ปลายปีที่แล้ว The Cloud ได้รับเชิญจากกระทรวงการต่างประเทศให้เดินทางไปร่วมงานเลี้ยงรับรองฉลอง 2 ศตวรรษแห่งมิตรภาพ และ 185 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สหรัฐฯ ที่หอสมุดรัฐสภาสหรัฐฯ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. 

The Cloud บอกเล่าเรื่องราวของความสัมพันธ์อันงดงามจากงานนั้น ตั้งแต่ระดับประมุขจนถึงระดับประชาชน ไว้ในบทความเรื่อง เปิดเซฟหอสมุดรัฐสภาสหรัฐชมเครื่องดนตรีที่ ร.9 พระราชทาน’

จากการเดินทางไปเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในครั้งนั้น ทำให้เราพบความสัมพันธ์อันงดงามระหว่าง 2 ประเทศที่ถูกบันทึกไว้ใน ‘อาคาร’ 3 หลัง

“ไทยกับสหรัฐฯ เป็นมิตรประเทศกันมา 2 ศตวรรษ เราเป็นประเทศแรกในเอเชียที่รับรองสหรัฐฯ ว่าเป็นประเทศ และเป็นประเทศแรกในเอเชียที่มีสนธิสัญญาอย่างเป็นทางการกับเราเมื่อ ค.ศ. 1833” คุณวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน เล่าถึงความสัมพันธ์อันยาวนาน และเล่าต่อว่า ในสหรัฐฯ น่าจะมีคนไทยประมาณ 3 แสนคนขึ้นไป การดูแลคนไทยจำนวนมากในประเทศที่มีขนาดใหญ่เท่าทวีปไม่ใช่เรื่องง่าย

อาคารของสถานทูตไทยในสหรัฐฯ จึงมีความน่าสนใจทั้งในแง่ของประวัติศาสตร์ และการเป็นศูนย์ราชการของหน่วยงานจากประเทศไทย ถ้าจะอธิบายอย่างสั้นที่สุด ความน่าสนใจของอาคารทั้ง 3 หลังมีดังนี้

อาคารที่ทำการกงสุล

อายุ 99 ปี เป็นการสร้างอาคารในต่างประเทศเพื่อใช้เป็นสถานเอกอัครราชทูตหลังแรกของประเทศไทย ออกแบบโดยสถาปนิกผู้ออกแบบ Smithsonian Museum of Natural History และเป็นสถานที่ประชุมของเสรีไทยสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

ทำเนียบเอกอัครราชทูต

อายุ 113 ปี ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดังของสหรัฐฯ เคยเป็นบ้านของ Dwight F. Davis อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้เสนอให้จัดแข่งขันเทนนิสระดับนานาชาติรายการ Davis Cup และเป็นอาคารอนุรักษ์ของสหรัฐฯ

อาคารที่ทำการสถานเอกอัครราชทูต

อายุ 30 ปี เป็นอาคารสำนักงานของ 8 หน่วยงาน มีเจ้าหน้าที่ร่วมกว่า 80 คน ถือเป็นสถานเอกอัครราชทูตไทยที่ใหญ่ที่มีจำนวนคนทำงานมากที่สุดในโลก และเคยต้อนรับการมาเยือนของอดีตประธานาธิบดีอย่าง นายจอร์จ บุช, นายจอร์จ ดับเบิลยู. บุช และ นายบิล คลินตัน

ประวัติศาสตร์สถานเอกอัคราชทูตในต่างแดน

สถานทูตไทยแห่งแรกในโลกตั้งที่ลอนดอนเมื่อ พ.. 2424 ทูตคนแรกของเราคือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ (ต้นตระกูลชุมสาย) ไปช่วงต้นของรัชกาลที่ 5 ประจำที่ลอนดอนแต่ดูแลประเทศต่างๆ ในยุโรปและอเมริกา รวม 12 ประเทศ นานๆ ก็ไปอเมริกาที” คุณวิทยา เวชชาชีวะ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศสหรัฐอเมริกา และปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการตั้งสถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงวอชิงตัน

“พ.ศ.2425 รัชกาลที่ 5 รับสั่งว่าเราต้องมีสถานทูตที่ปารีส เพราะเราติดต่อกับฝรั่งเศสเยอะ ทรงย้ายพระองค์เจ้าปฤษฎางค์จากลอนดอนมาเป็นทูตคนแรกที่ปารีส และให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ (ต้นตระกูลกฤดากร) น้องชายของรัชกาลที่ 5 มาเป็นทูตที่ลอนดอนแทน จากนั้นก็ตั้งสถานทูตที่เบอร์ลินและเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบกษัตริย์”

จุดเริ่มต้นสถานเอกอัครราชทูตในสหรัฐอเมริกา

ด้วยความสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐอเมริกา เราจึงเปิดสถานทูตในสหรัฐอเมริกาที่กรุงวอชิงตันเมื่อ พ.ศ. 2444 เป็นลำดับถัดมา โดยมีพระยาอรรคราชวราทร (ภัสดา บุรณศิริ) เป็นอัครราชทูตสยามคนแรก

Siam Legation หรือสถานทูตสยามในยุคนั้น เช่าพื้นที่ของอาคาร The Arlington เลขที่ 1739 ถนน Corcoran ในเขต Arlington จากนั้นพ.ศ. 2456 ย้ายไปเช่าอาคารเลขที่ 1721 Rhode Island Avenue พ.ศ. 2458 เปลี่ยนไปเช่าอาคารเลขที่ 3145-47 ถนนหมายเลข 16 และ พ.ศ. 2461ก็ย้ายที่ทำการอีกครั้ง ไปเช่าอาคารเลขที่ 2308 Wyoming Avenue

คุณวิทยาเล่าว่า ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 จะเริ่มขึ้นใน พ.ศ. 2457 ประเทศในทวีปเอเชียที่มีสถานทูตในกรุงวอชิงตันมีเพียงแค่ 3 ประเทศเท่านั้นคือ ญี่ปุ่น จีน และไทย เพราะประเทศอื่นยังไม่มีเอกราช

หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 จบลงเมื่อ พ.ศ. 2461 รัฐบาลสหรัฐเสนอที่ดินให้สยามสร้างอาคารสถานทูตของตัวเองได้ ซึ่งตรงกับพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 รัฐบาลไทยจึงซื้อที่ดิน 2 แปลง เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2462 และ 22 มีนาคม พ.ศ. 2463 ค่าที่ดินและค่าสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งหมด 126,226 ดอลลาร์ฯ วางศิลาฤกษ์โดยพระยาประการกรวงศ์ (ว่อง บุนนาค) อัครราชทูตสยามในขณะนั้น

อาคาร Siamese Legation เลขที่ 2300 ถนน Kalorama เปิดใช้งานเป็นที่ทำการสถานอัครราชทูตและทำเนียบอัครราชทูตในตึกเดียวกันเมื่อ พ.ศ. 2464

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

พิธีวางศิลาฤกษ์อาคารสถานอัครราชทูตสยาม พ.ศ. 2463 คนในภาพคือ พระยาประการกรวงศ์ (ว่อง บุนนาค) ลูกชาย และเพื่อนชาวอเมริกัน
ภาพ : thaiembdc.org

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

สถานอัครราชทูตสยาม พ.ศ. 2463
ภาพ : thaiembdc.org

งานออกแบบ

อาคาร 4 ชั้นหลังนี้เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์มากมาย

เริ่มต้นจากนี่คืออาคารปลูกสร้างเพื่อใช้เป็นที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตหลังแรกในต่างประเทศ

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ภาพ : thaiembdc.org

ตัวอาคารออกแบบโดย James Rush Marshall จากบริษัท Hornblower and Marshall ซึ่งมีผลงานออกแบบอาคาร Smithsonian Museum of Natural History เขาตั้งใจออกแบบอาคารให้สอดรับกับภูมิทัศน์และแนวถนน โดยมีลักษณะเป็นทรงเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์

ส่วนผนังของอาคารและเสาราวระเบียงเป็นผลงานของ John Joseph Earley จากบริษัท John Earley Studio ซึ่งมีผลงานออกแบบอย่าง Meridian Hill Park ในกรุงวอชิงตัน

