วันนี้จะมาชวนทำความรู้จักกับประเทศอิตาลีให้มากขึ้นอีกนิด ว่าในรองเท้าบูตยักษ์นี้มีประเทศอื่นแทรกอยู่ด้วย และไม่ใช่แค่ประเทศเดียว หากแต่มีถึงสอง

ไม่แค่นั้น อิตาลีเอง ยังมีดินแดนที่ไปแทรกอยู่ในประเทศอื่นอีกด้วย

ใครรู้แล้ว ข้ามคอลัมน์นี้ไปได้เลยนะ 555 ไม่มีข้อมูลอะไรใหม่เอี่ยมเลยจริงๆ

พื้นที่มีน้อย เรามารู้จักประเทศแรกกันดีกว่า

นครรัฐวาติกัน  (Vatican City)

อ้าว วาติกัน ก็โบสถ์เซนต์ปีเตอร์ไง ก็อยู่ในโรมไม่ใช่เหรอ

ใช่ นครรัฐวาติกัน ที่ตั้งสถิตย์อยู่ ณ กลางโรมอย่างที่หลายๆ คนทราบนั้น มิใช่เป็นเพียงเขตวัดเขตโบสถ์แต่อย่างเดียว หากแต่เป็นอีก 1 ประเทศเลย ใครเคยไปทัวร์แกรนด์ยุโรป 7 วัน 8 ประเทศ แล้วนับยังไงก็ไม่ครบหาว่าทัวร์โกง ขอให้กลับไปนับใหม่ว่ารวมวาติกันแล้วหรือยัง

ทำความรู้จักรัฐอื่นในอิตาลี อิตาลีในดินแดนอื่น

ทำไมวาติกันถึงเป็นประเทศ

เราเรียกว่ารัฐอิสระแล้วกันเนอะ จะได้ดูเป็นวิชาการในความไม่เป็นวิชาการขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง นครรัฐวาติกันเพิ่งมาเป็นรัฐอิสระเมื่อ ค.ศ. 1929 นี้เอง แล้วแต่ก่อนเป็นอะไร แล้วทำไมอิตาลีถึงไม่ฮุบ

คำตอบคือ เคยฮุบมาแล้ว เรื่องของเรื่องคือ ย้อนไปก่อนหน้านี้สัก 200 ปีนับขึ้นไปโดยประมาณ คาบสมุทรอิตาลีมีแว่นแคว้นอิสระกระจายไปทั่ว หนึ่งในรัฐอิสระก็คือรัฐของสันตะปาปาด้วย ใหญ่มาก ใหญ่ที่สุดในบรรดารัฐอิสระอื่นๆ เลยล่ะ

จากนั้นก็เริ่มมีผู้คิดที่จะรวมให้แว่นแคว้นต่างๆ นี้กลายเป็นประเทศเดียว การทำเช่นนี้ย่อมทำแปลว่า รัฐของสันตะปาปาอันกว้างใหญ่ก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ แล้วสันตะปาปาเองซึ่งเคยเป็นหนึ่งในตองอูก็จะต้องสูญเสียพระราชอำนาจไปจนหมดสิ้น แล้วจะยอมได้อย่างไร

แต่ถึงไม่อยากยอมก็ต้องยอม ในที่สุดอิตาลีก็ค่อยๆ คืบคลานบุกมาถึงโรม แล้วรวบพื้นที่ทั้งหมดของโรมเป็นประเทศทั้งหมด

สันตะปาปาทรงไม่พอพระทัยเป็นอย่างมาก และไม่ยอมรับประเทศอิตาลีที่เกิดขึ้นใหม่นี้ ท่านทำอย่างไรหรือ นอกจากท่านจะประกาศห้ามชาวคาทอลิกข้องเกี่ยวกับการเมืองของอิตาลีแล้ว สันตะปาปาในตอนนั้นและองค์ต่อๆ มาประท้วงไม่ออกจากเขตกำแพงวาติกันนับแต่นั้นมา

จำเนียรกาลผ่านไปเกือบ 60 ปีแห่งความมาคุ ในที่สุดมุสโสลินีก็ทำสัญญาประนีประนอมขอคืนดีกับศาสนจักร มีข้อแลกเปลี่ยนคร่าวๆ คือ ยกให้วาติกันเป็นรัฐอิสระ และสันตะปาปาจะต้องไม่ข้องเกี่ยวกับการบริหารบ้านเมืองของอิตาลี 

Deal!

