เอริณ กรินเดอร์ ทูลแฮล์ม (Eirin Grinde Tunheim) เป็นรองอันดับสาม Miss Norway 2019

เธอเป็นหญิงข้ามเพศคนแรกในเวทีการประกวดนางงามระดับชาติของนอร์เวย์ และภูมิภาคสแกนดิเนเวีย

การก้าวออกมาประกาศตัวว่าเป็นหญิงข้ามเพศบนเวทีที่คนทั้งประเทศจับจ้อง ต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมาก เพราะไม่รู้ว่ากระแสสังคมจะตอบรับเธอแบบไหน มันอาจพัดพาให้เธอซวนเซจนเสียศูนย์ กระทบสถานะนักศึกษาทันตแพทย์และแพทย์ของเธอ

แต่ไม่ว่าอย่างไร เธอก็กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ชาวนอร์เวย์ ทำให้สังคมรู้ว่าโลกนี้มีความหลากหลายทางเพศมากกว่าแค่หญิงหรือชาย เธอเป็นกระบอกเสียงที่พูดแทนคนข้ามเพศ และเป็นที่ปรึกษาให้เด็กที่กำลังสับสนในตัวเอง

เอริณ กรินเดอร์ ทูลแฮล์ม นางงามข้ามเพศชาวไทยผู้คว้ารองอันดับสาม Miss Norway 2019

เธอคือหญิงข้ามเพศคนแรกของนอร์เวย์ ที่มีสถานะเป็นบุคคลสาธารณะ

เธอเป็นคนไทย เกิดและโตในหมู่บ้านเล็กๆ ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ก่อนจะย้ายตามคุณแม่มาอยู่นอร์เวย์เมื่ออายุ 13 ปี และผ่าตัดแปลงเพศเมื่ออายุ 18 ปี

เธอพูดได้ 5 ภาษา ไทย เขมร อังกฤษ นอร์เวย์ และจีน

เธอเริ่มต้นเรียนมหาวิทยาลัยในสาขาบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ แล้วก็เปลี่ยนมาเรียนทันตแพทย์ควบคู่กับแพทย์ ในอนาคตเธอตั้งเป้าว่าอยากทำวิจัยเรื่องสมอง

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงออสโล ช่วยนัดเธอมานั่งคุยกับ The Cloud ในคาเฟ่ที่เมืองเฉียน ประเทศนอร์เวย์ หลังจากที่เธอเสร็จงานจากคลินิกทันตกรรม

และนี่คือเรื่องราวชีวิตของเธอ

เอริณ กรินเดอร์ ทูลแฮล์ม นางงามข้ามเพศชาวไทยผู้คว้ารองอันดับสาม Miss Norway 2019

01

ก้อนอิฐและดอกไม้ถึงนางงามข้ามเพศ

การเป็นสาวข้ามเพศที่ก้าวไปถึงตำแหน่งรองอันดับสาม Miss Norway 2019 พร้อมเสียงปรบมือกึกก้อง การปรากฏตัวในพื้นที่สื่อแบบนับไม่ถ้วน และได้รับคำชื่นชมจากทั่วสารทิศ ดูคล้ายฉากจบบริบูรณ์อย่างชื่นมื่นของเทพนิยายที่มีนางเอกชื่อ เอริณ กรินเดอร์ ทูลแฮล์ม

แต่ชีวิตจริงไม่ใช่เทพนิยาย

“การได้มายืนอยู่ตรงนี้ทำให้รู้ว่า Social Bullying คืออะไร” เอริณเล่าว่า เธอได้รับคำวิจารณ์มากมายในโลกออนไลน์ ระหว่างประกวด หนังสือพิมพ์บางฉบับก็พาดหัวและเรียกเธอด้วยคำสรรพนามของเพศชาย อย่างเช่น ‘เด็กชายคนนี้อาจจะเป็นมิสนอร์เวย์’

คนจำนวนไม่น้อยไม่ยอมรับเธอในฐานะผู้หญิง

“คนนอร์เวย์จำนวนหนึ่งมีทัศนคติเป็นลบกับคนข้ามเพศ ยิ่งเจอคำวิจารณ์แรงเท่าไหร่ เราก็ยิ่งแกร่งขึ้นและรู้จักตัวเองมากขึ้นเท่านั้น” หญิงสาวคนนี้ตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

แม้ว่าการได้ตำแหน่งของเธอจะไม่ถูกใจหลายคน แต่มันก็สร้างความสุขให้หลายคน

เอริณ กรินเดอร์ ทูลแฮล์ม นางงามข้ามเพศชาวไทยผู้คว้ารองอันดับสาม Miss Norway 2019

“มีคนส่งข้อความมาขอบคุณเอริณเยอะมาก ที่ทำให้รู้ว่าสังคมเราไม่ได้มีแค่เพศชายหรือหญิง เกย์หรือเลสเบี้ยน สองเดือนก่อนเอริณไปร่วมงาน Pride ที่เมืองดรัมเมน มีคนถามว่าอยากขึ้นเวทีไปพูดไหม เราก็ขอพูดเพราะยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่เราบอกว่าเราเป็นผู้หญิงข้ามเพศแล้วคนปรบมือให้ เอริณขนลุกเลย ภูมิใจมาก แล้วก็ดีใจที่ได้เป็นกระบอกเสียงสื่อสารให้คนอื่นรู้ว่า โลกเรามีความหลากหลายทางเพศ มันเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติมาเป็นล้านปีแล้ว เราไม่จำเป็นต้องตกใจหรือกลัว เพราะคนส่วนมากกลัวสิ่งที่ไม่รู้จัก”

เธอเล่าต่อว่า ตอนนี้เธอกลายเป็นที่ปรึกษาให้เด็กนอร์เวย์ที่กำลังสับสนในตัวเอง

“มีเด็กถามเข้ามาเยอะมาก เขาไม่รู้จักตัวเองจริงๆ เขาไม่รู้ว่าเขาเป็นคนประเภทไหนกันแน่ บางคนก็ปรึกษาว่าจะแปลงเพศดีไหม จะตัดสินใจยังไงดี เราก็ให้คำแนะนำไป”

เอริณเข้าใจสิ่งนี้ดี เพราะครั้งหนึ่งเธอก็เคยสงสัยในตัวเองมาก่อนเหมือนกัน

เอริณ กรินเดอร์ ทูลแฮล์ม นางงามข้ามเพศชาวไทยผู้คว้ารองอันดับสาม Miss Norway 2019

02

ความไม่มีสอนอะไรเธอหลายอย่าง

ย้อนกลับไปเมื่อ 26 ปีก่อน เด็กชายกรินทร์ เตื่อยตุ่น เกิดและโตในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ตำบลตาจง อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ หมู่บ้านของเธอเต็มไปด้วยชาวไทยเชื้อสายกัมพูชา บ้านของเธอก็เช่นกัน พ่อแม่รวมถึงปู่ย่าเธอถือสัญชาติไทย เป็นคนไทยเต็มรูปแบบ แต่พวกเขาก็พูดคุยกันในบ้านด้วยภาษาเขมร

Eirin Grinde Tunheim นางงามข้ามเพศชาวไทยผู้คว้ารองอันดับสาม Miss Norway 2019

พ่อแม่ของเอริณแยกทางกันตอนเธออายุ 3 ขวบ เธอย้ายไปอยู่กับพ่อที่บ้านปู่ย่า ซึ่งเป็นเกษตรกร ไม่มีเงินทอง แต่ก็มีที่ดินไว้ปลูกข้าว อ้อย มันสำปะหลัง และยูคาลิปตัส ส่วนแม่ของเธอหันหลังให้อาชีพเกษตรกรไปทำงานที่หัวหิน ส่งเงินมาให้ลูก 3 คน เดือนละ 500 บาท แบ่งกันแล้วได้เงินไปโรงเรียนวันละ 3 บาท ต่อคน

Eirin Grinde Tunheim นางงามข้ามเพศชาวไทยผู้คว้ารองอันดับสาม Miss Norway 2019

“บ้านเราไม่มีเงินมากนัก จำได้ว่าโรงเรียนให้ซื้อชุดพละ ไปขอเงินย่าร้อยยี่สิบบาท ย่าบอกว่าไม่มี” เอริณเงียบไปครู่หนึ่ง

“วันหยุด ถ้ามีรถไอติมมาขาย ไปขอเงินย่าบาทนึง ก็ไม่มี เราซื้ออะไรไม่ได้เลย”

แต่ความไม่มีนั้นสอนอะไรเธอหลายอย่าง

“ย่าเป็นคนมัธยัสถ์ แกสอนให้เราไม่ใช้เงิน แล้วก็สอนให้เราหาเงิน ย่าฝึกให้พวกเราอดทน ตอนเช้าก่อนไปโรงเรียนต้องไปเก็บพริก ต้องช่วยทำปลาร้า ทอเสื่อ เข็นผักขาย เข็นข้าวสารไปส่ง ทำงานบ้านทุกอย่าง ล้างจาน ให้อาหารสัตว์”

เอริณย้อนเล่าถึงชีวิตในวัยประถม เธอบอกว่า ฉากที่จำได้แม่นยำคือทุกเช้าวันจันทร์ก่อนจะไปโรงเรียน ต้องไปเก็บขยะที่ตลาดนัดแลกกับเงิน 20 บาท

“ของชิ้นแรกที่ซื้อด้วยตัวเองคือตุ๊กตาบาร์บี้ตอนปอสี่ ราคาตัวละสามสิบบาท ตอนนั้นมีเงินแค่ยี่สิบห้าบาท แต่เขาลดให้ห้าบาท แทบร้องไห้เลย ขอบคุณคนขายมาก ถ้าวันนี้เขามีโอกาสได้ยินเรื่องนี้ เอริณอยากขอบคุณเขาจริงๆ นะ” สาวบุรีรัมย์จบประโยคด้วยรอยยิ้มและน้ำตา

03

ข้างนอกมืดมน ข้างในหม่นหมอง

แม่ของเอริณมีความรักครั้งใหม่ที่หัวหิน แล้วก็ย้ายตามสามีชาวนอร์เวย์มาอาศัยในประเทศที่มีฤดูหนาวยาวนาน 8 เดือน

“เราได้คุยกับแม่ปีละสองครั้ง ยุคแรกยังไม่มีโทรศัพท์ เราต้องไปหมู่บ้านข้างๆ เพื่อเช่าโทรศัพท์โทรหาแม่ เราเลยเขียนจดหมายหาแม่มากกว่า กว่าจะถึงก็สองอาทิตย์ ซองจดหมายจะอูมๆ หน่อยเพราะเราพับหัวใจใส่ไปให้แม่ด้วย ตอนหลังเริ่มมีโทรศัพท์มือถือ แม่ก็ซื้อโทรศัพท์รุ่นเก่าๆ เอาไว้ให้ใช้ที่บ้านเครื่องนึง” เอริณย้อนเล่าถึงอดีตด้วยรอยยิ้ม

พอแม่อยู่นอร์เวย์ได้ 5 ปี ก็ชวนลูกทั้งสามคนมาอยู่ด้วย ในช่วงเวลาที่เอริณเรียนจบ ป.6 พอดี

“พี่ชายไม่ได้อยากไปนะ เขาชอบเลี้ยงวัว เลี้ยงไก่ เขาอยากเลี้ยงสัตว์อยู่บ้าน แต่แม่บอกว่า มาอยู่ด้วยกันเถอะ ไหนๆ คนอื่นก็มาแล้ว สุดท้ายพี่ชาย พี่สาว และเอริณ ก็ไปอยู่กับแม่ที่นอร์เวย์

Eirin Grinde Tunheim นางงามข้ามเพศชาวไทยผู้คว้ารองอันดับสาม Miss Norway 2019
Eirin Grinde Tunheim นางงามข้ามเพศชาวไทยผู้คว้ารองอันดับสาม Miss Norway 2019

“บรรยากาศตอนนั่งรถไฟจากสนามบินไปบ้านที่เมืองดรัมเมนมืดตลอดเวลา หดหู่มาก วันนั้นวันที่ยี่สิบแปดเมษายน หิมะยังไม่ละลาย ได้กลิ่นหญ้าเปื่อยๆ จนป่วยไปเลยอาทิตย์หนึ่ง อยากอาเจียนตลอดเวลา” เอริณยังจำภาพวันนั้นได้ชัดเจน

ส่วนความสัมพันธ์กับพ่อเลี้ยงก็ราบรื่นดี พ่อเลี้ยงตั้งกฎให้ลูกๆ ว่า ห้ามพูดภาษาไทยบนโต๊ะอาหาร เพื่อช่วยฝึกภาษาให้เด็กๆ แต่เอริณก็ดื้อ ไม่พูดภาษานอร์เวย์ สุดท้ายบนโต๊ะอาหารก็มีแต่ภาษาไทย

“เอริณเรียนภาษาผ่านการดูการ์ตูนค่ะ เราเรียนภาษาได้เร็วมาก ตอนมาถึงเป็นช่วงปิดเทอม ได้นั่งดูการ์ตูนกับพี่ทุกวัน เราซึมซับการใช้ภาษามาจากการ์ตูน เปิดเทอมก็สื่อสารได้บ้างเล็กน้อย ตอนเด็กๆ เราไม่กลัวผิด คิดอะไรได้ก็พูดไปก่อน ถ้าไม่ใช่ เดี๋ยวครูหรือเพื่อนก็แก้ให้เราเอง”