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

แต่อาคารหลังนี้ก็มีความเป็นไทยเล็กๆ แฝงอยู่ นั่นก็คือ บนยอดเสาทั้งสี่ต้นหน้าอาคารมีตราครุฑติดอยู่ เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าอาคารหลังนี้ใช้เป็นสถานที่ราชการของรัฐบาลไทย (และแก้เคล็ดที่อาคารตั้งอยู่ตรงสามแยกพอดี)

ความสำคัญอีกอย่างคือ อาคารหลังนี้อยู่ในเขต Kalorama Heights ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงวอชิงตัน ถือเป็นสถานเอกอัครราชทูตหลังแรกของย่านนี้ ก่อนจะมีที่ทำการและทำเนียบทูตของประเทศต่างๆ ตามมาอยู่ในย่านนี้

เสรีไทยและที่ทำการแห่งใหม่

“สมัยก่อนทูตอยู่ข้างบนชั้นสามชั้นสี่ ชั้นสองเป็นที่รับแขก ชั้นล่างเป็นออฟฟิศ ทำงานกงสุล สมัยก่อนงานไม่มาก ไม่ต้องการพื้นที่มาก ก็อยู่อย่างนั้นเรื่อยมา จนสงครามโลกครั้งที่ 2 คุณเสนีย์ ปราโมช (อัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกาในขณะนั้น) ก็อยู่ที่นั่น ช่วงพ.ศ. 2487เสรีไทยใช้ที่นี่เป็นที่ประชุม คุณสิทธิ เศวตศิลา ก็มาประชุมกับคุณเสนีย์ที่นี่” คุณวิทยาเล่าถึงเหตุการณ์ครั้งสำคัญที่เคยเกิดขึ้นที่นี่

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ห้องโถงบริเวณชั้นสอง

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ห้องประชุมบริเวณชั้นสอง

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงในพ.ศ. 2488 เราก็มีความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาแนบแน่นยิ่งขึ้นไปอีก

“ตอนนั้นตำแหน่งทูตของเราเป็นแค่อัครราชทูต เป็นเอกอัครราชทูตไม่ได้ เพราะไม่ใช่ประเทศมหาอำนาจ พอถึง พ.ศ. 2490 รัฐบาลของทั้งอเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศส ก็ตกลงกันว่าถึงเวลายกระดับให้เรามีเอกอัครราชทูตได้แล้ว” คุณวิทยาเล่าต่อว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการผลักดันครั้งนี้คือ บรมครูด้านการทูตที่เก่งที่สุดของไทยอย่าง พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ซึ่งเคยเป็นถึงประธานการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ

อีกมุมหนึ่งท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา เป็นนายกราชบัณฑิตยสถาน และเป็นผู้บัญญัติศัพท์คำว่า อัตโนมัติ (Automatic) รัฐธรรมนูญ (Constitution) ประชาธิปไตย (Democracy) โทรทัศน์ (Television) และ วิทยุ (Radio)

กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ทรงเห็นว่าอาคารหลังนี้คับแคบไป เลยขอซื้อที่ทำการใหม่ใน พ.ศ. 2490 เป็นอาคารเลขที่ 2490 Tracy Place ถัดจากอาคารเดิมไปแค่ 2 บล็อก โดยให้อาคารหลังนั้นทำหน้าที่เป็นที่ทำการ และอาคารที่ถนนคาโลรามาทำหน้าที่ทำเนียบเอกอัครราชทูตอย่างเดียว

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ห้องอาหารบริเวณชั้นสอง

กลุ่มใต้ถุน

อีกหนึ่งความทรงจำของอาคารที่ถนนคาโลรามาก็คือ ชั้นใต้ดิน

“ยุคที่ คุณพจน์ สารสิน เป็นทูต (พ.ศ. 2495 – 2500) มีกลุ่มที่เราเรียกกันว่า กลุ่มใต้ถุน เป็นนักเรียนไทยในอเมริกา วันหยุดก็เดินทางจากเมืองอื่นมากินอยู่กัน 20 – 30 คน อย่างเช่น คุณสวัสดิ์ วัฒนายากร (อดีตองคมนตรี) คุณอภิลาศ โอสถานนท์ (อดีตอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์) อาสา สารสิน (อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศสหรัฐอเมริกาและปลัดกระทรวงการต่างประเทศ) เภา สารสิน (อดีตอธิบดีกรมตำรวจ) ผมด้วย” คุณวิทยาบอกว่า หลังจากยุคคุณพจน์ก็ยังเก็บชั้นใต้ดินไว้เป็นห้องรับรองอีกหลายปี

ปัจจุบันชั้นใต้ดินทั้งหมดเป็นที่พักของพี่เศวต เจ้าหน้าที่คนเก่าคนแก่ของสถานทูต ห้องที่เหล่านักเรียนไทยใช้ชุมนุมกัน ปัจจุบันเป็นห้องนอนของพี่เศวต โดยที่เขายังคงเก็บชั้นหนังสือรอบห้องไว้เหมือนเดิม

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ เยือน

เหตุการณ์สำคัญอีกอย่างของอาคารหลังนี้ก็คือ รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินเยือนกรุงวอชิงตันและอาคารหลังนี้เมื่อ พ.ศ. 2503

คุณวรพัฒน์ อรรถยุกติ (ลูกของ คุณวิสูตร อรรถยุกติ เอกอัครราชทูตในขณะนั้น) เขียนถึงเหตุการณ์นี้ไว้ในหนังสือเรื่อง 72 ปี วรพัฒน์ อรรถยุกติ ว่า

“…งานเริ่มต้นที่สนามด้านหลังสถานทูตโดยมีข้าราชการไทยพร้อมคู่สมรส 200 คนรับเสด็จ บนห้องรับแขกชั้นสองมีเครื่องดนตรีเตรียมไว้ ประกอบด้วย แกรนด์เปียโน แซกโซโฟน ทรัมเป็ต และกลอง มีนักเรียนไทยเป็นนักดนตรี โดยคุณแมนรัตน์ ศรีกรานนท์ ร่วมอยู่ด้วย

“หลังจากประทับเสวยค็อกเทลอย่างเป็นกันเองในสวนด้านหลังสถานทูต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 จึงเสด็จขึ้นห้องรับแขกชั้น 2 นักดนตรีบรรเลงเพลง สายฝน อาทิตย์อับแสง ลมหนาว ซึ่งล้วนเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ ตลอดเจนเพลงอื่นๆ ข้าพเจ้านั่งอยู่กับพื้นในห้องรับแขก และจำได้ว่ามีนักเรียนไทยออกเต้นรำจังหวะร็อกแอนด์โรลหลายคู่

“… เมื่อเสวยพระกระยาหารเสร็จ ได้รับสั่งให้คนกลับไปนำแคลริเน็ตของพระองค์จากแบล์เฮ้าส์มาถวาย และพระองค์ก็ได้ทรงแคลริเน็ตนั้น ไม่มีผู้ใดออกไปเต้นรำเนื่องจากเพลงที่ทรงดนตรีล้วนเป็นเพลงแจ๊ซ มิใช่เพลงจะเต้นรำได้ พระองค์ทรงเป็นกันเองมาก ทำให้ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ในคืนวันนั้นล้วนปลื้มปิติกันอย่างล้นเหลือ

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

รูปวันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม 2503 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงแคลนิเน็ตกับวงดนตรีของนักเรียนไทยที่สหรัฐอเมริกา ณ สถานทูตไทย ถนนคาโลรามา กรุงวอชิงตัน
ภาพ : หนังสือ 72 ปี วรพัฒน์ อรรถยุกติ

ซื้อทำเนียบทูตใหม่

คุณวิทยาเล่าถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้งของอาคารหลังนี้ว่า “พ.ศ. 2507 ยุคที่ คุณสุกิต นิมมานเหมินท์ เป็นทูต และ คุณถนัด คอมันตร์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านเห็นว่าที่คาโลรามาแคบไปที่จะเป็นบ้านทูต เลยขายที่ทำการเลขที่ 2490 Tracey Place แล้วเอาเงินมาซื้อบ้านทูตใหม่ เลขที่ 3125 cathedral Avenue ส่วนบ้านที่คาโลรามาก็กลับมาใช้เป็นที่ทำการอีกครั้ง”

