ปลายปีที่แล้ว The Cloud ได้รับเชิญจากกระทรวงการต่างประเทศให้เดินทางไปร่วมงานเลี้ยงรับรองฉลอง 2 ศตวรรษแห่งมิตรภาพ และ 185 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สหรัฐฯ ที่หอสมุดรัฐสภาสหรัฐฯ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. 

The Cloud บอกเล่าเรื่องราวของความสัมพันธ์อันงดงามจากงานนั้น ตั้งแต่ระดับประมุขจนถึงระดับประชาชน ไว้ในบทความเรื่อง เปิดเซฟหอสมุดรัฐสภาสหรัฐชมเครื่องดนตรีที่ ร.9 พระราชทาน’

จากการเดินทางไปเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในครั้งนั้น ทำให้เราพบความสัมพันธ์อันงดงามระหว่าง 2 ประเทศที่ถูกบันทึกไว้ใน ‘อาคาร’ 3 หลัง

“ไทยกับสหรัฐฯ เป็นมิตรประเทศกันมา 2 ศตวรรษ เราเป็นประเทศแรกในเอเชียที่รับรองสหรัฐฯ ว่าเป็นประเทศ และเป็นประเทศแรกในเอเชียที่มีสนธิสัญญาอย่างเป็นทางการกับเราเมื่อ ค.ศ. 1833” คุณวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน เล่าถึงความสัมพันธ์อันยาวนาน และเล่าต่อว่า ในสหรัฐฯ น่าจะมีคนไทยประมาณ 3 แสนคนขึ้นไป การดูแลคนไทยจำนวนมากในประเทศที่มีขนาดใหญ่เท่าทวีปไม่ใช่เรื่องง่าย

อาคารของสถานทูตไทยในสหรัฐฯ จึงมีความน่าสนใจทั้งในแง่ของประวัติศาสตร์ และการเป็นศูนย์ราชการของหน่วยงานจากประเทศไทย ถ้าจะอธิบายอย่างสั้นที่สุด ความน่าสนใจของอาคารทั้ง 3 หลังมีดังนี้

อาคารที่ทำการกงสุล

อายุ 99 ปี เป็นการสร้างอาคารในต่างประเทศเพื่อใช้เป็นสถานเอกอัครราชทูตหลังแรกของประเทศไทย ออกแบบโดยสถาปนิกผู้ออกแบบ Smithsonian Museum of Natural History และเป็นสถานที่ประชุมของเสรีไทยสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

ทำเนียบเอกอัครราชทูต

อายุ 113 ปี ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดังของสหรัฐฯ เคยเป็นบ้านของ Dwight F. Davis อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้เสนอให้จัดแข่งขันเทนนิสระดับนานาชาติรายการ Davis Cup และเป็นอาคารอนุรักษ์ของสหรัฐฯ

อาคารที่ทำการสถานเอกอัครราชทูต

อายุ 30 ปี เป็นอาคารสำนักงานของ 8 หน่วยงาน มีเจ้าหน้าที่ร่วมกว่า 80 คน ถือเป็นสถานเอกอัครราชทูตไทยที่ใหญ่ที่มีจำนวนคนทำงานมากที่สุดในโลก และเคยต้อนรับการมาเยือนของอดีตประธานาธิบดีอย่าง นายจอร์จ บุช, นายจอร์จ ดับเบิลยู. บุช และ นายบิล คลินตัน

ประวัติศาสตร์สถานเอกอัคราชทูตในต่างแดน

สถานทูตไทยแห่งแรกในโลกตั้งที่ลอนดอนเมื่อ พ.. 2424 ทูตคนแรกของเราคือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ (ต้นตระกูลชุมสาย) ไปช่วงต้นของรัชกาลที่ 5 ประจำที่ลอนดอนแต่ดูแลประเทศต่างๆ ในยุโรปและอเมริกา รวม 12 ประเทศ นานๆ ก็ไปอเมริกาที” คุณวิทยา เวชชาชีวะ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศสหรัฐอเมริกา และปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการตั้งสถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงวอชิงตัน

“พ.ศ.2425 รัชกาลที่ 5 รับสั่งว่าเราต้องมีสถานทูตที่ปารีส เพราะเราติดต่อกับฝรั่งเศสเยอะ ทรงย้ายพระองค์เจ้าปฤษฎางค์จากลอนดอนมาเป็นทูตคนแรกที่ปารีส และให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ (ต้นตระกูลกฤดากร) น้องชายของรัชกาลที่ 5 มาเป็นทูตที่ลอนดอนแทน จากนั้นก็ตั้งสถานทูตที่เบอร์ลินและเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบกษัตริย์”

จุดเริ่มต้นสถานเอกอัครราชทูตในสหรัฐอเมริกา

ด้วยความสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐอเมริกา เราจึงเปิดสถานทูตในสหรัฐอเมริกาที่กรุงวอชิงตันเมื่อ พ.ศ. 2444 เป็นลำดับถัดมา โดยมีพระยาอรรคราชวราทร (ภัสดา บุรณศิริ) เป็นอัครราชทูตสยามคนแรก

Siam Legation หรือสถานทูตสยามในยุคนั้น เช่าพื้นที่ของอาคาร The Arlington เลขที่ 1739 ถนน Corcoran ในเขต Arlington จากนั้นพ.ศ. 2456 ย้ายไปเช่าอาคารเลขที่ 1721 Rhode Island Avenue พ.ศ. 2458 เปลี่ยนไปเช่าอาคารเลขที่ 3145-47 ถนนหมายเลข 16 และ พ.ศ. 2461ก็ย้ายที่ทำการอีกครั้ง ไปเช่าอาคารเลขที่ 2308 Wyoming Avenue

คุณวิทยาเล่าว่า ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 จะเริ่มขึ้นใน พ.ศ. 2457 ประเทศในทวีปเอเชียที่มีสถานทูตในกรุงวอชิงตันมีเพียงแค่ 3 ประเทศเท่านั้นคือ ญี่ปุ่น จีน และไทย เพราะประเทศอื่นยังไม่มีเอกราช

หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 จบลงเมื่อ พ.ศ. 2461 รัฐบาลสหรัฐเสนอที่ดินให้สยามสร้างอาคารสถานทูตของตัวเองได้ ซึ่งตรงกับพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 รัฐบาลไทยจึงซื้อที่ดิน 2 แปลง เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2462 และ 22 มีนาคม พ.ศ. 2463 ค่าที่ดินและค่าสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งหมด 126,226 ดอลลาร์ฯ วางศิลาฤกษ์โดยพระยาประการกรวงศ์ (ว่อง บุนนาค) อัครราชทูตสยามในขณะนั้น

อาคาร Siamese Legation เลขที่ 2300 ถนน Kalorama เปิดใช้งานเป็นที่ทำการสถานอัครราชทูตและทำเนียบอัครราชทูตในตึกเดียวกันเมื่อ พ.ศ. 2464

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

พิธีวางศิลาฤกษ์อาคารสถานอัครราชทูตสยาม พ.ศ. 2463 คนในภาพคือ พระยาประการกรวงศ์ (ว่อง บุนนาค) ลูกชาย และเพื่อนชาวอเมริกัน
ภาพ : thaiembdc.org

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

สถานอัครราชทูตสยาม พ.ศ. 2463
ภาพ : thaiembdc.org

งานออกแบบ

อาคาร 4 ชั้นหลังนี้เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์มากมาย

เริ่มต้นจากนี่คืออาคารปลูกสร้างเพื่อใช้เป็นที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตหลังแรกในต่างประเทศ

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ภาพ : thaiembdc.org

ตัวอาคารออกแบบโดย James Rush Marshall จากบริษัท Hornblower and Marshall ซึ่งมีผลงานออกแบบอาคาร Smithsonian Museum of Natural History เขาตั้งใจออกแบบอาคารให้สอดรับกับภูมิทัศน์และแนวถนน โดยมีลักษณะเป็นทรงเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์

ส่วนผนังของอาคารและเสาราวระเบียงเป็นผลงานของ John Joseph Earley จากบริษัท John Earley Studio ซึ่งมีผลงานออกแบบอย่าง Meridian Hill Park ในกรุงวอชิงตัน

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

แต่อาคารหลังนี้ก็มีความเป็นไทยเล็กๆ แฝงอยู่ นั่นก็คือ บนยอดเสาทั้งสี่ต้นหน้าอาคารมีตราครุฑติดอยู่ เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าอาคารหลังนี้ใช้เป็นสถานที่ราชการของรัฐบาลไทย (และแก้เคล็ดที่อาคารตั้งอยู่ตรงสามแยกพอดี)

ความสำคัญอีกอย่างคือ อาคารหลังนี้อยู่ในเขต Kalorama Heights ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงวอชิงตัน ถือเป็นสถานเอกอัครราชทูตหลังแรกของย่านนี้ ก่อนจะมีที่ทำการและทำเนียบทูตของประเทศต่างๆ ตามมาอยู่ในย่านนี้

เสรีไทยและที่ทำการแห่งใหม่

“สมัยก่อนทูตอยู่ข้างบนชั้นสามชั้นสี่ ชั้นสองเป็นที่รับแขก ชั้นล่างเป็นออฟฟิศ ทำงานกงสุล สมัยก่อนงานไม่มาก ไม่ต้องการพื้นที่มาก ก็อยู่อย่างนั้นเรื่อยมา จนสงครามโลกครั้งที่ 2 คุณเสนีย์ ปราโมช (อัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกาในขณะนั้น) ก็อยู่ที่นั่น ช่วงพ.ศ. 2487เสรีไทยใช้ที่นี่เป็นที่ประชุม คุณสิทธิ เศวตศิลา ก็มาประชุมกับคุณเสนีย์ที่นี่” คุณวิทยาเล่าถึงเหตุการณ์ครั้งสำคัญที่เคยเกิดขึ้นที่นี่

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ห้องโถงบริเวณชั้นสอง

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ห้องประชุมบริเวณชั้นสอง

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงในพ.ศ. 2488 เราก็มีความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาแนบแน่นยิ่งขึ้นไปอีก

“ตอนนั้นตำแหน่งทูตของเราเป็นแค่อัครราชทูต เป็นเอกอัครราชทูตไม่ได้ เพราะไม่ใช่ประเทศมหาอำนาจ พอถึง พ.ศ. 2490 รัฐบาลของทั้งอเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศส ก็ตกลงกันว่าถึงเวลายกระดับให้เรามีเอกอัครราชทูตได้แล้ว” คุณวิทยาเล่าต่อว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการผลักดันครั้งนี้คือ บรมครูด้านการทูตที่เก่งที่สุดของไทยอย่าง พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ซึ่งเคยเป็นถึงประธานการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ

อีกมุมหนึ่งท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา เป็นนายกราชบัณฑิตยสถาน และเป็นผู้บัญญัติศัพท์คำว่า อัตโนมัติ (Automatic) รัฐธรรมนูญ (Constitution) ประชาธิปไตย (Democracy) โทรทัศน์ (Television) และ วิทยุ (Radio)

กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ทรงเห็นว่าอาคารหลังนี้คับแคบไป เลยขอซื้อที่ทำการใหม่ใน พ.ศ. 2490 เป็นอาคารเลขที่ 2490 Tracy Place ถัดจากอาคารเดิมไปแค่ 2 บล็อก โดยให้อาคารหลังนั้นทำหน้าที่เป็นที่ทำการ และอาคารที่ถนนคาโลรามาทำหน้าที่ทำเนียบเอกอัครราชทูตอย่างเดียว

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ห้องอาหารบริเวณชั้นสอง

กลุ่มใต้ถุน

อีกหนึ่งความทรงจำของอาคารที่ถนนคาโลรามาก็คือ ชั้นใต้ดิน

“ยุคที่ คุณพจน์ สารสิน เป็นทูต (พ.ศ. 2495 – 2500) มีกลุ่มที่เราเรียกกันว่า กลุ่มใต้ถุน เป็นนักเรียนไทยในอเมริกา วันหยุดก็เดินทางจากเมืองอื่นมากินอยู่กัน 20 – 30 คน อย่างเช่น คุณสวัสดิ์ วัฒนายากร (อดีตองคมนตรี) คุณอภิลาศ โอสถานนท์ (อดีตอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์) อาสา สารสิน (อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศสหรัฐอเมริกาและปลัดกระทรวงการต่างประเทศ) เภา สารสิน (อดีตอธิบดีกรมตำรวจ) ผมด้วย” คุณวิทยาบอกว่า หลังจากยุคคุณพจน์ก็ยังเก็บชั้นใต้ดินไว้เป็นห้องรับรองอีกหลายปี

ปัจจุบันชั้นใต้ดินทั้งหมดเป็นที่พักของพี่เศวต เจ้าหน้าที่คนเก่าคนแก่ของสถานทูต ห้องที่เหล่านักเรียนไทยใช้ชุมนุมกัน ปัจจุบันเป็นห้องนอนของพี่เศวต โดยที่เขายังคงเก็บชั้นหนังสือรอบห้องไว้เหมือนเดิม

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ เยือน

เหตุการณ์สำคัญอีกอย่างของอาคารหลังนี้ก็คือ รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินเยือนกรุงวอชิงตันและอาคารหลังนี้เมื่อ พ.ศ. 2503

คุณวรพัฒน์ อรรถยุกติ (ลูกของ คุณวิสูตร อรรถยุกติ เอกอัครราชทูตในขณะนั้น) เขียนถึงเหตุการณ์นี้ไว้ในหนังสือเรื่อง 72 ปี วรพัฒน์ อรรถยุกติ ว่า

“…งานเริ่มต้นที่สนามด้านหลังสถานทูตโดยมีข้าราชการไทยพร้อมคู่สมรส 200 คนรับเสด็จ บนห้องรับแขกชั้นสองมีเครื่องดนตรีเตรียมไว้ ประกอบด้วย แกรนด์เปียโน แซกโซโฟน ทรัมเป็ต และกลอง มีนักเรียนไทยเป็นนักดนตรี โดยคุณแมนรัตน์ ศรีกรานนท์ ร่วมอยู่ด้วย

“หลังจากประทับเสวยค็อกเทลอย่างเป็นกันเองในสวนด้านหลังสถานทูต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 จึงเสด็จขึ้นห้องรับแขกชั้น 2 นักดนตรีบรรเลงเพลง สายฝน อาทิตย์อับแสง ลมหนาว ซึ่งล้วนเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ ตลอดเจนเพลงอื่นๆ ข้าพเจ้านั่งอยู่กับพื้นในห้องรับแขก และจำได้ว่ามีนักเรียนไทยออกเต้นรำจังหวะร็อกแอนด์โรลหลายคู่

“… เมื่อเสวยพระกระยาหารเสร็จ ได้รับสั่งให้คนกลับไปนำแคลริเน็ตของพระองค์จากแบล์เฮ้าส์มาถวาย และพระองค์ก็ได้ทรงแคลริเน็ตนั้น ไม่มีผู้ใดออกไปเต้นรำเนื่องจากเพลงที่ทรงดนตรีล้วนเป็นเพลงแจ๊ซ มิใช่เพลงจะเต้นรำได้ พระองค์ทรงเป็นกันเองมาก ทำให้ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ในคืนวันนั้นล้วนปลื้มปิติกันอย่างล้นเหลือ

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

รูปวันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม 2503 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงแคลนิเน็ตกับวงดนตรีของนักเรียนไทยที่สหรัฐอเมริกา ณ สถานทูตไทย ถนนคาโลรามา กรุงวอชิงตัน
ภาพ : หนังสือ 72 ปี วรพัฒน์ อรรถยุกติ

ซื้อทำเนียบทูตใหม่

คุณวิทยาเล่าถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้งของอาคารหลังนี้ว่า “พ.ศ. 2507 ยุคที่ คุณสุกิต นิมมานเหมินท์ เป็นทูต และ คุณถนัด คอมันตร์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านเห็นว่าที่คาโลรามาแคบไปที่จะเป็นบ้านทูต เลยขายที่ทำการเลขที่ 2490 Tracey Place แล้วเอาเงินมาซื้อบ้านทูตใหม่ เลขที่ 3125 cathedral Avenue ส่วนบ้านที่คาโลรามาก็กลับมาใช้เป็นที่ทำการอีกครั้ง”

ย้ายที่ทำการสถานทูต

“ผมเป็นทูตที่อเมริกา พ.ศ. 2531 ก่อนจะหมดวาระ มีนโยบายจะซื้อสถานทูตใหม่ ตอนนั้น คุณเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกฯ ท่านมีหลักการว่าอยากให้ทหารมารวมกับพลเรือน ทุกหน่วยงานมาอยู่รวมกันในอาคารเดียว ผมก็รับนโยบายนั้นมาแล้วหาซื้ออาคารใหม่” คุณวิทยาอธิบายถึงเบื้องหลังนโยบายนั้นว่า เป็นเพราะส่วนราชการมีมากขึ้น จึงต้องจ่ายค่าเช่าสถานที่เป็นจำนวนมาก

“เราต้องทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างสถานทูตกับทำเนียบทูตก่อน ทำเนียบทูตใช้เป็นที่รับแขก ควรดูดี แต่สถานทูตอยู่ที่ไหนก็ได้ ย้ายได้ตามความเปลี่ยนแปลงของเมือง เช่น เราเคยอยู่บางลำพูเพราะครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์กลางการติดต่อซื้อขาย แต่ตอนนี้เขาย้ายไปสีลม สุขุมวิท หมดแล้ว เราก็ควรย้ายตาม เหมือนที่สถานทูตต่างประเทศในไทยอยู่ตามตึกที่ไปมาสะดวก สถานทูตของเราที่สเปนหรือมะนิลาก็เป็นแบบนั้น

“เราไปดูหลายแห่ง ตรงนี้ (Georgetown) เป็นย่านที่มีถนนใหญ่ ไปมาสะดวก เป็นย่านธุรกิจและการค้า อยู่ใกล้แม่น้ำ เป็นตึกใหม่สูง 5 ชั้น มีที่จอดรถใต้ดิน 2 ชั้น จอดได้เกือบ 50 คัน ซึ่ง 30 ปีที่แล้วในวอชิงตันไม่ได้มีแบบนี้มากนัก ตอนนั้นเหรียญหนึ่ง 20 บาท ถ้าเราซื้อช้าไปอีกนิดเดียวเหรียญหนึ่งจะเป็น 22.50 บาท เราก็เร่งจนจ่ายเงินสำเร็จก่อนอัตราแลกเปลี่ยนจะเปลี่ยน”

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2533 รัฐบาลมีมติให้กระทรวงการต่างประเทศจัดซื้ออาคารเลขที่ 1024 Wisconsin Avenue ย่าน Georgetown เป็นที่ทำการ ซื้อขายวันที่ 9 ตุลาคม 2534 ราคา 9,725,000 ดอลลาร์ฯ โดย หม่อมหลวงพีระพงศ์ เกษมศรี เอกอัครราชทูตในขณะนั้น

พ.ศ. 2537 หลังจากปรับปรุงครั้งใหญ่ก็เริ่มใช้งาน ถือเป็นการปิดฉากการใช้งานอาคารที่ถนนคาโลรามาหลังจากใช้งานมานานถึง 73 ปี

ปรับปรุง

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ภาพ : thaiembdc.org

อาคารหลังนี้ถือเป็นอาคารพาณิชย์สูง 4 ชั้น มีชั้น Ground และมีที่จอดรถยนต์ใต้ดิน 2 ชั้น

สร้างเมื่อ พ.ศ. 2530 สร้างเสร็จพ.ศ. 2533 รัฐบาลไทยซื้อ พ.ศ. 2534 เริ่มใช้งาน พ.ศ. 2537

เป็นสถานทูตแห่งเดียวในกรุงวอชิงตันที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ในย่านธุรกิจ

หลักการในการปรับปรุงอาคารหลังนี้ก็คือ ทุบผนังให้พื้นที่เชื่อมถึงกัน แล้วแบ่งพื้นที่ใหม่ตามขนาดของสำนักงานต่างๆ มีกระทรวงการต่างประเทศ 1 ชั้น ทูตทหาร 1 ชั้น และทูตพาณิชย์ 1 ชั้น

9 พฤษภาคม 2537 ศ. ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯ ทรงเปิดอาคาร ภายในอาคารประกอบด้วยสถานเอกอัครราชทูต สำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารและฝ่ายทหารเรือ สำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารอากาศ สำนักงานแถลงข่าวไทย สำนักงานพาณิชย์ สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตร สำนักงานที่ปรึกษาเศรษฐกิจและการคลัง และสำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ยกเว้นแค่สำนักงานผู้ดูแลนักเรียนในสหรัฐอเมริกา (สังกัดสำนักงาน ก.พ.) ซึ่งมีที่ทำการถาวรของตัวเอง

อาคารแห่งนี้เคยต้อนรับอดีตประธานาธิบดีอย่างนายจอร์จ บุช, นายจอร์จ ดับเบิลยู. บุช และ นายบิล คลินตัน มาร่วมลงนามไว้อาลัยแก่ผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์สึนามิเมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2548

คุยกับทูต

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

“บรรยากาศที่นี่เหมือนศูนย์ราชการ มีกระทรวงต่างๆ เจอกันได้ง่ายๆ จะคุยอะไรก็คุยกันได้เลย ไม่มีช่องว่าง ซึ่งตึกสถานทูตส่วนใหญ่ไม่ใช่แบบนี้ ที่นี่มีคนทำงาน 80 กว่าคน ถือว่ามากที่สุดในโลก อยู่ร่วมกันก็ราบรื่นดีไม่มีปัญหา ที่นี่ยังรับได้อีก 2 สำนักงาน สำหรับหน่วยงานที่จะมาตั้งในอนาคต” ท่านทูตวีรชัยเล่าถึงบรรยากาศของสถานเอกอัครราชทูต