ถึงจะพูดภาษานอร์เวย์ได้ แต่เอริณในวัย 13 ปี ก็ไม่ได้สนุกกับประเทศใหม่มากนัก

“แม่บอกว่า อยู่ที่นี่ต้องออกไปเดินเล่นข้างนอกบ่อยๆ ไม่อย่างนั้นจะเครียด แต่ช่วงปีแรกเราไม่อยากออกไปข้างนอกเลย ไม่รู้จะออกไปทำอะไร เพราะกิจกรรมข้างนอกทุกอย่างต้องใช้เงิน เราเป็นคนที่ไม่ค่อยอยากจะใช้เงินเลยอยู่ติดบ้านตลอดเวลา นั่งส่องกระจกเป็นชั่วโมง หกเจ็ดชั่วโมงก็มี จนแม่ต้องเอากระจกไปซ่อน”

ปัญหาของเอริณไม่ได้มีแค่สภาพอากาศภายนอกที่มืดมน แต่ยังมีเรื่องสภาพจิตใจภายในที่หม่นหมองด้วย

“เราอยากเป็นผู้หญิง อยากแต่งตัวเป็นผู้หญิง แต่แม่กลัวว่าเราจะโดนล้อแล้วจะไม่อยากไปโรงเรียน เลยพยายามให้เราใช้ชีวิตแบบปกติ แต่เอริณก็ดื้อ เพราะรู้ว่าสิ่งที่เราทำจะทำให้เรามีความสุขกับการใช้ชีวิต” เธอจึงหยิบเครื่องสำอางขึ้นมาแต่งหน้าแล้วนั่งมองตัวเองในกระจก

เอริณ กรินเดอร์ ทูลแฮล์ม นางงามข้ามเพศชาวไทยผู้คว้ารองอันดับสาม Miss Norway 2019

04

อยากเป็นผู้หญิงตั้งแต่จำความได้

“เอริณอยากเป็นผู้หญิงตั้งแต่จำความได้” เธอพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ตอนอนุบาล เอริณเกลียดการเตะบอลมาก เกลียดกิจกรรมทุกอย่างที่ผู้ชายทำ ไม่อยากไปโรงเรียนเลย เพราะต้องถูกบังคับให้แยกชายหญิง ทำกิจกรรมแยกกัน ห้องน้ำแยกกัน นอนก็แยกกัน หลังพักเที่ยงเอริณจะไปซ่อนตัวในพุ่มไม้ ไม่อยากเข้าห้องเรียน ครูก็จะไปตามจับมาเข้าห้องเรียน แขนขาเราจับอะไรได้ก็จะเกี่ยวไว้หมด จับขึ้นบันไดก็จะวิ่งกลับลงมา”

Eirin Grinde Tunheim นางงามข้ามเพศชาวไทยผู้คว้ารองอันดับสาม Miss Norway 2019

สังคมต่างจังหวัดรอบตัวเอริณไม่ได้เปิดใจรับความหลากหลายทางเพศมากนัก ครอบครัวของเธอไม่ได้ว่าอะไร แต่ก็ค่อนข้างเข้มงวดเรื่องการวางตัว เอริณจึงต้องเก็บอาการ ไม่ทำตัวตุ้งติ้ง จนครูและคนในชุมชนจำนวนมากไม่รู้ว่าเธอมีจิตใจเป็นผู้หญิง ส่วนเพื่อนพ้องก็ไม่ได้ล้อเธอเรื่องนี้

“ตอนเด็กๆ ไม่กล้าพูดคำว่า คะ ส่วนคำว่า ครับ ก็กระดาก พูดแล้วไม่เข้าปาก แต่ก็จำเป็นต้องพูด เราเล่นกับเพื่อนผู้หญิงมาตั้งแต่จำความได้ การแสดงออกมากที่สุดที่เคยทำก็คือตอนปอหนึ่ง แอบชอบเพื่อนผู้ชายในห้อง เลยไปแอบดูเขาเตะบอลทุกวัน เป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ” เอริณหัวเราะ

05

ต่อไปนี้เราจะปฏิบัติกับเอริณเหมือนเด็กผู้หญิง

ตอนอายุ 14 อาจารย์ให้นักเรียนเขียนเรียงความถึงสิ่งตัวเองอยากเป็นในอนาคต เอริณเขียนว่า

อยากเป็นผู้หญิง

หลังจากที่ต้องปิดบังความเป็นตัวเองมาทั้งชีวิตตอนอยู่เมืองไทย พอมาถึงนอร์เวย์ได้แค่ 2 – 3 เดือน เอริณก็เริ่มปัดมาสคาร่าไปเรียน สักพักก็เติมลิปสติก ตบรองพื้น หนึ่งเดือนผ่านไป เอริณก็แต่งหน้าเต็มไปเรียน

เท่านั้นยังไม่พอ เธอยังแอบหนีแม่ไปเมืองออสโล เพื่อซื้อผมมาแปะกาวติดกับผมจริง เพียงข้ามคืน เธอก็กลายเป็นเด็กผู้หญิงผมยาวที่ใบหน้าฉ่ำไปด้วยเครื่องสำอาง

“เพื่อนก็งงนะคะ” เธอหัวเราะ

“ช่วงนั้นเราเป็นคนตัวเล็ก เสียงเล็ก เดินกับผู้หญิงตลอด เพื่อนก็เริ่มสับสนว่าเราเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย มีเพื่อนคนหนึ่งถามว่าเราเป็น Homosexual (คนรักร่วมเพศ) หรือเปล่า เราตอบไปว่า เป็น ทีแรกเพื่อนก็ยังงง ไม่มีใครกล้าล้อ เพราะในความเข้าใจของเด็ก ถ้าไม่ใช่ Heterosexual (คนรักต่างเพศ) ก็ต้องเป็น Homosexual เท่านั้น ยังมีเพื่อนส่งข้อความมาในเฟซบุ๊กว่า ทำไมถึงไม่เปลี่ยนใจ คือคนยังเชื่อว่าการเป็น Homosexual หรือ Transexual คือทางเลือกที่เราเลือกได้”

Eirin Grinde Tunheim นางงามข้ามเพศชาวไทยผู้คว้ารองอันดับสาม Miss Norway 2019

พอเพื่อนผู้ชายรู้ว่าเธอเป็นเพศที่ต่างไป เธอก็โดนล้อทุกวัน สิ่งที่น่ากระอักกระอ่วนที่สุดก็คือ การเปลี่ยนเสื้อผ้าในวิชาพลศึกษา เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าห้องเดียวกับผู้หญิงไม่ได้ แต่เมื่อเด็กผมยาวที่แต่งหน้าเต็มอย่างเธอเปลี่ยนเสื้อผ้าห้องเดียวกับผู้ชาย ผู้ปกครองของเด็กผู้ชายก็รับไม่ได้ ถึงกับมาบอกครูว่า ห้ามเอริณเปลี่ยนเสื้อผ้าห้องเดียวกับลูกเขา ครูเลยต้องเปิดห้องพักครูให้เธอเปลี่ยนชุด

ตอนแรกครูในโรงเรียนปฏิบัติต่อเอริณเหมือนเด็กผู้ชายคนหนึ่ง จนกระทั่งเธอบอกว่า ไม่ได้อยากเป็นผู้ชาย ครูก็เข้าใจแล้ววางตัวอย่างเป็นกลาง ไม่แสดงออกว่าชอบหรือไม่ชอบ แต่ช่วยสนับสนุนเธอเต็มที่ มีการประชุมครูทั้งโรงเรียนเพื่อบอกว่าต่อจากนี้จะปฏิบัติต่อเอริณเหมือนเด็กผู้หญิง ใช้คำศัพท์ที่เป็นเพศหญิง แล้วเปลี่ยนตารางเรียนให้วิชาพลศึกษาเป็นชั่วโมงสุดท้าย เอริณจะได้กลับบ้านโดยไม่ต้องอาบน้ำ

“ตอนมอสองมีชั่วโมงว่ายน้ำและพลศึกษาอยู่ตอนเช้า เราต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าและอาบน้ำ เอริณเป็นคนเดียวที่ไม่อาบน้ำ เพราะเราไม่อยากยืนอยู่ตรงนั้น รู้สึกว่ามันไม่ใช่เรา” เอริณอธิบายถึงปัญหาการเปลี่ยนเสื้อผ้าอาบน้ำร่วมกับเพื่อนๆ ว่ามันคือเรื่องใหญ่สำหรับเธอ

“ในโรงเรียนไม่มีเด็กแบบเอริณนะ เป็นคนแรกของโรงเรียน หรืออาจจะของจังหวัดด้วยซ้ำ” เอริณเล่าต่อว่า

“มีเพื่อนชาวฟิลิปปินส์อีกคนในโรงเรียนที่อยู่ในช่วงสับสนว่าเป็นอะไร สุดท้ายเขาก็เป็นเกย์ แล้วก็มีทอมอีกคน ซึ่งตอนนี้แปลงเพศเป็นผู้ชายแล้ว”

เอริณ กรินเดอร์ ทูลแฮล์ม นางงามข้ามเพศชาวไทยผู้คว้ารองอันดับสาม Miss Norway 2019
เอริณ กรินเดอร์ ทูลแฮล์ม นางงามข้ามเพศชาวไทยผู้คว้ารองอันดับสาม Miss Norway 2019

06

อยากแปลงเพศตั้งแต่อายุ 14

“ตอนอายุสิบสี่เอริณบอกแม่ว่า อยากแปลงเพศ” สาววัย 26 เล่าถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิต

“ตอนนั้นเริ่มมีอินเทอร์เน็ตที่บ้าน เลยพยายามหาข้อมูลว่าเราคืออะไร ทำไมเราถึงเป็นแบบนี้ มีปัญหาเรื่องโครโมโซมหรือเปล่า แล้วเราก็เจอข้อมูลเกี่ยวกับการแปลงเพศ เราจะเป็นผู้หญิงได้ เป็นช่วงเวลาที่เครียดที่สุดในชีวิต”

แม่ของเอริณไม่เคยรู้เรื่องแปลงเพศมาก่อน เลยได้แต่หัวเราะกับความคิดแปลกๆ แล้วก็เป็นกังวลว่าทำแล้วจะปลอดภัยแค่ไหน

“เอริณเริ่มเทกฮอร์โมนก่อน ให้คนส่งมาจากเมืองไทย เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากนะคะ ควรต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์มากๆ พ่อเลี้ยงกลัวว่าวันหนึ่งถ้าเราอยากเป็นผู้ชาย แต่ผลของฮอร์โมนจะยังอยู่ในร่างกายเราไปตลอดชีวิต แกพยายามเตือน แต่เราก็ดื้อมาก” เอรินยิ้มในความรั้นของตัวเอง

การผ่าตัดแปลงเพศในนอร์เวย์จะต้องได้รับการรับรองจากจิตแพทย์ก่อน

เอริณในวัย 14 จึงถูกส่งไปพบกับจิตแพทย์ของโรงเรียน จิตแพทย์ระดับตำบล อำเภอ แล้วก็ประเทศ เธอรู้สึกว่าจิตแพทย์ที่พบปฏิบัติกับเธอไม่ดีนัก ไม่พยายามฟังสิ่งที่เธอเป็น เอาแต่ขู่บังคับว่า อันนี้อาจจะไม่เข้าเกณฑ์นะ สองแม่ลูกเลยตัดสินใจเดินทางไปผ่าตัดแปลงเพศที่ไทย

เอริณ กรินเดอร์ ทูลแฮล์ม นางงามข้ามเพศชาวไทยผู้คว้ารองอันดับสาม Miss Norway 2019

ตอนที่เอริณอายุ 18 ปี ช่วงปิดเทอมใหญ่ก่อนขึ้น ม.6 เธอมีเวลาว่างมากพอสำหรับการพักฟื้น 14 วัน จากการผ่าตัดแปลงเพศและเสริมหน้าอก ซึ่งถ้าทำ 2 อย่างนี้ เธอจะได้ใช้คำนำหน้าว่า นางสาว อย่างถูกต้องตามกฎหมายของประเทศนอร์เวย์

กระบวนการผ่าตัดเต็มไปด้วยความเจ็บปวด จนเอริณคิดว่าทำไมเธอต้องมาทำอะไรที่หนักหนาขนาดนี้ แต่พอออกจากห้องผ่าตัด เธอก็รู้สึกโล่งเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก

“สิ่งแรกที่ทำคือโทรหาแม่แล้วร้องไห้ เอริณบอกแม่ว่า ตอนนี้ลูกเป็นผู้หญิงแล้วนะ แม่ก็ตอบว่า ยินดีด้วย” เอริณเล่าถึงช่วงเวลาสำคัญที่เธอได้กลายเป็นสาวข้ามเพศ

เมื่อกลับมาถึงโรงเรียน เธอเล่าให้เพื่อนสนิทฟังแค่ 3 คน เธอเดาว่าข่าวแบบนี้น่าจะมีการกระซิบกระซาบกันจนรู้ทั้งโรงเรียน แต่ถึงอย่างนั้น เพื่อนบางคนที่ไม่ได้สนิทมากก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าครั้งหนึ่งเธอเคยเป็นผู้ชายมาก่อน

