หนึ่งในข่าวใหญ่เมื่อเดือนที่ผ่านมาก็คือ สถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทยตัดสินใจขายอาคารและพื้นที่ทั้งหมดในย่านเพลินจิตให้กับฮ่องกงแลนด์ ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง จาร์ดีน แมธทีสัน กับ กลุ่มเซ็นทรัล

บางคนสนใจเพราะตัวเลข 420 ล้านปอนด์ หรือ 1.86 หมื่นล้านบาท คือมูลค่าการซื้อขายที่ดินที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย

ส่วนบางคนสนใจเพราะพื้นที่ผืนนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ซ้อนทับกันหลายมิติและหลายสมัย

ในขณะที่หลายคนนึกภาพไม่ออกเลยว่า ภายในพื้นที่ 23 ไร่ นี้มีอะไรอยู่ข้างในบ้าง

ก่อนที่พื้นที่ผืนนี้จะเปลี่ยนแปลงไปช่วงกลางปีหน้า เราอยากชวนทุกคนมาทำความรู้จักสถานที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้ และบันทึกความทรงจำเก็บไว้ร่วมกัน

สถานกงสุลแห่งแรก

Mr.Charles Batten Hillier กงสุลอังกฤษ (Consul) คนแรก เช่าที่ดินตั้งสำนักงานอยู่ที่ย่านบางคอแหลม หลังจากนั้น Mr.Gingell กงสุลคนต่อมา ได้เริ่มมองหาที่ตั้งถาวร เขาชอบที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งอยู่ติดกับสถานกงสุลโปรตุเกส ขณะนั้นเป็นที่อยู่อาศัยของชาวมอญและพม่า ซึ่งถูกกวาดต้อนมาตั้งรกรากที่นี่หลังสงคราม ปัจจุบันคือพื้นที่ของอาคารไปรษณีย์กลางบางรัก

สถานกงสุลอังกฤษ

บรรยากาศริมน้ำของสถานกงสุลอังกฤษที่เจริญกรุง

รัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ซื้อที่ดินจากชาวมอญและพม่าในราคาตารางวาละ 1 บาท แล้วพระราชทานให้ตั้งเป็นสถานกงสุลอังกฤษ (Consulate) ซึ่งช่วยลดความตึงเครียดจากความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยจะดีนักระหว่างวังหลวงกับสถานกงสุลอังกฤษในช่วงนั้นลงได้

นอกจากนี้รัชกาลที่ 4 ยังให้ยืมเงิน 16,000 บาท เพื่อใช้สร้างอาคาร ในระหว่างที่รอเงินจาก Foreign Office ที่ลอนดอน และพระราชทานเสาธงไม้ให้สถานกงสุลด้วย เสาธงนี้ใช้งานจนถูกพายุพัดหักโค่นลงในปี 1892

สถานกงสุลอังกฤษสั่งเสาธงเหล็กจากฮ่องกงมาใช้แทน ในราคาที่สูงถึง 500 ปอนด์ Foreign Office และ Ministry of Work ของอังกฤษ ถึงกับตำหนิผู้รับผิดชอบโครงการนี้ว่าใช้จ่ายเงินจำนวนมากโดยไม่จำเป็น เข้าใจว่าส่วนหนึ่งของค่าเสาธงนี้จ่ายโดย Secret Service Fund

เมื่อสถานกงสุลอังกฤษย้ายมาอยู่ที่เพลินจิต ก็นำเสาธงนี้มาด้วย และยังคงใช้งานจนถึงปัจจุบัน ในขณะนั้นเสาธงต้นนี้ถือเป็นเจ้าของสถิติเสาธงซึ่งปักลงในพื้นเฉยๆ ที่สูงที่สุดในกรุงเทพฯ

สถานทูตอังกฤษ

เสาธงในปัจจุบัน

สถานกงสุลอังกฤษสร้างเสร็จราวปี 1876 จากนั้นก็สร้างส่วนอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น บ้านพักของเจ้าหน้าที่ คุก ศาล และบ้านผู้ช่วยกงสุล

ในปี 1895 สถานกงสุลอังกฤษก็ยกระดับเป็นสถานอัครราชทูตอังกฤษ (Legation)

สถานทูตอังกฤษคิดจะย้าย

ช่วงที่สร้างสถานกงสุลอังกฤษ การคมนาคมขนส่งในกรุงเทพฯ ใช้ทางน้ำเป็นหลัก ทำเนียบทูต หรือ บ้านพักของอัครราชทูต (Minister) จึงหันหน้าไปทางแม่น้ำ แบบเดียวกับทำเนียบเอกอัครราชทูตของฝรั่งเศสและโปรตุเกสในปัจจุบัน แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงปี 1900 มีการตัดถนนเจริญกรุง เปลี่ยนจากทางดินเฉอะแฉะกลายมาเป็นถนนสภาพดี ประชาชนจึงเดินทางด้วยถนนมากขึ้น ด้านหน้าของสถานอัครราชทูตจึงกลายมาอยู่ฝั่งถนนเจริญกรุง นั่นหมายความว่า จุดแรกที่แขกของสถานทูตต้องเดินผ่านคือ อาคารที่่น่าดูน้อยที่สุดอย่างบ้านพักเจ้าหน้าที่และคุก

สถานกงสุลอังกฤษ

สถานกงสุลอังกฤษฝั่งถนนเจริญกรุง

สถานกงสุลอังกฤษ

พระบรมรูปสมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรีย ด้านหน้าสถานกงสุล

