Emily in Paris (2020)

Genre : Drama, Comedy, Romance

Country : United States of America

Director/Writer : Darren Star

Actor/Actress : Lily Collins

Season : 1

Episode : 10

*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของซีรีส์*

Emily in Paris : Culture Shock ของสาวอเมริกันในปารีสที่จุดให้คนถกเถียงเรื่องวัฒนธรรมข้ามทวีป

ผ่านไปกว่าหนึ่งสัปดาห์แล้ว ที่ Emily in Paris ซีรีส์สั้น 10 ตอนออกฉายบน Netflix และก็ขึ้นอันดับหนึ่งอย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น ซีรีส์เบาสมองกับแฟชั่นชิคๆ ที่เล่าถึงหญิงสาวอเมริกัน เอมิลี่ คูเปอร์ รับบทโดย ลิลลี่ คอลลินส์ (Lily Collins) ผู้ตัดสินใจย้ายมารับตำแหน่งงานใหม่เกี่ยวกับการตลาดและใช้ชีวิตในกรุงปารีส กำกับโดย ดาร์เรน สตาร์ (Darren Star) จาก Sex and the City

เส้นเรื่องของ Emily in Paris อาจจะดูธรรมดา แต่ละตอนยาวเพียง 20 นาทีเพื่อบอกเล่าเรื่องราวในแต่ละวันของเอมิลี่ ตั้งแต่การตื่นมาวิ่งในสวนสาธารณะตอนเช้า ซื้อขนมปัง เข้าออฟฟิศ เผชิญกับการปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนร่วมงาน ไปจนถึงปัญหาหัวใจกับหนุ่มหล่อในอพาร์ตเมนต์เดียวกัน 

เรื่องราวของเธอดำเนินไปเรื่อยๆ ทว่ารายละเอียดภายใต้ชีวิตของสาวอเมริกันที่มาอยู่ในเมืองแห่งความภาคภูมิใจทางวัฒนธรรมอันเก่าแก่ และเป็นเอกลักษณ์โดยไม่รู้ทั้งภาษาและวัฒนธรรมของผู้คนนี่ต่างหาก ที่ทำให้แทบจะทุกช็อตของ Emily in Paris ดูผ่านเพลินๆ ไม่ได้ การมาอยู่ปารีสของเอมิลี่ไม่ได้สร้างแค่บทสนทนาแห่งความอึดอัดให้กับเพื่อนร่วมงานเท่านั้น แต่จุดไฟการถกเถียงระหว่างความเป็นฝรั่งเศส ความเป็นอเมริกัน ความเป็นคนนอก คนใน เหยียดเพศ หรือแค่ความแตกต่างทางวัฒนธรรมออกมานอกจอในระดับสากลข้ามทวีปกันเลยทีเดียว

Emily in Paris : Culture Shock ของสาวอเมริกันในปารีสที่จุดให้คนถกเถียงเรื่องวัฒนธรรมข้ามทวีป

Bonjour, bonjour!

เอมิลี่ผู้น่าสงสารไม่รู้เลยว่าเพียงการไม่ทัก “บงชูร์ – สวัสดี” เป็นภาษาฝรั่งเศสกับแม่บ้านอพาร์ตเมนต์ในตอนแรกของซีรีส์นั้น สำหรับคนฝรั่งเศสแล้วถือเป็นพฤติกรรมไร้มารยาทและดูหมิ่นขนาดไหน (ซึ่งนำมาสู่ความอินังขังขอบที่จะให้การช่วยเหลือใดๆ ต่อเธอเกือบจะตลอดเรื่อง) และคุณเธอยังยืนหยัดที่จะทำงานกับเพื่อนร่วมงานชาวฝรั่งเศสให้จงได้ เพราะเชื่อมั่นในศักยภาพและความทุ่มเทต่องานของเธอ ทั้งที่ความสามารถอาจไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในการอยู่ร่วมกับผู้คนในบริบทวัฒนธรรมอื่น

“งานทำให้ฉันมีความสุข” เอมิลี่ว่าไว้อย่างนั้น

“บางทีเธออาจจะไม่รู้ว่ามีความสุขจริงๆ มันเป็นยังไง”

“บางทีสิ่งที่คุณพูด มันอาจจะผยองไปหน่อยนะ”

“เฮอะ เธอมาอยู่ปารีสทั้งที่ไม่พูดภาษาฝรั่งเศส นั่นต่างหากความผยอง” 