“ความยากของการทำงานที่นี่คือ เราต้องกระจายอำนาจ ในสหรัฐฯ มีสถานกงสุลใหญ่ 3 แห่งที่คนไทยเป็นคนดูแล ที่เหลือกงสุลกิตติมศักดิ์เป็นคนอเมริกัน การคุมคุณภาพการทำงานทั้งหมดให้เป็นแบบเดียวกันไม่ง่าย การเดินทางไปสถานกงสุลแต่ละแห่งก็ใช้เวลา ต้องวางแผนการสื่อสารและการกระจายอำนาจให้ดี

“ยังมีงานให้เราทำอีกเยอะ คนไทยมาลงทุนในสหรัฐฯ ประมาณ 23 รัฐ สร้างงานกว่า 60,000 อัตรา ขณะเดียวกันคนอเมริกันก็ไปสร้างงานให้คนไทยในบ้านเราด้วย เพราะเราเก่งกันคนละอย่าง อย่างเรื่องเกษตร หรือการเลี้ยงกุ้ง เราเก่งกว่าเขา เขาอยากให้เรามาลงทุนเลี้ยงกุ้งแล้วถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยเชื่อมกับมหาวิทยาลัยของรัฐ”

ทำเนียบทูตหลังใหม่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

“ในยุคที่คุณพีระพงศ์เป็นทูตและผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านทูตมีความคิดว่าอยากซื้อทำเนียบใหม่ เพราะหลังเก่าทุกอย่างดีหมด อยู่สบายดีมี 7 ห้องนอน แต่ข้างนอกดูไม่สวย ไม่มีบริเวณ จัดงานเลี้ยงรับรองได้แต่ในบ้าน ไม่สง่างาม และเขาเล่าต่อๆ กันมาว่ามันเคยเป็นบาร์โคมแดงมาก่อน” คุณวิทยาเล่าถึงการย้ายบ้านอีกครั้ง

บ้านหลังนี้อยู่ในเขต Kalorama ด้านซ้ายของอาคารเป็น Spanish Steps บันไดทางเดินเชื่อมระหว่างถนน 22 และ Decatur ออกแบบโดยสถาปนิก George Oakley Totten Jr. มีน้ำพุรูปหัวสิงโตด้านบน

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ทำเนียบเอกอัครราชทูตเป็นอาคารสูง 4 ชั้น โครงสร้างกำแพงภายนอกเป็นอิฐแบบ Neo-classic สีแดงเลือดนกสลับขาว ปีกตึกทั้งสองด้านยืดยาว ลานหินตรงหน้าอาคารปูด้วยหินแบบ Herringbone Pattern และมีแนวราวกำแพงแบบ Renaissance

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

อาคารหลังนี้สร้างช่วง พ.ศ. 2449 – 2450 ออกแบบโดยนาย Ogden Codman สถาปนิกที่มีชื่อเสียงของสหรัฐฯ เป็นบ้านของ Martha Codman ญาติที่สืบทอดมรดกจากธุรกิจเดินเรือของครอบครัวในบอสตัน และเป็นนักสะสมภาพวาดศิลปินชาวอเมริกัน

พ.ศ. 2481 มาร์ธา คอดแมน ขายบ้านให้ Dwight F. Davis อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สมัยประธานาธิบดี Hebert Hoover นายเดวิสมีชื่อเสียงในฐานะนักกีฬาเทนนิสและเป็นผู้เสนอความคิดให้มีถ้วยเทนนิสในระดับนานาชาติซึ่งรู้จักในชื่อ Davis Cup

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

พ.ศ. 2520 บ้านหลังนี้ ได้รับการขึ้นทะเบียนจาก National Register of Historic Places, National Park Service, US Department of the Interiorให้เป็นอาคารอนุรักษ์ (National Register of Historic Places) ประเภท II คือมีคุณลักษณะสำคัญด้าน Cultural Heritage และ Visual Beauty ในชื่อบ้านว่า Codman-Davis House

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ลิฟต์ภายในบ้าน

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ห้องรับแขกหลักบริเวณชั้นสอง

วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2536 รัฐบาลไทยซื้อบ้านหลังนี้เพื่อเป็นทำเนียบทูต ในยุคที่หม่อมหลวงพีระพงศ์ เกษมศรี ดำรงตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูต และมีการปรับปรุงก่อนจะใช้งานใน พ.ศ. 2537

บ้านหลังนี้มีห้องพัก 12 ห้อง เป็นห้องรับรองแขก 8 ห้อง

ท่านทูตวีรชัยพูดถึงบ้านหลังนี้ว่า “ถ้าเปรียบกับที่เมืองไทย ก็เหมือนบ้านหลังนี้อยู่บนถนนวิทยุ พยายามสร้างแบบยุโรป มีหน้าต่างแบบฝรั่งเศส ซึ่งไม่ค่อยเห็นในวอชิงตัน”

ห้องโปรดของท่านทูตคือ ห้องโถงที่ติดกับห้องกินข้าวชั้นสอง และสวนบริเวณระเบียงซึ่งอยู่ติดกับห้องโถงนั้น

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ห้องโถงที่อยู่ติดกับห้องกินข้าว ชั้นสอง

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

สวนบนระเบียงชั้นสอง

“ทำเนียบนี้ใช้งานบ่อยตามมาตรฐานทำเนียบทูต มีดินเนอร์ใหญ่อย่างน้อยเดือนละ 2 หน ไม่นับอาหารกลางวัน ผมหาความรู้จากทูตคนอื่นๆ ที่นี่ พบว่าคนที่นี่นิยมเลี้ยงอาหารกลางวัน มื้อเย็นไม่ค่อยมี ถ้ามีคือเป็นงานพิเศษจริงๆ และจะเลี้ยงเร็ว มาอยู่ที่นี่ต้องปรับตัวกับงานเลี้ยงกลางวันมากขึ้น ส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานราชการต่างๆ ของสหรัฐฯ มีสารพัดกระทรวงที่ดูแลงานเกี่ยวกับประเทศไทย แล้วก็เลี้ยงกลุ่มนักธุรกิจ ถ้าเปรียบกับบ้านเราก็คือ กลุ่มสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม

“ถ้าเป็นประเทศอื่นจะเลี้ยงคณะทูตด้วยกันบ่อย แต่ที่นี่ทุกคนยุ่ง ก็มีแต่ทูตอาเซียนที่พบปะสังสรรค์กันตลอด เหมือนเป็นสมาคมลับ” ท่านทูตตอบพร้อมเสียงหัวเราะ

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ห้องรับแขกชั้นสอง

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

พระบรมฉายาลักษณ์และลายพระหัตถ์ของ ร.7

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

พระฉายาลักษณ์และลายพระหัตถ์ของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก

คืนชีพอาคารคาโลรามา

คุณภัทรียา วัฒนสิน นักการทูตตำแหน่งที่ปรึกษา ผู้ดูแลงานด้านกงสุลของสถานเอกอัครราชทูต เล่าเรื่องราวภาคต่อของอาคารบนถนนคาโลรามาให้ฟังว่า

“หลังจากซื้อตึกที่ทำการที่จอร์จทาวน์ ที่นี่ก็ปิดร้างไปพักใหญ่ รัฐบาลสหรัฐฯ มีระเบียบว่า ถ้าเรามีตึกที่ไม่ใช้งานต้องเสียภาษี พ.ศ. 2556 เราเลยตัดสินใจซ่อมแซมตึกนี้บางส่วนแล้วใช้เป็นสำนักงานของฝ่ายกงสุล”

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

บางส่วนที่ว่าก็คือ ชั้นล่างใช้เป็นแผนกกงสุล ชั้นสองใช้เป็นห้องทำงาน ส่วนชั้นสามและสี่ใช้เป็นที่เก็บเอกสาร

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

สำนักงานกงสุลชั้นล่าง

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ห้องเก็บของชั้นสี่

“ในอนาคตกำลังจะปรับปรุงครั้งใหญ่ ผู้ใหญ่จากกระทรวงกำลังจะมาตรวจสอบ เพราะตึกนี้มีปัญหาเรื่องความปลอดภัย ตอนเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ทำให้ตึกนี้เอียงและมีรอยร้าว เรากำลังจัดสรรงบมาบูรณะครั้งใหญ่ให้เป็นคล้ายๆ Thai House แสดงเรื่องราวเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทย โครงสร้างภายนอกจะเหมือนเดิมเพราะเป็นอาคารอนุรักษ์ ชั้นสองเป็นชั้นที่เพดานสูงจะปรับให้เหมาะสำหรับการจัดงานเลี้ยง ชั้นล่างซึ่งเป็นแผนกวีซ่าก็จะปรับให้กว้างขึ้น มีห้องทำงานมากขึ้น รองรับคนมาใช้บริการได้มากขึ้น ส่วนชั้นสามและสี่จะปรับปรุงให้เป็นที่ทำงาน”

คุณภัทรียาทิ้งท้ายว่า กำลังจะเปิดประมูลให้เอกชนเข้ามาปรับปรุงเร็วๆ นี้

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

สถานเอกอัครราชทูตในปัจจุบัน

คุณช่อมณี ม่วงมงคล ผู้ช่วยฝ่ายสารนิเทศและวัฒนธรรม เล่าว่า อาคารที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตแห่งนี้เป็นที่รู้จักของชาววอชิงตัน ดี.ซี. เนื่องจากองค์กร Cultural Tourism DC มีการจัดกิจกรรมชวนสถานทูตต่างๆ มารวมตัวกันเปิดสถานทูตให้คนเข้าไปเยี่ยมชม พร้อมกันในวันเสาร์แรกของเดือนพฤษภาคมของทุกปี เป็นงานที่จัดต่อเนื่องมา 11 ปีแล้ว สถานเอกอัครราชทูตของเราเข้าร่วมตั้งแต่ปีที่ 2 แถมในปีนั้นยังให้ใช้สถานที่เป็นที่จัดงานแถลงข่าว

ในปีแรกที่เราเปิดบ้าน มีผู้มาเยือนถึงสามพันกว่าคนในวันเดียว ในสถานทูตมีกิจกรรมให้ความรู้ พาชมอาคาร นวดไทย ขายอาหารไทย โชว์มวยไทย แกะสลักผลไม้ มีดนตรีแจ๊สมาเล่น เรียกว่าเป็นกิจกรรมที่ครบรสและเต็มที่ไม่แพ้สถานทูตไหน รีวิวดีขนาดนี้ งานนี้ในปีต่อมา คนจึงเข้ามามากกว่าเดิมอีก

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ภาพ : thaiembdc.org

ปีที่ผ่านมา มีสถานทูตเข้าร่วมประมาณ 40 แห่ง แต่สถานทูตไทยก็ยังเป็นที่ที่คนปักธงว่า ต้องไม่พลาดเช่นเดิม

