28 สิงหาคม 2563
2 K

อียิปต์คือดินแดนแห่งอารยธรรมที่รุ่งเรืองในช่วงต้นของมนุษยชาติ ดินแดนเก่าแก่ในการ์ตูน Tin Tin และหนัง Cleopatra ในขณะเดียวกันปัจจุบันก็มีข่าวของผู้ก่อการร้ายวางระเบิดอยู่บ่อยครั้ง

คนที่ไปอียิปต์ส่วนใหญ่มีจุดมุ่งหมายเพื่อทัวร์วัฒนธรรม เช่น ไปชมพีระมิดแห่งกิซ่า ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณที่ยังคงอยู่ถึงปัจจุบัน และสฟิงซ์ (Sphinx) ไปเยือนหุบผากษัตริย์ (Valley of the Kings) ซึ่งเป็นที่รวมสุสานฝังศพฟาโรห์ที่พบแล้ว 64 หลุม รวมทั้งวิหารคาร์นัค วิหารลักซอร์ พิพิธภัณฑ์ลักซอร์ พิพิธภัณฑ์มัมมี่ หรืออะบูซิมเบล (Abu Simbel) วิหารคู่ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่ทำด้วยอิฐขนาดมหึมาสองก้อนแกะสลักอย่างวิจิตรประณีต ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอียิปต์ ริมฝั่งตะวันตกของทะเลสาบนาสเซอร์ 

นอกจากสิ่งก่อสร้างโบราณต่างๆ นักท่องเที่ยวก็จะนึกถึงอียิปต์ในฐานะที่ที่มีพวกหลอกลวงต้มตุ๋นเอาเงินจากนักท่องเที่ยวเยอะ หรือมาตื๊อขายของให้นักท่องเที่ยว 

ช่วงที่เราไปอียิปต์ไม่มีนักท่องเที่ยวเลย จึงเป็นการท่องเที่ยวแบบ Backpacking ที่ให้ความรู้สึกเอ็กซ์คลูซีฟและเป็นส่วนตัวสุดๆ เพราะเราไปคนเดียว สาเหตุที่นักท่องเที่ยวริบหรี่ ก็เพราะเหตุการณ์ไม่สงบที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ ในช่วงที่ผ่านมา 

ช่วงนี้ค่าเงินอียิปต์ร่วงมาก ถ้ามาเที่ยวจะรู้สึกตัวเองร่ำรวยผิดปกติ เช่น ค่าทัวร์ครึ่งวัน 100 บาท ค่าล่องเรือใบ 200 บาท นั่ง Hot Air Balloon ชมเมือง 500 บาท ค่าซิมอินเทอร์เน็ต 1 สัปดาห์ 70 บาท ค่าน้ำดื่มขนาด 600 ml 4 บาท และนี่คือค่าครองชีพในใจกลางกรุงไคโร ซึ่งเป็นเมืองหลวง ถ้าออกต่างจังหวัดจะยิ่งถูกกว่านี้รึเปล่าเนี่ย??!!

ระหว่างนั่งรถจากสนามบินไปโรงแรม เรารู้สึกว่าไคโรดูเจริญกว่าที่คิดไว้ ตึกใหญ่ ดูสวยงาม แสดงถึงความร่ำรวยในอดีต ย่านดาวน์ทาวน์ใกล้ Egyptian Museum ตึกกับร้านค้าหน้าตาแอบคล้ายฝรั่งเศส ประมาณริมระเบียงบ้านมีเหล็กดัดเป็นลายเถาวัลย์ ดูสวย คลาสสิก และดูแพง 

เที่ยวราคาสบายไป Make friend กับมัมมี่ ขี่ม้าท่องทะเลทราย และเดินตลาดอียิปต์ช่วงเราะมะฎอน, เที่ยวอียิปต์, Egypt
เที่ยวราคาสบายไป Make friend กับมัมมี่ ขี่ม้าท่องทะเลทราย และเดินตลาดอียิปต์ช่วงเราะมะฎอน, เที่ยวอียิปต์, Egypt
เที่ยวราคาสบายไป Make friend กับมัมมี่ ขี่ม้าท่องทะเลทราย และเดินตลาดอียิปต์ช่วงเราะมะฎอน, เที่ยวอียิปต์, Egypt
เที่ยวราคาสบายไป Make friend กับมัมมี่ ขี่ม้าท่องทะเลทราย และเดินตลาดอียิปต์ช่วงเราะมะฎอน, เที่ยวอียิปต์, Egypt

