การเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร คือจุดเริ่มต้นในการสร้างความชัดเจน ทั้งในเรื่องของบทบาท เงื่อนไข ค่าตอบแทน ทั้งยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและความเป็นมืออาชีพให้แก่บริษัท

เมื่อบริบทโลกใหม่ก้าวเข้ามา โดยเฉพาะกับธุรกิจครอบครัวเอง การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับการอยู่รอด สัญญาจ้างงานจึงต้องคำนึงถึงรูปแบบการจ้างงาน ค่าตอบแทน สวัสดิการ และภาระภาษี ที่ชัดเจนเป็นหลัก ซึ่งจะช่วยให้องค์กรและพนักงานตกลง อีกทั้งปรับเปลี่ยนให้เท่าทันสถานการณ์ได้อย่างสบายใจทั้งสองฝ่าย

08 ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจ้าง เพื่อดึงดูดและรักษาคนที่เหมาะสมกับธุรกิจของเราที่สุด

อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะผลพวงจากวิกฤตโควิด-19 คือการเปลี่ยนแปลงไปของรูปแบบการทำงาน การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เกิดความลำบากใจกับทั้งสองฝ่าย ลูกจ้างกลัวถูกเลิกจ้าง นายจ้างเองก็พบเจอกับความเปลี่ยนไปของพนักงานที่อาจคุ้นชิน และชอบการทำงานในรูปแบบนอกสถานที่ การปรับเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานจึงเป็นสิ่งที่ธุรกิจต้องคำนึงถึง เพื่อดึงดูดและรักษาบุคลากรไว้ให้ได้

ธุรกิจครอบครัวหลายแห่งมีพนักงานที่อยู่กับองค์กรมาอย่างยาวนานตั้งแต่รุ่นก่อน ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีพนักงานรุ่นใหม่ที่เพิ่งก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท ดังนั้น การตกลงรูปแบบการจ้างงาน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานประจำที่ออฟฟิศ การทำงานจากที่บ้าน ไปจนถึงการจ้างงานแบบฟรีแลนซ์ ควรกำหนดอัตราค่าตอบแทนและสวัสดิการของแต่ละรูปแบบที่ชัดเจน เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ทุกฝ่าย ทั้งกับพนักงานและนายจ้างด้วยเช่นกัน

บทเรียนจากวิทยากรงาน 'ทายาทรุ่นสอง : Future Possibilities' พร้อมรับช่วงต่อธุรกิจในบริบทโลกใหม่ ก้าวสู่อนาคตอย่างยั่งยืน

09 หากมีความชัดเจนและความเข้าใจซึ่งกันและกันก็จากกันด้วยดีได้

งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกราฉันใด การพบเจอย่อมมีการจากลากฉันนั้น เมื่อมาถึงวันที่ธุรกิจของเหล่าทายาทต้องบอกลาพนักงานที่ช่วยสร้างและขับเคลื่อนธุรกิจมา แน่นอนว่าไม่มีใครอยากจากกันด้วยความบาดหมาง โดยทั่วไปในกรณีที่ลูกจ้างเป็นฝ่ายลาออกนั้น ธุรกิจย่อมได้รับผลกระทบ แต่นั่นก็ยังไม่เท่ากับกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิก เพราะว่าการบอกเลิกสัญญาจ้างบุคคลโดยนายจ้าง ย่อมตามมาด้วยการชดเชยตามกฎหมาย

การเลิกจ้างที่ดีนั้นจึงเริ่มต้นตั้งแต่การเลือกรูปแบบการจ้างงาน หัวเรือของทุกธุรกิจต้องถามตัวเองว่าต้องการอะไรจากตำแหน่งงานนั้น ๆ หากเป็นโครงการเฉพาะหรืองานที่มีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี ก็เลือกจ้างเป็นสัญญาแบบมีกำหนดระยะเวลาได้ หรือเลือกเป็นการจ้างบริการไป เพื่อสร้างความชัดเจนและลดความบาดหมางระหว่างสองฝ่าย ทำให้นายจ้างและลูกจ้างจากกันได้ด้วยดี

Lecture 04 : ความสัมพันธ์กับคู่ค้าที่มากกว่าความผูกพัน

โดย คุณนพนารี พัวรัตนอรุณกร
ทายาทรุ่นที่ 3 ร้านสมใจ เครื่องเขียน และอุปกรณ์ศิลป์

บทเรียนจากวิทยากรงาน 'ทายาทรุ่นสอง : Future Possibilities' พร้อมรับช่วงต่อธุรกิจในบริบทโลกใหม่ ก้าวสู่อนาคตอย่างยั่งยืน

