Emily in Paris (2020)

Genre : Drama, Comedy, Romance

Country : United States of America

Director/Writer : Darren Star

Actor/Actress : Lily Collins

Season : 1

Episode : 10

*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของซีรีส์*

Emily in Paris : Culture Shock ของสาวอเมริกันในปารีสที่จุดให้คนถกเถียงเรื่องวัฒนธรรมข้ามทวีป

ผ่านไปกว่าหนึ่งสัปดาห์แล้ว ที่ Emily in Paris ซีรีส์สั้น 10 ตอนออกฉายบน Netflix และก็ขึ้นอันดับหนึ่งอย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น ซีรีส์เบาสมองกับแฟชั่นชิคๆ ที่เล่าถึงหญิงสาวอเมริกัน เอมิลี่ คูเปอร์ รับบทโดย ลิลลี่ คอลลินส์ (Lily Collins) ผู้ตัดสินใจย้ายมารับตำแหน่งงานใหม่เกี่ยวกับการตลาดและใช้ชีวิตในกรุงปารีส กำกับโดย ดาร์เรน สตาร์ (Darren Star) จาก Sex and the City

เส้นเรื่องของ Emily in Paris อาจจะดูธรรมดา แต่ละตอนยาวเพียง 20 นาทีเพื่อบอกเล่าเรื่องราวในแต่ละวันของเอมิลี่ ตั้งแต่การตื่นมาวิ่งในสวนสาธารณะตอนเช้า ซื้อขนมปัง เข้าออฟฟิศ เผชิญกับการปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนร่วมงาน ไปจนถึงปัญหาหัวใจกับหนุ่มหล่อในอพาร์ตเมนต์เดียวกัน 

เรื่องราวของเธอดำเนินไปเรื่อยๆ ทว่ารายละเอียดภายใต้ชีวิตของสาวอเมริกันที่มาอยู่ในเมืองแห่งความภาคภูมิใจทางวัฒนธรรมอันเก่าแก่ และเป็นเอกลักษณ์โดยไม่รู้ทั้งภาษาและวัฒนธรรมของผู้คนนี่ต่างหาก ที่ทำให้แทบจะทุกช็อตของ Emily in Paris ดูผ่านเพลินๆ ไม่ได้ การมาอยู่ปารีสของเอมิลี่ไม่ได้สร้างแค่บทสนทนาแห่งความอึดอัดให้กับเพื่อนร่วมงานเท่านั้น แต่จุดไฟการถกเถียงระหว่างความเป็นฝรั่งเศส ความเป็นอเมริกัน ความเป็นคนนอก คนใน เหยียดเพศ หรือแค่ความแตกต่างทางวัฒนธรรมออกมานอกจอในระดับสากลข้ามทวีปกันเลยทีเดียว

Emily in Paris : Culture Shock ของสาวอเมริกันในปารีสที่จุดให้คนถกเถียงเรื่องวัฒนธรรมข้ามทวีป

Bonjour, bonjour!

เอมิลี่ผู้น่าสงสารไม่รู้เลยว่าเพียงการไม่ทัก “บงชูร์ – สวัสดี” เป็นภาษาฝรั่งเศสกับแม่บ้านอพาร์ตเมนต์ในตอนแรกของซีรีส์นั้น สำหรับคนฝรั่งเศสแล้วถือเป็นพฤติกรรมไร้มารยาทและดูหมิ่นขนาดไหน (ซึ่งนำมาสู่ความอินังขังขอบที่จะให้การช่วยเหลือใดๆ ต่อเธอเกือบจะตลอดเรื่อง) และคุณเธอยังยืนหยัดที่จะทำงานกับเพื่อนร่วมงานชาวฝรั่งเศสให้จงได้ เพราะเชื่อมั่นในศักยภาพและความทุ่มเทต่องานของเธอ ทั้งที่ความสามารถอาจไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในการอยู่ร่วมกับผู้คนในบริบทวัฒนธรรมอื่น

“งานทำให้ฉันมีความสุข” เอมิลี่ว่าไว้อย่างนั้น

“บางทีเธออาจจะไม่รู้ว่ามีความสุขจริงๆ มันเป็นยังไง”

“บางทีสิ่งที่คุณพูด มันอาจจะผยองไปหน่อยนะ”

“เฮอะ เธอมาอยู่ปารีสทั้งที่ไม่พูดภาษาฝรั่งเศส นั่นต่างหากความผยอง” 

บทสนทนาระหว่างเอมิลี่กับเพื่อนร่วมงานชาวฝรั่งเศสข้างต้นในตอนแรกของซีรีส์ค่อยๆ เปิดให้เอมิลี่ขยายขอบเขตการเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับการตั้งคำถามของคนดูว่า “การพูดภาษาท้องถิ่นจำเป็นแค่ไหน เมื่อภาษาอังกฤษถือเป็นภาษาสากลอยู่แล้ว” เอมิลี่จึงเป็นเสมือนตัวแทนแห่งการคลี่คลายและขยี้ปมแห่งวัฒนธรรมระหว่างอเมริกันกับฝรั่งเศสออกมาในหลายมิติ อย่างการที่คนอเมริกันที่ทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา เรียกว่างานคือชีวิต ในขณะที่คนฝรั่งเศสอยู่เพื่อใช้ชีวิตและไม่ยกเรื่องงานมาคุยบนโต๊ะอาหารเด็ดขาด 

สำหรับเอมิลี่-ตัวแทนแห่งอเมริกันมองว่า การดูหนังคือการหลุดออกจากชีวิตจริงไปพบความบันเทิง แต่เพื่อนชาวฝรั่งเศสของเธอกลับมองว่าทุกเรื่องคือชีวิต เราหนีชีวิตและความจริงไปไม่ได้ อันเป็นคำตอบหนึ่งว่าทำไมภาพยนตร์ฝรั่งเศสจึงได้ดาร์กเทาและเต็มไปด้วยสัญญะมากมายขนาดนั้น 