บทสนทนาระหว่างเอมิลี่กับเพื่อนร่วมงานชาวฝรั่งเศสข้างต้นในตอนแรกของซีรีส์ค่อยๆ เปิดให้เอมิลี่ขยายขอบเขตการเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับการตั้งคำถามของคนดูว่า “การพูดภาษาท้องถิ่นจำเป็นแค่ไหน เมื่อภาษาอังกฤษถือเป็นภาษาสากลอยู่แล้ว” เอมิลี่จึงเป็นเสมือนตัวแทนแห่งการคลี่คลายและขยี้ปมแห่งวัฒนธรรมระหว่างอเมริกันกับฝรั่งเศสออกมาในหลายมิติ อย่างการที่คนอเมริกันที่ทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา เรียกว่างานคือชีวิต ในขณะที่คนฝรั่งเศสอยู่เพื่อใช้ชีวิตและไม่ยกเรื่องงานมาคุยบนโต๊ะอาหารเด็ดขาด 

สำหรับเอมิลี่-ตัวแทนแห่งอเมริกันมองว่า การดูหนังคือการหลุดออกจากชีวิตจริงไปพบความบันเทิง แต่เพื่อนชาวฝรั่งเศสของเธอกลับมองว่าทุกเรื่องคือชีวิต เราหนีชีวิตและความจริงไปไม่ได้ อันเป็นคำตอบหนึ่งว่าทำไมภาพยนตร์ฝรั่งเศสจึงได้ดาร์กเทาและเต็มไปด้วยสัญญะมากมายขนาดนั้น 

Emily in Paris : Culture Shock ของสาวอเมริกันในปารีสที่จุดให้คนถกเถียงเรื่องวัฒนธรรมข้ามทวีป

The French

Emily in Paris : Culture Shock ของสาวอเมริกันในปารีสที่จุดให้คนถกเถียงเรื่องวัฒนธรรมข้ามทวีป

ตลอดทั้งเรื่อง เอมิลี่ คูเปอร์ รู้จริงในงานที่เธอทำ นั่นคือการใช้สื่อโซเชียลมีเดียอย่างอินสตาแกรมหรือทวิตเตอร์ ในการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าของแบรนด์ตามวิถีทางมาร์เก็ตติ้งแบบอเมริกัน ซึ่งที่จริงก็นั่นแหละที่ลูกค้าต้องการ 

ตอนสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ คือตอนที่เอมิลี่ต้องแสดงความเห็นปะทะคารมกับอองตวน ลูกค้าของเธอ ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ธุรกิจน้ำหอมที่ถ่ายทำโฆษณานำเสนอสินค้าโดยให้นางแบบเดินเปลือยกายล่อนจ้อนผ่านหนุ่มหล่อใส่สูทสี่ห้าคนบนสะพานใจกลางกรุงปารีส ‘เซ็กซี่หรือเหยียดเพศ’ (Sexy or Sexist?) กลายเป็นหัวข้อวิวาทระหว่างเธอกับผู้ชายที่เป็นลูกค้าคนสำคัญของบริษัท เอมิลี่ใช้ความเป็นมืออาชีพในการอธิบายให้เห็นว่า หากต้องการจับกลุ่มลูกค้าชาวอเมริกันที่ให้ความสำคัญกับการไม่เหยียดเพศ โฆษณาชิ้นนี้สุ่มเสี่ยงจะถูกตีความว่าดูหมิ่น (Politically Incorrect) และเราควรจะละเอียดอ่อนกับความรู้สึกของผู้หญิงในยุคสมัยนี้ ส่วนลูกค้ากลับมองว่า การใช้มุมมองแบบนี้ก็ไม่ต่างจากตำรวจศีลธรรม (Morality Police) ที่คอยตรวจสอบและเซนเซอร์ความถูกต้องดีงามตลอดเวลา 

Emily in Paris : Culture Shock ของสาวอเมริกันในปารีสที่จุดให้คนถกเถียงเรื่องวัฒนธรรมข้ามทวีป

เนื้อหาในการถกเถียงนั้นน่าสนใจ หากแต่ใครก็หาอ่านหาฟังข้อถกเถียงแห่งยุคสมัยแบบนี้ได้ในบทความออนไลน์หรือเวทีเสวนาเชิงวิชาการทั่วไป ความน่าสนใจที่แท้จริงของฉากนี้จึงอยู่ที่การที่ลูกค้าเจ้าของแบรนด์ใหญ่อย่างอองตวนยอมหยุดการถ่ายทำโฆษณา และเปิดไวน์นั่งคุยอย่างจริงจังกับเอมิลี่ สาวอเมริกันหน้าใหม่ เพื่ออภิปรายเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยไม่ได้ใช้อำนาจของความเป็นผู้ชาย ผู้อาวุโส หรือลูกค้า มาตีตกความเห็นของเอมิลี่ 

