ปลายปีที่แล้ว The Cloud ได้รับเชิญจากกระทรวงการต่างประเทศให้เดินทางไปร่วมงานเลี้ยงรับรองฉลอง 2 ศตวรรษแห่งมิตรภาพ และ 185 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สหรัฐฯ ที่หอสมุดรัฐสภาสหรัฐฯ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. 

The Cloud บอกเล่าเรื่องราวของความสัมพันธ์อันงดงามจากงานนั้น ตั้งแต่ระดับประมุขจนถึงระดับประชาชน ไว้ในบทความเรื่อง เปิดเซฟหอสมุดรัฐสภาสหรัฐชมเครื่องดนตรีที่ ร.9 พระราชทาน’

จากการเดินทางไปเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในครั้งนั้น ทำให้เราพบความสัมพันธ์อันงดงามระหว่าง 2 ประเทศที่ถูกบันทึกไว้ใน ‘อาคาร’ 3 หลัง

“ไทยกับสหรัฐฯ เป็นมิตรประเทศกันมา 2 ศตวรรษ เราเป็นประเทศแรกในเอเชียที่รับรองสหรัฐฯ ว่าเป็นประเทศ และเป็นประเทศแรกในเอเชียที่มีสนธิสัญญาอย่างเป็นทางการกับเราเมื่อ ค.ศ. 1833” คุณวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน เล่าถึงความสัมพันธ์อันยาวนาน และเล่าต่อว่า ในสหรัฐฯ น่าจะมีคนไทยประมาณ 3 แสนคนขึ้นไป การดูแลคนไทยจำนวนมากในประเทศที่มีขนาดใหญ่เท่าทวีปไม่ใช่เรื่องง่าย

อาคารของสถานทูตไทยในสหรัฐฯ จึงมีความน่าสนใจทั้งในแง่ของประวัติศาสตร์ และการเป็นศูนย์ราชการของหน่วยงานจากประเทศไทย ถ้าจะอธิบายอย่างสั้นที่สุด ความน่าสนใจของอาคารทั้ง 3 หลังมีดังนี้

อาคารที่ทำการกงสุล

อายุ 99 ปี เป็นการสร้างอาคารในต่างประเทศเพื่อใช้เป็นสถานเอกอัครราชทูตหลังแรกของประเทศไทย ออกแบบโดยสถาปนิกผู้ออกแบบ Smithsonian Museum of Natural History และเป็นสถานที่ประชุมของเสรีไทยสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

ทำเนียบเอกอัครราชทูต

อายุ 113 ปี ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดังของสหรัฐฯ เคยเป็นบ้านของ Dwight F. Davis อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้เสนอให้จัดแข่งขันเทนนิสระดับนานาชาติรายการ Davis Cup และเป็นอาคารอนุรักษ์ของสหรัฐฯ

อาคารที่ทำการสถานเอกอัครราชทูต

อายุ 30 ปี เป็นอาคารสำนักงานของ 8 หน่วยงาน มีเจ้าหน้าที่ร่วมกว่า 80 คน ถือเป็นสถานเอกอัครราชทูตไทยที่ใหญ่ที่มีจำนวนคนทำงานมากที่สุดในโลก และเคยต้อนรับการมาเยือนของอดีตประธานาธิบดีอย่าง นายจอร์จ บุช, นายจอร์จ ดับเบิลยู. บุช และ นายบิล คลินตัน

ประวัติศาสตร์สถานเอกอัคราชทูตในต่างแดน

สถานทูตไทยแห่งแรกในโลกตั้งที่ลอนดอนเมื่อ พ.. 2424 ทูตคนแรกของเราคือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ (ต้นตระกูลชุมสาย) ไปช่วงต้นของรัชกาลที่ 5 ประจำที่ลอนดอนแต่ดูแลประเทศต่างๆ ในยุโรปและอเมริกา รวม 12 ประเทศ นานๆ ก็ไปอเมริกาที” คุณวิทยา เวชชาชีวะ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศสหรัฐอเมริกา และปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการตั้งสถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงวอชิงตัน

“พ.ศ.2425 รัชกาลที่ 5 รับสั่งว่าเราต้องมีสถานทูตที่ปารีส เพราะเราติดต่อกับฝรั่งเศสเยอะ ทรงย้ายพระองค์เจ้าปฤษฎางค์จากลอนดอนมาเป็นทูตคนแรกที่ปารีส และให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ (ต้นตระกูลกฤดากร) น้องชายของรัชกาลที่ 5 มาเป็นทูตที่ลอนดอนแทน จากนั้นก็ตั้งสถานทูตที่เบอร์ลินและเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบกษัตริย์”

จุดเริ่มต้นสถานเอกอัครราชทูตในสหรัฐอเมริกา

ด้วยความสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐอเมริกา เราจึงเปิดสถานทูตในสหรัฐอเมริกาที่กรุงวอชิงตันเมื่อ พ.ศ. 2444 เป็นลำดับถัดมา โดยมีพระยาอรรคราชวราทร (ภัสดา บุรณศิริ) เป็นอัครราชทูตสยามคนแรก

Siam Legation หรือสถานทูตสยามในยุคนั้น เช่าพื้นที่ของอาคาร The Arlington เลขที่ 1739 ถนน Corcoran ในเขต Arlington จากนั้นพ.ศ. 2456 ย้ายไปเช่าอาคารเลขที่ 1721 Rhode Island Avenue พ.ศ. 2458 เปลี่ยนไปเช่าอาคารเลขที่ 3145-47 ถนนหมายเลข 16 และ พ.ศ. 2461ก็ย้ายที่ทำการอีกครั้ง ไปเช่าอาคารเลขที่ 2308 Wyoming Avenue

คุณวิทยาเล่าว่า ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 จะเริ่มขึ้นใน พ.ศ. 2457 ประเทศในทวีปเอเชียที่มีสถานทูตในกรุงวอชิงตันมีเพียงแค่ 3 ประเทศเท่านั้นคือ ญี่ปุ่น จีน และไทย เพราะประเทศอื่นยังไม่มีเอกราช

หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 จบลงเมื่อ พ.ศ. 2461 รัฐบาลสหรัฐเสนอที่ดินให้สยามสร้างอาคารสถานทูตของตัวเองได้ ซึ่งตรงกับพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 รัฐบาลไทยจึงซื้อที่ดิน 2 แปลง เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2462 และ 22 มีนาคม พ.ศ. 2463 ค่าที่ดินและค่าสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งหมด 126,226 ดอลลาร์ฯ วางศิลาฤกษ์โดยพระยาประการกรวงศ์ (ว่อง บุนนาค) อัครราชทูตสยามในขณะนั้น

อาคาร Siamese Legation เลขที่ 2300 ถนน Kalorama เปิดใช้งานเป็นที่ทำการสถานอัครราชทูตและทำเนียบอัครราชทูตในตึกเดียวกันเมื่อ พ.ศ. 2464

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

พิธีวางศิลาฤกษ์อาคารสถานอัครราชทูตสยาม พ.ศ. 2463 คนในภาพคือ พระยาประการกรวงศ์ (ว่อง บุนนาค) ลูกชาย และเพื่อนชาวอเมริกัน
ภาพ : thaiembdc.org

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

สถานอัครราชทูตสยาม พ.ศ. 2463
ภาพ : thaiembdc.org

งานออกแบบ

อาคาร 4 ชั้นหลังนี้เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์มากมาย

เริ่มต้นจากนี่คืออาคารปลูกสร้างเพื่อใช้เป็นที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตหลังแรกในต่างประเทศ

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ภาพ : thaiembdc.org

ตัวอาคารออกแบบโดย James Rush Marshall จากบริษัท Hornblower and Marshall ซึ่งมีผลงานออกแบบอาคาร Smithsonian Museum of Natural History เขาตั้งใจออกแบบอาคารให้สอดรับกับภูมิทัศน์และแนวถนน โดยมีลักษณะเป็นทรงเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์

ส่วนผนังของอาคารและเสาราวระเบียงเป็นผลงานของ John Joseph Earley จากบริษัท John Earley Studio ซึ่งมีผลงานออกแบบอย่าง Meridian Hill Park ในกรุงวอชิงตัน

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

แต่อาคารหลังนี้ก็มีความเป็นไทยเล็กๆ แฝงอยู่ นั่นก็คือ บนยอดเสาทั้งสี่ต้นหน้าอาคารมีตราครุฑติดอยู่ เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าอาคารหลังนี้ใช้เป็นสถานที่ราชการของรัฐบาลไทย (และแก้เคล็ดที่อาคารตั้งอยู่ตรงสามแยกพอดี)