Emily in Paris : Culture Shock ของสาวอเมริกันในปารีสที่จุดให้คนถกเถียงเรื่องวัฒนธรรมข้ามทวีป

The French

Emily in Paris : Culture Shock ของสาวอเมริกันในปารีสที่จุดให้คนถกเถียงเรื่องวัฒนธรรมข้ามทวีป

ตลอดทั้งเรื่อง เอมิลี่ คูเปอร์ รู้จริงในงานที่เธอทำ นั่นคือการใช้สื่อโซเชียลมีเดียอย่างอินสตาแกรมหรือทวิตเตอร์ ในการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าของแบรนด์ตามวิถีทางมาร์เก็ตติ้งแบบอเมริกัน ซึ่งที่จริงก็นั่นแหละที่ลูกค้าต้องการ 

ตอนสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ คือตอนที่เอมิลี่ต้องแสดงความเห็นปะทะคารมกับอองตวน ลูกค้าของเธอ ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ธุรกิจน้ำหอมที่ถ่ายทำโฆษณานำเสนอสินค้าโดยให้นางแบบเดินเปลือยกายล่อนจ้อนผ่านหนุ่มหล่อใส่สูทสี่ห้าคนบนสะพานใจกลางกรุงปารีส ‘เซ็กซี่หรือเหยียดเพศ’ (Sexy or Sexist?) กลายเป็นหัวข้อวิวาทระหว่างเธอกับผู้ชายที่เป็นลูกค้าคนสำคัญของบริษัท เอมิลี่ใช้ความเป็นมืออาชีพในการอธิบายให้เห็นว่า หากต้องการจับกลุ่มลูกค้าชาวอเมริกันที่ให้ความสำคัญกับการไม่เหยียดเพศ โฆษณาชิ้นนี้สุ่มเสี่ยงจะถูกตีความว่าดูหมิ่น (Politically Incorrect) และเราควรจะละเอียดอ่อนกับความรู้สึกของผู้หญิงในยุคสมัยนี้ ส่วนลูกค้ากลับมองว่า การใช้มุมมองแบบนี้ก็ไม่ต่างจากตำรวจศีลธรรม (Morality Police) ที่คอยตรวจสอบและเซนเซอร์ความถูกต้องดีงามตลอดเวลา 

Emily in Paris : Culture Shock ของสาวอเมริกันในปารีสที่จุดให้คนถกเถียงเรื่องวัฒนธรรมข้ามทวีป

เนื้อหาในการถกเถียงนั้นน่าสนใจ หากแต่ใครก็หาอ่านหาฟังข้อถกเถียงแห่งยุคสมัยแบบนี้ได้ในบทความออนไลน์หรือเวทีเสวนาเชิงวิชาการทั่วไป ความน่าสนใจที่แท้จริงของฉากนี้จึงอยู่ที่การที่ลูกค้าเจ้าของแบรนด์ใหญ่อย่างอองตวนยอมหยุดการถ่ายทำโฆษณา และเปิดไวน์นั่งคุยอย่างจริงจังกับเอมิลี่ สาวอเมริกันหน้าใหม่ เพื่ออภิปรายเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยไม่ได้ใช้อำนาจของความเป็นผู้ชาย ผู้อาวุโส หรือลูกค้า มาตีตกความเห็นของเอมิลี่ 

ในสภาพสังคมที่ ‘ชาย (ยังคง) เป็นใหญ่’ หรือ การใช้ ‘อำนาจนิยม’ เกิดขึ้นในทุกมิติของการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ผู้ชมอย่างเราอดไม่ได้ที่จะเดาไปว่าฉากต่างๆ ในตอนนี้ เอมิลี่น่าจะถูกบอสตัดบทให้หยุดพูดและพาตัวออกไป พร้อมขอโทษขอโพยลูกค้า โดยมีลูกค้าหันมามองแรงว่าช่างกล้าดีอย่างไรจึงมาตำหนิว่ามุมมองทางศิลปะของเราใช้ไม่ได้ หรือหากร้ายไปกว่านั้น เอมิลี่อาจจะถูกกดดันจนต้องลาออกจากบริษัทเองในภายหลัง 

Emily in Paris : Culture Shock ของสาวอเมริกันในปารีสที่จุดให้คนถกเถียงเรื่องวัฒนธรรมข้ามทวีป

หากเรามองเอมิลี่เป็นตัวแทนของ ‘คนรุ่นใหม่’ ที่มีความคิดนอกกรอบ แถมยังกล้าหาญชาญชัยที่จะมา ‘ท้าทายขนบ’ ทางความคิดและมุมมองทางศิลปะของคนในประเทศอื่นด้วย ‘เจตนาดี’ พฤติกรรมของเอมิลี่นี่ช่างไม่รู้กาลเทศะและขวางหูขวางตาคนที่ ‘อาบน้ำร้อนมาก่อน’ เสียจริงๆ 

แต่เพราะคนที่เอมิลี่คุยด้วยคืออองตวน ตัวแทนของคนฝรั่งเศสที่เติบโตมาในห้องเรียนที่เปิดพื้นที่ให้นักเรียนถกเถียงวิเคราะห์ตัวละครในวิชาวรรณคดีศึกษาร่วมกับครูได้ คนฝรั่งเศสที่ยินดีใช้เวลาเป็นชั่วโมงอธิบายกับคนแปลกหน้าที่บังเอิญยืนสูบบุหรี่ด้วยกันหลังบาร์ ว่าทำไมเขาจึงไม่เห็นด้วยกับการสวมหน้ากากอนามัย คนฝรั่งเศสที่มีภูมิรับมือความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลายอย่างเข้มแข็ง อันเนื่องมาจากสังคมพหุวัฒนธรรมที่เขาต้องใช้พื้นที่ร่วมกับผู้ลี้ภัยจากซีเรีย เจ้าของร้านเฝอแสนอร่อยจากเวียดนาม วัยรุ่นขาแรปเชื้อชาติแอฟริกา และนักศึกษาการละครจากบราซิล 

Paris is not France.