ในสภาพสังคมที่ ‘ชาย (ยังคง) เป็นใหญ่’ หรือ การใช้ ‘อำนาจนิยม’ เกิดขึ้นในทุกมิติของการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ผู้ชมอย่างเราอดไม่ได้ที่จะเดาไปว่าฉากต่างๆ ในตอนนี้ เอมิลี่น่าจะถูกบอสตัดบทให้หยุดพูดและพาตัวออกไป พร้อมขอโทษขอโพยลูกค้า โดยมีลูกค้าหันมามองแรงว่าช่างกล้าดีอย่างไรจึงมาตำหนิว่ามุมมองทางศิลปะของเราใช้ไม่ได้ หรือหากร้ายไปกว่านั้น เอมิลี่อาจจะถูกกดดันจนต้องลาออกจากบริษัทเองในภายหลัง 

Emily in Paris : Culture Shock ของสาวอเมริกันในปารีสที่จุดให้คนถกเถียงเรื่องวัฒนธรรมข้ามทวีป

หากเรามองเอมิลี่เป็นตัวแทนของ ‘คนรุ่นใหม่’ ที่มีความคิดนอกกรอบ แถมยังกล้าหาญชาญชัยที่จะมา ‘ท้าทายขนบ’ ทางความคิดและมุมมองทางศิลปะของคนในประเทศอื่นด้วย ‘เจตนาดี’ พฤติกรรมของเอมิลี่นี่ช่างไม่รู้กาลเทศะและขวางหูขวางตาคนที่ ‘อาบน้ำร้อนมาก่อน’ เสียจริงๆ 

แต่เพราะคนที่เอมิลี่คุยด้วยคืออองตวน ตัวแทนของคนฝรั่งเศสที่เติบโตมาในห้องเรียนที่เปิดพื้นที่ให้นักเรียนถกเถียงวิเคราะห์ตัวละครในวิชาวรรณคดีศึกษาร่วมกับครูได้ คนฝรั่งเศสที่ยินดีใช้เวลาเป็นชั่วโมงอธิบายกับคนแปลกหน้าที่บังเอิญยืนสูบบุหรี่ด้วยกันหลังบาร์ ว่าทำไมเขาจึงไม่เห็นด้วยกับการสวมหน้ากากอนามัย คนฝรั่งเศสที่มีภูมิรับมือความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลายอย่างเข้มแข็ง อันเนื่องมาจากสังคมพหุวัฒนธรรมที่เขาต้องใช้พื้นที่ร่วมกับผู้ลี้ภัยจากซีเรีย เจ้าของร้านเฝอแสนอร่อยจากเวียดนาม วัยรุ่นขาแรปเชื้อชาติแอฟริกา และนักศึกษาการละครจากบราซิล 

Paris is not France.

แน่นอนว่า คนปารีสในเรื่องไม่ใช่ภาพแทนของคนฝรั่งเศสทั้งหมด และบริบทของสังคมพหุวัฒนธรรมในแต่ละเมืองก็แตกต่างกันไป หากแต่บริบททางวัฒนธรรมเหล่านี้หล่อหลอมให้คนอย่างอองตวนหรือเพื่อนร่วมงานของเอมิลี่ที่ปากร้ายและดูช่างไม่มีความเกรงอกเกรงใจคนอื่นเอาเสียเลย กลับสามารถรับฟังและอดทนต่อความเห็นที่ไม่ถูกใจไปพร้อมๆ กัน หรือพูดได้อีกอย่างว่า สำหรับคนฝรั่งเศสแล้ว การได้ถกเถียงแลกเปลี่ยนความเห็นที่แตกต่างไม่ว่าในเรื่องเล็กน้อยหรือยิ่งใหญ่ปานใด คือจิตวิญญาณของคนฝรั่งเศส เป็นจิตวิญญาณที่คนฝรั่งเศสจะไม่ยอมถูกปิดปาก และในขณะเดียวกันก็จะไม่ไปปิดปากคนอื่นเสียเอง 