นอกจากนี้ สถานเอกอัครราชทูตก็ยังมีงาน Thai Festival ภายในอาคาร คล้ายๆ กับงานวันเปิดบ้าน แล้วก็ยังมีงาน Thai Village ที่ไปเช่าพื้นที่ของโบสถ์จัดงาน ลักษณะงานใกล้เคียงกัน แต่อาหารเต็มที่กว่าเยอะ เพราะต้มผัดแกงทอดปรุงกันได้เต็มที่โดยไม่ต้องกลัวเรื่องกลิ่น

อีกงานที่น่าสนใจมากก็คือ Thai Talent จัดเดือนละครั้ง เป็นการชวนศิลปินไทยที่ได้รับทุนฟุลไบรท์ด้านศิลปะ (ซึ่งมีไม่มากนัก) มาแสดงงานศิลปะ เช่น การฉายหนังผลงานของตัวเอง ซึ่งได้รับเสียงตอบรับดีมาก

คุณช่อมณีทิ้งท้ายว่า งานใหญ่อีกงานที่สถานทูตภูมิใจมาก และใช้เวลาเตรียมงานกันครึ่งค่อนปี ก็คือ งานเลี้ยงรับรองฉลอง 2 ศตวรรษแห่งมิตรภาพ และ 185 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สหรัฐฯ ที่หอสมุดรัฐสภาสหรัฐฯ นั่นเอง

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

Writer & Photographer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

The Embassy

เคาะประตูเยี่ยมชมทำเนียบเอกอัครราชทูต เล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

อินทรีดำปากแดงสยายปีกดุดันอยู่ในกรอบทอง หน้าประตูทางเข้าสถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย บนกำแพงยาวเลียบถนนสาทร เจ้านก Bundesadler ตราแผ่นดินเก่าแก่ที่สุดตราหนึ่งของยุโรป จับจ้องชีวิตชีวาของถนนสายสำคัญของกรุงเทพฯ มาตลอด แต่น้อยคนจะได้เห็นเบื้องหลังที่ปีกคู่นั้นปกป้อง

ในวาระครบรอบความสัมพันธ์ 160 ปีระหว่างสองชาติ ประตูสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีฯ เปิดออกให้เราเยี่ยมชม 

แต่ก่อนอื่น มาทำความรู้จักประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์โดยย่อระหว่างไทยและเยอรมนีกันเสียหน่อย

สัมพันธ์ไทย-เยอรมัน

พ่อค้าวาณิชชาวเยอรมันมีความสัมพันธ์ทางการค้าทางเรือกับสยามมาเนิ่นนานตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ชาวเยอรมันบางคนมาบุกเบิกอยุธยาในศตวรรษที่ 18 ทำงานให้บริษัทอื่น ๆ เช่น ดัตช์อีสต์อินเดีย และบางคนได้เขียนบันทึกถึงอยุธยาเอาไว้ 

เวลาล่วงเลยมาถึงศตวรรษที่ 19 หลังการเกิดขึ้นของสนธิสัญญาเบาว์ริง ที่ทำให้การพาณิชย์ระดับนานาชาติเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น ชาติยุโรปต่าง ๆ หันมาสนใจสยามอย่างยิ่งยวด จนนำไปสู่การทำสนธิสัญญาทางการค้าระหว่างสยามและเมืองวาณิชฮานเซ่อ อันประกอบไปด้วยฮัมบวร์ก เบรเมน และลือเบค ในปี 1858 ซึ่งเล็งเห็นว่าบางกอกคือเมืองท่าส่งสินค้าจากเอเชียมาสู่สามเมืองใหญ่ การซื้อขายสินค้าทางเรือนี้ประสบผลสำเร็จดี จนทำให้ราชอาณาจักรปรัสเซีย ณ เวลานั้น ตัดสินใจเดินทางลงทุนในเอเชียตะวันออกอย่างจริงจัง 

เคานท์ฟรีดริช ซู ออยเลนบวร์ก (Count Friedrich zu Eulenburg) หัวหน้าคณะผู้แทนการค้าแห่งปรัสเซียเดินทางสู่หลายเมืองใหญ่ในเอเชีย และได้ลงนามในสนธิสัญญาไมตรีการค้าและการเดินเรือ หรือ ‘สนธิสัญญาออยเลนบวร์ก’ (Eulenburg Treaty) ในปี 1862 ที่กรุงเทพฯ พร้อมด้วยคณะราชทูตในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ถือเป็นการวางรากฐานความสัมพันธ์ทางการทูตที่ดำรงมาจนปัจจุบัน

ในยุคไรช์เยอรมันหรือจักรวรรดิเยอรมัน เกิดการแต่งตั้งกงสุลระหว่างทั้งสองชาติ มีการเดินทางไปมาหาสู่ระหว่างขุนนางระดับสูงทั้งสองฝ่าย จุดเปลี่ยนสำคัญคือการเสด็จประพาสยุโรปของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ในปี 1897 ไกเซอร์หรือจักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 ได้ทรงต้อนรับพระราชอาคันตุกะอย่างอบอุ่น เมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 ในปี 1907 พระองค์ก็เสด็จกลับไปเยือนอีกหลายเมืองในเยอรมนี 

ในรัชสมัยของสมเด็จพระปิยมหาราชผู้ปฏิรูปสยามให้ทันสมัย มีการจ้างชาวต่างชาติหลายร้อยคนในราชสำนัก ขุนนางชาวเยอรมัน 34 คนทำงานให้ราชสำนักสยามในปี 1904 โดยส่วนใหญ่ดูแลการรถไฟ โทรเลข และไปรษณีย์ 

วิศวกรเยอรมันอย่าง Karl Bethge, Hermann Gehrts และ Luis Weiler วางรากฐานรถไฟไทยทั่วประเทศถึงยุคปัจจุบัน การไปรษณีย์ไรช์หรือ Reichspostministerium ช่วยสนับสนุนการพัฒนาระบบโทรเลขและไปรษณีย์ จนก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 เมืองไทยมีโทรเลขไร้สายและวิทยุโทรเลขใช้ แพทย์ประจำพระองค์หลายคนของรัชกาลที่ 5 ก็เป็นชาวเยอรมัน และสถาปนิกใหญ่ Karl Döhring ออกแบบสถานีรถไฟบางกอกน้อย สถานีรถไฟพิษณุโลก และพระราชวังบ้านปืน

ชุมชนชาวเยอรมันเฟื่องฟูจนมีคลับชาวเยอรมันในกรุงเทพฯ แต่แล้วเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 มาถึง และสยามประกาศตนเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเยอรมนีหยุดชะงักลงฉับพลันในปี 1917 สนธิสัญญาออยเลนบวร์กกลายเป็นโมฆะ จนกระทั่งสงครามโลกยุติ ทั้งสองชาติจึงได้สานสัมพันธไมตรีกันอีกครั้ง และคงความสัมพันธ์แน่นแฟ้นเรื่อยมาในแง่ต่าง ๆ เช่น การทหาร เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และวัฒนธรรม จนถึงปัจจุบัน

บ้านเยอรมัน

“ไม่ใช่บ้านเก่าแบบสถานทูตเก่าแก่ แต่ที่นี่ก็มีประวัติศาสตร์ในแบบของตัวเองนะครับ”

เข้าสู่ช่วงสำรวจสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีฯ อย่างทั่วถ้วน เอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำเป็นประเทศไทย เกออร์ก ชมิดท์ (Georg Schmidt) เอ่ยขณะพาเดินชมประวัติศาสตร์ของพื้นที่สีเขียวใจกลางถนนสาทรด้วยตนเอง และยังพูดคุยถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศอย่างสนุก เป็นกันเอง และตรงไปตรงมา แบบฉบับเยอรมัน

พื้นที่สถานเอกอัครราชทูตขนาดประมาณ 10,000 ตารางเมตร รวมสวนทั้งหมด สันนิษฐานว่าเป็นบ้านพักของผู้บริหารบริษัทบริติชบอร์เนียว ไม่ทราบสถาปนิกผู้ออกแบบ ตามหลักฐานในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ มีบ้านของบริษัทนี้บนถนนสาทร แต่ถูกระเบิดในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงมีความเป็นไปได้ว่าอาจมีการสร้างบ้านขึ้นมาบนฐานรากเดิมหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกทั้งยังไม่ปรากฏบ้านหลังนี้ในแผนที่กรุงเทพฯ พ.ศ. 2475 (ค.ศ. 1932) จึงสรุปได้ว่าตัวบ้านสร้างหลังจากนั้น สันนิษฐานว่าในช่วง 1940

เยี่ยมสถานทูตเยอรมนี สถานทูตเก่าแก่ล้อมด้วยสวนเขียวใจกลางสาทร

แรกเริ่มเดิมทีในสมัยรัชกาลที่ 4 สถานกงสุลเยอรมนีอยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา เช่นเดียวกับสถานเอกอัครราชทูตโปรตุเกสและสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส โดยพื้นที่เดิมของเยอรมนีอยู่แถวสะพานพระพุทธยอดฟ้า จากนั้นก็โยกย้ายหลายครั้งตามกาลเวลาและความสัมพันธ์ของสองประเทศ โดยในสมัยรัชกาลที่ 5 ย้ายมาที่ถนนสาทรเหนือ (แยกสุรศักดิ์) ต่อมาเมื่อเกิดการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เอกอัครราชทูตเยอรมันมาถึงแดนสยามในปี 1955 และตั้งสถานเอกอัครราชทูตที่ถนนเพชรบุรี จนในที่สุดช่วงปลาย 1960 ซึ่งถนนสาทรยังคงเงียบสงบ สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีตัดสินใจเลือกซื้อพื้นที่กว้างใหญ่นี้ และดำเนินการที่นี่จนถึงปัจจุบัน

“ผมคิดว่าเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดและโชคดีมาก ๆ แล้วพวกเราก็ภูมิใจที่ได้รักษาพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ของสาทรเอาไว้ สถานทูตและทำเนียบทูตเป็นสัญลักษณ์ของประเทศซึ่งมีคุณค่าแตกต่างกันไป อย่างที่วอชิงตัน ทำเนียบทูตออกแบบโดยสถาปนิกเยอรมัน ส่วนสถานทูตเยอรมนีที่ปารีสคือ Hôtel Beauharnais ที่สร้างในปี 1714 เราก็เก็บรักษาประวัติศาสตร์เอาไว้อย่างดี ส่วนสถานทูตที่นี่เราได้จัดการใช้งานอย่างเต็มที่ มาที่นี่คุณอาจไม่ได้เจอสัญลักษณ์เยอรมันจ๋า แต่เป็นการผสมผสานความเป็นไปได้ระหว่างทูตและสิ่งที่มีอยู่เดิม อะไรควรเก็บและอะไรควรปรับเปลี่ยน สิ่งที่สำคัญคือจิตวิญญาณของสถานที่ ซึ่งคือการทำงานร่วมกัน”

