เรื่องราวของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ สิงคโปร์ น่าสนใจมาก

สถานเอกอัครราชทูตแห่งนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 11 ไร่ กลางย่านช้อปปิ้งอย่างถนนออร์ชาร์ด (Orchard) ใจกลางเมืองสิงคโปร์

บนถนนสายธุรกิจสายนี้มีพื้นที่ 2 แห่งเท่านั้นที่ไม่ได้ใช้เพื่อการพาณิชย์และมีลักษณะเป็นสวน ที่แรกคือ Istana ปัจจุบันเป็นทำเนียบประธานาธิบดีสิงคโปร์ (บ้านพักของประธานาธิบดี) อีกที่คือสถานเอกอัครราชทูตไทยซึ่งเป็นสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศเพียงแห่งเดียวที่ครอบครองที่ดินบนถนนหลักสายนี้

รัชกาลที่ 5

ฉายพระรูปที่ร้านโรเบิร์ต เลนซ์ เมืองสิงคโปร์ พ.ศ. 2439

ที่ดินผืนนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้เมื่อกว่าร้อยปีก่อน ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านการเปลี่ยนแปลงมากมาย เคยเกือบถูกปล่อยเช่า เกือบถูกแลกกับที่แปลงอื่น และเคยเกือบถูกขาย ด้วยตัวเลขที่สูงถึง 23,000 ล้านบาท

แต่สุดท้ายพื้นที่สีเขียวกลางเมืองสิงคโปร์ผืนนี้ก็ยังเป็นที่ตั้งของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ สิงคโปร์

น่าเสียดาย เราเดินทางสวนกับท่านเอกอัครราชทูต ธงชัย ชาสวัสดิ์ เลยไม่มีโอกาสได้พูดคุยเรื่องงานด้านการทูตในปัจจุบัน

ได้แต่เอาเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจของสถานเอกอัครราชทูตแห่งนี้มาฝากกัน

เริ่มต้นความสัมพันธ์ไทย-สิงคโปร์ สมัยรัชกาลที่ 4

ประเทศไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศสิงคโปร์เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2508 แต่มิตรภาพระหว่างสองประเทศมีมากว่า 150 ปี ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่ใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการติดต่อกับต่างประเทศ สิงคโปร์ในยุคนั้นมีบทบาทสำคัญเพราะเป็นศูนย์กลางการปกครอง เศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน ของจักวรรดิอังกฤษในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายตัน กิม เจ็ง (Tan Kim Ching) ชาวจีนที่เกิดในเมืองมะละกา และเป็นคนในบังคับอังกฤษ ให้เป็นกงสุลประจำสิงคโปร์ เป็นพระพิเทศพานิช สยามพิชิตศึก

นอกจากนี้ยังทรงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุประดิษฐ์ กรมหมื่นวิษณุนาทนิภาธร เดินทางไปยังสิงคโปร์ใน พ.ศ. 2404 เพื่อศึกษาแนวทางที่อังกฤษใช้ปกครองสิงคโปร์ และนำแบบอย่างการทำนุบำรุงบ้านเมืองของอังกฤษ เช่น การสร้างถนน การสร้างสะพาน มาประยุกต์ใช้ในราชอาณาจักร

รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสสิงคโปร์เป็นประเทศแรก ในฐานะกษัตริย์แห่งสยาม

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 บ้านเมืองได้รับผลกระทบจากการแสวงหาอาณานิคมของชาวตะวันตก จึงทรงมีพระราชประสงค์จะปรับปรุงสยาม และเกิดการเสด็จประพาสเมืองสิงคโปร์ด้วยพระองค์เอง เพื่อทรงศึกษาวิธีการปกครอง และความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคม สำหรับนำมาใช้พัฒนาประเทศ การเสด็จประพาสสิงคโปร์และชวาอย่างเป็นทางการเกิดขึ้นใน พ.ศ.2414 รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 38 วัน นับเป็นการเสด็จฯ ไปต่างประเทศเป็นครั้งแรกในฐานะกษัตริย์แห่งสยาม

สถานทูตไทยในสิงคโปร์

ภาพ : National Archives of Singapore

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

ในการเสด็จฯ ครั้งนั้น พระองค์พระราชทานช้างสำริดแก่สิงคโปร์เพื่อเป็นที่ระลึกด้วยความรู้สึกขอบคุณที่ทรงได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีขณะประทับอยู่ที่สิงคโปร์เป็นเวลากว่า 1 สัปดาห์ บริเวณฐานมีข้อความ 4 ภาษา ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ และตัวอักษรจาวี

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

เดิมตั้งอยู่ที่หน้าอาคาร Singapore Art Museum แต่ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ The Arts House (อาคารรัฐสภาเก่า)

ในหลวงรัชกาลที่ 5 ยังเสด็จฯ ไปสิงคโปร์อีกหลายครั้ง เช่น ใน พ.ศ. 2433 เสด็จฯ เป็นการส่วนพระองค์ด้วยเรือพระที่นั่งอุบลบุรพทิศ และประทับที่สยามเฮ้าส์ ซึ่งเป็นบ้านของนายตัน กิม เจ็ง

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อบ้านที่สิงคโปร์

ที่ดินบนถนนออร์ชาร์ดซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานเอกอัครราชทูตไทยในปัจจุบัน เดิมเป็นสวนชานเมืองสิงคโปร์ เริ่มพัฒนามาเป็นย่านบ้านพักอาศัยของคหบดีในช่วงรัชกาลที่ 4 เป็นคฤหาสน์แบบบังกะโลตั้งกระจายกัน หลังหนึ่งเป็นบ้านของนายพลเรือพระยาวิสูตรสาครดิฐ หรือ กัปตันบุช (John Bush) นักเดินเรือชาวอังกฤษผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าท่าคนแรกของไทย ตรอกบริเวณบ้านพักของเขาในย่านสี่พระยา ถูกเรียกว่า ตรอกกัปตันบุช

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

Hurricane House

บ้านของกัปตันบุชในสิงคโปร์มีชื่อว่า บ้านเฮอริคัน (Hurricane House) ในปี พ.ศ. 2439 เมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จฯ เยือนสิงคโปร์ด้วยเรือพระที่นั่งมหาจักรี นายจอห์น แอนเดอร์สัน (John Anderson) กงสุลเยอเนอราลสยามประจำสิงคโปร์ ซึ่งเป็นบุตรเขยของพระยาวิสูตรสาครดิฐ ได้จัดบ้านเฮอริคันถวายเป็นที่ประทับ 9 วัน

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

พระรูปหมู่ฉายที่ Hurricane House พ.ศ.2439

รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชทานงานเลี้ยง ทรงฉายพระรูป และทรงปลูกต้นโพธิ์เป็นที่ระลึก เมื่อเสด็จนิวัตพระนครแล้ว พระยาวิสูตรสาครดิฐได้ขายบ้านเฮอริคันพร้อมเครื่องเรือน รวมเป็นเงิน 50,000 เหรียญฯ รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้ซื้อไว้โดยใช้งบประมาณแผ่นดิน เพื่อใช้เป็นที่ประทับเมื่อเสด็จฯ ไปเมืองสิงคโปร์ในอนาคต โดยใช้ชื่อพระพิเทศพานิช (จอห์น แอนเดอร์สัน) กลสุลสยาม เป็นเจ้าของ ตามข้อจำกัดทางกฎหมายสิงคโปร์ในขณะนั้น

กษัตริย์ไทยเสด็จประพาสสิงคโปร์อย่างต่อเนื่อง

รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสสิงคโปร์ใน พ.ศ. 2444 ทรงขึ้นรถไฟสายปากน้ำมาลงที่สมุทรปราการแล้วเสด็จฯ ด้วยเรือพระที่นั่งสุริยมณฑล มาต่อเรือพระที่นั่งมหาจักรีจากสมุทรปราการไปสิงคโปร์

ผลจากการเสด็จฯ เยือนสิงคโปร์นำไปสู่การพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ เช่น ด้านคมนาคม การปกครอง สถาปัตยกรรม การศึกษา และการสร้างสัมพันธไมตรีที่ส่งผลถึงการเปิดตลาดการค้าการลงทุนจากพ่อค้าชาวอังกฤษและชาวจีนในสิงคโปร์

การเสด็จฯ แต่ละครั้งได้รับการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ ใน พ.ศ. 2439 เมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จฯ ถึงท่าเรือเมืองสิงคโปร์ เรือรบอังกฤษและเรือรบฮอลันดายิงสลุตถวาย ผู้สำเร็จราชการอังกฤษประจำเมืองสิงคโปร์ก็มาเฝ้าฯ รับเสด็จ

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งข้าราชการไทยเป็นกงสุลสยามประจำสิงคโปร์แทนชาวต่างชาติ ผู้ดำรงตำแหน่งกงสุลใหญ่คนแรกคือ พระประดิพัทธภูบาล (คอยู่เหล ณ ระนอง) ในยุคนั้นได้เช่าอาคารหลังหนึ่งเป็นที่ทำการ ไม่ได้ใช้บ้านเฮอริคัน ซึ่งน่าจะรื้อลงราว พ.ศ. 2465 หรือหลังจากนั้น

พ.ศ. 2467 พระองค์เสด็จประพาสสิงคโปร์ด้วยรถไฟพระที่นั่งพิเศษจากสถานีรถไฟบางกอกน้อย ถึงสถานี Newton (นิวตัน) สิงคโปร์ เพื่อทอดพระเนตรกิจการทหาร การประปา และศิลปวัฒนธรรม