นับแต่นั้นมา วาติกันก็เป็น ‘นครรัฐวาติกัน’ เป็นรัฐอิสระที่มีอาณาเขตเล็กที่สุดในโลก และโดดเด่นเป็นสง่าอยู่กลางโรมเช่นนี้ มีแทบทุกอย่างเป็นของตัวเอง มีไปรษณีย์ มีแสตมป์ มีเหรียญ มีตำรวจ ทหาร เป็นของตนเอง แต่ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพยุโรปนะ เนื่องจากมีข้อกำหนดว่า สมาชิกของสหภาพจะต้องเป็นประชาธิปไตย ในขณะที่วาติกันปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีสันตะปาปาเป็นประมุขนั่นเอง

การไปวาติกัน

ถ้าคุณอยู่ที่โรมแล้ว คุณก็ไปได้เลยแล้วแต่หนทางจะพาไป ทางที่ผู้คนนิยมมากที่สุดน่าจะเป็นรถไฟใต้ดิน แล้วก็เดินเอาพองาม แต่ถ้าเป็นพิพิธภัณฑ์วาติกันก็จะงามมาก เพราะไกลออกไปกว่านั้นอีก มันไม่ได้อยู่ทางเข้าเดียวกันนะ

ซานมารีโน (San Marino)

ทำความรู้จักรัฐอื่นในอิตาลี อิตาลีในดินแดนอื่น
ภาพ : pixabay.com

ซานมารีโน ขึ้นทำเนียบประเทศที่เล็กที่สุดในโลก ไม่แค่นั้น ยังถือเป็นสาธารณรัฐที่เก่าแก่ที่สุดในโลกด้วย

แต่ก่อนจะไปไหนไกล รัฐน้อยแห่งนี้อยู่ตรงไหนกันหรือ

ซานมารีโนอยู่ภาคเหนือค่อนกลาง กลางค่อนเหนือ แทบจะระนาบเดียวกับฟลอเรนซ์ เพียงแต่อยู่ห่างออกไปทางขวา จะติดทะเลฝั่งนั้นอยู่แล้ว ห่างแค่ราว 30 กิโลเมตรเท่านั้นเอง

ในรองเท้าบูตยักษ์นี้มีประเทศอื่นแทรกอยู่ด้วย และอิตาลีเองก็มีดินแดนแทรกอยู่ในประเทศอื่นเช่นกัน
ภาพ : commons.wikimedia.org

กลับมาดูกันต่อว่าที่เล็กนั้นเล็กแค่ไหน แล้วเก่าล่ะ เก่าแค่ไหน และที่สำคัญ ทำไมไม่ถูกอิตาลีฮุบไปล่ะ (นี่ไม่ได้มองโลกในแง่ร้ายไปใช่ไหมว่าหลายคนแอบคิดอย่างนี้อยู่)

เรื่องขนาด ซานมารีโนเล็กเป็นอัน 3 ของยุโรปด้วยพื้นที่ราว 61 ตารางกิโลเมตรนิดๆ ก่อตั้งใน ค.ศ. 301 โดยช่างตัดหินที่ชื่อ Marinus อันเป็นที่มาของชื่อ Marino นั่นเอง