แน่นอนว่า คนปารีสในเรื่องไม่ใช่ภาพแทนของคนฝรั่งเศสทั้งหมด และบริบทของสังคมพหุวัฒนธรรมในแต่ละเมืองก็แตกต่างกันไป หากแต่บริบททางวัฒนธรรมเหล่านี้หล่อหลอมให้คนอย่างอองตวนหรือเพื่อนร่วมงานของเอมิลี่ที่ปากร้ายและดูช่างไม่มีความเกรงอกเกรงใจคนอื่นเอาเสียเลย กลับสามารถรับฟังและอดทนต่อความเห็นที่ไม่ถูกใจไปพร้อมๆ กัน หรือพูดได้อีกอย่างว่า สำหรับคนฝรั่งเศสแล้ว การได้ถกเถียงแลกเปลี่ยนความเห็นที่แตกต่างไม่ว่าในเรื่องเล็กน้อยหรือยิ่งใหญ่ปานใด คือจิตวิญญาณของคนฝรั่งเศส เป็นจิตวิญญาณที่คนฝรั่งเศสจะไม่ยอมถูกปิดปาก และในขณะเดียวกันก็จะไม่ไปปิดปากคนอื่นเสียเอง 

Emily in Paris : Culture Shock ของสาวอเมริกันในปารีสที่จุดให้คนถกเถียงเรื่องวัฒนธรรมข้ามทวีป

ชาวฝรั่งเศสมากมายที่ได้ดูซีรีส์นี้ออกมาโวยวายที่เอมิลี่ทำภาพลักษณ์คนปารีสให้ดูย่ำแย่ เย่อหยิ่ง อวดดี เสียหนักหน่วง ผ่านบทความวิพากษ์วิจารณ์มากมายทางสื่อโซเชียล ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ยังมีคนฝรั่งเศสอีกจำนวนไม่น้อยออกมาทำปากเบะ ยักไหล่ เอ่ยด้วยถ้อยคำประมาณว่า “C’est normal – เรื่องธรรมดา” เราก็เป็นกันแบบนี้จริงๆ แหละ แล้วไง ใครแคร์ สำหรับคนปารีสที่ภาคภูมิใจในวัฒนธรรมอันยาวนานของประเทศตนเอง สาวอเมริกันจ๋าอย่างเอมิลี่ก็คงไม่ต่างไปจากชาวต่างชาติหรือนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ที่ “มาปารีสเหมือนมาเที่ยวสวนสนุก เอ็นจอยอาหาร ไวน์ เซ็กส์ สักหนึ่งปีแล้วก็จากไป โดยไม่แคร์ภาษาหรือวัฒนธรรมอันใด” 

นี่แหละ ความเป็นคนฝรั่งเศสที่แสดงความไม่พอใจอย่างตรงไปตรงมา 

Emily in Paris : Culture Shock ของสาวอเมริกันในปารีสที่จุดให้คนถกเถียงเรื่องวัฒนธรรมข้ามทวีป

10 ตอนในซีรีส์จบไปแล้ว แต่เรื่องราวของเอมิลี่ยังอยู่ และไปเป็นหัวข้อสนทนาจริงจังในเครือข่ายคนต่างชาติที่ใช้ชีวิตอยู่ในปารีส ที่คิดตอนต่อไปของซีรีส์ให้เอมิลี่เรียบร้อย (โรงเรียนฝรั่งเศส) ไม่ว่าจะเป็นเอมิลี่ต่อวีซ่าที่ใช้เวลาดำเนินเรื่องเอกสารยาวนานปวดหัวจนอาจจะไม่จบในตอนเดียว เอมิลี่ทำกุญแจหาย อันนำไปสู่ค่างัดประตูและติดตั้งกุญแจใหม่ราคามหาโหด เอมิลี่หลงในสถานีรถไฟใต้ดินที่ซับซ้อนเป็นเขาวงกต ไปจนถึงเอมิลี่โดนล้วงกระเป๋า!!! 

เพราะสำหรับคนต่างชาติเหล่านี้แล้ว เอมิลี่คือพวกเขา และพวกเขาคือเอมิลี่ การดำเนินชีวิตและแก้ปัญหาในการทำงานแต่ละวันของเอมิลี่สร้างข้อถกเถียงทั้งในจอและนอกจอ แต่จนถึงตอนนี้ เราพบว่าท่ามกลางถ้อยคำวิพากษ์วิจารณ์ (“สิ่งที่เกิดในเรื่องมันเป็นการเหมารวม และไม่ให้เกียรติวัฒนธรรมฝรั่งเศสเลย”) และบทความตำหนิติเตียน (“มันใช่เวลาไหม ที่จะเอาซีรีส์ฟรุ้งฟริ้งแบบนี้มาออกรายการในภาวะหนักหน่วงของ COVID-19 ระบาดและเศรษฐกิจย่ำแย่”) ไม่มีสักคนที่จะลุกขึ้นมาโวยวายว่า Netflix ควรเอาซีรีส์นี้ออก หรือคนที่เห็นด้วยกับซีรีส์นี้ควรออกไปจากประเทศฝรั่งเศสเสีย

นั่นก็เพราะสำหรับคนฝรั่งเศสแล้ว มนุษย์ทุกคน รวมทั้งเอมิลี่ มีเสรีภาพเต็มที่ที่จะแสดงความคิดเห็น หรือเสียดสีจิกกัดแม้แต่ชนชาติเขาเองผ่านศิลปะแขนงต่างๆ ได้ และนั่นเองที่ทำให้เอมิลี่ยังคงใช้ชีวิตต่อในปารีส พูดในสิ่งที่รู้สึกนึกคิดได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะโดนอุ้มหายหรือลอบทำร้าย และมีแนวโน้มจะมีซีซั่น 2 ตามมาอีกด้วย

