“ช้าง ช้าง ช้าง น้องเคยเห็นช้างรึเปล่า”

ถ้าเพลงนี้อยู่ใน Spotify เราว่าน่าจะต้องติดอันดับเพลงฮิตติดชาร์ตตลอดกาลของประเทศไทยแน่ๆ เพลง ช้าง เป็นเพลงที่คนไทยร้อยละ 90 คงจะคุ้นหูเป็นอย่างดี เพราะถูกถ่ายทอดปากต่อปากจากรุ่นสู่รุ่น เป็นเพลงที่เราได้ฟังตั้งแต่ตอนอยู่อนุบาล ขึ้นชั้นประถม สอบเข้ามัธยมปลาย จนเรียนต่อมหาวิทยาลัย และก็ยังได้ยินคุณครูอนุบาลสอนเด็กร้องเพลงช้างอยู่ (แต่ปัจจุบันมี Baby Shark ด้วย) 

ถ้าจะถามว่าเพลง ช้าง นั้นโด่งดังขนาดไหน ก็คงต้องตอบว่าดังจนถึงขนาดที่เมื่อปีสองปีก่อน มีรายการวิทยุหยิบเพลงนี้ขึ้นมาถกเถียงกันเรื่องเนื้อร้อง จนเป็นประเด็นในสังคมว่าสรุปตอนขึ้นต้น เพลง ช้าง จะต้องมีช้างทั้งหมดกี่ตัว

แค่การนำเพลง ช้าง มาเป็นเพลงประกอบส่วนหนึ่งของช่วงชีวิต ก็ทำให้เห็นได้เลยว่าในชีวิตของคนไทยส่วนใหญ่มักผูกพันกับเพื่อนตัวโตตัวนี้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง อาจจะเป็นตอนเด็กๆ ที่เคยไปให้อาหารช้าง หรือไปดูโชว์ช้างที่สวนสัตว์ แต่พอลองคิดทบทวนกันจริงๆ แล้ว ในฐานะคนที่อยู่ในประเทศที่มีช้างเป็นสัตว์ประจำชาติ พวกเรารู้จักเพื่อนร่วมโลกตัวนี้กันดีแค่ไหนเชียว

เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน เราได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมที่ปางช้างชื่อว่า Elephant Green Hill ซึ่งเป็นปางช้างที่ช่วยเหลือและฟื้นฟูสมรรถภาพของเหล่าช้างที่เคยมีอดีตที่โหดร้าย เช่น ถูกบังคับให้ใช้แรงงานทำกิจกรรม บังคับให้ไปเดินตามถนนคอนกรีตร้อนๆ ในเมืองจนเท้าพอง หรือบาดเจ็บจากการโดนของมีคมเกี่ยวตามตัวเพราะโดนบังคับให้คนขึ้นขี่ 

ไปใช้ชีวิตกับช้าง ใน Elephant Green Hill ปางช้างที่มีรูปแบบการท่องเที่ยวใหม่ให้คนก็แฮปปี้ ช้างก็แฮปปี้

แต่ก็นับว่าเป็นโชคดีของช้าง เพราะพอยุคสมัยผ่านไป นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเริ่มจุดกระแสเกี่ยวกับการท่องเที่ยวที่รณรงค์และตระหนักรู้โดยไม่ทารุณสัตว์มากขึ้น เช่น ไม่ถ่ายรูปคู่กับสัตว์ป่าในกรง หรืองดขึ้นขี่บนหลังสัตว์ จึงเป็นโอกาสดีที่ปางช้างหลายที่เริ่มหันมาศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของเจ้าตัวโตพวกนี้ พลางปรับสภาพแวดล้อมและรูปแบบการท่องเที่ยวปางช้างไปในตัว ทำให้เหล่าช้างในปางหลายแห่งในปัจจุบันใช้ชีวิตแฮปปี้กันอย่างออกนอกหน้า เพราะนอกจากจะมีคนมาใส่ใจเรื่องสุขภาพกายโดยการพาไปเดินเล่น นำกล้วยและอ้อยมาให้ตรงหน้าแล้ว ยังมีคนคอยมาเช็กสภาพจิตใจและเอาใจใส่ทุกวี่ทุกวันอีกด้วย

เราเดินทางมายังอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ และนั่งรถไปยังปางช้างด้วยรถตู้ที่ 3 ใน 4 ของคันรถเป็นคนฝรั่งเศส เส้นทางการเข้าถึงปางช้างค่อนข้างขรุขระและห่างไกลจากตัวเมืองระดับหนึ่ง จากที่วิวสองข้างทางมีบ้านคน มีเสาไฟฟ้า ตอนนี้เรากลับเจอแต่ทุ่งหญ้า ภูเขา และต้นไม้

ไปใช้ชีวิตกับช้าง ในปางช้างที่มีรูปแบบการท่องเที่ยวใหม่ให้คนก็แฮปปี้ ช้างก็แฮปปี้

ไกด์ที่นี่กำชับวิธีที่เราควรปฏิบัติกับช้างอีกรอบ ก่อนพาเราไปเตรียมตัวทำกิจกรรม เราเองตื่นเต้นมากที่จะได้ทำกิจกรรมร่วมกับเจ้าช้างเหล่านี้ ในหัวเอาแต่ท่องว่า “อย่าเดินไปข้างหลังช้าง อย่าเดินตัดหน้าช้าง อย่าจับหูช้าง” วนไปวนมาไม่หยุด เพราะกลัวว่าตัวเองจะเผลอฝ่าฝืนกฎและทำให้เจ้าเพื่อนตัวโตไม่พอใจเข้า ไกด์เล่าว่า ช้างเป็นสัตว์ที่สายตาไม่ค่อยดี ถ้าเราทำแบบนั้น ช้างจะมองไม่เห็น และอาจเผลอเหยียบเราแบนติดดินได้ 