ย้ายที่ทำการสถานทูต

“ผมเป็นทูตที่อเมริกา พ.ศ. 2531 ก่อนจะหมดวาระ มีนโยบายจะซื้อสถานทูตใหม่ ตอนนั้น คุณเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกฯ ท่านมีหลักการว่าอยากให้ทหารมารวมกับพลเรือน ทุกหน่วยงานมาอยู่รวมกันในอาคารเดียว ผมก็รับนโยบายนั้นมาแล้วหาซื้ออาคารใหม่” คุณวิทยาอธิบายถึงเบื้องหลังนโยบายนั้นว่า เป็นเพราะส่วนราชการมีมากขึ้น จึงต้องจ่ายค่าเช่าสถานที่เป็นจำนวนมาก

“เราต้องทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างสถานทูตกับทำเนียบทูตก่อน ทำเนียบทูตใช้เป็นที่รับแขก ควรดูดี แต่สถานทูตอยู่ที่ไหนก็ได้ ย้ายได้ตามความเปลี่ยนแปลงของเมือง เช่น เราเคยอยู่บางลำพูเพราะครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์กลางการติดต่อซื้อขาย แต่ตอนนี้เขาย้ายไปสีลม สุขุมวิท หมดแล้ว เราก็ควรย้ายตาม เหมือนที่สถานทูตต่างประเทศในไทยอยู่ตามตึกที่ไปมาสะดวก สถานทูตของเราที่สเปนหรือมะนิลาก็เป็นแบบนั้น

“เราไปดูหลายแห่ง ตรงนี้ (Georgetown) เป็นย่านที่มีถนนใหญ่ ไปมาสะดวก เป็นย่านธุรกิจและการค้า อยู่ใกล้แม่น้ำ เป็นตึกใหม่สูง 5 ชั้น มีที่จอดรถใต้ดิน 2 ชั้น จอดได้เกือบ 50 คัน ซึ่ง 30 ปีที่แล้วในวอชิงตันไม่ได้มีแบบนี้มากนัก ตอนนั้นเหรียญหนึ่ง 20 บาท ถ้าเราซื้อช้าไปอีกนิดเดียวเหรียญหนึ่งจะเป็น 22.50 บาท เราก็เร่งจนจ่ายเงินสำเร็จก่อนอัตราแลกเปลี่ยนจะเปลี่ยน”

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2533 รัฐบาลมีมติให้กระทรวงการต่างประเทศจัดซื้ออาคารเลขที่ 1024 Wisconsin Avenue ย่าน Georgetown เป็นที่ทำการ ซื้อขายวันที่ 9 ตุลาคม 2534 ราคา 9,725,000 ดอลลาร์ฯ โดย หม่อมหลวงพีระพงศ์ เกษมศรี เอกอัครราชทูตในขณะนั้น

พ.ศ. 2537 หลังจากปรับปรุงครั้งใหญ่ก็เริ่มใช้งาน ถือเป็นการปิดฉากการใช้งานอาคารที่ถนนคาโลรามาหลังจากใช้งานมานานถึง 73 ปี

ปรับปรุง

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ภาพ : thaiembdc.org

อาคารหลังนี้ถือเป็นอาคารพาณิชย์สูง 4 ชั้น มีชั้น Ground และมีที่จอดรถยนต์ใต้ดิน 2 ชั้น

สร้างเมื่อ พ.ศ. 2530 สร้างเสร็จพ.ศ. 2533 รัฐบาลไทยซื้อ พ.ศ. 2534 เริ่มใช้งาน พ.ศ. 2537

เป็นสถานทูตแห่งเดียวในกรุงวอชิงตันที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ในย่านธุรกิจ

หลักการในการปรับปรุงอาคารหลังนี้ก็คือ ทุบผนังให้พื้นที่เชื่อมถึงกัน แล้วแบ่งพื้นที่ใหม่ตามขนาดของสำนักงานต่างๆ มีกระทรวงการต่างประเทศ 1 ชั้น ทูตทหาร 1 ชั้น และทูตพาณิชย์ 1 ชั้น

9 พฤษภาคม 2537 ศ. ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯ ทรงเปิดอาคาร ภายในอาคารประกอบด้วยสถานเอกอัครราชทูต สำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารและฝ่ายทหารเรือ สำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารอากาศ สำนักงานแถลงข่าวไทย สำนักงานพาณิชย์ สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตร สำนักงานที่ปรึกษาเศรษฐกิจและการคลัง และสำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ยกเว้นแค่สำนักงานผู้ดูแลนักเรียนในสหรัฐอเมริกา (สังกัดสำนักงาน ก.พ.) ซึ่งมีที่ทำการถาวรของตัวเอง

อาคารแห่งนี้เคยต้อนรับอดีตประธานาธิบดีอย่างนายจอร์จ บุช, นายจอร์จ ดับเบิลยู. บุช และ นายบิล คลินตัน มาร่วมลงนามไว้อาลัยแก่ผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์สึนามิเมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2548

คุยกับทูต

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

“บรรยากาศที่นี่เหมือนศูนย์ราชการ มีกระทรวงต่างๆ เจอกันได้ง่ายๆ จะคุยอะไรก็คุยกันได้เลย ไม่มีช่องว่าง ซึ่งตึกสถานทูตส่วนใหญ่ไม่ใช่แบบนี้ ที่นี่มีคนทำงาน 80 กว่าคน ถือว่ามากที่สุดในโลก อยู่ร่วมกันก็ราบรื่นดีไม่มีปัญหา ที่นี่ยังรับได้อีก 2 สำนักงาน สำหรับหน่วยงานที่จะมาตั้งในอนาคต” ท่านทูตวีรชัยเล่าถึงบรรยากาศของสถานเอกอัครราชทูต

“ความยากของการทำงานที่นี่คือ เราต้องกระจายอำนาจ ในสหรัฐฯ มีสถานกงสุลใหญ่ 3 แห่งที่คนไทยเป็นคนดูแล ที่เหลือกงสุลกิตติมศักดิ์เป็นคนอเมริกัน การคุมคุณภาพการทำงานทั้งหมดให้เป็นแบบเดียวกันไม่ง่าย การเดินทางไปสถานกงสุลแต่ละแห่งก็ใช้เวลา ต้องวางแผนการสื่อสารและการกระจายอำนาจให้ดี

“ยังมีงานให้เราทำอีกเยอะ คนไทยมาลงทุนในสหรัฐฯ ประมาณ 23 รัฐ สร้างงานกว่า 60,000 อัตรา ขณะเดียวกันคนอเมริกันก็ไปสร้างงานให้คนไทยในบ้านเราด้วย เพราะเราเก่งกันคนละอย่าง อย่างเรื่องเกษตร หรือการเลี้ยงกุ้ง เราเก่งกว่าเขา เขาอยากให้เรามาลงทุนเลี้ยงกุ้งแล้วถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยเชื่อมกับมหาวิทยาลัยของรัฐ”

ทำเนียบทูตหลังใหม่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

“ในยุคที่คุณพีระพงศ์เป็นทูตและผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านทูตมีความคิดว่าอยากซื้อทำเนียบใหม่ เพราะหลังเก่าทุกอย่างดีหมด อยู่สบายดีมี 7 ห้องนอน แต่ข้างนอกดูไม่สวย ไม่มีบริเวณ จัดงานเลี้ยงรับรองได้แต่ในบ้าน ไม่สง่างาม และเขาเล่าต่อๆ กันมาว่ามันเคยเป็นบาร์โคมแดงมาก่อน” คุณวิทยาเล่าถึงการย้ายบ้านอีกครั้ง

บ้านหลังนี้อยู่ในเขต Kalorama ด้านซ้ายของอาคารเป็น Spanish Steps บันไดทางเดินเชื่อมระหว่างถนน 22 และ Decatur ออกแบบโดยสถาปนิก George Oakley Totten Jr. มีน้ำพุรูปหัวสิงโตด้านบน

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ทำเนียบเอกอัครราชทูตเป็นอาคารสูง 4 ชั้น โครงสร้างกำแพงภายนอกเป็นอิฐแบบ Neo-classic สีแดงเลือดนกสลับขาว ปีกตึกทั้งสองด้านยืดยาว ลานหินตรงหน้าอาคารปูด้วยหินแบบ Herringbone Pattern และมีแนวราวกำแพงแบบ Renaissance