ความสำคัญอีกอย่างคือ อาคารหลังนี้อยู่ในเขต Kalorama Heights ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงวอชิงตัน ถือเป็นสถานเอกอัครราชทูตหลังแรกของย่านนี้ ก่อนจะมีที่ทำการและทำเนียบทูตของประเทศต่างๆ ตามมาอยู่ในย่านนี้

เสรีไทยและที่ทำการแห่งใหม่

“สมัยก่อนทูตอยู่ข้างบนชั้นสามชั้นสี่ ชั้นสองเป็นที่รับแขก ชั้นล่างเป็นออฟฟิศ ทำงานกงสุล สมัยก่อนงานไม่มาก ไม่ต้องการพื้นที่มาก ก็อยู่อย่างนั้นเรื่อยมา จนสงครามโลกครั้งที่ 2 คุณเสนีย์ ปราโมช (อัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกาในขณะนั้น) ก็อยู่ที่นั่น ช่วงพ.ศ. 2487เสรีไทยใช้ที่นี่เป็นที่ประชุม คุณสิทธิ เศวตศิลา ก็มาประชุมกับคุณเสนีย์ที่นี่” คุณวิทยาเล่าถึงเหตุการณ์ครั้งสำคัญที่เคยเกิดขึ้นที่นี่

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ห้องโถงบริเวณชั้นสอง

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ห้องประชุมบริเวณชั้นสอง

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงในพ.ศ. 2488 เราก็มีความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาแนบแน่นยิ่งขึ้นไปอีก

“ตอนนั้นตำแหน่งทูตของเราเป็นแค่อัครราชทูต เป็นเอกอัครราชทูตไม่ได้ เพราะไม่ใช่ประเทศมหาอำนาจ พอถึง พ.ศ. 2490 รัฐบาลของทั้งอเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศส ก็ตกลงกันว่าถึงเวลายกระดับให้เรามีเอกอัครราชทูตได้แล้ว” คุณวิทยาเล่าต่อว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการผลักดันครั้งนี้คือ บรมครูด้านการทูตที่เก่งที่สุดของไทยอย่าง พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ซึ่งเคยเป็นถึงประธานการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ

อีกมุมหนึ่งท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา เป็นนายกราชบัณฑิตยสถาน และเป็นผู้บัญญัติศัพท์คำว่า อัตโนมัติ (Automatic) รัฐธรรมนูญ (Constitution) ประชาธิปไตย (Democracy) โทรทัศน์ (Television) และ วิทยุ (Radio)

กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ทรงเห็นว่าอาคารหลังนี้คับแคบไป เลยขอซื้อที่ทำการใหม่ใน พ.ศ. 2490 เป็นอาคารเลขที่ 2490 Tracy Place ถัดจากอาคารเดิมไปแค่ 2 บล็อก โดยให้อาคารหลังนั้นทำหน้าที่เป็นที่ทำการ และอาคารที่ถนนคาโลรามาทำหน้าที่ทำเนียบเอกอัครราชทูตอย่างเดียว

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ห้องอาหารบริเวณชั้นสอง

กลุ่มใต้ถุน

อีกหนึ่งความทรงจำของอาคารที่ถนนคาโลรามาก็คือ ชั้นใต้ดิน

“ยุคที่ คุณพจน์ สารสิน เป็นทูต (พ.ศ. 2495 – 2500) มีกลุ่มที่เราเรียกกันว่า กลุ่มใต้ถุน เป็นนักเรียนไทยในอเมริกา วันหยุดก็เดินทางจากเมืองอื่นมากินอยู่กัน 20 – 30 คน อย่างเช่น คุณสวัสดิ์ วัฒนายากร (อดีตองคมนตรี) คุณอภิลาศ โอสถานนท์ (อดีตอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์) อาสา สารสิน (อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศสหรัฐอเมริกาและปลัดกระทรวงการต่างประเทศ) เภา สารสิน (อดีตอธิบดีกรมตำรวจ) ผมด้วย” คุณวิทยาบอกว่า หลังจากยุคคุณพจน์ก็ยังเก็บชั้นใต้ดินไว้เป็นห้องรับรองอีกหลายปี

ปัจจุบันชั้นใต้ดินทั้งหมดเป็นที่พักของพี่เศวต เจ้าหน้าที่คนเก่าคนแก่ของสถานทูต ห้องที่เหล่านักเรียนไทยใช้ชุมนุมกัน ปัจจุบันเป็นห้องนอนของพี่เศวต โดยที่เขายังคงเก็บชั้นหนังสือรอบห้องไว้เหมือนเดิม

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ เยือน

เหตุการณ์สำคัญอีกอย่างของอาคารหลังนี้ก็คือ รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินเยือนกรุงวอชิงตันและอาคารหลังนี้เมื่อ พ.ศ. 2503

คุณวรพัฒน์ อรรถยุกติ (ลูกของ คุณวิสูตร อรรถยุกติ เอกอัครราชทูตในขณะนั้น) เขียนถึงเหตุการณ์นี้ไว้ในหนังสือเรื่อง 72 ปี วรพัฒน์ อรรถยุกติ ว่า

“…งานเริ่มต้นที่สนามด้านหลังสถานทูตโดยมีข้าราชการไทยพร้อมคู่สมรส 200 คนรับเสด็จ บนห้องรับแขกชั้นสองมีเครื่องดนตรีเตรียมไว้ ประกอบด้วย แกรนด์เปียโน แซกโซโฟน ทรัมเป็ต และกลอง มีนักเรียนไทยเป็นนักดนตรี โดยคุณแมนรัตน์ ศรีกรานนท์ ร่วมอยู่ด้วย

“หลังจากประทับเสวยค็อกเทลอย่างเป็นกันเองในสวนด้านหลังสถานทูต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 จึงเสด็จขึ้นห้องรับแขกชั้น 2 นักดนตรีบรรเลงเพลง สายฝน อาทิตย์อับแสง ลมหนาว ซึ่งล้วนเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ ตลอดเจนเพลงอื่นๆ ข้าพเจ้านั่งอยู่กับพื้นในห้องรับแขก และจำได้ว่ามีนักเรียนไทยออกเต้นรำจังหวะร็อกแอนด์โรลหลายคู่

“… เมื่อเสวยพระกระยาหารเสร็จ ได้รับสั่งให้คนกลับไปนำแคลริเน็ตของพระองค์จากแบล์เฮ้าส์มาถวาย และพระองค์ก็ได้ทรงแคลริเน็ตนั้น ไม่มีผู้ใดออกไปเต้นรำเนื่องจากเพลงที่ทรงดนตรีล้วนเป็นเพลงแจ๊ซ มิใช่เพลงจะเต้นรำได้ พระองค์ทรงเป็นกันเองมาก ทำให้ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ในคืนวันนั้นล้วนปลื้มปิติกันอย่างล้นเหลือ

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

รูปวันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม 2503 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงแคลนิเน็ตกับวงดนตรีของนักเรียนไทยที่สหรัฐอเมริกา ณ สถานทูตไทย ถนนคาโลรามา กรุงวอชิงตัน
ภาพ : หนังสือ 72 ปี วรพัฒน์ อรรถยุกติ

ซื้อทำเนียบทูตใหม่

คุณวิทยาเล่าถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้งของอาคารหลังนี้ว่า “พ.ศ. 2507 ยุคที่ คุณสุกิต นิมมานเหมินท์ เป็นทูต และ คุณถนัด คอมันตร์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านเห็นว่าที่คาโลรามาแคบไปที่จะเป็นบ้านทูต เลยขายที่ทำการเลขที่ 2490 Tracey Place แล้วเอาเงินมาซื้อบ้านทูตใหม่ เลขที่ 3125 cathedral Avenue ส่วนบ้านที่คาโลรามาก็กลับมาใช้เป็นที่ทำการอีกครั้ง”

ย้ายที่ทำการสถานทูต

“ผมเป็นทูตที่อเมริกา พ.ศ. 2531 ก่อนจะหมดวาระ มีนโยบายจะซื้อสถานทูตใหม่ ตอนนั้น คุณเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกฯ ท่านมีหลักการว่าอยากให้ทหารมารวมกับพลเรือน ทุกหน่วยงานมาอยู่รวมกันในอาคารเดียว ผมก็รับนโยบายนั้นมาแล้วหาซื้ออาคารใหม่” คุณวิทยาอธิบายถึงเบื้องหลังนโยบายนั้นว่า เป็นเพราะส่วนราชการมีมากขึ้น จึงต้องจ่ายค่าเช่าสถานที่เป็นจำนวนมาก