แต่จากประสบการณ์ เราขอให้ทุกคนไฮไลต์ไว้เลยว่าการไม่เดินไปข้างหลังช้างนี่สำคัญที่สุด เพราะนอกจากเป็นจุดอับสายตาแล้ว ยังมีความเสี่ยงที่จะโดนช้างตดใส่อีกด้วย และขอเตือนในฐานะคนที่มีประสบการณ์มาก่อนว่า ตดของเจ้าพวกนี้นี่ทรงพลังมากมายเหลือเกินจริงๆ…

ที่ปางช้างแห่งนี้มีช้างอยู่ประมาณ 3 เชือก เจ้าตัวใหญ่ 2 เชือก ชื่อแม่น้อยกับแม่ตะ แม่น้อยเป็นหม่ามี้วัยสี่สิบกว่าปีตัวสูงใหญ่ ส่วนแม่ตะก็เป็นลูกสาวคนเดียววัย 28 ปีของแม่น้อย ช้างแม่ลูกคู่นี้ชอบเดินไปไหนมาไหนด้วยกัน เรียกได้ว่าถ้ามีแม่น้อยที่ไหน แม่ตะก็จะอยู่ไม่ไกลออกไปจากตรงนั้น 

และด้วยความที่ทั้งสองหน้าตาคล้ายกันมาก คนส่วนใหญ่เลยแยกแม่น้อยกับแม่ตะไม่ค่อยออก แต่ทางไกด์และควาญช้างก็ให้ทริกมาว่า แม่น้อยตัวสูงกว่าแม่ตะนิดหน่อยและมีออร่าที่สงบเสงี่ยมกว่า ส่วนแม่ตะนั้นด้วยความที่ยังเป็นสาวอยู่เลยจะดูเชิดและหยิ่งกับคนกว่าแม่น้อย 

โดยเฉพาะเวลาที่ไม่มีอาหาร แม่ตะจะเดินออกห่างผู้คนและไม่สนใจใครราวกับไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ต่างจากแม่น้อยที่ยังพอรักษามารยาทไว้บ้าง ยอม Meet and Greet กับเหล่าแฟนคลับอยู่พักหนึ่ง และพอเช็กจนมั่นใจแล้วว่าไม่มีใครมีอาหารให้จึงค่อยเดินหนีไป

ไปใช้ชีวิตกับช้าง ใน  Elephant Green Hill ปางช้างที่มีรูปแบบการท่องเที่ยวใหม่ให้คนก็แฮปปี้ ช้างก็แฮปปี้
ซ้ายคือก้นแม่ตะ ขวาคือก้นแม่น้อย

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ปางนี้ คือเบบี้บอยวัย 3 ขวบจอมขี้เล่นที่ชื่อว่า ซันเดย์

ซันเดย์เป็นลูกช้างที่ย้ายมาจากอีกปางหนึ่งด้วยเหตุผลบางอย่าง และด้วยความที่ยังเป็นเบบี้อยู่ เจ้าซันเดย์ก็เลยทั้งซนและกินเก่งมาก เผลอเป็นไม่ได้ เจ้าซันเดย์จะชอบเดินเข้าไปซนในซุ้มเตรียมอาหาร เอางวงขโมยกล้วยจากกระเป๋านักท่องเที่ยวแถวนั้นมากินเองทุกที แต่ถึงจะเรียกว่าเบบี้บอย เจ้าซันเดย์นี้ก็มีความสูงไม่ต่างกับมนุษย์วัยยี่สิบกว่าๆ เท่าไหร่จากที่เราฟังไกด์อธิบายมา อายุของช้างจะใกล้เคียงกับอายุของมนุษย์ ซึ่งก็หมายความว่าซันเดย์เป็นช้างเด็กวัย 3 ขวบที่สูงพอๆ กับมนุษย์วัยยี่สิบกว่าปีนี่เอง

ไปใช้ชีวิตกับช้าง ใน  Elephant Green Hill ปางช้างที่มีรูปแบบการท่องเที่ยวใหม่ให้คนก็แฮปปี้ ช้างก็แฮปปี้
ซันเดย์ที่ลงไปเล่นน้ำและมีความสุขตาเหลือก

ตามโปรแกรมของปางช้าง กิจกรรมแรกที่เราจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับเพื่อนตัวโตพวกนี้ คืออาหารของเจ้าช้าง ไกด์เล่าให้ฟังว่าช้างเป็นสัตว์ที่กินดุมาก วันหนึ่งกินไปเรื่อยๆ ได้ถึง 18 ชั่วโมง ซึ่งข้อมูลเรื่องการกินของช้างก็ได้รับพิสูจน์ให้เห็นทันทีว่าถูกต้อง เพราะในระหว่างที่ไกด์กำลังอธิบายวิธีตัดอ้อยและวิธีเอากล้วยให้ช้างกับผู้ร่วมกิจกรรมทั้งหมดอยู่นั้น แก๊งตัวโตทั้งสามที่กำลังรออาหารเช้ามื้อใหญ่ก็กระจายกำลังไปกินใบไม้แถวนั้นเป็นออร์เดิฟอยู่

แต่ถึงกินเยอะก็ไม่ใช่ว่าจะกินทุกอย่าง เจ้าพวกนี้ก็ยังเบ้ปากให้กับบอระเพ็ด เพราะถึงแม้จะมีสรรพคุณช่วยทำให้มีร่างกายแข็งแรงและเจริญอาหาร แต่การจะทำให้เจ้าพวกดื้อนี้ยอมกินอะไรขมๆ นั้นมันก็ยากมาก เช่นเดียวกับเวลาที่เราพยายามให้น้องหมาน้องแมวกินยานี่แหละ พวกทาสช้างทั้งหลายเลยต้องหาทริกมาทำยาสมุนไพรปั้นเป็นก้อนๆ ผสมข้าว กล้วย บอระเพ็ด มะขาม และอื่นๆ เอามาบดผ่านครกตำข้าวสมัยโบราณ ทำเป็นของว่างอีกมื้อหนึ่งเพื่อล่อให้ช้างกิน