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

อาคารหลังนี้สร้างช่วง พ.ศ. 2449 – 2450 ออกแบบโดยนาย Ogden Codman สถาปนิกที่มีชื่อเสียงของสหรัฐฯ เป็นบ้านของ Martha Codman ญาติที่สืบทอดมรดกจากธุรกิจเดินเรือของครอบครัวในบอสตัน และเป็นนักสะสมภาพวาดศิลปินชาวอเมริกัน

พ.ศ. 2481 มาร์ธา คอดแมน ขายบ้านให้ Dwight F. Davis อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สมัยประธานาธิบดี Hebert Hoover นายเดวิสมีชื่อเสียงในฐานะนักกีฬาเทนนิสและเป็นผู้เสนอความคิดให้มีถ้วยเทนนิสในระดับนานาชาติซึ่งรู้จักในชื่อ Davis Cup

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

พ.ศ. 2520 บ้านหลังนี้ ได้รับการขึ้นทะเบียนจาก National Register of Historic Places, National Park Service, US Department of the Interiorให้เป็นอาคารอนุรักษ์ (National Register of Historic Places) ประเภท II คือมีคุณลักษณะสำคัญด้าน Cultural Heritage และ Visual Beauty ในชื่อบ้านว่า Codman-Davis House

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ลิฟต์ภายในบ้าน

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ห้องรับแขกหลักบริเวณชั้นสอง

วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2536 รัฐบาลไทยซื้อบ้านหลังนี้เพื่อเป็นทำเนียบทูต ในยุคที่หม่อมหลวงพีระพงศ์ เกษมศรี ดำรงตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูต และมีการปรับปรุงก่อนจะใช้งานใน พ.ศ. 2537

บ้านหลังนี้มีห้องพัก 12 ห้อง เป็นห้องรับรองแขก 8 ห้อง

ท่านทูตวีรชัยพูดถึงบ้านหลังนี้ว่า “ถ้าเปรียบกับที่เมืองไทย ก็เหมือนบ้านหลังนี้อยู่บนถนนวิทยุ พยายามสร้างแบบยุโรป มีหน้าต่างแบบฝรั่งเศส ซึ่งไม่ค่อยเห็นในวอชิงตัน”

ห้องโปรดของท่านทูตคือ ห้องโถงที่ติดกับห้องกินข้าวชั้นสอง และสวนบริเวณระเบียงซึ่งอยู่ติดกับห้องโถงนั้น

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ห้องโถงที่อยู่ติดกับห้องกินข้าว ชั้นสอง

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

สวนบนระเบียงชั้นสอง

“ทำเนียบนี้ใช้งานบ่อยตามมาตรฐานทำเนียบทูต มีดินเนอร์ใหญ่อย่างน้อยเดือนละ 2 หน ไม่นับอาหารกลางวัน ผมหาความรู้จากทูตคนอื่นๆ ที่นี่ พบว่าคนที่นี่นิยมเลี้ยงอาหารกลางวัน มื้อเย็นไม่ค่อยมี ถ้ามีคือเป็นงานพิเศษจริงๆ และจะเลี้ยงเร็ว มาอยู่ที่นี่ต้องปรับตัวกับงานเลี้ยงกลางวันมากขึ้น ส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานราชการต่างๆ ของสหรัฐฯ มีสารพัดกระทรวงที่ดูแลงานเกี่ยวกับประเทศไทย แล้วก็เลี้ยงกลุ่มนักธุรกิจ ถ้าเปรียบกับบ้านเราก็คือ กลุ่มสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม

“ถ้าเป็นประเทศอื่นจะเลี้ยงคณะทูตด้วยกันบ่อย แต่ที่นี่ทุกคนยุ่ง ก็มีแต่ทูตอาเซียนที่พบปะสังสรรค์กันตลอด เหมือนเป็นสมาคมลับ” ท่านทูตตอบพร้อมเสียงหัวเราะ

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ห้องรับแขกชั้นสอง

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

พระบรมฉายาลักษณ์และลายพระหัตถ์ของ ร.7

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

พระฉายาลักษณ์และลายพระหัตถ์ของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก

คืนชีพอาคารคาโลรามา

คุณภัทรียา วัฒนสิน นักการทูตตำแหน่งที่ปรึกษา ผู้ดูแลงานด้านกงสุลของสถานเอกอัครราชทูต เล่าเรื่องราวภาคต่อของอาคารบนถนนคาโลรามาให้ฟังว่า

“หลังจากซื้อตึกที่ทำการที่จอร์จทาวน์ ที่นี่ก็ปิดร้างไปพักใหญ่ รัฐบาลสหรัฐฯ มีระเบียบว่า ถ้าเรามีตึกที่ไม่ใช้งานต้องเสียภาษี พ.ศ. 2556 เราเลยตัดสินใจซ่อมแซมตึกนี้บางส่วนแล้วใช้เป็นสำนักงานของฝ่ายกงสุล”

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

บางส่วนที่ว่าก็คือ ชั้นล่างใช้เป็นแผนกกงสุล ชั้นสองใช้เป็นห้องทำงาน ส่วนชั้นสามและสี่ใช้เป็นที่เก็บเอกสาร

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

สำนักงานกงสุลชั้นล่าง

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ห้องเก็บของชั้นสี่

“ในอนาคตกำลังจะปรับปรุงครั้งใหญ่ ผู้ใหญ่จากกระทรวงกำลังจะมาตรวจสอบ เพราะตึกนี้มีปัญหาเรื่องความปลอดภัย ตอนเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ทำให้ตึกนี้เอียงและมีรอยร้าว เรากำลังจัดสรรงบมาบูรณะครั้งใหญ่ให้เป็นคล้ายๆ Thai House แสดงเรื่องราวเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทย โครงสร้างภายนอกจะเหมือนเดิมเพราะเป็นอาคารอนุรักษ์ ชั้นสองเป็นชั้นที่เพดานสูงจะปรับให้เหมาะสำหรับการจัดงานเลี้ยง ชั้นล่างซึ่งเป็นแผนกวีซ่าก็จะปรับให้กว้างขึ้น มีห้องทำงานมากขึ้น รองรับคนมาใช้บริการได้มากขึ้น ส่วนชั้นสามและสี่จะปรับปรุงให้เป็นที่ทำงาน”

คุณภัทรียาทิ้งท้ายว่า กำลังจะเปิดประมูลให้เอกชนเข้ามาปรับปรุงเร็วๆ นี้

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

สถานเอกอัครราชทูตในปัจจุบัน

คุณช่อมณี ม่วงมงคล ผู้ช่วยฝ่ายสารนิเทศและวัฒนธรรม เล่าว่า อาคารที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตแห่งนี้เป็นที่รู้จักของชาววอชิงตัน ดี.ซี. เนื่องจากองค์กร Cultural Tourism DC มีการจัดกิจกรรมชวนสถานทูตต่างๆ มารวมตัวกันเปิดสถานทูตให้คนเข้าไปเยี่ยมชม พร้อมกันในวันเสาร์แรกของเดือนพฤษภาคมของทุกปี เป็นงานที่จัดต่อเนื่องมา 11 ปีแล้ว สถานเอกอัครราชทูตของเราเข้าร่วมตั้งแต่ปีที่ 2 แถมในปีนั้นยังให้ใช้สถานที่เป็นที่จัดงานแถลงข่าว

ในปีแรกที่เราเปิดบ้าน มีผู้มาเยือนถึงสามพันกว่าคนในวันเดียว ในสถานทูตมีกิจกรรมให้ความรู้ พาชมอาคาร นวดไทย ขายอาหารไทย โชว์มวยไทย แกะสลักผลไม้ มีดนตรีแจ๊สมาเล่น เรียกว่าเป็นกิจกรรมที่ครบรสและเต็มที่ไม่แพ้สถานทูตไหน รีวิวดีขนาดนี้ งานนี้ในปีต่อมา คนจึงเข้ามามากกว่าเดิมอีก

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ภาพ : thaiembdc.org

ปีที่ผ่านมา มีสถานทูตเข้าร่วมประมาณ 40 แห่ง แต่สถานทูตไทยก็ยังเป็นที่ที่คนปักธงว่า ต้องไม่พลาดเช่นเดิม