เมื่อ Sir Ralph Paget มารับตำแหน่งอัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็ม (Minister Plenipotentiary) ที่กรุงเทพฯ ในปี 1902 เขาพบว่าที่น่ีเสียงดังและเต็มไปด้วยมลพิษ ในแม่น้ำแออัดไปด้วยเรือมากมายหลายประเภท รวมทั้งเรือกลไฟที่เปิดหวูดเสียงดังทั้งกลางวันและกลางคืน ริมแม่น้ำฝั่งตรงข้ามสถานทูตมีโรงสีข้าว 2 โรง และกำลังสร้างอีก 1 โรง โรงสีข้าวส่งเสียงดังตลอด และเมื่อลมพัดจากทิศตะวันออกมาเมื่อไหร่ ในสถานอัครราชทูตก็จะเต็มไปด้วยเศษขี้เถ้าจากโรงสี

ในปี 1905 เมื่อรถรางเปิดให้บริการบนถนนเจริญกรุง ก็ได้ยินเสียงกระดิ่งจากรถรางทั้งวันทัั้งคืน

ฝั่งถนนเจริญกรุง มีหญิงชาวอิตาลีคนหนึ่งชื่อมาดาม Staro เปิดบาร์อยู่ตรงข้ามสถานอัครราชทูต มีการเล่นเปียโนและเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ ดึงดูดให้ลูกค้าแวะเวียนมาจนล้นหลาม

ส่วนวัดที่อยู่ข้างสถานอัครราชทูตซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นของศาสนาไหน จะตีระฆังชวนคนเข้าวัดตอนตี 5 ของทุกวัน

Sir Ralph เลยทำเรื่องเสนอไปยัง Foreign Office และ Ministry of Work ในลอนดอนว่า ควรย้ายสถานอัครราชทูตไปที่อื่น เขาอยากจะย้ายไปอยู่ใกล้ๆ Royal Bangkok Sports Club แต่ทางลอนดอนไม่เห็นด้วย และไม่สนับสนุนด้านงบประมาณ

สุดท้าย Sir Ralph ก็มีงานสำคัญให้ทำมากมาย โดยเฉพาะการเจรจาเรื่องการยกเลิกการให้สิทธิสภาพนอกอาณาเขต และปัญหาชายแดน จนเขาแทบจะไม่เหลือเวลามากังวลกับเสียงจากแม่น้ำ ขี้เถ้า หรือกิจกรรมของหญิงสาวเพื่อนบ้าน

ฝั่งรัฐบาลไทยอยากให้อังกฤษย้ายสถานอัครราชทูต เพราะต้องการนำที่ดินแปลงนี้ไปสร้างไปรษณีย์กลางของกรุงเทพฯ ในปี 1919 รัฐบาลไทยเสนอสถานที่ใหม่แลกกับพื้นที่ของสถานอัครราชทูตอังกฤษ ทีแรก Sir Robert (Hyde) Greg อัครราชทูตที่มาประจำการในปี 1921 ไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ เพราะเขาและภรรยาชอบงานศิลปะ ชอบอาคารเก่า ชอบบรรยากาศริมแม่น้ำ และกลัวที่จะต้องอยู่ในทำเนียบทูตที่ออกแบบโดยสถาปนิกจาก Ministry of Work ซึ่งขึ้นชื่อว่าออกแบบบ้านได้เลวร้ายมาก

แต่เขาก็เปลี่ยนใจ เพราะ Mr. W A R Wood รองกงสุล (Vice-Consul) ได้กลับไปที่อังกฤษในปี 1922 และช่วยออกแบบทำเนียบทูตหลังใหม่ เขามีประสบการณ์เป็นผู้รับผิดชอบตั้งแต่ร่างแรกของสถานกงสุลอังกฤษที่สงขลาและเชียงใหม่ ซึ่งออกมาอย่างสวยงาม Sir Robert ชอบผลงานของ Wood มาก ก็เลยเริ่มเห็นด้วยกับการย้ายสถานทูต

ย้ายมาอยู่ในสวน

พระยาภักดีนรเศรษฐ หรือ นายเลิศ มีพื้นที่ขนาด 60 ไร่ ระหว่างเพลินจิตกับคลองแสนแสบ เขาพัฒนาเป็นสวนสาธารณะ ซึ่งชาวบ้านยุคนั้นเรียกกันว่า ปาร์คนายเลิศ เอาไว้เป็นที่่พักตากอากาศ สร้างเสร็จเมื่อปี 1911 นายเลิศเสนอขายพื้นที่ทั้งหมดให้สถานอัครราชทูตอังกฤษ แต่รัฐบาลอังกฤษซื้อเพียงครึ่งเดียว คือฝั่งที่ติดกับถนนสุขุมวิท พื้นที่ส่วนที่เหลือปัจจุบันเป็นของทายาทนายเลิศ ซึ่งในปี 2016 ได้ขายพื้นที่ 15 ไร่ ในส่วนของโรงแรมสวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ ให้บริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการ

สถานกงสุลอังกฤษ สถานทูตอังกฤษ

สถานอัครราชทูตมองจากถนนสุขุมวิท

ย่านเพลินจิตในยุคนั้นถือว่าอยู่นอกเมืองกรุงเทพฯ เลยสถานอัครราชทูตอังกฤษไปอีกประมาณกิโลเมตรเดียวก็สุดถนนแล้ว ไม่มีรถรางหรือรถเมล์ผ่าน แล้วก็เป็นสถานที่ซึ่งนักธุรกิจชาวอังกฤษทั้งหลายไม่คุ้นเคย ผู้คนจำนวนมากก็เลยไม่ค่อยพอใจกับการย้ายสถานทูต เช่น กัปตันเรืออังกฤษที่ต้องเสียเวลาเดินทางมาจัดการเอกสารที่สถานทูต ถึงกับมีการเสนอให้ตั้งสถานกงสุลและสำนักงานที่ดูแลเรื่องการขนส่งสินค้าไว้ใกล้ๆ สถานอัครราชทูตเดิมย่านเจริญกรุง แต่เป็นไปไม่ได้ เพราะที่ดินบริเวณนั้นมีราคาแพงมาก