10 เข้าใจคู่ค้า เพราะคู่ค้าคือคู่หู และคู่หูคือคู่คิด

เมื่อธุรกิจส่งผ่านมายังรุ่นถัดไป สิ่งที่ทายาทต้องดูแลต่อจากรุ่นก่อนหน้าไม่ใช่เพียงตัวธุรกิจ แต่รวมไปถึงคู่ค้าที่อยู่คู่ธุรกิจมา สิ่งที่สำคัญที่สุดในการรับช่วงต่อการดูแลคู่ค้าคือ อย่าคาดหวัง การที่คู่ค้าสนิทกับทายาทรุ่นก่อนหน้า ไม่ได้หมายความว่าเขาจะสนิทกับเราเหมือนกัน 

ในทางกลับกัน ทางเลือกที่ดีกว่าในการดูแลคู่ค้า คือการเข้าหาด้วยน้ำใจที่ดีต่อกัน และความตั้งใจจะเป็นคู่ค้าที่ดี คอยเกื้อกูลกัน ทายาทธุรกิจจึงต้องคิดว่าจะนำแต้มต่อหรือความสัมพันธ์อันดีนั้น มาต่อยอดอย่างไรให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด แม้ธุรกิจในรุ่นเราและรุ่นก่อนอาจจะไม่เหมือนกัน แต่ล้วนมีเป้าหมายเหมือนกัน คือร่วมกันสร้างสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ทั้งสองฝ่าย ซึ่งต้องอาศัยความนอบน้อม เข้าใจ และพร้อมที่จะปรับตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป 

11 ดูแลเสมือนครอบครัว แต่ด้วยกรอบที่ชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น

ความสนิทสนมระหว่างธุรกิจในหลาย ๆ ครั้งก็เป็นสิ่งที่ดี ทว่าในบางครั้งเมื่อสนิทกันมาก อาจทำให้บทบาทธุรกิจในฐานะลูกค้า และบทบาทของคู่ค้าในฐานะผู้ขายล้ำเส้นกันได้ เช่น คู่ค้าอาจมีความสนิทสนมกับเรามาก จนคิดไปว่าการให้ Exclusive Deal กับเจ้าอื่นด้วยก็คงไม่เป็นไร เพราะคงคุยกับเราได้ ทั้ง ๆ ที่อาจนำมาซึ่งความขัดแย้ง

ดังนั้น การสร้างขอบเขตระหว่างธุรกิจและคู่ค้าต้องทำให้ชัดเจนตั้งแต่แรกเริ่ม โดยเฉพาะในปัจจุบันที่เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกธุรกิจ แม้แต่ผู้ผลิตก็ขายของได้ การกำหนดจุดยืนที่ชัดเจนจึงช่วยให้ธุรกิจของทั้งสองฝ่ายดำเนินการไม่ซ้อนทับกัน ลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น และทำให้ธุรกิจครอบครัวรักษาคู่ค้าที่อยู่คู่กันอย่างยาวนานต่อไปได้

บทเรียนจากวิทยากรงาน 'ทายาทรุ่นสอง : Future Possibilities' พร้อมรับช่วงต่อธุรกิจในบริบทโลกใหม่ ก้าวสู่อนาคตอย่างยั่งยืน

12 ปรับตัวให้ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายเพื่อเติบโตไปด้วยกัน

หากปราศจากคู่ค้า ธุรกิจครอบครัวที่เราต้องดูแล รักษา และต่อยอด ก็คงไม่สามารถอยู่ต่อไปได้ ความสัมพันธ์ที่ดีต้องสร้างประโยชน์ทั้งสองฝ่าย โดยไม่เอาเปรียบซึ่งกันและกัน 

สิ่งสำคัญที่จะทำให้เราปรับตัวเพื่อทำให้ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ คือ การเข้าใจความต้องการและสถานการณ์ของอีกฝ่ายจากการคิดในมุมกลับ เอาใจเขามาใส่ใจเรา และประเมินสถานการณ์นั้น ๆ ด้วยความเป็นกลาง ผ่านกฎ 5 ข้อ คือ ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ สนับสนุนซึ่งกันและกัน มีความเข้าใจ ช่างสังเกต ไปจนถึงรวดเร็วและแข็งแรง 

หากธุรกิจครอบครัวดำเนินการด้วยกฎ 5 ข้อนี้ได้ จะทำให้เข้าใจและเติบโตไปพร้อมกับคู่ค้า เคียงข้างกันและกันอย่างยั่งยืน