เหตุผลที่ซานมารีโนดำรงตนเป็นรัฐอิสระได้ก็เพราะว่า ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 อันเป็นช่วงที่อิตาลีกำลังรวมประเทศนั้น รัฐน้อยๆ แห่งนี้ได้ต้อนรับขับสู้ผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่สนับสนุนการก่อร่างสร้างประเทศอิตาลีเป็นอย่างดี หนึ่งในนั้นคือ นายพลการีบัลดี (Giuseppe Garibaldi) วีรบุรุษของชาวอิตาเลียนด้วย เมื่ออิตาลีรวมประเทศ จึงตอบแทนน้ำใจ ซึ่งอาจจะเป็นคำขอจากชาวซานมารีโนด้วย โดยการปล่อยให้เป็นรัฐอิสระต่อไป ด้วยเหตุดังกล่าว ซานมารีโนจึงยังคงตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่เหนือยอดเขาติตาโนได้จนถึงวันนี้

ซานมารีโนมีทุกอย่างเหมือนที่วาติกันมี อาทิ ตำรวจ ทหาร แสตมป์ เหรียญ และสองอย่างหลังนี้เป็นรายได้หลักของประเทศที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวปีละราว 3.5 ล้านคนด้วย

การไปซานมารีโน

จะให้เริ่มจากไหนดี เอาเป็นว่า นั่งรถไฟไปให้ถึงรีมีนี (Rimini) ให้ได้ก็แล้วกัน แล้วตรงนั้นก็จะมีรถบัสไปซานมารีโน ไม่ต้องขอวีซ่า ไม่มีการตรวจพาสปอร์ต ไม่มีด่าน เราแทบจะไม่รู้เลยว่าเข้าประเทศไปตอนไหน เพราะมีเพียงซุ้มเรียบง่ายเท่านั้นที่บอกเป็นภาษาอิตาเลียน

คนที่ไปที่นี่ ร้อยทั้งร้อยต้องส่งโปสการ์ด อย่าลืมพกที่อยู่เพื่อนไปด้วยล่ะ ไม่งั้นก็ส่งกลับบ้านอย่างเดียว บางคนก็ซื้อนาฬิกา น้ำหอม เพราะเป็นเมืองปลอดภาษี

ส่วนสิ่งหนึ่งซึ่งฝากคนที่จะไปให้ช่วยดูด้วยคือ เมื่อนานมาแล้ว นิสิตคนหนึ่งทำรายงานมาส่งว่าด้วยเรื่องประเทศซานมารีโน เธอบอกว่าประเทศนี้ไม่มีสัญญาณไฟจราจร เปล่า เธอไม่ได้บอกเอง เธอบอกว่าเธอได้มีโอกาสไปทำงานเป็นล่ามให้นักกีฬาซานมารีโนที่มาแข่งในประเทศไทย แล้วพวกนักกีฬาบอกเธอว่าอย่างนั้น เมื่อครั้งก่อนที่ไปเคร่งเครียดกับการหาไฟเขียวไฟแดงมาก เออแฮะ ไม่เจอจริงๆ แต่ไปแป๊บเดียวเอง เลยฝากคนที่จะไปให้ช่วยดูให้ที ถ้าเจอ ถ่ายรูปมาให้ดูหน่อยนะ 

ประเทศหรือรัฐดังกล่าวที่เล่าไปเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า enclave ราชบัณทิตฯ ก็เหมือนจะแปลถอดเสียงไป แต่ก็มีบางแห่งแปลว่า ‘ดินแดนแทรก’ แต่อิตาลีเองไม่ได้มีแค่ดินแดนแทรกเท่านั้น หากแต่ตัวเองก็ไปแทรกอยู่ในประเทศอื่นด้วย อาจเรียกได้ว่าเป็น ‘ดินแดนส่วนแยก’ (exclave) ซึ่งจะชวนให้รู้จักทั้งที่ตัวเองก็ไม่เคยไปนี่ล่ะ

คัมปิโยเน ดิตาเลีย (Campione d’Italia)

ในรองเท้าบูตยักษ์นี้มีประเทศอื่นแทรกอยู่ด้วย และอิตาลีเองก็มีดินแดนแทรกอยู่ในประเทศอื่นเช่นกัน
ภาพ : commons.wikimedia.org