สถานอัครราชทูตอังกฤษขายที่ดินและอาคารที่เจริญกรุงได้เงิน 110,000 ปอนด์ หรือ 1,800,000 บาท เป็นจำนวนเงินที่เพียงพอสำหรับซื้อที่ดินจากนายเลิศ และสร้างอาคารสถานอัครราชทูตใหม่ได้ทั้งหมด

ทำเนียบเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร ทำเนียบเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร

ทำเนียบเอกอัครราชทูต

อาคารเดิมของสถานอัครราชทูตอังกฤษที่เจริญกรุงนำไปใช้เป็นสำนักงานของสำนักงานไปรษณีย์โทรเลขกลาง ต่อมาเมื่อทรุดโทรมและคับแคบ จึงรื้ออาคารทิ้งทั้งหมด แล้วสร้างอาคารใหม่ เป็นอาคารไปรษณีย์กลางบางรักอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

นอกจากเสาธงแล้ว พระบรมรูปสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียที่เดิมอยู่หน้าสถานอัครราชทูตบนถนนเจริญกรุง ก็ถูกย้ายมาอยู่ที่เพลินจิตด้วย พระบรมรูปนี้สร้างเมื่อปี 1903 ตรงฐานมีข้อความสลักว่า ‘Erected in loving memory by her Subjects in Siam 1903’ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการตอกไม้คลุมพระบรมรูปไว้อย่างมิดชิด เพื่อป้องกันความเสียหายจากสงคราม แต่ทหารญี่ปุ่นก็เจาะรูเล็กๆ เอาไว้ ซึ่งฝั่งอังกฤษมองในแง่ดีว่า อย่างน้อยก็ทำให้พระราชินีได้ทอดพระเนตรเห็นเรื่องราวภายนอกบ้าง

แล้วนักเรียนไทยก็นิยมมาขอพรให้สอบได้จากพระบรมรูปนี้ด้วย

สถานที่สำคัญอีกแห่งในสถานอัครราชทูตก็คือ อนุสรณ์สงคราม (War Memorial) ระลึกถึงชาวอังกฤษที่อาศัยในประเทศไทยซึ่งเสียชีวิตในช่วงสงครามโลก ซึ่งถือเป็นสิ่งก่อสร้างแรกของสถานอัครราชทูตใหม่แห่งนี้ เดิมอยู่ด้านหน้าประตูฝั่งถนนสุขุมวิท

ถนนวิทยุ

เสากระจายสัญญาณวิทยุของสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย ที่มาของชื่อถนนวิทยุ อยู่ใกล้ๆ กับสถานทูต

ทำเนียบทูต

ภายในพื้นที่ทั้งหมดมีอาคารอยู่หลายหลัง เช่น ทำเนียบทูต อาคารสำนักงาน และบ้านพักเจ้าหน้าที่ อาคารส่วนใหญ่สร้างเสร็จในปี 1926 โดยสถาปนิกของ Ministry of Work ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากสถาปนิกท้องถิ่นในกรุงเทพฯ อย่าง Mr.Healey ผู้ออกแบบอนุสรณ์สงคราม

สถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย สถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย

ในปี 1947 ที่นี่ได้รับการยกระดับเป็นสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย (Embassy)

ในปัจจุบันอาคารทำเนียบทูตมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก หลักๆ คือการติดระบบปรับอากาศในปี 1974 เท่านั้น

พื้นที่ชั้นล่างใช้เป็นที่รับแขก ส่วนชั้นบนเป็นที่พักของเอกอัครราชทูตและครอบครัว และที่พักรับรองของแขก ที่ผ่านมามีราชวงศ์อังกฤษหลายพระองค์เสด็จฯ มาเยี่ยมที่นี่ เช่น สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ในปี 1972 เจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ ในปี 1968 และ 1972 และทั้งสองพระองค์เสด็จฯ เยือนครั้งล่าสุดเมื่อปี 1996

สถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย

Main Hall

ทำเนียบเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย ทำเนียบเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย

โถงกลางอาคารเป็นพื้นที่เปิดโล่งสู่สวนและพระบรมรูปสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย เชื่อมไปยังห้องอาหารและห้องรับรองที่อยู่ทางฝั่งซ้ายและขวาของอาคารได้

Dining Room

ห้องอาหาร พัดโบราณ

ห้องนี้เคยเป็นห้องบิลเลียดมาก่อน ปัจจุบันเป็นห้องอาหารที่จัดโต๊ะรับรองแขกได้ 24 คน จุดเด่นของห้องนี้คือ บนเพดานมีพัดแบบโบราณ (Punkah) ซึ่งย้ายมาจากสถานอัครราชทูตที่ถนนเจริญกรุง ปลายเชือกขึงให้ทะลุกำแพงเข้าไปในห้องครัว เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดึงเชือกให้พัดโบกจากในครัว

Drawing Room

ห้องรับรองแขก ห้องรับรองแขก

ห้องนี้ใช้เป็นห้องรับรองแขก มีการติดกระจกและเครื่องปรับอากาศในปี 1972 ช่วงสงครามโลกมีการย้ายเฟอร์นิเจอร์ของสถานทูตทั้งหมดไปเก็บไว้ที่สถานทูตสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อป้องกันความเสียหาย จนสงครามจบถึงนำกลับมาติดตั้งดังเดิม

