Enabling Village หรือ EV หมู่บ้านที่แปลตามพจนานุกรมได้ว่า หมู่บ้านแห่งความสามารถ ความเป็นไปได้

Enabling Village เป็นโครงการของกระทรวงสังคมและการพัฒนาครอบครัว (Ministry of Social and Family Development) ร่วมมือกับองค์กรอิสระ SG Enable Ltd. และบริษัทสถาปนิกชื่อดังอย่าง WOHA ชุบชีวิตโรงเรียนเก่าบนพื้นที่ 30,000 ตารางเมตร ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งความสนุก ความสุข และความหวัง ของกลุ่มบุคคลที่บ้านเราเรียกว่าคนพิการ  

ตั้งอยู่ท่ามกลางชุมชนบ้านโดยรัฐบาล HDB Flat (Housing Development Board Flat) ใกล้ๆ สถานี MRT Redhill ซึ่งคนไทยรู้จักในชื่อสถานีสีชมพู ถ้านั่งรถเมล์มาจากย่านออร์ชาร์ดก็ใช้เวลาราว 20 นาที 

โครงการนี้ กวาดรางวัลจากการออกแบบมามากมาย ไม่ว่าจะเป็น16th SIA (Singapore Institute of Architects) Architectural Design Awards 2016, President’s Design Award 2016, LEAF Awards 2016 (Landscape Excellence Assessment Framework Certification) – Outstanding Project และ 2016 BCA (Building and Construction Authority) Universal Design Mark Award-Platinum Award

Enabling Village โครงการเปลี่ยน ร.ร. เก่ากลางสิงคโปร์ให้เป็นชุมชนเฉพาะสำหรับผู้พิการ
Enabling Village โครงการเปลี่ยน ร.ร. เก่ากลางสิงคโปร์ให้เป็นชุมชนเฉพาะสำหรับผู้พิการ

วันนี้เราได้รับเกียรติจากคุณคริสต์ (Christopher Ng) ผู้จัดการประจำหมู่บ้านแห่งนี้ มาเป็นไกด์ส่วนตัว ช่วยแนะนำ พร้อมทั้งอธิบายความเป็นมาของโครงการน่ารักๆ แห่งนี้

Nest

คุณคริสต์นัดเราให้มาเริ่มต้นทัวร์ที่บริเวณตึกแรกใกล้กับจุดจอดรถคนพิเศษ ตึกแห่งนี้อยู่ในโซนที่เรียกว่า Nest เพื่อรวมตัวกับผู้ร่วมทริปอีกสี่ท่านจากกระทรวงศึกษาธิการ MOE (Ministry of Education) และองค์กรที่เกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุในสิงคโปร์ จุดนัดพบนี้เปรียบเหมือนเวลาเราเดินเข้าหมู่บ้านจัดสรร แล้วเจอสโมสรหมู่บ้านเป็นส่วนแรก จุดนี้ทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมข้อมูลโครงการ แผนที่ และให้คำแนะนำต่างๆ แก่ลูกบ้าน  

ด้านหน้าเป็นลานจอดรถกว้างสำหรับผู้พิการและผู้ที่มีร่างกายปกติ จอดรถฟรีชั่วโมงแรก เพื่อดึงดูดให้คนขับรถมาแวะซื้อกาแฟ และอาจเดินดูส่วนอื่นๆ ของโครงการต่อได้แบบง่ายๆ

ก่อนออกเดินคุณคริสต์เล่าว่า พื้นที่ผืนนี้เคยเป็นโรงเรียนอาชีวศึกษาบูกิตเมรา (Bukit Merah Vocational Institute) เนื่องด้วยรัฐบาลสิงคโปร์ได้ดำเนินการตาม Master Plan ระยะ 5 ปี ซึ่งสิงคโปร์ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการขององค์การสหประชาชาติ (UN Convention on the Rights of Persons with Disabilities) ว่ารัฐบาลพร้อมจะสนับสนุนคนพิการอย่างจริงจัง และสนับสนุนงบประมาณพัฒนาพื้นที่ภายในประเทศให้ใช้อุปกรณ์ที่เป็น Universal Design ซึ่งรองรับทุกสภาพร่างกาย ทำให้เกิดการ Repurpose พื้นที่แห่งนี้ขึ้น

WOHA เข้ามาออกแบบปรับปรุงโดยใช้งบประมาณราว 25 ล้านสิงคโปร์ดอลลาร์ และเวลา 22 เดือน ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ Enabling Village กลายเป็นพื้นที่สำหรับชุมชนคนพิเศษ คุณคริสต์เล่าว่า เมื่อส่วนกลางรู้ว่าตัวเองไม่ถนัดส่วนไหนก็ไม่ดื้อรั้นดันทุรัง แต่ไปหาผู้เชี่ยวชาญมาช่วยกันบริหารให้โครงการแห่งนี้เกิดขึ้นจริงแบบจีรังยั่งยืน รวมถึงระดมความคิด ฟังความเห็น จากหลายองค์กรที่ทำงานด้านคนพิการ (ปัจจุบันมาอาศัยอยู่ร่วมกันในหมู่บ้านแห่งนี้) และตัวผู้พิการเอง 

รวมถึงยังนำเทคโนโลยีมาใช้อำนวยความสะดวกแก่ผู้พิการมากขึ้น เช่น ระบบ Induction Loop Hearing หรือการออกแบบพื้นที่ให้รองรับการกระจายสนามแม่เหล็กกับอุปกรณ์การได้ยินแบบมี Telecoil จึงได้ยินเสียงดังและชัดเหมือนมีเครื่องขยายเสียง และตัดเสียงรบกวนโดยรอบออก และการมีอักษรเบรลล์ที่ราวบันไดและห้องน้ำ

Enabling Village โครงการเปลี่ยน ร.ร. เก่ากลางสิงคโปร์ให้เป็นชุมชนเฉพาะสำหรับผู้พิการ

 จุดประสงค์ในการสร้างพื้นของชุมชนคนพิการขึ้นมาก็เพื่อเชื่อมโยงให้คนพิการได้ฝึกปรับตัวอยู่ร่วมกับคนร่างกายปกติในสังคมอย่างมีความสุข และนี่คือที่มาของการที่หมู่บ้านแห่งนี้ประกอบไปด้วยหน่วยงานอื่นๆ หลายส่วน เช่น ศูนย์ดูแลเด็กเล็ก และศูนย์ฝึกงานคล้ายคลึงกับศูนย์ศิลปาชีพบางไทร คุณคริสต์บอกอย่างภูมิใจว่า ที่นี่เป็นที่แรกในสิงคโปร์ที่เป็น One-stop Service บริการให้คนพิเศษทุกลักษณะ โดยที่แต่ละคนไม่ต้องเดินทางติดต่อธุระทั่วเกาะ แต่มาเดินเรื่องทางราชการที่ Enabling Village เพียงแห่งเดียวครบถ้วน