รหัสประจำตัวประชาชนของนอร์เวย์มีเลขชุดหนึ่งบอกว่าเจ้าของรหัสเป็นเพศหญิงหรือชาย เมื่อผ่าตัดแปลงเพศแล้วต้องเปลี่ยนคำนำหน้าและเปลี่ยนรหัสประจำตัว ซึ่งเมื่อเปลี่ยนรหัสประจำตัว ก็จะกลายเป็นคนใหม่ที่แยกขาดจากคนเดิมแบบคนละคน ราวกับได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างแท้จริง

“หลังผ่าตัดแปลงเพศเสร็จเอริณถ่ายเป็นเลือด เลยไปหาหมอที่นอร์เวย์ หมอวินิจฉัยว่าเราน่าจะมีประจำเดือน เพราะเขาดูไม่ออก แล้วข้อมูลทุกอย่างของเราก็เป็นผู้หญิงหมดเลย เราเคยไปตรวจร่างกายกับหมอที่จุฬาฯ หมอถามว่า ประจำเดือนมาปกติไหม เราก็ตอบว่า ค่ะ แล้วค่อยบอกว่า ลืมค่ะลืม หนูไม่มีประจำเดือน หมอก็งงว่าทำไม” เอริณเล่าเรื่องนี้ด้วยความสนุก

“ที่นอร์เวย์มีหญิงข้ามเพศไม่เยอะ ไม่ค่อยเห็นในสื่อ คนส่วนใหญ่จึงแยกไม่ออก กฎหมายค่อนข้างเปิดกว้าง ชายรักชายแต่งงานกันได้ คนที่แปลงเพศแล้วก็ใช้นางสาวได้ แต่คนข้ามเพศก็ยังไม่กล้าเปิดตัว โดยเฉพาะเด็กๆ เพราะกลัวว่าเปิดตัวแล้วสังคมจะไม่ยอมรับ”

หลังจากแปลงเพศแล้ว เอริณและเพื่อนสนิทต่างคิดตรงกันว่าไม่ควรป่าวประกาศ ปล่อยให้ทุกคนเข้าใจว่าเธอเป็นผู้หญิงธรรมดาๆ น่าจะดีที่สุด

เอริณ กรินเดอร์ ทูลแฮล์ม นางงามข้ามเพศชาวไทยผู้คว้ารองอันดับสาม Miss Norway 2019

07

เธอเป็นได้มากกว่าช่างเสริมสวย

ช่วงมัธยมต้น เอริณชอบดูรายการประกวดนางแบบของ ไทรา แบงค์ส เธอเลยมีความฝันว่าอยากจะเป็นนักออกแบบแฟชั่น แต่แม่มองว่าเป็นอาชีพที่ไม่มั่นคง แม่เห็นเอริณชอบแต่งหน้าทำผม เลยอยากให้ลูกเอาดีทางการเป็นช่างเสริมสวย แล้วเปิดร้านของตัวเอง

“พอเล่าเรื่องนี้ให้ครูที่ปรึกษาฟัง ครูบอกว่า ฉันคิดว่าเธอน่าจะทำได้มากกว่านี้นะ แกเป็นคนแรกที่ทำให้เอริณเชื่อว่าเราเป็นได้มากกว่าช่างเสริมสวย เพราะคนส่วนใหญ่เวลาเจอ LGBT หรือหญิงข้ามเพศ จะแนะนำให้ไปเป็นช่างเสริมสวย ไม่ก็นางโชว์”

เอริณเล่าต่อว่า ตอนมานอร์เวย์ใหม่ๆ เธอเรียนหนังสือแค่พอผ่าน ไม่ได้ตั้งใจเรียนมากนัก พอขึ้นมัธยมปลาย เธอเริ่มสนุกกับการเรียนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ได้เจอเพื่อนที่ช่วยสนับสนุนเรื่องการเรียน คะแนนของเธอดีขึ้น ประตูอนาคตก็เปิดกว้างขึ้นอีกหลายบาน เธออยากเป็นนักบิน แล้วเบนมาทางนักเคมี แต่พอเรียนจบมาจริงๆ ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเรียนต่ออะไรดี

“หลังจากเรียนจบก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรได้ดีที่สุด เพราะทำอะไรก็สนุกไปหมด เลยอยากไปลองค้นหาตัวเองที่แอฟริกาใต้ คิดวันนี้ก็ซื้อตั๋วเลย พรุ่งนี้ก็บินไปแอฟริกาใต้คนเดียวสองอาทิตย์” เอริณเดินทางไปทำงานกับองค์กรการกุศล ทีแรกเธออยากทำคลินิกหรืองานที่เกี่ยวกับการแพทย์ แต่ไม่มีที่ว่าง เลยไปดูแลเด็กอนุบาลแทน

ช่วงเวลานั้นทำให้เธอค้นพบว่าเธอชอบใช้ภาษา ชอบการสื่อสาร และชอบงานบริหาร กลับมาก็เลยเลือกเรียนบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์

เรียนไปได้ 2 ปี ก็ไปแลกเปลี่ยนที่ปักกิ่ง เพราะเธอชอบความเป็นจีน ภาษาจีน หนังจีน และมีเพื่อนสนิทเป็นชาวจีนที่เก่งมาก

กลับจากจีนก็มาฝึกงานกับบริษัทที่ปรึกษาที่กรุงเทพฯ เธอรู้สึกว่าตัวเองทำงานนี้ได้ไม่ดี นี่อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เธอทำได้ดีที่สุด

แล้วเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้เอริณตัดสินใจเปลี่ยนคณะที่เรียนก็คือ การไปสัมภาษณ์งานกับบริษัทที่มีชื่อเสียงของนอร์เวย์

“เขาถามคำถามสุดท้ายว่า เธอมีอะไรจะบอกเราไหม เราตอบว่า ไม่มี แต่เหมือนเราหลอกตัวเอง แล้วหลอกบริษัทด้วย ถ้าวันหนึ่งเราบอกว่าฉันเป็นหญิงข้ามเพศ บริษัทจะรู้สึกอย่างไร เหมือนเราหลอกเขาตั้งแต่ต้น” เอริณเล่าถึงปมที่อยู่ในใจของเธอเรื่อยมา

เธอกลัวว่าถ้าเปิดเผยความจริงจะมีคนรับไม่ได้ แล้วทำให้ชีวิตของเธอเปลี่ยนไป เอริณก็เลยเลือกเรียนในสาขาอาชีพที่มีการงานมั่นคงรองรับ นั่นก็คือ ทันตแพทย์และแพทย์

เอริณ กรินเดอร์ ทูลแฮล์ม นางงามข้ามเพศชาวไทยผู้คว้ารองอันดับสาม Miss Norway 2019
เอริณ กรินเดอร์ ทูลแฮล์ม นางงามข้ามเพศชาวไทยผู้คว้ารองอันดับสาม Miss Norway 2019

08

ทำยังไงถึงจะช่วยชีวิตคนได้มากที่สุด

ครอบครัวฝั่งพ่อของเอริณมีปัญหาเรื่องเหล้า

“พ่อของเอริณเสียชีวิตจากการดื่มเหล้า เขาติดเหล้ามาก ไม่ทำงานเลย สูบบุหรี่ เป็นเบาหวานด้วย แกโดนพานรถไถตกทับเท้า แกคิดว่าเดี๋ยวก็คงหายเอง หลายเดือนผ่านไปแกเจ็บจนทนไม่ไหวเลยไปโรงพยาบาล ไปถึงก็นอนแล้วไปเลย เชื้อเข้าสู่กระแสเลือดไปทั้งร่างกายแล้ว ส่วนคุณปู่เสียชีวิตเพราะดื่มเหล้าเยอะ แล้วก็กินยาแก้ปวดจนกระเพาะทะลุ ลุงสองคนก็เสียชีวิตตอนอายุสามสิบสามปีเพราะดื่มเหล้า”

ครอบครัวฝั่งแม่มีปัญหาเรื่องความเครียด

“คุณน้าเสียชีวิตจากการยิงตัวตาย ลูกพี่ลูกน้องสองคนผูกคอตาย”

นั่นคือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เธอเลือกเรียนแพทย์ เพราะอยากช่วยชีวิตคนไว้ให้ได้มากที่สุด โดยไม่สนใจว่านี่คืออาชีพที่ต้องการความน่าเชื่อถือมากที่สุดอาชีพหนึ่ง เธอมองเพียงว่าถ้าเธอทำผลงานได้ดี คนก็น่าจะยอมรับเธอได้

เอริณ กรินเดอร์ ทูลแฮล์ม นางงามข้ามเพศชาวไทยผู้คว้ารองอันดับสาม Miss Norway 2019
เอริณ กรินเดอร์ ทูลแฮล์ม นางงามข้ามเพศชาวไทยผู้คว้ารองอันดับสาม Miss Norway 2019
ภาพ : Camilla Sandjord

ตอนนี้เอริณเรียนทันตแพทย์ปี 4 และแพทย์ปี 1

เธออยู่บนเส้นทางการเรียนและการงานที่ดี ได้รับการยอมรับจากคนรอบตัวในฐานะของผู้หญิงคนหนึ่ง

ไม่ใช่เพราะคนรอบตัวเธอใจกว้าง

แต่เพราะพวกเขาคิดว่าเธอเป็นผู้หญิงมาตั้งแต่เกิด

09

ใช้เวทีนางงามประกาศตัวว่า ฉันเป็นหญิงข้ามเพศ

“หลังจากแปลงเพศปีสองพันสิบเอ็ด เอริณบอกตัวเองว่า อยากมีชีวิตเป็นเหมือนผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่ง เป็นนางสาว ใช้ชีวิตเรียนหนังสือตามปกติ แต่ช่วงหลังเริ่มอึดอัด เวลามีเพื่อนพูดขึ้นมาว่า เธอเป็นสาวประเภทสองเหรอ เราก็หน้าชาเลย รู้สึกวิตก กลัว เครียด” เอริณเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการลงประกวดนางงาม

“เคยพูดกับเพื่อนว่า ฉันประกาศกับทุกคนได้เลยไหมว่าฉันเป็นหญิงข้ามเพศ เพื่อนแนะนำว่ายังไม่ต้องบอกดีกว่า เพราะเราอยู่ในจุดที่โอเคแล้ว ทั้งเรื่องเรียนและเส้นทางการงาน บอกไปเดี๋ยวคนจะรับไม่ได้”

สุดท้ายเอริณก็ตัดสินใจบอกความจริงกับทุกคน แต่การเดินไปบอกเพื่อนทีละคน เพื่อนคงคิดว่าเธออำเล่น เพราะเธอเป็นคนชอบพูดเล่น ช่วงนั้นเอริณดูการประกวด Miss Universe แล้วเห็น Miss Spain ซึ่งเป็นสาวงามข้ามเพศ เธอจึงเกิดความคิดว่า อยากใช้เวทีนางงามเป็นที่เปิดตัวกับทุกคน

ปี 2019 เป็นปีแรกที่นอร์เวย์เปิดให้ผู้หญิงข้ามเพศเข้าประกวด Miss Norway ร่วมกับผู้หญิงได้

“เอริณเคยประกวดเทพีแถวบ้านที่บุรีรัมย์ เป็นเวทีเล็กๆ แบบธิดาปลาจ่อม แต่ไม่ได้เข้ารอบ” เอริณหัวเราะ เธอว่า การประกวดมิสนอร์เวย์ต้องมีอายุไม่เกิน 28 ปี ปีนี้เธออายุ 26 ปี น่าจะเป็นโอกาสแรกและโอกาสสุดท้าย เธอจึงสมัครทันที และกลายเป็นหญิงข้ามเพศคนแรกในภูมิภาคสแกนดิเนเวียที่ประกวดนางงามบนเวทีเดียวกับผู้หญิง

เอริณ กรินเดอร์ ทูลแฮล์ม นางงามข้ามเพศชาวไทยผู้คว้ารองอันดับสาม Miss Norway 2019
เอริณ กรินเดอร์ ทูลแฮล์ม นางงามข้ามเพศชาวไทยผู้คว้ารองอันดับสาม Miss Norway 2019
ภาพ : Tina Bergersen

ปีนี้มีผู้สมัครทั้งหมด 200 คน นางงามทุกคนต้องเก็บคะแนนจากการทำงานการกุศล เขียนบล็อก ออกสื่อ และหาสปอนเซอร์ให้กองประกวด โดยผู้สมัครจะได้ส่วนแบ่งครึ่งหนึ่ง เอริณติดต่อหาผู้สนับสนุนไปราว 500 บริษัท แต่ถูกปฏิเสธทั้งหมด สุดท้ายก็ได้เจ้าของร้านอาหารไทยที่รู้จักกันมาเป็นสปอนเซอร์ให้

คะแนนเหล่านี้คิดเป็น 60 เปอร์เซ็นต์ คะแนนจากกรรมการอีก 30 เปอร์เซ็นต์ และคะแนนจาก SMS ของผู้ชมทั่วไปอีก 10 เปอร์เซ็นต์ เมื่อรวมคะแนนทั้งหมดเข้าด้วยกัน เอริณก็ผ่านเข้าสู่รอบ 12 คน สุดท้าย