Garden Room

ห้องรับรอง

ห้องนี้ใช้เป็นห้องรับรอง มองผ่านหน้าต่างออกไปจะเห็นสวนด้านนอก ภายในห้องมีเปียโนไว้เล่นระหว่างงานจัดเลี้ยงด้วย

Green Room

ห้องรับรองบุคคลสำคัญ

ห้องสีเขียวใช้เป็นห้องรับรองบุคคลสำคัญและแขกต่างๆ ของสถานทูต

โถงทางเดิน โถงทางเดิน

ทางเดินเชื่อมระหว่างห้องต่างๆ ที่ชั้นล่าง

ชั้นสอง

พื้นที่ชั้นสองเป็นที่พักส่วนตัวของเอกอัครราชทูตและครอบครัว

ทำเนียบทูต ทำเนียบทูต หน้าต่าง

บันไดขึ้นชั้นสอง

มุมพักผ่อน

สถานทูตอังกฤษ
โถงกลางที่มองออกไปจะเห็นสวนและพระบรมรูปสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย

ห้องพักแขก

สถานทูตอังกฤษ

ที่นี่เคยรับรองแขกพิเศษอย่าง Princess Anne และพระสวามี Captain Mark Philips เมื่อปี 1979 และแขกสำคัญอีกหลายคน

การขายพื้นที่ฝั่งถนนเพลินจิต

ปี 2006 สถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรขายที่ดินจำนวน 9 ไร่ ส่วนที่ติดกับถนนเพลินจิต ผู้ที่ชนะการประมูลคือ กลุ่มเซ็นทรัล ได้พัฒนาพื้นที่นี้เป็นศูนย์การค้า Central Embassy และโรงแรม ก่อนการก่อสร้าง มีการย้ายพระบรมรูปสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียและอนุสรณ์สงครามมาตั้งข้างๆ ทำเนียบทูตแทน

สถานทูตอังกฤษ

ครึ่งล่างของภาพคือพื้นที่่่ส่วนที่กลายเป็น Central Embassy ในปัจจุบัน

พระบรมรูปสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย อนุสรณ์สงคราม

การขายพื้นที่สถานเอกอัครราชทูตส่วนที่เหลือ

ปี 2017 สถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรมีนโยบายขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนวน 23 ไร่ ทั้งหมดที่เหลือของสถานเอกอัครราชทูต ผู้ที่ชนะการประมูลคือ ฮ่องกงแลนด์ ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง จาร์ดีน แมธทีสัน กับ กลุ่มเซ็นทรัล ประมูลไปในราคา 420 ล้านปอนด์ หรือ 1.86 หมื่นล้านบาท หรือตารางวาละ 2 ล้านบาท ถือเป็นการขายที่ดินที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย และเป็นการขายที่ดินครั้งใหญ่ที่สุดของกระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักร ทางรัฐบาลสหราชอาณาจักรจะนำเงินส่วนนี้ไปใช้พัฒนาสถานเอกอัครราชทูต 30 – 40 แห่งทั่วโลก

สถานทูตอังกฤษ

สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป

สถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรจะย้ายออกจากพื้นที่ในช่วงกลางปี 2019 โดยจะเช่าพื้นที่ของอาคาร เอไอเอ สาทร ทาวเวอร์ บนถนนสาทร เพื่อใช้เป็นที่ทำการ ผู้ชนะการประมูลจะเข้ามาพัฒนาพื้นที่ทั้งหมด พระบรมรูปสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียจะมีการเคลื่อนย้าย แต่ยังอยู่ในพื้นที่เดิมต่อไป อนุสรณ์สงครามจะถูกย้ายออกไปตั้งในสถานที่ที่เหมาะสม ส่วนทำเนียบทูตจะถูกรื้อ แต่ยังไม่มีแผนที่แน่ชัดว่าจะเป็นการรื้อออก หรือย้ายทั้งหลัง หรือรื้อแล้วนำบางส่วนกลับมาสร้างใหม่ในรูปแบบอื่น คงต้องติดตามกันต่อไป

สถานทูตอังกฤษ สถานทูตอังกฤษ

ภาพ:  สถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย
ข้อมูล: สถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

The Embassy

เคาะประตูเยี่ยมชมทำเนียบเอกอัครราชทูต เล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

บ้านไม้สีขาวที่ตั้งอยู่ท่ามกลางพื้นที่สีเขียวขนาด 22 ไร่ ริมถนนวิทยุ หลังนี้มีอายุ 103 ปี

เป็นบ้านวัยคุณปู่ที่ให้ความรู้สึกทั้งร่มเย็นและอบอุ่น

บ้านหลังนี้ได้รางวัลอาคารควรค่าแก่การอนุรักษ์ จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อ พ.ศ. 2527

ที่นี่เป็นพื้นที่สีเขียวกลางเมืองที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ

และที่นี่ทำหน้าที่เป็นบ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา มาครบ 70 พอดี

ในวาระนี้ คุณกลิน เดวีส์ อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ยินดีเปิดบ้านอายุร้อยกว่าปีหลังนี้ ให้เว็บไซต์อายุไม่กี่วันอย่าง The Cloud ได้เป็นแขกพิเศษ