Playground

ส่วนที่ 2 ของโครงการที่คุณคริสต์พามาชม เป็นส่วนที่ชื่อ Playground เป็นตึกที่เคยเป็นโรงเรียนอาชีวศึกษาบูกิตเมราซึ่งมีอายุเกือบ 50 ปี จึงมีหน้าตาและโครงสร้างคล้ายโรงเรียนรัฐบาลของไทย และดูไม่ค่อยต้อนรับคนแปลกหน้านัก 

อาคารแห่งนี้ประกอบไปด้วยศูนย์ดูแลเด็กเล็ก คลินิกสำหรับดูแลผู้ป่วยพิเศษ (Mount Alvernia Outreach Medical Clinic) ศูนย์บำบัดผู้ป่วยเส้นเลือดในสมองแตก (Stroke Support Station Wellness centre) ยิม (Active SG) สำนักงานกระทรวงสังคมและการพัฒนาครอบครัว (Ministry of Social and Family Development) และสำนักงานของนักจิตวิทยาสำหรับบุคคลที่มีอาการออทิสซึ่ม (Community Psychology Hub)

ศูนย์ดูแลเด็กเล็ก (18 เดือน ถึง 6 ขวบ) บริหารงานโดยองค์กรที่ทำด้านด้านสังคมอย่าง AWWA มีเด็กพิเศษอยู่ในสัดส่วนร้อยละ 30 ตอนแรกก็อดเป็นห่วงว่าพ่อแม่เมืองทุนนิยมจะมีปฏิกิริยาแบบไหน เมื่อลูกตัวเองจะได้ใช้ชีวิตและเติบโตร่วมกับเด็กพิเศษ (Autism) แต่คุณคริสต์บอกว่า คิวของเด็กที่จะเข้าเรียนที่นี่ต้องรอยาวถึง 9 เดือนเลยทีเดียว ฟังแล้วก็อมอดยิ้มไม่ได้ เพราะการที่ลูกได้เรียนรู้ว่าโลกนี้มีคนที่แตกต่างจากเรา และเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่สิ่งที่เงินจะซื้อได้ แถมชุดนักเรียนที่นี่ก็น่ารักด้วยนะ เป็นสีกากีเหมือนชุดลูกเสือบ้านเรา ใครสนใจก็ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ 

โครงการเปลี่ยน ร.ร. เก่ากลางสิงคโปร์ให้เป็นชุมชนเฉพาะสำหรับผู้พิการ
ภาพ : www.kindlegarden.com.sg

คุณคริสต์เดินพาเราแฉลบผ่านวอลล์อาร์ตรูปนกแก้วลงไปพบคลินิกสำหรับดูแลผู้ป่วยพิเศษ (Mount Alvernia Outreach Medical Clinic) ซึ่งให้บริการในราคาย่อมเยา ตรงข้ามคลินิกมีการนำแนวคิดของการ Repurpose มาใช้ คือนำท่อระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กขนาดแตกต่างกันมาวางตกแต่ง เพิ่มไฟ และดัดแปลงให้เป็นที่นั่งพัก เป็นการเพิ่มลูกเล่น ลดความจริงจังของสถานที่ราชการ และเชื้อชวนให้ผู้อยู่อาศัยโดยรอบ เข้ามาใช้พื้นที่ Community Space แห่งนี้มากขึ้น  

Enabling Village โครงการเปลี่ยน ร.ร. เก่ากลางสิงคโปร์ให้เป็นชุมชนเฉพาะสำหรับผู้พิการ
Enabling Village โครงการเปลี่ยน ร.ร. เก่ากลางสิงคโปร์ให้เป็นชุมชนเฉพาะสำหรับผู้พิการ

ห้องติดกันเป็นศูนย์บำบัดผู้ป่วยเส้นเลือดในสมองแตก ฝั่งตรงข้ามเป็นยิม (Active SG) ที่มีเครื่องออกกำลังทั้งแบบมาตรฐาน และแบบใช้แรงไฮโดรลิก ซึ่งใช้งานง่าย เหมาะสำหรับผู้ป่วย Stroke ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ยิมแบรนด์นี้เปิดสำหรับบุคคลทั่วไป ไม่ต้องเป็นคนสิงคโปร์ก็ใช้บริการได้

ถ้าไม่ชอบออกกำลังกายในห้องแอร์ ก็มีพื้นที่ด้านนอกอาคารใกล้ๆ กันให้เลือกขยับแข้งขยับขาได้ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ บุคคลธรรมดา และบุคคลที่ต้องการดูแลเป็นพิเศษ

Enabling Village โครงการเปลี่ยน ร.ร. เก่ากลางสิงคโปร์ให้เป็นชุมชนเฉพาะสำหรับผู้พิการ
Enabling Village โครงการเปลี่ยน ร.ร. เก่ากลางสิงคโปร์ให้เป็นชุมชนเฉพาะสำหรับผู้พิการ

เดินเลยมาสักนิดก็จะเห็นว่าท่อระบายน้ำเก๋ๆ เมื่อสักครู่ถูกวางอยู่ใต้อัฒจันทร์ไม้ (Amphitheatre) ที่เป็นไฮไลต์ของหมู่บ้านนี้ ซึ่งรถเข็นวีลแชร์เคลื่อนที่ผ่านได้สบายๆ ลานระเบียงไม้แห่งนี้เคยเป็นพื้นที่ซึ่งถูกละเลยด้วยความชันต่างระดับ จึงไม่สามารถใช้งานได้สมัยที่เป็นโรงเรียน แต่ WOHA ได้ปรับปรุงลานลาดชันแห่งนี้เป็นลานอเนกประสงค์ที่ใช้ได้ทุกเพศ ทุกวัย และทุกสภาพร่างกาย 

Enabling Village โครงการเปลี่ยน ร.ร. เก่ากลางสิงคโปร์ให้เป็นชุมชนเฉพาะสำหรับผู้พิการ

ออกซิเจนสดชื่นถูกปล่อยออกมาเหนือระเบียงไม้อัฒจันทร์ผ่านต้นชมพูพันธ์ทิพย์ (Trumpet Tree) ต้นใหญ่ และต้นลีลาวดีที่อยู่ด้านล่าง ส่วนลำโพงหน้าตาประหลาดนั้นเอาไว้ให้เด็กๆ เล่นส่งเสียงเป็นโทรโข่งแบบยุคศตวรรษที่ 20

Enabling Village โครงการเปลี่ยน ร.ร. เก่ากลางสิงคโปร์ให้เป็นชุมชนเฉพาะสำหรับผู้พิการ

ระหว่างเดินเราพบคุณลุงผู้พิการทางสายตาทำงานที่นี่ คอยเดินถามไถ่และรักษาความปลอดภัยประจำจุด ให้ความรู้สึกว่า Enabling Village พยายามจะค่อยๆ ให้ความรู้กับชุมชนที่อาศัยโดยรอบว่า แม้คนเราสภาพทางร่างกายแตกต่างกัน แต่มันไม่ได้ทำให้มนุษย์เรามีค่าแตกต่างกันเลย 