Writer

ศักดิ์สินี เอมะศิริ

พลเมืองโลกธรรมดาที่รู้สึกลงแดงถ้าไม่ได้ออกเดินทาง อาชีพฟรีแลนซ์รับจ้างทั่วไป ยกเว้นรับจ้างขับรถเพราะขับไม่เป็น

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

**บทความเปิดเผยเนื้อหาสำคัญบางส่วน และมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความรุนแรง เพศ และการฆาตกรรม

อะไรที่น่ากลัวกว่ากันระหว่างปีศาจกับสิ่งแวดล้อมมีส่วนหล่อหลอมและอนุญาตให้ปีศาจเป็นปีศาจได้ตามใจชอบ

Dahmer คือมินิซีรีส์ 10 เอพิโซดที่สร้างมาจากเรื่องจริงของฆาตกรต่อเนื่องนามว่า Jeffrey Dahmer ที่ก่อคดีสะเทือนขวัญอเมริกันชนในช่วงปี 1978 – 1991 และเป็นที่พูดถึงจนมาถึงทุกวันนี้ โดยนอกจากวางยาสลบเหยื่อและฆาตกรรมรวม 17 ศพแล้ว สิ่งที่ทำให้ Dahmer เป็นฝันร้ายที่ยากจะลืมเลือนคือสิ่งที่เขาทำกับศพ ตั้งแต่หั่น ทำลายด้วยสารเคมี สะสม ประกอบกิจกรรมทางเพศ เจาะกะโหลก พยายามทดลองเปลี่ยนเหยื่อให้เป็นซอมบี้ ไปจนถึงนำเนื้อของเหยื่อเหล่านั้นมาปรุงสุกและนั่งกินอย่างไม่รู้สึกรู้สา 

Monster: The Jeffrey Dahmer Story ซีรีส์สร้างจากเรื่องจริงของฆาตกรต่อเนื่องกินเนื้อคน

คดีของ Dahmer และตัวเขาได้รับการขนานนามว่า เป็นคดี ‘Milwaukee Cannibal’ หรือ ‘มนุษย์กินคนแห่งมิลวอกี้’ และสิ่งที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้เป็นซีรีส์ Netflix ที่อยากแนะนำให้ดู ก็เพราะว่านี่ไม่ใช่แค่การนำฆาตกรมาฉายวนซ้ำ หรือทำหน้าที่พาคนดูไปใกล้ชิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญราวกับย้อนเวลาเกาะติด แต่มันคือการตั้งคำถามแนวจิตวิเคราะห์อย่างน่าสนใจว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้คนคนหนึ่งทำอะไรป่าเถื่อนโหดร้ายและเลือดเย็นเช่นนี้ อะไรคือสาเหตุที่เขาลงมือทำเรื่อย ๆ และตอนทำสิ่งนั้นกับหลังทำ Dahmer มีท่าทีอย่างไร โดยเล่าตั้งแต่ตัวบุคคลหรือตัวฆาตกรรายนี้ ไปจนถึงสิ่งแวดล้อมที่หล่อหลอมให้เขาเป็นปีศาจ ระบบสังคมที่ไม่เท่าเทียม และกระบวนการ (อ) ยุติธรรมที่เอื้อให้เป็น 

Monster: The Jeffrey Dahmer Story ซีรีส์สร้างจากเรื่องจริงของฆาตกรต่อเนื่องกินเนื้อคน

หากนึกภาพไม่ออก Dahmer – Monster: The Jeffrey Dahmer Story เปรียบได้กับมุมกลับของซีรีส์เจ้าเดียวกันที่ชื่อ Mindhunter ซีรีส์เรื่องนั้นสร้างมาจากเรื่องจริงเช่นกัน ว่าด้วยการก่อตั้งหน่วย FBI และการพยายามเก็บข้อมูล ศึกษา และทำความเข้าใจฆาตกรต่อเนื่องหลายราย หรือกล่าวได้ว่าทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการบัญญัติศัพท์ใหม่อย่าง ‘ฆาตกรต่อเนื่อง’ (Serial Killer) เพื่อนิยามคนที่ฆ่าคนอย่างต่อเนื่องและมีรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่ในขณะที่ Mindhunter อยู่ภายใต้ธีมที่ตัวละครพยายามทำความเข้าใจความหมายนี้จากการพูดคุยกับฆาตกรชื่อดัง และสืบสวนคดีโดยดำเนินเรื่องผ่านตัวละครเจ้าหน้าที่ 2 คน ซีรีส์ Dahmer เป็นการบอกเล่าเรื่องราวเดียวกันในมุมกลับผ่านสายตาของ Jeffrey Dahmer ตั้งแต่เล็กจนโต และชวนตั้งคำถามว่า สุดท้าย “อะไรทำให้เด็กชายคนหนึ่งโตมาชั่วร้ายได้ถึงเพียงนี้” 

Monster: The Jeffrey Dahmer Story ซีรีส์สร้างจากเรื่องจริงของฆาตกรต่อเนื่องกินเนื้อคน

ก่อนจะพูดถึงความน่าดู แง่มุมน่าสนใจ และเนื้อหา ต้องบอกว่าซีรีส์เรื่องนี้เป็นดรีมทีมโปรเจกต์เลยทีเดียวครับ เมื่อได้ยินว่าผู้สร้างที่ติดตามผลงานแบบไม่เคยพลาดอย่าง Ryan Murphy จาก American Horror Story (กับ Stories แบบเติม s), American Crime Story, Scream Queens และ Pose จะมาจับมือกับนักแสดงคู่บุญที่ผมเองก็เป็นแฟนคลับผลงานการแสดงเช่นกันอย่าง Evan Peters ความอยากดูย่างก้าวเข้าไปขาหนึ่งแล้ว แต่เหตุผลอีกครึ่งที่ทำให้ก้าวเข้าไปยืนเต็มตัวในเขตที่ติดป้ายว่า ‘เขตคนรอชม’ ตั้งแต่ซีรีส์ยังไม่มา คือเนื้อหาที่ดัดแปลงมาจากเรื่องจริง ทำให้เต็มไปด้วยความสงสัยว่าชายที่ชื่อ Evan Peters จะถ่ายทอดการแสดงในบท Jeffrey Dahmer ออกมาได้น่าทึ่งขนาดไหน และมันจะเป็นอย่างไรเมื่อบอกเล่าในมือของผู้สร้างที่ขึ้นชื่อว่าฝีมือการปรุงรสจัดจ้านอย่าง Ryan Murphy 