ได้ลองนั่งรถไฟของอียิปต์ ข้างในรถไฟชั้น First-class เบาะนุ่ม ที่นั่งกว้าง นั่งสบาย มีที่วางเท้า และที่วางของกว้างขวางเหนือศีรษะ เปิดแอร์เย็นฉ่ำ ห้องน้ำโอเค นั่ง 14 ชั่วโมง ค่าโดยสาร 500 บาทเอง 

เที่ยวราคาสบายไป Make friend กับมัมมี่ ขี่ม้าท่องทะเลทราย และเดินตลาดอียิปต์ช่วงเราะมะฎอน, เที่ยวอียิปต์, Egypt
เที่ยวราคาสบายไป Make friend กับมัมมี่ ขี่ม้าท่องทะเลทราย และเดินตลาดอียิปต์ช่วงเราะมะฎอน, เที่ยวอียิปต์, Egypt
เที่ยวราคาสบายไป Make friend กับมัมมี่ ขี่ม้าท่องทะเลทราย และเดินตลาดอียิปต์ช่วงเราะมะฎอน, เที่ยวอียิปต์, Egypt
เที่ยวราคาสบายไป Make friend กับมัมมี่ ขี่ม้าท่องทะเลทราย และเดินตลาดอียิปต์ช่วงเราะมะฎอน, เที่ยวอียิปต์, Egypt

สถานที่ในอียิปต์ที่เราชอบมากคือ อะบูซิมเบล แรกเริ่มอะบูซิมเบลเกิดจากการแกะสลักภูเขาทั้งลูกในรัชสมัยของฟาโรห์รามเสสเมื่อศตวรรษที่ 13 ก่อนคริสตกาล ต่อมามีการเคลื่อนย้ายครั้งใหญ่ใน ค.ศ. 1960 – 1969 เนื่องจากการสร้างเขื่อนอัสวาน ทำให้พื้นที่บริเวณนี้ทั้งหมดถูกน้ำจากทะเลสาบนาสเซอร์ท่วม องค์การยูเนสโกจึงยื่นมือมาช่วย โดยใช้เงินถึง 40 ล้านดอลลาร์ฯ จ้างคณะวิศวกรและคนงานออกแบบตัดวิหารออกเป็น 1,050 ส่วน แต่ละส่วนหนักเป็นสิบๆ ตัน แล้วยกขึ้นไปประกอบกันใหม่ สูงจากระดับเดิมถึง 215 ฟุต โดยสร้างภูเขาเทียมรูปโดม (เป็นโพรงด้านใน) ด้วยคอนกรีตเสริมใยเหล็กให้เมือนเดิมทุกประการ แล้วเอาชิ้นส่วนที่ตัดมาประกอบเข้าทั้งภายนอกและภายใน ไกด์บอกว่า ยูเนสโกใช้เวลาถึง 20 ปีในการเคลื่อนย้ายและประกอบอะบูซิมเบลขึ้นมาใหม่ 

เที่ยวราคาสบายไป Make friend กับมัมมี่ ขี่ม้าท่องทะเลทราย และเดินตลาดอียิปต์ช่วงเราะมะฎอน, เที่ยวอียิปต์, Egypt

เราชอบความรู้สึกของการขี่ม้านาน 2 ชั่วโมงในทะเลทรายสะฮารา ที่ราคาถูกกว่าเยอะ ถ้าเทียบกับการขี่เพียงครึ่งชั่วโมง มีตัวเลือกระหว่างม้ากับอูฐ ซึ่งเราเลือกม้าเพราะนั่งสบายกว่า จึงมีแค่เราในทะเลทรายสะฮาราอันกว้างใหญ่และช่างสวยสงบ แดดร้อนมาก แต่ก็มีความสุขมาก ไม่คิดว่าอย่างเราจะทำอะไรแบบนี้ได้ด้วย การเดินทางครั้งนี้จึงเป็นการรู้จักตัวเองในรูปแบบใหม่ 