“เราต้องทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างสถานทูตกับทำเนียบทูตก่อน ทำเนียบทูตใช้เป็นที่รับแขก ควรดูดี แต่สถานทูตอยู่ที่ไหนก็ได้ ย้ายได้ตามความเปลี่ยนแปลงของเมือง เช่น เราเคยอยู่บางลำพูเพราะครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์กลางการติดต่อซื้อขาย แต่ตอนนี้เขาย้ายไปสีลม สุขุมวิท หมดแล้ว เราก็ควรย้ายตาม เหมือนที่สถานทูตต่างประเทศในไทยอยู่ตามตึกที่ไปมาสะดวก สถานทูตของเราที่สเปนหรือมะนิลาก็เป็นแบบนั้น

“เราไปดูหลายแห่ง ตรงนี้ (Georgetown) เป็นย่านที่มีถนนใหญ่ ไปมาสะดวก เป็นย่านธุรกิจและการค้า อยู่ใกล้แม่น้ำ เป็นตึกใหม่สูง 5 ชั้น มีที่จอดรถใต้ดิน 2 ชั้น จอดได้เกือบ 50 คัน ซึ่ง 30 ปีที่แล้วในวอชิงตันไม่ได้มีแบบนี้มากนัก ตอนนั้นเหรียญหนึ่ง 20 บาท ถ้าเราซื้อช้าไปอีกนิดเดียวเหรียญหนึ่งจะเป็น 22.50 บาท เราก็เร่งจนจ่ายเงินสำเร็จก่อนอัตราแลกเปลี่ยนจะเปลี่ยน”

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2533 รัฐบาลมีมติให้กระทรวงการต่างประเทศจัดซื้ออาคารเลขที่ 1024 Wisconsin Avenue ย่าน Georgetown เป็นที่ทำการ ซื้อขายวันที่ 9 ตุลาคม 2534 ราคา 9,725,000 ดอลลาร์ฯ โดย หม่อมหลวงพีระพงศ์ เกษมศรี เอกอัครราชทูตในขณะนั้น

พ.ศ. 2537 หลังจากปรับปรุงครั้งใหญ่ก็เริ่มใช้งาน ถือเป็นการปิดฉากการใช้งานอาคารที่ถนนคาโลรามาหลังจากใช้งานมานานถึง 73 ปี

ปรับปรุง

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ภาพ : thaiembdc.org

อาคารหลังนี้ถือเป็นอาคารพาณิชย์สูง 4 ชั้น มีชั้น Ground และมีที่จอดรถยนต์ใต้ดิน 2 ชั้น

สร้างเมื่อ พ.ศ. 2530 สร้างเสร็จพ.ศ. 2533 รัฐบาลไทยซื้อ พ.ศ. 2534 เริ่มใช้งาน พ.ศ. 2537

เป็นสถานทูตแห่งเดียวในกรุงวอชิงตันที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ในย่านธุรกิจ

หลักการในการปรับปรุงอาคารหลังนี้ก็คือ ทุบผนังให้พื้นที่เชื่อมถึงกัน แล้วแบ่งพื้นที่ใหม่ตามขนาดของสำนักงานต่างๆ มีกระทรวงการต่างประเทศ 1 ชั้น ทูตทหาร 1 ชั้น และทูตพาณิชย์ 1 ชั้น

9 พฤษภาคม 2537 ศ. ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯ ทรงเปิดอาคาร ภายในอาคารประกอบด้วยสถานเอกอัครราชทูต สำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารและฝ่ายทหารเรือ สำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารอากาศ สำนักงานแถลงข่าวไทย สำนักงานพาณิชย์ สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตร สำนักงานที่ปรึกษาเศรษฐกิจและการคลัง และสำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ยกเว้นแค่สำนักงานผู้ดูแลนักเรียนในสหรัฐอเมริกา (สังกัดสำนักงาน ก.พ.) ซึ่งมีที่ทำการถาวรของตัวเอง

อาคารแห่งนี้เคยต้อนรับอดีตประธานาธิบดีอย่างนายจอร์จ บุช, นายจอร์จ ดับเบิลยู. บุช และ นายบิล คลินตัน มาร่วมลงนามไว้อาลัยแก่ผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์สึนามิเมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2548

คุยกับทูต

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

“บรรยากาศที่นี่เหมือนศูนย์ราชการ มีกระทรวงต่างๆ เจอกันได้ง่ายๆ จะคุยอะไรก็คุยกันได้เลย ไม่มีช่องว่าง ซึ่งตึกสถานทูตส่วนใหญ่ไม่ใช่แบบนี้ ที่นี่มีคนทำงาน 80 กว่าคน ถือว่ามากที่สุดในโลก อยู่ร่วมกันก็ราบรื่นดีไม่มีปัญหา ที่นี่ยังรับได้อีก 2 สำนักงาน สำหรับหน่วยงานที่จะมาตั้งในอนาคต” ท่านทูตวีรชัยเล่าถึงบรรยากาศของสถานเอกอัครราชทูต

“ความยากของการทำงานที่นี่คือ เราต้องกระจายอำนาจ ในสหรัฐฯ มีสถานกงสุลใหญ่ 3 แห่งที่คนไทยเป็นคนดูแล ที่เหลือกงสุลกิตติมศักดิ์เป็นคนอเมริกัน การคุมคุณภาพการทำงานทั้งหมดให้เป็นแบบเดียวกันไม่ง่าย การเดินทางไปสถานกงสุลแต่ละแห่งก็ใช้เวลา ต้องวางแผนการสื่อสารและการกระจายอำนาจให้ดี

“ยังมีงานให้เราทำอีกเยอะ คนไทยมาลงทุนในสหรัฐฯ ประมาณ 23 รัฐ สร้างงานกว่า 60,000 อัตรา ขณะเดียวกันคนอเมริกันก็ไปสร้างงานให้คนไทยในบ้านเราด้วย เพราะเราเก่งกันคนละอย่าง อย่างเรื่องเกษตร หรือการเลี้ยงกุ้ง เราเก่งกว่าเขา เขาอยากให้เรามาลงทุนเลี้ยงกุ้งแล้วถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยเชื่อมกับมหาวิทยาลัยของรัฐ”

ทำเนียบทูตหลังใหม่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

“ในยุคที่คุณพีระพงศ์เป็นทูตและผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านทูตมีความคิดว่าอยากซื้อทำเนียบใหม่ เพราะหลังเก่าทุกอย่างดีหมด อยู่สบายดีมี 7 ห้องนอน แต่ข้างนอกดูไม่สวย ไม่มีบริเวณ จัดงานเลี้ยงรับรองได้แต่ในบ้าน ไม่สง่างาม และเขาเล่าต่อๆ กันมาว่ามันเคยเป็นบาร์โคมแดงมาก่อน” คุณวิทยาเล่าถึงการย้ายบ้านอีกครั้ง

บ้านหลังนี้อยู่ในเขต Kalorama ด้านซ้ายของอาคารเป็น Spanish Steps บันไดทางเดินเชื่อมระหว่างถนน 22 และ Decatur ออกแบบโดยสถาปนิก George Oakley Totten Jr. มีน้ำพุรูปหัวสิงโตด้านบน

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ทำเนียบเอกอัครราชทูตเป็นอาคารสูง 4 ชั้น โครงสร้างกำแพงภายนอกเป็นอิฐแบบ Neo-classic สีแดงเลือดนกสลับขาว ปีกตึกทั้งสองด้านยืดยาว ลานหินตรงหน้าอาคารปูด้วยหินแบบ Herringbone Pattern และมีแนวราวกำแพงแบบ Renaissance

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

อาคารหลังนี้สร้างช่วง พ.ศ. 2449 – 2450 ออกแบบโดยนาย Ogden Codman สถาปนิกที่มีชื่อเสียงของสหรัฐฯ เป็นบ้านของ Martha Codman ญาติที่สืบทอดมรดกจากธุรกิจเดินเรือของครอบครัวในบอสตัน และเป็นนักสะสมภาพวาดศิลปินชาวอเมริกัน

พ.ศ. 2481 มาร์ธา คอดแมน ขายบ้านให้ Dwight F. Davis อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สมัยประธานาธิบดี Hebert Hoover นายเดวิสมีชื่อเสียงในฐานะนักกีฬาเทนนิสและเป็นผู้เสนอความคิดให้มีถ้วยเทนนิสในระดับนานาชาติซึ่งรู้จักในชื่อ Davis Cup