ไปใช้ชีวิตกับช้าง ใน  Elephant Green Hill ปางช้างที่มีรูปแบบการท่องเที่ยวใหม่ให้คนก็แฮปปี้ ช้างก็แฮปปี้

หลังจากที่สวาปามอ้อยและกล้วยหมดไปสิบกว่าตะกร้า ก็ถึงเวลาที่ต้องออกกำลังกายกันสักหน่อย กิจกรรมต่อไป คือการเดินขึ้นเขา พวกเราต้องเดินขึ้นเขาไปกับช้างเพื่อพาเจ้าพวกนี้ไปพักผ่อนตามสภาพแวดล้อมธรรมชาติของพวกเขา ความยากของการเดินเขาไม่ใช่แค่ความชันอย่างเดียว แต่เราต้องเดินเขาไปล่อเจ้าซันเดย์ให้เดินไปด้วย ตามประสาเบบี้บอย ซันเดย์ที่ยังอยากสนุกอยู่ข้างล่างก็เกิดอาการขี้เกียจจนแอบเอางวงไปเกยโขดหิน อ้อนไกด์และควาญช้างจนโดนบ่น จนสุดท้ายแทนที่จะได้ออกกำลังกาย พี่ควาญช้างต้องให้เราเอากล้วยไปล่อซันเดย์ให้เดินและคอยเรียกชื่อตลอดเวลาที่เดินขึ้นเขาไปแทน

ไปใช้ชีวิตกับช้าง ใน  Elephant Green Hill ปางช้างที่มีรูปแบบการท่องเที่ยวใหม่ให้คนก็แฮปปี้ ช้างก็แฮปปี้

ผ่านมาเกือบครึ่งวันแล้ว มีสิ่งหนึ่งที่ไกด์และควาญช้างคอยปรึกษากันอยู่เรื่อยๆ คือพวกเขารู้สึกว่ายังทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติพวกนี้เลิกกลัวช้างจริงๆ ไม่ได้เสียที เพราะถึงแม้จะกล้ายื่นอาหารให้ช้าง แต่พอช้างเข้าไปใกล้ พวกเขาก็ยังรู้สึกไม่ปลอดภัยอยู่ นั่นเลยเป็นความท้าทายที่ทั้งไกด์และควาญช้างพยายามสร้างวิธีผูกมิตรให้กับนักท่องเที่ยว ด้วยการพาไปสังเกตพฤติกรรมของช้างอย่างใกล้ชิดและเรียนรู้เรื่องราวของเจ้าพวกนี้ 

ไกด์บอกว่า ช้างบางเชือกของที่นี่จะอ่อนไหวกับใบหูของพวกมันมาก เพราะเมื่อก่อนพวกมันมักโดนควาญช้างเอาตะขอเกี่ยวหูเพื่อบังคับให้ไปในทิศทางต่างๆ เลยเป็นเหมือนปมที่ทำให้เวลาที่มนุษย์เผลอไปจับหูช้าง เจ้าช้างพวกนี้จะรู้สึกแย่ เพราะมันไปกระตุ้นเรื่องในอดีตที่เคยโดนทำร้าย และถ้าเราเดินเข้าไปใกล้ๆ ช้าง เราจะได้เห็นแผลเป็นตามตัว ทั้งรอยเหมือนโดนแทง โดนเกี่ยว ที่เป็นหลักฐานชิ้นดีเลยว่า เรื่องราวโหดร้ายที่ประทับบนตัวสัตว์โลกพวกนี้เคยเกิดขึ้นจริงจากน้ำมือมนุษย์ 

มีครั้งหนึ่ง เราเคยเห็นปางช้างแห่งหนึ่งในประเทศไทยมีบริการให้นักท่องเที่ยวขี่ช้างรอบๆ เมือง ตอนนั้นเราเห็นควาญช้างตะโกนและเงื้อมือจะเอาเคียวไปเกี่ยวตัวช้างที่ไม่ยอมทำตามคำสั่ง ช้างเชือกนั้นดูกลัวมาก มันหลับตาปี๋ก่อนรีบย่อตัวลงให้ควาญช้างคนนั้นลงจากหลังมันได้ ด้านหลังช้างเชือกนั้นเป็นลูกช้างตัวเล็กที่มีขนาดไม่น่าจะสูงเกินตัวเราด้วยซ้ำ มีโซ่ล่ามขาติดกับแม่ของมัน เพื่อที่จะได้เดินฝ่าถนนคอนกรีตร้อนๆ ในสภาพอากาศสามสิบกว่าองศาไปกับแม่ และให้นักท่องเที่ยวขึ้นนั่งพร้อมกับถ่ายรูป มันเป็นภาพที่ติดตาเรามาจนถึงทุกวันนี้ ทุกครั้งที่นึกถึง เราอดคิดไม่ได้ว่าทำไมการมาท่องเที่ยวหาความสุขของมนุษย์ถึงต้องทำให้สิ่งมีชีวิตอื่นมีความทุกข์ด้วย

แต่สำหรับปางช้างแห่งนี้ โล่งใจได้เลย

ตอนนี้เจ้าช้างพวกนี้ได้หลุดพ้นจากสถานการณ์แบบนั้น มีสภาพจิตใจที่ดีขึ้นผ่านการช่วยเหลือจากมนุษย์ที่มีความรู้และความเข้าใจช้างเป็นอย่างดี ไกด์และควาญช้างพาแต่ละครอบครัวเข้าไปใกล้ตัวช้างให้มากขึ้น เขาลองให้แต่ละคนสัมผัสผิวหนังหยาบๆ ของช้างอย่างอ่อนโยน ถ่ายรูปกับช้างได้ พลางอธิบายว่า แต่ละตัวมีความชอบและไม่ชอบอะไรบ้าง การทำแบบนี้ก็เหมือนจะทำให้นักท่องเที่ยวเริ่มคลายความระแวงไปได้เปราะหนึ่ง เพราะพวกเขาเริ่มรู้จักช้างผ่านเรื่องราวของพวกมันมากขึ้น