ท่านทูตชมิดท์อธิบาย ขณะผายมือไปที่งานศิลปะโดดเด่นบนสนามหญ้าหน้าสถานเอกอัครราชทูต

กำแพงเบอร์ลิน

เยี่ยมสถานทูตเยอรมนี สถานทูตเก่าแก่ล้อมด้วยสวนเขียวใจกลางสาทร
เยี่ยมสถานทูตเยอรมนี สถานทูตเก่าแก่ล้อมด้วยสวนเขียวใจกลางสาทร

ในปี 2018 นักธุรกิจชาวเยอรมัน อักเซล เบราเออร์ (Axel Brauer) ผู้ใช้ชีวิตวัยเด็กท่ามกลางสงคราม ตัดสินใจยกของขวัญชิ้นประวัติศาสตร์จากเยอรมนีให้คนไทย ในวันเปิดตัว เขาเอ่ยติดตลกว่าของขวัญของเขาชิ้นใหญ่เกินกว่าจะใส่มาในกระเป๋าเดินทาง แต่มันคือชิ้นส่วนสำคัญที่ทำให้เราได้เรียนรู้ร่วมกัน นั่นคือกำแพงเบอร์ลิน 2 ชิ้นที่แบ่งประเทศเป็นสองส่วนตั้งแต่ปี 1961 – 1989 และปัจจุบันตั้งตระหง่านกลางสวนด้านหน้าของสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย กำแพง 4 ด้านตกแต่งด้วยศิลปินสตรีทอาร์ต 3 คน ได้แก่ Julia Benz จากเยอรมนี Kashink จากฝรั่งเศส และศิลปินไทย มือบอน และอีกด้านหนึ่ง พวกเขาสามคนลงมือทำร่วมกัน 

เยี่ยมสถานทูตเยอรมนี สถานทูตเก่าแก่ล้อมด้วยสวนเขียวใจกลางสาทร

นอกจากกำแพงของจริง ท่านทูตยังทำโครงการศิลปะ มอบกำแพงเบอร์ลินจำลองอันจิ๋ว ๆ เป็นโจทย์ให้ศิลปินไทยเพนต์และตกแต่งตามชอบ แล้วส่งมาให้สถานเอกอัครราชทูตจัดนิทรรศการ

“ไอเดียคือให้ศิลปินไทยถ่ายทอดว่าเสรีภาพ สันติภาพ มีความหมายกับพวกเขาอย่างไร กำแพงเบอร์ลินล่มสลายในปี 1989 มากกกว่า 30 ปีมาแล้ว เหตุการณ์นั้นมีความหมายกับคนไทยรุ่นใหม่ในปัจจุบันอย่างไร งานนี้เป็นโครงการเฉลิมฉลองในปี 2019 เมื่อครบรอบ 30 ปีการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน เราทำนิทรรศการเล็ก ๆ ที่เชียงใหม่ ราชบุรี และที่ BACC กรุงเทพฯ และจัดที่นี่ด้วยครับ ผมผูกพันกับงานนี้มาก เพราะศิลปินไทยมีแนวคิดน่าสนใจเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในที่ห่างไกลอย่างเยอรมนีและอดีตอันยาวนาน แล้วเราก็ทำงานกับศิลปินตลอด และเราจะเพนต์กำแพงด้านนอกสถานทูตในวาระครบรอบความสัมพันธ์ 160 ปีไทย-เยอรมนีด้วย”

จากกำแพงที่เป็นสัญลักษณ์แห่งสงครามและการแบ่งแยก ชาวเยอรมันเลือกเผชิญหน้ากับประวัติศาสตร์ดำมืด ด้วยการจดจำ ส่งต่อการเรียนรู้สู่อนาคต และใช้ก้อนคอนกรีตส่งต่อมิตรภาพและศิลปะอย่างต่อเนื่องไม่สิ้นสุด

ยานพาหนะประจำตัว

ท่านทูตเกออร์ก ชมิดท์ มียานพาหนะประจำตัวไม่เหมือนใคร ซึ่งทำให้ใครต่อใครตกอกตกใจกันบ่อย ๆ แทนที่จะเดินทางด้วยรถยนต์ ท่านทูตชอบใช้สกูตเตอร์เดินทางในเมือง เพราะมันสะดวกและเลี้ยวเข้าตรอกซอกซอยต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ ได้รวดเร็วมาก 

“เพื่อนร่วมงานคิดว่าผมบ้า แต่ผมชอบใช้มันมาก เดี๋ยวผมโชว์ให้ดูนะ แค่กดปุ่มนี้ แล้วไถเท้าไปนิดหน่อยก็ไปได้แล้ว จากที่นี่ไปศาลพระพรหมเอราวัณ ผมใช้เวลาแค่ 22 นาที 1 นาทีแรกเอาไว้สวดมนต์ก่อน (หัวเราะ) เดินทาง 20 นาที แล้ว 1 นาทีสุดท้ายสำหรับสวดมนต์อีกรอบ”

เยี่ยมสถานทูตเยอรมนี สถานทูตเก่าแก่ล้อมด้วยสวนเขียวใจกลางสาทร
เยี่ยมสถานทูตเยอรมนี สถานทูตเก่าแก่ล้อมด้วยสวนเขียวใจกลางสาทร

“ที่เยอรมนีผมปั่นจักรยานตลอด แต่ที่นี่ผมต้องรักษาภาพลักษณ์ของทูต สมมติผมปั่นจักรยานจากที่นี่ไปศาลพระพรหมเอราวัณ ผมจะเหงื่อออกเต็มแล้วดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ใช้สกูตเตอร์แล้วเหงื่อไม่ค่อยออกครับ สะดวกมาก แก้ปัญหาเย็นวันศุกร์ที่ถนนสาทรรถติดแบบบ้าคลั่งสุด ๆ ผมเคยต้องใช้เวลา 50 นาทีบนรถยนต์ จากที่นี่ถึงยูเทิร์นตรงสวนลุมพินี”

สกูตเตอร์ไฟฟ้าจากแบรนด์เยอรมันนี้มีใช้ตามโรงแรมต่าง ๆ เป็นไอเดียให้คนแชร์สกูตเตอร์กัน แค่ใช้มือถือลงทะเบียน และคืนสกูตเตอร์ตามจุดที่กำหนดไว้ ปัจจุบันเจ้าหน้าที่สถานทูตหลายคนก็ใช้สกูตเตอร์แบบนี้เดินทางเหมือนกัน

“คนอาจจะคิดว่าแปลกที่สถานทูตทำแบบนี้ แต่ผมคิดว่าเราไม่ต้องการรถคันใหญ่ 300 แรงม้าเพื่อจะเข้าซอยเล็กหรอก ผมขี่สกูตเตอร์ไปซื้อก๋วยเตี๋ยวที่ซอยละลายทรัพย์เองได้” 

ท่านทูตตีวงผ่านประติมากรรมครึ่งสตรีครึ่งสัตว์น้ำโดยศิลปินเยอรมนี โคมไฟหินจากญี่ปุ่น และเซรามิกของวศินบุรี แล้วจอดสกูตเตอร์ที่หน้าบ้านพอดิบพอดีอย่างนุ่มนวล พร้อมเปิดประตูบ้านพาเราเข้าไปสำรวจทำเนียบทูต

เยี่ยมสถานทูตเยอรมนี สถานทูตเก่าแก่ล้อมด้วยสวนเขียวใจกลางสาทร

ภายในบ้าน

ทำเนียบสีขาวเป็นบ้านโมเดิร์นผสมลักษณะ Art Deco เล็กน้อยตรงกันสาดและหัวเสาที่เทียบรถ ไม่ถึงขั้นเรียบง่าย เน้นเรขาคณิตแบบบาวเฮาส์ไปเสียหมด และยังผสมผสานกับความ Tropical เมืองร้อน โดยเฉพาะการทำหลังคาปั้นหยาที่ใหญ่โต ทิ้งชายคายาว คิดเรื่องการกันแดดกันฝนอย่างดี

เมื่อก้าวเท้าเข้ามาในบ้านคอนกรีต สิ่งแรกที่ชวนสะดุดตาคือบันไดไม้สักกลางโถงที่เลี้ยวโค้งขึ้นชั้นสองอย่างอ่อนช้อย เป็นส่วนที่หรูหราโอ่อ่าและสวยงามมากของบ้าน ซึ่งไม่ค่อยเห็นในบ้านยุคใหม่ เพราะบันไดแบบนี้ใช้พื้นที่เยอะ 

“นี่เป็นส่วนประกอบของบ้านที่ผมชอบมาก ทางเดินบันไดยังมีหน้าต่างให้แสงธรรมชาติส่องลงมา ทำให้ผมนึกถึงหนัง Gone with the Wind” ท่านทูตเอ่ยแกมหัวเราะ

เยี่ยมสถานทูตเยอรมนี สถานทูตเก่าแก่ล้อมด้วยสวนเขียวใจกลางสาทร
เยี่ยมสถานทูตเยอรมนี สถานทูตเก่าแก่ล้อมด้วยสวนเขียวใจกลางสาทร

รอบบ้านมีช่องหน้าต่างเล็ก ๆ ด้านขอบกำแพง เป็นเทคนิคเก่าแก่ของบ้านโบราณที่ทำให้บ้านมีแสงและระบายอากาศ ด้านบนบ้านมีปล่องไฟปลอม เป็นพื้นที่เก็บของใต้หลังคาด้วย

ขวามือตรงข้ามบันไดคือห้องอาหาร ซึ่งใช้เฉพาะช่วงที่มีงานเลี้ยงทางการเท่านั้น มีโต๊ะที่จัดเลี้ยงแขกได้ถึง 20 คน ตกแต่งด้วยภาพถ่ายขนาดใหญ่ของร้านทำผม ฝีมือช่างภาพจากเมืองโคโลญจน์เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ท่านทูตโปรดปรานงานศิลปะนี้มาก 

เยี่ยมสถานทูตเยอรมนี สถานทูตเก่าแก่ล้อมด้วยสวนเขียวใจกลางสาทร
เยี่ยมสถานทูตเยอรมนี สถานทูตเก่าแก่ล้อมด้วยสวนเขียวใจกลางสาทร

“ภาพนี้บอกหลายอย่างเกี่ยวกับประเทศไทย มันแตกต่างจากวัฒนธรรมที่ผมรู้จัก และมีสิ่งที่ผมชื่นชอบเกี่ยวกับประเทศนี้ บอกความหลากหลายในประเทศ มีตัวอักษรจีนและไทย มีเทพเจ้าอินเดีย มีสัญลักษณ์ไทย เป็นที่ทำงาน แต่มีมุมนั่งเล่น แถมยังมีหน้ากากแขวนไว้ด้วย นี่วาดก่อนโควิดอีกนะ ผมว่ามันน่าสนใจมาก 