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

พ.ศ. 2520 บ้านหลังนี้ ได้รับการขึ้นทะเบียนจาก National Register of Historic Places, National Park Service, US Department of the Interiorให้เป็นอาคารอนุรักษ์ (National Register of Historic Places) ประเภท II คือมีคุณลักษณะสำคัญด้าน Cultural Heritage และ Visual Beauty ในชื่อบ้านว่า Codman-Davis House

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ลิฟต์ภายในบ้าน

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ห้องรับแขกหลักบริเวณชั้นสอง

วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2536 รัฐบาลไทยซื้อบ้านหลังนี้เพื่อเป็นทำเนียบทูต ในยุคที่หม่อมหลวงพีระพงศ์ เกษมศรี ดำรงตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูต และมีการปรับปรุงก่อนจะใช้งานใน พ.ศ. 2537

บ้านหลังนี้มีห้องพัก 12 ห้อง เป็นห้องรับรองแขก 8 ห้อง

ท่านทูตวีรชัยพูดถึงบ้านหลังนี้ว่า “ถ้าเปรียบกับที่เมืองไทย ก็เหมือนบ้านหลังนี้อยู่บนถนนวิทยุ พยายามสร้างแบบยุโรป มีหน้าต่างแบบฝรั่งเศส ซึ่งไม่ค่อยเห็นในวอชิงตัน”

ห้องโปรดของท่านทูตคือ ห้องโถงที่ติดกับห้องกินข้าวชั้นสอง และสวนบริเวณระเบียงซึ่งอยู่ติดกับห้องโถงนั้น

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ห้องโถงที่อยู่ติดกับห้องกินข้าว ชั้นสอง

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

สวนบนระเบียงชั้นสอง

“ทำเนียบนี้ใช้งานบ่อยตามมาตรฐานทำเนียบทูต มีดินเนอร์ใหญ่อย่างน้อยเดือนละ 2 หน ไม่นับอาหารกลางวัน ผมหาความรู้จากทูตคนอื่นๆ ที่นี่ พบว่าคนที่นี่นิยมเลี้ยงอาหารกลางวัน มื้อเย็นไม่ค่อยมี ถ้ามีคือเป็นงานพิเศษจริงๆ และจะเลี้ยงเร็ว มาอยู่ที่นี่ต้องปรับตัวกับงานเลี้ยงกลางวันมากขึ้น ส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานราชการต่างๆ ของสหรัฐฯ มีสารพัดกระทรวงที่ดูแลงานเกี่ยวกับประเทศไทย แล้วก็เลี้ยงกลุ่มนักธุรกิจ ถ้าเปรียบกับบ้านเราก็คือ กลุ่มสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม

“ถ้าเป็นประเทศอื่นจะเลี้ยงคณะทูตด้วยกันบ่อย แต่ที่นี่ทุกคนยุ่ง ก็มีแต่ทูตอาเซียนที่พบปะสังสรรค์กันตลอด เหมือนเป็นสมาคมลับ” ท่านทูตตอบพร้อมเสียงหัวเราะ

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ห้องรับแขกชั้นสอง

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

พระบรมฉายาลักษณ์และลายพระหัตถ์ของ ร.7

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

พระฉายาลักษณ์และลายพระหัตถ์ของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก

คืนชีพอาคารคาโลรามา

คุณภัทรียา วัฒนสิน นักการทูตตำแหน่งที่ปรึกษา ผู้ดูแลงานด้านกงสุลของสถานเอกอัครราชทูต เล่าเรื่องราวภาคต่อของอาคารบนถนนคาโลรามาให้ฟังว่า

“หลังจากซื้อตึกที่ทำการที่จอร์จทาวน์ ที่นี่ก็ปิดร้างไปพักใหญ่ รัฐบาลสหรัฐฯ มีระเบียบว่า ถ้าเรามีตึกที่ไม่ใช้งานต้องเสียภาษี พ.ศ. 2556 เราเลยตัดสินใจซ่อมแซมตึกนี้บางส่วนแล้วใช้เป็นสำนักงานของฝ่ายกงสุล”

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

บางส่วนที่ว่าก็คือ ชั้นล่างใช้เป็นแผนกกงสุล ชั้นสองใช้เป็นห้องทำงาน ส่วนชั้นสามและสี่ใช้เป็นที่เก็บเอกสาร

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

สำนักงานกงสุลชั้นล่าง

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ห้องเก็บของชั้นสี่

“ในอนาคตกำลังจะปรับปรุงครั้งใหญ่ ผู้ใหญ่จากกระทรวงกำลังจะมาตรวจสอบ เพราะตึกนี้มีปัญหาเรื่องความปลอดภัย ตอนเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ทำให้ตึกนี้เอียงและมีรอยร้าว เรากำลังจัดสรรงบมาบูรณะครั้งใหญ่ให้เป็นคล้ายๆ Thai House แสดงเรื่องราวเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทย โครงสร้างภายนอกจะเหมือนเดิมเพราะเป็นอาคารอนุรักษ์ ชั้นสองเป็นชั้นที่เพดานสูงจะปรับให้เหมาะสำหรับการจัดงานเลี้ยง ชั้นล่างซึ่งเป็นแผนกวีซ่าก็จะปรับให้กว้างขึ้น มีห้องทำงานมากขึ้น รองรับคนมาใช้บริการได้มากขึ้น ส่วนชั้นสามและสี่จะปรับปรุงให้เป็นที่ทำงาน”

คุณภัทรียาทิ้งท้ายว่า กำลังจะเปิดประมูลให้เอกชนเข้ามาปรับปรุงเร็วๆ นี้

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

สถานเอกอัครราชทูตในปัจจุบัน

คุณช่อมณี ม่วงมงคล ผู้ช่วยฝ่ายสารนิเทศและวัฒนธรรม เล่าว่า อาคารที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตแห่งนี้เป็นที่รู้จักของชาววอชิงตัน ดี.ซี. เนื่องจากองค์กร Cultural Tourism DC มีการจัดกิจกรรมชวนสถานทูตต่างๆ มารวมตัวกันเปิดสถานทูตให้คนเข้าไปเยี่ยมชม พร้อมกันในวันเสาร์แรกของเดือนพฤษภาคมของทุกปี เป็นงานที่จัดต่อเนื่องมา 11 ปีแล้ว สถานเอกอัครราชทูตของเราเข้าร่วมตั้งแต่ปีที่ 2 แถมในปีนั้นยังให้ใช้สถานที่เป็นที่จัดงานแถลงข่าว

ในปีแรกที่เราเปิดบ้าน มีผู้มาเยือนถึงสามพันกว่าคนในวันเดียว ในสถานทูตมีกิจกรรมให้ความรู้ พาชมอาคาร นวดไทย ขายอาหารไทย โชว์มวยไทย แกะสลักผลไม้ มีดนตรีแจ๊สมาเล่น เรียกว่าเป็นกิจกรรมที่ครบรสและเต็มที่ไม่แพ้สถานทูตไหน รีวิวดีขนาดนี้ งานนี้ในปีต่อมา คนจึงเข้ามามากกว่าเดิมอีก

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ภาพ : thaiembdc.org

ปีที่ผ่านมา มีสถานทูตเข้าร่วมประมาณ 40 แห่ง แต่สถานทูตไทยก็ยังเป็นที่ที่คนปักธงว่า ต้องไม่พลาดเช่นเดิม

นอกจากนี้ สถานเอกอัครราชทูตก็ยังมีงาน Thai Festival ภายในอาคาร คล้ายๆ กับงานวันเปิดบ้าน แล้วก็ยังมีงาน Thai Village ที่ไปเช่าพื้นที่ของโบสถ์จัดงาน ลักษณะงานใกล้เคียงกัน แต่อาหารเต็มที่กว่าเยอะ เพราะต้มผัดแกงทอดปรุงกันได้เต็มที่โดยไม่ต้องกลัวเรื่องกลิ่น

อีกงานที่น่าสนใจมากก็คือ Thai Talent จัดเดือนละครั้ง เป็นการชวนศิลปินไทยที่ได้รับทุนฟุลไบรท์ด้านศิลปะ (ซึ่งมีไม่มากนัก) มาแสดงงานศิลปะ เช่น การฉายหนังผลงานของตัวเอง ซึ่งได้รับเสียงตอบรับดีมาก