สำหรับ Ryan Murphy ที่แจ้งเกิดด้วยซีรีส์มิวสิคัลใส ๆ อย่าง Glee ก่อนที่จะเปลี่ยนสายมาเป็นสยองขวัญยำรวมมิตรปั่นประสาทด้วยซีรีส์ American Horror Story แม้จะมีดราม่าซีเรียสและเต็มไปด้วยความครีเอทีฟชวนอึ้งเสมอ แต่ก็ยังทีเล่นทีจริงด้วยความกวนโอ๊ย และแทรกไปด้วยความขำขันในหลาย ๆ ส่วน ต่อมาเขาได้ยกระดับด้วยการสำรวจทางเลือกและทำสิ่งใหม่ ๆ ตั้งแต่ American Crime Story ที่หยิบเอาคดีสุดโด่งดังของ O.J. Simpson กับคดีฆาตกร Gianni Versace มาบอกเล่าแบบซีเรียสชนิดที่ชวนคิ้วขมวดฉีกแนวเดิม ๆ และในเวลาต่อมาก็ได้ทำซีรีส์ชีวประวัติตัวละครนางพยาบาล Ratched พร้อม ๆ กับซีรีส์ชีวประวัติ Halston และเล่าเรื่องจริงเกี่ยวกับการทะเลาะเบาะแว้งในซีรีส Feud ตอนนี้ Ryan Murphy จึงพร้อมแล้วครับที่จะทำซีรีส์ชีวประวัติดราม่าจริงจัง เรียกได้ว่าถ้าที่ผ่านมาจัดจ้าน Dahmer คงจะเป็นความเข้มข้น

และ Dahmer คือผลงานล่าสุดของเขากับ Evan Peters ที่เติบโตมาด้วยกันและแสดงแต่บทสุดโต่งตั้งแต่ American Horror Story ซีซั่นแรกจนถึงซีซั่น 8 โดยเฉพาะซีซั่น 7 หรือ Cult ที่ Evan รับบทเป็นตัวละคร 7 ตัว ตั้งแต่เจ้าลัทธิ Kai Anderson จนถึง Andy Warhol, Marshall Applewhite, David Koresh, Jim Jones และ Charles Manson กับพระเยซู จึงไม่แปลกใจเท่าไหร่นักที่เขาจะเป็นตัวเลือกนัมเบอร์วันและโอนลี่วันของ Ryan Murphy ในการมารับบทหนึ่งในฆาตกรที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา

Monster: The Jeffrey Dahmer Story ซีรีส์สร้างจากเรื่องจริงของฆาตกรต่อเนื่องกินเนื้อคน

ซีรีส์ถ่ายทอดให้ได้เห็นแง่มุมของฆาตกรคนนี้ผ่านการเจาะใจอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงผู้ใหญ่ แต่แทนที่จะเล่าตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่แบบเรียงลำดับเวลา (Chronological Order) Dahmer – Monster: The Jeffrey Dahmer Story กลับเลือกที่จะเล่าเหตุการณ์แบบตัดสลับไปสลับมาจนคนดูเกิดอาการ Lost in time (line) ตั้งแต่น้อยจนถึงมาก ราวกับกำลังดู Westworld ซีซั่น 2 ซึ่งพออ้างอิงซีรีส์เรื่องนั้น ก็ทำให้ฉุกคิดขึ้นได้ว่า อันที่จริงแล้ว ไม่ว่าผู้สร้างจะตั้งใจหรือไม่ การเล่าเรื่องแบบนี้ก็สะท้อนธีมเกี่ยวกับซีรีส์ฆาตกรที่มีตัวตนจริงได้เหมือนกันครับ นั่นคือเรื่องราวในชีวิตที่ทุกขณะมีส่วนหล่อหลอมและประกอบสร้างต่อชีวิตปัจจุบันของ Jeffrey Dahmer และเช่นเดียวกัน เขาไม่ได้เพียงแค่ก่อความสยดสยองในอดีตแล้วเรื่องจบ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือแผลและเรื่องเล่าที่ยังคงหลอกหลอนมาถึงปัจจุบัน ในฐานะส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์อเมริกาจนถึงปัจจุบันและต่อจากนี้

นอกจากการเล่าแบบตัดสลับอดีตปัจจุบันจะทำหน้าที่เพิ่มความน่าติดตามด้วยที่มาที่ไปก่อนจะลงเอยในฉากนั้นแล้ว อีกหนึ่งหน้าที่ของการเล่าด้วยวิธีนี้ คือการเผยให้เห็นมุมมองอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นจากฝั่งพ่อแม่ของ Jeffrey Dahmer เพื่อนบ้าน/ป้าข้างห้องที่ชื่อ Glenda Cleveland ที่ประสบพบเจอกับสิ่งที่ Jeffrey ทำอย่างใกล้ชิด ซีรีส์แสดงให้เห็นว่า เหยื่อของเขาไม่ใช่แค่คนที่ผ่านมาแล้วต้องจากไปโดยเงื้อมมือของฆาตกรกินเนื้อคนรายนี้ แต่พวกเขาเป็นคน มีความรู้สึก มีเพื่อน มีภาระ มีความฝัน และมีครอบครัวหรือคนที่รอให้พวกเขาเหล่านั้นรับสาย กลับมาบ้านมากินข้าว หรือนอนเตียงเดียวกัน รวมไปถึงครอบครัวของเหยื่อและท่าทีหลังจากสูญเสียคนที่รักไปเพราะชายคนนี้