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จประพาสเมืองสิงคโปร์โดยเรือพระที่นั่งมหาจักรี พ.ศ. 2472 รัฐบาลสิงคโปร์ถวายการต้อนรับด้วยการยิงสลุตถวาย ณ ป้อม Canning ซึ่งตอนนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง ทางการสิงคโปร์ต้อนรับอย่างสมพระเกียรติถึงขนาดให้ห้างร้านและธนาคารปิดทำการ 1 วันเพื่อเฉลิมพระเกียรติ

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

ภาพ : National Archives of Singapore
นาย Yusof Bin Ishak ประมุขแห่งสิงคโปร์ และภริยา ถวายการต้อนรับในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ณ สนามบิน Paya Lebar พ.ศ. 2505

ส่วนพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เยือนสิงคโปร์อย่างเป็นการทาง 3 ครั้ง ใน พ.ศ. 2493, 2494 และ 2505

เมื่อสาธารณรัฐสิงคโปร์ประกาศแยกตัวเป็นอิสระจากสหพันธรัฐมาเลเซียเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2508 ประเทศไทยกับสิงคโปร์ก็สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการต่อกัน ในวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2508

จุดเร่ิมต้นของการสร้างสถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์

ราวปี พ.ศ. 2496 ขณะที่หลวงศรีสารสมบัติ (วงศ์ ศรีไชยยันต์) ดำรงตำแหน่งกงสุลใหญ่ จอมพล ป. พิบูลย์สงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้อนุมัติงบประมาณ 5 ล้านบาท เพื่อสร้างสถานกงสุลใหญ่และสำนักงานข้าหลวงพาณิชย์ประจำสิงคโปร์ ณ ที่ดินที่เคยเป็นที่ตั้งของบ้านเฮอริคัน โดยสร้างเสร็จใน พ.ศ. 2503

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

อาคารสถานกงสุลใหญ่และสำนักงานข้าหลวงพาณิชย์ประจำสิงคโปร์ ออกแบบโดยสถาปนิกของกรมโยธาธิการ ประกอบด้วยอาคารสำนักงานทางด้านหน้า และอาคารทำเนียบ (บ้านพัก) ทางด้านหลัง อาคารสำนักงานเป็นอาคารโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กสูงสองชั้น มีผังแบบสมมาตรเป็นรูปตัวที (T) ด้านหลังมีห้องแสดงสินค้าเป็นโถงสูง รูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ (Modern Architect) แบบเรียบ และไม่มีลายตกแต่ง

เมื่อประเทศไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับสิงคโปร์ใน พ.ศ. 2508 นายนิพนธ์ วิไลรัตน์ ก็ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐสิงคโปร์เป็นคนแรก ใน พ.ศ. 2510 จากนั้นอาคารเลขที่ 370 ถนนออร์ชาร์ด ก็เป็นที่ตั้งของสถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์

มีโครงการจะรื้ออาคารสถานเอกอัครราชทูต

นายเจตน์ สุจริตกุล เอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ ช่วง พ.ศ. 2519 –  2523 เล่าว่า สมัยนั้นเศรษฐกิจของสิงคโปร์ยังไม่เจริญก้าวหน้ามาก อาคารบ้านเรือนยังเป็นตึกและห้องแถวคล้ายย่านบ้านหม้อ เวิ้งนาครเกษม หรือถนนเจริญกรุง มีตึกสูงหรืออาคารบ้านเรือนที่ทันสมัยคล้ายย่านทองหล่อบ้าง

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

บรรยากาศของถนนออร์ชาร์ดหน้าสถานเอกอัคราชทูต (ด้านขวาของภาพ)

ช่วง พ.ศ. 2518 ในสมัยรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช มีการเสนอให้รื้ออาคารของสถานเอกอัครราชทูตซึ่งเสื่อมโทรมและมีพื้นที่ใช้สอยไม่เพียงพอ เพื่อสร้างอาคารใหม่สูงราว 10 ชั้น อาคารดังกล่าวจะใช้เป็นทำเนียบเอกอัครราชทูต และแบ่งพื้นที่ให้เช่า โดยบริษัท ฟาร์อีส บิลดิ้ง ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามสถานเอกอัครราชทูต เป็นผู้เข้ามาเสนอแผนการพัฒนาที่ดิน และมีการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างตึกฟาร์อีสข้ามถนนออร์ชาร์ดมายังสถานเอกอัครราชทูต และเริ่มมีการปรับปรุงสถานเอกอัครราชทูตด้วย

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

อาคารสำนักงานของสถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์

นายธานินทร์ กรัยวิเชียร อดีตนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปเยือนสิงคโปร์ และพูดถึงสถานเอกอัครราชทูตว่า “เป็นแผ่นดินทอง ที่ดินผืนนี้มีค่ามากเหลือเกิน ควรใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติมากกว่า”

สุดท้ายแล้วโครงการพัฒนาสถานเอกอัครราชทูตในเชิงพาณิชย์ก็ไม่เกิดขึ้น และสะพานข้ามถนนก็รื้อออกในภายหลัง

มีเอกชนขอแลกพื้นที่

นายสนั่น ปลั่งประยูร เอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ ช่วง พ.ศ.2523 – 2526 เล่าว่า มีบริษัทเอกชนของอินโดนีเซียเข้ามาเสนอขอแลกกรรมสิทธิ์ที่ดินของสถานเอกอัครราชทูต โดยเสนอว่าจะหาสถานที่ตั้งสถานเอกอัครราชทูตให้ใหม่ และยินดีสร้างทำเนียบทูตให้ ที่ดินผืนใหม่อยู่ในย่านสถานเอกอัครราชทูตซึ่งพื้นที่รอบข้างเป็นสถานเอกอัครราชทูตของประเทศต่างๆ เป็นสถานที่ที่ค่อนข้างเงียบสงบ นายสนั่นเห็นว่าเหมาะกว่าย่านออร์ชาร์ด ซึ่งเป็นย่านการค้าที่อึกทึก และรัฐบาลสิงคโปร์พัฒนาที่ดินอยู่เป็นประจำ เช่น เวนคืนที่ดินเพื่อขยายถนน จึงยื่นหนังสือนำเสนอโครงการดังกล่าวให้กระทรวงการต่างประเทศ แต่เรื่องนี้ได้รับการคัดค้าน เพราะเป็นพื้นที่ซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้ เรื่องนี้จึงจบไป

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

ป้ายหน้าสถานเอกอัครราชทูตยุคเก่า

รัฐบาลให้ศึกษาเรื่องการพัฒนาที่ดิน

อาคารสถานเอกอัครราชทูตในช่วงนั้นทรุดโทรมมาก รั้วด้านนอกก็ขาดหายไปบางส่วน แม้แต่ในห้องนอนของเอกอัครราชทูตผนังห้องยังแตกร้าวเป็นรูกว้างขนาดมองเห็นภายนอกได้ เพราะแผ่นดินยุบตัวจากการก่อสร้างตึกสูงโดยรอบ ด้วยการพัฒนาที่รวดเร็วของสิงคโปร์ทำให้สถานเอกอัครราชทูตกลายเป็นสิ่งแปลกปลอมท่ามกลางศูนย์การค้าและตึกสูงที่ทันสมัย

นายสาโรจน์ ชวนะวิรัช เอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ ช่วง พ.ศ.2526 – 2529 เล่าว่า กระทรวงการต่างประเทศมอบหมายให้เขาว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาเพื่อศึกษาการพัฒนาที่ดินและทำข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลไทยว่า ทางเลือกที่ดีที่สุดในการพัฒนาที่ดินผืนนี้ควรจะเป็นอย่างไร บริษัทได้เสนอว่า ให้เอกชนเข้ามาปลูกสร้างศูนย์การค้าบริเวณส่วนหน้าของที่ดิน และเก็บเงินรายได้ส่วนนี้เข้ารัฐบาลไทย ส่วนตัวสถานเอกอัครราชทูตและทำเนียบให้สร้างบริเวณส่วนหลัง

รัฐบาลไทยไม่รับข้อเสนอนี้ และให้ทำการศึกษาต่อไป

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

เกือบเปิดประมูล

นายอัษฎา ชัยนาม เอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ ช่วง พ.ศ.2530 – 2533 เล่าว่า พื้นที่ของสถานเอกอัครราชทูตมีสถานะทางกฎหมายเป็น Free Hold คือ มีอายุถาวร ไม่เหมือนพื้นที่ของบางสถานทูตซึ่งมีสถานะเป็น Lease Hold คือมีอายุจำกัด ต้องคืนให้รัฐบาลสิงคโปร์เมื่อถึงเวลาที่กำหนด (เช่นสถานเอกอัครราชทูตอินโดนีเซียที่ปัจจุบันคือที่ตั้งของห้างอิเซตัน) ดังนั้นจึงมีคนต้องการให้ขายหรือเช่าระยะยาว ซึ่งมีการถกเถียงกันมาก คนส่วนหนึ่งเห็นว่าไม่ควรขาย เพราะรัชกาลที่ 5 พระราชทานไว้ให้ อีกส่วนมองว่าถ้าให้เช่าน่าจะทำได้ จึงมีการตั้งคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องขึ้นมาเพื่อพิจารณาเรื่องนี้หลายครั้ง ฝ่ายผู้เช่าส่วนใหญ่ต้องการเช่า 90 ปี ตามกฎหมายสิงคโปร์ แต่กฎหมายไทยให้เช่าได้ครั้งละ 30 ปี แล้วต่อสัญญาได้ ก่อนที่นายอัษฎาจะพ้นจากหน้าที่ไม่กี่สัปดาห์ มีการจัดทำเอกสารชี้แจงเรื่องการประมูล แต่ผู้ร่วมประมูลไม่เข้าใจในหลายประเด็น สุดท้ายก็เปลี่ยนรัฐบาล จึงไม่มีการประมูลเกิดขึ้น