คุณช่อมณีทิ้งท้ายว่า งานใหญ่อีกงานที่สถานทูตภูมิใจมาก และใช้เวลาเตรียมงานกันครึ่งค่อนปี ก็คือ งานเลี้ยงรับรองฉลอง 2 ศตวรรษแห่งมิตรภาพ และ 185 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สหรัฐฯ ที่หอสมุดรัฐสภาสหรัฐฯ นั่นเอง

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

Writer & Photographer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

The Embassy

เคาะประตูเยี่ยมชมทำเนียบเอกอัครราชทูต เล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ณ ซอยเล็กๆ อันเงียบสงบในย่านเมงุโระอันเรียบเก๋

สถานทูตไทยประจำโตเกียวมูลค่ามากกว่า 100 ล้านเยน ที่รัฐบาลไทยซื้อมาในราคา 1 ล้านเยน
สถานทูตไทยประจำโตเกียวมูลค่ามากกว่า 100 ล้านเยน ที่รัฐบาลไทยซื้อมาในราคา 1 ล้านเยน

สถาปัตยกรรมสไตล์โกธิคตั้งเด่นอยู่อย่างสง่างาม ท่ามกลางอาคารซึ่งดูเป็นย่านที่อยู่อาศัยสไตล์ญี่ปุ่น กำแพงหิน ประตู กรอบหน้าต่างและกระจกสีต่างๆ ทำให้ดูละม้ายคล้ายปราสาทในยุโรป แม้ตัวบ้านจะสะท้อนให้เห็นค่านิยมทางความงามแบบตะวันตกเต็มรูปแบบ แต่ผู้อยู่อาศัยสามารถแสวงหาความรื่นรมย์แบบญี่ปุ่นแท้ๆ ได้ตลอดปี เพราะที่นี่มีความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติให้ตั้งตารอคอยทุกฤดู ต้นซากุระที่หน้าบ้านช่วยเติมความอ่อนหวานให้กับบ้านที่ดูเข้มแข็ง ส่วนต้นเมเปิ้ลที่ค่อยๆ เปลี่ยนสีตามอากาศที่เย็นขึ้นทีละนิดช่วยเตือนให้เรารู้การไหลผ่านของเวลาที่จวนจะครบปีแล้วอีกครั้ง นอกจากนี้ แม้หินอ่อนภายในบ้านจะมาจากอิตาลี แต่หินในสวนและกำแพงบ้านเป็นของ Made in Japan ส่งตรงมาจากภูเขาไฟฟูจิในสมัยที่ยังทำสัมปทานหินได้อยู่

ตัวบ้านและบรรยากาศแบบ East meets West ที่กลมกลืนกันอย่างกลมกล่อมนี้อาจจะจืดจางไปทันที เมื่อได้พบกับงานศิลปะเลอค่าที่ประเมินราคาไม่ได้จากยุโรป จีน ญี่ปุ่น และไทย หลายสิบชิ้นภายในบ้านสองชั้นอายุ 85 ปีและพื้นที่ประมาณ 5 ไร่นี้ งานชิ้นเดียวภายในบ้านที่เคยมีคนประเมินราคาคือ รูปภาพลมพายุในท้องทะเลชิบะ ผลงานชื่อดังของศิลปินชาวญี่ปุ่น ซึ่งภาพนี้มีมูลค่าถึง 100 ล้านเยน โดยที่รัฐบาลไทยซื้อบ้านหลังนี้มาในราคาเพียง 1 ล้านเยนเท่านั้นแบบ fully furnished

รูปภาพลมพายุในท้องทะเลชิบะ
สถานทูตไทยประจำโตเกียว
สถานทูตไทยประจำโตเกียว

อีกทั้งยังมีความบังเอิญที่น่าประทับใจ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสัญชาติไทย บ้านหลังนี้เคยทำหน้าที่เชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศญี่ปุ่นกับจีนมาแล้วตั้งแต่สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้เราได้เห็นรูปปั้นสิงโตหมอบในสวนญี่ปุ่นและลายดอกซากุระในเครื่องชามจีน

สถานทูตไทยประจำโตเกียวมูลค่ามากกว่า 100 ล้านเยน ที่รัฐบาลไทยซื้อมาในราคา 1 ล้านเยน
สถานทูตไทยประจำโตเกียว

เกริ่นได้เพียงเท่านี้ ใครจะเล่าเรื่องราวความซับซ้อนทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของทำเนียบท่านทูตไทยได้ดีไปกว่าผู้ที่อยู่อาศัยจริง

ยามบ่ายแก่ๆ ของวันที่ฟ้าใสและใบโมมิจิกำลังขับสีส้มสลับเหลืองต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองอย่างสดสวย ประตูบานใหญ่อันแน่นหนาถูกเปิดออกโชว์ความโอ่อ่าของสถานที่ รอยยิ้มอันอบอุ่่นและการต้อนรับอย่างเป็นกันเองของท่านเอกอัครราชทูต บรรสาน บุนนาค และ คุณยุพดี บุนนาค ภริยา ช่วยลดทอนความเกร็งของเราที่กำลังจะก้าวเข้าไปอยู่ท่ามกลางงานศิลปะชิ้นน้อยใหญ่อายุนับร้อยปีที่วางอยู่ในทุกมุมบ้าน

เรื่องราวในบ้าน

พื้นที่ชั้นหนึ่ง เราเปิดต้อนรับแขกเต็มที่ ทักทายกันที่ห้องนี้ก่อน แล้วค่อยย้ายไปคุยกันอีกห้อง” ท่านทูตเริ่มอธิบาย

จุดที่ท่านทูตกล่าวถึงคือ ห้อง Grand Room ซึ่งอยู่ถัดมาจากประตูทางเข้า ตกแต่งสไตล์ฝรั่งเศส มีโซฟาชวนนั่งและแกรนด์เปียโนตั้งสง่ารับกับภาพวาดชื่อดัง เปียโนอาจจะไม่เลิศหรูนัก แต่ถือเป็นของพิเศษในยุคนั้น คนที่รู้เรื่องเปียโนเชื่อว่า เจ้าของบ้านมีเปียโนอยู่ก่อนแล้ว และตั้งใจสร้างแชมเบอร์ตรงนี้ขึ้นมาทำเป็นเวทีการแสดงโดยเฉพาะ โดยคำนวนแล้วว่าความสูงจากพื้นถึงเพดาน 9 เมตร จะทำให้เสียง octave ขึ้นไปถึงเพดานแล้วลงมาถึงผู้ฟังพอดี

ห้องต่างๆ ของชั้นหนึ่ง ส่วนมากทำหน้าที่รับแขกเป็นหลัก แต่มีธีมในการตกแต่งแตกต่างกันไป บางห้องเหมาะสำหรับนั่งคุยงาน บางห้องเหมาะสำหรับการนั่งจิบชารับแขกเบาๆ ยามบ่าย เพราะเห็นวิวสวนสวยด้านหลัง

สถานทูตไทยประจำโตเกียว

“ทำเนียบเป็นเครื่องมือทางการทูตชั้นดีในการแสดงความเป็นไทยและความภาคภูมิใจ ใครเข้ามาจะรู้สึกเลยว่าประเทศไทยเราไม่กระจอก เพราะมีความสง่างามของชาติไทย เป็นสิ่งที่ทำให้เราประกาศศักยภาพของเราได้อย่างเต็มที่

criteria ในการเลือกบ้านเป็นทำเนียบคือ ถ้าสร้างเองได้ต้องสร้างเอง ใส่ความเป็นไทย แต่ถ้าไม่สะดวกจริงๆ ก็ต้องเลือกซื้อที่ที่สง่าเหมาะสมฐานะ จุดประสงค์หลักของบ้านคือ ความรู้สึกน่าเกรงขามเมื่อเข้าสู่ประเทศไทย อย่างบ้านหลังนี้ก็ซื้อมาตั้งแต่สมัยสงครามโลก ปี 1943 โดยท่านทูตดิเรก ชัยนาม” ท่านทูตอธิบายความเป็นมา