10

ไม่ต้องเป็นสิ่งที่คนอื่นอยากให้คุณเป็น คุณเป็นอะไรก็ได้ที่คุณอยากเป็น

ครั้งหนึ่งเอริณเคยปฏิเสธที่จะเล่าถึงชีวิตของตัวเองผ่านสื่อ

“ตอนอายุสิบห้า ช่วงที่เริ่มเจอจิตแพทย์ก่อนแปลงเพศ มีนักข่าวติดต่อมาขอทำสารคดีเกี่ยวกับเรา ตั้งแต่ก่อนแปลงเพศจนถึงหลังแปลงเพศ เห็นกระบวนการตลอดสี่ปี แต่เอริณปฏิเสธไปเพราะกลัว ไม่รู้ว่าอนาคตเราจะทำอาชีพอะไร ประกาศตัวไปแล้วสังคมจะรับได้ไหม”

แต่ครั้งนี้เธอพร้อมแล้ว

เอริณให้สัมภาษณ์สื่อครั้งแรกช่วงเก็บตัวรอบแรก ช่วงท้ายของการพูดคุยนักข่าวถามเธอว่า

“ทุกอย่างที่อยู่ในตัวคุณ เป็นสิ่งที่คุณได้มาตั้งแต่กำเนิดใช่ไหม” นัยของคำถามนี้คือเรื่องการศัลยกรรมความงาม

“เอริณตอบว่า ใช่ค่ะ เอริณเงียบไปสักห้าวินาที แล้วบอกว่า พูดเล่นค่ะ จริงๆ แล้วเอริณแปลงเพศมา” เธอตอบพร้อมเสียงหัวเราะ

เอริณ กรินเดอร์ ทูลแฮล์ม นางงามข้ามเพศชาวไทยผู้คว้ารองอันดับสาม Miss Norway 2019

เธอบอกว่านักข่าวถึงกับช็อก เงียบไปพักใหญ่ ไม่แน่ใจว่าต้องสัมภาษณ์ต่อไหม เพราะเขาไม่มั่นใจว่าเธอจะผ่านคุณสมบัติของผู้ประกวด เนื่องจากเวลาพูดคำว่า Transgender คนนอร์เวย์จะรวมถึงคนที่ยังไม่ได้แปลงเพศด้วย

เมื่อเอริณยืนยันว่าเธอแปลงเพศแล้ว ใช้นางสาวถูกต้องตามกฎหมาย และถือสัญชาตินอร์เวย์ นักข่าวจึงสัมภาษณ์ต่อ และคุยเรื่องการเป็นสาวข้ามเพศ หลังจากที่ข่าวนี้ออกไป หนังสือพิมพ์ทั่วประเทศก็ลงเรื่องของเอริณบนหน้าหนึ่งประมาณ 20 ฉบับ จากนั้นสำนักข่าวต่างๆ ก็มาติดตามชีวิตของเธอ

“ก่อนการตัดสินรอบสุดท้าย เอริณไม่ได้หวังอะไรแล้ว จะได้ตำแหน่งหรือไม่ ก็ไม่เป็นไร เพราะเราได้ทำหน้าที่ของเราแล้ว เอริณมองการประกวดเป็นเวทีที่เราจะสร้างความเท่าเทียม เป็นแรงบันดาลใจให้คนที่เด็กกว่าเรา เอริณได้ออกทีวี ได้ขึ้นหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่ง ได้บอกทุกคนให้เป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องเป็นสิ่งที่คนอื่นอยากให้เป็น คุณจะเป็นอะไรก็ช่าง คุณจะทำอะไรก็ได้ อยากเรียน อยากประกอบอาชีพอะไรก็ได้ แค่ลุกขึ้นมาแล้วสู้มัน” เอริณพูดด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยพลัง

เอริณ กรินเดอร์ ทูลแฮล์ม นางงามข้ามเพศชาวไทยผู้คว้ารองอันดับสาม Miss Norway 2019

ผลการประกวดจบลงที่เอริณได้รองอันดับสาม แต่สิ่งที่เธอได้รับกลับมามีค่ามากกว่าตำแหน่ง เพราะมีคนมากมายติดต่อเธอมาเพื่อขอบคุณและชื่นชมในความกล้าหาญ

แล้วทุกคนก็ทราบว่าเธอเป็นหญิงข้ามเพศ

คนที่อยู่รอบตัวเอริณถึงกับช็อกเมื่อรู้ข่าวนี้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน อาจารย์ รวมไปถึงคนไข้ แต่ก็ไม่มีใครมองเธอในแง่ลบ มีแต่คนชื่นชม และยอมรับเธอในฐานะของผู้หญิงคนหนึ่ง

“เรามีความสุขมากขึ้น เราไม่ต้องเครียด ไม่ต้องกังวลว่าเดินออกไปข้างนอกจะมีคนชอบเราหรือเปล่า เราพบว่าเราคือผู้หญิงคนหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นผู้หญิงมาตั้งแต่กำเนิด แต่คนรอบข้างก็ไม่มีใครอคติกับเรา” เอริณพูดถึงความรู้สึกหลังประกวด

11

อยากทำวิจัยทางการแพทย์เรื่องผู้หญิงข้ามเพศ

การประกวดจบลงแล้ว ชีวิตของเอริณก็ดำเนินต่อไป

“ชีวิตเอริณเริ่มต้นจากศูนย์ มาจากสถานที่ที่ไม่มีใครคิดว่าจะมายืนถึงจุดนี้ได้ เรามาไกลมาก เราภูมิใจในตัวเองนะ ประทับใจทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งคนที่ล้อเรา ชมเรา ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเราถือเป็นกำไรชีวิตแล้ว สุดท้ายเรามีสิทธิที่จะมีความสุขได้ ขึ้นกับมุมมองในการใช้ชีวิต” เอริณย้อนมองชีวิตที่ผ่านมา

ถ้ามีใครสักคนถามว่าคนข้ามเพศคืออะไร นางงามข้ามเพศและนักศึกษาแพทย์อย่างเอริณจะตอบว่า

“ผู้หญิงข้ามเพศหรือผู้ชายข้ามเพศเป็นสิ่งที่เราเลือกไม่ได้ ธรรมชาติสร้างให้เราเป็นแบบนั้น ถ้าเราไปดูสัตว์ในสวนสัตว์จะเห็นว่าสัตว์บางตัวมีบุคลิกที่ไม่ตรงกับเพศสภาพ สมัยก่อนเรียกว่าเกิดมาผิดร่าง เกิดผิดเพศ ทางการแพทย์เรียกว่ามีอาการผิดปกติ ต้องได้รับการรักษาด้วยการแปลงเพศ

“จากประสบการณ์ส่วนตัว เอริณถูกบังคับให้อยู่ในสังคมผู้ชาย ในกรอบของการเป็นผู้ชายตลอดเวลา แต่นั่นไม่ได้ทำให้เอริณเป็นผู้ชาย เพราะเรารู้ตัวว่าเราเป็นอะไร ความรู้สึกที่เราเป็นกับฮอร์โมนเพศเราไม่ตรงกัน บางคนมีโครโมโซมเป็น XY เหมือนเพศชาย แต่อยู่ในร่างผู้หญิงตั้งแต่กำเนิด มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว ถ้ามองว่าสิ่งมีชีวิตต้องวิวัฒนาการเพื่อสร้างสิ่งที่ดีที่สุดในการดำรงเผ่าพันธุ์ ยีนของเอริณอาจจะไม่ดีพอที่จะส่งต่อไปยังลูกหลานก็ได้ ธรรมชาติก็เลยให้ยีนของเอริณวิวัฒนาการเพื่อหยุดอยู่แค่ตรงนี้”

พอเรียนทันตแพทย์จบ เอริณจะทำงานเป็นทันตแพทย์พร้อมๆ กับเรียนแพทย์ปี 2 ต่อ ความตั้งใจของเธอก็คือการทำวิจัยเรื่องหญิงข้ามเพศให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะงานวิจัยด้านสมอง

“เอริณอยากสานงานต่อจาก Dr. Simon LeVay ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด แกใกล้จะเกษียณแล้ว แกเอาสมองส่วน Hypothalamus ของชาย หญิง หญิงข้ามเพศ ชายข้ามเพศ มาเปรียบเทียบกัน งานนี้ต้องใช้งบประมาณเยอะ และต้องการคนรุ่นใหม่มาช่วยทำงานต่อเพื่อหาสาเหตุของโรค จะได้หาทางแก้ เพราะบางทีเราก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่เราเป็นอยู่คือความผิดปกติจริงๆ หรือเป็นแค่ความรู้สึก นี่เป็นคำถามที่งานวิจัยจะช่วยตอบได้” เอริณตอบด้วยท่วงท่าแบบนักวิชาการ

และนั่นคือบทบาทต่อไปที่เราจะได้เห็นจากผู้หญิงที่ชื่อ เอริณ กรินเดอร์ ทูลแฮล์ม

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

Avatar

วินัย สัตตะรุจาวงษ์

ผู้กำกับรายการและโฆษณาที่ช่วงนี้หันมาสนใจงานแนวสารคดี จึงเน้นทำงานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริง ตัวอย่างผลงานที่ผ่านมาคือ รายการ human ride และ เป็น อยู่ คือ

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

24 พฤศจิกายน 2560
19 K

ปัญญาญี่ปุ่น, ปัญญาชาจีน, ปัญญาอิตาลี, ปัญญากรีก-โรมัน, ปัญญางาน จัดการตน, ปัญญาอนาคต และ ปัญญาอดีต

หนังสือ 7 เล่มล่าสุดที่ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา เขียนและแปล ล้วนมีชื่อขึ้นต้นด้วยคำว่า ‘ปัญญา’

ยังไม่นับเล่มหน้าที่เขาจะตั้งชื่อว่า ปัญญาปัจจุบัน

ก่อนเดินทางไปพบเขาที่คอนโดมิเนียมย่านซอยศูนย์วิจัย ผมนึกสงสัยไม่น้อยว่าอะไรทำให้บรรณาธิการวัย 47 หันมาสนใจในคำนามธรรมคำนี้จนถึงขั้นให้พื้นที่มันในชื่อหนังสือ แม้ลึกๆ ผมจะรู้ว่าคนอย่างภิญโญกับคำว่าปัญญา ไม่ใช่สิ่งที่ถูกแยกจากกันอยู่แล้วตั้งแต่แรก

ใช่, แม้หนังสือของเขาทุกเล่มก่อนหน้าจะไม่มีคำว่า ‘ปัญญา’ อยู่บนปกและสันปก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าระหว่างบรรทัดไม่มีสิ่งนั้น

สำหรับผมและใครหลายคน ชื่อของภิญโญเป็นทั้งกัลยาณมิตรของพี่น้องร่วมวงการ และเป็นคล้ายครูอาจารย์ของใครหลายคน สิ่งต่างๆ ที่เขาทำล้วนเป็นต้นแบบและกรณีศึกษาชั้นดีสำหรับคนทำสื่อยุคหลัง ไม่ว่าจะเป็นนิตยสาร open ซึ่งเป็นที่มาของสำนักพิมพ์ openbooks ในปัจจุบัน หรือสมัยเป็นพิธีกรรายการ ตอบโจทย์ประเทศไทย ที่เขาสร้างมาตรฐานใหม่ให้รายการสัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ ทั้งในแง่ตัวคำถามและในแง่ของการเปิดพื้นที่โดยไม่แบ่งสีแบ่งฝ่าย

อุดม แต้พานิช ยกย่องว่า เขาคือปราชญ์แห่งยุค 4.0 ซึ่งผมพอเข้าใจว่าทำไมแสตนด์อัพคอเมเดี้ยนมือหนึ่งของไทยจึงคิดและบอกเช่นนั้น

จิบชา

วันที่เราพบกันเป็นหนึ่งในไม่กี่วันของฤดูหนาวอันแสนสั้นในกรุงเทพฯ สระว่ายน้ำภายในคอนโดมิเนียมของเขาจึงร้างไร้ผู้คน เมื่อก้าวเท้าเข้าไปในห้องซึ่งเป็นสำนักงานของสำนักพิมพ์ openbooks เขาก็นำทางผมมาที่โต๊ะซึ่งมองเห็นสระว่ายน้ำภายนอกชัดเจน

ชาอู่หลงลิ้นจี่ถูกรินโดยเจ้าของห้องลงสู่แก้วชาที่เขาตระเตรียมไว้ให้

“ไม่ต้องรีบ นั่งจิบชากันก่อน เอาให้สาแก่ใจ เอนจอย” ภิญโญบอกผมด้วยรอยยิ้มก่อนจะเริ่มรินให้ตัวเอง

หลังจากของเหลวในแก้วไหลผ่านคอพออุ่นเครื่อง บทสนทนาก็ดำเนินไปอย่างไม่รีบเร่งดังเช่นที่เขาว่า

เป็นบทสนทนาที่เยือกเย็นเหมือนอุณหภูมิน้ำในสระภายนอก และอบอุ่นเหมือนชาอู่หลงลิ้นจี่ในแก้ว

ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

หนังสือเล่มหลังๆ ของคุณทุกเล่มขึ้นต้นด้วยคำว่า ‘ปัญญา’ ชีวิตไปเจออะไรมาจึงสนใจคำคำนี้

ผมว่าพวกเราเจอวิกฤตในสังคมแล้วนะ ช่วง 10 ปีที่ผ่านมาสังคมเรากำลังตั้งคำถามว่าเราจะไปยังไงกันต่อ เราจะเอายังไงดีกับอนาคตของประเทศ กับอนาคตของตัวเรา ซึ่งคุณต้องการความรู้อย่างยิ่งยวดในการประมวลผล ไม่ใช่ความรู้ที่แตกเป็นวิ่นๆ เรื่องนั้นนิด เรื่องนี้หน่อย ไม่ใช่ความรู้ที่แยกส่วน แต่คุณต้องการความรู้ที่เป็นองค์รวม ซึ่งความรู้ที่มองรอบด้าน มองไปข้างหน้า มองย้อนกลับไปข้างหลัง มองอย่างเป็นองค์รวม เรียกว่าปัญญา