นอกเหนือจากเป็นพื้นที่สำหรับมนุษย์แล้ว หมู่บ้านนี้ยังเป็นพื้นที่สำหรับต้นไม้และพืชพรรณต่างๆ มากกว่า 140 ชนิด ซึ่งพึ่งพาอาศัยกันและกัน ตั้งแต่หญ้าหนวดแมว ทองหลางบ้าน มะกล่ำตาช้าง สำรอง พลัม จิกทะเล จิกน้ำและ แคขาว ที่เจริญเติบโตท่ามกลางระบบนิเวศ ให้ธรรมชาติดูแลกันเอง

Enabling Village โครงการเปลี่ยน ร.ร. เก่ากลางสิงคโปร์ให้เป็นชุมชนเฉพาะสำหรับผู้พิการ
Enabling Village โครงการเปลี่ยน ร.ร. เก่ากลางสิงคโปร์ให้เป็นชุมชนเฉพาะสำหรับผู้พิการ

พืชในบ่อน้ำเล็กจะคอยดูแลให้น้ำสะอาดเหมาะกับปลาที่ว่ายเวียนอยู่ ส่วนต้นไม้นานาพรรณจะเรียกนกมาช่วยผสมพันธุ์ และรักษาสมดุลต่อเนื่องไป เหมือนกับที่หมู่บ้านแห่งนี้สร้างมาเพื่อให้ลูกบ้านพึ่งพาดูแลตัวเองได้ในสังคมจริง

Academy

  ส่วนที่ 3 ที่คุณคริสต์แนะนำเรียกว่า โซนอะคาเดมี่ (Academy) ประกอบด้วยสถานที่ฝึกงานในครัว (Samsui Kitchen) สถานที่ฝึกงานโรงแรม (Housekeeping Training Room) และซุปเปอร์มาร์เก็ต (User Friendly NTUC Fairprice Supermarket) ที่สร้างมาด้วยความเข้าใจถึงความลำบากในการจับจ่ายสำหรับผู้ใช้รถวีลแชร์ ตั้งแต่ขนาดตัวอักษรที่ใหญ่เป็นพิเศษ มีแว่นขยายติดไว้ตามจุดต่างๆ มีรถเข็นสินค้าที่ปรับให้ติดกับรถเข็นผู้พิเศษได้ และมีระบบไฮโดรลิกช่วยยกตะกร้าขึ้นวางบนแคชเชียร์ชำระเงินให้

Enabling Village โครงการเปลี่ยน ร.ร. เก่ากลางสิงคโปร์ให้เป็นชุมชนเฉพาะสำหรับผู้พิการ
Enabling Village โครงการเปลี่ยน ร.ร. เก่ากลางสิงคโปร์ให้เป็นชุมชนเฉพาะสำหรับผู้พิการ

HUB (UOB Ability Hub) 

อย่างที่ได้กล่าวไปตอนต้นว่า หมู่บ้านพิเศษแห่งนี้ต้องการเป็นสื่อกลางให้คนทั่วไปยอมรับบุคคลพิเศษมากขึ้น จึงได้มีการเพิ่มส่วนที่ 4HUB (UOB Ability Hub) ที่เป็นห้องจัดสัมมนาทั่วไป เปิดให้บุคคลภายนอกได้เข้ามาใช้เพื่อการอบรม หรือทำกิจกรรมต่างๆ ได้

Enabling Village โครงการเปลี่ยน ร.ร. เก่ากลางสิงคโปร์ให้เป็นชุมชนเฉพาะสำหรับผู้พิการ

 Village Green 

ส่วนที่ 5 มีชื่อว่า Village Green ประกอบไปด้วยออฟฟิศ SG Enable เป็นศูนย์กลางข้อมูลและประสานงานส่งตรงให้หน่วยงานเฉพาะดูแลอีกทอด ครบทุกช่วงอายุ ตั้งแต่กลุ่มกระตุ้นพัฒนาการ Early Intervention (0 – 6 ปี) วัยรุ่น (7 – 18 ปี) และผู้ใหญ่ (18 ปีขึ้นไป) หน่วยงานที่รับช่วงดูแลต่อมีทั้งโรงเรียนระบบสามัญ และโรงเรียนพิเศษสำหรับอาการปานกลางถึงรุนแรง (MINDS-Movement for the Intellectually Disabled of Singapore)

โครงการเปลี่ยน ร.ร. เก่ากลางสิงคโปร์ให้เป็นชุมชนเฉพาะสำหรับผู้พิการ

สำนักงาน Singtel Enabling Innovation Centre และสำนักงาน ST Engineering Enabling Technology Centre (ทั้งสองส่วนอยู่ในช่วงปรับปรุง) โดยปกติแล้ว เทคโนโลยีล่าสุดที่มีไว้เพื่อช่วยเหลือคนพิการจะรวมไว้ที่นี่ เช่น ไม้เท้าที่ใช้ระบบอัลตราซาวนด์เพื่อตรวจสอบสิ่งกีดขวาง เป็นต้น

Hive

ก่อนจะไปถึงจุดที่เป็นไฮไลท์อย่างร้าน The Art Faculty by Pathlight เราจะต้องได้เดินผ่านส่วนที่ 5 ไฮฟ์ (Hive) ประกอบด้วย E2C (Employability & Employment center) เป็นส่วนงานที่เน้นการหางานให้ผู้ที่มีอาการออทิสซึ่ม (Autism บุคคลที่มีความผิดปกติทางการสื่อสารและอารมณ์) รวมถึงผู้พิเศษด้านอื่นๆ เช่น ผู้พิการทางการได้ยิน ทางสายตา และพิการซ้ำซ้อน 

Enabling Village โครงการเปลี่ยน ร.ร. เก่ากลางสิงคโปร์ให้เป็นชุมชนเฉพาะสำหรับผู้พิการ

จากข้อมูลเดือนกุมภาพันธ์ 2562 พบว่า อัตราการจ้างงานผู้พิการในสิงคโปร์อยู่ที่ร้อยละ 4.9 เท่านั้น ถือว่าอยู่ในระดับต่ำสุดเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วอื่นๆ แต่อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ดังที่คุณ Ku Geok Boon ซีอีโอของ SG Enable แสดงวิสัยทัศน์ไว้ว่า อยากให้โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม และอยากให้สิงคโปร์เป็นสังคมแห่งการยอมรับความแตกต่าง

Enabling Village โครงการเปลี่ยน ร.ร. เก่ากลางสิงคโปร์ให้เป็นชุมชนเฉพาะสำหรับผู้พิการ
โครงการเปลี่ยน ร.ร. เก่ากลางสิงคโปร์ให้เป็นชุมชนเฉพาะสำหรับผู้พิการ