“ไม่ได้บอกว่านี่คือเอกลักษณ์ประเทศไทยนะครับ เพราะแต่ละประเทศก็มีวัฒนธรรมแตกต่างกันไป แต่ความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่นี่รุ่มรวยมาก และผมว่านี่แหละคือความเป็นไทยในทางปฏิบัติ ไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ไทย ๆ ที่เราคุ้นเคย มันทำให้ผมคิดถึงเยอรมนี ซึ่งก็ประกอบไปด้วยปัจจัยหลากหลายเหมือนกัน ความหลากหลายนี้ไม่เคยหยุดนิ่ง ร้านทำผมนี้คงหน้าตาเปลี่ยนไปแล้ว เพราะทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มีสิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้นเสมอ”

เยี่ยมสถานทูตเยอรมนี สถานทูตเก่าแก่ล้อมด้วยสวนเขียวใจกลางสาทร

“ของส่วนชิ้นเดียวที่ผมมีในห้องนี้คือนาฬิกาคุกคูจากแบล็กฟอเรสต์ แถบบ้านเกิดผมเอง ผมพกไปตกแต่งบ้านทุกที่ด้วยตลอด เวลาแขกมากินข้าวแล้วนกออกมาร้องคุกคูพอดี ปฏิกิริยาคนน่าสนใจมาก” 

ว่าแล้วท่านทูตลองไขลานนาฬิกาไม้ให้ดู นกตัวจิ๋วออกมาส่งเสียงร้องคุกคูทักทายจากมุมด้านในสุดของห้อง ซึ่งติดกับแพนทรี่อุ่นอาหารจากครัวด้านหลัง

ส่วนต้นคริสต์มาสที่เห็นในภาพด้านบนตั้งในช่วงกลางเดือนธันวาคม ซึ่งจริง ๆ เร็วผิดวิสัยเยอรมัน เพราะคนเยอรมันจะตั้งต้นคริสต์มาสและตกแต่งในวันที่ 24 ธันวาคม และจะตั้งไว้จนถึงวันที่ 6 มกราคม แต่เนื่องจากช่วงปลายปี ทำเนียบทูตมักจัดงานหลายโอกาส ทุกคนอยากถ่ายรูปและฉลองกันก่อน ทางสถานเอกอัครราชทูตฯ จึงเอามาตั้งก่อนทุกปี

เยี่ยมสถานทูตเยอรมนี สถานทูตเก่าแก่ล้อมด้วยสวนเขียวใจกลางสาทร

เลยกรอบประตูโค้งไปคือส่วนต่อเติมของบ้าน เป็นห้องรับแขกสองห้องยาวต่อกันและระเบียงเชื่อมสวน โถงรับแขกหลักตั้งเปียโนคอนเสิร์ตหลังงามของ Bechstein ไว้ตรงกลาง ห้องนี้ติดวอลล์เปเปอร์ลายญี่ปุ่นสีทอง ฝีมือการตกแต่งของท่านทูตคนก่อน ๆ ที่ชอบวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาก แต่ก็เข้ากันดีกับบ้าน ส่วนภาพตกแต่งในห้องนี้เป็นฝีมือศิลปินเยอรมัน

“ทำเนียบทูตเยอรมันส่วนใหญ่มีคอนเสิร์ตเปียโน สะท้อนช่วงเวลาที่ผู้คนร่ำรวยในศตวรรษที่ 17 – 18 เป็นเรื่องปกติที่คนมีเงินจะลงทุนซื้อเปียโน และให้ลูกสาวเรียนเล่นเปียโน แล้วจัดคอนเสิร์ตในบ้าน ดนตรีเป็นส่วนสำคัญในประวัติศาสตร์เยอรมันครับ ดูสิ มันเป็นทั้งเครื่องดนตรีและเป็นผลงานชั้นยอดทางวิศวกรรมที่สวยงามมาก เปียโนนี้จูนเสียงด้วยมือทั้งหมด เสียงต่างจากเปียโนอิเล็กทรอนิกส์”

ท่านทูตเปิดฝาเปียโนแล้วพรมนิ้วบรรเลงเพลงสั้น ๆ งดงามให้ฟังเป็นตัวอย่าง

“ผมชอบที่ทุกห้องมีบรรยากาศที่แตกต่างกันไป สิ่งแรกที่เราคำนึงถึงคือการใช้งาน ของทุกชิ้นต้องโยกย้ายเพื่อจัดงานเลี้ยงได้ ก่อนโควิด เราจัดงานเลี้ยงที่รองรับคนได้ 50 คนในบ้าน หรือบางทีก็เอาเก้าอี้มาเรียงเวลามีคอนเสิร์ตเล็ก ๆ ในบ้าน แต่ที่นี่ไม่ใช่มิวเซียม เราเลยไม่มีของตกแต่งจัดแสดงราคาสูงมาก ๆ ที่แตะต้องไม่ได้ ของทุกอย่างเป็นของดีมีราคา แต่ต้องใช้งานได้เป็นสำคัญ” 

 “สำหรับผม บ้านพักทูตคือ House of Encounter เป็นพื้นที่ที่ให้คนได้มาพบปะกัน ไม่ใช่เพื่อความสุขสบายของทูต คือผมก็มีความสุขสบายกับการอยู่ที่นี่นะครับ แต่สิ่งสำคัญคือพื้นที่และการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ เราจะจัดนิทรรศการ หรือเปลี่ยนงานศิลปะบนกำแพงทั้งหมดออกได้ง่าย เราเคยมีนิทรรศการศิลปะจากปัตตานีด้วย ผมชอบมาก มีความสุขทุกครั้งที่ได้จัดงานที่นี่” 

ลึกเข้าไปในโถงด้านใน ผนังประดับด้วยเสื้อฟุตบอลสีแดง ของขวัญจากสโมสรฟุตบอลไบเอิร์นมิวนิกเมื่อชนะแชมเปี้ยนลีกที่ลิสบอน ท่านทูตกล่าวอย่างภูมิใจว่า Oliver Kahn เคยมาที่บ้านนี้ด้วยนะ 

ส่วนลานระเบียงกว้างหลังบ้านที่ยื่นเข้าไปในสวน ท่านทูตใช้จัดงานแถลงข่าว งานเสวนา ประชุม หรือดินเนอร์เล็ก ๆ ยามค่ำคืน มองออกไปเห็นสวนกว้างสีเขียวสุดสายตา เป็นวิวธรรมชาติกลางสาทรที่ท่านทูตภูมิใจเป็นที่สุด 

สวนเขียว

สวนด้านหลังของสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีติดกับสถานเอกอัครราชทูตเดนมาร์กและออสเตรีย เป็นพื้นที่เชงเก้นขนาดย่อมที่มีคลองเล็ก ๆ กั้นกลาง ท่ามกลางตึกระฟ้า พื้นที่ในซอยด้านหลังนี้ไม่มีตึกสูงมากนัก บรรยากาศเงียบสงบต่างจากความวุ่นวายด้านนอกของสาทรลิบลับ

“เราเป็นส่วนหนึ่งของคลองสาทร เวลาน้ำท่วมเขาจะแจ้งเตือน เพราะถ้าฝนตกอาจน้ำท่วมได้ เราต้องหาวิธีจัดการและอยู่ร่วมกับน้ำครับ ความฝันของผมคือจัดงานเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวเรือระหว่างสถานทูต จำลองบรรยากาศบางกอกยุคก่อน แล้วเราก็แชร์สัตว์ป่าร่วมกัน ทั้งสัตว์อันตรายและไม่อันตราย ทั้งงูหลาม งูจงอาง ตัวเงินตัวทอง ผึ้ง ซึ่งผมอยากให้เราผลิตน้ำผึ้งสถานทูตได้มาก ๆ เลย แต่เราก็ต้องรักษาสมดุลระหว่างดูแลธรรมชาติ และปกป้องแขกของเราให้ปลอดภัยด้วย”

“เราใช้พื้นที่ในสวนจัดงานบ่อย ๆ ในช่วงที่อากาศเย็น จะจัดงานอะไรก็ขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์ของทูตแต่ละคนครับ เวลาเราจัดงาน แขกที่หนีความหนาวจากเยอรมนีชอบนั่งที่ระเบียง ส่วนแขกคนไทยชอบอยู่ในบ้านที่เปิดแอร์เย็นหน่อย เนื่องจากปีนี้เราจะฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 160 ปี ก็เลยอยากจัดงานเลี้ยงในสวน และงานอื่น ๆ แต่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์โควิดด้วยครับ”

ชิ้นส่วนประวัติศาสตร์ที่ตั้งอยู่ในสวนนี้คือประตูโลหะเก่าผลิตในลอนดอน ยกมาจากสถานเอกอัครราชทูตเดิมที่สุรศักดิ์ ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในสถานเอกอัครราชทูตที่ใหญ่ที่สุดในสมัยรัชกาลที่ 6 

สวนนี้มีผู้ดูแลสวน 5 คนคอยดูแลพืชพรรณต่างประเภท แต่ยังมีสวนเล็ก ๆ ที่เจ้าหน้าที่คนไทยดูแลกันเอง คือสวนครัวเล็ก ๆ ปลูกกล้วย พริก อัญชัน และมะละกอที่กลายร่างเป็นส้มตำอยู่บ่อยครั้ง รวมถึงสมุนไพรอย่างฟ้าทะลายโจร สวนนี้ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่มากในช่วงโควิดที่ผ่านมา ทำให้ท่านทูตและชาวทำเนียบเห็นความสำคัญของพื้นที่สีเขียวและความยั่งยืนจากผืนดิน 

คุยกับทูต

สำรวจทำเนียบทูตกันทั่วแล้ว ได้เวลานั่งสนทนากับท่านทูตชมิดท์ เพื่อทำความรู้จักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผ่านเจ้าบ้าน ผู้ประจำการที่เมืองไทยตั้งแต่ปี 2018 ชอบกินอาหารไทย พูดและฟังภาษาไทยได้คล่องระดับหนึ่งเลยทีเดียว

ตั้งแต่มีโควิด ทำเนียบทูตไม่ค่อยได้เปิดให้คนเข้ามาใช่ไหม

แน่นอนครับ เราใช้งานทำเนียบทูตน้อยลงมาก แทบไม่มีงานสาธารณะเกิดขึ้นเลย เพราะทุกคนต้องอยู่บ้าน พอมีโควิด-19 เราก็แบ่งกลุ่มทำงานเป็น 2 ทีมอย่างเข้มงวด ถ้าทีมไหนติดเชื้อ สถานทูตก็ยังทำงานต่อได้ เพื่อปกป้องเจ้าหน้าที่ทุกคน และดูแลกลุ่มคนเยอรมันและคนไทยนับหมื่นคนที่ต้องการเอกสารและความช่วยเหลือต่าง ๆ จากกงสุล 