ผมพยายามจะแสวงหา ประมวลสิ่งต่างๆ ว่าทำยังไงจึงจะเกิดองค์ความรู้แบบนี้ การเขียนหนังสือของผมคือการสอนตัวเอง ไม่ได้สอนคนอื่น ผมไม่ได้เขียนในฐานะคนรู้ แต่ผมเขียนในฐานะนักทดลอง ผมอยากรู้เรื่องนี้ ฉะนั้น ผมก็แสวงหาความรู้ดูซิว่าจะมีสูตรไหนที่พอจะผสมเรื่องราวเหล่านี้ออกมาเป็นเคล็ดวิชาที่แลกเปลี่ยนกันได้ แต่มันไม่ใช่สูตรสำเร็จ มันเป็นแค่สูตรหนึ่งที่ผมพอคิดได้ ลองเอาไปใช้กันดูมั้ย แล้วแลกเปลี่ยนกัน มันเลยเป็นที่มาของปัญญา เป็นการแสวงหาความรู้อย่างยิ่งยวดที่รอบด้าน กว้างและลึก ไปข้างหน้าและถอยกลับไปข้างหลัง มันถึงเป็นทั้ง ปัญญาอนาคต และเล่มล่าสุดอย่าง ปัญญาอดีต เพราะถ้าไม่มีอดีตมันไปข้างหน้าไม่ได้

คุณคิดว่าที่หนังสือ ปัญญาอนาคต และ ปัญญาอดีต ขายดีมาก มันเกิดจากการตลาดอันแม่นยำหรือคนกำลังโหยหาปัญญาจริงๆ

อาจจะเป็นอย่างหลังมากกว่า สินค้าที่ขายดีตามหลักการตลาดคือสิ่งที่คนไม่มี คุณต้องขายสิ่งที่คนอยากได้แต่เขาไม่มี ถ้าพูดอย่างแหลมคมสิ่งนั้นก็คืออนาคต ประเทศนี้ไม่มีอนาคต เวลาคุยกันในวงเหล้าเราก็คุยกันว่า เฮ้ย ประเทศนี้ไม่มีอนาคต ผมเลยขาย Future ไง ขายสิ่งที่คนอยากได้แล้วไม่มีในประเทศ ถามว่าแล้วทำไมยังขายได้เรื่อยๆ ก็ตอนนี้มันยังไม่มีอยู่ (หัวเราะ)

เวลาคุณพูดว่าประเทศเราไม่มีอนาคต ทั้งบนเวทีปาฐกถาหรือในงานทอล์กต่างๆ คุณมักพูดด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ซึ่งดูขัดแย้งกับสิ่งที่กำลังสื่อสาร ทำไมถึงเลือกพูดด้วยอารมณ์ขัน

ในความเลวร้ายที่สุดของมนุษยชาติหรือของชีวิต สิ่งเดียวที่ทำให้คุณรอดได้คือคุณต้องเหลืออารมณ์ขัน sense of humor ความสร้างสรรค์ทำให้เราคิดออก ถ้าเราหม่นเศร้าอยู่ตลอดเวลา แล้วก่นด่าตัวเอง ก่นด่าโชคชะตาฟ้าดิน เราคิดอะไรไม่ออกหรอก เพราะฉะนั้น ผมไม่พยายามสูญเสียความหวังแม้ในภาวะที่มันยากลำบาก แล้วผมส่งเมสเสจนั้น ส่งพลังนั้น ออกไปว่าผมไม่ได้สูญเสียความหวัง แม้ว่ามันจะยาก

คุณจะไม่เคยเห็นว่าผมส่งเมสเสจแห่งความสิ้นหวัง หดหู่ ก่นด่าสังคมว่ามันเลวร้าย ไม่มี ผมแค่บอกว่ามันเป็นอย่างนั้น แต่ผมไม่ได้สิ้นหวัง และผมขอร้องทุกคนว่าอย่าสิ้นหวัง ตราบใดที่ยังมีความหวังมันจะไปต่อได้ แล้วถ้าคุณยังมีอารมณ์ขันอยู่แสดงว่าคุณยังคิดอะไรบางอย่างออก แต่ถ้ามันไม่เหลือเลยแสดงว่าคุณสิ้นหวังที่สุดแล้ว ซึ่งผมยังไม่อยากให้เราเดินไปถึงจุดนั้น

ทำไมคุณยังมีความหวังทั้งที่สถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้เต็มไปด้วยความขัดแย้งและยังมองไม่เห็นทางออก

ผมเคยเขียนไว้ใน Past คือถ้าคุณมีมุมมองที่ยาวพอ เห็นประวัติศาสตร์ที่มันยาวพอ ทุกอย่างมันมีทางออกหมด เพียงแต่ถ้าเรามองสั้น มองแค่ประมาณห้าปีสิบปี ก็จะเห็นว่ามันไม่มีทางออก อย่างจีน ยุคชุนชิวจั้นกว๋อมัน 550 ปี เขายังออกมาได้เลย สามก๊กตีกันแทบตาย 60 ปีก็จบแล้ว มันก็ไปสู่ยุคอื่น ฉะนั้น ถ้ามองยาวพอ ทุกอย่างมีทางออก เพียงแต่คุณยังไม่ถึงทางออก ฉะนั้น อย่าไปสิ้นหวัง มันอาจจะออกพรุ่งนี้ อาทิตย์หน้า ปีหน้า หรืออีกสิบปีก็ได้ แต่มันไม่มีอะไรอยู่กับเรานานหรอก เพียงแค่เราต้องคิดว่าเราจะออกไปยังไง มันต้องค่อยๆ คิด

หนังสือ Past คือการให้แผนที่ว่าคุณจะอยู่กับความขัดแย้ง อยู่กับประวัติศาสตร์ แล้วพาตัวเองออกจากสถานการณ์ความขัดแย้งอย่างมีความสุขพอประมาณได้อย่างไร เป็นการช่วยกันคิด ไม่ได้ให้สูตรสำเร็จด้วยซ้ำไป หนังสือผมไม่เคยให้สูตรสำเร็จ เพราะมันไม่มี ผมให้กรอบความคิด กรอบการมอง ให้ข้อมูลในการตัดสินใจ ให้แรงบันดาลใจในการไปสู้ต่อ ให้อารมณ์ขันพอสนุกๆ เสียดสีพอแสบสัน

ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

เห็นคุณเซ็นหนังสือให้ผู้อ่านขึ้นต้นด้วยคำว่า ‘ขอให้กล้าหาญ’   ในปาฐกถาคุณก็พูดถึงความกล้าหาญ ความกล้าหาญสำคัญยังไง ทำไมคุณจึงพยายามเน้นย้ำสิ่งนี้

เพราะว่าคุณมีหมดทุกอย่างแล้วไง รุ่นคุณไม่เหมือนรุ่นผม ตอนนี้คุณหาความรู้ได้ง่าย การศึกษารุ่นคุณก็ดีกว่าคนรุ่นผม การเปิดโอกาสของโลกดิจิทัลทำให้ทุกคนสามารถเป็นคนดังได้ชั่วข้ามคืน คือคุณมีโอกาส มีทรัพยากรพร้อมกว่า จังหวัดจันทบุรีที่ผมเกิดตอนนั้นมีแค่ห้องสมุด ให้ตายเถอะ พวกคุณมีทุกอย่างมากกว่าคนรุ่นก่อนแล้ว แต่ทำไม หนึ่ง-ยังค้นหาตัวตนไม่เจอ สอง-ทำไมยังหาจุดยืนตัวเองไม่ได้ สาม-ทำไมยังไม่สามารถสร้างที่ทางของตัวเองในโลกสมัยใหม่ได้

ผมก็นั่งคิดว่าอะไรคือคุณสมบัติสำคัญที่ขาดหายไป ผมก็พยายามมองจากการสังเกตผู้คน จากการคุยกับทุกคน แล้วก็พบว่ามันเป็นยุคสมัยที่คนสูญเสียความกล้าหาญ ฉะนั้น ถ้าให้ผมเลือกคุณสมบัติสักข้อที่อยากจะบอกกับคนรุ่นใหม่ก็คือ นี่เป็นยุคสมัยที่คุณกำลังสูญเสียความกล้าหาญในทุกๆ มิติไป แล้วนี่คือคุณสมบัติที่หาได้ยาก แต่เป็นคุณสมบัติสำคัญที่สุดที่จะพาคุณไปสู่อนาคตใหม่ได้

คือความรู้คุณมีหมดแล้ว คุณพร่ำบ่นอะไรกันได้หมด คุณสอนผู้คนมากมายในสเตตัส แต่ทำไมคุณยังเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองไม่ได้สักที แล้วคุณก็มาไถ่บาปด้วยการเขียนสเตตัสต่อไป เพื่อให้เพื่อนคุณมากดไลก์แล้วก็ปลอบประโลมจิตวิญญาณคุณอย่างอ่อนโยน เพื่อคุณจะเขียนสเตตัสอื่นในวันรุ่งขึ้นต่อไป แล้วคุณก็โพสต์รูป ถ่ายน้ำชงน้ำชาอะไรหลอกๆ กันไป แต่คุณไปไม่ถึงแก่นของชีวิต คุณไปไม่ถึงจุดที่จะทำให้ชีวิตคุณเปลี่ยนได้ เพราะคุณไม่ยอมออกไปจากโซนที่คุณปลอดภัยไง ความกล้าหาญไม่ได้หมายความว่าคุณต้องไปขี่มอเตอร์ไซค์รอบโลกนะ แต่แค่คุณยังไปไม่ถึงแก่นของการที่คุณจะเปลี่ยนแปลงได้

ถ้าความกล้าหาญไม่ใช่การขี่มอเตอร์ไซค์รอบโลก ความกล้าหาญแสดงออกผ่านอะไรได้บ้าง

ความกล้าหาญสูงสุดของมนุษยชาติคือคุณต้องกล้าตั้งคำถามที่ยากที่สุดกับตัวเอง แล้วก็ต้องกล้าตั้งคำถามที่ยากที่สุดกับสังคม เพราะว่าถ้าคุณไม่ตั้งคำถามที่ยากที่สุดกับตัวเอง คุณจะไปไม่ถึงแก่นของตัวเองว่าความกลัวของคุณคืออะไร ความต้องการสูงสุดของคุณคืออะไร ความมุ่งมาดปรารถนาสูงสุดของคุณคืออะไร ถ้าคุณไม่กล้าตั้งคำถามที่ลึกที่สุดไปที่ตัวเอง คุณจะไปต่อไม่ได้ เพราะคุณยังไม่รู้จักตัวเอง คุณไม่กล้าเผชิญหน้ากับตัวเอง แล้วคุณก็จะอยู่ในคำถามกลางๆ เช่น กูจะย้ายงานดีมั้ย กูจะอยู่บริษัทนี้หรือบริษัทนั้น คำถามมันกลางมาก มันไม่ได้ไปถึงแก่นที่ลึกที่สุดว่าตกลงกูเกิดมาเพื่ออะไร อะไรคือสิ่งสำคัญสูงสุดของชีวิตกู กูทำอะไรได้ดีที่สุดในชีวิต ถ้ากูจะตายในวันรุ่งขึ้นกูจะทำอะไรฝากไว้ในโลกนี้ ซึ่งคุณภาพของคำถามต่างกันคุณภาพของคำตอบก็ต่างกัน

คุณเคยถามสิ่งนี้กับตัวเองไหม

ผมถาม (ตอบทันที) ผมถามตัวเองเสมอ

มีคำตอบไหม

มีคำตอบมาเป็นลำดับชั้นเรื่อยๆ ทีนี้มันไม่ใช่แค่คำถามกับตัวเอง คำถามกับตัวเองมันคือเอาตัวรอดได้ในฐานะปัจเจก แต่ว่าความกล้าหาญสูงสุดอีกขั้นคือ คุณกล้าตั้งคำถามที่ยากที่สุดกับสังคมหรือเปล่า ถ้าคุณไปไม่ถึงฐานที่ยากที่สุด คุณจะจบที่ระดับปัจเจก แต่ถ้าคุณกล้าตั้งคำถามในระดับที่ยากที่สุดของสังคม คุณจะไปอีกขั้นหนึ่ง คุณจะเป็นนักคิด เพราะนักคิดคือผู้ที่มีหน้าที่กลับไปตั้งคำถามกับสังคมในคำถามที่ยากที่สุดที่สังคมไม่กล้าตอบ กระทั่งยังไม่เคยคิดเลยว่ามีคำถามนี้อยู่ คำถามเหล่านี้เต็มไปหมดเลย

ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

ถ้าย้อนมอง ทำไมเราจึงสูญเสียความกล้าหาญแบบที่คุณว่า

มันสองทางนะ ในทางระดับโลก ในทางภาพกว้าง เราถูกเทคโนโลยีสร้างความสะดวกสบายให้เรามากๆ ในช่วง 10 – 20 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่การปฏิวัติดิจิทัล การเกิดไอโฟนเครื่องแรกของสตีฟ จ็อบส์ มันทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้นกว่าเดิมเยอะ เมื่อชีวิตง่ายขึ้น ความเคยชินกับความสะดวกสบายก็ทำให้เราสูญเสียความกล้าหาญ สูญเสียความท้าทายที่จะไปสู่พรมแดนใหม่ ยิ่งก้าวหน้าขึ้นเท่าไหร่มนุษย์ยิ่งปอดแหกขึ้นเท่านั้น เดี๋ยวนี้เวลาคุณเดินทางคุณไม่เงยหน้านะ คุณก้มดูกูเกิลแมพส์ คุณไม่เชื่อสัญชาตญาณตัวเองแล้วว่าให้ปิดแล้วลองเดินดู คุณเชื่อว่ามันคือความสมบูรณ์แบบในการนำทางที่ถูกต้อง ซึ่งบางทีมันก็นำเราไปผิดทางเหมือนกัน ตอนนั้นผมเดินอยู่ที่ญี่ปุ่นกับแฟน หากันใหญ่ว่าโรงแรมอยู่ตรงไหน ก็ก้มดูกูเกิลแมพส์ ผมบอกแฟนว่าเธอควรจะปิดแล้วเงยหน้า เพราะโรงแรมอยู่ข้างหน้าตรงนี้แล้ว ดูป้ายมันสิ ตึกสามสิบชั้นมันชื่อว่าโรงแรมนิกโกะ แต่ว่าเราหาไม่เจอเพราะมัวแต่ก้มไง เราเชื่อไอ้นี่ เราลืมว่าเราเชื่อตัวเองได้

อีกทางหนึ่ง เราต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยเราผ่านความผันผวนทางการเมืองมาเป็นเวลาสิบปีแล้ว แล้วเราอยู่ในยุคที่เผด็จการทหารปกครอง ฉะนั้น เราถูกกดในเรื่องการแสดงความคิดเห็นและการใช้เสรีภาพของเรามาเป็นเวลายาวนานพอสมควร ทั้งโดยรูปแบบการปกครองและโดยการแซะกันทางการเมือง จนเรารู้สึกว่าเราพยายามจะหาพื้นที่ปลอดภัย ดังนั้นเมื่อเราอยู่ในสภาวะแวดล้อมแบบนี้มาเป็นเวลายาวนานพอ เราจะเหมือนคนที่ถูกกดให้อยู่เตี้ยๆ เราจะก้มอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งเราลืมว่าเราจะเงยยังไง เราลืมไปแล้ว เราไม่มีความกล้าหาญทางการเมืองอะไรอีกแล้ว เรารู้สึกว่ายังไงเราก็ได้อยู่ที่ปลอดภัย แล้วคนที่แสดงความกล้าทางการเมืองคือพวกโง่เขลา

แล้วในเมื่อคุณไม่มีความกล้าหาญทางการเมือง มันยากที่คุณจะมีความคิดสร้างสรรค์และมีความกล้าหาญทางด้านอื่นๆ เพราะทุกครั้งที่เราจะเริ่มทำอะไรใหม่ เราจะคิดถึงความสูญเสียของเราก่อนเสมอ ครีเอทีฟเราจะถูกตอนให้ลีบลงจนเราไม่รู้ตัว เราจะรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ทำดีกว่า มันอันตราย จนในที่สุดเรื่องที่ไม่ทำมันเยอะมาก เหลือเรื่องที่ควรจะทำไม่กี่เรื่องที่เรารู้สึกปลอดภัย แล้วเราก็จะไปทำเรื่องนั้นซ้ำๆ ร่วมกัน เหมือนกันทั้งสังคม เพราะว่ามันปลอดภัย ได้แต้ม และครีเอทีฟจะมาจากไหนในเมื่อคุณทำเหมือนกันหมดทั้งสังคม

ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

แล้วเราจะมีความกล้าหาญได้ยังไงในยุคที่เต็มไปด้วยสิ่งที่ทำให้เราหวาดกลัว

คุณต้องเห็นผลตอบแทนของมัน พูดอย่างนักลงทุนนะ คือถ้ากล้าหาญไปแล้วไม่มีผลตอบแทนเลย ตายเรียบหมด มึงอย่าไปรณรงค์ให้ใครกล้าหาญเลย การลงทุนมีความเสี่ยง แต่ว่าผลตอบแทนของความเสี่ยงมันจะสูงมาก ยิ่งคุณกล้าหาญมากขึ้นเท่าไหร่ หนีจากวงล้อมและข้อจำกัดเดิมไปเท่าไหร่ เมื่อคุณประสบความสำเร็จ ผลตอบแทนมันจะสูงมาก ซึ่งผมไม่ได้หมายถึงผลตอบแทนของการลงทุนในทางการเงินอย่างเดียว ไอ้นั่นเป็นส่วนหนึ่ง แต่อีกด้านหนึ่ง คือมันจะยกมิติทางจิตใจของคุณให้สูงขึ้น ซึ่งมันไม่มีอะไรสอนคุณได้หรอก การศึกษาในมหาวิทยาลัยก็สอนไม่ได้ เรื่องบางเรื่องคุณต้องลงไปทำเอง เหมือนคุณไม่สามารถเรียนว่ายน้ำด้วยการอ่านหนังสือได้

อย่างฤดูหนาวไม่มีใครว่ายน้ำหรอก มันเย็น แต่คุณไม่มีทางมีประสบการณ์เลยว่าการว่ายน้ำในฤดูหนาวเป็นยังไง ถ้าคุณไม่กระโดดลงไป ที่ผมพูดเพราะผมว่ายน้ำในฤดูหนาว ผมอยากรู้มันเป็นยังไง วินาทีแรกที่คุณจะเอาตัวลงน้ำมันทรมาน คุณต้องใช้ความกล้า แต่มันจะมีโมเมนต์หนึ่งที่คิดว่าก็ไม่เห็นเป็นไร มึงไม่ตายแน่นอน มึงลงไปเหอะ แล้วพอร่างกายเริ่มปรับสมดุลมันมีความสุขมาก มันมีสมาธิอย่างสูง มันมีกระบวนการของการเรียนรู้ ก็เหมือนการทำงาน คุณต้องกล้าที่จะลงไปเหนื่อย ที่จะผ่านความผิดพลาด ล้มเหลว แล้วพอมันเสร็จ คุณได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ มันเป็นโมเมนต์ที่มีความสุข ระดับปัญญาและจิตวิญญาณคุณจะยกขึ้นไปอีกขั้น ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้สอนคุณได้จากการเรียนในระบบ ไม่ได้สอนคุณได้จากการอ่านตำรา แต่คุณต้องลงมือทำ

ถ้าให้ทบทวน คุณคิดว่าเรื่องกล้าหาญที่สุดที่คุณเคยทำในชีวิตคือเรื่องไหน

เรื่องกล้าหาญของผมมันไม่ใช่การขี่มอร์เตอร์ไซค์รอบโลกหรือไปปีนเขาเอเวอเรสต์ คือผมไม่ได้เป็นพวกผจญภัยแบบนั้น แต่ผมว่าในวิชาชีพของพวกเรา เราเป็นสื่อสารมวลชน ผมตั้งคำถามว่า สื่อสารมวลชนมันไปไกลที่สุดได้แค่ไหน เราใช้เสรีภาพที่ถูกกฎหมายไปไกลที่สุดได้แค่ไหน เราทำหน้าที่เต็มที่ของเราในฐานะสื่อมวลชนโดย without fear or favor แบบที่เป็นสโลแกนกัน เราทำได้แค่ไหน

ผมว่าช่วงที่ผมทำรายการ ตอบโจทย์ประเทศไทย ผมใช้ความกล้าหาญเต็มที่เท่าที่สื่อมวลชนในประเทศนี้จะทำได้แล้ว มันเหมือนปีนเขาเอเวอเรสต์นะ ไม่ตกลงมาตายได้นี่เก่งมากแล้ว แล้วก็ยังมีชนักติดหลัง มีอะไรพะรุงพะรังเต็มไปหมด ซึ่งมันพร้อมที่จะกลับมาหาเราได้เสมอ นี่ไม่ใช่การปีนเขาเอเวอเรสต์จริงๆ แต่มันคือเอเวอเรสต์แห่งวิชาชีพ จะป่วยการอะไรถ้าคุณไปปีนเขาเอเวอเรสต์แต่ในวิชาชีพคุณไม่ทำหน้าที่ของคุณ คุณไม่ปีนเอเวอเรสต์ในวิชาชีพของคุณ ซึ่งผมขึ้นเอเวอเรสต์ของวิชาชีพผมไปแล้ว ผมเลยไม่ติดค้างไง

การที่คุณเลือกหลักการคุณต้องทิ้งอะไรเยอะมาก ผมยอมทิ้งรายการ ทิ้งโอกาสในการทำมาหากิน ทิ้งชื่อเสียง ทิ้งอะไรเต็มไปหมด คนที่อยู่จุดนั้นผมว่าน้อยคนมากที่จะอยากทิ้ง ผมรู้ว่าอาจจะไม่ได้กลับมาทำรายการเหมือนเดิมอีก แต่ในจุดนั้นผมเป็นคนเลือกเอง เลือกที่จะหยุด เพื่อบอกว่าสิ่งที่คุณทำมันไม่ถูก มันผิดทั้งจริยธรรมผิดทั้งกฎหมาย ถ้าคุณยืนยันว่าถูก ผมก็จะยืนยันว่าคุณไม่ถูก คนเข้าใจผิดมาโดยตลอดว่าเขาถอดรายการ แต่ความจริงคือผมไม่กลับไปทำรายการต่อ เพราะคุณทำผิดต่อหลักการสูงสุดของวิชาชีพ

อย่างที่คุณบอกว่าทุกวันนี้ยังมีชนักติดหลัง ชีวิตเดือดร้อน แบบนี้มันกลายเป็นว่าความกล้าหาญมันกลับมาทำร้ายคุณหรือเปล่า

มันก็เหมือนเวลาคุณทำเรื่องยิ่งใหญ่ทั้งหลาย มันมีความเสี่ยงที่ตามมา ไม่อย่างนั้นมันก็ไม่เรียกว่าความกล้าหาญสิ ถ้าทำเสร็จไม่มีความเสี่ยงเลยก็เรียกความธรรมดาสามัญ อันนั้นเขาเรียกว่าไปเดินดอยอินทนนท์ นั่งรถขึ้นถึงข้างบนกินกาแฟแก้วแล้วเลี้ยวกลับ แต่เอเวอเรสต์มันเต็มไปด้วยอันตราย ขวากหนาม และบาดแผล กลับมาบางคนก็นิ้วขาด บางคนก็ตาบอด มันต้องมีบาดแผล อันนั้นก็คือบาดแผลที่ผมพร้อมจะจ่าย เราไม่ได้หน่อมแน้มถึงขนาดคิดว่าไปแล้วมันจะไม่ต้องจ่ายอะไรเลย เหมือนคนที่ไปเอเวอเรสต์พร้อมจะเอาชีวิตไปเดิมพันเพื่อจะขึ้นไปถึงยอดสุด ผมก็พร้อมที่จะเอาวิชาชีพของผมเป็นเดิมพันเพื่อผมจะบอกว่าประเทศเราไปถึงยอดสุดของวิชาชีพได้นะ เพียงแต่คุณไม่ไปกันเอง ผมก็พาไปให้ดู

ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

ราคาที่ต้องจ่ายมันดูแพง คุณได้อะไรกลับมาบ้าง กำไรหรือขาดทุน

ผลตอบแทนมันมีสองแบบ ขึ้นอยู่กับคุณประเมินมนุษย์ยังไง ถ้าคุณมองผลตอบแทนภายนอก คุณก็จะเห็นชื่อเสียง เงินทอง ซึ่งอันนั้นคงจะขาดทุน แต่ถ้าคุณมองผลตอบแทนภายใน ในทางจิตวิญญาณ ในทางปัญญา คุณจะเติบโตขึ้น มันไม่มีความเติบโตภายนอกที่เมื่อคุณโตสูงขึ้นแล้วคุณจะเติบโตภายในไปพร้อมกันด้วย ถ้าคุณต้องการเติบโตภายใน บางครั้งคุณต้องละทิ้งอะไรบางอย่างภายนอกใช่ไหม ขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นนักลงทุนประเภทไหน ผมเป็นพวก Value Investor คือคุณค่าภายใน ถ้าผมรู้สึกว่าผมมีความสุข ผมเติบโตภายใน ผมยินดีทิ้งพวกข้างนอกไป ผมไม่ค่อยแคร์มันเท่าไหร่ ผมรู้จักตัวเองดีว่าผมเป็นคนประเภทไหน