Emily in Paris : Culture Shock ของสาวอเมริกันในปารีสที่จุดให้คนถกเถียงเรื่องวัฒนธรรมข้ามทวีป

ชาวฝรั่งเศสมากมายที่ได้ดูซีรีส์นี้ออกมาโวยวายที่เอมิลี่ทำภาพลักษณ์คนปารีสให้ดูย่ำแย่ เย่อหยิ่ง อวดดี เสียหนักหน่วง ผ่านบทความวิพากษ์วิจารณ์มากมายทางสื่อโซเชียล ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ยังมีคนฝรั่งเศสอีกจำนวนไม่น้อยออกมาทำปากเบะ ยักไหล่ เอ่ยด้วยถ้อยคำประมาณว่า “C’est normal – เรื่องธรรมดา” เราก็เป็นกันแบบนี้จริงๆ แหละ แล้วไง ใครแคร์ สำหรับคนปารีสที่ภาคภูมิใจในวัฒนธรรมอันยาวนานของประเทศตนเอง สาวอเมริกันจ๋าอย่างเอมิลี่ก็คงไม่ต่างไปจากชาวต่างชาติหรือนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ที่ “มาปารีสเหมือนมาเที่ยวสวนสนุก เอ็นจอยอาหาร ไวน์ เซ็กส์ สักหนึ่งปีแล้วก็จากไป โดยไม่แคร์ภาษาหรือวัฒนธรรมอันใด” 

นี่แหละ ความเป็นคนฝรั่งเศสที่แสดงความไม่พอใจอย่างตรงไปตรงมา 

Emily in Paris : Culture Shock ของสาวอเมริกันในปารีสที่จุดให้คนถกเถียงเรื่องวัฒนธรรมข้ามทวีป

10 ตอนในซีรีส์จบไปแล้ว แต่เรื่องราวของเอมิลี่ยังอยู่ และไปเป็นหัวข้อสนทนาจริงจังในเครือข่ายคนต่างชาติที่ใช้ชีวิตอยู่ในปารีส ที่คิดตอนต่อไปของซีรีส์ให้เอมิลี่เรียบร้อย (โรงเรียนฝรั่งเศส) ไม่ว่าจะเป็นเอมิลี่ต่อวีซ่าที่ใช้เวลาดำเนินเรื่องเอกสารยาวนานปวดหัวจนอาจจะไม่จบในตอนเดียว เอมิลี่ทำกุญแจหาย อันนำไปสู่ค่างัดประตูและติดตั้งกุญแจใหม่ราคามหาโหด เอมิลี่หลงในสถานีรถไฟใต้ดินที่ซับซ้อนเป็นเขาวงกต ไปจนถึงเอมิลี่โดนล้วงกระเป๋า!!! 

เพราะสำหรับคนต่างชาติเหล่านี้แล้ว เอมิลี่คือพวกเขา และพวกเขาคือเอมิลี่ การดำเนินชีวิตและแก้ปัญหาในการทำงานแต่ละวันของเอมิลี่สร้างข้อถกเถียงทั้งในจอและนอกจอ แต่จนถึงตอนนี้ เราพบว่าท่ามกลางถ้อยคำวิพากษ์วิจารณ์ (“สิ่งที่เกิดในเรื่องมันเป็นการเหมารวม และไม่ให้เกียรติวัฒนธรรมฝรั่งเศสเลย”) และบทความตำหนิติเตียน (“มันใช่เวลาไหม ที่จะเอาซีรีส์ฟรุ้งฟริ้งแบบนี้มาออกรายการในภาวะหนักหน่วงของ COVID-19 ระบาดและเศรษฐกิจย่ำแย่”) ไม่มีสักคนที่จะลุกขึ้นมาโวยวายว่า Netflix ควรเอาซีรีส์นี้ออก หรือคนที่เห็นด้วยกับซีรีส์นี้ควรออกไปจากประเทศฝรั่งเศสเสีย

นั่นก็เพราะสำหรับคนฝรั่งเศสแล้ว มนุษย์ทุกคน รวมทั้งเอมิลี่ มีเสรีภาพเต็มที่ที่จะแสดงความคิดเห็น หรือเสียดสีจิกกัดแม้แต่ชนชาติเขาเองผ่านศิลปะแขนงต่างๆ ได้ และนั่นเองที่ทำให้เอมิลี่ยังคงใช้ชีวิตต่อในปารีส พูดในสิ่งที่รู้สึกนึกคิดได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะโดนอุ้มหายหรือลอบทำร้าย และมีแนวโน้มจะมีซีซั่น 2 ตามมาอีกด้วย