ย้ายบ้าน

“วันหนึ่ง เราขับรถไปบ้านของผู้สำเร็จราชการแผ่นดินตามถนนดินขรุขระ ถนนนั้นชื่อว่า ถนนวิทยุ เนื่องจากเป็นที่ตั้งของสถานีวิทยุของกองทัพเรือ ในฤดูฝน ถนนเป็นโคลนตมจนแทบจะใช้การไม่ได้ แต่บนถนนแห่งนี้ เรามองไปสุดทางเดินสายหนึ่งที่ร่มครึ้มด้วยต้นจามจุรี เห็นบ้านเก่าโทรมหลังหนึ่งทาสีน้ำตาลช็อกโกแลต บานเกล็ดห้อยกระเท่เร่ อันที่จริง บ้านหลังนี้ทรุดเอียงไปข้างหนึ่ง สวนขนาดใหญ่รอบตัวเรือนเต็มไปด้วยขยะจากสงครามขึ้นสนิม อันได้แก่ ซากรถจี๊ป รถบรรทุก โครงตั้งปืนใหญ่ และรถถัง ที่กองทัพญี่ปุ่นทิ้งไว้ คูน้ำกว้างที่ล้อมรอบบริเวณบ้านก็มีขยะขึ้นสนิมโผล่ขึ้นมาเหนือผิวน้ำ แลดูน่าเกลียดมาก”

นั่นคือภาพแรกของบ้านหลังนี้ในความทรงจำของ นางโจเซฟิน สแตนตัน ภริยาของนายเอ็ดวิน สแตนตัน เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยคนแรก ซึ่งบันทึกไว้ในหนังสือชื่อ Brief Authority ในช่วงพ.ศ. 2490 มีการสำรวจหาสถานที่เพื่อใช้เป็นบ้านพักอย่างเป็นทางการของเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา หลังจากเจรจากับกระทรวงการต่างประเทศ ก็ได้รับอนุมัติให้เช่า ‘บ้านพักที่เหมาะสม’ ซึ่งช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่นนั้นมีสถานที่ให้เลือกไม่มาก

นางสแตนตันจึงตัดสินใจขออนุญาตบูรณะบ้านหลังนี้จากกระทรวงการต่างประเทศ เธอเล่าว่า “คนงานกลุ่มใหญ่ได้รับมอบหมายให้ทำความสะอาดและบูรณะซ่อมแซมเรือน ซึ่งเป็นงานใหญ่สาหัสที่กินเวลากว่าหลายเดือน และยิ่งลำบากด้วยเหตุที่ว่ากรุงเทพฯ ช่วงหลังสงครามนั้นขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งสีทา เครื่องสุขภัณฑ์ สายไฟทุกชนิด พัดลม เครื่องมือวัสดุงานช่าง ของจำเป็นแทบทุกอย่างนั้นกว่าจะได้มาต้องไปหาตามร้านขายของมือสองหรือ ‘ตลาดมืด’ และทั้งหมดมีคุณภาพไม่สู้ดีนัก…”

บ้านไม้หลังนี้จึงกลับมามีชีวิตอีกครั้งและกลายมาเป็นบ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

บ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา

ขึ้นบ้านเก่า ฉลอง 70 ปี บ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา

ขึ้นบ้านเก่า

ไม่กี่วันหลังงานฉลองครบรอบ 70 ปี ในการทำหน้าที่เป็นบ้านพักของเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ผมกลับมาที่บ้านหลังนี้อีกครั้ง มุมมองจากหน้าประตูรั้ว ดูเป็นบ้านที่สวยงามและร่มรื่น เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ สบายตาด้วยพื้นที่สีเขียว บ้านไม้ก็ดูงามสง่า แตกต่างจากที่นางโจเซฟิน สแตนตัน เห็นครั้งแรกเมื่อ 70 ปีก่อน

บ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา

เมื่อผ่านระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดมากเข้ามา พวกเราก็มุ่งหน้าไปยังบ้านพัก ทักทายเจ้าหน้าที่สถานทูตชาวอเมริกันอีก 2 – 3 คน แล้วถอดรองเท้าเดินขึ้นชั้นสองของบ้าน ซึ่งเป็นที่พักของท่านทูตกับภรรยา และใช้เป็นที่รับแขกพิเศษ

บ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา

“ผมขอแสดงความยินดีกับการเปิดตัวเว็บไซต์ของคุณเมื่อวาน” ท่านทูต กลิน เดวีส์ เริ่มต้นทักทายพวกเราด้วยความเป็นกันเองและรอยยิ้ม ท่านพาเราไปนั่งคุยที่ชุดรับแขกใกล้หน้าต่างที่ให้ความรู้สึกโปร่งโล่งสบาย

ขึ้นบ้านเก่า ฉลอง 70 ปี บ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา

ผมเริ่มต้นถามถึงความเป็นอเมริกันในบ้านหลังนี้

“ที่นี่ไม่ใช่บ้านอเมริกัน เป็นส่วนผสมของบ้านแบบไทยกับยุโรปสไตล์วิกตอเรียน สร้างด้วยวัสดุแบบไทยคือไม้สัก ซึ่งตกแต่งได้สวยมาก นายเบลีย์ เจ้าของบ้านคนแรก เป็นคนมีอารมณ์ขัน เขาจึงใส่อารมณ์ขันเข้ามาในบ้าน คุณจะเห็นงานปั้นหน้าคนอยู่ตรงโค้งเหนือหน้าต่าง ทุกหน้ามีจมูกแบบฝรั่งแต่มีตาแบบไทย แล้วก็มีใบหน้าที่แตกต่างกันหมดเลย”

ขึ้นบ้านเก่า ฉลอง 70 ปี บ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา

ท่านทูตเล่าประวัติบ้านหลังนี้ให้ฟังว่า นายโฮเรชีโอ เบลีย์ วิศวกรชาวอังกฤษ ของบริษัท Bangkok Dock Company ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทอเมริกันแรกๆ ที่ดำเนินกิจการในสยาม สร้างบ้านหลังนี้ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2457 หรือ 103 ปีก่อน นายเบลีย์ยังทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาเครื่องเงินให้แก่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโดยปฏิบัติราชการเป็นที่พอพระราชหฤทัย และได้รับพระราชทินนามว่า ‘พระปฏิบัติราชประสงค์’