เหตุการณ์นั้นมันทำให้เราเติบโตขึ้น มันทำให้เราเห็นชีวิต เห็นผู้คน เวลาคุณลงเขามาในสภาพที่มีบาดแผล คุณจะเห็นชีวิตมนุษย์เยอะเลย คุณจะรู้จักมนุษย์ดีขึ้น ในภาวะวิกฤตของชีวิตคุณจะเข้าใจมนุษย์ดีขึ้น อาจจะเล่าให้ฟังละเอียดไม่ได้ มันเป็นเรื่องประสบการณ์ส่วนตัว แต่ในภาวะที่คุณอยู่ในช่วงวิกฤต คุณจะเห็นว่าคนแต่ละคนเป็นยังไง เราเห็นประสบการณ์ที่ไม่มีใครสอนเราได้ แล้วคุณจะอ่านหนังสือปรัชญาสนุกขึ้น ผมอ่านหนังสือปรัชญา พวกจวงจื่อ ขงจื่อ เมิ่งจื่อ แล้วก็เหลาจื่อ ซึ่งถ้าผมไม่ได้ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาขนาดนี้ ผมอ่านหนังสือเหล่านี้ไม่ซาบซึ้ง คืออาจจะอ่านเข้าใจ แต่มันไม่ซาบซึ้ง มันต้องเป็นนักรบที่ผ่านสมรภูมิ จึงรู้ว่าสนามรบเป็นยังไง คุณอ่านนิยายกำลังภายในคุณก็ได้แต่บอกว่าสำนวนโกเล้งดี กิมย้งดี หวงอี้ดี แต่คุณไม่เคยลงไปรบในสมรภูมิคุณจะเห็นอะไร ปรัชญามันเป็นเรื่องของสมรภูมิของมนุษย์ คุณจะเข้าใจมนุษย์ต่อเมื่อคุณเข้าไปในสมรภูมิ

ปกติคุณเป็นคนครุ่นคิดถึงอดีตไหม ทุกวันนี้ยังนึกเสียดายหรือภาคภูมิใจกับมันบ้างไหม

ไม่ค่อยคิด ผมเป็นคนที่ทิ้งอดีตเร็วมาก ผมไม่ได้เป็นคนยึดมั่นถือมั่น ผมมีความเชี่ยวชาญในการเลิกกิจการมามาก ฉะนั้น ผมเลยรู้สึกว่าการเลิกเป็นเรื่องปกติ ผมไม่ค่อยเจ็บปวดกับการเลิก ผมทำนิตยสาร open มา 52 เล่ม ผมก็เลิก ผมรู้สึกว่ามันฝึกการเลิกได้ดีมากจริงๆ ทำไม่ไหวหรือเงื่อนไขมันไม่ให้ทำผมก็เลิก ผมมีวิสัยทัศน์มาก ผมเลิกก่อนชาวบ้านเขาหมดเลย นิตยสารทุกวันนี้เลิกตามผมทั้งนั้นเลยนะ (หัวเราะ)

เลิกแล้วผมก็ไปต่อ ผมไม่คร่ำครวญ ผมเบื่อการคุยเรื่องอดีตมาก ผมลืมแล้วผมก็ไปคิดอะไรใหม่ หนังสือเก่าผมยังไม่ค่อยอยากรีพรินต์เลย ผมอยากเขียนอะไรไปข้างหน้าเรื่อยๆ ผมมีความสุขอยู่กับปัจจุบัน แล้วก็ใคร่ครวญว่าอนาคตมนุษยชาติจะไปยังไง ตัวเราควรจะอยู่ยังไง ผมอยู่กับอดีตน้อยมาก เพราะว่าผมฝึกตัวเองหรือถูกฝึกมาว่าถ้าคุณจะไปสู่อนาคตได้ ปัจจัยข้อแรกแบบที่ผมมักจะเทศนาคนอื่นก็คือ คุณต้องทิ้งอดีต ถ้าตัวเราไม่ทิ้งอดีตแล้วไปเทศน์คนอื่น คุณจะเป็นพระที่อาบัติมาก

ที่ อุดม แต้พานิช บอกว่าคุณเป็น ‘ปราชญ์แห่งยุค 4.0’ คุณยอมรับไหม

ผมไม่รับหรอก ผมก็บอกเขาว่า ‘อุดม ปราชญ์มันเป็นคำที่ใหญ่ไป’ คือปราชญ์มันเป็นคำที่ใหญ่มาก แต่เนื่องจากผมเห็นว่ามันมี 4.0 อยู่ ผมเลยจะขอเอามาใช้ คือผมไม่ได้ยอมรับคำว่าปราชญ์ ปราชญ์มันไกลจากนิยามตัวผมมาก ผมเป็นแค่ยุวชนน้อยๆ แต่ผมอยากจะแซะ เพราะว่าอุดมเขียนด้วยอารมณ์ขัน มีทั้งความเป็นปราชญ์และก็มีความเป็น 4.0 มันมีความแซะอยู่ในนั้น คุณฟังแล้วคุณจะตั้งคำถามว่านี่มึงปราชญ์จริงหรือเปล่าวะ แล้วมันยังมีไอ้ 4.0 อีก

แล้วปราชญ์ในนิยามของคุณเป็นยังไง

นี่ ปราชญ์คืออย่างนี้ (หยิบหนังสือชีวประวัติ Leonardo Da Vinci ของ Walter Isaacson ออกมา) ถ้าเรายังไปไม่ถึงขนาดนี้อย่าได้ไปบังอาจเรียกตัวเองว่าเป็นปราชญ์ เรียกว่ากบไปก่อนแล้วกัน อีกไกล คือเรานี่กระจอกมากจริงๆ เมื่อเทียบกับภูมิปัญญาในระดับโลก อย่างเรานี่อวยกันเอง ให้รู้ว่าเพื่อนฝูงเล่นกับเราด้วยความสนุก อย่าไปคิดว่ามันเป็นจริง เดี๋ยวจะบ้าไปกันหมด

ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

หนังสือแทบทุกเล่มของคุณจะมีทั้งการอ้างอิงนักคิดนักปราชญ์จากทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก มีทั้งปีเตอร์ เอฟ ดรักเกอร์ ทั้งขงจื่อ จริงๆ แล้วคุณเชื่อในหลักคิดของฝั่งไหนกันแน่

พอคุณเรียนไปเรื่อยๆ หรือว่าคุณศึกษาไปเรื่อยๆ มันเรื่องเดียวกันทั้งหมด ภูมิศาสตร์ไม่ใช่เครื่องแบ่งความรู้ ผมเชื่อว่าโลกมันกลม เมื่อโลกมันกลมมันไม่มีหรอกทิศน่ะ ทิศเป็นเรื่องสมมติ ตะวันตกตะวันออกมันไม่มีอยู่จริง มันคือปัญญาที่มันกลม แล้วถ้าเราอ่านไปเรื่อยๆ เราจะรู้สึกว่าปัญญามันเชื่อมถึงกันหมด ไม่มีตะวันตก ไม่มีตะวันออก ความรู้มันวิ่งถึงกัน บางเรื่องผมเลยพยายามอธิบายให้ฟังทั้งมุมมองตะวันตกและตะวันออกเพื่อให้คุณเห็นว่า ถึงที่สุดเขาพูดเรื่องเดียวกัน

มนุษย์ไม่เปลี่ยน หมายความว่าอยู่มากี่พันปีเราก็ครุ่นคิดอยู่ไม่กี่เรื่อง ความหมายของการมีชีวิตอยู่ ทำยังไงให้ตัวเองมีความสุข พูดแบบพุทธก็คือทำยังไงให้ตัวเองพ้นทุกข์ ไปสู่การหลุดพ้นจากพันธนาการทางโลกทั้งหมด ระหว่างนั้นอาจจะเป็นช่วงระหว่างการทำยังไงให้ตัวเองรวย แต่รวยเสร็จแล้วยังไงต่อ ถ้าดูแพตเทิร์นของพวกเศรษฐีฝั่งตะวันตก พอรวยเสร็จมันก็กลับมาสู่คำถามใหญ่ของชีวิตกันหมดว่า ความสุขคืออะไร พวกบิล เกตส์, วอร์เรน บัฟเฟตต์, แจ็ค หม่า, มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก พอเริ่มรวยเสร็จก็กลับมาพูดเรื่องเดิมก็คือรากฐานของชีวิต แล้วถามว่าสิ่งที่พวกนี้ถามในปัจจุบันกับสิ่งที่พระพุทธเจ้าถามหรือพวกพราหมณ์ถามในอดีตมันต่างกันตรงไหนเหรอ มันก็ถามคำถามเดิม คำถามไม่เคยเปลี่ยนเลยนะ

ที่เรายังถามคำถามเดิมเพราะมนุษย์เรายังหาคำตอบไม่เคยได้หรือเปล่า

พระพุทธเจ้าหาเจอไปแล้วไง (หัวเราะ) ใช่ไหม แต่เรายังหาไม่เจอ เพราะมันเป็นเรื่องปัจเจก ต่อให้พระพุทธเจ้าบอกเคล็ดลับวิชาทั้งหมดให้คุณแล้ว สติปัฏฐาน 4 มรรค 8 บอกทุกอย่างหมดแล้วยังทำไม่ได้เลย ขนาดเขียนตั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์ แจกแจงอย่างละเอียดยิ่งกว่าหนังสือที่พวกเราเขียนอีก ไม่เห็นมีใครตรัสรู้ได้เลย ผมถึงบอกว่าหลักการมันมีอยู่หมดแหละ แต่มึงไม่กระโดดลงน้ำไปไง ไม่อย่างนั้นเราก็ตรัสรู้ได้หมดแล้ว

ขงจื่อบอกว่า อายุ 40 เราจะไม่ลังเลสงสัยว่าชีวิตคืออะไร ตอนนี้คุณอายุ 47 แล้ว ที่ขงจื่อว่าอย่างนั้นเป็นความจริงไหม

ขงจื่อบอกว่า 40 ไม่ลังเลสงสัย 50 จึงทราบลิขิตฟ้า คือผมไม่ได้ 40 เป๊ะแล้วเริ่มไม่ลังเลสงสัย แต่พออายุสี่สิบกว่าๆ ค่อนมาทางสี่สิบปลายๆ มีวันหนึ่งผมนึกถึงคำของขงจื่อขึ้นมา แล้วผมก็ อ๋อ ขงจื่อคิดประมาณนี้ ผมอาจจะรู้สึกช้ากว่าขงจื่อ แต่ผมพอทราบเลาๆ แล้วว่าชีวิตมันประมาณนี้ ต้องใช้ชีวิตประมาณนี้

ถ้าคุณได้ทำสิ่งที่คุณควรทำในวัยก่อน 40 อย่างที่ผมว่าไปทั้งหมด พอมาถึง 40 ความลังเลสงสัยจะหมดไป หรือมันจะเหลือน้อยมาก เราจะใช้ชีวิตชัดเจนมาก เพราะว่าเราไม่ลังเล เรารู้ว่าชีวิตเราคืออะไร เราจะทำอะไร ทำอย่างไร ทำกับใคร แล้วเมื่อไหร่ควรทำ เมื่อไหร่ควรหยุด

แล้วคุณค้นพบว่าชีวิตคืออะไร

ถ้าวันหนึ่งเราเติบโตขึ้นมา เราจะรู้สึกว่าชีวิตมันไม่ได้มีอะไรมากมายหรอก อย่าไปให้ความสำคัญกับตัวเองมาก เดี๋ยวเราก็จากไปแล้ว อย่าไปหมกหมุ่นเรื่องตัวเองมาก มองโลกมาจากดวงจันทร์บ้าง จะเห็นว่าตัวมึงกูยังไม่เห็นเลย เราเป็นแค่โปรโตซัวที่เล็กเหลือเกิน วันหนึ่งเราจะปลงได้มากขึ้น ไอ้อีโก้มันไม่หายไปหรอก จนกว่าเราจะทำตามสูตรพระพุทธเจ้าได้ แต่เราควรจะเตือนตัวเองได้ว่า เฮ้ย เราไม่ได้มีอะไรมากนะ ชีวิตเราสั้นมาก

พออายุเท่าผมคุณจะรู้ว่าอายุขนาดนี้มันเหลือเวลาไม่กี่ปีแล้วที่จะทำงานได้ นี่หมายความว่าถ้าคุณอยู่รอดปลอดภัยนะ สมมติปีหน้าผมอายุ 48 ผมเหลือ 12 ปีที่จะทำงานได้จนถึงอายุ 60 ผมจะใช้ 12 ปี ไปกับการทำอะไร ทำเรื่องโง่เขลาเบาปัญญา รถติดอยู่ในกรุงเทพฯ เหรอ ไม่เอาแล้วแหละ ผมต้องเปลี่ยนแล้ว ผมไม่อยากใช้เวลา 12 ปี ไปกับรถติดในกรุงเทพฯ

คุณพูดเหมือนเห็นชีวิตตัวเองในอีก 12 ปีข้างหน้าชัดมาก

เห็น แต่ไม่รู้มันจะเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า

ภาพที่เห็นเป็นยังไง

ผมอยู่ชนบท เขียนหนังสือ ใช้ชีวิตเท่าที่อยากใช้ ไม่ได้เห็นตัวเองเป็นเศรษฐี เห็นตัวเองเป็นนักพรต (หัวเราะ) อยู่ในชนบท ง่ายๆ ไม่ได้มีความทะเยอทะยานทางธุรกิจ ผมเดินทาง ผมขึ้นเขา ผมอยู่กับธรรมชาติ นั่นคือภาพที่ผมเห็นตัวเอง แล้วผมก็จะไปเป็นแบบที่ผมเห็น

ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

รู้สึกว่าตัวเองฝันเล็กเกินไปไหมเมื่อเทียบกับศักยภาพที่มี คือถ้าหวังรวยคุณก็อาจจะทำได้