สถานทูตไทยประจำโตเกียว
สถานทูตไทยประจำโตเกียว
สถานทูตไทยประจำโตเกียว

ส่วนเจ้าของดั้งเดิมผู้สั่งสร้างบ้านหลังนี้คือ คิชิเอะมง ฮะมะงุชิ ซึ่งตระกูลฮะมะงุชิแห่งจังหวัดวะคะยะมะนับเป็นตระกูลเศรษฐีเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่นครอบครัวหนึ่ง เขาเป็นที่รู้จักในฐานะฮะมะงุชิรุ่นที่ 10 ผู้สืบทอดธุรกิจโชยุของครอบครัว และโด่งดังในฐานะนักสะสมงานศิลปะตัวยงในยุคนั้น แม้บ้านจะมีความยุโรปในทุกตารางเมตร แต่สถาปนิกผู้ออกแบบคือ จุงเคน วะดะ สถาปนิกชาวญี่ปุ่นแท้ๆ บริษัทที่ีรับก่อสร้างและตกแต่งภายในคือ ชิมิซึ ซึ่งเป็นบริษัทเก่าแก่ของญี่ปุ่นเช่นกัน

“เมื่อเราดูรายละเอียด จะเห็นความตั้งใจของคนสร้างมากๆ” มาดามอธิบายพลางชี้ให้ชมจุดที่น่าสนใจต่างๆ อย่างกระจกสี ซุ้มโค้งไม้แกะสลัก ที่อวดความวิจิตรอยู่เงียบๆ ด้านบน

สถานทูตไทยประจำโตเกียว
สถานทูตไทยประจำโตเกียว

ตอนพี่ย้ายเข้ามาอยู่ พี่รู้สึกได้ถึงความอบอุ่น ทำให้เราอยากปรับปรุงสถานที่ให้ดีสมฐานะประเทศไทยและความตั้งใจของเจ้าของเดิมที่เขาปลูกไว้ดีมาก มองไปทางไหนก็สวย ซึ่งเป็นหน้าที่ของทูตทุกคนที่ต้องดูแลสถานที่ให้ดี ให้สง่างามที่สุด ใครเข้ามาก็รู้สึกถึงความเป็นไทย” ท่านทูตเสริม

ความเป็นไทยในที่นี้ไม่ต้องสื่อผ่านศิลปะแบบไทยๆ อย่างเดียวก็ได้ แต่ใช้ความหลากหลายของงานศิลป์ที่ปะปนกันอยู่ในบ้านหลังนี้ แต่แน่นอนว่าหัวโขน ชฎา รูปไทยๆ ก็มีครบหมดนะ ลองดูดีๆ (หัวเราะ)

โดยหลักการ เราพยายามจะอนุรักษ์ของเดิมคงไว้ให้มากที่สุด แต่ถ้ามันไม่ดีแล้ว ก็ต้องปรับปรุง เช่น ตอนประจำอยู่โปแลนด์ ทำเนียบเป็นบ้านที่เช่าตั้งแต่สมัยคอมมิวนิสต์ซึ่งถือว่าดีที่สุดในยุคนั้น พอเราไปอยู่ทีหลัง เจอที่ดีกว่า สะดวกกว่า เราก็ย้าย ส่วนบ้านหลังนี้คือ ถ้าทำให้ดีกว่านี้ไม่ได้ก็อย่าทำ (หัวเราะ) พี่ว่าที่นี่เป็นสถานทูตที่สวยที่สุดในโลกแห่งหนึ่งเลยล่ะ”

เรื่องเล่านอกบ้าน

ก่อนแดดจะหมด เจ้าบ้านทั้งสองท่านชวนเราออกไปชมสวนพร้อมชี้มุมถ่ายรูปสวยๆ ให้ทีมงานอย่างเชี่ยวชาญ

ระเบียงบ้านยื่นออกไปสู่สวนญี่ปุ่นซึ่งได้รับการยอมรับว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่งในโตเกียว

ท่านทูตบอกว่าคงรูปแบบดั้งเดิมของสวนนี้เอาไว้ทั้งหมด เพราะเขาคิดมาดีแล้วทั้งในแง่สีสันและพันธุ์ไม้ รวมไปถึงเสียงน้ำไหลที่กระทบเกาะแก่งต่างๆ เมื่อเรามาอยู่ จึงมีหน้าที่ทำให้สมบูรณ์ขึ้น ประจวบเหมาะกับที่มาดามเป็นคนใส่ใจรายละเอียด ชอบดูแลบ้านอยู่แล้ว จึงเข้ามาช่วยดูเรื่องความอุดมสมบูรณ์ของต้นไม้ ปรับระบบหมุนเวียนน้ำของน้ำพุ และการเดินสายไฟใต้ดินเพื่อการเปิดไฟตกแต่งสวนเวลามีงานเลี้ยงยามค่ำคืน โดยลงรายละเอียดไปถึงทิศทางของไฟ

สถานทูตไทยประจำโตเกียว
สถานทูตไทยประจำโตเกียว
ใบไม้เปลี่ยนสี

จุดที่เราประทับใจเป็นพิเศษยิ่งกว่าสีแดงของใบไม้ที่ย้อมสวนไปกว่าครึ่ง คือก้อนหินที่ดูธรรมดาๆ บนพื้นหญ้าซึ่งที่จริงแล้วเป็นหินที่มีชาติกำเนิดไฮโซจากภูเขาไฟฟูจิและการชมเต่าซึ่งไม่ใช่เต่าต้วมเตี้ยมทั่วไป

คนญี่ปุ่นเชื่อกันว่าถ้าในสวนมีเต่าพ่อแม่ลูก 3 ตัวจะโชคดี เป็นมงคลแก่บ้าน ซึ่งพระราชเลขาธิการเคยเล่าและชี้ให้พี่ดูในสวนพระราชวังอิมพีเรียล เต่าในที่นี้คือพุ่มไม้รูปทรงคล้ายเต่า พี่ก็มาค้นพบเต่าในสวนพี่เองด้วย ถือเป็นเรื่องน่ายินดี” ท่านทูตชี้ให้เราดูเต่าด้วยความใจดี

ใบไม้เปลี่ยนสี

รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่คิดมาแล้วเหล่านี้ สมเป็นการชมสวนสไตล์ญี่ปุ่นจริงๆ

อาร์ตมิวเซียมในบ้าน

บอกเลยงานแต่ละชิ้นในบ้านหลังนี้ไม่ธรรมดาทั้งนั้น ทางพิพิธภัณฑ์มักติดต่อขอหยิบยืมชิ้นงานไปจัดแสดงอยู่เรื่อยๆ มาดามบอกว่า แม้จะอยู่ในสภาพดีมากจนไม่น่าเชื่อว่าเป็นของเก่าอายุเกือบร้อยปี แต่ของพวกนี้น่าจะเป็นของชุดเดิมตั้งแต่สมัยเจ้าหญิงยังอาศัยอยู่ เพราะมีหลักฐานคือเฟอร์นิเจอร์และของประดับต่างๆ เหมือนในรูปถ่ายเก่าๆ เป๊ะ

เจ้าชายผู่เจีย พระอนุชาจักรพรรดิผู่อี๋ จักรพรรดิองค์สุดท้ายของจีน
สถานทูตไทยประจำโตเกียว

งานศิลปะในบ้านนี้แบ่งคร่าวๆ เป็น 3 ประเภท คืองานยุโรป งานจีน งานญีี่ปุ่น

เริ่มต้นที่งานยุโรป

ห้อง Louis Dynasty Room หนึ่งในห้องรับแขกชั้นหนึ่งที่โด่งดังและโดดเด่นด้วยการตกแต่งสไตล์หลุยส์ เพดานแกะสลักลวดลายเป็นรูปเทพธิดาอย่างวิจิตรรับกับแชนเดอเลียร์อันอ่อนช้อย ชุดเฟอร์นิเจอร์สีอ่อนตัดกับสีทองที่แสดงถึงความหรูหราแบบไม่ประเจิดประเจ้อ ส่วนห้อง dining ที่อยู่ติดกัน มีเตาผิงที่ทำจากหินอ่อนสีแดงจากอิตาลีซึ่งมีอยู่แค่ 2 ที่ในญี่ปุ่นเท่านั้น คือที่นี่และพระราชวังอะคะสะกะ ภาพวาดเหนือเตาผิงก็เป็นผลงานชื่อดังเช่นกัน

สถานทูตไทยประจำโตเกียว
สถานทูตไทยประจำโตเกียว
สถานทูตไทยประจำโตเกียว
สถานทูตไทยประจำโตเกียว

แต่ภาพวาดที่โดดเด่นที่สุดต้องยกให้รูปกลุ่มชายขี้เมากำลังแบกไหเหล้าที่ชั้นสอง ซึ่งคุณฮะมะงุชิรุ่นที่ 10 ไปเจอที่ห้องใต้ดินท่านทูตอิตาลีในสมัยนั้นและถูกใจจนขอซื้อต่อมาประดับบ้าน ความสนุกของผลงานชิ้นนี้อยู่ที่ความขี้เล่นของศิลปิน ปลายเท้าของคนเมาจะหันตามมาที่เราเสมอไม่ว่าจะเดินไปทางไหน