คัมปิโยเน ดิตาเลีย ฝังตัวอยู่ริมทะเลสาบลูกาโน (Lugano) ในรัฐติชีโน (Ticino) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นเมืองที่เรียกว่าหมู่บ้านแทบจะว่าได้ค่าที่มีพื้นที่แค่ 2.6 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น แต่เดี๋ยวก่อน นั่นคือรวมในน้ำที่ยื่นเข้าไปในทะเลสาบด้วยนะ พื้นดินจริงๆ มีแค่ 900 ตารางเมตร บวกลบคูณหารกันแล้ว ใช่ มีที่ในน้ำเยอะกว่าที่บนบกอีก

เหตุผลที่ไปตั้งอยู่ตรงนั้น เล่าง่ายๆ ก็คือ เขาอยู่ของเขาตรงนั้นอยู่แล้ว เมืองคัมปีโยเนไม่เคยไปไหนอยู่แล้วมาแต่โบราณ หากนับจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏชื่อนี้ก็คือ ค.ศ. 777

จากนั้นดินแดนแถบนี้ก็ผลัดกันไปเป็นของประเทศโน้นที ประเทศนี้ที ต้องอย่าลืมว่านี่ไม่ใช่ประเทศนะ นี่คือแค่เมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งของแคว้นลอมบาร์ดี (อันมีมิลานเป็นเมืองเอก) เป็นของสวิตเซอร์แลนด์ก็เคย แต่เมื่อทางสวิตฯ ให้เลือกว่าอยากอยู่กับสวิตฯ หรืออยากอยู่กับอิตาลี ชาวเมืองก็บอกว่าอยากอยู่กับอิตาลี สวิตฯ ก็ตามใจ น่ารักตรงนี้

ในรองเท้าบูตยักษ์นี้มีประเทศอื่นแทรกอยู่ด้วย และอิตาลีเองก็มีดินแดนแทรกอยู่ในประเทศอื่นเช่นกัน
ภาพ : commons.wikimedia.org

จนถึงวันนี้ คัมปิโยเน ดิตาเลีย ก็ถือเป็นเมืองหนึ่งที่สังกัดแคว้นลอมบาร์ดีของอิตาลี ห่างจากมิลาน 74 กิโลเมตร ห่างจากจุดชมวิวชายแดนที่ใกล้ที่สุดของอิตาลีที่เรียกว่า ‘ระเบียงอิตาลี’ (Balcone d’Italia) แค่ 1 กิโลเมตรทางอากาศเท่านั้น แต่มีภูเขากั้นลูกเบ้อเร่อ

ไม่ต้องห่วงว่าเขาจะพูดจะจากับคนเมืองรอบๆ ได้ยังไง เพราะแคว้นติชีโนเป็นแคว้นเดียวในสวิตเซอร์แลนด์ที่พูดภาษาอิตาเลียน เงินตราและอะไรก็ใช้ตามสวิตฯ นี่ล่ะ

การไปคัมปีโยเน ดิตาเลีย

ไม่กล้าบอกเลยเพราะไม่เคยไป แต่ถ้าจะไปก็คงต้องนั่งรถไฟต่อรถบัสออกไปจากมิลานนั่นเอง

ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะชวนดูอะไร ถ้าเป็นเมื่อก่อนอาจจะชวนให้ไปดูบ่อนที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป แต่ตอนนี้ปิดกิจการไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม วิวทิวทัศน์ที่สวยงามริมทะเลสาบก็ยังรอเราอยู่เสมอ

แต่รอไปก่อนนะ ไม่รู้จะได้ไปเมื่อไหร่เลย แงๆ

ข้อมูลอ้างอิง 

www.comune.campione-d-italia.co.it 

tecnica.me

www.tuttitalia.it

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

เขียนเรื่องนี้ด้วยได้รับแรงบันดาลใจจากไอร้อนของประเทศเรา ในอิตาลีตอนนี้ยังไม่ร้อนหรอก อากาศดีด้วยซ้ำ จะร้อนเอาจริงจัง สิงหาฯ โน่น แล้ว เมื่อเอย เมื่อนั้น เราก็จะได้เจออิตาเลียนเต็มเมืองไทย ส่วนจะเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า หนีร้อนมาพึ่งเย็น หรือหนีเสือปะจระเข้นั้น ก็แล้วแต่จะคิดกันไป