ไปใช้ชีวิตกับช้าง ใน  Elephant Green Hill ปางช้างที่มีรูปแบบการท่องเที่ยวใหม่ให้คนก็แฮปปี้ ช้างก็แฮปปี้

หลังจากที่เดินขึ้นเขากันจนเหนื่อยหอบ (ที่จริงมีแต่มนุษย์แหละที่เหนื่อยหอบ) พวกเราจัดแจงเปลี่ยนเป็นชุดชาวบ้านที่ทางปางช้างเตรียมไว้ให้ สถานีต่อไป คือการพาแม่น้อยและแม่ตะไปเล่นโคลนและอาบน้ำ แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไรเลย แค่แม่น้อยกับแม่ตะเห็นบ่อโคลนตรงหน้าก็กึ่งวิ่งกึ่งเดินหย่อนตัวลงไปนอน พลางเชื้อชวนให้คนเอาโคลนมาทาตัวทันที 

นักท่องเที่ยวฝรั่งต่างตื่นเต้นดีใจกันใหญ่ พอเห็นว่าเจ้าช้างเอางวงแกว่งไปมาอย่างสบายอารมณ์ พวกเขาก็วิ่งเข้าไปทำสปาโคลนพอกหลังเจ้าช้างกัน แต่ไปๆ มาๆ ไม่รู้ทำอีท่าไหน จากสปาโคลนก็กลายเป็นสงครามของทีมนักเดินทางและควาญช้างแทน ทำให้เราที่ตอนแรกคิดว่าไม่อยากเลอะเท่าไหร่ต้องโดนลูกหลงจากก้อนโคลนทั้งสองฝ่ายละเลง จนเหมือนตัวเองกลายเป็นเครื่องปั้นดินเผาที่ขยับได้ไปซะเฉยๆ

อีกสิ่งหนึ่งที่คนหลายคนอาจเข้าใจผิดมาตลอด คือเรื่องผิวหนังของช้าง ที่จริงแล้วช้างเป็นสัตว์ที่ขี้ร้อน ผิวหนังของช้างดูเหมือนหนาและทนทาน แต่ตรงกันข้ามเลย ผิวหนังของช้างไม่ได้สร้างมาเพื่อให้ทนความร้อนสักเท่าไหร่ แถมด้วยความที่ผิวหนังมีสีเข้มจึงทำให้ดูดแสงอาทิตย์ได้ง่ายขึ้นด้วย การมาแช่โคลนและเล่นน้ำจึงเหมือนเป็นสวรรค์ของช้าง เพื่อที่จะคูลดาวน์ความร้อนที่สะสมมาทั้งวันลง 

ไปใช้ชีวิตกับช้าง ใน  Elephant Green Hill ปางช้างที่มีรูปแบบการท่องเที่ยวใหม่ให้คนก็แฮปปี้ ช้างก็แฮปปี้

ความน่าประทับใจอีกอย่างหนึ่งของปางช้าง คือการไม่ได้เรียนรู้แค่เรื่องช้าง แต่ยังเรียนรู้ไปถึงวัฒนธรรมต่างๆของไทยด้วย ในช่วงพักกลางวัน ไกด์มีการแนะนำอาหารไทยในปางช้างและสอนทำส้มตำแบบง่ายๆ ให้นักท่องเที่ยว นับเป็นกิจกรรมที่ถูกอกถูกใจแม่บ้านฝรั่งเศสแก๊งนี้มาก เพราะพอทำเสร็จคุณแม่บ้านแต่ละคนก็ยกไปให้สามีและลูกๆ ของตัวเองลองชิมรสชาติฝีมือแม่ครัวสมัครเล่นกัน 

หรือในช่วงตอนเย็นก็มีการทำขนมไทยง่ายๆ เช่น ขนมครกและกล้วยปิ้ง เสิร์ฟพร้อมน้ำอัญชัญ ใครอยากลองทำก็ไปทำได้ ทำให้รู้สึกว่านอกจากได้มาเปิดประสบการณ์เรื่องช้างแล้ว การได้เรียนรู้วัฒนธรรมไทยที่สอดแทรกไปเล็กๆ คงเป็นเหมือนโบนัสแถมไปสำหรับนักท่องเที่ยวไม่ใช่น้อย

ไปใช้ชีวิตกับช้าง ในปางช้างที่มีรูปแบบการท่องเที่ยวใหม่ให้คนก็แฮปปี้ ช้างก็แฮปปี้

การได้มาเห็นช้างในปางช้างที่ได้รับการดูแลอย่างดีแบบนี้ทำให้เรารู้สึกชื้นใจมากๆ ยิ่งพอได้เห็นช้างเดินกินอาหารอย่างมีความสุข เดินขึ้นเขาอย่างสบายใจ และได้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับช้างมากขึ้น ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่าอยากให้มนุษย์ช่วยกันดูแลช้างแบบนี้ต่อไป คงจะดีไม่ใช่น้อยถ้าในอนาคตมีคนไทยมาทำความรู้จักกับเจ้าช้างมากขึ้น จนต่อจากนี้ไปช้างจะไม่ได้เป็นเพียงสัตว์ประจำชาติเฉยๆ แต่กลายเป็นเพื่อนที่เกิดความผูกพันจริงๆ

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของ Elephant Green Hill ได้ที่ www.elephantnaturepark.org/