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

ห้องรับแขก

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

 แก้วน้ำบนโต๊ะเลี้ยงรับรอง

ยังคงดำเนินโครงการปรับปรุงสถานเอกอัครราชทูต

ยังคงมีการตั้งคณะกรรมการดูแลการปรับปรุงสถานเอกอัครราชทูตต่อไป รวมถึงทำแบบจำลองสถานเอกอัครราชทูตหลังใหม่ขึ้นหลายรูปแบบเพื่อให้คณะกรรมการพิจารณา เหตุผลหนึ่งก็เพราะสถานเอกอัครราชทูตทรุดโทรมลงเรื่อยๆ ดร.วิกรม คุ้มไพโรจน์ เอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ ช่วง พ.ศ.2534 – 2538 เล่าว่า พื้นที่ของสถานเอกอัครราชทูตอยู่ต่ำกว่าถนนออร์ชาร์ดด้านหน้า จึงเกิดน้ำท่วมขัง ประกอบกับมีต้นไม้ค่อนข้างเยอะ จึงมีงูหลามจากท่อระบายน้ำมาเยือนเป็นประจำ และมียุงชุกชุม การของบประมาณมาปรับปรุงรั้วและถมพื้นที่ต้องใช้เวลานานกว่าจะได้รับการอนุมัติ สถานเอกอัครราชทูตไทยจึงเป็นพื้นที่ผืนเดียวบนถนนออร์ชาร์ดที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาปรับปรุงให้ทันสมัย ทางการสิงคโปร์จึงไม่ค่อยชอบนัก และขอให้สถานเอกอัครราชทูตดูแลพื้นที่ให้ดี เช่น ขอให้ตรวจดูจานรองกระถางต้นไม้ เพราะอาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ถ้าปล่อยให้มีลูกน้ำอยู่ในจานรองต้นไม้หรือบริเวณที่แฉะ สถานเอกอัครราชทูตอาจถูกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของสิงคโปร์แจ้งเตือนมาได้ ดร.วิกรมปิดท้ายว่า ถ้าไม่ใช่สถานทูตก็อาจโดนปรับไปแล้ว

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

เปิดประกวดแบบ

กระทรวงการต่างประเทศเปิดให้ประกวดแบบสถานเอกอัครราชทูตใน พ.ศ.2539 บริษัทที่ชนะคือ บริษัท นนท์-ตรึงใจ สถาปนิกและนักวางผัง จำกัด ซึ่งมีประสบการณ์ออกแบบสถานเอกอัครราชทูตหลายแห่ง แบบที่ชนะนั้นแตกต่างจากปัจจุบัน คือพื้นที่ด้านหน้าเป็นสระน้ำขนาดใหญ่ และจำลองพระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ ตามแบบพระราชวังบางปะอินไว้กลางสระเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของประเทศไทย แต่ด้วยวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดกับประเทศไทยทำให้โครงการนี้ถูกเลื่อนออกไปก่อน

นายอดิศักด์ ภาณุพงศ์ เอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ พ.ศ. 2539 – 2544 เล่าว่า ในช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจกับประเทศไทย มีบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 4 บริษัท พยายามยื่นข้อเสนอขอซื้อหรือเช่าที่ดินของสถานเอกอัครราชทูต ราคาที่สูงสุดที่มีผู้เสนอซื้อคือ 10,000 ล้านเหรียญสิงคโปร์ (23,000 ล้านบาท) แต่เนื่องจากรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชประสงค์ให้ใช้พื้นที่นี้เป็นสถานที่ราชการ หากจะนำไปดำเนินธุรกรรมเชิงพาณิชย์ใดๆ ต้องผ่านกระบวนการและขั้นตอนมากมาย และต้องมีคำตอบกับสาธารณชนอย่างชัดเจนและโปร่งใสว่า ทำไมต้องขาย ทำไมต้องให้เช่า ทำไมไม่รักษาไว้ สุดท้ายจึงไม่มีการขาย

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์ สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์ สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

วิกฤตต้มยำกุ้งผ่านไป

เมื่อวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งผ่านพ้นไป ในยุคของนายเฉลิมพล ทันจิตต์ เอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ (ช่วง พ.ศ. 2548 – 2550) มีการนำแบบที่ชนะการประกวดกลับมาพิจารณาอีกครั้ง นายเฉลิมพลพยายามเสนอให้สร้างที่พักอาศัยในรูปแบบแฟลตหรืออพาร์ตเมนต์ ให้อยู่ด้านหลังทำเนียบทูต แต่หลายคนเกรงว่าจะเกิดปัญหาตามมา แต่เขาคิดว่าต้องทำให้ดูดี และเป็นพื้นที่แยกเป็นส่วนตัว ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายที่รัฐบาลที่ต้องจ่ายให้เจ้าหน้าที่ในการเช่าที่พักอาศัยได้ถึงปีละ 25 ล้านบาท แต่ก็มีเสียงคัดค้าน

เริ่มสร้างแล้ว

นายนพปฎล คุณวิบูลย์ เอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ ช่วง พ.ศ.2550 – 2554 เล่าว่า ในช่วงที่ได้รับตำแหน่งได้รับงบประมาณและเริ่มการก่อสร้างพอดี เนื่องด้วยเป็นแบบที่ออกแบบไว้เมื่อ 10 ปีก่อน หลายส่วนจึงไม่สอดคล้องกับงานปัจจุบัน แต่ด้วยข้อจำกัดทางงบประมาณทำให้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้เล็กน้อยภายในรูปแบบเดิม และในการก่อสร้างทำให้ต้องตัดต้นไม้ออกบางส่วน แต่ก็พยายามรักษาไว้ให้ได้มากที่สุด

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ สิงคโปร์ ยุคปัจจุบัน

จะเก็บตึกเก่าไว้ไหม

นายมารุต จิตรปฏิมา เอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ ในช่วงปี 2555 เล่าว่า ช่วงที่เข้ามาเป็นช่วงที่อยู่ในระหว่างการตกแต่ง ตามแผนเดิมเมื่อสร้างอาคารใหม่เสร็จแล้วใน พ.ศ. 2556 จะทุบอาคารเก่าเพื่อปรับพื้นที่ด้านหน้าสถานเอกอัครราชทูต แต่ก่อนทุบไม่กี่วัน ทางกระทรวงการต่างประเทศได้แจ้งให้ชะลอการทุบออกไปก่อน เพราะนายสุรพงษ์ โตวิจักษณชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น ได้มาเยี่ยมชมแล้วเห็นว่าควรเก็บอาคารไว้เพื่อเล่าเรื่องประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสถานเอกอัครราชทูตแห่งนี้ และความสัมพันธ์ไทย-สิงคโปร์ รวมถึงใช้เป็นที่จัดกิจกรรม ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของชาวสิงคโปร์ซึ่งอยากให้เก็บอาคารหลังนี้ไว้ เนื่องจากเป็นความทรงจำหนึ่งบนถนนออร์ชาร์ดมาตลอด 50 ปี

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

แต่การเก็บอาคารหลังนี้ไว้ต้องซ่อมแซมและปรับปรุงสภาพให้พร้อมใช้งาน และสวยงามสอดคล้องกับอาคารใหม่ทั้งห้าหลัง ทางสถานเอกอัครราชทูตจึงต้องทำเรื่องของบประมาณจากกระทรวงการต่างประเทศ

ในการประเมินคุณค่าของสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐสิงคโปร์ ตามเกณฑ์การประเมินคุณค่าโบราณสถานของกรมศิลปากร สรุปได้ว่า

พื้นที่สถานเอกอัครราชทูตฯ มีคุณค่าในฐานะพื้นที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ สะท้อนถึงพัฒนาการเมืองสิงคโปร์ ตลอดจนความสัมพันธ์ทางการทูต การค้า และวัฒนธรรมระหว่างประเทศไทยและสิงคโปร์ ที่มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 จวบจนรัชกาลปัจจุบัน

สำหรับตัวอาคาร แม้จะมีคุณค่าในทางประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมอยู่บ้างในฐานะอาคารราชการในช่วง พ.ศ. 2500 แต่มิได้มีคุณค่าทางสุนทรียภาพ ประวัติศาสตร์โบราณคดี วิทยาการและการศึกษา หรือทางสังคมเป็นพิเศษแต่อย่างใด โดยในประเทศไทยและสาธารณรัฐสิงคโปร์ยังมีตัวอย่างอาคารในยุคดังกล่าวหลงเหลือให้ศึกษาอยู่เป็นจำนวนมาก

สุดท้ายอาคารหลังเก่าหลังนี้ก็ถูกทุบไป

สถานเอกอัครราชทูตใหม่

อาคารหลังนี้ออกแบบโดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ตรึงใจ บูรณสมภพ โจทย์ที่ได้รับใน พ.ศ. 2539 คือ ให้เว้นพื้นที่ด้านหน้าเอาไว้ เผื่อจะนำที่ดินไปพัฒนาเชิงพาณิชย์ในอนาคต ดร.ตรึงใจออกแบบอาคารหลังนี้ด้วยแนวคิดโดดเด่นแต่ถ่อมตน และคงความสง่างามของสถานเอกอัครราชทูต โดยเน้นเรื่องการประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะการใช้แสงธรรมชาติ