นอกจากนี้ สถานเอกอัครราชทูตก็ยังมีงาน Thai Festival ภายในอาคาร คล้ายๆ กับงานวันเปิดบ้าน แล้วก็ยังมีงาน Thai Village ที่ไปเช่าพื้นที่ของโบสถ์จัดงาน ลักษณะงานใกล้เคียงกัน แต่อาหารเต็มที่กว่าเยอะ เพราะต้มผัดแกงทอดปรุงกันได้เต็มที่โดยไม่ต้องกลัวเรื่องกลิ่น

อีกงานที่น่าสนใจมากก็คือ Thai Talent จัดเดือนละครั้ง เป็นการชวนศิลปินไทยที่ได้รับทุนฟุลไบรท์ด้านศิลปะ (ซึ่งมีไม่มากนัก) มาแสดงงานศิลปะ เช่น การฉายหนังผลงานของตัวเอง ซึ่งได้รับเสียงตอบรับดีมาก

คุณช่อมณีทิ้งท้ายว่า งานใหญ่อีกงานที่สถานทูตภูมิใจมาก และใช้เวลาเตรียมงานกันครึ่งค่อนปี ก็คือ งานเลี้ยงรับรองฉลอง 2 ศตวรรษแห่งมิตรภาพ และ 185 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สหรัฐฯ ที่หอสมุดรัฐสภาสหรัฐฯ นั่นเอง

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

Writer & Photographer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

The Embassy

เคาะประตูเยี่ยมชมทำเนียบเอกอัครราชทูต เล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เรื่องราวของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ สิงคโปร์ น่าสนใจมาก

สถานเอกอัครราชทูตแห่งนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 11 ไร่ กลางย่านช้อปปิ้งอย่างถนนออร์ชาร์ด (Orchard) ใจกลางเมืองสิงคโปร์

บนถนนสายธุรกิจสายนี้มีพื้นที่ 2 แห่งเท่านั้นที่ไม่ได้ใช้เพื่อการพาณิชย์และมีลักษณะเป็นสวน ที่แรกคือ Istana ปัจจุบันเป็นทำเนียบประธานาธิบดีสิงคโปร์ (บ้านพักของประธานาธิบดี) อีกที่คือสถานเอกอัครราชทูตไทยซึ่งเป็นสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศเพียงแห่งเดียวที่ครอบครองที่ดินบนถนนหลักสายนี้

รัชกาลที่ 5

ฉายพระรูปที่ร้านโรเบิร์ต เลนซ์ เมืองสิงคโปร์ พ.ศ. 2439

ที่ดินผืนนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้เมื่อกว่าร้อยปีก่อน ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านการเปลี่ยนแปลงมากมาย เคยเกือบถูกปล่อยเช่า เกือบถูกแลกกับที่แปลงอื่น และเคยเกือบถูกขาย ด้วยตัวเลขที่สูงถึง 23,000 ล้านบาท

แต่สุดท้ายพื้นที่สีเขียวกลางเมืองสิงคโปร์ผืนนี้ก็ยังเป็นที่ตั้งของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ สิงคโปร์

น่าเสียดาย เราเดินทางสวนกับท่านเอกอัครราชทูต ธงชัย ชาสวัสดิ์ เลยไม่มีโอกาสได้พูดคุยเรื่องงานด้านการทูตในปัจจุบัน

ได้แต่เอาเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจของสถานเอกอัครราชทูตแห่งนี้มาฝากกัน

เริ่มต้นความสัมพันธ์ไทย-สิงคโปร์ สมัยรัชกาลที่ 4

ประเทศไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศสิงคโปร์เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2508 แต่มิตรภาพระหว่างสองประเทศมีมากว่า 150 ปี ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่ใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการติดต่อกับต่างประเทศ สิงคโปร์ในยุคนั้นมีบทบาทสำคัญเพราะเป็นศูนย์กลางการปกครอง เศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน ของจักวรรดิอังกฤษในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายตัน กิม เจ็ง (Tan Kim Ching) ชาวจีนที่เกิดในเมืองมะละกา และเป็นคนในบังคับอังกฤษ ให้เป็นกงสุลประจำสิงคโปร์ เป็นพระพิเทศพานิช สยามพิชิตศึก

นอกจากนี้ยังทรงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุประดิษฐ์ กรมหมื่นวิษณุนาทนิภาธร เดินทางไปยังสิงคโปร์ใน พ.ศ. 2404 เพื่อศึกษาแนวทางที่อังกฤษใช้ปกครองสิงคโปร์ และนำแบบอย่างการทำนุบำรุงบ้านเมืองของอังกฤษ เช่น การสร้างถนน การสร้างสะพาน มาประยุกต์ใช้ในราชอาณาจักร

รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสสิงคโปร์เป็นประเทศแรก ในฐานะกษัตริย์แห่งสยาม

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 บ้านเมืองได้รับผลกระทบจากการแสวงหาอาณานิคมของชาวตะวันตก จึงทรงมีพระราชประสงค์จะปรับปรุงสยาม และเกิดการเสด็จประพาสเมืองสิงคโปร์ด้วยพระองค์เอง เพื่อทรงศึกษาวิธีการปกครอง และความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคม สำหรับนำมาใช้พัฒนาประเทศ การเสด็จประพาสสิงคโปร์และชวาอย่างเป็นทางการเกิดขึ้นใน พ.ศ.2414 รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 38 วัน นับเป็นการเสด็จฯ ไปต่างประเทศเป็นครั้งแรกในฐานะกษัตริย์แห่งสยาม

สถานทูตไทยในสิงคโปร์

ภาพ : National Archives of Singapore

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

ในการเสด็จฯ ครั้งนั้น พระองค์พระราชทานช้างสำริดแก่สิงคโปร์เพื่อเป็นที่ระลึกด้วยความรู้สึกขอบคุณที่ทรงได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีขณะประทับอยู่ที่สิงคโปร์เป็นเวลากว่า 1 สัปดาห์ บริเวณฐานมีข้อความ 4 ภาษา ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ และตัวอักษรจาวี

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

เดิมตั้งอยู่ที่หน้าอาคาร Singapore Art Museum แต่ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ The Arts House (อาคารรัฐสภาเก่า)

ในหลวงรัชกาลที่ 5 ยังเสด็จฯ ไปสิงคโปร์อีกหลายครั้ง เช่น ใน พ.ศ. 2433 เสด็จฯ เป็นการส่วนพระองค์ด้วยเรือพระที่นั่งอุบลบุรพทิศ และประทับที่สยามเฮ้าส์ ซึ่งเป็นบ้านของนายตัน กิม เจ็ง

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อบ้านที่สิงคโปร์

ที่ดินบนถนนออร์ชาร์ดซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานเอกอัครราชทูตไทยในปัจจุบัน เดิมเป็นสวนชานเมืองสิงคโปร์ เริ่มพัฒนามาเป็นย่านบ้านพักอาศัยของคหบดีในช่วงรัชกาลที่ 4 เป็นคฤหาสน์แบบบังกะโลตั้งกระจายกัน หลังหนึ่งเป็นบ้านของนายพลเรือพระยาวิสูตรสาครดิฐ หรือ กัปตันบุช (John Bush) นักเดินเรือชาวอังกฤษผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าท่าคนแรกของไทย ตรอกบริเวณบ้านพักของเขาในย่านสี่พระยา ถูกเรียกว่า ตรอกกัปตันบุช

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

Hurricane House

บ้านของกัปตันบุชในสิงคโปร์มีชื่อว่า บ้านเฮอริคัน (Hurricane House) ในปี พ.ศ. 2439 เมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จฯ เยือนสิงคโปร์ด้วยเรือพระที่นั่งมหาจักรี นายจอห์น แอนเดอร์สัน (John Anderson) กงสุลเยอเนอราลสยามประจำสิงคโปร์ ซึ่งเป็นบุตรเขยของพระยาวิสูตรสาครดิฐ ได้จัดบ้านเฮอริคันถวายเป็นที่ประทับ 9 วัน

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

พระรูปหมู่ฉายที่ Hurricane House พ.ศ.2439

รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชทานงานเลี้ยง ทรงฉายพระรูป และทรงปลูกต้นโพธิ์เป็นที่ระลึก เมื่อเสด็จนิวัตพระนครแล้ว พระยาวิสูตรสาครดิฐได้ขายบ้านเฮอริคันพร้อมเครื่องเรือน รวมเป็นเงิน 50,000 เหรียญฯ รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้ซื้อไว้โดยใช้งบประมาณแผ่นดิน เพื่อใช้เป็นที่ประทับเมื่อเสด็จฯ ไปเมืองสิงคโปร์ในอนาคต โดยใช้ชื่อพระพิเทศพานิช (จอห์น แอนเดอร์สัน) กลสุลสยาม เป็นเจ้าของ ตามข้อจำกัดทางกฎหมายสิงคโปร์ในขณะนั้น