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

วิศัลลยา เกื้อกูลความสุข

นักเรียนไทยในต่างแดน มีความฝันว่าอยากทำงานด้านท่องเที่ยวและเล่นดนตรีไปรอบโลก

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

25 พฤศจิกายน 2565
2 K

ทริปนี้เริ่มต้นแบบง่าย ๆ คิดแค่ว่าเงินเยนกำลังตก ไปเที่ยวที่ไหนสักแห่งในญี่ปุ่นน่าจะเป็นการเที่ยวที่ประหยัดดี พอไม่มีแผนการละเอียด ก็เลยคิดว่าเอารถแบบค่ำไหนนอนนั่นไปก็สะดวกกว่าพยายามจองโรงแรมล่วงหน้า และนี่ไม่ใช่หนแรกที่เราเช่ารถที่เป็นบ้านในประเทศญี่ปุ่น 

เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ก่อนที่จะเกิดสภาวะผู้คนหยุดเดินทาง เราเคยเช่ารถ RV ขับเที่ยวมาแล้วรอบหนึ่ง และพบว่าการท่องเที่ยวแบบนี้จุดหมายไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับคนที่อยู่ร่วมกันบนรถ

ญี่ปุ่นมีบริการเช่ารถแคมปิ้งและ RV หลายรูปแบบ รอบนี้เราเลือกแบบมีเต็นท์อยู่บนหลังคา ด้วยเหตุผลใหญ่ ๆ 3 ข้อ ข้อแรก รถ RV นั้นถึงมีพื้นที่ใช้งานสะดวกสบาย แต่ว่าขนาดรถที่ค่อนข้างใหญ่ ทำให้ขับเข้าตรอกซอกซอยหรือขึ้นเขาลำบาก อีกข้อคืออยากลองนอนเต็นท์บนหลังคารถ เพื่อเป็นตัวเลือกให้กับการปรับแต่งรถของตัวเองที่เมืองไทยทีหลัง และข้อสุดท้ายคือบริษัทรถเช่ามีอุปกรณ์เครื่องนอนและแคมปิ้งให้พร้อมทุกอย่าง ขนมาแต่เสื้อผ้าและใบขับขี่ก็พร้อมเดินทางได้เลย

สิ่งสำคัญพื้นฐาน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
และประหยัดสุดสำหรับการขับรถเที่ยว

เพื่อความประหยัดขั้นสุด เราวางแผนนอนตามที่พักริมถนนซึ่งไม่ต้องเสียเงินค่านอน ในญี่ปุ่นที่จอดรถพักริมทางเหล่านี้เรียกว่า มิจิ โนะ เอกิ (Michi-no-Eki) เรียกสั้นๆ ว่า ‘มิจิ’ ในเวลากลางวัน ตามมิจิจะมีร้านขายอาหารและของที่ระลึกพื้นถิ่น บางแห่งใหญ่โตเหมือนห้าง บางแห่งก็เล็ก ๆ เงียบสงบ แต่สิ่งที่ทุกแห่งมีเหมือนกันคือห้องน้ำสะอาด 24 ชั่วโมง ญี่ปุ่นมีห้องน้ำสาธารณะที่สะอาดเกินมาตรฐานอยู่เกือบทุกแห่ง ขนาดจุดที่ในรีวิวเขียนว่าห้องน้ำไม่สะอาดก็ยังเรียกว่าไม่ได้เลวร้ายเกินไปนัก

ข้อดีของการขับรถแคมปิ้งคือ ถ้ามีห้องน้ำสาธารณะตรงไหน เราก็จอดนอนตรงนั้นได้เลย คนเข้าป่าบ่อย ๆ อาจจะเถียงค้านในใจนิดหนึ่งว่า ถึงไม่มีห้องน้ำก็ทำธุระได้ แต่ญี่ปุ่นนั้นการทำธุระในป่าเป็นเรื่องไม่ปกติ เลี่ยงได้ควรเลี่ยงให้ถึงที่สุด ด้วยเหตุผลของมารยาทในการใช้พื้นที่ส่วนรวม จึงควรไปทำธุระเฉพาะตามพื้นที่ที่จัดให้เท่านั้น

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
เต็นท์ด้านบนรถเปิดออกรับวิวฤดูใบไม้ร่วงยามเช้า

เรื่องต่อมาจากห้องน้ำคือการอาบน้ำ การมาเที่ยวญี่ปุ่นของเรา ไม่ว่ากิจกรรมหลักจะเป็นอะไร ก็ต้องจัดเวลาไปแวะออนเซ็นทุกครั้ง หลังจากวันยาวนานหรือวันที่อากาศหนาวเย็น พอได้แช่น้ำอุ่นตอนจบวัน ทำให้ความเหนื่อยล้าทั้งหมดหายเกลี้ยง การแช่น้ำแร่ช่วยรีเซ็ตร่างกายให้พร้อมกับวันพรุ่งนี้ได้ดีมาก ๆ

ออนเซ็นแบบ Stand Alone ส่วนใหญ่ปิดประมาณ 1 ทุ่ม เรามักวางแผนแวะไปก่อนอาหารมื้อเย็น กิจวัตรประจำวันหลัง 4 โมงเย็นคือ เราจะเปิดแอปฯ รวบรวมที่ตั้งมิจิ ออนเซ็น และแคมป์ไซต์ เพื่อหาว่าจะไปอาบน้ำที่ไหน แล้วขับต่อไปนอนที่ไหนโดยไม่ออกนอกเส้นทาง ซึ่งมุ่งสู่จุดท่องเที่ยวของวันต่อไป

โพรงกระต่ายของอลิซ

คุณลุค เจ้าของบริษัทรถเช่าถามเราว่า เจอบริษัทเขาได้อย่างไร เพราะเพิ่งเปิดมาได้ไม่นาน และไม่ได้ทำการตลาดเท่าไหร่ เราตอบเขาไปอย่างติดตลกว่า พวกเรา Google เก่ง แต่มันเป็นเรื่องจริง 