Writer

ศักดิ์สินี เอมะศิริ

พลเมืองโลกธรรมดาที่รู้สึกลงแดงถ้าไม่ได้ออกเดินทาง อาชีพฟรีแลนซ์รับจ้างทั่วไป ยกเว้นรับจ้างขับรถเพราะขับไม่เป็น

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

Extreme Job (2019)

Directed and Written : Lee Byeong-heon

Starring : Ryu Seung-ryong, Lee Hanee, Jin Seon-kyu, Lee Dong-hwi, Gong Myung

Country : South Korea 

Genres : Korean, Action & Adventure, Asian Action Movie, Comedies
Duration : 111 Mins

*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์

Extreme Job (극 한 직 업 ) คือภาพยนตร์แอคชัน-คอเมดี้สัญชาติเกาหลีใต้ที่ทำรายได้สูงสุดในประวัติศาสตร์แดนโสมขาว ยอดขายตั๋วทะลุ 10 ล้านใบภายใน 15 วัน กวาดรายได้รวมทั้งหมดกว่า 120 ล้านเหรียญฯ ทั้งที่ใช้ทุนสร้างเพียง 5.8 ล้านเหรียญฯ

เนื้อหาของภาพยนตร์ฉายภาพบ้านเมืองในยุคทองของยาเสพติด สิ่งต้องห้ามอันเป็นเหตุแห่งความฉิบหาย แต่กลับหาซื้อได้ง่ายราวกับของใช้ประจำวัน ร้อนถึงเหล่าผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่ต้องออกปราบปรามและตามล่า เพื่อกวาดล้างขบวนการบ่อนทำลายสังคมให้สิ้นซาก… 

Extreme Job ทีมสายสืบที่จับแก๊งค้ายาไม่รอด แต่เปลี่ยนมาขายไก่ทอดแล้วรุ่ง

หยุดความคิดว่านี่คือพล็อตภาพยนตร์แอคชันเชย ๆ ที่คอหนังคุ้นเคยไปก่อน เพราะ Extreme Job ชวนคุณผู้ดูเปิดมุมมองใหม่ไปกับเรื่องราวของแก๊งสายสืบ 5 ท่านที่รับ 2 จ๊อบ ทั้งลากคอแก๊งค้ายาเบอร์ต้นของวงการเข้าตะราง แถมยังทุ่มหมดหน้าตักให้กับกิจการซูวอนไก่ทอด ส่วนหนึ่งเพราะโลเคชันร้านอยู่ใกล้แหล่งกบดานของเป้าหมาย และอีกเหตุผลสำคัญก็คือ กิจการของพวกเขาดันขายดิบขายดี ชนิดว่าถ้าอาจารย์แบคจงวอน (เชฟ-นักชิมชื่อดัง) มาเยือนก็ยังต้องต่อคิว!

 เกียรติตำรวจเกาหลี เกียรติวินัยกล้าหาญมั่นคง

ภาพยนตร์ Extreme Job ออกฉายครั้งแรกช่วงเดือนมกราคม ค.ศ. 2019 ผลงานจอเงินเรื่องนี้เรียกความสนใจจากคอหนังบ้านเขาได้ตั้งแต่เผยรายชื่อนักแสดง ทั้ง รยูซึงรยง เสนาบดีตัวแสบในซีรีส์ Kingdom จินซอนคยู หรือ ไทเกอร์ พัค จากภาพยนตร์ไซไฟเรื่อง Space Sweepers ฮันนี่ ลี สาวงามผู้ครองตำแหน่งรองอันดับ 3 Miss Universe 2007 ปัจจุบันเป็นนักแสดงหญิงมากฝีมือการันตีความเล่นใหญ่ในทุกบทบาท อีดงฮวี หรือ ดงรยง จาก Reply 1988 พ่วงด้วยตำแหน่งแฟชั่นนิสต้าตัวพ่อ เสริมทัพด้วย กงมยอง น้องเล็กที่ผลงานการแสดงน่าจับตา และสถานะปัจจุบันคือเตรียมตัวเข้ากรมรับใช้ชาติ 