เราค่อยๆ เดินผ่านห้องกระจก ที่มองเข้าไปจะเห็นการทำงานของน้องๆ ด้านในแบ่งเป็นสัดส่วน มีป้ายแสดงขั้นตอนของกิจกรรมอย่างชัดเจนทีละขั้น น้องๆ ทุกคนในห้อง ดูจดจ่อและมีสมาธิมากกับงานที่อยู่ตรงหน้า ดูภายนอกปกติเหมือนเราๆ แต่ต่างกันแค่การสื่อสาร การแสดงอารมณ์ของน้องๆ ที่จะชัดเจน ตรงๆ และอาจจะไม่ได้พัฒนาไปตามอายุที่มากขึ้นนัก ซึ่งอาจทำให้คนที่ไม่รู้จักอาการนี้ตกใจ และเผลอคิดว่าน้องๆ ก้าวร้าวหรือน่ากลัว 

คุณคริสต์บอกว่า ลักษณะพิเศษของเด็กที่เป็นออทิสติกคือมีความสามารถในแยกแยะความแตกต่างของชิ้นส่วนขนาดเล็กที่ตาของเรามักจะมองข้ามไป ถ้าเราเทลูกปัด 1 กระสอบ แล้วแข่งแยกสีและรูปร่างลูกปัดกับน้องๆ เราจะแพ้อย่างราบคาบ 

น้องๆ จึงถือเป็นบุคคลากรสำคัญในการผลิตผลงานศิลปะต่างๆ ที่ขายอยู่ที่ The Art Faculty by Pathlight ได้แก่ งานกระเป๋าผ้าดิบ งานสร้อยคอ สร้อยข้อมือทำมือ งานเพนต์แก้วน้ำ จนกระทั่งถึงงานเพนต์ภาพต่างๆ เราเดินชมและอุดหนุนงานน้องๆ ได้ที่ The Art Faculty by Pathlight ที่ติดอยู่กัน หรือสั่งซื้อได้ที่ www.theartfaculty.sg 

โครงการเปลี่ยน ร.ร. เก่ากลางสิงคโปร์ให้เป็นชุมชนเฉพาะสำหรับผู้พิการ
Enabling Village โครงการเปลี่ยน ร.ร. เก่ากลางสิงคโปร์ให้เป็นชุมชนเฉพาะสำหรับผู้พิการ

แล้วทัวร์ของเราก็มาจบที่ร้านกาแฟ Art Bar แห่งนี้ ซึ่งบาริสต้าเป็นเด็กออทิสติกที่ได้รับการฝึกงานจากสตาร์บัค บรรจงปรุงกาแฟให้เราอย่างตั้งใจทุกขั้นตอน และขนมปังที่ขายที่นี่ก็ทำโดยเบเกอร์ออทิสติกเช่นกัน (ร้านขนมปังชื่อดังทงบารุเบเกอรี่ก็ผลิตขนมปังบางส่วนที่นี่)

Enabling Village โครงการเปลี่ยน ร.ร. เก่ากลางสิงคโปร์ให้เป็นชุมชนเฉพาะสำหรับผู้พิการ

คุณคริสต์จบการเดินชมหมู่บ้านจัดสรรเพื่อผู้พิเศษแห่งนี้ว่าที่นี่มีพร้อมทุกอย่างที่คนพิเศษต้องการในการเติบโตและดำรงชีวิต ตั้งแต่เรียนหนังสือ อบรมทักษะอาชีพต่างๆ พัฒนาตัวเอง จนกระทั่งออกมาทำงานจริงๆ ทั้งหมดนี้ดำเนินปะปนกันไปกับบุคคลร่างกายปกติที่ไม่ว่าจะทำงานอยู่ในออฟฟิศ คนที่มาใช้บริการยิม Active SG คุณแม่ที่แวะมาซื้อของใช้ที่ซูเปอร์มาร์เก็ต หรือเด็กน้อยที่วิ่งซนขึ้นลงไปมาที่ลานไม้อเนกประสงค์ 

การที่ค่อยๆ แทรกการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข และไม่ตัดสินจากความผิดปกติที่เห็นได้ และเห็นไม่ได้ด้วยตา น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆที่สวยงามของผู้มีความพิเศษทุกคน

ที่ Enabling village แห่งนี้แม้ไม่ได้พลุกพล่านเหมือนห้างสรรพสินค้า หรือหวือหวาเหมือนจุดท่องเที่ยวอื่นๆ ในสิงคโปร์ที่ทุกคนเคยรู้จัก 

แต่รับรองว่าถ่ายรูปสวย เดินทางง่าย เป็นมิตรกับผู้ใช้วีลแชร์ และอบอวลไปด้วยความอบอุ่น สุขใจท่วมท้นแน่นอน

 ข้อมุูลเพิ่มเติม

  1. ทางหมู่บ้านก็มีบริการรถรับส่งจันทร์-ศุกร์ ระหว่างสถานีกับหมู่บ้านตั้งแต่ 08.15 – 18.15 น. ทุกๆ ครึ่งชั่วโมง รายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่
  2. ไกด์ทัวร์จะมีทุกวันศุกร์ ถ้าใครอยากเดินชมแบบมีไกด์ส่วนตัวแบบเรา ติดต่อหาคุณคริสต์ผ่านอีเมล [email protected]
  3. ที่อยู่ 20 Lengkok Bahru Singapore 159053 Plus Codes : 7RP7+QM Singapore (เดินจากสถานี Redhill ประมาณ 10 นาที)
  4. เวลาทำการ จันทร์-ศุกร์ 07.00 – 22.30 น., เสาร์-อาทิตย์และวันหยุดราชการ 07.00 – 21.00 น.
  5. Enabling Village เปิดใช้งานเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.2558 และปัจจุบันผู้ที่มาร่วมทัวร์ส่วนตัวมักจะเป็นบุคคลจากกระทรวงศึกษาธิการ) 

ข้อมูลอ้างอิง

http://woha.net/images/project_images/149023634443/pdf/Enabling%20Village.pdf

https://www.sgenable.sg/Pages/Home.aspx

https://www.archdaily.com/801850/enabling-village-woha

https://www.ncss.gov.sg/Press-Room/Publications/Detail-Page?id=Understanding-Persons-with-Disabilities

https://www.straitstimes.com/singapore/just-5-in-100-persons-here-with-disabilities-have-jobs

https://www.straitstimes.com/singapore/disabled-doesnt-mean-unable

https://www.designsingapore.org/presidents-design-award/award-recipients/2016/enabling-village

https://www.nparks.gov.sg/-/media/cuge/ebook/citygreen/cg14/cg14_09.pdf

https://www.bca.gov.sg/data/ImgCont/439/03_Induction%20Loop%20System.pdf

https://www.ncss.gov.sg/Press-Room/Publications/Detail-Page?id=Understanding-Persons-with-Disabilities

https://www.straitstimes.com/business/job-redesign-guide-aims-to-help-firms-be-more-inclusive

https://www.myactivesg.com/Facilities/activesg-gym-enabling-village

https://enablingvillage.sg/2016/03/09/6-inclusive-businesses-you-should-support/

https://www.homeanddecor.com.sg/articles/84929-enabling-village-lush-greenery-unique-community-space-designed-woha/ev3–slide-3

Writer & Photographer

ส้มฉุน มะลิกุล

สาวโสดชาวไทยผู้จับพลัดจับผลูมาทำงานติดเกาะสิงคโปร์ เคยตั้งใจจะรีบทำงานเก็บเงินกลับบ้าน แต่หลังจาก 7 ปีก็เปลี่ยนเป็นเที่ยวให้รู้ กินให้สุข และลิ้มโกปี๊ (ดื่มกาแฟ) ก่อนที่เข่าและข้อเท้าจะไม่อำนวยให้ออกเดินทาง เย่!