ขึ้นบ้านเก่า ฉลอง 70 ปี บ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา

นายเบลีย์แต่งงานกับชาวไทย ทายาทคนหนึ่งในตระกูลของเขาก็คือนักแสดงชื่อดัง วุ้นเส้น-วิริฒิพา ภักดีประสงค์ หลังจากที่วิศวกรชาวอังกฤษเสียชีวิตใน พ.ศ. 2463 กระทรวงการคลังก็ซื้อบ้านหลังนี้ แล้วใช้เป็นที่ทำการของสถานทูตเบลเยียมในช่วง พ.ศ. 2465 – 2470

พ.ศ. 2470 เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศได้ขอโอนบ้านหลังนี้ไปอยู่ในการดูแลของกระทรวงการต่างประเทศเพื่อใช้เป็นบ้านพักของนายเรย์มอนด์ บี. สตีเวนส์ ที่ปรึกษาชาวอเมริกันคนที่ 4 ของกระทรวงการต่างประเทศ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นได้ยึดบ้านหลังนี้ แต่ไม่มีหลักฐานบันทึกว่าญี่ปุ่นใช้บ้านหลังนี้ทำอะไร นอกจากเป็นที่พักของทหาร ในปัจจุบันยังมีคราบน้ำมันที่เปื้อนกระเบื้องปูนอกชานและรอยไหม้จางๆ จากเตาถ่าน 1 – 2 รอยบนพื้นไม้สักอยู่

เมื่อสงครามสงบลง นางโจเซฟิน สแตนตัน ก็มาพบบ้านหลังนี้ และติดต่อขอเช่าจากรัฐบาลไทย เพื่อใช้เป็นบ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา นับถึงวันนี้ก็ครบ 70 ปีพอดี

เยี่ยมบ้าน

“บ้านหลังนี้สวยมาก เราโชคดีมากที่ได้อยู่ที่นี่ เรามีห้องอีก 2 – 3 ห้องด้านหลัง เป็นห้องส่วนตัว แต่โดยรวมๆ แล้วบ้านหลังนี้เอาไว้รับแขก มีคนมากมายมาที่นี่” พูดจบ ท่านทูตกลิน เดวีส์ ก็ชวนเราเดินสำรวจพื้นที่ชั้นสองของบ้าน

ขึ้นบ้านเก่า ฉลอง 70 ปี บ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ขึ้นบ้านเก่า ฉลอง 70 ปี บ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา

“โครงสร้างพื้นฐานของบ้านหลังนี้เป็นแบบเรือนไม้เขตร้อนดั้งเดิม ใช้ระบบเสาโครงค้ำยัน หนุนหลังคาและพื้นทั้งหมดด้วยโครงและเสา พอเวลาผ่านมา 1 ศตวรรษ คุณจะเห็นว่าพื้นเริ่มไม่ค่อยตรงเท่าไหร่นัก” ท่านทูตชี้ให้ดูพื้นตรงระเบียง แล้วอธิบายต่อว่า เมื่อก่อนเป็นระเบียงโล่ง แต่มาติดกระจกและเครื่องปรับอากาศเมื่อ พ.ศ. 2516 จากนั้นก็พาเราเดินต่อไปดูผนังไม้สักที่เพิ่งขูดสีที่ทาไว้ 70 ปีออก เผยผิวไม้สักดั้งเดิม ซึ่งกำลังรอขัดด้วยขี้ผึ้ง

ขึ้นบ้านเก่า ฉลอง 70 ปี บ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ขึ้นบ้านเก่า ฉลอง 70 ปี บ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา

“ตรงนี้เคยเป็นห้องนั่งเล่น แต่ตอนนี้เป็นห้องอาหาร” ท่านทูตพาเดินเข้ามาอีกห้องซึ่งมีโต๊ะตัวยาววางเด่นอยู่กลางห้อง แล้วพาเดินไปดูห้องอาหารเดิม ซึ่งตอนนี้ปรับเป็นห้องนั่งเล่น แต่ไม่ค่อยได้ใช้เพราะมืดไปหน่อย ท่านทูตชอบนั่งเล่นที่ริมหน้าต่างมากกว่า

ขึ้นบ้านเก่า ฉลอง 70 ปี บ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา

ท่านทูตพาเราเดินกลับมาที่มุมนั่งเล่นริมหน้าต่าง แล้วโชว์รูปที่ตั้งอยู่บนเปียโนให้ดูทีละรูป เร่ิมด้วยพระบรมสาทิสลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ขณะกำลังทรงเปียโน แล้วก็รูปสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ขณะเสด็จฯ มางานเลี้ยงในสวนของสถานทูต อีกรูปเป็นนักแสดงชาวอเมริกันชื่อดัง มาร์ลอน แบรนโด ที่มาเยือนสถานทูตเมื่อครั้งเดินทางมาถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Ugly American ในประเทศไทย (ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ร่วมแสดงด้วยในบทนายกรัฐมนตรี) ที่เหลือเป็นภาพของท่านทูตกลิน ที่ถ่ายร่วมกับสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร สมเด็จพระเทพฯ และอดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอีกหลายคน

“ผมชอบบ้านนี้ตรงพื้นที่มันโปร่งโล่ง เราไม่ค่อยให้ใครขึ้นมาบนนี้เพราะกลัวมันทรุด แล้วก็ห้ามเต้นบนบ้านด้วย ตอนมาถึงผมได้รับบันทึกข้อความว่า คุณห้ามเต้นบนบ้าน” ท่านทูตหัวเราะเสียงดัง