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

อาคารสำนักงาน

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

ทำเนียบเอกอัครราชทูต

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

ศาลาไทย

สิ่งที่ปรับจากแบบแรกก็คือ แยกแผนกวีซ่าออกมาไว้นอกอาคารเพื่อความปลอดภัย และเพิ่มบ้านพักที่ปรึกษาทูตพาณิชย์และผู้ช่วยเข้าไปด้วย

การสร้างสถานเอกอัครราชทูตหลังใหม่ นอกจากจะเป็นการปรับปรุงภูมิทัศน์เพิ่มความสวยงามให้แก่ถนนออชาร์ดซึ่งเป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจและการค้าของสิงคโปร์แล้ว สถานเอกอัครราชทูตยังได้ใช้อาคารใหม่เพื่อคุ้มครองดูแลผลประโยชน์ประชาชนคนไทยให้ดียิ่งขึ้นด้วย

สำหรับคนที่สงสัยว่า แล้วเราได้ประโยชน์อะไรบ้างจากการใช้พื้นที่กลางเมืองผืนใหญ่ขนาดนี้เพื่อทำสถานเอกอัครราชทูต ก็ต้องบอกว่า ท่านเอกอัครราชทูตพยายามบริหารจัดการจุดเด่นของพื้นที่แห่งนี้ ไม่ว่าจะทำเล และส่วนต่างๆ ของพื้นที่ไม่ว่าจะเป็น สวน อาคาร ลานพื้น ซึ่งเป็นถาวรวัตถุ ให้ช่วยสถานเอกอัครราชทูตปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในปี พ.ศ. 2560 มีชาวสิงคโปร์เข้ามาร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่สถานเอกอัครราชทูตจัดขึ้นไม่น้อยกว่า 350,000 คน เช่น งานดนตรีในสวน (มีนาคม) งานเทศกาลไทย (พฤษภาคม) งาน The Finest Thai (กันยายน) และกิจกรรมอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก

กิจกรรมเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจการค้าของผู้ประกอบการไทย ในปี 2560 กิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นภายในพื้นที่ของสถานเอกอัครราชทูตสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการไทยกว่า 200 ราย เป็นจำนวนกว่าหลายสิบล้านบาท รวมทั้งยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวทำให้ชาวสิงคโปร์ไปท่องเที่ยวไทยเกือบ 1 ล้านคนต่อปี หรือ 28 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรทั้งประเทศ

นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นสถานเอกอัครราชทูตเพียงไม่กี่แห่งในสิงคโปร์ที่เปิดกว้างให้คนทั่วไปเข้ามาร่วมกิจกรรมต่างๆ สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์จึงเปรียบเสมือนเป็นสะพานเชื่อมโยงสายสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและสิงคโปร์ในทุกมิติอย่างดีเยี่ยม

และนี่ก็คือวิธีการบริหารจัดการพื้นที่แห่งนี้ เพื่อช่วยส่งเสริมงานด้านการทูตอย่างเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศไทย

สถานเอกอัครราชทูตไทยบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อไว้กลางเมืองสิงคโปร์

ข้อมูล : หนังสือเรื่อง From Hurricane House to Royal Thai Embassy Singapore
ภาพ : สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์, วันเฉลิม หวังปัญญา 
www.thaiembassy.sg
Facebook : Royal Thai Embassy, Singapore – สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Writer & Photographer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

The Embassy

เคาะประตูเยี่ยมชมทำเนียบเอกอัครราชทูต เล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เห็นตรามงกุฎ 3 ดวงใต้มงกุฎแดงอันใหญ่หน้าอาคารสูงย่านนานา เรามั่นใจแล้วว่ามาถึง Sveriges Ambassad หรือสถานเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย

เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท

หลังจากพาไปเยือนทำเนียบเอกอัครราชทูตและสถานเอกอัครราชทูตเก่าแก่มานักต่อไป คอลัมน์ The Embassy ขอพามาชมสถานทูตร่วมสมัยสไตล์นอร์ดิกที่เพิ่งปรับปรุงใหม่มาเพียงปีเดียว พร้อมเข้าไปนั่งสนทนากับเอกอัครราชทูตสวีเดน ท่านทูตยูน ออสเตริม เกรินดาห์ล (Jon Åström Gröndahl) อย่างเต็มอิ่ม

เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท

กดลิฟต์ขึ้นไปชั้น 8 แล้วไปทำความรู้จักสถานทูตสีเขียวที่เคยได้รางวัล Green Embassy อันดับ 1 จากสถานทูตสวีเดนทั่วโลก และเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเมืองไทย และประเทศสแกนดิเนเวียนี้ได้โดยพลัน

สัมพันธ์สวีดิช-ไทย

ไทยและสวีเดนมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาเป็นเวลาช้านาน นับตั้งแต่ที่ทั้งสองประเทศได้ทำสนธิสัญญามิตรภาพ การพาณิชย์ และการเดินเรือ (The Treaty of Friendship, Commerce and Navigation) ในปี 1868 และในปี 1882 ไทยได้แต่งตั้งอัครราชทูตประจำกรุงลอนดอน ให้ดำรงตำแหน่งอัครราชทูตประจำสวีเดนด้วยอีกหนึ่งตำแหน่ง โดยหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ ชุมสาย อัครราชทูตประจำกรุงลอนดอน ดำรงตำแหน่งอัครราชทูตประจำสวีเดนคนแรก และปีถัดมาก็มีการตั้งสถานกงสุลในสวีเดน 

ต่อมาในปี 1888 สวีเดนก็เปิดสถานกงสุลในกรุงเทพฯ และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จเยือนสวีเดนในปี 1897 ความสัมพันธ์ระหว่างแดนไกลเริ่มแนบชิดกันมากขึ้นผ่านนวัตกรรมในศตวรรษที่ 20 เช่น การติดตั้งระบบโทรศัพท์ของ Ericsson ในกรุงเทพฯ รถพยาบาลคันแรกของไทยขนส่งโดยบริษัทขนส่ง Scania 

ช่วงระหว่างปี 1931 – 1959 สวีเดนแต่งตั้งให้ทูตสวีเดนในญี่ปุ่นและเมืองจีนดูแลความสัมพันธ์กับเมืองไทยด้วย ในปี 1944 ไทยได้เปิดสถานอัครราชทูตประจำกรุงสตอกโฮล์มขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ต่อมา เมื่อปี 1954 ไทยได้ปิดสถานอัครราชทูตฯ และให้อัครราชทูต ณ กรุงโคเปนเฮเกน ดำรงตำแหน่งอัครราชทูตประจำสวีเดน ในที่สุดในปี 1959 ไทยและสวีเดนได้ยกฐานะความสัมพันธ์ระหว่างกันขึ้นเป็นระดับเอกอัครราชทูต โดยท่านทูต Tord Hagen เป็นเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทยคนแรก และไทยได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตขึ้นที่กรุงสตอกโฮล์ม เมื่อปี 1963 โดยมีเขตอาณาครอบคลุมประเทศฟินแลนด์และเอสโตเนียด้วย ต่อมาเมื่อปี 2002 ไทยได้เปิดสำนักงานการท่องเที่ยว (ททท.) ประจำกรุงสตอกโฮล์ม และได้เปิดสำนักงานเศรษฐกิจการลงทุน (BOI) ณ กรุงสตอกโฮล์ม ในปี 2009

ปัจจุบันคนไทยในสวีเดนมีจำนวนราว 3 หมื่นคน และไทยยังเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางหลักของนักท่องเที่ยวสวีเดนอย่างสม่ำเสมอ

สถานทูตสไตล์นอร์ดิก

ในช่วง 1960s สถานทูตสวีเดนอยู่ที่สาทรใต้ 1970s ย้ายมาที่สีลม ก่อนย้ายมาอยู่อาคาร One Pacific Place ชั้น 20 ราว ๆ 30 ปี และปี 2021 ค่อยย้ายลงมาครอบครองชั้น 8 ทั้งชั้นในอาคารเดิม โดยรวบรวมหน่วยงานต่าง ๆ ที่เคยอยู่กระจัดกระจายในออฟฟิศ 3 แห่ง อยู่ในที่เดียว เช่น Migration, Consular Affairs, Development Cooperation, police liaison office และ military attaché ซึ่งลดทั้งการเดินทางและค่าใช้จ่ายของสถานทูต

ออฟฟิศของสถานทูตสวีเดนซอยพื้นที่อย่างชาญฉลาดและซับซ้อน ดูคล้ายเขาวงกตสำหรับผู้มาใหม่ครั้งแรก แต่ก็ออกแบบอย่างลงตัว ใช้สีอ่อน ๆ แบบ Nordic Light ไม่ใช้สีมืด ๆ ตามความนิยมของประเทศนอร์ดิก โทนสีได้แรงบันดาลใจจากหมู่เกาะ (archipelagos) สวีเดน ดูผ่อนคลาย ปลอดโปร่ง ไม่แน่นอึดอัด และแสงธรรมชาติเข้าถึง ทำให้ผู้คนได้ทั้งปฏิสัมพันธ์กัน และมีมุมสงบส่วนตัวให้นั่งทำงานเงียบ ๆ ได้ 

เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท
เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท
เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท

“ดีไซน์แบบสวีดิชเน้นความงามที่เรียบง่าย ใกล้ชิดกับธรรมชาติ เน้นประโยชน์ใช้สอย และเราให้ความสำคัญกับเรื่องการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมายาวนาน นอกจากนี้กระบวนการยังต้องโปร่งใส เปิดเผยว่าวัสดุทำจากอะไร และมีกระบวนการผลิตอย่างไร” ท่านทูตยูน ออสเตริม เกรินดาห์ล อธิบายขณะพาชมสถานทูต

พื้นที่จำนวนมากเป็นออฟฟิศแบบ Open Space ห้องประชุมหลากหลายขนาดที่ตั้งชื่อตามเมืองต่าง ๆ ในสวีเดน และเมืองในอาเซียนที่สถานทูตมีเขตอาณาครอบคลุม เช่น ห้องหัวหิน ห้องเชียงใหม่ ห้องพนมเปญ นอกจากนี้ยังมีห้องเล็ก ๆ จำนวนมากให้ใคร ๆ เดินหยิบคอมพิวเตอร์เข้ามานั่งทำงานได้อย่างอิสระ มีห้องนอนเล็กสำหรับพักผ่อน เวิ้งนั่งทำงาน และมุมให้นั่งคุยพบปะเป็นจุด ๆ แต่ละมุมตกแต่งด้วยภาพวาดและงานศิลปะต่าง ๆ จากสวีเดน

“ห้องประชุมเราจะแปลงโฉมเป็นห้องขายของมือสองปีละ 2-3 ครั้ง เพื่อนร่วมงานจะได้ขายของใช้ที่เคยรัก แล้วของเหล่านี้ก็จะได้เจอบ้านใหม่และไม่ต้องโยนทิ้งไป และเราก็เชื่อมั่นเรื่องการดูแลคนทำงาน ห้องนอนมีไว้สำหรับสตาฟฟ์ที่รู้สึกเหนื่อยล้าระหว่างวัน ก็มานอนพักได้ ซึ่งผมได้ยินมาว่าเป็นเรื่องค่อนข้างแปลกในเมืองไทย สถานทูตอื่น ๆ อาจจะมีมุมกีฬาหรือสันทนาการสำหรับเจ้าหน้าที่ ส่วนเรามีงบประมาณสำหรับกิจกรรมกีฬาและสันทนาการให้แต่ละคนเลือกตามความสนใจ เราตั้งใจโปรโมทเรื่อง work-life balance ว่าเป็นเรื่องจับต้องได้” 

เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท

ห้องโปรดของท่านทูตยูน คือ ห้อง The Golden Triangle เป็นห้องนั่งรับประทานอาหารกลางวันและดื่มกาแฟ ที่ได้ชื่อว่าสามเหลี่ยมทองคำ เพราะห้องนี้เป็นรูปทรงสามเหลี่ยมและพื้นสีเหลือง ซึ่งครัวกลางเล็ก ๆ ในนี้มีระบบจัดการแยกขยะอย่างละเอียดจริงจัง 

เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท
เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท

“เราอยากลด Environmental footprint ให้ได้มากที่สุด คุณอาจจะเคยได้ยินมาแล้วว่าเรากำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่การใช้พลังงานสะอาด เพื่อเป็นประเทศแรกในโลกที่ปลอดการใช้พลังงานจากฟอสซิล เพื่อลดการปลดปล่อยคาร์บอนให้เหลือศูนย์ภายในปี 2045” 

ชาวสถานทูตสวีเดนประจำประเทศไทยให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมมาก จนได้รับรางวัลที่ 1 ของ The Green Embassy Award ในปี 2020 เป็นป้ายรูปมงกุฎสีเขียวจากกระทรวงการต่างประเทศของสวีเดน 

เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท

“เรามีชมรมสีเขียวที่ทำงานด้านความยั่งยืนกับสถานทูต เราคุยเรื่องนโยบาย การแก้ปัญหา และกิจกรรมที่ทำให้ที่ทำงานเราดีต่อโลกมากที่สุด เช่น การวัดจำนวนกระดาษที่ใช้ในออฟฟิศ การสนับสนุนให้เดินทางมาทำงานด้วยรถไฟฟ้า โดยมีบัตรแรบบิทให้ยืมใช้ฟรี การใช้สถานที่ที่เป็นมิตรต่อแวดล้อมจัดกิจกรรม นอกจากนี้เรายังเชิญคนหรือหน่วยงานที่น่าสนใจมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกับทางสถานทูต และจัดทัศนศึกษาให้ไปเยี่ยมชมและเรียนรู้เรื่องวิถีชีวิตยั่งยืน” ท่านทูตเอ่ยอย่างภาคภูมิใจถึงความทุ่มเทของพนักงานสถานทูต จนได้มงกุฎสีเขียวมาครอบครอง

สุดท้าย เรามาหยุดอยู่ที่ห้องทำงานขนาดกะทัดรัดของท่านทูต ห้องสีไม้เบิร์ชอ่อน ๆ ตกแต่งด้วยภาพวาด โคมไฟ พรม และของตกแต่งจากสวีเดน ที่เห็นว่าดูไม่โอ่โถงมากนัก เพราะท่านทูตคนก่อนหน้าตัดสินใจเลือกห้องนี้เป็นห้องทำงาน แล้วเปลี่ยนห้องใหญ่ข้าง ๆ เป็นห้องประชุมที่ใช้งานได้หลายคนแทน 

“ผมก็ไม่ได้ต้องการพื้นที่ใหญ่กว่านี้นะ ห้องนี้เพียงพอสำหรับรับรองคนราว ๆ 6-7 คน ถ้ามีแขกมากกว่านี้ก็ย้ายไปใช้ห้องประชุมแทน นี่เป็นห้องทำงานขนาด lagom ไม่ใหญ่เกินไป ไม่เล็กเกินไป”

สิ่งสะดุดตาคือหมอนลายช้าง ซึ่งเราเอ่ยปากตั้งแต่แรกเห็นว่าน่าจะเป็นของไทยแน่ ๆ แต่ท่านทูตยูนเฉลยว่ามาจากแบรนด์สวีเดนเก่าแก่อายุเกือบร้อยปีชื่อ Svenskt Tenn และลาย Elefantmönster นี้ก็เป็นลายไอคอนิกที่ออกแบบในยุคสามศูนย์ วางเคียงคู่ผ้าห่มฝ้ายทอมือนุ่ม ๆ สีขาวลายลูกแก้ว ซึ่งท่านทูตซื้อมาใช้ห่มเวลาแอร์ในห้องชักจะหนาวเกินไป โดยบอกว่าสวยมากและอุ่นมาก 

คุยกับทูต

ได้เวลาที่รอคอย ท่านทูตยูนนั่งลงบนโซฟา พร้อมสนทนาแบบเต็ม ๆ ในห้องทำงานเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย ถึงความเป็นสวีดิชที่คนไทยควรรู้จัก ตั้งแต่อารมณ์ขันแบบนอร์ดิก ชื่อแบรนด์ IKEA อ่านว่าอะไร คอนเซปต์ของ LAGOM ไปจนถึงสวัสดิการสุดเจ๋ง และแนวคิดการพัฒนาประเทศแบบสวีเดน

เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท

ห้องทำงานนี้น่ารักอบอุ่นมาก ท่านทูตได้ตกแต่งห้องนี้เพิ่มเติมด้วยรึเปล่า

ไม่ครับ ที่นี่เราไม่นิยมตกแต่งหรือเปลี่ยนแปลงห้องทำงานตามรสนิยมส่วนตัวมากจนเกินไป เพื่อเคารพไอเดียเบื้องต้นของการออกแบบของสถาปนิก ผมแค่ติดรูปภาพเล็กน้อย และวางธงของ 4 ประเทศที่ดูแล นอกจากไทยแล้วก็ยังมีลาว กัมพูชา และเมียนมาร์ 

ผมได้ไปลาวและกัมพูชาแล้ว แต่ยังไม่ได้เมียนมาด้วยสถานการณ์ที่ยากลำบากตอนนี้ คนเมียนมาน่าเห็นใจมาก เรามีออฟฟิศที่ย่างกุ้งซึ่งมีพนักงาน 11 คน พวกเขาทำงานได้ยอดเยี่ยมในสถานการณ์ที่บีบคั้น มีคนสวีดิชอยู่ใน 3 ประเทศนี้ไม่มากนักครับ ลาวและเมียนมาร์ใกล้เคียงกัน ที่กัมพูชามากกว่านิดหน่อย ที่ไทยมีมากที่สุด

เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท

สถานทูตสวีเดนในประเทศอื่น ๆ เป็นอย่างไร

เรามีสถานทูตหลายรูปแบบในหลาย ๆ ประเทศ บางครั้งประเทศนอร์ดิกอยู่รวมตัวกัน อย่างที่เบอร์ลิน เรามี Nordic House ที่สถานทูตเราอยู่รวมกับฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ เดนมาร์ก และนอร์เวย์ หรือย่างกุ้งก็คล้าย ๆ กัน แค่ไม่มีไอซ์แลนด์ บางครั้งเราก็ทำงานร่วมกันในออฟฟิศ บางทีทำเนียบทูตก็อยู่ร่วมกับสถานทูตเลยในอาคารหลังใหญ่ อย่างที่เมืองออสโล นอร์เวย์ แต่ส่วนใหญ่แล้วสถานทูตมักอยู่ในอาคารออฟฟิศ และทำเนียบอยู่แยกออกไปครับ 

ความสัมพันธ์ระหว่างสถานทูตนอร์ดิกค่อนข้างใกล้ชิดกันใช่ไหม เห็นว่าเทศกาลหนังนอร์ดิกก็ฉายที่ทำเนียบทูตเดนมาร์ก 