บางทีเราก็ใช้สวนจัดงานกลางแจ้งบ้าง โดยเฉพาะสำหรับเจ้าหน้าที่สถานทูต ภายใต้ข้อกำหนดของหน่วยงานการแพทย์ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนไม่มีความเสี่ยงติดเชื้อ การมีพื้นที่ของตัวเองเป็นเรื่องดีมากครับ แต่ที่นี่ก็ไม่ได้มีเพื่อแค่เจ้าหน้าที่ เราดูแลรักษาที่นี่ในฐานะหน้าต่างสู่เยอรมนี ซึ่งต้องมีชีวิตชีวา ก่อนโควิดเราจัดงานสัปดาห์ละ 3 – 4 ครั้ง ยังกับธุรกิจร้านอาหารเลยล่ะ 

ต้องทำงานทั้งกลางวันและกลางคืนเลย

งานส่วนใหญ่เกิดตอนเย็น เป็นทูตแล้วไม่ได้มีเวลาเข้างานแบบปกติ แต่ว่าผมก็ชอบงานของผม เดี๋ยวมีงานนั้น เดี๋ยวมีงานนี้ ทั้งกลางวันกลางคืน เส้นแบ่งระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงานก็ไม่ชัดเจนนัก แทบไม่มีเลยดีกว่า แต่คนที่ทำงานด้านการทูตต่างรู้เรื่องนี้ดี ว่าเราต้องเสียชีวิตส่วนตัวไประดับหนึ่ง 

ชุมชนคนเยอรมันในไทยเป็นอย่างไรบ้าง

เรามีชุมชนคนเยอรมันในไทยราว 13,000 – 15,000 คน ที่ใช้ชีวิตในเมืองไทยครับ พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย ถ้าไปอีสาน มีคนเยอรมันเยอะมากที่แต่งงานและใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น พวกเขาไม่ใช่คนร่ำรวย แต่ว่าดูแลทั้งครอบครัวในพื้นที่ที่ไม่ใช่พื้นที่เศรษฐกิจ ดังนั้นผมคิดว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวระหว่างไทยและเยอรมนี 

ทุกเรื่องราวต่างกันไป มี Digital Nomad ที่ใช้ชีวิตในเชียงใหม่ มีคนรักทะเลอยู่ทางใต้ มีคนที่ย้ายมาอยู่เมืองไทยเพื่อใช้ชีวิตหลังเกษียณกับบำนาญที่มี นอกกรุงเทพฯ มีคนเยอรมันอยู่มากมาย หลายคนตกหลุมรักคนไทย มีคนรักชาวไทย และรู้สึกสบายใจที่จะอยู่ที่นี่ แต่ย้ำอีกครั้ง ทุกเรื่องราวต่างกันไปครับ นอกจากนี้เรายังมีบริษัทเยอรมัน 600 บริษัทในเมืองไทย ซึ่งจ้างงานคนไทยเป็นแสน ๆ คน 

จากประสบการณ์ของคุณ อะไรคือสิ่งแรก ๆ ที่คนไทยคิดถึงเยอรมนี

สเตอริโอไทป์คือคนเยอรมันเป็นคนมีวินัยสุด ๆ เป็นช่างเทคนิค เป็นนักดื่มเบียร์ตัวยง ตรงต่อเวลาเหลือเกิน แล้วก็ไม่ตลกเอาเสียเลย ทุกสเตอริโอไทป์มีเหตุผลเบื้องหลังครับ แล้วก็มีคนที่แตกต่างตรงกันข้ามไปเลย คนเยอรมันเองก็มีสเตอริโอไทป์ต่อคนไทยเหมือนกัน 

ช่วงโควิด คนเยอรมันอยากกลับบ้านหรืออยากอยู่ไทยต่อมากกว่ากัน

มีทั้งสองแบบครับ ช่วงเริ่มแรก เราต้องช่วยเหลือนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ติดค้างในเมืองไทย ถ้ายังจำได้ ตอนนั้นสายการบินยกเลิกเที่ยวบินเยอะมาก หลายคนไม่มีเงินจ่ายค่าตั๋วกลับบ้านและสิ้นหวัง คนเยอรมันติดค้างอยู่ที่ต่าง ๆ ทั่วโลกครับ รัฐบาลเยอรมันเลยจัดการเที่ยวบินกลับบ้านที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยมี มีไฟล์ตจากเมืองไทยกลับเยอรมันถึง 13 เที่ยวบิน เพื่อพาคนราว 3,500 คนกลับบ้าน มีทั้งทีมงานที่กรุงเทพฯ และภูเก็ต ผมได้เรียนรู้เรื่องสายการบินเยอะมาก และเคารพสิ่งที่พวกเขาจัดการ 

ผมค่อนข้างภูมิใจกับงานนี้ เราไม่ได้ดูแลแค่คนเยอรมัน แต่รวมถึงคนยุโรปอีก 10 เปอร์เซ็นต์ของที่นั่งทั้งหมด เพราะเยอรมนีเป็นประเทศใหญ่ เรามีเที่ยวบินเฉพาะของเราได้ แต่ประเทศเล็ก ๆ นี่เป็นไปไม่ได้ เราเลยพาชาวประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่ได้มีเที่ยวบินกลับบ้านไปด้วย ซึ่งก็ไม่ใช่แค่เรานะครับ ฝรั่งเศสก็ทำเหมือนกัน เป็นช่วงเวลาแห่งการร่วมมือร่วมใจของชาวยุโรป นั่นคือช่วง 2 เดือนแรก 

หลังจากนั้นก็มีล็อกดาวน์อีกหลายครั้ง แต่งานก็ไม่เคยหยุด เพราะมีคนต้องการเราตลอดเวลา คนเยอรมันหลายคนเข้าออกเมืองไทยทุก 3 เดือน โดยใช้วิธีข้ามชายแดนแล้วกลับมาใหม่ แต่ทำไม่ได้เพราะพรมแดนปิด เราก็ต้องช่วยเหลือพวกเขา บางคนบินกลับเยอรมนีเพื่อจัดการ แต่บางคนก็ทำไม่ได้ และทำให้เรายุ่งกันมาก 

สถานทูตเราได้ทำงานเรื่องมนุษยธรรม ถึงเป็นแค่หยดน้ำเล็ก ๆ แต่เราก็ทำสิ่งที่เราทำได้ อย่างการช่วยเหลือต่าง ๆ และการบริจาควัคซีน เรื่องวัคซีนนี้เป็นปัญหาใหญ่ เราได้คำสัญญาจากรัฐบาลไทยว่า ไม่ว่าคนไทยหรือคนต่างชาติจะได้รับการแบ่งสรรปันส่วนวัคซีนอย่างเท่าเทียมกัน แต่เมื่อถึงเวลาหน้างานจริง เราได้รับรายงานว่าหลายครั้งไม่ได้เป็นเช่นนั้น เราเลยพยายามต่อสู้อย่างหนักเพื่อให้ชาวเยอรมันได้รับวัคซีนและคลี่คลายปัญหานี้ 

คุณได้กลับบ้านบ้างไหมในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี้

กลับครั้งหนึ่งครับ ไปเจอพ่อ แต่ตอนกลับนี่ยากหน่อยเพราะต้องกักตัว แล้วตอนนั้นผมยังไม่ได้รับวัคซีนครบ เลยต้องนั่งกักตัว 2 สัปดาห์ แต่ก่อนหน้านั้นพ่อผมมาเยี่ยมที่เมืองไทยช่วงก่อนโควิด ตอนนั้นดีมากเลยครับ โควิดทำให้ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเยอะ เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับทุกคน 

ได้คุยกับเพื่อนร่วมงานของคุณ เขาบอกว่าแค่เรื่องวิกฤตสิ่งแวดล้อม สถานเอกอัครราชทูตเยอรมันก็มีโครงการไปแล้ว 13 โครงการในไทย

เราเป็นหนึ่งในพาร์ตเนอร์ด้านสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดของเมืองไทย เริ่มมากว่า 10 ปีแล้วครับ มีทั้งการแสดงการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมแบบเยอรมัน และการแบ่งปันประสบการณ์ให้คนไทยรับรู้ ผมว่าเรามีหลายอย่างคล้ายกัน เป็นสังคมที่ยืนอยู่บนเศรษฐกิจเชิงอุตสาหกรรม และเราก็อยากช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงของไทย ไปสู่การใช้พลังงานที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งมันยากมากในช่วงเริ่มต้น การสร้างพลังงานจากแหล่งทรัพยากรยั่งยืนเท่านั้น ต้องเปลี่ยนแปลงระบบปฏิบัติการเดิมที่มีด้วย เช่น ถ้าจะใช้พลังงานไฟฟ้าจากลม แต่พื้นที่นั้นไม่มีลมเลย จะเก็บพลังงานจากที่หนึ่งไปอีกที่อย่างไร 

เราทำผิดพลาดมาเยอะ และจะทำผิดพลาดต่อไป แต่ว่าการแบ่งปันประสบการณ์และความผิดพลาดให้ผู้อื่นเป็นเรื่องดี สิ่งที่ไม่ประสบผลในที่หนึ่ง อาจจะสำเร็จในบริบทอื่นก็ได้ หรืออาจจะกลับกันครับ ยิ่งมี COP26 เรื่องสิ่งแวดล้อมยิ่งได้รับความสนใจ เมืองไทยเองก็เผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อม อย่างเรื่องปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย

ยกตัวอย่างโครงการสิ่งแวดล้อมให้ฟังได้ไหม

โครงการ Thai Rice NAMA (Nationally Appropriate Mitigation Action) เราใช้เทคโนโลยีช่วยชาวนาให้ใช้น้ำในการปลูกข้าวน้อยลง ลดการผลิตก๊าซเรือนกระจก และลดค่าใช้จ่าย พูดง่าย ๆ คือได้เงินมากขึ้นและลดผลเสียที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม การได้เห็นชาวนาได้เข้าถึงเทคโนโลยี โอกาส และรายได้ เปลี่ยนชีวิตเขาได้ นี่เป็นหนึ่งในโครงการที่ผมยินดีมาก และเรายังคงทำงานอยู่อย่างต่อเนื่อง เพื่อแสดงให้เห็นความเป็นไปได้ใหม่ ๆ นอกจากนี้ยังมีการจัดการกับของเสียทางการเกษตร เราอยากช่วยเรื่องการแยกประเภทของเสีย ซึ่งเราต่างก็รู้ว่าการเปลี่ยนพฤติกรรมเดิม ๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย

เรายังทุ่มเทกับ Cooling Technology ใช้วัตถุดิบ เคมี และพลังงานมากมายเพื่อทำให้อากาศเย็นขึ้น เป็นการแปลเรื่องราวของ COP26 ให้คนทั่วไปเข้าใจในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น และเรารู้อย่างชัดเจนว่าเราทำอะไรได้บ้างที่จะช่วยได้ เช่น เรามีแผงโซลาร์เซลล์ในสถานทูตเพื่อผลิตพลังงานใช้เอง นอกจากนี้ก็มีโครงการแลกเปลี่ยนสิ่งที่เราเรียนรู้ เช่น พลาสติกและมลพิษในมหาสมุทร 