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

09.00 – 10.00 น. บัวบานทั้งปางอุบล 

นัดครั้งนี้สำคัญมาก ไปสายไม่ได้เด็ดขาด 

หิว-คมกฤช ชูเกียรติมั่น และ พราว-น.ต.หญิง ปริมลาภ ชูเกียรติมั่น ย้ำว่าต้องไปพบกันที่ ‘ปางอุบล’ 9 โมง ไม่เกิน 10 โมงเช้า เพราะเป็นช่วงเวลาที่บัวบานกลางวันเริ่มบาน และบัวบานกลางคืนยังไม่หุบ จึงเห็นทั้ง 2 ชนิดบานพร้อมกันได้

พอเดินเข้ารั้ว ทักทายคู่สามีภรรยาเจ้าของบ้านและสวนบัวปางอุบลได้ไม่กี่คำ ทั้งสองก็รีบพาไปดูบัว เพราะห่วงว่าบัวบานกลางคืนบางดอกจะหุบเสียก่อน

ภาพบัวบานเต็มอ่างทำให้เข้าใจเสียทีว่า ทำไมความงามของหญิงสาวในวรรณคดีมักถูกเปรียบเปรยกับความสวยของพืชชนิดนี้ และทำไมบัวจึงไปโผล่ในจินตภาพของศิลปินไทยและศิลปินระดับโลกมากมาย ไม่อยากเชื่อว่าไม่ไกลจากรุงเทพฯ มีสถานที่อนุรักษ์บัวหลากหลายสายพันธุ์เสมือนเป็นพิพิธภัณฑ์อย่างที่นี่

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้

แต่ดูเหมือนคนที่มีความสุขที่สุดที่ทำให้เราไม่พลาดช่วงเวลาพิเศษนี้คือหิวและพราว เพราะนี่คือช่วงเวลาที่บัวทุกดอกซึ่งเขาและเธออุทิศความรักให้เบ่งบาน 

มาดามดูบัวและลุงบัว 

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้
บัวผัน ชื่อ จุลโกเมน

ก่อนที่จะนั่งลงคุยกัน หิวขอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าล้างตัวเสียก่อน เพราะเขาใช้เวลาที่ตื่นก่อนบัวกลางวันจะบานไปกับการดูแลบัว และเพิ่งก้าวออกจากบ่อก็ตอนที่เราไปถึง ทุกเช้าเขาและพราวจะเดินรอบปางอุบลเพื่อสำรวจสุขภาพของบัว คอยใส่ปุ๋ยและคอยเด็ดดอกเด็ดใบที่โรยตามบ่อต่าง ๆ 

“ทำไปทำมาก็หมดวันแล้ว” 

หิว-คมกฤช ชูเกียรติมั่น และ พราว-น.ต.หญิง ปริมลาภ ชูเกียรติมั่น เจ้าของ ‘ปางอุบล’

สิ่งที่หิวพูดไม่น่าแปลกใจเลย เพราะเมื่อเทียบอัตราส่วนของพื้นที่ขนาด 3,200 ตารางเมตร และบัวอีกกว่า 650 พันธุ์ ต่อกำลังพลของสองสามีภรรยา ทำอย่างไรก็คงดูแลไม่หมดในวันเดียว เป็นเรื่องไม่ง่ายเลยที่ภาคเอกชน ซึ่งไม่ได้มีกำลังพลหรือกำลังทรัพย์อย่างหน่วยงานรัฐจะอนุรักษ์และเพาะพันธุ์บัวด้วยกำลังของตัวเองได้ จนเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ ในประเทศและต่างประเทศ

แต่สิ่งที่ทำให้แปลกใจคือ เขาพูดประโยคดังกล่าวด้วยรอยยิ้ม 

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้
บัวผัน-เผื่อน กลุ่มบัวแคระและบัวบอนไซที่กำลังพัฒนาอยู่

สำหรับหิวและพราว ความเหนื่อยกายคุ้มค่ากับการที่ได้ดูแลบัวทุกดอกในปางอุบลอย่างใกล้ชิด จุดประสงค์ของที่นี่คือการอนุรักษ์พันธุ์บัวดั้งเดิม ซึ่งความละเอียดในทุกขั้นตอนการดูแลเป็นหลักสำคัญในการป้องกันการกลายพันธุ์ของสายพันธุ์บัว 

“เราเลือกดูแลบัวในพื้นที่บ้านของเรา เพราะเราควบคุมสภาพแวดล้อมได้ระดับหนึ่ง และตื่นเช้ามาก็ลงมาดูแลเขาได้ทันที” 

หิวจึงมักบอกคนรู้จักว่า พวกเขาควรจะเปลี่ยนชื่อเป็น ‘มาดามดูบัว’ และ ‘ลุงบัว’ คู่รักอนุรักษ์พันธุ์บัวแห่งปางอุบล เนื่องจากสมัครใจใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการดูแลราชินีแห่งไม้น้ำ

หิว-คมกฤช ชูเกียรติมั่น และ พราว-น.ต.หญิง ปริมลาภ ชูเกียรติมั่น เจ้าของ ‘ปางอุบล’

หิวสารภาพว่าตัวเองไม่เคยนึกไม่เคยฝันเลยว่า วันหนึ่งเขาจะกลายเป็นลุงบัวแห่งปางอุบลที่อยู่เพื่อบัวเหมือนทุกวันนี้ 

“สมัยก่อนเราไม่รู้หรอกว่าบัวมีสายพันธุ์อะไรบ้าง เพราะไม่เคยเป็นเรื่องที่เราสนใจ”

ก่อนหน้านี้เขาเป็นเด็กสถาปัตย์จุฬาฯ ผู้รู้จักแต่บัวไหว้พระ และไม่เคยรู้ว่าบัวมีสีอื่นนอกจากชมพู ขาว และแดง 

เขาเริ่มรู้จักเพิ่มขึ้นก็ตอนที่ได้พบกับพราว ซึ่งเป็นรุ่นน้องที่คณะ

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้
บัวสายหรือบัวกินสาย ชื่อ ปภัสราทร