ใช่ครับ นั่นเป็นหนึ่งในตัวอย่างการทำงานร่วมกัน เราพยายามทำงานร่วมกันเสมอ ผมมักจะเดินทางกับทูตนอร์ดิกคนอื่น ๆ และเชิญพวกเขามาร่วมงานวาระต่าง ๆ เรามีโครงการที่ร่วมกันทำกับรัฐบาลไทย การทำงานร่วมกันสำคัญมาก ๆ สำหรับประเทศนอร์ดิก ส่วนหนึ่งเพราะเราต่างเป็นประเทศเล็ก การอยู่ร่วมกันแบบนี้ในทั่วโลกทำให้เราสู้ไปด้วยกันได้ 

ไม่ค่อยแข่งขันกัน

ไม่เลย ถึงเราจะอยู่คนละประเทศ และบริษัทของพวกเราจะแข่งขันกันเองในตลาดบ้าง แต่พวกเราอยากเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน เรามีระบบการปกครองที่คล้ายกัน และเมื่อนานมาแล้วประเทศนอร์ดิกก็ตกลงกันว่าเราจะเดินทางไปมาหาสู่กันได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะใช้ชีวิต ทำงาน เรียนหนังสือ ก็เลือกได้หมดว่าจะอยู่ที่ไหน 

นักการเมืองของเราทั่วประเทศเชื่อว่าเรื่องนี้สำคัญและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน แล้วภาษาของพวกเราก็คล้าย ๆ กันด้วย ยกเว้นฟินนิชที่ต่างมากน้อย แต่ภาษาสวีดิชเป็นหนึ่งในภาษาทางการของฟินแลนด์ เราเลยเข้าใจกันได้ง่าย และในแง่การพัฒนาการเมือง เราก็มีประวัติศาสตร์ร่วมกันมาหลายปี 

สถานทูตสวีเดนเป็นที่รู้จักจากเพจ Facebook ที่เป็นมิตรและเนื้อหาสนุกมาก ๆ ทีมงานของท่านทูตทำได้อย่างไร และทำไมสถานทูตถึงต้องมีอารมณ์ขันอยู่เสมอ

ผมโชคดีมากที่ได้ทำงานกับกลุ่มคนที่ทำงานได้ยอดเยี่ยมมาก ๆ ครับ อารมณ์ขันเป็นจุดเด่นของเพจเฟซบุ๊กของเรา ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องยอมให้มีการเล่นเกิดขึ้นได้บ้าง หลายคนคิดว่าสถานทูตและทูตต้องเป็นคนจริงจังมาก ๆ หลายอย่างที่เราทำก็เป็นเรื่องจริงจังมากนะครับ แต่ขณะเดียวกันเราก็เป็นมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจ นี่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ของเรา และผมก็คิดว่ามันแสดงออกว่าแท้จริงเราเป็นยังไง 

การสวมบทบาทเป็นส่วนหนึ่งของอาชีพ แต่ผมคิดว่าเราควรได้แสดงออกตัวตนที่นอกเหนือจากงานบ้าง บางอย่างอาจจะคาดไม่ถึงนิดหน่อย แต่เราพยายามทำให้เนื้อหาคละกัน มีทั้งเรื่องจริงจัง ให้ข้อมูลหนัก ๆ และเราก็อยากสื่อสารกับคนไทย พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองไทยในขณะนั้น และผลตอบรับก็ดี คนไทยก็ชอบด้วย 

หมายความว่าคนสวีเดนมีอารมณ์ขันมากรึเปล่า

(หัวเราะ) คนสวีดิชมีชื่อเสียงว่าเราซีเรียสมาก แต่เราก็ไม่ต่างจากมนุษย์ชาติอื่นหรอกครับ คนเรามีความคล้ายกันมากกว่าความต่าง เรามีปูมหลังคนละแบบ วัฒนธรรมที่แตกต่าง แต่เราต่างเป็นสัตว์สังคมเหมือนกัน ในยุคสมัยเช่นนี้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญจริง ๆ ที่เราต้องปล่อยให้เราได้สนุก ได้หัวเราะบ้าง มีเรื่องไม่ดีหลายอย่างในโลก ทั้งสงครามในที่ต่าง ๆ มีความขัดแย้ง มีผู้อพยพ หลาย ๆ สถานการณ์ยากลำบากมากมาย ซึ่งเราควรตระหนักถึงและจริงจัง นั่นยิ่งทำให้เราต้องการเสียงหัวเราะและความสนุกในชีวิต

เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท

ปีหน้าจะครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สวีดิช 155 ปี ท่านทูตอยากเห็นอะไรต่อไปในความสัมพันธ์ที่ยาวนานนี้

ผมอยากเห็นความสัมพันธ์ทางการทูตที่ดีเยี่ยมอีกอย่างน้อย ๆ 155 ปี เรามีประวัติศาสตร์อันยาวนานร่วมกัน มีความสัมพันธ์มากมายที่ได้เริ่มต้นแล้วและน่าพัฒนาต่อ อย่างความสัมพันธ์ระหว่างกิจการไทยและสวีเดน โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน 

ในบรรดาโครงการของสถานทูต โครงการไหนที่คุณตื่นเต้น ภูมิใจ และเล่าให้เราฟังได้บ้าง

มีหลายอย่างเลยครับที่สถานทูตนี้ทำได้ดี ถ้าต้องเลือกสักหนึ่งโครงการระหว่างที่ผมอยู่ที่นี่มาสองปีครึ่ง ราวเจ็ดเดือนที่แล้วเราได้บรรลุข้อตกลงกับบริษัทไทย-สวีดิชเรื่องสิทธิ์ Paternity Leave (การลาเลี้ยงดูบุตรสำหรับผู้เป็นพ่อ) อย่างน้อย 1 เดือนเต็ม โดยได้เงินเดือนเต็ม ผลตอบรับเป็นบวกมาก ๆ เป็นเรื่องน่าสนับสนุนว่าบริษัทเหล่านี้จะจัดการกับระบบนี้อย่างไร ผมหวังว่าเรื่องนี้สวีเดนจะช่วยเป็นแรงบันดาลใจให้เมืองไทยได้บ้าง 

ที่สวีเดน ทุกคนได้รับสิทธิ์ Paternity Leave ใช่ไหม

ใช่ครับ เป็นสิทธิ์ Parental Leave ที่ผู้ปกครองทั้งคู่เลือกใช้สิทธิ์รวมกันได้ถึง 480 วัน โดยได้รับเงินเดือนเต็ม และใช้วันลาได้อย่างยืดหยุ่นจนกระทั่งลูกอายุ 8 ขวบ ตอนลูกสาวผมเกิด ผมก็ลาดูแลลูกหกเดือน และภรรยาของผมก็ลาเก้าเดือน สวีเดนเป็นประเทศแรกในโลกที่ริเริ่มให้มีการลาเพื่อเลี้ยงดูลูกโดยยังได้รับค่าจ้างทั้งพ่อและแม่มาตั้งแต่ปี 1974 พ่อของผมเป็นหนึ่งในพ่อชาวสวีดิชกลุ่มแรก ๆ ที่ใช้สิทธิ์นี้ในปี 1975 เขาใช้เวลาหกเดือนกับผม ซึ่งตอนนั้นมีผู้ชายใช้สิทธิ์นี้น้อยมาก ช่วงแรก ๆ ผู้ชายหลายคนลังเล ซึ่งเกิดขึ้นในหลายประเทศ แต่ผมก็เห็นว่ามันค่อย ๆ เปลี่ยนไปนะ 

ตอนนี้ผมไม่มีผลสถิติที่แน่ชัด แต่ราว ๆ สามสิบเปอร์เซ็นต์ของชายสวีดิชใช้สิทธิ์นี้ ซึ่งแปลว่ายังพัฒนาได้อีก อาจจะไม่ถึง 50/50 แต่ผู้ชายมากขึ้นเรื่อย ๆ ตระหนักได้ว่านี่เป็นสิ่งที่ดีต่อพวกเขา ไม่ใช่แค่สำหรับสังคมนะครับ ผมเชื่อว่านี่คือ win-win-win situation การได้ใช้เวลากับลูก ๆ สร้างสายใยความผูกพันระหว่างผู้ปกครองกับลูก เป็นสิ่งเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนตอนลูก ๆ โตแล้ว มันสายไปแล้ว และผมคิดว่ามันทำให้รู้สึกว่าเราทันสมัยด้วย 

สิทธิ์ Parental Leave นี้ใช้ได้กับคู่แต่งงานเพศเดียวกันด้วย การช่วยเหลือคู่ครองของเราเป็นเรื่องที่ดี และช่วยให้สังคมเท่าเทียมกันมากขึ้น ผมว่ามันเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ ต่อสังคม

คุณสมชาติ สุชีเพ็ชร พนักงานขับรถยนต์ซึ่งทำงานกับสถานทูตมาเกือบ 30 ปี ใช้สิทธิ์ลาเลี้ยงดูบุตรสำหรับผู้เป็นพ่อเป็นเวลา 6 เดือน โดยยังได้รับค่าจ้าง

แล้วสถานทูตมีโครงการอื่นๆ ที่พอจะเล่าให้เราฟังได้ไหม

มีโครงการอีกเยอะแยะเลย อย่าง Webinar เรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน ซึ่งเราจริงจังกับเรื่องนี้มาก ก่อนเราเจอกันวันนี้ ผมเพิ่งทานข้าวกลางวันกับเพื่อนร่วมงานชาวฝรั่งเศส เราคุยกับเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่สำหรับเมืองไทย และประเทศอื่น ๆ ด้วย คนจำนวนมากเกินไปได้รับผลกระทบจากอันตรายบนถนน เราหวังว่าจะช่วยเหลือเมืองไทย และรณรงค์ลดอุบัติเหตุได้