หน้าร้อนในอิตาลีนั้น นับคร่าว ๆ เอาช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม-สิงหาคม อย่าลืมว่าอิตาลีมี 4 ฤดู ฤดูละ 3 เดือน คูณ 4 ก็ 12 เดือน พอดิบพอดี

พอย่างเข้าหน้าร้อน อิตาเลียนก็จิตใจไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว ตั้งท่าจะเตรียมเที่ยวกันท่าเดียว เรื่องวางแผนเที่ยวน่ะเหรอ บางบ้านวางกันเป็นปี หาไม่แล้วที่พักหรืออะไรต่ออะไรก็จะเต็มเอา

ในช่วงกรกฎาคม-สิงหาคม อย่าได้ติดต่อธุรกิจ เพราะมักจะไม่ได้รับการตอบรับ จะทำอะไรให้รีบทำเสียตอนนี้ หรือไม่อีกทีก็เริ่มชีวิตกันใหม่ต้นเดือนกันยายน… ไม่ได้ฟังดูเหมือนโหราพยากรณ์เกินไปใช่ไหม

จะดึงดันไปเที่ยวอิตาลีช่วงนั้นเหรอ เอาซี่… (เสียงสูงมาก) ถ้าคิดว่ายังร้อนในไทยไม่พอ แต่ก็ว่าไม่ได้ เพราะของ Sales ช่วงกรกฎาฯ ก็ล่อตาล่อใจอยู่ใช่หยอกเสียเมื่อไหร่ แต่ถ้าไปช่วงเดือนสิงหาคมนั้น มีแนวโน้มสูงว่าจะได้พบเมืองร้าง หากคิดว่า ดีสิ เมืองจะได้สงบ ๆ ก็ให้นึกด้วยว่า ร้านอาหารใด ๆ ก็อาจจะปิดด้วย เราก็อาจจะต้องต้มมาม่ากินอย่างสงบ ในโรงแรมอันแสนสงบไปด้วยเช่นกัน

สรุปว่า คนทั้งประเทศพร้อมใจกันเที่ยวโดยไม่ได้นัดหมายนั่นเอง (โถ พระหมายของโยม โดนอีกแล้ว) เมื่อคนไม่อยู่ จะเปิดร้านไว้ทำไม ก็ถือโอกาสนี้ไปเที่ยวด้วยสิ

หยิบยืมเงินเที่ยว

การเที่ยวแต่ละครั้งใช้เงินจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านที่มีสมาชิกในครอบครัวเยอะ อาจารย์ชาวอิตาเลียนเคยบอกว่า บางคนถึงกับหยิบยืมเงินคนใกล้ตัวเพื่อไปเที่ยว ร้อนถึงนักเรียนไทยผู้ไม่เข้าใจความคิดนี้เลย ถามว่า ทำไมไม่รอให้มีเงินแล้วค่อยไปเที่ยวละ อาจารย์บอกว่า “เพราะหน้าร้อนไม่เคยคอยใคร”

คำกล่าวสั้น ๆ ถึงแม้จะไม่สามารถอ้างถึงอิตาเลียนในภาพรวมได้ แต่สะท้อนให้ตระหนักได้ว่า ความแตกต่างระหว่างเรากับเขาอย่างหนึ่งคือ ฤดูกาลที่ชัดเจน สำหรับเรา ไปหน้าไหนก็คงไม่ต่างกันเท่าใดนัก ไม่สิ พอถึงหน้าหนาวเราก็เต้นหรับ ๆ ขยับเตรียมขึ้นเหนือเหมือนกันละ