“พอดีตอนนั้นคิดอยากลองเลี้ยงไม้น้ำ ก็เลยนึกถึงบัวขึ้นมา พราวเลยพามาที่ปางอุบลเพื่อหาดอกบัวไปปลูก” 

เจ้าของปางอุบลในตอนนั้นคือพ่อของพราว หรือ ดร.เสริมลาภ วสุวัต นักเกษตรศาสตร์ผู้มีคุณูปการต่อวงการยางพาราของไทย กระทั่งได้รับเลือกเป็นปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ประจำ พ.ศ. 2555 และผู้เชี่ยวชาญด้านพรรณไม้ประเภทบัวคนแรกของประเทศ โดยก่อตั้งปางอุบลขึ้นใน พ.ศ. 2512 เพื่อให้เป็นสถานที่อนุรักษ์และศึกษาพันธุ์บัว 

“พอมาที่ปางอุบลก็ตกใจ ไม่เคยเห็นบัวหลากหลายขนาดนี้มาก่อน” เป็นครั้งแรกในชีวิตที่หิวได้เห็นบัวหลวงไหว้พระขนาดสูงเกือบพ้นหัวคน บัวที่มีกลีบดอกหนาแข็งเหมือนหล่อจากเทียนไข และได้รู้ว่ามีบัวสายพันธุ์บานกลางคืน และสายพันธุ์ต่างประเทศด้วย

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้
ถ่ายรูปกับบัวหลวงพระราชินีที่แหล่งดั้งเดิม ซึ่งปางอุบลยังปลูกอนุรักษ์ไว้

ความประทับใจครั้งนั้นก่อให้เกิดความใคร่สงสัยในเรื่องบัว เมื่อเริ่มศึกษาก็เริ่มเข้าใจ เมื่อเข้าใจก็เริ่มสนิทสนม รู้ตัวอีกทีก็ตกหลุมรักพืชชนิดนี้เสียแล้ว 

เรามองเหล่าบัวนานาพันธุ์ที่รายล้อมอยู่รอบตัว สีสันและรูปร่างหลายดอกไม่เคยเห็นในภาพวาดหรือหนังสือเล่มไหนมาก่อน 

มีอะไรเกี่ยวกับบัวอีกมากที่ไม่รู้ และคำตอบอยู่ที่ปางอุบล

เดินชมบัว 

ในพื้นที่ของปางอุบลมีบ่อปลูกบัวหลายขนาด ตั้งแต่ที่เล็กและตื้นพอดีสำหรับการปลูกบัวจิ๋ว ไปจนกว้างและใหญ่พอดีสำหรับปลูกบัวขนาดใหญ่ เช่น บัวยักษ์ออสเตรเลียและบัวกระด้ง เหมือนเป็นการจำลองสภาพแวดล้อมลักษณะต่าง ๆ ไว้ในพื้นที่ 2 ไร่ 

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้

“เราตั้งใจให้ที่นี่เป็นสถานที่ทดลองปลูกเลี้ยง เราเลยขุดบ่อบัวให้มีระดับต่างกัน มีความลึกตั้งแต่ 60 เซนติเมตรจนถึงเกือบ 2 เมตร เพื่อจะได้รู้ว่าพันธุ์ไหนเติบโตดีในลักษณะสภาพแวดล้อมแบบไหน” 

เราเดินถึงบ่อบัวทุกบ่อได้โดยทางเท้า ซึ่งหิวและพราวงัดวิชาสถาปนิกมาออกแบบตามหลัก Universal Design 

“เราอยากให้ที่นี่เป็นพื้นที่เรียนรู้สำหรับทุกคน เลยออกแบบทางเดินให้ผู้สูงอายุที่ต้องนั่งวีลแชร์ใช้สะดวก เดินเท้าก็สบาย ถึงเข้าหน้าฝนก็ยังเดินชมบัวได้ปลอดภัย” 

หิว-คมกฤช ชูเกียรติมั่น และ พราว-น.ต.หญิง ปริมลาภ ชูเกียรติมั่น เจ้าของ ‘ปางอุบล’

รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ออกแบบโดยคำนึงถึงผู้ที่มาเยี่ยมปางอุบลเป็นหลัก แม้แต่อ่างล้างหน้าล้างมือ ก็กำหนดระดับให้ทั้งเด็กและคนนั่งรถเข็นที่มาปลูกบัวใช้ได้ทุกคน 

พราวบอกว่าการเปิดบ้านให้คนทั่วไปเข้ามาศึกษาเรื่องบัวเป็นความตั้งใจของคุณพ่อของเธอตั้งแต่ต้น เพราะ ดร.เสริมลาภ เป็นทั้งนักวิชาการและอาจารย์ผู้รักการสอน 

“คุณพ่อบอกว่าอยากให้คนเข้าใจเรื่องบัวจริง ๆ เพราะถ้าเข้าใจก็จะปลูกได้ดี พอปลูกได้ดีก็จะมีความสุข” ไม่ว่าจะมีต้นทุนความรู้เรื่องบัวมากน้อยแค่ไหน บ้านปางอุบลก็ยินดีต้อนรับ 

สำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นฐานเรื่องบัวเลย ทั้งสองจะเริ่มจากการอธิบายให้เข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างคำว่า Waterlily กับ Lotus หรือ อุบลชาติกับปทุมชาติก่อน 

บัวที่ก้านอ่อนและใบอยู่ปริ่มน้ำ คือ Waterlily หรือที่คนไทยเรียก อุบลชาติ 

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้

ส่วนบัวที่ก้านแข็งและใบชูเหนือน้ำ คือ Lotus หรือที่คนไทยเรียก ปทุมชาติ

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้

หลังจากที่เข้าใจหลักการดังกล่าวแล้ว เราก็ไม่สามารถมองบัวโดยไม่แยกแยะว่าเป็นอุบลชาติหรือ ปทุมชาติได้อีกเลย

ทั้งคู่ย้ำว่า หัวใจสำคัญของการให้ความรู้และคำปรึกษาของที่นี่คือการใช้ศัพท์ชาวบ้านที่ใครฟังก็เข้าใจ เพื่อตอบปัญหาคลาสสิกซึ่งผู้หัดเลี้ยงบัวมักจะเจอ 

บัวไม่ออกดอกเลย ทำไงดี!