จุดท่องเที่ยวที่อยากไปผุดขึ้นมาเรื่อย ๆ จากการเสิร์ชกูเกิลดูอะไรต่อมิอะไรต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ พอหาข้อมูลต่อก็พบสถานที่ใหม่ ๆ ที่อยากไปเห็นด้วยตาเพิ่มอีก เรียกว่าตกลงไปในโพรงกระต่ายของอลิซอย่างเต็มตัว

คืนแรกพวกเรากะว่าจะไปหาที่นอนใกล้ออนเซ็นลิงขึ้นชื่อ แต่จะแวะเที่ยวบ่อน้ำร้อนแช่เท้าที่คุซัตสึ (Kusatsu) ก่อนสักนิด ด้วยความโอ้เอ้ของวันแรกและฝนตกปรอย ๆ ตลอดทาง กว่าจะถึงคุซัตสึก็เย็นแล้ว เลยต้องปรับแผนใหม่ หาออนเซ็นดี ๆ หาข้าวอร่อย ๆ กิน แล้วขับรถออกไปหามิจิที่ไม่ไกลนอนแทน

เช้าวันต่อมาเส้นทางขึ้นเขาชิงะโคเก็น (Shiga Kogen) เป็นเส้นถนนที่เรากะว่าจะวิ่งผ่านชมวิวสวยไปเฉย ๆ แต่กลับกลายเป็นว่าต้องจอดรถทุกจุดชมวิวข้างทาง ภูเขาลูกนี้เป็นจุดสูงสุดในเส้นทางที่วางแผนไว้ หญ้าสีเขียวสลับกับหินทรงแปลก ความสูงเหนือเมฆที่ปกคลุมเมืองด้านล่างจนมิดตลอดเส้นทางเหมือนเราอยู่คนละโลกกับพื้นที่เมื่อวาน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
เส้นทางข้ามเขา Shiga Kogen เป็น Scenic Route ที่พวกเราต้องจอดแวะทุกจุดที่จอดได้

ในระหว่างแวะเข้าห้องน้ำและดื่มกาแฟที่คาเฟ่บนเขา เราหันไปเห็นโปสเตอร์การท่องเที่ยว Shiga Kogen เป็นรูปเสาโทริอิ (Torii) สีแดงริมทะเลสาบสีฟ้าสด เราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อจะหาว่าสถานที่ในภาพอยู่ที่ไหน พร้อมจะเปลี่ยนแผนทันทีถ้าไม่ลำบากจนเกินไป เจ้ากูเกิลพาเราไหลลงโพรงกระต่ายอีกครั้งเพื่อพบว่า บนเขา Shiga Kogen มีเส้นทางเดินเขาสั้น ๆ น่าสนใจอยู่หลายเส้น และหนึ่งในนั้นอยู่ห่างจากเราไปไม่กี่นาที

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
ทางเดินเขาเส้นสั้น ๆ ของ Shiga Kogen เลยจุดสวยที่สุดของใบไม้แดงไปแล้ว

แผนเปลี่ยนอีกครั้ง ยังไม่มีใครหิว ไม่มีใครรีบไปไหน พวกเราจอดรถหยุดลงไปเดินสัมผัสธรรมชาติด้วยเท้าของเราเอง ด้านบนเขาอากาศเย็นมาถึงก่อนพื้นล่าง ต้นไม้ส่วนใหญ่เหลือแต่กิ่ง ไม่ค่อยเห็นใบสีเหลืองสีแดงเยอะเท่าไหร่แล้ว แต่ทุกมุมที่มองไปก็ยังดูสวยอยู่ดี

รู้ตัวอีกทีก็เลยเที่ยงมาพักใหญ่ แผนร่างของวันนี้มีหมุดท่องเที่ยวปักไว้ที่น้ำตกนะเอะนะ (Naena Waterfall) พวกเราตัดสินใจดิ่งไปกินข้าวเที่ยงที่โน่นเลย ร้านอาหารมีอยู่ร้านเดียว อาหารขึ้นชื่อของที่นี่คือเส้นหมี่ขาวที่ปล่อยไหลมากับสายน้ำ แต่เวลาของเราไหลไปหมดแล้ว เลยสั่งข้าวคนละชุด รีบกินแล้วรีบเดินไปน้ำตกทันที

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

เส้นทางเดินในป่าปกคลุมด้วยไอหมอกละอองน้ำจากน้ำตกใหญ่ด้านใน ตรงจุดนี้ต่ำกว่าเส้นทางเขาด้านบน เป็นความสูงที่พอดีให้เราเห็นใบไม้เปลี่ยนสีที่แท้จริง ทันทีที่มุมมองของต้นไม้เปิดออกให้เห็นน้ำตกอลังการ เราหยุดยืนตะลึง – นี่เราทะลุมาสู่โลกแห่งจินตนาการแล้วอย่างแน่นอน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

ตลาดฤดูใบไม้ร่วง

  เช้านี้เสียงหัวเราะและพูดคุยของกลุ่มแม่บ้านสูงอายุด้านนอกตัวรถปลุกให้เราตื่น กลุ่มคุณป้ากำลังเตรียมตั้งโต๊ะขายขนมแป้งทอด ห่างออกไปอีกนิดมีเต็นท์ขายแอปเปิ้ลผลใหญ่เกือบ 2 กำปั้น ใต้เต็นท์เดียวกันมีองุ่นสีสวยดูหวานฉ่ำวางขายด้วย สุดทางเดินเป็นร้านขายผัก คุณลุงหลายคนทยอยขับรถเข้ามาจอดส่งผัก ในร้านมีต้นหอมญี่ปุ่นอวบหนาและสูงเกือบเท่าตัวเรา มะเขือเทศสดน่ากิน ลูกพลับสุกวางเรียงราย และเห็ดหลากหลายชนิด

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
รสชาติแห่งฤดูใบไม้ร่วงที่แท้จริง