กษัตริย์ไทยเสด็จประพาสสิงคโปร์อย่างต่อเนื่อง

รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสสิงคโปร์ใน พ.ศ. 2444 ทรงขึ้นรถไฟสายปากน้ำมาลงที่สมุทรปราการแล้วเสด็จฯ ด้วยเรือพระที่นั่งสุริยมณฑล มาต่อเรือพระที่นั่งมหาจักรีจากสมุทรปราการไปสิงคโปร์

ผลจากการเสด็จฯ เยือนสิงคโปร์นำไปสู่การพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ เช่น ด้านคมนาคม การปกครอง สถาปัตยกรรม การศึกษา และการสร้างสัมพันธไมตรีที่ส่งผลถึงการเปิดตลาดการค้าการลงทุนจากพ่อค้าชาวอังกฤษและชาวจีนในสิงคโปร์

การเสด็จฯ แต่ละครั้งได้รับการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ ใน พ.ศ. 2439 เมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จฯ ถึงท่าเรือเมืองสิงคโปร์ เรือรบอังกฤษและเรือรบฮอลันดายิงสลุตถวาย ผู้สำเร็จราชการอังกฤษประจำเมืองสิงคโปร์ก็มาเฝ้าฯ รับเสด็จ

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งข้าราชการไทยเป็นกงสุลสยามประจำสิงคโปร์แทนชาวต่างชาติ ผู้ดำรงตำแหน่งกงสุลใหญ่คนแรกคือ พระประดิพัทธภูบาล (คอยู่เหล ณ ระนอง) ในยุคนั้นได้เช่าอาคารหลังหนึ่งเป็นที่ทำการ ไม่ได้ใช้บ้านเฮอริคัน ซึ่งน่าจะรื้อลงราว พ.ศ. 2465 หรือหลังจากนั้น

พ.ศ. 2467 พระองค์เสด็จประพาสสิงคโปร์ด้วยรถไฟพระที่นั่งพิเศษจากสถานีรถไฟบางกอกน้อย ถึงสถานี Newton (นิวตัน) สิงคโปร์ เพื่อทอดพระเนตรกิจการทหาร การประปา และศิลปวัฒนธรรม

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จประพาสเมืองสิงคโปร์โดยเรือพระที่นั่งมหาจักรี พ.ศ. 2472 รัฐบาลสิงคโปร์ถวายการต้อนรับด้วยการยิงสลุตถวาย ณ ป้อม Canning ซึ่งตอนนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง ทางการสิงคโปร์ต้อนรับอย่างสมพระเกียรติถึงขนาดให้ห้างร้านและธนาคารปิดทำการ 1 วันเพื่อเฉลิมพระเกียรติ

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

ภาพ : National Archives of Singapore
นาย Yusof Bin Ishak ประมุขแห่งสิงคโปร์ และภริยา ถวายการต้อนรับในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ณ สนามบิน Paya Lebar พ.ศ. 2505

ส่วนพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เยือนสิงคโปร์อย่างเป็นการทาง 3 ครั้ง ใน พ.ศ. 2493, 2494 และ 2505

เมื่อสาธารณรัฐสิงคโปร์ประกาศแยกตัวเป็นอิสระจากสหพันธรัฐมาเลเซียเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2508 ประเทศไทยกับสิงคโปร์ก็สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการต่อกัน ในวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2508

จุดเร่ิมต้นของการสร้างสถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์

ราวปี พ.ศ. 2496 ขณะที่หลวงศรีสารสมบัติ (วงศ์ ศรีไชยยันต์) ดำรงตำแหน่งกงสุลใหญ่ จอมพล ป. พิบูลย์สงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้อนุมัติงบประมาณ 5 ล้านบาท เพื่อสร้างสถานกงสุลใหญ่และสำนักงานข้าหลวงพาณิชย์ประจำสิงคโปร์ ณ ที่ดินที่เคยเป็นที่ตั้งของบ้านเฮอริคัน โดยสร้างเสร็จใน พ.ศ. 2503

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

อาคารสถานกงสุลใหญ่และสำนักงานข้าหลวงพาณิชย์ประจำสิงคโปร์ ออกแบบโดยสถาปนิกของกรมโยธาธิการ ประกอบด้วยอาคารสำนักงานทางด้านหน้า และอาคารทำเนียบ (บ้านพัก) ทางด้านหลัง อาคารสำนักงานเป็นอาคารโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กสูงสองชั้น มีผังแบบสมมาตรเป็นรูปตัวที (T) ด้านหลังมีห้องแสดงสินค้าเป็นโถงสูง รูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ (Modern Architect) แบบเรียบ และไม่มีลายตกแต่ง

เมื่อประเทศไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับสิงคโปร์ใน พ.ศ. 2508 นายนิพนธ์ วิไลรัตน์ ก็ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐสิงคโปร์เป็นคนแรก ใน พ.ศ. 2510 จากนั้นอาคารเลขที่ 370 ถนนออร์ชาร์ด ก็เป็นที่ตั้งของสถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์

มีโครงการจะรื้ออาคารสถานเอกอัครราชทูต

นายเจตน์ สุจริตกุล เอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ ช่วง พ.ศ. 2519 –  2523 เล่าว่า สมัยนั้นเศรษฐกิจของสิงคโปร์ยังไม่เจริญก้าวหน้ามาก อาคารบ้านเรือนยังเป็นตึกและห้องแถวคล้ายย่านบ้านหม้อ เวิ้งนาครเกษม หรือถนนเจริญกรุง มีตึกสูงหรืออาคารบ้านเรือนที่ทันสมัยคล้ายย่านทองหล่อบ้าง

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

บรรยากาศของถนนออร์ชาร์ดหน้าสถานเอกอัคราชทูต (ด้านขวาของภาพ)

ช่วง พ.ศ. 2518 ในสมัยรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช มีการเสนอให้รื้ออาคารของสถานเอกอัครราชทูตซึ่งเสื่อมโทรมและมีพื้นที่ใช้สอยไม่เพียงพอ เพื่อสร้างอาคารใหม่สูงราว 10 ชั้น อาคารดังกล่าวจะใช้เป็นทำเนียบเอกอัครราชทูต และแบ่งพื้นที่ให้เช่า โดยบริษัท ฟาร์อีส บิลดิ้ง ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามสถานเอกอัครราชทูต เป็นผู้เข้ามาเสนอแผนการพัฒนาที่ดิน และมีการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างตึกฟาร์อีสข้ามถนนออร์ชาร์ดมายังสถานเอกอัครราชทูต และเริ่มมีการปรับปรุงสถานเอกอัครราชทูตด้วย

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

อาคารสำนักงานของสถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์

นายธานินทร์ กรัยวิเชียร อดีตนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปเยือนสิงคโปร์ และพูดถึงสถานเอกอัครราชทูตว่า “เป็นแผ่นดินทอง ที่ดินผืนนี้มีค่ามากเหลือเกิน ควรใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติมากกว่า”

สุดท้ายแล้วโครงการพัฒนาสถานเอกอัครราชทูตในเชิงพาณิชย์ก็ไม่เกิดขึ้น และสะพานข้ามถนนก็รื้อออกในภายหลัง

มีเอกชนขอแลกพื้นที่

นายสนั่น ปลั่งประยูร เอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ ช่วง พ.ศ.2523 – 2526 เล่าว่า มีบริษัทเอกชนของอินโดนีเซียเข้ามาเสนอขอแลกกรรมสิทธิ์ที่ดินของสถานเอกอัครราชทูต โดยเสนอว่าจะหาสถานที่ตั้งสถานเอกอัครราชทูตให้ใหม่ และยินดีสร้างทำเนียบทูตให้ ที่ดินผืนใหม่อยู่ในย่านสถานเอกอัครราชทูตซึ่งพื้นที่รอบข้างเป็นสถานเอกอัครราชทูตของประเทศต่างๆ เป็นสถานที่ที่ค่อนข้างเงียบสงบ นายสนั่นเห็นว่าเหมาะกว่าย่านออร์ชาร์ด ซึ่งเป็นย่านการค้าที่อึกทึก และรัฐบาลสิงคโปร์พัฒนาที่ดินอยู่เป็นประจำ เช่น เวนคืนที่ดินเพื่อขยายถนน จึงยื่นหนังสือนำเสนอโครงการดังกล่าวให้กระทรวงการต่างประเทศ แต่เรื่องนี้ได้รับการคัดค้าน เพราะเป็นพื้นที่ซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้ เรื่องนี้จึงจบไป