บัวส่วนใหญ่ต้องการแดดค่อนข้างมาก มีบางพันธุ์เท่านั้นที่ปลูกในที่รำไรได้ เพราะฉะนั้น ท่องไว้ ไม่มีแดด ไม่มีดอก” หิวแนะนำ ถ้าเมื่อไหร่ปลูกบัวในที่ร่ม จะได้บัวต่างประเทศทันที คือ ‘บัว ดู ใบ’ เพราะจะมีแต่ใบให้ดู

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้
บัวผัน ชื่อ สโมคกรีน

อีกคำถามที่เจอบ่อย คือ ‘ต้องให้ปุ๋ยบ่อยแค่ไหน’

เขาบอกว่าวิธีจำกันลืม คือ “วันไหนหวยออก วันนั้นให้ปุ๋ย” ให้จำอย่างนี้จะลืมลงได้อย่างไร

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงการให้คำแนะนำพื้นฐานอย่างคร่าวเท่านั้น จริง ๆ แล้วสาเหตุที่ทำให้บัวไม่งามเป็นไปได้หลายปัจจัย เพราะฉะนั้น ‘การรับฟัง’ ปัญหาของผู้ปลูกบัวเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด 

“บางกรณี เราแนะนำให้เขาทำทุกวิถีทางแล้วบัวก็ยังไม่งาม เขาก็กลุ้มใจเพราะตัวเองก็ดูแลด้วยความใส่ใจทุกวัน สุดท้ายเขาพูดขึ้นมาแบบไม่ได้ตั้งใจว่า ยกบัวขึ้นมาเพื่อขัดตะไคร่ที่บ่อเป็นประจำเพราะกลัวตะไคร่จับ นั่นแหละที่ทำให้บัวตกใจ เราถึงได้รู้สาเหตุว่าทำไมบัวไม่งาม”

เพราะฉะนั้น ใครกำลังกังวลใจเกี่ยวกับบัวที่บ้าน สามารถต่อสายตรงมาที่ปางอุบล หรือจะมาปรึกษาด้วยตนเองก็ได้เหมือนกัน มาดามดูบัวและลุงบัวพร้อมตอบแต่ละคำถามจนกว่าผู้เลี้ยงจะสบายใจ

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้

การเรียนของที่นี่ไม่ใช่แค่ผู้มาศึกษาที่ได้รู้เพิ่ม แต่ผู้สอนก็มักจะได้วิธีการคิดแบบใหม่จากผู้มาเรียนเช่นกัน 

“มีอยู่วันหนึ่ง เด็ก ๆ มาเรียนรู้” หิวเล่าถึงเหตุการณ์น่าจดจำระหว่างเขาและนักศึกษารุ่นจิ๋ว “ก็เริ่มด้วยการอธิบายวิธีแยกบัวบานกลางวันกับบัวบานกลางคืนเพียงแค่ดูที่ใบให้ฟัง”

 “บัวบานกลางคืน ขอบใบเป็นจักรแหลม เว้าห่างค่อนข้างเท่ากันนะ” หิวชี้ให้เด็ก ๆ สังเกต 

“หนูรู้แล้ว!” เด็กคนหนึ่งยกมือ “ลุงเอากรรไกรตัดเล็บมาตัดขอบบัวใช่มั้ย ขอบถึงเว้าเป็นจักรแบบนี้”

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา บัวบานกลางคืนคือบัวที่ใบโดนกรรไกรตัดเล็บเล็ม กลายเป็นวิธีการจำแนกสายพันธุ์บัวแบบใหม่ของปางอุบล

“เวลาแขกไปใครมาเราก็สนุกไปด้วย” การได้เรียนรู้ไปพร้อม ๆ กันกับผู้มาศึกษาเป็นความสุขอย่างหนึ่งของพราว 

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้
บัวบา ดอกขาว แม้เป็นคนละตระกูลกับบัว แต่เมื่อเรียกชื่อว่าบัว ปางอุบลก็นำมาปลูกเลี้ยงไว้

นั่งมองบัว 

Sanctuary (n.) = สถานที่คุ้มภัย, สถานที่ศักดิ์สิทธิ์

‘Sanctuary’ เป็นคำที่ผุดขึ้นมาในหัวหลังจากเดินชมปางอุบลในตอนเช้า เพราะที่นี่ดูแลรักษาเหล่าอุบลชาติและปทุมชาติด้วยความเชี่ยวชาญและเอาใจใส่ ที่สำคัญ ปางอุบลไม่ได้ใช้กลยุทธ์เดียวในการอนุรักษ์พันธุ์บัว พวกเขาทั้งวิจัย เพาะพันธุ์ ให้ความรู้ และเน้นสร้างความผูกพันระหว่างคนกับบัวผ่านกิจกรรมสบาย ๆ โดยเมื่อไม่นานมานี้ ทั้งสองเพิ่งจะจัดกิจกรรม ‘ชมบัว วาดบัว ชิมบัว’ เชิญชวนคนมาวาดสีน้ำที่ปางอุบล

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้
บัวฝรั่งสัญชาติไทย ชื่อ สยามพีช

แสงธรรมชาติสาดส่องเข้ามาพอให้เหล่าผู้เข้าร่วมกิจกรรม เห็นสีบนกระดาษของตัวเองไม่ผิดเพี้ยน แต่ละคนกระจายตัวกันนั่งตามมุมต่าง ๆ ของปางอุบล แล้วลงมือร่างบัวที่อยู่ตรงหน้าตามที่ตาเห็น ชาบัวสดอุ่น ๆ ที่มาดามดูบัวและลุงบัวชงให้จิบระหว่างการวาดรูป ทำให้ได้สัมผัสความสวยงามของบัวจากไอหอมซึ่งระเหยจากถ้วยชา

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้
บัวฝรั่งลูกผสม อยู่ระหว่างคัดเลือก

เมื่อวาดเสร็จ ต่างคนต่างนำภาพวาดของตัวเองมาแลกเปลี่ยนเพื่อเรียนรู้และเป็นแรงบันดาลใจของกันและกัน รูปที่สมบูรณ์คือผลลัพธุ์ของการใช้เวลา 3 ชั่วโมงครึ่ง ตั้งแต่ 9.00 – 12.30 น. ของวันหยุด อยู่กับกระดาษ บัว และตัวเอง 

นอกจากจะเป็นสถานที่คุ้มภัยของเหล่าบัวแล้ว ดูเหมือนว่าปางอุบลจะเป็นสถานที่พักเหนื่อยจากการใช้ชีวิตปกติให้คนด้วยเช่นกัน 

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้
บัวผัน ชื่อ ศรีสมบูรณ์

หายใจเป็นบัว 

นอกเหนือจากการแบ่งปันความรู้เรื่องบัวภายในพื้นที่ปางอุบล ทั้งคู่ยังกลั่นกรองประสบการณ์การศึกษาบัวเป็นสิบ ๆ ปีออกมาเป็นหนังสือเล่มล่าสุด ชื่อ ‘บัวสัญชาติไทยในปางอุบล’ ซึ่งเป็นหนังสือ 2 ภาษา (ไทย-อังกฤษ) เกี่ยวกับบัวเล่มแรกที่เขียนโดยคนไทย มีภาพประกอบและความรู้เกี่ยวกับบัวละเอียดยิบถึงชื่อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ด้วยความที่อยากให้บัวไทยเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติ 

ในระยะ 10 กว่าปีที่ผ่านมา มีการติดต่อจากเกาหลี ญี่ปุ่น จีน อเมริกา และประเทศอื่น ๆ ที่ต้องการนำบัวพันธุ์แท้จากปางอุบลไปศึกษาและเพาะพันธุ์อยู่เสมอ