มันเลยทำให้เรามีความสุขไง (หัวเราะ) ก็ความปรารถนาเราแค่นั้น เราจะไปทำสิ่งที่เราไม่ปรารถนาทำไม คุณจะให้ผมเป็นเศรษฐีทำไมในเมื่อผมไม่ได้ใช้เงินแบบเศรษฐี เงินสำคัญ แต่ว่าสำคัญเท่าที่เราให้ความสำคัญกับมัน คนอย่างพวกเรา อาชีพอย่างพวกเรา ดำเนินชีวิตอย่างพวกเรา อย่าว่าแต่ร้อยล้านเลย มีเงินสักสิบยี่สิบล้านก็ใช้ไม่หมดแล้ว จริงไหม ผมกินอยู่แค่นี้ ผมก็อยู่แค่นี้ ง่ายๆ

ทุกวันนี้คุณยังตื่นเต้นกับอะไรใหม่ๆ บ้างไหม ตื่นเต้นกับ iPhone X หรือเปล่า

ไม่ตื่นเต้นกับเรื่องพวกนั้นแล้ว ผมก็ถามตัวเองนะ แล้วกูยังเหลืออะไรตื่นเต้นอีก ไอ้พวกวัสดุออกใหม่ทั้งหลายไม่ตื่นเต้นเลย ตอนนี้ผมใช้ไอโฟน 6 ไอแพดยังเป็นรุ่นแรก ความตื่นเต้นกับเรื่องอะไรใหม่ๆ มันน้อยลงไป เป็นไปตามวัยและวุฒิภาวะ ไม่ได้รู้สึกว่าใจมันเต้นแรงๆ กับอะไรมานานแล้ว

มันน่าเศร้ามั้ย สูญเสียความตื่นเต้นต่อสิ่งต่างๆ

มันไม่น่าเศร้า มันสบายดี หัวใจไม่ต้องเต้นเร็วมาก มันก็เป็นไปตามอายุ เราไม่ได้ต้องการความตื่นเต้นแบบนั้นแล้ว วันหนึ่งคุณจะเข้าใจ 40 ไม่ลังเลสงสัยแบบที่ว่ามานั่นแหละ

ไม่ตื่นเต้นกับสิ่งต่างๆ แต่ไม่ได้สูญเสียแพสชันใช่มั้ย

โอ้โห สิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้เต็มไปด้วยแพสชัน แพสชันไม่ได้หาย ผมว่าผมมีแพสชันกับงานที่ผมทำนะ ผมมีความมุ่งมาดปรารถนาที่จะทำงานให้มันดี แต่ว่ามันไม่ต้องทำด้วยความตื่นเต้นเร้าใจ หนังสือตัวเองออกก็ไม่ตื่นเต้น ความตื่นเต้นกับชีวิตมันจะน้อยลง ดูหนังโป๊ยังไม่ตื่นเต้นเลย

เราสูญเสียความตื่นเต้นแล้วเราได้อะไรแทนกลับมา

ศานติสุข อยู่แล้วมันสงบ พระพุทธเจ้าบอกว่า ความสุขเสมอด้วยศานติไม่มี นี่แหละ เราได้สิ่งนี้กลับมา เมื่อไหร่ตื่นเต้นมันก็ไม่ศานติไง

เห็นไหม ผมอยู่บ้านสงบๆ ไม่ค่อยได้ออกไปไหน ชงชากินที่บ้าน เงียบ ไม่วุ่นวาย ผมพยายามทำบ้านตัวเองให้ดี ให้ผมรู้สึกว่าผมอยู่แล้วสบายตัวที่สุด ออกไปข้างนอกเท่าที่จำเป็นต้องออก เพราะกรุงเทพฯ มันไม่ได้น่าอยู่ ไอ้ที่ผมเคยตื่นเต้นอยากมา ตอนนี้ตื่นเต้นอยากหนี ซึ่งเร็วๆ นี้ผมก็คงวางแผนที่จะออกจากกรุงเทพฯ เพราะอาชีพอย่างผมเลือกได้ไง เราทำงานที่ไหนก็ได้ แล้วทำไมต้องเอาบ้านมาวางอยู่ในกรุงเทพฯ ก็เลือกสิ่งแวดล้อมที่มันสวยสิ อายุปูนนี้ เราควรได้อยู่ในสวนที่สวย มีธรรมชาติที่สงบ มีภูเขาที่เรามองเห็น มีวัดที่ไปปฏิบัติธรรมได้ เวลาตายก็ขุดหลุมใต้ต้นไม้แล้วถีบลงไปเอาดินกลบ

คุณมองเห็นอนาคตของตัวเองค่อนข้างชัด แล้วคุณพอมองเห็นอนาคตของประเทศเราบ้างไหม

ประเทศเราอยู่บนจุดที่เป็นทางแยก เราอยู่ในจุดที่มีโอกาสจะพลิกประเทศไปสู่จุดที่ก้าวหน้ามากๆ ก็ได้ ถ้าเราสามารถจัดการอนาคต แล้วยุติความขัดแย้งในประเทศ รวมพลังของประเทศให้เข้าสู่ยุคใหม่ได้ แต่เราก็อยู่ในจุดที่สุ่มเสี่ยงว่าเราจะไม่สามารถพลิกไปทางนั้น แล้วประเทศเราจะเดินไปอีกทางหนึ่งซึ่งเป็นทางตรงกันข้าม เราอยู่ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่สุดที่จะตัดสินอนาคตของประเทศ ซึ่งมันไม่มีใครพยากรณ์ได้ มันขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ที่เราเป็นคนใส่เข้าไปในสังคมในช่วงเวลาต่อจากนี้ อาจจะ 3 ปี 5 ปี ว่าคุณใส่อะไรเข้าไปในสังคม ภาวะผู้นำเป็นยังไง การเมือง เศรษฐกิจเป็นยังไง ไอ้สิ่งที่เราจะใส่เข้าไปในสังคมมันจะกำหนดอนาคตของสังคม ซึ่งตอนนี้ผมเชื่อว่าไม่มีใครรู้ว่าสังคมจะเป็นยังไง นักพยากรณ์ที่เก่งที่สุดก็พยากรณ์ไม่ได้ว่าประเทศไทยจะเป็นยังไง ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะทำยังไงกับมันในตอนนี้

ใน Past ผมถึงเขียนว่า เราเป็นส่วนหนึ่งของยุคสมัย แต่ยุคสมัยก็เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างของเรา ผมเลยพยายามบอกว่า ถ้าอย่างนั้นเราต้องสร้างมัน เราอยากจะเป็นยังไงเราต้องยอมลงมือที่จะสร้างอะไรบางอย่างเพื่อไม่ให้ยุคสมัยลากพาไปสู่หายนะ เราอยู่ในจุดที่จะรวมพลังกันแล้วเปลี่ยนสังคมไปในทางที่ดีได้ เราไม่ควรสิ้นหวังกับมัน ไม่อย่างนั้นสังคมทั้งหมดจะเดินไปสู่อีกทางหนึ่ง เราอยู่ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ อยู่ตรงสี่แยก จะไปทางไหนก็ได้ จะตรงไปข้างหน้า เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาก็ได้ หรือคุณจะเดินถอยหลังกลับก็ได้ แต่อย่าถอยนานนัก เสร็จแล้วคุณต้องเดินไปที่จุดตัดใหม่แล้วคุณต้องเลือกว่าคุณจะพาอนาคตประเทศไปทางไหน

แล้วถามว่าใครมีพลังที่จะทำเรื่องเหล่านี้ ผมก็เลยบอกว่าผมต้องคุยกับคนรุ่นใหม่ เพราะผมเชื่อว่าคนรุ่นใหม่จะลากสังคมไปต่อได้ แล้วผมต้องไปอาศัยอยู่ในสังคมที่คนรุ่นใหม่สร้าง คนรุ่นผมจะแก่ลง ถ้าผมไม่ให้กำลังใจ ไม่ให้ความหวัง ไม่สนับสนุนคนรุ่นใหม่ แล้วผมจะอยู่ในสังคมที่พังทลายได้อย่างไร นี่คือหน้าที่ของปัญญาชน หน้าที่ของนักคิดนักเขียน หน้าที่ของทุกคนที่ต้องโอบอุ้มคนรุ่นใหม่แล้วนำพาสังคมไป ทำยังไงที่เราจะทำให้คนรุ่นหลังมีความกล้าหาญที่จะฝ่าสี่แยกนี้ไป แล้วทำประเทศให้มีอนาคต ผมว่านี่เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดของประเทศตอนนี้

ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

คุณพูดถึงความกล้าหาญบ่อยๆ คุณกลัวอะไรบ้างไหมในชีวิต

(นิ่งคิดนาน) กำลังคิดอยู่ว่าเรากลัวอะไร มันมีเยอะนะ แต่บอกไม่ได้ว่าเรากลัวสิ่งเหล่านี้เหมือนดาราที่เขากลัวสับปะรด ผมก็มีความกลัวเหมือนคนทั่วไปแหละ มันเป็นความกลัวมาตรฐาน อย่างเช่นความเปลี่ยนแปลงของชีวิตที่กระแทกเราแรงๆ ผมก็กลัว

คือมีความกลัวเหมือนกัน

กลัว เป็นธรรมดา กลัวความเปลี่ยนแปลงรุนแรงเกิดขึ้น มีคดีความก็กลัว แต่ว่าเราข้ามมันได้ไง คือเราผ่านความกลัวมาแล้วเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน แต่ถามว่ากลัวมั้ย กลัว กังวล เราคือมนุษย์ปกติ ผมไม่ได้เป็นข้อยกเว้น ผมกลัวมาตรฐานของสิ่งที่ทุกคนกลัว แต่ไม่ได้กลัวมากขนาดที่ทำอะไรไม่ได้ ผมรู้สึกว่าอายุปูนนี้เรารับมือกับทุกความเปลี่ยนแปลงได้ รับมือกับความกลัวได้ดี เพราะถึงที่สุดความกลัวมันก็คือความกลัว ยังไงเราก็ต้องเผชิญหน้ากับมัน เหมือนการตั้งคำถามกับหลายเรื่อง ในที่สุดคุณก็ต้องกล้าเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านี้ แล้ววันหนึ่งเมื่อข้ามไปเราจะมั่นคง

ความมั่นคงไม่ใช่ไม่มีความกลัว แต่เราก้าวข้ามความกลัวไปได้ต่างหาก เรารู้ว่าเราจะดีลกับมันยังไงในจุดที่เรากลัวมากที่สุด แล้วเราผ่านมันมาได้ยังไง ซึ่งคนไม่มีประสบการณ์ไม่มีทางเข้าใจ คุณไม่มีทางเข้าใจสงครามการต่อสู้ภายใน พอดีผมผ่านเรื่องพวกนี้มาภายในไง ภายนอกอาจจะดูผมเฉยๆ เพราะผมสู้กับมันมาแล้วข้างใน

แล้วในวัยนี้คุณเริ่มกลัวความตายบ้างไหม

ไม่ได้กลัวความตายมาก แต่ว่ามันพูดอย่างนั้นไม่ได้หรอก เพราะเราไม่เคยเผชิญความตายจริงๆ เหมือนมึงยังไม่เข้าสู่สงครามก็ปากดีไป แต่ว่าถ้าโดยจินตนาการมันเหมือนเราไม่ได้กลัวมาก แค่เรายังมีความอาลัยอาวรณ์ในชีวิตอยู่

คือพูดว่าไม่กลัวมันก็อาจจะไม่จริง เพราะเรื่องพวกนี้มันสมมติไม่ได้ คุณตอบด้วยจินตนาการไม่ได้ จนกว่าความตายจะมาคุกคามผม สมมติพรุ่งนี้หมอบอกว่าผมเป็นมะเร็ง อีก 3 วันจะตาย ผมอาจจะซีดเลยก็ได้ ไอ้ที่เคยให้สัมภาษณ์บอกว่าไม่กลัว วันรุ่งขึ้นอาจจะผมหงอกเลยมึง อายเขาเปล่าๆ แต่มันไม่ได้ถึงขนาดวิตกกังวลเรื่องความตายมาก เราก็เตรียมตัวตายอยู่ประมาณหนึ่ง เมื่อมันมาถึงผมอาจจะกลัว แต่เราจะดีลกับความกลัวขั้นสูงสุดนี้ยังไงต่างหาก

มีสัจธรรมข้อไหนบ้างไหมที่เพิ่งมาค้นพบแล้วคิดว่าถ้ารู้แบบนี้ตั้งแต่วัยหนุ่มคงดี

มันไม่มีทางหรอก หมายความว่าถ้าคุณรู้อย่างนี้มันไม่เรียกว่าวัยหนุ่มแล้ว วัยหนุ่มมันเป็นความสนุกของความไม่รู้แล้วเอาชีวิตรอดมาได้ มันจึงควรรู้เมื่อควรรู้ เมื่อไม่ควรรู้พระเจ้าเขาก็ไม่ได้ให้คุณรู้หรอก คุณไม่มีทางเข้าใจความแก่จนกระทั่งคุณแก่ คุณไม่มีทางเข้าใจความทุกข์จนกระทั่งคุณเจอความทุกข์ ฉะนั้น ถ้าคุณไม่มีความทุกข์ คุณไม่มีความแก่ คุณก็ไม่มีทางไปสู่ปัญญาที่มันสูงขึ้น ไม่อย่างนั้นพระพุทธเจ้าก็ตรัสรู้ตอน 8 ขวบสิ แต่เราต้องผ่านความทุกข์ ความแก่ ความเจ็บ มาพอสมควรถึงได้รู้สึกว่า เฮ้ย ชีวิตมันไม่ต้องเป็นแบบนั้นก็ได้นี่หว่า

ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

Writer

Avatar

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load