นอกจากนี้เรายังรณรงค์เรื่องยุติการลงโทษเด็ก ๆ ด้วยการทำร้ายร่างกาย ซึ่งเป็นเส้นทางที่ยาวนานและน่าภูมิใจนะครับสำหรับสวีเดน ตอนผมยังเด็ก ไม่มีการห้ามตีลูกหลาน แต่ตอนนี้การที่เด็กถูกทำร้ายร่างกายเป็นกรณีหายากมาก ๆ ผมเรียนจบทางกฎหมายมา ผมเชื่อมั่นในการใช้กฎหมายและข้อบังคับ ถ้าบัญญัติข้อห้ามแล้ว พฤติกรรมก็จะเปลี่ยนไปด้วย แล้วผลลัพธ์คือบรรทัดฐานสังคมก็จะเปลี่ยนด้วยเหมือนกัน นอกจากความจริงที่ว่าการไม่ลงโทษทางกายคือสิ่งที่ถูกต้อง และการตีเด็กไม่ควรได้รับการยอมรับในสังคมไหน ๆ 

ตอนได้รับตำแหน่งที่เมืองไทยในปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงโควิดพอดี คุณจินตนาการถึงเมืองไทยไว้อย่างไร แล้วสิ่งที่ได้เจอตรงกับสิ่งที่คิดไว้ไหม 

ตอบค่อนข้างยากครับ ผมมีความสุขมากและดีใจที่ได้โอกาสทำงานในประเทศไทยที่สวยงาม ผมไม่เคยมาอยู่เมืองไทย นอกจากมาทริปทำงานช่วงสั้น ๆ เลยไม่แน่ใจว่าจะได้พบเจออะไร และช่วงโควิดก็เป็นปีที่แปลกประหลาดสำหรับทุกคน ผมเลยเดินทางไม่ได้มากอย่างที่ต้องการ ตอนนี้ก็ดีขึ้นนิดหน่อย ผมได้อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมชาติที่สวยงามและผู้คนที่เป็นมิตร และทั้งหมดนี้ก็เป็นความจริงครับ   

สิ่งที่ผมเห็นว่าควรสังเกตและระมัดระวังคือเรื่องศาสนา ศาสนาพุธมีบทบาทในสังคมไทยมาก ซึ่งผมเคารพเรื่องนี้มาก แต่ตอนแรก ๆ ผมไม่ได้เข้าใจเรื่องนี้มากนัก หลายคนอาจไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องนี้มากพอ เพราะสวีเดนเป็น Secular State (รัฐโลกวิสัย/รัฐฆราวาส) ไม่ใช่ประเทศที่เคร่งศาสนาเลย ชาวสวีดิชที่เคร่งศาสนาก็มีนะครับ แต่ศาสนาไม่ได้มีบทบาทเข้มแข็งในสังคมอย่างที่นี่

เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท

อะไรคือสิ่งที่คุณได้เรียนรู้จากเมืองไทย

ผมประทับใจที่คนไทยดูแลกันและกัน ทั้งคนในครอบครัว เพื่อน และคนนอกครอบครัว อย่างในช่วงโควิด คนไทยก็ดูแลกันเองอย่างเหนียวแน่น ในช่วงที่เศรษฐกิจยากลำบาก นี่เป็นสิ่งที่คนสวีดิชเรียนรู้จากคนไทยได้

แล้วที่สวีเดนไม่เป็นแบบนั้นหรือ

ก็ใช่ครับ แต่เราพึ่งพารัฐให้ดูแลพวกเรามากกว่าพึ่งพากันเอง สวีเดนเป็นประเทศโลกที่หนึ่ง ซึ่งก็ดีมาก แต่เพราะทุกคนพึ่งพารัฐทั้งหมด มีความมั่นคงในชีวิตมาก ชีวิตที่สวีเดนคุณล้มแล้วตั้งตัวใหม่ได้ ไม่ต้องพึ่งไอเดียธุรกิจแรกสุดเสมอไป มีเวลา มีความช่วยเหลือเพียงพอ แต่บางครั้งเราก็ลืมด้านการปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนไปบ้าง บางครั้งก็สูญเสียบางอย่าง เช่น สายสัมพันธ์ในครอบครัว หรือความผูกพันระหว่างบุคคลกับสังคม 

คนไทยหลายคนนิยมไปเรียนหรือทำงานที่สวีเดน ตอนนี้น้องสาวของฉันก็เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยลุนด์ ทำไมสวีเดนถึงเป็นจุดหมายยอดนิยมด้านการศึกษาของคนทั่วโลก

ผมก็เป็นศิษย์เก่าลุนด์เหมือนกัน สวีเดนน่าจะเป็นจุดหมายยอดนิยมในการเรียนหรือทำงานเพราะสังคมมีประสิทธิภาพแม้จะมีความท้าทาย ผมหวังว่าคนที่ไปสวีเดนทุกคนจะรู้สึกว่าได้รับการต้อนรับ ได้เจอระบบการศึกษาที่ดี ได้พบว่ามหาวิทยาลัยของเราดีเพียงพอ 

การอยู่ที่สวีเดนไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไปนะครับ ภาษาเรายาก แม้ว่าคนสวีดิชจะพูดภาษาอังกฤษได้ดี และบางครั้งเราก็จับกลุ่มกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ไม่ค่อยเปิดกว้างกับคนนอก ผมหวังว่านักศึกษาไทยที่มหาวิทยาลัยในสวีเดนจะได้พบเพื่อนใหม่ ๆ และได้พบกับความเป็นมิตรของคนสวีดิชครับ 

สถานเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย สถานทูตรักษ์โลกที่เคยได้รางวัล Green Embassy อันดับ 1 จากสถานทูตสวีเดนทั่วโลก

อะไรทำให้การศึกษาที่สวีเดนโดดเด่น

ผมคิดว่าคือ Critical Thinking เราสนับสนุนให้นักเรียนกล้าออกความเห็น โต้วาที ถกเถียงกันเองและกับครูอาจารย์ บางทีก็มากไปหน่อย (หัวเราะ) แต่สิ่งที่ได้ไม่ใช่แค่ความรู้ตามประมวลรายวิชา แต่คือการเรียนรู้และทำงานร่วมกันระหว่างครูและศิษย์ในห้องเรียน การสนับสนุนให้เยาวชนมี Critical Thinking เป็นสิ่งที่สร้างนวัตกรรม

IKEA อ่านว่า อิเกีย หรือ ไอเกีย กันแน่

ไอเกีย แต่จริง ๆ ก็อ่านได้ทั้งสองแบบครับ

นอกจากไอเกีย ซึ่งคนไทยชื่นชอบมาก มีธุรกิจหรือแบรนด์สวีเดนไหนที่คุณอยากให้คนไทยได้รู้จักมากขึ้น

บริษัทสวีเดนใหญ่ ๆ ที่เก่าแก่มีมาก นี่ผมต้องระวังมากเลยนะเนี่ยในการพูดชื่อแบรนด์ (หัวเราะ) และเราก็มีบริษัทใหม่ ๆ มากมายเช่นกันที่ทำงานด้านเทคโนโลยี อย่าง Storytel เป็นหนังสือเสียง Spotify ก็เป็นของสวีเดน บริษัทที่มีนวัตกรรมและทันสมัยเหล่านี้เล่าเรื่องราวของสังคมสวีเดนที่ร่วมสมัยและสร้างสรรค์ ซึ่งผมอยากให้คนได้เห็นมากขึ้นในอนาคต 

ส่วนเรื่องเฟอร์นิเจอร์ จริง ๆ มีแบรนด์และช่างเฟอร์นิเจอร์อีกมากนอกเหนือจากไอเกีย แต่ส่วนใหญ่มาจากจังหวัดเดียวกับแหล่งกำเนิด Småland ทางตอนใต้ของสวีเดน ซึ่งแถบนั้นเรียกได้ว่าอาณาจักรแห่งเฟอร์นิเจอร์ 

(ท่านทูตยูนไม่ได้เอ่ยชื่อแบรนด์สวีเดนมากนัก แต่ในคลิปสั้น ๆ ที่ท่านทูตรับบทแสดงตั้งแต่ตื่นนอน ไปทำงาน จนกลับเข้านอนอีกครั้ง เล่าหมดเลยว่าของใช้ในบ้านและนวัตกรรมที่เราใช้กันมีอะไรบ้างมาจากสวีเดน ตั้งแต่เสื้อผ้า น้ำหอม ไปจนถึงล็อกประตูบ้าน เครื่องดูดฝุ่น รถยนต์ และเกม Minecraft) 

คุณชอบที่ไหนในเมืองไทยเป็นพิเศษ

ผมไปมาหลายที่แล้ว ล่าสุดคือไปเกาะสมุย ดีมาก ๆ ครับ แต่ที่ ๆ อยากกลับไปอีกคือเชียงใหม่ ผมไปแค่ครั้งเดียวแต่โชคร้ายที่ช่วงที่ไปมีมลพิษทางอากาศ ก็เลยมองไม่เห็นยอดดอย ผมอยากกลับไปเพราะรู้ว่ามันสวยมาก ๆ บรรยากาศในเมืองก็ดีสุด ๆ เห็นร้านอาหารและร้านรวงต่าง ๆ แล้วชอบ อีกที่ ๆ อยากไปคือสุราษฏร์ธานี เพราะผมได้ยินมาว่าบริเวณแถวนั้นสวยงาม