ขึ้นบ้านเก่า ฉลอง 70 ปี บ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา

แขกบ้านแขกเมือง

“ที่นี่เป็นมากกว่าที่พัก เป็นพื้นที่สำหรับดำเนินงานด้านการทูต เราใช้การทูตเพื่อสร้างความเข้าใจ ความร่วมมือ คุยเรื่องหนักๆ บ้าง เรื่องสนุกๆ บ้าง ถ้าเป็นเรื่องสำคัญเราจะคุยกันที่นี่ เรามีแขก มีงานเลี้ยงต้อนรับ มารับประทานอาหารเที่ยง หรือมาสัมมนา บ่อยมาก สองสามครั้งต่อสัปดาห์ หรือมากกว่านั้น”

ท่านทูตบอกว่า แขกที่มาเยือนมีทั้งตัวแทนจากรัฐบาลไทย แขกจากสหรัฐอเมริกา และภาคธุรกิจจากทั้งสองประเทศ รวมไปถึงคนในแวดวงศิลปวัฒธรรมด้วย ซึ่งการเลี้ยงต้อนรับจะจัดกันบริเวณชั้นล่างของบ้าน

“เราเพิ่งจัดงานเลี้ยงต้อนรับกลุ่ม LGBTI community มีคนมาหลายร้อยคน เป็นงานใหญ่มาก แล้วก็ยังมีงานที่เชิญศิลปินชาวไทย ผู้กำกับหนัง สื่อมวลชน นักวิชาการ นักเรียน ไม่นานมานี้เรามีแขกเป็นนักร้องและนักแสดงบรอดเวย์ซึ่งมาพร้อมนักร้องชาวไทย เขาร้องเพลงและเล่นเปียโนที่นี่ด้วย ที่นี่เป็นสถานที่ที่ทำให้เราเรียนรู้และเข้าใจเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับเมืองไทยมากขึ้น”

ถ้าใครเคยได้มาร่วมงานของสถานทูตอเมริกาอยู่บ้าง คงทราบดีว่าที่นี่ให้ความสำคัญกับการเชิญแขกที่เป็นนักเรียนนักศึกษามาก ท่านทูตให้เหตุผลว่า “งานส่วนหนึ่งของสถานทูตก็คือ การพยายามทำความเข้าใจว่าคนรุ่นใหม่กำลังคิดอะไร เราอยากคุยกับพวกเขา อยากให้เขาเข้าใจอเมริกา เราพยายามมองหาเด็กเก่งๆ ในเมืองไทย เราอยากรู้จักพวกเขา เราอยากมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศไทย”

ขึ้นบ้านเก่า ฉลอง 70 ปี บ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา

อยู่บ้าน

ท่านทูตบอกว่า สิ่งที่ดีมากอีกอย่างของบ้านนี้ก็คือ ที่นี่มีพื้นที่สีเขียวขนาด 22 ไร่ มีทางน้ำที่เชื่อมมาจากคลอง เป็นพื้นที่สีเขียวที่มีสัตว์อาศัยอยู่มากมายตามธรรมชาติ เช่น นกที่อาศัยบนยอดไม้ ฝูงปลาและสัตว์เลื้อยคลานที่แหวกว่ายอยู่ในสระ จึงได้รับการรับรองจาก U.S. National Wildlife Federation ว่าเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ในธรรมชาติหรือ Certified Wildlife Habitat เพราะมีปัจจัยที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของสัตว์ในธรรมชาติอย่างครบถ้วน ได้แก่ แหล่งอาหารและน้ำ ที่กำบังที่ปลอดภัย และที่อยู่อาศัยให้สัตว์ได้เลี้ยงดูลูกของตน

“พื้นที่ตรงนี้เป็นของประเทศไทย เราเช่ามา 70 ปีแล้ว เราดูแลอย่างดีเพราะมันเป็นของประเทศไทย วันหนึ่งถ้าเราไม่ได้อยู่ที่นี่ก็หวังว่าเมืองไทยจะดูแลมันต่อ นอกจากนี้เรายังมีพื้นที่ในส่วนของสถานทูตอีก 3 แปลง ซึ่งเราดูแลเป็นอย่างดีเช่นเดียวกัน”

หลายเดือนก่อน สถานทูตเพิ่งมีงานปล่อยเต่าในสถานทูต เป็นการช่วยชีวิตเต่า 89 ตัว จากการถูกทอดทิ้งและบาดเจ็บเพราะอาศัยในแหล่งที่ผิดธรรมชาติ สถานทูตจึงขอมาปล่อยภายในสถานทูตโดยทำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการ และเยาวชนทั้งโรงเรียนนานาชาติและโรงเรียนไทย

ขึ้นบ้านเก่า ฉลอง 70 ปี บ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ขึ้นบ้านเก่า ฉลอง 70 ปี บ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา

เมื่อถามว่า ท่านทูตใช้เวลากับพื้นที่ไหนในบ้านนานที่สุด คำตอบคือ

“ผมอยู่ที่สระว่ายน้ำบ้าง อ่านหนังสือในห้องบ้าง อยู่ที่ยิมเล็กๆ ในบ้านพักรับรองของแขกบ้าง บางทีก็ที่ศาลา บรรยากาศตรงนั้นดีมาก เมื่อร้อยปีก่อนตอนนายเบลีย์สร้างบ้านหลังนี้ เขาขุดสระน้ำเล็กๆ เชื่อมกับคลอง แล้วก็ติดสปริงบอร์ดสำหรับโดดน้ำอันแรกของเมืองไทย ตอนนี้ฐานของบอร์ดก็ยังอยู่นะ เป็นคอนกรีต พอสถานทูตซื้อบ้านหลังนี้มา ก็สร้างสระว่ายน้ำขึ้นมาใหม่ ผมชอบไปที่ศาลานะ ตรงนั้นคุณจะได้เห็นนกสวยๆ เต่า บางทีก็งูเหลือมตัวใหญ่มาก” ท่านทูตหัวเราะ แล้ววิเคราะห์ว่าน่าจะเป็นตัวเดียวกับที่อยู่ในสถานทูตดัตช์เพื่อนบ้านที่อยู่ติดกัน “รังของมันอยู่ที่ต้นจามจุรี ผมเคยเจอมันกำลังเฝ้าไข่อยู่”