รูปวาด

นอกจากนี้ยังมีเสาบรอนซ์แกะสลักที่เชิงบันไดในห้อง Grand Room ซึ่งเป็นผลงานของทะเคะโอะ อุนโนะ ช่างแกะสลักที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่นสมัยนั้น และงานประติมากรรมอื่นๆ ตามราวบันได เช่น รูปปั้นนกอินทรีที่คาดว่าเคยถูกนำไปจัดแสดงในงาน Expo ที่อเมริกาด้วย

สถานทูตไทยประจำโตเกียว
สถานทูตไทยประจำโตเกียว

ต่อกันด้วยงานจีน

สาเหตุที่บ้านหลังนี้มีงานศิลปะจากจีนเยอะเป็นพิเศษ ทั้งชุดรับแขกประดับมุกเก่าแก่ ไหจีน ปีเซียะหรือสิงโตหมอบบริเวณระเบียงสวนที่ทำจากเซรามิกซึ่งใช้ดินจากเทือกเขาแมนจูในกรุงปักกิ่ง เป็นเพราะว่าเจ้าหญิงฮิโระ หลานสาวของคุณฮะมะงุชิรุุ่นที่ 10 แต่งงานกับเจ้าชายผู่เจีย พระอนุชาจักรพรรดิผู่อี๋ จักรพรรดิองค์สุดท้ายของจีน ด้วยเหตุผลทางการเมือง การดูตัวและงานหมั้นถูกจัดขึ้นที่นี่ ของหมั้นต่างๆ จึงถูกเก็บรักษาไว้ในสภาพที่สมบูรณ์

เจ้าหญิงฮิโระ เจ้าชายผู่เจีย พระอนุชาจักรพรรดิผู่อี๋ จักรพรรดิองค์สุดท้ายของจีน
สถานทูตไทยประจำโตเกียวมูลค่ามากกว่า 100 ล้านเยน ที่รัฐบาลไทยซื้อมาในราคา 1 ล้านเยน

สำหรับพระเอกของงานญี่ปุ่นต้องยกให้ภาพวาดสีน้ำมันรูปลมพายุในท้องทะเลชิบะ ผลงานของคันจิ มะเอะดะ ซึ่งประดับอยู่ด้านหลังเปียโนในห้องโถง คันจิเป็นจิตรกรเอกคนหนึ่งของญี่ปุ่น ผลงานส่วนใหญ่ของเขาเป็นภาพพอร์เทรต และเพิ่งเริ่มวาดรูปวิวทิวทัศน์ในช่วงหลัง หลังจากภาพนี้ชนะเลิศการประกวดประจำปีของญี่ปุ่นในปี 1929 เขาก็เสียชีวิตลงในปีถัดไป ทำให้ภาพนี้ยิ่งมีมูลค่ามากขึ้นไปอีก

สถานทูตไทยประจำโตเกียวมูลค่ามากกว่า 100 ล้านเยน ที่รัฐบาลไทยซื้อมาในราคา 1 ล้านเยน

นอกจากนี้ ในบ้านยังเต็มไปด้วยหนังสือเกี่ยวกับงานศิลปะภายในบ้าน หรือภาพรวมผลงานของศิลปินท่านนั้นๆ บางเล่มหาซื้อไม่ได้แล้ว ถือเป็นบ้านที่เก็บรักษาความรู้ควบคู่กันไปด้วย

แม้จะเปลี่ยนผู้อยู่อาศัยเป็นระยะ แต่สิ่งเหล่านี้ถือเป็นสมบัติที่ต้องผลัดกันดูแล

ความสัมพันธ์ระหว่างบ้าน

สิ่งที่มาพร้อมกับความตื่นเต้นที่ได้เข้ามาเยี่ยมชมอาร์ตมิวเซียมย่อมๆ คือความสงสัยว่า ทำไมท่านฮะมะงุชิรุ่นที่ 10 ถึงตัดสินใจขายบ้าน ทั้งๆ ที่เป็นมหาเศรษฐีมีกำลังทรัพย์เพียงพอที่จะดูแลบ้านและงานศิลปะต่างๆ ได้เองอยู่แล้ว แถมยังขายให้ชาวต่างชาติด้วย

“พี่เชื่อว่าที่เจ้าของบ้านตัดสินใจขายบ้านหลังนี้ให้เรา เพราะเขารักบ้านเขามาก” ท่านทูตเริ่มอธิบาย

สถานทูตไทยประจำโตเกียวมูลค่ามากกว่า 100 ล้านเยน ที่รัฐบาลไทยซื้อมาในราคา 1 ล้านเยน

“นี่เป็นข้อสันนิษฐานนะ เพราะไม่ได้มีเอกสารบันทึกเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ ช่วงนั้นเป็นช่วงสงคราม เขามั่นใจว่าญี่ปุ่นจะมาเวนคืนของในบ้านเพื่อเอาไปทำอาวุธ เพราะบ้านนี้มีเหล็ก ทองแดง ต่างๆ เยอะแยะที่จะนำไปหลอมเป็นอาวุธ กระสุน เรือรบ รถถัง ได้หมด เขาก็คงคิดว่าขายให้รัฐบาลต่างประเทศ ให้ประเทศไทยที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน น่าจะช่วยรักษาบ้านเขาได้ดี สมัยนั้นมีคอนเนกชันและอยู่ในวงสังคมเดียวกันอยู่แล้ว ทางเขาก็อาจจะได้ยินว่าไทยกำลังมองหาสถานทูต ประจวบเหมาะกับความต้องการขายพอดี หลังจากขายบ้านได้ไม่นาน เจ้าของบ้านก็เสียชีวิต คงเริ่มป่วยมาสักระยะแล้ว ดูแลบ้านไม่ไหวด้วย เลยตัดใจขายดีกว่า”

แม้กรรมสิทธิ์ในตัวบ้านจะขายขาดให้ประเทศไทยมานานแล้ว แต่ความสัมพันธ์ระหว่างท่านทูตไทยและตระกูลฮะมะงุชิรุ่นต่อๆ มายังแน่นแฟ้นเหมือนอดีต ลูกหลานในตระกูลยังแวะเวียนมาเยี่ยมบ้านเสมอ ท่านทูตและมาดามเล่าให้ฟังว่า อย่างน้อยๆ จะได้มานั่งทานข้าวด้วยกันปีละครั้ง พูดคุยเกี่ยวกับความเป็นมา เรื่องราว ภายในบ้าน

สถานทูตไทยประจำโตเกียวมูลค่ามากกว่า 100 ล้านเยน ที่รัฐบาลไทยซื้อมาในราคา 1 ล้านเยน

พี่รู้สึกว่าเราดูแลบ้านเขาดี ลูกหลานเค้าก็ appreciate จริงๆ แล้วมันเป็นสมบัติร่วมกันของไทยกับญี่ปุ่น ถึงจะเป็นของประเทศไทยแต่ก็อยู่ในญี่ปุ่น ครอบครัวเขาก็มีความผูกพันกับบ้านจึงมาเยี่ยมบ้านเป็นระยะและขอบคุณที่เราดูแลไว้ให้ คนญี่ปุ่นเองยังบอกว่า ถ้าไม่ใช่ประเทศไทยดูแล น่าจะรักษาสภาพไว้ไม่ได้ครบขนาดนี้ เพราะค่าใช้จ่ายและภาษี” มาดามเล่า

พี่ก็เก็บเกี่ยวเกร็ดต่างๆ จากตรงนี้แหละ (หัวเราะ)” ท่านทูตเสริม

ดูจากความแม่นยำเรื่องข้อมูลที่เจ้าบ้านทั้งสองเล่าให้เราฟัง คาดว่าคงเคยเล่าเรื่องเหล่านี้ซ้ำๆ มาหลายครั้งแล้วแน่ๆ

มันก็ไม่เบื่อนะ เพราะเรื่องพวกนี้เป็น story to tell มันเป็นบทสนทนาที่ดี เพราะเป็นความภาคภูมิใจระหว่างคนญี่ปุ่นกับเราด้วย เป็นเหมือนสมบัติร่วมกันของมนุษยชาติ เพราะทุกคนใส่ใจดูแลรักษาอย่างดี”