Extreme Job ทีมสายสืบที่จับแก๊งค้ายาไม่รอด แต่เปลี่ยนมาขายไก่ทอดแล้วรุ่ง

หากคุณยังเป็นน้องใหม่ในวงการบันเทิงเกาหลีและสงสัยใคร่รู้ว่า รายชื่อคนบันเทิงข้างต้นมีผลอย่างไรต่อความเปรี้ยงปร้างของภาพยนตร์เรื่องนี้ เราขออธิบายแบบรวบรัดให้ฟังว่า เหล่านี้คือรายชื่อของตัวท็อป ตัวพ่อ ตัวแม่ และเป็นแม่เหล็กชั้นดีการันตีความสามารถ ประกอบกับผลงานการกำกับและเขียนบทโดย อีบยองฮอน ผู้กำกับหนุ่มที่ยืนหนึ่งเรื่องงานคอเมดี้ เมื่อเผยพล็อตว่าจะจับสายสืบที่คุณ ๆ คุ้นเคยในบทคูล ๆ ไปสวมผ้ากันเปื้อนทอดไก่แล้วไซร้ คอหนังทั้งหลายก็เลยให้ความสนใจว่าจะเล่าออกมายังไง 

ขึ้นชื่อว่าสาธารณรัฐเกาหลี ดินแดนที่รัฐบาลทุ่มเทจริงจังเรื่องการสร้างบ้านเมืองปลอดภัย เมื่อยาเสพติดระบาดหนักทั่วเมือง เหล่าตำรวจ อัยการ และสายสืบ จึงต้องตั้งทีมออกปราบปราม Extreme Job ก็เป็นอีกหนึ่งผลงานที่ฉายภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ความพิเศษใส่ไข่กว่าเรื่องอื่นอยู่ตรงที่การวางคาแรกเตอร์ให้นักแสดงนำทั้ง 5 เป็น Loser ระดับต่ำสุดของวงการ ซึ่งความเศร้าในเส้นทางอาชีพนี้เองที่ส่งให้เกิดปฏิบัติการทอด ๆ ซุ่ม ๆ เพื่อจับกุมแก๊งค้ายาข้ามชาติ ไปพร้อมกับร่วมลุ้นว่าพวกเขาจะละทิ้งอุดมการณ์ เบนสายไปหาลู่ทางรอดตายในโลกทุนนิยมหรือไม่

Extreme Job ทีมสายสืบที่จับแก๊งค้ายาไม่รอด แต่เปลี่ยนมาขายไก่ทอดแล้วรุ่ง

ไม่ยอมเป็นมิตร ผู้ผิดกฎหมาย

แม้ต้องทนยกมือขวามาวันทยาหัตถ์รุ่นน้องอยู่หลายหน เนื่องด้วยไม่มีผลงานปัง ๆ ให้ได้เลื่อนขั้นอย่างใครเขา แต่สมาชิกทีมสืบสวนทั้งห้าก็ยังเลือกกล้ำกลืนความน้อยเนื้อต่ำใจ มุ่งมั่นทำหน้าที่เต็มกำลัง เราจึงได้รับชมฉากตามล่าคนร้ายที่มาในรูปแบบงบมีน้อย เลยต้องใช้สอยอย่างประหยัด ทั้งคิดการใหญ่อย่างบุกทลายบ่อน แต่เพราะไม่มีปัญญาจ่ายค่ากระจก จึงยอมห้อยต่องแต่งรอโจรเปิดบ้านแทนที่จะถีบหน้าต่าง ยืม (แต่ไม่คืน) รถป๊อปส่งของเพื่อไล่ตามคนร้าย ไปจนถึงปล่อยให้คุณป้าที่สัญจรผ่านมาวิ่งสู้ฟัด

จนจับโจรได้ ในขณะที่แก๊งตำรวจล้มคว่ำกองรวมกันอยู่อีกมุมถนน

และแล้วฟ้าก็มีตา ประทานเหยื่อรายใหม่มาให้ทีมสายสืบที่ทั้งกรมมองว่ากากเสียไม่มี

เหยื่อที่ว่าคือ อีมูแบ พ่อค้ายาเสพติดข้ามชาติที่ทางการหมายหัว นอกจากผลิตและจำหน่ายผงขาวแบบไม่เกรงกลัวกฎหมาย เขายังลึกลับหาตัวจับยาก แม้รู้ว่าโอกาสทำสำเร็จมีน้อยนิดไม่ต่างกับให้เกาหลีเหนือและใต้รวมชาติ แต่เพื่อกู้คืนศักดิ์ศรี สายสืบฝีมือดีทั้งห้าจึงวางแผนและออกปฏิบัติการอีกครั้ง