แล้วย่านรอบ ๆ ทำเนียบทูตเป็นอย่างไรบ้าง

ผมอยู่ที่นางลิ้นจี่ เป็นย่านที่ดีและเป็นมิตร แต่หวังว่าจะมีขนส่งสาธารณะมากกว่านี้ บางครั้งการเดินทางไปและกลับก็ยาวนานเหลือเกิน

เวลาเดินทางนานที่สุดจากทำเนียบมาสถานทูต ใช้เวลาเท่าไหร่

ผมเคยติดอยู่สองชั่วโมง แต่ปกติก็ 30-40 นาทีครับ เพื่อนร่วมงานผมหลายคนเดินทางไกลกว่านี้มาก ดังนั้นผมก็ไม่ควรบ่นมากเกินไป แต่คงจะดีมากถ้าแถวนั้นมี MRT หรือ BTS 

คนสวีเดนชอบพบปะสังสรรค์ ใช้เวลาอยู่ที่จุดไหนของกรุงเทพฯ 

ผมเจอหลายคนที่สุขุมวิท แต่ไม่รู้ว่ามีจุดไหนที่ชอบไปกันเป็นพิเศษ ผมรู้จักชุมชนนอกกรุงเทพฯ มากกว่า อย่างเชียงใหม่ ขอนแก่น ภูเก็ต หัวหิน พัทยา เรามีกงสุลอยู่ที่นั่น เวลาไปต่างจังหวัด ผมจะไปหากลุ่มคนเหล่านี้ เรามี Fika (Coffee Break) จิบกาแฟและกินเค้กกัน ตามธรรมเนียมสวีเดนครับ ผมเพิ่งไปหัวหินมา เจอคนสวีดิชเยอะมากมายไปเที่ยวนะ

ก่อนช่วงโควิด มีคนสวีดิชอยู่อาศัยในเมืองไทยราว ๆ 12000 – 15000 คน แต่หลังจากโควิด อาจจะ 5000-7000 คน ที่อาศัยอยู่ถาวร ยากจะเก็บข้อมูลเพราะบางคนยังลงทะเบียนบ้านว่าอยู่สวีเดน แต่มาอยู่เมืองไทยปีละ 3-5 เดือนตามฤดูกาล ถือว่าเยอะอยู่ แต่ประเทศอื่นในยุโรปเยอะกว่านี้อีกครับ

คุณช่วยอธิบายคำว่า Lagom ได้ไหมว่าแปลว่าอะไร

(หัวเราะ) เป็นคำที่สวีดิชมาก ๆ แปลว่า ไม่น้อยเกินไป ไม่มากเกินไป เป็นจำนวนที่อยู่ตรงกลาง ลากอมเป็นคำที่แปลกมาครับ แต่ความหมายดีนะ อย่างน้ำในแก้วนี้ (ชี้ระดับน้ำที่มีอยู่ค่อนแก้ว) นี่คือลากอม ถ้ามากกว่านี้คือมากไป น้อยกว่านี้ก็น้อยเกินไป ปริมาณน้ำที่เหมาะสมกับแก้วคือลากอม เราใช้คำนี้บ่อย ๆ ในการอธิบายจำนวน ปริมาณ ความยาว หรือความทุ่มเทที่ถูกต้อง สมบูรณ์แบบ ใช้ในหลายบริบทมาก

สถานเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย สถานทูตรักษ์โลกที่เคยได้รางวัล Green Embassy อันดับ 1 จากสถานทูตสวีเดนทั่วโลก

ทำไมแนวคิดนี้ถึงอยู่ในชีวิตคนสวีเดน

(หัวเราะ) ผมก็ไม่รู้ นั่นสิ แต่นี่เป็นสิ่งที่เราเรียนกันตั้งแต่เด็ก ๆ คำว่าลากอมของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน สิ่งที่มากไปสำหรับผม อาจจะไม่ได้มากไปสำหรับคุณ ลากอมไม่ใช่สิ่งที่ระบุจำนวนชี้ชัดได้ แต่เราพอจะตกลงกันได้ว่า ประมาณนี้แหละ นี่คือลากอมที่ทุกคนยอมรับ นิยามก็ยาก อธิบายยาก แต่คนสวีดิชทุกคนเข้าใจเรื่องนี้อย่างดี 

แปลว่าคนสวีดิชตามหา ‘ลากอม’ ในทุกสิ่งรึเปล่า

ไม่นะ (หยุดคิด) อืม แต่คนชอบบอกว่าคนสวีดิชไม่ชอบความเสี่ยง พยายามหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง บางทีอาจจะเกี่ยวข้องกันก็ได้ครับ เราแสวงหาจุดลงตัวหรือลากอม ผมไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อน

ฟังแล้วนึกถึงทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) ของศาสนาพุทธเหมือนกัน

นั่นเป็นคำนิยามลากอมที่ดีที่เดียว น่าสนใจมากครับ

คำศัพท์ภาษาไทยคำไหนที่คุณชอบ และศัพท์สวีเดนคำไหนที่คุณอยากให้คนไทยรู้จัก

(ถอดแว่น) คำที่ผมชอบคือ ‘ค่ะ’ ผมได้ยินตลอดเวลา ดูมีประโยชน์มาก ๆ ในหลายสถานการณ์

คำสวีเดนที่อยากให้คนไทยรู้จักค่อนข้างยากนิดหน่อยครับ คือคำว่า Kollektivavtal (Collective Agreement) เราพยายามโปรโมทเรื่องนี้ เวลาสหภาพร้องเรียนอะไร ไม่ว่ารัฐบาลเป็นใคร ก็ต้องหาข้อตกลงร่วมกันให้ได้ เป็นศัพท์กฎหมายที่ใช้เป็นหลักในการทำงาน เมื่อพนักงานและบริษัทเจรจาต่อรองกันถึงสิทธิประโยชน์ อย่างรายได้ขั้นต่ำ ประกัน ฯลฯ เป็นเรื่องที่คนสวีดิชให้ความสำคัญมาก เดี๋ยวผมจดคำนี้ให้ เพราะถ้าคุณไปกูเกิลเอง รับรองว่าเจอคำศัพท์น่าเบื่ออีกเยอะ แต่ผมชอบคำนี้ 

ช่วงเวลาไหนในเมืองไทยที่ประทับใจคุณมากที่สุด

ตอนที่ไปเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อถวายอักษรสาส์นตราตั้ง เป็นช่วงเวลาที่พิเศษมากในเดือนเมษายนปีที่แล้ว แล้วผมก็ได้เจอคนไทยมากมายที่น่ารัก ยากมากที่จะเลือกแค่เหตุการณ์เดียวครับ พูดจริง ๆ ไม่ได้ยอนะ ประเทศไทยเป็นมิตร คนนิสัยดีมาก ๆ 

ช่วงนี้เป็นเทศกาลคริสต์มาส พอจะเล่าให้ฟังได้ไหมว่าคริสต์มาสที่สวีเดนเป็นอย่างไร

เป็นธรรมเนียมเฉลิมฉลองที่แข็งแรงเหมือนในประเทศอื่น ๆ ครับ ผมเห็นที่เมืองไทยก็ฉลองยิ่งใหญ่เหมือนกัน ที่สวีเดนเป็นวันหยุดที่ครอบครัวมารวมตัวกัน เราอาจจะอยู่กันต่างเมือง ต่างประเทศ แต่ก็กลับมาหาครอบครัว ปีนี้ผมก็กลับบ้าน

คริสต์มาสไม่ค่อยผูกกับศาสนามากเหมือนสมัยก่อน หลายคนอาจจะไม่ได้คิดถึงพระเยซูคริสต์ แต่มันเป็นช่วงเวลาแห่งครอบครัว ซึ่งเราไม่ค่อยได้มีช่วงเวลาแบบนี้มากนัก เพราะคนสวีดิชเราต่างอยู่แยกกันอย่างสันโดษ ยกเว้นช่วงวันหยุดคริสต์มาส ช่วงเวลานี้เลยสำคัญมากครับ ส่วนธรรมเนียมก็เหมือนทั่วไป มีการตกแต่งต้นคริสต์มาส การแจกของขวัญให้เด็ก ๆ เฉลิมฉลองและกินอาหารร่วมกันหลายวัน กินมีตบอล แซลมอน แฮร์ริ่ง ต้องกินอาหารเยอะมาก ๆ เลยครับ ผมจะน้ำหนักขึ้นมากแน่นอน 

จะคิดถึงอากาศร้อนเมืองไทยไหม

แน่นอนครับ ผมชอบอากาศอุ่น แต่ที่สวีเดนหนาวมาก แม่ผมอยู่เมืองใกล้ ๆ ลุนด์ ส่งภาพถ่ายมา หิมะสูงมาก ปีนี้หนาวกว่าปีอื่น ๆ เพราะวิกฤติสิ่งแวดล้อม ช่วงเดือนพฤศจิกายน – มีนาคม เป็นหน้าท่องเที่ยวที่คนสวีเดนจะหนีหนาวมาเที่ยวเมืองไทย ซึ่งผมเข้าใจดีเลยล่ะ 

สถานเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย สถานทูตรักษ์โลกที่เคยได้รางวัล Green Embassy อันดับ 1 จากสถานทูตสวีเดนทั่วโลก

ข้อมูลบางส่วนจาก 

https://www.mfa.go.th/th/content/5d5bcc2115e39c306000a1cb

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load