ในวาระครบรอบความสัมพันธ์ 160 ปี จะมีโครงการความสัมพันธ์ไทย-เยอรมนีอีกมากครับ โดยเฉพาะเรื่องวิกฤตโลกร้อน เราต่างแชร์ความรับผิดชอบร่วมกันต่อโลกใบนี้ และมีหลายสิ่งที่เราทำอะไรได้อีกมากมายร่วมกัน 

อยู่เมืองไทยมานาน มีอะไรทำให้คุณประหลาดใจได้อีกบ้าง

ผมประหลาดใจทุกวันเลยนะ ผมมาเมืองไทยครั้งแรกช่วงปลาย 1980 มาเที่ยวตอนเป็นนักศึกษาเรียนภาษาจีนที่เมืองจีน เป็นการเปิดหูเปิดตาผมมาก เพราะคนตะวันออกมีวิธีการมองโลกต่างจากคนเยอรมัน พอกลับมาที่เมืองไทยอีกครั้ง ผมประหลาดใจมากที่เมืองไทยเปลี่ยนแปลงมาก ระบบสาธารณูปโภคไทย ระบบสาธารณสุขไทยก็ดีขึ้นมาก ๆ 

ผมคิดว่าในแง่หนึ่ง เมืองไทยประสบความสำเร็จมากในหลาย ๆ ด้าน แต่ไม่ไกลจากที่นี่ มองไปที่คลองเตย เราก็เห็นความจริงอีกรูปแบบ ความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นกว้างมาก ซึ่งความแตกต่างมันมีเสมอ แต่ตอนนี้ช่องว่างระหว่างชนชั้นใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เป็นปัญหาสังคมที่ผมคิดว่าเราต้องมอบความหวังและโอกาสให้คนลืมตาอ้าปากได้ 

เรื่องดี ๆ ที่ผมประหลาดใจแต่ประทับใจมากที่เมืองไทยคือเรื่องพลาสติก ตอนผมมาถึงในปี 2018 ไม่มีใครพูดถึงเรื่องพลาสติกใช้แล้วทิ้ง ทุกคนใช้ถุงพลาสติกกันหมด ประโยคภาษาไทยแรก ๆ ที่ผมเรียนคือ ‘ไม่ต้องใส่ถุง’ แต่แล้วแค่ปีเดียวต่อมาหลัง ASEAN Summit ในกรุงเทพฯ ประเทศไทยก็แบนพลาสติกได้อย่างรวดเร็ว ภาพวาฬที่ตายเพราะพลาสติกก็สะเทือนอารมณ์มาก ผมประทับใจที่สังคมไทยปรับตัวเร็วมากกว่าเยอรมนีอีก

ช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน เด็กๆ เยอรมันก็ออกมาเดินประท้วงเรื่องสิ่งแวดล้อมทุกวันศุกร์เหมือนกัน

ใช่ เป็นเรื่องที่ดีครับ ผมคิดว่าการแสดงออกว่าไม่ต้องการอะไรคือก้าวแรก แต่ผมก็คาดหวังว่าพวกเขาจะไปต่อถึงการแก้ไขปัญหา เพราะการแสดงออกว่าไม่ชอบเป็นเรื่องง่าย แต่การทำอะไรทดแทนต่างหากคือจุดที่ต้องมานั่งคิดร่วมกัน คุณจะบอกคนว่าเลิกใช้รถเถอะก็ไม่ได้ เพราะคนต้องการเคลื่อนที่จากจุด A ไปจุด B ต้องมีทางเลือกใหม่ ๆ ให้คน เช่น รถเมล์ราคาถูก การแชร์รถ หรือยานพาหนะอื่น 

ผมเข้าใจพวกเด็ก ๆ นะ สำหรับคนอายุ 70 อะไรจะเกิดขึ้นในอีก 30 ปีข้างหน้าอาจไม่สำคัญ แต่สำหรับเด็กอายุ 15 มันเป็นเรื่องใหญ่ มันเป็นช่วงเวลาที่เขาอาจจะมีลูกอายุ 10 ขวบ แล้วเด็ก ๆ เหล่านั้นจะเจออะไร เพื่อให้สังคมก้าวไปข้างหน้า ต้องให้ทุกคนมีส่วนร่วม ถ้าต้องการความเปลี่ยนแปลง ก็ต้องรับฟังผู้คน 

อะไรคือสิ่งที่คุณอยากเห็นมากขึ้นในเมืองไทย

ผมคิดว่าเมืองไทยมีศักยภาพมาก ๆ และน่าจะมีสันติภาพในตัวเองได้มากขึ้น ประเทศไทยไม่มีศัตรูโดยตรงเลยนะครับ ห่างไกลสงครามรอบตัว สิ่งที่ผมคาดหวังคือ เมืองไทยน่าจะมีหนทางที่จะปรองดองและขัดแย้งกันโดยสันติ 

ทุกวันนี้ความขัดแย้งเป็นเรื่องอ่อนไหวมาก

ใช่ เพราะถ้าคุณไม่เห็นด้วยกับบางเรื่องอย่างแรงกล้า แล้วแสดงออกมา มันก็อาจจะกระทบคนได้ แต่เราต้องหาทางตกลงกันว่าจะไม่เห็นตรงกัน ความขัดแย้งบางอย่างอาจแก้ไม่ได้ แต่ก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน คนส่วนใหญ่ไม่ได้มีสิทธิ์ทุกอย่างเหนือคนส่วนน้อย เราถึงมีรัฐสภาที่มีกฎระเบียบโดยคนส่วนใหญ่ แต่คนส่วนน้อยก็ยังมีสิทธิ์มีเสียง และก็มีสมดุลระมัดระวังระหว่างสองฝ่ายเพื่อให้มีสันติภาพ

ยกตัวอย่างเรื่อง Thai Park ที่เบอร์ลิน เกิดจากคนไทยไปปิกนิกในสวนจนกลายเป็นตลาดขายอาหารไทย ซึ่งตอนแรกผิดกฎหมาย แต่ของกินมันอร่อยมากครับ และคนเยอรมันก็รักที่นั่น เลยเกิดการถกเถียงว่าสวนสาธารณะทำอะไรได้ จนในที่สุดหลังการถกเถียงยาวนานและการประนีประนอม ในที่สุดก็มีข้อกำหนดเรื่องสุขอนามัย ทุกคนยังมาขายของ มานั่งกินข้าวได้ และคนเยอรมันก็รัก Thai Park ของเรา ที่เกิดจากชุมชนคนไทยกลุ่มใหญ่นำความหลากหลาย นำวิถีชีวิตไปเปลี่ยนแปลงเยอรมนี นี่คือการเปิดใจยอมรับความเปลี่ยนแปลงอย่างสันติ เป็นประโยชน์ต่อสังคม

หรือกรณีวัคซีนโควิดที่เยอรมนี คนขัดแย้งกันมากว่าต้องการฉีดวัคซีนหรือไม่ฉีดวัคซีน เป็นการโต้แย้งที่ดุเดือด ฝ่ายคนส่วนใหญ่บอกว่าคนที่ไม่ยอมฉีดวัคซีนทำให้คนทั้งหมดตกอยู่ในอันตราย แต่ฝ่ายคนส่วนน้อยก็เถียงว่าคนอื่นไม่มีสิทธิ์บังคับการใช้ชีวิตและละเมิดสิทธิ์เหนือร่างกายผู้อื่น เราต้องหาทางคลี่คลายปัญหา และขั้นตอนการคลี่คลายความขัดแย้ง การตัดสินใจของรัฐสภาก็เป็นเรื่องท้าทายเพราะเกี่ยวข้องกับตุลาการ แต่เราก็หาทางของเราจนได้

นั่นคือวิธีการแก้ไขความขัดแย้งแบบเยอรมัน

ขอไม่เรียกว่าแบบเยอรมัน แต่เป็นแบบที่ดีกว่าการต่อสู้ด้วยความรุนแรงมากครับ เรามีประสบการณ์ที่ขมขื่นเกี่ยวกับการกดขี่คนส่วนน้อย และเราได้สร้างระบบที่ยืดหยุ่นมากพอที่จะรับการเปลี่ยนแปลง ตัวอย่างเช่นการเลือกตั้งในเยอรมนีที่ผ่านมา พรรคกรีนได้คะแนนเสียงมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จนตอนนี้เราได้รัฐบาลผสม 

ตอนพรรคกรีนเริ่มก่อตั้ง ใคร ๆ ก็มองว่าพวกเขาบ้าคลั่ง ถึงขั้นพูดกันว่าอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย เป็นพวกอนาธิปไตยที่จะมาล้มล้างระบอบนิเวศ ระบอบเศรษฐกิจสังคมเยอรมัน แต่พวกเขาก็อดทนที่จะโน้มน้าวสังคม จนระบบเปลี่ยนไปสำเร็จ เยอรมนีเปลี่ยนแปลงไปมาจากเมื่อ 30 ปีก่อน ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องเปลี่ยน

เพราะไม่เห็นด้วยกับความรุนแรงรึเปล่า สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีถึงเป็นหน่วยงานแรก ๆ ที่ออกมาต่อต้านสงครามในยูเครนตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น

ใช่ คนเยอรมันมีบทเรียนที่เจ็บปวดมากจากสงครามครับ เรามีประสบการณ์ตรงว่าสงครามทำลายทุกอย่าง ไม่มีสงครามที่ขาวสะอาด สงครามทั้งหมดล้วนสกปรก เป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องลุกขึ้นมาต่อต้านสิ่งที่ไม่ถูกต้อง 

อะไรคือสิ่งที่คุณเรียนรู้ที่จะเรียนรู้จากเมืองไทย

ผมหวังว่าผมได้เรียนรู้ที่จะปล่อยวางนะ และบางครั้งก็เรียนรู้ที่จะด้นสดด้วย

ถ้อยคำภาษาไทยที่คุณชอบคือ

จิตใจที่มีความสงบ ผมชอบไอเดียนั้นมาก มันบอกอะไรเยอะมากกว่า สบาย ๆ หรือสนุก ๆ 

คำเยอรมันที่อยากให้คนไทยรู้จักล่ะ

Nachhaltigkeit แปลว่า Sustainability เป็นแนวคิดแบบเจ้าหน้าที่ป่าไม้เยอรมันที่เรียบง่ายมาก คืออย่าตัดต้นไม้เกินกว่าจำนวนที่คุณปลูกได้

ขอบคุณข้อมูลจาก

  • หนังสือ SAWASDEE 150 years of German-Thai friendship, 50 years of the Deutsch-Thailändische Gesellschaft โดย Andreas Stoffers (Ed.)
  • หนังสือ 150 Jahre Beziehungen Deutschland – Thailand ครบรอบหนึ่งร้อยห้าสิบปี ความสัมพันธ์เยอรมัน-ไทย โดยสถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี กรุงเทพฯ 
  • หนังสือ German Traces in Bangkok, Thai Traces in Berlin ร่องรอยเยอรมันในกรุงเทพฯ และ ร่องรอยประเทศไทยในเบอร์ลิน โดยสถาบันเกอเธ่
  • ดร.พีรศรี โพวาทอง อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load