งานบ้าน

แน่นอนว่า ไม่ได้หมายถึงงานปัดกวาดเช็ดถูทั่วไป

หน้าที่หลักของนักการทูตคือการสร้างและรักษาสายสัมพันธ์ ภายในทำเนียบจึงมีการจัดงานหลากหลายรูปแบบเชิญผู้คนมาใช้เวลาร่วมกัน นอกจากการเลี้ยงข้าว ยังมีงาน exhibition ต่างๆ เช่น งานจัดแสดงรูปภาพ งานจิบน้ำชา งานฉลองเนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา รวมไปถึงงานพิธี เช่น การรับเครื่องราชย์ ด้วย

“อาจจะดูเหมือนเราปาร์ตี้เรื่อยๆ แต่จริงๆ แล้วงานเลี้ยงเป็นสิ่งที่ทำให้คนเจอกัน ได้มาพูดคุย ใช้เวลาร่วมกัน เหมือนกับการที่ต้องเล่นกอล์ฟ ออกรอบครั้งหนึ่งใช้เวลา 4 – 5 ชั่วโมง ได้สร้างสัมพันธ์” ท่านทูตอธิบายที่มาที่ไป

มาดามเองก็พยายามไปงานต่างๆ ที่ภริยาท่านทูตประเทศอื่นจัดเช่นกัน

“อย่างวันนี้พี่ไปงานของประเทศเบลเยียม เลยได้เจอคนจากทางยุโรปหลายคน อะไรที่ไปได้เราก็ไป เห็นหน้ากันสักครั้งสองครั้งก็นับเราเป็นเพื่อนแล้ว ถ้าคบกันแต่ในอาเซียน วงสังคมก็จะแคบ มันเป็นหน้าที่ของเราด้วย

“งานของพี่อาจจะเป็นแทร็กหนึ่ง ส่วนมาดามเป็นแทร็กสองที่ช่วยเสริมให้ความสัมพันธ์ลึกซึ้ง บางทีเราไปทางตรงไม่ได้ ก็ต้องอ้อมๆ ไปทางภรรยาหรือครอบครัวเขา” ท่านทูตเสริม ก่อนจะอธิบายต่อว่า

“ตัวอย่างตอนพี่ประจำอยู่พม่า เราจะเอาศิลปะไทยไปแสดง ทางพม่าบอกว่าเขาไม่มีอะไรจะมาประกบเราให้เท่าเทียม แต่พอเราคุยกับทางมาดาม ได้ไฟเขียว เราถึงได้โอกาสให้กรมศิลปากรนำทีมไปจัด

“เรียกว่าเป็นการจัดการอย่างละมุนละม่อม เป็นเทคนิค (หัวเราะ)” มาดามกล่าวสรุปให้อย่างอารมณ์ดี

มาดามบอกว่า หน้าที่สำคัญอีกอย่างของนักการทูตคือ การโปรโมตประเทศไทย

บ้านถือเป็นเครื่องมือทางการทูตอย่างยิ่ง ทั้งอาหารอร่อยและการจัดงานอย่างประณีต ไม่ว่าจะอยู่ที่ประเทศไหนก็ต้องจัดงาน เพราะทั้งอาหาร รูปวาด ดอกไม้ คือการเผยแพร่ความเป็นไทยทั้งนั้น เราจัดงานเรื่อยๆ เรียกว่าใช้บ้านคุ้มมาก (หัวเราะ)”

ยกตัวอย่างงานดนตรีที่กำลังจะจัดเร็วๆ นี้ เป็นการเล่นดนตรีไทยเดิมโดยใช้เปียโนในห้อง Grand Room และจะเน้นเชิญคนญี่ปุ่นที่เคยอยู่ประเทศไทย เชิญชวนให้เขาใส่ผ้าไทย

“ท่านทูตมักพูดคำว่า ‘จับมือให้อุ่น’ ดังนั้น เราจะคีพคอนเนกชันกับคนกลุ่มนี้เอาไว้ เพราะเขาช่วยเราโปรโมตประเทศได้อย่างดี เขารักเมืองไทยอยู่แล้ว เวลาเราเชิญมาร่วมงาน ทุกคนก็จะแต่งชุดไทยด้วยความภูมิใจ ใส่ผ้าไทย ถือกระเป๋าผ้าไหมกันมา”

เราขอให้ท่านทูตช่วยขยายความเรื่องการจับมือให้อุ่น

มันไม่ใช่แค่หน้าที่ของนักการทูตนะ แต่เป็นหลักในการดำรงชีวิตด้วย ถ้าเราจะคบหาใคร ให้เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน พ่อสอนไว้ว่าเรามีปลากินทั้งปี มีปลาตัวหนึ่งต้องแบ่งเพื่อนบ้าน เพื่อนบ้านก็เอาของมาแบ่งเรา การจับมือให้อุ่น คือทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายธุรกิจ ฝ่ายเอกชน ทุกมิติของสังคมเป็นหน้าที่ของทูตไทยที่จะต้อง reach out ไปถึงเขา”

พอจับมือจนอุ่น จิตใจก็อิ่มเอมด้วยมิตรไมตรีที่มีให้กัน

บ้านในบ้าน

คุยมาถึงตอนนี้ เราเริ่มรู้สึกว่าที่นี่เป็นที่ทำงานพอๆ กับความเป็นมิวเซียม ซึ่งมากกว่าความเป็นบ้าน

“เวลาที่ไม่ต้องรับแขกพวกพี่จะอยู่ชั้นสองกัน มันเป็นเหมือนอพาร์ตเมนต์ มีห้องนั่งเล่น ห้องทานข้าว ห้องพระ จบในชั้นเดียว ข้างล่างเอาไว้เอนเตอร์เทน” มาดามไขข้อข้องใจ

สถานทูตไทยประจำโตเกียวมูลค่ามากกว่า 100 ล้านเยน ที่รัฐบาลไทยซื้อมาในราคา 1 ล้านเยน
สถานทูตไทยประจำโตเกียวมูลค่ามากกว่า 100 ล้านเยน ที่รัฐบาลไทยซื้อมาในราคา 1 ล้านเยน

ท่านทูตเสริมต่อว่า “สรุปคือเหลืออยู่จริงๆ ไม่กี่ตารางเมตร (หัวเราะ) เวลาน้องๆ มาให้เซ็นแฟ้ม ก็จะใช้ห้องหนังสือชั้นหนึ่งรับน้องๆ แบบโก้ๆ หน่อย (หัวเราะ)”

ถึงงานศิลปะต่างๆ สวยก็จริง แต่ในพิพิธภันฑ์ศิลปะแห่งนี้ ความเป็นตัวเราอยู่ที่ไหนได้บ้าง

สถานทูตไทยประจำโตเกียว

“จะว่าไปแล้ว มันก็มีความเป็นตัวพี่กับมาดามอยู่นะ เช่น มีของประดับบ้านที่เอามาจากโปแลนด์ ของในตู้ก็เป็นของที่เราสะสมมา ถือว่ามีความเป็นเราผสมอยู่ด้วย เมื่อพี่ย้ายออกไปแล้ว คนใหม่มา อาจจะมีภาคบังคับของบ้านอยู่ ปรับได้นิดหน่อย แต่โดยหลักการ มันต้องเป็นทำเนียบทูตไทยที่สง่างาม

อย่างรูปครอบครัว จะทำให้บ้านกลายเป็นบ้านได้ทันที” มาดามทิ้งท้ายด้วยเคล็ดลับ

สถานทูตไทยประจำโตเกียว
 

Writer

ณิชมน หิรัญพฤกษ์

นักศึกษาเอกภาษาญี่ปุ่นที่คิดเลขไม่ได้ อ่านแผนที่ไม่ออก แต่รักการเดินทาง / ผู้ประสานงานใน a day และ HUMAN RIDE ฉบับญี่ปุ่น / เจ้าของคอลัมน์ made in japan และหนังสือ 'ซะกะ กัมบัตเตะ!' ปัจจุบันใช้เวลาว่างจากการหาร้านคาเฟ่กรุบกริบไปนั่งเรียนปริญญาโทที่โตเกียว และโดนยัดเยียดความเป็นไกด์เถื่อนให้อยู่เป็นระยะ

Photographer

สุธิศา ปิตตะรงค์

นักเรียนปีสุดท้ายในประเทศญี่ปุ่น ชื่นชอบการถ่ายรูป และการเล่าเรื่องทุกรูปแบบ กำลังฝึกฝนการใช้ชีวิตด้วยตัวเองให้มีความสุข และมีประสิทธิภาพ และใฝ่ฝันอยากมีนิทรรศการเป็นของตัวเองสักครั้ง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load