Lecture 05 : การบริหารจัดการเงินธุรกิจครอบครัวหลังวิกฤต

โดย คุณสุวภา เจริญยิ่ง
ที่ปรึกษาทางด้านการเงิน ผู้อยู่เบื้องหลังการนำหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ

13 คิดแบบมืออาชีพโดยเริ่มต้นจากการเงิน

เราทราบกันดีว่าธุรกิจครอบครัวมักเริ่มต้นจากการช่วยเหลือเกื้อกูลกันภายในครอบครัว ทำให้เกิดความสนิทสนมภายในธุรกิจ ทว่าเมื่อธุรกิจเติบโตถึงจุดหนึ่ง การทำงานแบบมืออาชีพเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้ธุรกิจเติบโตต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การทำแบบธุรกิจครอบครัวให้เป็นการทำธุรกิจแบบมืออาชีพนั้น เริ่มได้โดยการถอดบทเรียนและเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์หรือกรณีศึกษา โดยใช้การเงินเป็นจุดตั้งต้น เพราะการเงินเป็นตัวเลข สามารถวัดและเปรียบเทียบสถานการณ์ของเรากับกรณีศึกษา เพื่อนำแนวทางมาประยุกต์ใช้ต่อได้

14 แผนธุรกิจ ก็คือตัวชี้วัดการเงินของธุรกิจในอนาคต

การเงินคือการนำตัวเลขในอนาคตมาคุยกัน เพราะฉะนั้น การทำธุรกิจจึงควรมีแผนอนาคตของตนเอง และควรเป็นแผนที่สามารถประมาณการณ์อนาคตได้ ยกตัวอย่างเช่น ในอีก 3 ปีข้างหน้า ธุรกิจจะหน้าตาเป็นอย่างไร โดยแผนธุรกิจนี้เอง คือสิ่งที่ทายาทนำมาใช้ในการสื่อสารกับสมาชิกในครอบครัว

การสื่อสารอย่างชัดเจนนี้ ไม่ได้เพียงช่วยให้ธุรกิจครอบครัววางแผนการดำเนินการ และเตรียมพร้อมปรับตัวในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังช่วยให้สมาชิกในครอบครัวเห็นภาพตรงกัน ช่วยลดความขัดแย้ง และทำให้ทุกคนช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ทั้งยังเป็นการนำเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของธุรกิจครอบครัว มาเป็นอาวุธในการก้าวเข้าไปสู่อนาคตอย่างมั่นคงได้อีกด้วย

15 เงินหาได้ แต่สิ่งที่มีค่าที่สุดคือสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้ 

ท้ายที่สุด คนในครอบครัวก็คือคนในครอบครัว และความสัมพันธ์ในครอบครัวคือสิ่งที่มีค่าที่สุด ซึ่งทำให้ธุรกิจครอบครัวแตกต่างจากธุรกิจอื่น ๆ ทายาทธุรกิจครอบครัวจึงไม่ควรให้เงินมาทำลายความสัมพันธ์นี้ลง

ธุรกิจครอบครัวที่เติบโตและยิ่งใหญ่ได้ มีสิ่งที่เหมือนกันอยู่หนึ่งอย่าง คือธุรกิจเหล่านั้นล้วนประสบความสำเร็จเพราะความรัก ในเมื่อมีสิ่งที่ทรงพลังอยู่ในมือแล้ว การเปลี่ยนความรักให้เป็นพลัง ทำให้ครอบครัวเข้มแข็ง ดูแลกัน และเข้าใจกัน ก็จะทำให้ธุรกิจครอบครัวเติบโตไปอย่างยั่งยืน

ทั้งหมดนี้คือ 15 บทเรียน จากผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจครอบครัวและทายาททั้ง 5 ท่าน ที่นำเครื่องมือในการบริหารธุรกิจครอบครัวมาเล่าสู่กันฟัง ก่อนจะเข้าสู่ช่วง Meet ของ ทายาทรุ่นสอง : Future Possibilities ซึ่งผู้เข้าร่วมงานทุกท่านได้ทำความรู้จัก แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเรียนรู้กันและกัน 

The Cloud หวังว่ากิจกรรมนี้จะช่วยแก้ปัญหาให้ธุรกิจครอบครัวไทย ได้ส่งต่อคุณค่าสู่รุ่นถัดไป ภายใต้บริบทโลกใหม่นี้อย่างยั่งยืน

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load