สิ่งที่ขึ้นชื่อของฤดูใบไม้ร่วงนอกจากสีส้ม แดง เหลือง ที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ก็เป็นฤดูที่มีผลไม้อร่อยให้กินมากมาย พวกเราแวะซื้อผักผลไม้หลายชนิด แวะซื้อเนื้อสดและวัตถุดิบสำหรับทำอาหารเพิ่มจากซูเปอร์มาร์เก็ต คืนนี้พวกเราจะทำอาหารกินเอง เพื่อเข้าถึงรสชาติของฤดูใบไม้ร่วงที่แท้จริง

 เข้าแคมป์ของจริง

รถ FJ Cruiser คันนี้ถูกปรับพื้นที่ให้เหมาะกับการเข้าแคมป์เต็มที่ นอกจากเต็นท์ที่ติดอยู่ด้านบน ข้างขวากางกันสาดออกมาได้ ทางซ้ายกางออกมาเป็นห้องน้ำจำเป็น ท้ายรถมีตู้ลิ้นชัก 2 อัน เต็มไปด้วยเครื่องครัวสำหรับแคมปิ้ง จาน ชาม หม้อ กระทะ ไปจนเครื่องปรุงอาหารและหม้อต้มกาแฟ ตรงประตูหลังก็มีโต๊ะที่พับเก็บและเปิดออกได้ 

หลังจากนอนมิจิมาหลายคืน พวกเราตัดสินใจกันว่าต้องไปนอนแคมป์จริง ๆ เสียที ไม่ให้เสียคุณค่าของอุปกรณ์ท้ายรถ วันนี้เราตัดกิจกรรมท่องเที่ยวให้จบเร็วขึ้นเพื่อไปถึงแคมป์กราวนด์ก่อนมืดจะได้มีเวลาตั้งแคมป์

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
แสงแดดยามเย็นขับสีสันของฤดูใบไม้ร่วงให้สวยขึ้นไปอีก

ช่วงฤดูนี้แสงอาทิตย์หมดวันเร็วกว่าบ้านเรา เวลา 4 โมงเย็น แสงอาทิตย์ก็เปลี่ยนเป็นสีทองแล้ว สองข้างทางของเส้นทางที่มุ่งไปแคมป์นั้นสวยเกินจริงมาก ๆ ใบไม้กำลังแดงเต็มที่ แสงแดดสีอุ่นขับสีของใบไม้ให้สดขึ้นไปอีก ตลอดเส้นถนนที่วิ่งลัดเลาะผ่านหุบเขา พวกเราผลัดกันส่งเสียงแทนคำว่า ’สวย’ จนกระทั่งหมดคำพูดและเงียบลง เพราะรู้ดีว่าพวกเรากำลังเคลื่อนที่ผ่านช่วงเวลามหัศจรรย์นี้ไปด้วยกัน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
แคมปิ้งกราวนด์ที่เอารถเข้ามาจอดได้ มีพื้นที่กว้างขวาง

  สตาฟของแคมป์กราวนด์ดูกังวลเมื่อเรามาถึง เพราะไม่แน่ใจว่าเราจะเข้าใจกฎต่าง ๆ ที่เป็นภาษาญี่ปุ่นได้มากน้อยแค่ไหน แคมป์กราวนด์ของญี่ปุ่นส่วนใหญ่ต้องจองล่วงหน้า และมีกฎการใช้พื้นที่ละเอียดยิบ เช่น ช่วงเวลาห้ามส่งเสียงดัง การแยกทิ้งขยะ การจุดไฟ ฯลฯ แต่พอพวกเราสื่อสารกันจนรู้เรื่อง จ่ายเงินค่าใช้พื้นที่เรียบร้อย คุณสตาฟก็ปล่อยให้เราขับรถเข้าไปในพื้นที่ที่ระบุไว้ พร้อมกับให้แอปเปิ้ลท้องถิ่นเป็นของฝาก 1 ลูก

แคมป์ที่เราเลือกมานอนเป็นจุดที่อยู่ติดริมน้ำเขื่อน คนส่วนหนึ่งที่มาตั้งแคมป์เอาเรือคายัคมาด้วยเพื่อไปพายเรือในตอนเช้า สิ่งอำนวยความสะดวกในแคมป์มีพื้นฐานทั่วไป อาคารซักล้างแยกออกจากพื้นที่แคมป์กราวนด์ ห้องน้ำสะดวกสบาย มีโถส้วมอุ่นและสายฉีดไฟฟ้า ที่แคมป์นี้มีน้ำอุ่นและห้องอาบน้ำให้ด้วย แต่ต้องจ่ายเงินเพิ่มในราคา 5 นาที 300 เยน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

พฤศจิกายนเป็นช่วงปลายของการตั้งแคมป์ เพราะอากาศเริ่มเย็นมาก แคมเปอร์ข้าง ๆ เราส่วนใหญ่หายเข้าไปจุดไฟทำอาหารในเต็นท์ที่มีผนังบังลม ส่วนพวกเรานั่งสู้อากาศหนาวด้านนอกด้วยการจุดไฟกองใหญ่ ฟืนไม้มีขายพร้อมให้ใช้งานในราคามัดละ 800 เยน จุดติดไม่ยากเท่าไหร่ แต่ควันค่อนข้างเยอะ ไม่เหมือนไฟจากถ่านที่คุ้นเคยเวลาตั้งแคมป์ในไทย อาหารที่เราเตรียมมาเยอะกว่าที่จะกินได้หมด เลยเก็บส่วนที่เหลือไว้ในรถ ที่นี่ห้ามวางอาหารทิ้งไว้นอกเต็นท์โดยเด็ดขาด เพราะอาจจะมีสัตว์ป่ามาบุกแคมป์ได้ อุณหภูมิสุดท้ายที่เรากดดูก่อนปีนเข้าเต็นท์อยู่ที่ 5 องศาเซลเซียส คืนนี้อากาศค่อย ๆ เย็นลงเรื่อย ๆ เป็นคืนที่หนาวที่สุดของทริป