ครั้งหนึ่ง ไม่กี่วันหลังจากมีการผ่อนคลายมาตรการเดินทางระหว่างประเทศ มีคนสิงคโปร์ติดต่อเข้ามาขอดูบัว หิวพบทีหลังว่า “เป็นคนดูแลสวนพฤษกศาสตร์ของสิงคโปร์ มาขอซื้อบัวไปปลูกที่นั่น” 

ปางอุบล สวนและพิพิธภัณฑ์บัวหายากย่านนนทบุรีของมาดามบัวและลุงดูบัว ที่มาชมได้ ซื้อได้ และเรียนรู้ได้
บัวยักษ์ออสเตรเลีย ข้ามสกุลย่อย (ISG) ชื่อ เอส.กาย

การที่ชาวต่างชาติเริ่มหันมาสนใจบัวไทย ถือเป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจ แต่คงจะชื่นใจยิ่งกว่าถ้าหากคนไทยเห็นคุณค่าบัวของตัวเอง 

“คนชอบเอาบัวต่างถิ่นมาปลูกเพราะเห็นว่าบัวพื้นถิ่นไม่สวย” นี่เป็นประเด็นซึ่งนักอนุรักษ์ทั้งสองกังวลใจ ทั้งหิวและพราวจึงตื่นเต้นมากเมื่อเริ่มเห็นว่ามุมมองเช่นนี้กำลังจะเปลี่ยนไป 

“เราดีใจมากเลยตอนที่มีกลุ่มเยาวชนเชิญเราสองคนไปให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการดูแลบัวหลวงพระราชินี ซึ่งเป็นบัวพันธุ์พื้นถิ่นของบึงหนองจอก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เพราะทำให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่เริ่มหันมาให้ความสนใจการอนุรักษ์พันธุ์บัวท้องถิ่นแล้ว”

ปางอุบล สวนและพิพิธภัณฑ์บัวหายากย่านนนทบุรีของมาดามบัวและลุงดูบัว ที่มาชมได้ ซื้อได้ และเรียนรู้ได้
บัวสายหรือบัวกินสาย ชื่อ ทับทิมธารา

บัวผูกพันกับคนไทยมายาวนาน ซึ่งความผูกพันดังกล่าวมีหลักฐานให้เห็นตั้งแต่สมัยสุโขทัย “ในไตรภูมิพระร่วง หรือวรรณคดีไทย มีการเปรียบเปรยถึงดอกบัวเสมอ” หิวหยิบยกตัวอย่างให้เราเห็นภาพ

แต่ถึงปลดความสลักสำคัญทางประวัติศาสตร์ของบัวออก แล้วมองว่าเป็นไม้น้ำธรรมดาชนิดหนึ่ง พราวและหิวก็ยังเห็นว่าจะต้องอนุรักษ์ เพราะตอนนี้บัวเป็นส่วนสำคัญของชีวิต ถึงขั้นที่ทั้งคู่ยอมรับเองว่า “หายใจเป็นบัว” 

ปางอุบล สวนและพิพิธภัณฑ์บัวหายากย่านนนทบุรีของมาดามบัวและลุงดูบัว ที่มาชมได้ ซื้อได้ และเรียนรู้ได้
บัวผัน-เผื่อน ชื่อ นางกวักขาว

เวลาตื่นก็ตื่นตามเวลาบัว ทำกับข้าวก็พยายามสรรหาวิธีนำบัวมาใช้เป็นวัตถุดิบ ไปเที่ยวก็คิดห่วงบัว เรียกได้ว่า บัวคือลูก ๆ ของบ้านปางอุบลนั่นเอง 

เพราะผูกพันขนาดนี้ พวกเขาจึงคิดภาพไม่ออกเลยว่าจะเป็นอย่างไร หากวันหนึ่งประเทศไทยไม่มีบัว 

“คงหงอย ๆ เหมือนกันนะ” หิว ผู้ครั้งหนึ่งไม่เคยมีบัวในชีวิตสารภาพ เขานิ่งคิดสักครู่ก่อนจะพูดว่า

“เอาเป็นว่า ถ้าบัวหายไปจากโลกก็มาที่ปางอุบล เราจะยังคงรักษาเอาไว้อยู่” 

18.00 น. บัวกระด้งบาน 

 “วันนี้ตอนประมาณ 18.00 น. จะมีดอกบัวกระด้งบาน 1 ดอก” หิวก้มมองนาฬิกา “ถ้าต้องการดมกลิ่นอยู่ต่อถึง 6 โมงเย็นได้นะ” เขาเชิญชวนเหมือนพูดเล่น แต่ดูจากสีหน้าท่าทางแล้ว พร้อมจะนั่งเป็นเพื่อนคุยจริง ๆ ถ้าเราตกลงอยู่ต่อถึงเย็น 

การที่รู้ว่าดอกไหนจากจำนวนนับไม่ถ้วนบานกี่โมง ทำให้เห็นว่าเวลาชีวิตของทั้งสองหมุนตามเวลาของดอกบัว

 เรานัดพบและบอกลาด้วยชั่วโมงบัวบาน 

ปางอุบล สวนและพิพิธภัณฑ์บัวหายากย่านนนทบุรีของมาดามบัวและลุงดูบัว ที่มาชมได้ ซื้อได้ และเรียนรู้ได้
ในบ่อปลูกที่มีทั้งบัวกระด้งและบัวสายอยู่ร่วมกัน

ไม่จำเป็นต้องมาในฐานะนักอนุรักษ์หรือนักศึกษา แค่มาเดินชมบัว นั่งมองบัว หรือมาเป็นเพื่อนสนทนาที่ปางอุบล ก็ถือเป็นความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแต่ละวันของมาดามดูบัวและลุงบัวแล้ว 

หิว-คมกฤช ชูเกียรติมั่น และ พราว-น.ต.หญิง ปริมลาภ ชูเกียรติมั่น เจ้าของ ‘ปางอุบล’

ปางอุบล

ที่ตั้ง : ปางอุบล 25 ซอยติวานนท์ 46 อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000 (แผนที่)

โทรศัพท์ : 0 2952 4243, 09 1295 6545

วัน-เวลาทำการ : วันอังคาร-อาทิตย์ 09.00 – 15.00 น.

Facebook : https://www.facebook.com/Pangubon1969

Website : http://thaiwaterlily.com/

Writer

จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ตอนเป็นเด็กหญิงคิดว่าถ้ามีพลังวิเศษไม่ได้ก็ขอเขียน ถ้าเขียนไม่ได้ก็ขอร้องเพลง ปัจจุบันเป็นนางสาวนักฝึกฝนตนเองให้ไวต่อความจริงใจ เพราะดันไปแอบชอบพลังวิเศษชนิดนี้ในตัวคน

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load