เที่ยวราคาสบายไป Make friend กับมัมมี่ ขี่ม้าท่องทะเลทราย และเดินตลาดอียิปต์ช่วงเราะมะฎอน, เที่ยวอียิปต์, Egypt

หลังจากออกภาคสนาม ดูวัด พีระมิด วิหาร หลุมศพตามสถานที่ต่างๆ เสร็จ ก็จะเข้าพิพิธภัณฑ์ของแต่ละเมือง ข้อดีอย่างหนึ่งของการมาเที่ยวเอง คือมีเวลาเข้าพิพิธภัณฑ์ครบทุกเมือง ที่ละหลายชั่วโมง ได้ดูของในพิพิธภัณฑ์ครบทุกชิ้น เพราะจะใช้เวลานานแค่ไหนก็ได้ 

เที่ยวราคาสบายไป Make friend กับมัมมี่ ขี่ม้าท่องทะเลทราย และเดินตลาดอียิปต์ช่วงเราะมะฎอน, เที่ยวอียิปต์, Egypt

ณ ตอนนี้ Make friend กับมัมมี่ไปแล้วเรียบร้อย หลังจากได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันตามลำพังนานๆ เราเริ่มคุ้นชินกับมัมมี่ทั้งสภาพที่เป็นศพแห้งๆ ดำๆ ที่ถูกดองน้ำยาไว้ และแบบแต่งองค์ทรงเครื่องอลังการ ของใช้ที่ถูกฝังไปกับมัมมี่ก็มีจัดแสดงไว้หมด ทั้งตุ๊กตาดินเผา ไม้จำลอง เครื่องประดับ กระบุงจักสาน ของใช้ในบ้าน ฯลฯ 

เที่ยวราคาสบายไป Make friend กับมัมมี่ ขี่ม้าท่องทะเลทราย และเดินตลาดอียิปต์ช่วงเราะมะฎอน, เที่ยวอียิปต์, Egypt
เที่ยวราคาสบายไป Make friend กับมัมมี่ ขี่ม้าท่องทะเลทราย และเดินตลาดอียิปต์ช่วงเราะมะฎอน, เที่ยวอียิปต์, Egypt

พิพิธภัณฑ์ในอียิปต์ทุกที่มีการจัดระบบเป็นอย่างดี คำอธิบายของแต่ละชิ้นเป็นภาษาอารบิกและภาษาอังกฤษ ข้อมูลพื้นฐานที่มี เช่น ของนั้นคืออะไร สร้างปีไหน ใครสร้าง ของบางชิ้นจะมีข้อมูลมากกว่านี้อีก เช่น สร้างจากความเชื่ออะไร สัญลักษณ์ต่างๆ มีความหมายอย่างไร ฯลฯ 

เราไปอียิปต์ในช่วงเราะมะฎอน ซึ่งเป็นช่วงเวลาอันศักดิ์สิทธิ์ (Holy Month) ของชาวมุสลิม อากาศช่วงกลางวันค่อนข้างร้อน คนถือศีลอดตั้งแต่ตี 4 ถึงเกือบ 1 ทุ่ม ดังนั้น ช่วงกลางวันคนจึงนอนพักผ่อนกัน ร้านรวง ถนนหนทางจะเงียบมาก แต่หลัง 1 ทุ่มไปแล้วจะเริ่มคึกคักขึ้น และพีกช่วง 4 ทุ่มถึงเที่ยงคืน ผู้หญิงออกมาเดินช้อปปิ้งคนเดียว มากับเพื่อน หรือมากับลูกกันมากมายช่วง 4 ทุ่มถึงเที่ยงคืน เพราะอากาศเย็นสบาย ไม่ร้อน และเป็นช่วงที่ไม่ต้องอดอาหาร (Break Fasting) แล้ว รถราจะวิ่งเต็มถนน และบีบแตรกันสนั่นหวั่นไหว