กลับมามองเขาบ้าง ถ้าเขามีเงินในช่วงที่อากาศไม่ดีล่ะ ถ้ามีเงินในช่วงที่ลูก ๆ เปิดเทอมล่ะ ฯลฯ การไม่ไปเที่ยวหน้าร้อนก็คือ สูญเสียวันเวลาพักผ่อนไป 1 ปีนั่นเอง เพราะฉะนั้นเมื่อตอนอิตาลีคิดจะปิดประเทศช่วงโควิดนั้น ไม่มีช่วงไหนเลยที่คนอิตาเลียนจะเดือดเนื้อร้อนใจได้มากเท่ากับตอนที่กลัวว่า หน้าร้อนจะไม่ได้เที่ยว

ความร้อนแบบอิตาเลียน

ความร้อนของฤดูร้อนในอิตาลีหรือในยุโรปนั้น ยากแท้หยั่งถึง เรา ซึ่งถึงไม่ชอบแต่ก็แอบขิงคนทั้งโลกว่า เรามีหน้าร้อนที่ร้อนที่สุด ร้อนราวกับซ้อมตกนรกก็มิปานนั้น เมื่อเปรียบกับร้อนแบบอิตาลี เป็นความร้อนกันคนละแบบ

อิตาลีเวลาร้อนจัด ๆ จะร้อนแบบซาวน่า คือ แห้ง ๆ แผดเผา ในขณะที่ของไทยร้อนแบบห้องอบไอน้ำ เหงื่อตกเผาะ ๆ ๆ ตัวเหนียวหนุบหนับตลอดเวลา แต่ที่ทำให้หน้าร้อนในอิตาลีดูสิ้นหวังไปกว่า คือ เราโผไปหาความเย็นที่ไหนไม่ได้เลย ห้างก็ไม่ได้ใหญ่โตให้เราเดินแช่แอร์ได้ (อิตาเลียนเองก็ไม่ค่อยมีนิสัยชอบเดินห้าง) ร้านต่าง ๆ ถ้าไม่ใหญ่จริงก็ไม่มีแอร์

คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
ภาพ : www.italymagazine.com

แล้วคลายร้อนกันอย่างไร

สมัยนี้ที่ไหนก็คงมีแอร์ แต่โดยทั่วไปสิ่งแรกที่ทำคือ เปิดประตู เปิดหน้าต่าง ให้ลมเข้า สมัยที่เรียนอยู่ในยุคต้น 90 ก็เป็นอย่างนั้น พอถึงหน้าร้อน โรงเรียนก็เปิดหน้าต่าง วันดีคืนดีคงเห็นว่าทั้งเด็กทั้งครูหน้าโรยกันไปตาม ๆ กัน ก็ซื้อพัดลมมาให้ตัวนึง นับว่าน่ารักมาก ขอขอบพระคุณมหาวิทยาลัยสำหรับชาวต่างชาติแห่งเมืองเซียน่ามา ณ ที่นี้ด้วย

ในยุคเดียวกัน บนรถก็เปิดหน้าต่าง ทั้งรถเมล์ รถไฟ โรงภาพยนตร์หลายแห่งปิดหน้าร้อน แต่ก็ทำให้เกิดความโรแมนติกในหลาย ๆ ที่ กล่าวคือ มีการจัดหนังกลางแปลง อย่างเช่นที่เมืองเซียน่า จัดฉายหนังกลางแปลงกันบนโรงละครโบราณ ที่ป้อมปราการของเมืองกันเลยทีเดียว

คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
หนังกลางแปลงที่เซียนา
ภาพ : www.radiosienatv.it
คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
สถานที่ฉายหนังยามที่ไม่มีหนัง มันคือโรงละครโบราณ
ภาพ : www.gazzettadisiena.it

พัดลมของพี่ ส.ว.