Extreme Job ทีมสายสืบที่จับแก๊งค้ายาไม่รอด แต่เปลี่ยนมาขายไก่ทอดแล้วรุ่ง

เมื่อสืบทราบว่าชัยภูมิที่ดีในการสอดส่องคนร้ายคือร้านซูวอนไก่ทอด พวกเขาจึงไม่รอช้าแวะเวียนไปเป็นลูกค้าประจำ เพราะวัตถุประสงค์หลักในการมาร้านคือจับตาคนร้าย จึงไม่ทันได้สังเกตว่าร้านนี้เงียบเชียบใกล้ร้าง และใช่ เจ้าของร้านผู้ทอดไก่ไม่อร่อยเฉลยว่ากำลังประกาศเซ้งกิจการ!

โลเคชันเหมาะเหม็งแห่งการซุ่มดูกำลังจะกลายเป็นพื้นที่ปิดฉันใด ฝันหวานแห่งการจับกุมคนร้ายของเหล่าคนกากก็ค่อย ๆ หายไปฉันนั้น แต่ช้าก่อน! หัวหน้าทีมโกผู้ใกล้เกษียณและหวังให้ภรรยาได้เป็นคุณนายสักครั้ง ขอถอนเงินบำนาญมาวางเป็นเดิมพัน เซ้งกิจการร้านไก่ทอดเสียเอง 

ปฏิบัติการทอดๆ ซุ่มๆ เพื่อจับกุมแก๊งค้ายาข้ามชาติผ่านร้านไก่ทอด โดยทีมสายสืบฝีมือดีแต่ไม่มีผลงาน

ถึงจะอยู่ใกล้เพียงฝั่งถนนกั้น แต่ก็ยังหาโอกาสประชิดตัวแหล่งกบดานของพวกมันไม่ได้ ทีมสายสืบจึงปิ๊งไอเดีย ใช้ Junk Food ที่ครองใจมหาชนแดนโสมขาวอย่างไก่ทอดมาเป็นเหยื่อล่อ สร้างแต้มต่อให้รสชาติอร่อยเหาะด้วยซอสสูตรประจำตระกูลของสายสืบหนึ่งนาย (รับประกันว่าเกินคาดคนดูไปมาก) และความอร่อยนี้เองก็ทำให้พวกเขาเข้าใกล้คนร้าย ไปพร้อมกับมีโอกาสครอบครองรายได้ที่งอกเงยจนน่าพอใจ และตลกร้ายตรงที่พวกเขาไม่เคยได้จำนวนเงินนี้มาก่อนในชีวิตข้าราชการ 

เกิดมาแล้วต้องตาย ชาติชายเอาไว้ลายตำรวจเกาหลี!

เพราะอำนาจเงินช่างหอมหวาน ยิ่งเป็นเงินจากงานอันบริสุทธิ์ด้วยแล้ว สายสืบไส้แห้งที่เป็นตำรวจดี ๆ แต่ไม่รุ่งสักทีจึงไขว้เขว ว่าจะมาดมั่นจับคนร้ายต่อไปด้วยความหวังน้อยนิดดังแสงที่ปลายอุโมงค์ เพื่อสุดท้ายจะได้กล่าวสิทธิ์มิแรนดาและยัดแก๊งค้ายาเข้าตะราง หรือควรวางปืน เก็บบัตรข้าราชการ มาสวมผ้ากันเปื้อน เปิดเตา เทน้ำมัน ทำกิจการร้านไก่ทอดแบบเต็มเวลา พร้อมกล่าวทักทายลูกค้าเนืองแน่นผ่านสโลแกนร้านค้าว่า “ไม่มีไก่ที่ไหนอร่อยไปกว่านี้ ที่นี่คือซูวอนไก่ทอด รับเป็นไก่ทอดหรือไก่ปรุงรสดีครับ” ซึ่งแน่นอนว่าอย่างหลัง คือหนทางที่ง่ายและปลอดภัยกว่าในโลกทุนนิยมแห่งนี้ 

ปฏิบัติการทอดๆ ซุ่มๆ เพื่อจับกุมแก๊งค้ายาข้ามชาติผ่านร้านไก่ทอด โดยทีมสายสืบฝีมือดีแต่ไม่มีผลงาน

และทางเลือกสำคัญของพวกเขา จะนำไปสู่การเฉลยสถานะแท้จริงว่าทีมคนกากแห่งกรมตำรวจชุดนี้เป็นใคร มาจากไหน รวมตัวกันได้อย่างไร อีกทั้งยังไขข้อข้องใจ ว่าพวกเขาเป็นเพียงข้าราชการด้อยประสิทธิภาพอย่างที่ใคร ๆ เข้าใจจริงหรือ