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
อาหารชาวแคมป์ อุด้งแกงกะหรี่หมู เต้าหู้ย่าง และมันญี่ปุ่นเผา

เส้นทางที่ซ่อนอยู่

พวกเรามาญี่ปุ่นช่วงฤดูใบไม้แดงหลายหน แต่ไม่เคยได้พบกับจังหวะพีกที่สุดของฤดูกาลแบบที่เมืองนี้ ณ เวลานี้เลย ก่อนหน้านี้เคยเห็นแบบที่เริ่มร่วงไปแล้วบ้าง หรือไม่ก็ยังไม่แดงพีกบ้าง เป็นเรื่องธรรมดาในการท่องเที่ยวที่ขึ้นกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ ซึ่งเรากะเกณฑ์ล่วงหน้าไม่ได้

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

เช้านี้พวกเราเปลี่ยนใจตัดจุดท่องเที่ยวที่หามาตั้งแต่เมืองไทยทิ้ง เพราะอยากมองดูใบไม้สีแดงส้มในจังหวะที่สวยที่สุด ให้นานที่สุด

หลังอาหารเช้าและเก็บของออกจากแคมป์ เราขับรถไปทางขึ้นเขาที่ค่อนข้างแคบ ถนนเลาะเลียบแม่น้ำสายเล็ก เส้นทางนี้ขึ้นชื่อว่าเป็น Scenic Route ที่ดีเส้นหนึ่ง ในสมุดคู่มือแคมป์ที่ได้มาเมื่อวานเขียนบอกไว้ว่า ถ้าหาจุดจอดรถข้างถนนได้ให้จอดเลย แล้วเดินชมวิวข้างทางด้วยขาของเราเอง

ที่จอดรถอยู่ตรงข้ามกับสะพานข้ามแม่น้ำ สีแดงของใบไม้ริมน้ำกวักมือเรียกให้เราจอดรถลงไปเดิน จากที่จะเดินเล่นนิด ๆ หน่อย ๆ แล้วไปดูอีกจุดหนึ่ง กลายเป็นการเดินปีนป่ายหินริมน้ำกินเวลาไปเกือบ 2 ชั่วโมง ซึ่งสนุกและสวยงามทุกนาทีที่ผ่านไป

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

ถึงเวลาสิ้นสุดเส้นทาง

คืนสุดท้ายเราจอดนอนที่มิจิอีกครั้ง หลังจากขับรถวนหาจุดที่เหมาะสมสักพัก จุดจอดรถที่ดีต้องไม่ใกล้กับคันอื่น ๆ เนื่องจากเราต้องกางบันไดขึ้นลงเต็นท์หลังคา จึงควรเลือกจุดริมสุดของช่องจอด เพื่อไม่ให้กินที่เข้าไปในช่องข้าง ๆ

มิจิสุดท้ายของคืนนี้อยู่หน้าสวนสาธารณะ เป็นมิจิที่เงียบสงบมาก มีรถจอดนอนก่อนหน้าเราเพียงคันเดียว มีกลิ่นมูลสัตว์ลอยมาจาง ๆ คุยกันว่าน่าจะเป็นกลิ่นขี้วัว เมื่อตื่นตอนเช้าจึงพบว่าที่นี่มีคอกแพะ ยามเช้าของวันสุดท้ายจึงเป็นการเดินเล่นกับแพะและแมวจรที่มีอยู่เต็มสวน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
เจ้าถิ่นเฝ้ามิจิเล็ก ๆ ที่เราใช้เป็นที่นอนในคืนสุดท้าย

เรามีนัดกับคุณลุคเพื่อคืนรถตอนค่ำที่โตเกียว เส้นทางวกกลับเข้าสู่เมืองใหญ่อีกครั้ง แถวนี้ยังไม่ถึงช่วงเวลาที่ใบไม้จะเปลี่ยนสี ถึงแม้ว่าเราอยู่เที่ยวต่อหลังคืนรถอีก 3 วันก็ตาม แต่ไฮไลต์ของทริปผ่านไปแล้ว บรรยากาศในรถก็เปลี่ยนไป ความรู้สึกที่เข้าใกล้ตอนจบก่อตัวเกาะกินเป็นความเหงาแปลก ๆ

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
เมื่อกลับเข้าสู่พื้นราบใกล้เมืองที่อากาศอุ่นกว่า ใบไม้แถวนี้ยังไม่ถึงจังหวะเปลี่ยนสี

พวกเราอ้อยอิ่งเก็บของออกจากรถ เอากระเป๋าลงทั้งหมดเพื่อให้พร้อมส่งรถคืน ในระหว่างเดินทางกลับเข้าเมืองก็เปิดไล่ดูรูปในโทรศัพท์มือถือ ฤดูกาลของที่นี่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากสีเขียวกลายเป็นสีแดง น้ำตาล แล้วหิมะก็มาทำให้ทุกอย่างขาวโพลน เมื่อหิมะละลายทุกอย่างก็เริ่มใหม่อีกครั้ง 

ความเปลี่ยนแปลงที่มีให้เห็นในธรรมชาติตลอดเวลา สอนให้เราเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่รอบตัว และรู้จักอดทนรอช่วงเวลาที่ดี ซึ่งจะผ่านเข้ามาอีกครั้งอย่างแน่นอน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay

Photographers

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay

พลพิชญ์ คมสัน

เริ่มต้นชีวิตจากการเป็นสถาปนิกแต่ชอบหนีงานไปเข้าป่าลงทะเล ผสมกับความอินโทรเวิร์ตเล็กๆ เลยเปลี่ยนสายอาชีพมาเป็นช่างภาพใต้น้ำและคนทำสารคดี เคยทำนิตยสารดำน้ำระดับอินเตอร์ ผลิตงานสารคดีใต้น้ำ และงานโฆษณาหลายชิ้น ปัจจุบันเป็นแอดมินเพจ Digitalay

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load