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

ป้ายหน้าสถานเอกอัครราชทูตยุคเก่า

รัฐบาลให้ศึกษาเรื่องการพัฒนาที่ดิน

อาคารสถานเอกอัครราชทูตในช่วงนั้นทรุดโทรมมาก รั้วด้านนอกก็ขาดหายไปบางส่วน แม้แต่ในห้องนอนของเอกอัครราชทูตผนังห้องยังแตกร้าวเป็นรูกว้างขนาดมองเห็นภายนอกได้ เพราะแผ่นดินยุบตัวจากการก่อสร้างตึกสูงโดยรอบ ด้วยการพัฒนาที่รวดเร็วของสิงคโปร์ทำให้สถานเอกอัครราชทูตกลายเป็นสิ่งแปลกปลอมท่ามกลางศูนย์การค้าและตึกสูงที่ทันสมัย

นายสาโรจน์ ชวนะวิรัช เอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ ช่วง พ.ศ.2526 – 2529 เล่าว่า กระทรวงการต่างประเทศมอบหมายให้เขาว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาเพื่อศึกษาการพัฒนาที่ดินและทำข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลไทยว่า ทางเลือกที่ดีที่สุดในการพัฒนาที่ดินผืนนี้ควรจะเป็นอย่างไร บริษัทได้เสนอว่า ให้เอกชนเข้ามาปลูกสร้างศูนย์การค้าบริเวณส่วนหน้าของที่ดิน และเก็บเงินรายได้ส่วนนี้เข้ารัฐบาลไทย ส่วนตัวสถานเอกอัครราชทูตและทำเนียบให้สร้างบริเวณส่วนหลัง

รัฐบาลไทยไม่รับข้อเสนอนี้ และให้ทำการศึกษาต่อไป

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

เกือบเปิดประมูล

นายอัษฎา ชัยนาม เอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ ช่วง พ.ศ.2530 – 2533 เล่าว่า พื้นที่ของสถานเอกอัครราชทูตมีสถานะทางกฎหมายเป็น Free Hold คือ มีอายุถาวร ไม่เหมือนพื้นที่ของบางสถานทูตซึ่งมีสถานะเป็น Lease Hold คือมีอายุจำกัด ต้องคืนให้รัฐบาลสิงคโปร์เมื่อถึงเวลาที่กำหนด (เช่นสถานเอกอัครราชทูตอินโดนีเซียที่ปัจจุบันคือที่ตั้งของห้างอิเซตัน) ดังนั้นจึงมีคนต้องการให้ขายหรือเช่าระยะยาว ซึ่งมีการถกเถียงกันมาก คนส่วนหนึ่งเห็นว่าไม่ควรขาย เพราะรัชกาลที่ 5 พระราชทานไว้ให้ อีกส่วนมองว่าถ้าให้เช่าน่าจะทำได้ จึงมีการตั้งคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องขึ้นมาเพื่อพิจารณาเรื่องนี้หลายครั้ง ฝ่ายผู้เช่าส่วนใหญ่ต้องการเช่า 90 ปี ตามกฎหมายสิงคโปร์ แต่กฎหมายไทยให้เช่าได้ครั้งละ 30 ปี แล้วต่อสัญญาได้ ก่อนที่นายอัษฎาจะพ้นจากหน้าที่ไม่กี่สัปดาห์ มีการจัดทำเอกสารชี้แจงเรื่องการประมูล แต่ผู้ร่วมประมูลไม่เข้าใจในหลายประเด็น สุดท้ายก็เปลี่ยนรัฐบาล จึงไม่มีการประมูลเกิดขึ้น

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

ห้องรับแขก

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

 แก้วน้ำบนโต๊ะเลี้ยงรับรอง

ยังคงดำเนินโครงการปรับปรุงสถานเอกอัครราชทูต

ยังคงมีการตั้งคณะกรรมการดูแลการปรับปรุงสถานเอกอัครราชทูตต่อไป รวมถึงทำแบบจำลองสถานเอกอัครราชทูตหลังใหม่ขึ้นหลายรูปแบบเพื่อให้คณะกรรมการพิจารณา เหตุผลหนึ่งก็เพราะสถานเอกอัครราชทูตทรุดโทรมลงเรื่อยๆ ดร.วิกรม คุ้มไพโรจน์ เอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ ช่วง พ.ศ.2534 – 2538 เล่าว่า พื้นที่ของสถานเอกอัครราชทูตอยู่ต่ำกว่าถนนออร์ชาร์ดด้านหน้า จึงเกิดน้ำท่วมขัง ประกอบกับมีต้นไม้ค่อนข้างเยอะ จึงมีงูหลามจากท่อระบายน้ำมาเยือนเป็นประจำ และมียุงชุกชุม การของบประมาณมาปรับปรุงรั้วและถมพื้นที่ต้องใช้เวลานานกว่าจะได้รับการอนุมัติ สถานเอกอัครราชทูตไทยจึงเป็นพื้นที่ผืนเดียวบนถนนออร์ชาร์ดที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาปรับปรุงให้ทันสมัย ทางการสิงคโปร์จึงไม่ค่อยชอบนัก และขอให้สถานเอกอัครราชทูตดูแลพื้นที่ให้ดี เช่น ขอให้ตรวจดูจานรองกระถางต้นไม้ เพราะอาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ถ้าปล่อยให้มีลูกน้ำอยู่ในจานรองต้นไม้หรือบริเวณที่แฉะ สถานเอกอัครราชทูตอาจถูกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของสิงคโปร์แจ้งเตือนมาได้ ดร.วิกรมปิดท้ายว่า ถ้าไม่ใช่สถานทูตก็อาจโดนปรับไปแล้ว

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

เปิดประกวดแบบ

กระทรวงการต่างประเทศเปิดให้ประกวดแบบสถานเอกอัครราชทูตใน พ.ศ.2539 บริษัทที่ชนะคือ บริษัท นนท์-ตรึงใจ สถาปนิกและนักวางผัง จำกัด ซึ่งมีประสบการณ์ออกแบบสถานเอกอัครราชทูตหลายแห่ง แบบที่ชนะนั้นแตกต่างจากปัจจุบัน คือพื้นที่ด้านหน้าเป็นสระน้ำขนาดใหญ่ และจำลองพระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ ตามแบบพระราชวังบางปะอินไว้กลางสระเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของประเทศไทย แต่ด้วยวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดกับประเทศไทยทำให้โครงการนี้ถูกเลื่อนออกไปก่อน

นายอดิศักด์ ภาณุพงศ์ เอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ พ.ศ. 2539 – 2544 เล่าว่า ในช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจกับประเทศไทย มีบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 4 บริษัท พยายามยื่นข้อเสนอขอซื้อหรือเช่าที่ดินของสถานเอกอัครราชทูต ราคาที่สูงสุดที่มีผู้เสนอซื้อคือ 10,000 ล้านเหรียญสิงคโปร์ (23,000 ล้านบาท) แต่เนื่องจากรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชประสงค์ให้ใช้พื้นที่นี้เป็นสถานที่ราชการ หากจะนำไปดำเนินธุรกรรมเชิงพาณิชย์ใดๆ ต้องผ่านกระบวนการและขั้นตอนมากมาย และต้องมีคำตอบกับสาธารณชนอย่างชัดเจนและโปร่งใสว่า ทำไมต้องขาย ทำไมต้องให้เช่า ทำไมไม่รักษาไว้ สุดท้ายจึงไม่มีการขาย

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์ สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์ สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