แม้การเล่าเรื่องจะหน่วงช้าค่อยเป็นค่อยไปไปบ้าง และอาจทำให้รู้สึกว่าใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะรู้สึกว่าเครื่องติด แต่ดูเหมือนจุดเด่นของซีรีส์เรื่องนี้จะไม่ใช่การจบค้างให้อยากดูต่อ แต่เป็นการพาไปติดตามหวาดผวาเพื่อเข้าใจในเหตุผลมากกว่าติดตามเพื่อมองหาปลายทาง (ในเมื่อเรารู้ว่าเขาจะลงเอยด้วยการเป็น Dahmer คนที่ติดคุกและลงเอยด้วยการสังหารโหด 17 ศพ) เน้นการเก็บข้อมูล ปะติดปะต่อ ทำความเข้าใจอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนพอจิ๊กซอว์มาประกอบครบ ก็จะพบว่าเราทั้งเข้าใจ Jeffrey Dahmer ในขณะเดียวกันก็รู้สึกตรงกันข้ามว่า เราไม่มีทางเข้าใจเขาได้เลยเช่นเดียวกัน เหมือนที่ FBI หรือวิทยาศาสตร์และนักจิตวิทยาทำได้เพียงศึกษา ค้นคว้า สัมภาษณ์ และหาข้อสรุปเกี่ยวกับฆาตกรต่อเนื่อง จนค้นพบว่าข้อสรุปที่ชัดเจนที่สุดคือ เราไม่อาจเข้าใจคนพวกนี้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ หรือระบุได้อย่างชัดเจนว่าคนไหนจะโตมาเป็น Serial Killer หรือไม่ หรือเลี้ยงลูกอย่างไรไม่ให้เป็น Serial Killer

Monster: The Jeffrey Dahmer Story ซีรีส์สร้างจากเรื่องจริงของฆาตกรต่อเนื่องกินเนื้อคน

สิ่งที่ค้นพบจากการดูซีรีส์เรื่องนี้คือประโยคสรุปสั้น ๆ ว่า “ปีศาจทุกตนล้วนเคยเป็นเด็ก” และเช่นเดียวกับ Jeffrey Dahmer ครับ เขาเองก็เคยเป็นเด็กที่ไม่รู้ประสีประสามาก่อน Jeffrey เป็นเด็กที่ดูจะพยายามทำความเข้าใจกับความหมายและวิธีการอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างราบรื่น เพียงแต่ความราบรื่นและการได้มาซึ่งความพึงพอใจที่ทำให้เขามีชีวิตต่อไป อยู่บนน้ำตาและหยดเลือดของผู้อื่น

คำว่า ‘ฆาตกรต่อเนื่อง’ (Serial Killer) เป็นคำศัพท์ที่บัญญัติขึ้นพร้อม ๆ กับการก่อตั้งหน่วย FBI เพื่อนิยามการฆาตกรรมผู้อื่นที่เกิดขึ้นจากคนคนเดียว สาเหตุอาจเกิดได้จากทั้งการแสดงหาความพึงพอใจและความตื่นเต้น การระบายโทสะ เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ และการเรียกร้องความสนใจ ซึ่งเหยื่อของฆาตกรต่อเนื่องพวกนี้จะมีจุดร่วมกันบางอย่าง อาจเป็นเรื่องของเพศ อายุ รูปร่าง หน้าตา ส่วนสูง อวัยวะบน/ในร่างกาย นิสัยใจคอ ไปจนถึงสีผิวและชาติพันธุ์ 

แม้สาเหตุของการเป็นฆาตกรต่อเนื่องจะไม่แน่ชัด แต่ข้อสรุปเท่าที่มีกับที่พบเห็นบ่อยคือ คนเหล่านี้มักมีอาการผิดปกติทางจิต ซึ่งหากไม่ใช่ความผิดปกติของสมอง ก็เกิดจากความทรงจำที่เลวร้ายและกระทบกระเทือนจิตใจในวัยเด็ก ไม่ว่าจะเป็นขาดความอบอุ่น เห็นพ่อแม่ทะเลาะกัน โตมากับการเห็นความรุนแรง ถูกทำร้ายร่างกาย และปมอื่น ๆ ที่ทั้งขาดทั้งเกิน นำไปสู่ความอยากได้อยากมีในครอบครอง ความต้องการรู้สึกบางอย่าง และความกลัวถูกปฏิเสธ แต่ก็มีบางเคสที่พบว่าฆาตกรต่อเนื่องเริ่มต้นหลังจากได้ลิ้มรสของการกระทำบางอย่างที่เกินขอบเขตที่พึงจะทำจนนำไปสู่การเสพติด และคนบางคนก็แค่เกิดมาเป็นปีศาจฆาตกรแต่กำเนิด (Natural Born Pure Evil)

ในกรณีของ Jeffrey Dahmer สิ่งที่ประกอบสร้างให้เขาเป็นเขามีองค์ประกอบหลายอย่างตามสาเหตุที่ได้กล่าวไป ในซีรีส์เรื่องนี้ เราจะได้เห็นทั้งวัยเด็กที่เขาโตมากับพ่อแม่ที่ทะเลาะกัน การขาดความอบอุ่น พ่อแม่ไม่สนใจเท่าที่ควร การถูกแม่ทิ้งในช่วงเวลาที่กำลังสับสน การได้ทดลองผ่าซากสัตว์กับพ่อจนรู้สึกติดใจ และเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขาได้ใกล้ชิดพ่อ จนวันหนึ่งใครจะรู้ว่ามันนำไปสู่การทดลองกับมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ 

และมีสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นคีย์เวิร์ดที่มักจะได้ยินขึ้นมาเสมอ คือ “จะไปแล้วหรอ?” “อยู่ต่อได้มั้ย?” “ทำไมทุกคนชอบทิ้งฉัน?” นั่นก็เพราะเขาขาดความอบอุ่นและต้องการคนอยู่ข้าง ๆ เสมอ แต่สิ่งที่เขาทำคือไม่ได้หาคนรัก แต่กลับเกินเลยจนเป็นการพรากชีวิตพวกเขา แล้วเก็บประดูกไว้เพื่อให้รู้สึกว่าคนคนนั้นยังอยู่ใกล้ ๆ ไม่ไปไหน บ้างก็ทดลองให้คนเป็นซอมบี้เพื่อที่จะอยู่กับตัวเองไปตลอด และหลายครั้งเขาก็กินเหยื่อเพื่อที่จะได้รู้สึกว่าคนคนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของตัวเขาแล้ว 

สิ่งเหล่านี้ดูจะบ่งชี้ว่า Jeffrey Dahmer ขาด 2 สิ่ง คือ 1) ชีวิตวัยเด็กที่สมบูรณ์พร้อม และ 2) ความสามารถในการยับยั้งชั่งใจ

เลยมาถึงประเด็นที่พาดหัวไว้บรรทัดแรก และเป็นประเด็นสำคัญที่สุดที่ซีรีส์เรื่องนี้เน้นย้ำ นั่นก็คือ “อะไรชั่วร้ายกว่ากัน ระหว่างปีศาจและสังคมที่เอื้อให้ปีศาจมีตัวตนอยู่ได้” 

เหยื่อที่ Jeffrey Dahmer เลือกมักเป็นเกย์และคนผิวดำ สาเหตุที่เลือกเกย์เพราะรสนิยมทางเพศของเขาที่มีแรงดึงดูดกับเพศเดียวกัน และทั้งหมดเกิดมาจากความพิศวาสกับแรงปรารถนา ไม่ก็คำหลอกลวงว่าจะถ่ายแบบด้วยกล้องโพลารอยด์เพื่อแลกกับเงินจำนวนหนึ่ง ก่อนที่จะลงเอยด้วยการฆาตกรรม ส่วนสาเหตุที่เหลือคนผิวดำ นั่นก็เพราะว่าเขาทำได้ เพราะช่วงเวลานั้นคือช่วงเวลาที่คนผิวดำเป็นพลเมืองชั้นสอง และการเป็นเกย์ยังไม่ได้รับการยอมรับในสังคมเหมือนทุกวันนี้ เรื่องเพศวิถีกับสีผิวจึงนำไปสู่การปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียม ซึ่งเอื้อให้ Jeffrey Dahmer ทำสิ่งที่เขาทำอยู่ได้และต่อเนื่อง 

Monster: The Jeffrey Dahmer Story ซีรีส์สร้างจากเรื่องจริงของฆาตกรต่อเนื่องกินเนื้อคน

ดูซีรีส์เรื่องนี้แล้วจึงทำให้เห็นความจริงอันน่าสยดสยองในยุคสมัยนั้นคือ “การเป็นเกย์และคนผิวดำในยุคนั้นว่าไม่ปลอดภัย และต้องต่อสู้กับทั้งสายตา คำดูถูก และได้รับโอกาสในชีวิตที่น้อยกว่าและยากกว่า จากบรรทัดฐานและสังคม ยังไม่พอ พวกเขายังรู้สึกปลอดภัยในชีวิตน้อยลงเพราะ Jeffrey Dahmer อีก”

การได้ดูซีรีส์เรื่องนี้ เราจะสังเกตเห็นได้ชัดว่า แม้ Jeffrey Dahmer ทำสิ่งนี้ และหวังจะทำมันไปเรื่อย ๆ ก็จริง แต่เป็นเรื่อง Ironic ไม่น้อยครับที่เขาทำตัวเหมือนไม่แคร์ว่าตัวเองจะโดนจับขนาดนั้น การโกหกและปกปิดหลักฐานก็ข้าง ๆ คู ๆ ไม่หนักแน่นและไม่เคยเนียน ทำบางอย่างโจ่งแจ้ง ไม่ฉลาด ไม่มีแผนซับซ้อน และคล้ายกับว่าลึก ๆ เขาก็ต้องการที่จะหยุดสิ่งนี้ หรือต้องการให้ใครสักคนมาหยุดเหมือนกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเมื่อมีคนดำโทรไปแจ้งตำรวจผิวขาว ผ่านไปเป็นเดือนตำรวจก็ยังไม่สนใจ ไม่ยอมมาดู หรือมาดูตอนที่สายไปแล้ว หรือหากมีหลักฐาน พาไปดู ก็ยังเอาผิดไม่ได้ เพียงเพราะคนก่อเหตุผิวขาวและคนแจ้งเป็นคนผิวดำ และมีเคสหนึ่งที่แย่ที่สุด คือเหยื่อหนีออกไปได้ แล้วตำรวจก็พาเหยื่อกลับมาส่งถึงที่ 

จึงกล่าวได้ว่า Jeffrey Dahmer ทำสิ่งที่ชั่วร้าย และตัวระบบสังคมอเมริกันที่เชิดชูคนผิวขาว กับเคยมีประวัติมองและปฏิบัติกับคนผิวดำในฐานะทาส อาจไม่ได้เห็นดีเห็นงาม แต่ปล่อยเลยตามเลย ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ไม่สนใจ จนหลายชีวิตต้องถูกสังเวย นั่นจึงเป็นสาเหตุให้ Jeffrey เลือกอาศัยที่ Oxford Apartment ในย่านที่คนดำอาศัยอยู่ เพราะมันเป็นสถานที่ที่เอื้ออำนวย และเขาเกิดในเซิร์ฟเวอร์อเมริกาในช่วงเวลาที่เอื้อต่อการเป็นฆาตกรต่อเนื่อง ในประเทศที่ Jeffrey Dahmer ทำเรื่องนี้ได้โดยกินข้าวในร้านอาหาร ทักทายเพื่อนบ้าน เต้นในผับบาร์ และเดินถนนอย่างปกติท่ามกลางพวกเรา แบบที่ไม่มีใครแยกออกเลยว่าชายคนนี้กำลังทำเรื่องชั่วร้ายเกินจินตนาการ ซึ่งนำไปสู่อีกข้อสรุปที่ต่อเนื่องกันว่า หากสังคมมีระบบที่แข็งแรง ยุติธรรม และมีคุณภาพ เรื่องพวกนี้จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก ๆ จนถึงไม่เกิดเลยครับ