คำแนะนำสำคัญมากก่อนจะเริ่มดูภาพยนตร์ Extreme Job คือควรรับชมในพื้นที่รโหฐานหรือลับตา และยิ่งเก็บเสียงสนทนาได้จะเพอร์เฟกต์ เหตุผลเพราะความเกรียน รั่ว และจังหวะตลกที่ปล่อยมาแบบไม่ให้พัก อาจทำให้คนตกใจที่เห็นภาพคุณหัวเราะคิกคักเกินเบอร์

เหนือสิ่งอื่นใด เราว่าจุดที่ส่งให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ครองแชมป์ยอดขายตั๋วสูงสุด มิใช่เพียงความแหวกขนบตั้งแต่พล็อตเรื่อง หรือมุกตลกหน้าตายโดยทีมนักแสดง แต่จุดสำคัญน่าจะอยู่ที่การหยิบสองสิ่งซึ่งดูห่างเหิน แต่กลับมีลักษณะร่วมกันอย่าง ‘ไก่ทอด’ กับ ‘ยาเสพติด’ มาเป็นอุปกรณ์ประกอบฉากชิ้นใหญ่ 

ลักษณะร่วมที่ว่า ข้อแรกคือ ทั้งสองเป็นวัตถุมหัศจรรย์ที่มีสารทำให้ผู้เสพหรือทานมีอาการเคลิบเคลิ้ม เพลิดเพลิน และหักห้ามใจไม่ให้นำเข้าสู่ร่างกายได้ยาก ข้อสองคือ เป็นวัตถุที่หาซื้อง่าย ไม่ว่าคุณจะเป็นไม่ว่าจะครู นักเรียน คนทำงาน ข้าราชการ นักบวช หรือแม้แต่พระสงฆ์ ก็ครอบครองเป็นเจ้าของทั้งสองสิ่งนี้ได้ (ในภาพยนตร์เขาบอกมาแบบนี้) 

ส่วนความต่าง คือสิ่งหนึ่งเป็นเพียงของว่างธรรมดา แต่มีคุณค่าประหนึ่ง Soft Power ที่รัฐบาลบ้านเขาต้องการแผ่ขยายให้ดังไกลไปทั่วโลก ส่วนอีกสิ่ง คือของผิดกฎหมายที่ไม่ว่าจะบ้านเมืองไหน ๆ ก็คล้ายจะแทรกซึมและลอยนวลอยู่ได้อย่างไม่มีทีท่าจะหมดไป 

ปฏิบัติการทอดๆ ซุ่มๆ เพื่อจับกุมแก๊งค้ายาข้ามชาติผ่านร้านไก่ทอด โดยทีมสายสืบฝีมือดีแต่ไม่มีผลงาน

และภาพยนตร์ Extreme Job ก็พยายามฉายภาพให้เห็นว่า โชคดีเหลือเกินที่ในสังคมซึ่งสีขาวกับดำสลับสับสน บ้านเมืองเขายังมีข้าราชการที่มุ่งมั่นปราบปรามและไม่ยอมแพ้ แม้จะยังลุ้นอยู่ว่าสุดท้ายแล้ว ข้าราชการชั้นผู้น้อยที่เผลอหลงระเริงไปกับอำนาจเงินตรา จะวกกลับมาทำหน้าที่ของตนหรือไม่ แต่อย่างน้อยความตั้งใจจริง เจ็บจริง และจับจริง ของพวกเขาก็เต็มที่ไม่แพ้ชาติใด ก้าวขึ้นเวทีรับเหรียญกล้าหาญได้แบบไม่มีข้อกังขา!

และที่สำคัญไก่ทอดกรอบ ๆ ที่เกาหลีนั้นก็เด็ดขาดกว่าใคร 

ไปลองชิมดูได้เลย!

รับชมภาพยนตร์ Extreme Job พร้อมคำบรรยายไทยได้ที่ HBO Go และ Netflix (ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2564 เป็นต้นไป)

Writer

สุดาวรรณ วนสุนทรเมธี

นักพิสูจน์อักษรวัยเตาะแตะที่มักจะหลงรักพระรองในซีรีส์เกาหลี และอยู่ระหว่างรักษาระยะห่างจากชานมไข่มุก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load