วิกฤตต้มยำกุ้งผ่านไป

เมื่อวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งผ่านพ้นไป ในยุคของนายเฉลิมพล ทันจิตต์ เอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ (ช่วง พ.ศ. 2548 – 2550) มีการนำแบบที่ชนะการประกวดกลับมาพิจารณาอีกครั้ง นายเฉลิมพลพยายามเสนอให้สร้างที่พักอาศัยในรูปแบบแฟลตหรืออพาร์ตเมนต์ ให้อยู่ด้านหลังทำเนียบทูต แต่หลายคนเกรงว่าจะเกิดปัญหาตามมา แต่เขาคิดว่าต้องทำให้ดูดี และเป็นพื้นที่แยกเป็นส่วนตัว ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายที่รัฐบาลที่ต้องจ่ายให้เจ้าหน้าที่ในการเช่าที่พักอาศัยได้ถึงปีละ 25 ล้านบาท แต่ก็มีเสียงคัดค้าน

เริ่มสร้างแล้ว

นายนพปฎล คุณวิบูลย์ เอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ ช่วง พ.ศ.2550 – 2554 เล่าว่า ในช่วงที่ได้รับตำแหน่งได้รับงบประมาณและเริ่มการก่อสร้างพอดี เนื่องด้วยเป็นแบบที่ออกแบบไว้เมื่อ 10 ปีก่อน หลายส่วนจึงไม่สอดคล้องกับงานปัจจุบัน แต่ด้วยข้อจำกัดทางงบประมาณทำให้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้เล็กน้อยภายในรูปแบบเดิม และในการก่อสร้างทำให้ต้องตัดต้นไม้ออกบางส่วน แต่ก็พยายามรักษาไว้ให้ได้มากที่สุด

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ สิงคโปร์ ยุคปัจจุบัน

จะเก็บตึกเก่าไว้ไหม

นายมารุต จิตรปฏิมา เอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ ในช่วงปี 2555 เล่าว่า ช่วงที่เข้ามาเป็นช่วงที่อยู่ในระหว่างการตกแต่ง ตามแผนเดิมเมื่อสร้างอาคารใหม่เสร็จแล้วใน พ.ศ. 2556 จะทุบอาคารเก่าเพื่อปรับพื้นที่ด้านหน้าสถานเอกอัครราชทูต แต่ก่อนทุบไม่กี่วัน ทางกระทรวงการต่างประเทศได้แจ้งให้ชะลอการทุบออกไปก่อน เพราะนายสุรพงษ์ โตวิจักษณชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น ได้มาเยี่ยมชมแล้วเห็นว่าควรเก็บอาคารไว้เพื่อเล่าเรื่องประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสถานเอกอัครราชทูตแห่งนี้ และความสัมพันธ์ไทย-สิงคโปร์ รวมถึงใช้เป็นที่จัดกิจกรรม ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของชาวสิงคโปร์ซึ่งอยากให้เก็บอาคารหลังนี้ไว้ เนื่องจากเป็นความทรงจำหนึ่งบนถนนออร์ชาร์ดมาตลอด 50 ปี

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

แต่การเก็บอาคารหลังนี้ไว้ต้องซ่อมแซมและปรับปรุงสภาพให้พร้อมใช้งาน และสวยงามสอดคล้องกับอาคารใหม่ทั้งห้าหลัง ทางสถานเอกอัครราชทูตจึงต้องทำเรื่องของบประมาณจากกระทรวงการต่างประเทศ

ในการประเมินคุณค่าของสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐสิงคโปร์ ตามเกณฑ์การประเมินคุณค่าโบราณสถานของกรมศิลปากร สรุปได้ว่า

พื้นที่สถานเอกอัครราชทูตฯ มีคุณค่าในฐานะพื้นที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ สะท้อนถึงพัฒนาการเมืองสิงคโปร์ ตลอดจนความสัมพันธ์ทางการทูต การค้า และวัฒนธรรมระหว่างประเทศไทยและสิงคโปร์ ที่มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 จวบจนรัชกาลปัจจุบัน

สำหรับตัวอาคาร แม้จะมีคุณค่าในทางประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมอยู่บ้างในฐานะอาคารราชการในช่วง พ.ศ. 2500 แต่มิได้มีคุณค่าทางสุนทรียภาพ ประวัติศาสตร์โบราณคดี วิทยาการและการศึกษา หรือทางสังคมเป็นพิเศษแต่อย่างใด โดยในประเทศไทยและสาธารณรัฐสิงคโปร์ยังมีตัวอย่างอาคารในยุคดังกล่าวหลงเหลือให้ศึกษาอยู่เป็นจำนวนมาก

สุดท้ายอาคารหลังเก่าหลังนี้ก็ถูกทุบไป

สถานเอกอัครราชทูตใหม่

อาคารหลังนี้ออกแบบโดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ตรึงใจ บูรณสมภพ โจทย์ที่ได้รับใน พ.ศ. 2539 คือ ให้เว้นพื้นที่ด้านหน้าเอาไว้ เผื่อจะนำที่ดินไปพัฒนาเชิงพาณิชย์ในอนาคต ดร.ตรึงใจออกแบบอาคารหลังนี้ด้วยแนวคิดโดดเด่นแต่ถ่อมตน และคงความสง่างามของสถานเอกอัครราชทูต โดยเน้นเรื่องการประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะการใช้แสงธรรมชาติ

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

อาคารสำนักงาน

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

ทำเนียบเอกอัครราชทูต

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

ศาลาไทย

สิ่งที่ปรับจากแบบแรกก็คือ แยกแผนกวีซ่าออกมาไว้นอกอาคารเพื่อความปลอดภัย และเพิ่มบ้านพักที่ปรึกษาทูตพาณิชย์และผู้ช่วยเข้าไปด้วย

การสร้างสถานเอกอัครราชทูตหลังใหม่ นอกจากจะเป็นการปรับปรุงภูมิทัศน์เพิ่มความสวยงามให้แก่ถนนออชาร์ดซึ่งเป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจและการค้าของสิงคโปร์แล้ว สถานเอกอัครราชทูตยังได้ใช้อาคารใหม่เพื่อคุ้มครองดูแลผลประโยชน์ประชาชนคนไทยให้ดียิ่งขึ้นด้วย

สำหรับคนที่สงสัยว่า แล้วเราได้ประโยชน์อะไรบ้างจากการใช้พื้นที่กลางเมืองผืนใหญ่ขนาดนี้เพื่อทำสถานเอกอัครราชทูต ก็ต้องบอกว่า ท่านเอกอัครราชทูตพยายามบริหารจัดการจุดเด่นของพื้นที่แห่งนี้ ไม่ว่าจะทำเล และส่วนต่างๆ ของพื้นที่ไม่ว่าจะเป็น สวน อาคาร ลานพื้น ซึ่งเป็นถาวรวัตถุ ให้ช่วยสถานเอกอัครราชทูตปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในปี พ.ศ. 2560 มีชาวสิงคโปร์เข้ามาร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่สถานเอกอัครราชทูตจัดขึ้นไม่น้อยกว่า 350,000 คน เช่น งานดนตรีในสวน (มีนาคม) งานเทศกาลไทย (พฤษภาคม) งาน The Finest Thai (กันยายน) และกิจกรรมอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก

กิจกรรมเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจการค้าของผู้ประกอบการไทย ในปี 2560 กิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นภายในพื้นที่ของสถานเอกอัครราชทูตสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการไทยกว่า 200 ราย เป็นจำนวนกว่าหลายสิบล้านบาท รวมทั้งยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวทำให้ชาวสิงคโปร์ไปท่องเที่ยวไทยเกือบ 1 ล้านคนต่อปี หรือ 28 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรทั้งประเทศ

นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นสถานเอกอัครราชทูตเพียงไม่กี่แห่งในสิงคโปร์ที่เปิดกว้างให้คนทั่วไปเข้ามาร่วมกิจกรรมต่างๆ สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์จึงเปรียบเสมือนเป็นสะพานเชื่อมโยงสายสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและสิงคโปร์ในทุกมิติอย่างดีเยี่ยม

และนี่ก็คือวิธีการบริหารจัดการพื้นที่แห่งนี้ เพื่อช่วยส่งเสริมงานด้านการทูตอย่างเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศไทย

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

ข้อมูล : หนังสือเรื่อง From Hurricane House to Royal Thai Embassy Singapore
ภาพ : สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์, วันเฉลิม หวังปัญญา 
www.thaiembassy.sg
Facebook : Royal Thai Embassy, Singapore – สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Writer & Photographer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load