Monster: The Jeffrey Dahmer Story ซีรีส์สร้างจากเรื่องจริงของฆาตกรต่อเนื่องกินเนื้อคน

สิ่งที่อยากกล่าวชมคือซีรีส์ Dahmer เป็นซีรีส์ที่ค่อนข้างถ่ายทอดรายละเอียดผ่านการกำกับ การแคสต์ เซ็ตฉาก การแต่งหน้า ทำผม บทพูด และการแสดงออกมาได้น่าเชื่อถือ ชัดเจน และตรงกับความจริง ด้วยการรีเสิร์ชที่แน่นพอและนำเสนอเรื่องราวที่ผ่านการลำดับความคิดมาอย่างดี เพื่อให้เกิดอิมแพคต่ออารมณ์และการรับรู้ 

และแม้ซีรีส์ Dahmer – Monster: The Jeffrey Dahmer Story จะมาทีหลังภาพยนตร์ ซีรีส์ และสารคดีที่รวมกันได้ 10 – 20 เรื่องที่มีมาก่อนหน้า แต่การที่เรื่องนี้ทำออกมาได้เหมือนที่ผมเพิ่งบรรยายไปก็เป็นดาบสองคม และเกิดเป็นเสียงที่แตกในหมู่ผู้ชมเช่นกัน เพราะฝั่งครอบครัวเหยื่อมองว่าเรื่องนี้เป็นการฉายภาพความรุนแรงและโศกนาฏกรรมซ้ำ อีกทั้งตอกย้ำสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่จำเป็น ในขณะที่อีกฝั่งมองว่าซีรีส์ถ่ายทอดมันได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้เข้าใจสิ่งที่อยู่ในหัวและสิ่งที่หล่อหลอม Jeffrey Dahmer ได้ดีที่สุดในฐานะ Case Study ที่ไม่ได้เป็นสารคดี รวมถึงมองว่าซีรีส์เรื่องนี้ไม่ใช่การย้ำเตือน แต่เป็นการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับประเด็นครอบครัวและเด็ก และยังเป็นอนุสรณ์สถานเพื่อแสดงความอาลัยจากผู้จากไปด้วยเงื้อมมือฆาตกรรายนี้ได้อีกด้วย

เรื่องสุดท้ายที่อยากพูดถึงและกล่าวชม คือการแสดงของ Evan Peters ที่ต้องบอกว่าไม่ผิดหวังเลยครับ เขาดูจะเตรียมตัวในการรับบทนี้มาอย่างดี และถ่ายทอดการแสดงด้วยสีหน้า แววตา น้ำเสียงได้เหมือนอย่างน่ารังเกียจ น่าโกรธแค้น แต่ก็เข้าใจได้ว่าถูกสร้างมาจากอะไร และอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ Jeffrey Dahmer ลงเอยด้วยการเสียชีวิตในคุก หลังถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต 15 – 16 รอบเป็นเวลา 957 ปี (โดยประมาณ) เช่นกัน ดูจบแล้วเชื่อครับว่า งานประกาศรางวัลใดที่มีซีรีส์เรื่องนี้เข้าชิง จะต้องมี Even ที่เป็นคู่แข่งคนสำคัญ ไม่ก็เป็นผู้คว้ารางวัลนักแสดงนำชายในเวทีนั้นซะเอง

“ผมดูและฟังคลิปสัมภาษณ์ของ Jeffrey Dahmer จากนั้นก็ไล่อ่านข่าวกับชีวประวัติของเขา และผมยังค้นพบคลิปเสียงที่นักจิตวิทยาสัมภาษณ์เขา หรือนักสืบถามเค้นเพื่อสืบสวนด้วยครับ ชายคนนี้พูดจาอย่างจริงใจไม่ปิดบัง และเป็นปกติ เรียบเฉยมากๆ นั่นทำให้ผมอ้าปากค้างเลยครับถึงการมีอยู่ของชายคนนี้และสิ่งที่เขาทำลงไป มันจึงสำคัญที่การแสดงของผมจะต้องเคารพต่อเหยื่อ ครอบครัวเหยื่อ และผมจะต้องบอกเล่าเรื่องราวนี้ออกมาให้สมจริงที่สุดเท่าที่เราจะทำได้” Evan Peters พูดถึงการเตรียมตัวมารับบทนี้ 

Dahmer – Monster: The Jeffrey Dahmer Story คือซีรีส์เจาะในฆาตกรที่ไม่อยากให้พลาด มีให้ชมแล้วครับวันนี้ 10 อีพี ทาง Netflix 

Monster: The Jeffrey Dahmer Story ซีรีส์สร้างจากเรื่องจริงของฆาตกรต่อเนื่องกินเนื้อคน

ข้อมูลอ้างอิง 

stylecaster.com/how-jeffrey-dahmer-caught/?fbclid=IwAR1oNh6Dx8PTWdkqOad0k4Xp4JKh-lGdKGatX4FuMVV_C-kTQR9AGjAnplc

www.psychologytoday.com/us/blog/wicked-deeds/201909/understanding-what-drives-serial-killers

www.indiewire.com/2022/09/jeffrey-dahmer-victims-families-slam-netflix-series-1234766373/

www.nme.com/news/tv/evan-peters-watched-this-jeffrey-dahmer-interview-before-playing-him-3317931

Writer

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load