ขอแทรกเรื่องส่วนตัว ย้อนไปเมื่อปี 1992 อันเป็นครั้งแรกที่ฉันได้รู้จักความร้อนของอิตาลี บ้านที่ฉันพักอยู่นั้น มีพี่คนไทยอยู่พร้อมกับแฟนอันเป็นหนุ่มหล่อลูกผู้มีอันจะกินจากทางใต้ของอิตาลี ให้ชื่อภาษาไทยยามเม้าต่อหน้าและลับหลังว่า พี่ ส.ว.อันย่อมาจาก Salvatore ซึ่งเจ้าตัวก็รู้ พูดชื่อนี้ทีไรหันขวับทุกที

พี่ ส.ว. รักแฟนมาก เมื่อสาวเจ้าบ่นว่าร้อน พี่ ส.ว. ได้ซื้อของที่ไม่ได้มีกันทุกบ้านมาให้ตนเองและแฟน นั่นคือ พัดลม

วันที่พี่ ส.ว. ถือพัดลมเข้าบ้านมานั้น คนข้างบ้านและผู้ที่เช่าบ้านอยู่ด้วยต่างมองตามอย่างตื่นเต้น มองตามตั้งแต่ประตูเข้าบ้านไปจนพี่ ส.ว. เปิดพัดลมให้มันส่ายหน้าไปมา ทุกคนทำหน้าเหมือนกลัวห้องจะพองลม

จะว่าไป พัดลมก็ไม่ได้แพงอะไรมากมายนัก แต่ถ้าคิดว่าในปีหนึ่งจะได้เปิดแค่ราว 2 เดือน กับอีกอย่าง ลมที่ออกมาก็ไม่ค่อยต่างจากไดร์เป่าผมขนาดใหญ่สักเท่าไหร่ ก็ดูเป็นของฟุ่มเฟือยนิด ๆ สำหรับคนอิตาเลียน ทั้งนี้ไม่นับทางใต้ที่อุณหภูมิสูงกว่าทางเหนือ พัดลมก็อาจะไม่ได้เป็นของหายากเท่า

ของกินหน้าร้อน

ย่อมไม่ใช่ข้าวแช่ที่เอามาเข่นกันว่าของใครของแท้ คนไหนของปลอม คนนี้เจ้า คนนั้นไพร่

แน่นอน ไอศกรีมย่อมมาแรงโดยไม่ต้องเสียเวลาบรรยาย แต่อีกอย่างคือ ‘กรานีตา’ (granita) ต้นตำรับต้องของเกาะซิชีเลีย มันก็คล้าย ๆ น้ำผลไม้แช่เย็นจนขึ้นเกล็ดนั่นล่ะ

คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
กรานีตามะนาว
ภาพ : calabrianelpiatto.it

ส่วนผลไม้หน้าร้อนของอิตาลี ได้แก่ เชอรี่ สตรอเบอรี่ มะเดื่อ (Fig) แอปริคอต เนสโปลา (Nespola ในภาษาอิตาเลียน ชื่ออังกฤษคือ Medlar) ลูกพลัม พีช แตงโม เบอรี่ต่าง ๆ (อิตาเลียนเรียกรวม ๆ ว่า ผลไม้สีแดง) เมล่อน เป็นอาทิ

คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
เนสโปลา
ภาพ : www.cedior.com

ส่วนผลไม้อีกอย่างที่จะโผล่มาตอนหน้าร้อน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองท่องเที่ยว แต่ไม่ใช่ผลไม้อิตาเลียนหรอกนะ คือ มะพร้าว ขายชิ้นละราว ๆ 1 ยูโร การจัดวางของการขายมะพร้าวนี้เหมือนกันทุกแห่งคือ เรียงรายเป็นชั้นอยู่ในน้ำพุขนาดเล็ก นักท่องเที่ยวทั้งอิตาเลียนและไม่อิตาเลียน ชอบซื้อเอามาขบกิน ใช่ ต้องขบ หรือไม่ก็เอากระต่ายมาขูด เพราะหน้าตาดูแก่ห้าวเหลือเกิน เหมาะแก่การนำไปคั้นกะทิต้มสายบัว

วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
ภาพ : www.afar.com

ของกินที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล ไม่ได้มีเพียงผลไม้เท่านั้น ตามร้านขายเครื่องดื่ม (Bar) เครื่องดื่มบางอย่างก็จะมีขายเฉพาะช่วงหน้าร้อนเช่นกัน เช่น ชาพีชเย็น นมอัลมอนด์เย็น ปัจจุบันทุกอย่างมีขายเป็นกล่องหมดแล้ว แต่ถ้าจะกินแบบสด ๆ กดจ๊อกใส่แก้วแบบน้ำเก๊กฮวยตามตู้แช่หน้าร้านขายยาในเมืองไทย ต้องรอหน้าร้อนเท่านั้น หมดหน้าร้อน เก็บเรียบ อยากกินต้องทำเอง

คนอิตาเลียนไปไหนช่วงหน้าร้อน

โดยทั่วไปแล้ว ยุคก่อนโควิด สถิติบอกว่า คนอิตาเลียนนิยมเที่ยวในประเทศมากกว่านอกประเทศ ในประเทศก็ได้แก่ เกาะซาร์เดนยา (Sardegna) เกาะซิชิเลีย (Sicilia) แคว้นปูลเยีย (Puglia) ที่อยู่ตรงส้นรองเท้าบูต นอกประเทศก็ได้แก่ หมู่เกาะเล็ก ๆ แถวสเปน สรุปว่าโดยส่วนใหญ่ไม่ไปไหนไกล น่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายเรื่องการเดินทางนั่นเอง เพราะเวลาไปทีก็ยกกันไปทั้งครอบครัว

วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
เกาะซาร์เดนยา
ภาพ : www.worldatlas.com

แต่ในปี 2020 มหาวิทยาลัยคูซาโน (Università Cusano) ได้ทำวิจัยซึ่งก็อิงกับสถิติของสำนักงานสถิติแห่งชาติอิตาลี (Istat) ออกมาว่า คนอิตาเลียนในท่องเที่ยวน้อยลงมาก และนิยมเที่ยวกันอยู่แต่ในแคว้นที่ตัวเองอยู่ การเที่ยวก็เป็นไปเพื่อพักผ่อนหย่อนใจจริง ๆ การเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เช่น ดูโบสถ์ ดูพิพิธภัณฑ์น้อยลงไม่ใช่แค่กว่าเดิม แต่ลดลงอย่างฮวบฮาบ

เหตุผลหลักของการไม่เที่ยว คือเรื่องเศรษฐกิจมาเป็นอันดับหนึ่ง การกลัวโควิดมาเป็นอันดับสอง ส่วนถ้าจะออกไปเที่ยวนอกแคว้นนั้น แคว้นที่คนอยากไปที่สุดสองแคว้นคือ แคว้นทัสกานีและแคว้นปูลเยีย ที่ได้กล่าวไปแล้ว

แต่มีสถานที่อีกแห่ง ที่เชื่อว่า หากถามวัยรุ่นอิตาเลียนจะต้องติดโผอย่างแน่นอน คือ รีมีนี (Rimini)

วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
รีมีนี 
ภาพ : it.hotels.com

รีมีนี เป็นเมืองที่มีชายหาดกว้าง ยาว ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของอิตาลี อยู่ในแคว้นเอมิเลีย-โรมัญญา (Emilia-Romagna) แล้วก็มีเมืองอื่น ๆ ในละแวก เช่น เชเซนาติโค (Cesenatico) อันเป็นฉากของซีรีส์ Netflix เรื่อง ‘Summertime’ ใครอยากพอเห็นภาพวัยรุ่นอิตาเลียนในช่วงหน้าร้อนริมหาด ขอแนะนำให้ดูเรื่องนี้ เพลงเพราะ นางเอกหน้าเก๋มาก

วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
ภาพ : cdn.shopify.com
วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
ภาพ : movieplayer.it

จริง ๆ แล้ว เคยคิดที่จะพาลูกศิษย์ลูกหาไปเริงร่าอยู่ริมหาดกับคนอิตาเลียน

แต่ไม่กล้าเสี่ยงเลย

โควิดก็เรื่องหนึ่ง แต่ที่กลัวกว่านั้นคือ

ขากลับ จะไม่ยอมกลับด้วยน่ะสิ

แหล่งข้อมูล 

www.unicusano.it/blog

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load