ขึ้นบ้านเก่า ฉลอง 70 ปี บ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา

ออกจากบ้าน

ผมถามท่านทูตว่าพอจะมีเวลาเดินไปถ่ายรูปที่ศาลาไหม เขาหยิบคิวนัดหมายประจำวัน ซึ่งเป็นตารางที่พิมพ์ใส่ไว้ในซองพลาสติกขนาดเท่าโทรศัพท์มือถือออกจากกระเป๋าเสื้อขึ้นมาดู แล้วตอบว่า ได้ ด้วยความที่เห็นตารางของวันนี้แน่นเอี้ยด ผมเลยอยากรู้ว่าวันนี้ท่านมีนัดหมายกี่งาน

“9 งาน ถือว่าเกินมาตรฐานนิดหน่อย บางวันมี 6 – 7 งาน ถ้ารวมงานตอนกลางคืนด้วย บางวันก็ 10 – 11 งาน อย่างคืนนี้เป็นวันเกิดของควีนเอลิซาเบธ เป็นวันชาติของสหราชอาณาจักร”

ระหว่างเดินไปที่ศาลา เราก็คุยกันต่อ

“ผมกับภรรยาชอบเดินทางมาก เราชอบเดินทางไปตามที่่ต่างๆ ทั่วประเทศไทย แล้วก็เมืองต่างๆ ในภูมิภาคนี้ ผมชอบเชียงใหม่ เป็นเมืองที่สวยมาก คนอเมริกันชอบทะเล เราไปทะเลทางภาคใต้หลายครั้ง ผมชอบอุทยานแห่งชาติด้วย” ท่านทูตเล่า

ในการเดินทางไปพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย ท่านทูตพยายามไปพบเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่ทำงานในระดับจังหวัด พยายามไปเยี่ยมมหาวิทยาลัยท้องถิ่น และคุยกับคนอเมริกันที่อยู่ตามจังหวัดต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนุ่มสาวที่เดินทางมาสอนหนังสือ

“เมืองไทยเป็นประเทศที่สวยงาม แต่สิ่งที่สวยที่สุดคือคนไทย 60 – 70 ล้านคน ไทยกับอเมริกาแตกต่างกันทั้งขนาด ตำแหน่ง และประวัติศาสตร์ แต่เรามีบางสิ่งเหมือนกัน เราให้ค่ากับสิ่งเดียวกัน นั่นก็คือ ครอบครัว เสรีภาพ การเป็นเอกราช และเรารักความสนุกเหมือนกัน นั่นทำให้คนอเมริกันกับไทยมีความสัมพันธ์กันมาเกือบ 200 ปี เป็นเพื่อนกันโดยธรรมชาติ”

ท่านทูตขยายความเรื่องความร่วมมืออย่างเป็นทางการระหว่างไทยกับอเมริกาเรื่องการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติว่า “เราตั้งอุทยานแห่งชาติด้วยความคิดชุดเดียวกัน อเมริกาต้ั้งมาร้อยกว่าปี แต่ไทยเพิ่งตั้งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ก็มีอุทยานแห่งชาติสวยๆ มากมาย อเมริกามีประสบการณ์บางอย่าง เช่นการรับมือกับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก การจัดการขยะ การเก็บเงินมาดูแลอุทยาน ในขณะที่ไทยก็มีประสบการณ์ในการอนุรักษ์พันธ์ุสัตว์ป่า อย่างนกเงือก หรือเสือ เราเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้”

ผมปิดท้ายบทสนทนาด้วยคำถามที่ว่า ถ้าสอนภาษาไทยให้คนอเมริกันได้สักคำ ท่านทูตกลินจะสอนคำว่าอะไร

“สนุก” ท่านทูตออกเสียงชัดถ้อยชัดคำ แล้วหัวเราะร่วน “คนอเมริกันชอบ chill out คำว่า สนุก น่าจะเป็นคำที่ถูกต้อง แต่ยังมีคำดีๆ อีกหลายคำ ผมชอบคำว่า ‘พิพิธภัณฑ์’ ‘วัฒนธรรม’ มันเท่มาก ภาษาของคุณเป็นภาษาดนตรี ผมชอบคำที่เสียงเพราะ จนต้องไปหาว่ามันแปลว่าอะไร คำว่า ‘ไม่เป็นไร’ ก็เป็นการแสดงออกที่ดี คนอเมริกันน่าจะชอบ ผมเรียนภาษาไทยกับครูทุกสัปดาห์ แต่ผมพบว่า การเริ่มต้นเรียนภาษามันง่ายกว่านี้ถ้าเรียนตอนอายุสักสี่สิบ ไม่ใช่หกสิบแบบผม” ท่านทูตปิดท้ายด้วยเสียงหัวเราะ

ขึ้นบ้านเก่า ฉลอง 70 ปี บ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา

ภาพ: หนังสือ Residential Heritage โดยสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ

The Residence of the American Ambassador

Location: ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
Note: ไม่เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้า

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load