ผู้หญิงอียิปต์ส่วนมากมีผ้าฮิญาบคลุมผม ใส่ชุดยาวสีดำคลุมแขนขาถึงข้อมือข้อเท้า และหลายคนคลุมหน้าหมดเห็นแต่ลูกตา แต่ที่น่าแปลกใจคือ ร้านขายเสื้อผ้าแฟชั่นผู้หญิงมีลูกค้าแน่นร้าน สาวๆ ดูมีความสุขกับการเลือกซื้อเสื้อผ้า อาจเอาไว้ใส่เล่นที่บ้านหรืออย่างไรเราก็สงสัยอยู่ อีกอย่างคือเสื้อผ้าที่นี่ราคาถูกกว่าบ้านเรา และส่วนมากนำเข้าจากตุรกี 

เที่ยวราคาสบายไป Make friend กับมัมมี่ ขี่ม้าท่องทะเลทราย และเดินตลาดอียิปต์ช่วงเราะมะฎอน, เที่ยวอียิปต์, Egypt
เที่ยวราคาสบายไป Make friend กับมัมมี่ ขี่ม้าท่องทะเลทราย และเดินตลาดอียิปต์ช่วงเราะมะฎอน, เที่ยวอียิปต์, Egypt
เที่ยวราคาสบายไป Make friend กับมัมมี่ ขี่ม้าท่องทะเลทราย และเดินตลาดอียิปต์ช่วงเราะมะฎอน, เที่ยวอียิปต์, Egypt

ระหว่างที่เดินเล่นในตลาดเก่าของเมืองอัสวัน ถนนยาวเป็นกิโล มีของขายมากมาย ทั้งผัก ผลไม้ เครื่องเทศ ของกินต่างๆ เสื้อผ้า ของที่ระลึก ร้านกาแฟ (ที่ผู้ชายมานั่งสูบชิชา เล่นหมากกระดาน เชียร์กีฬาทางโทรทัศน์) มีร้านอาหารเล็กๆ เช่น ร้านขายเคบับแสนอร่อย รสชาติถึงเครื่องเทศ ฯลฯ คนขายในตลาดก็เป็นมิตรดี แถมได้ฝึกทักษะการเจรจาต่อราคาสินค้าด้วย สนุกมาก เดินได้หลายวันติด ไม่น่าเบื่อเลย 

ตอนนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจไม่ดี ถ้าเดินไปที่ไหนในอียิปต์ จะเจอแต่คนขอเงิน ด้วยวิธีการในรูปแบบต่างๆ เช่น เดินมาขอเฉยๆ ตื๊อขายของที่ระลึก ตื๊อขายทัวร์ ให้ความช่วยเหลือนิดๆ หน่อยๆ เช่น ถ่ายรูปให้ หลังจากนั้นก็ขอเงิน ฯลฯ 

เพราะช่วงนี้จากเหตุการณ์ความไม่สงบ ทำให้นักท่องเที่ยวหายไปเยอะ เศรษฐกิจอียิปต์ก็แย่ตามไปด้วย โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวที่เคยคึกคัก ทำรายได้ได้มาก 

คนที่นี่บอกว่า Egyptian Revolution (ซึ่งภายหลังนำไปสู่การแทรกแซงจากผู้ไม่หวังดีและการก่อการร้ายจากกลุ่มชาวต่างชาติ ฯลฯ คือสาเหตุของความตกต่ำของอียิปต์)

ถ้าถามคนที่นี่ และคนที่เคยมาอียิปต์เมื่อ 5 – 6 ปีที่แล้ว จะบอกว่า ในยุคก่อนการปฏิวัติ โรงแรมที่อียิปต์มีคนจองเต็ม เรือใบ เรือสำราญ มอเตอร์โบท แล่นกันเต็มแม่น้ำไนล์ ธุรกิจท่องเที่ยวในอียิปต์บูมมาก แต่หลังจากการปฏิวัติ สถานการณ์ก็เปลี่ยนไปเป็นอย่างที่เห็น ซึ่งคนอียิปต์เองเชื่อว่า การโจมตีหรือการก่อการร้ายต่างๆ มาจากการกระทำของผู้ลี้ภัยชาวลิเบียหรือชาติอื่น ที่ต้องการทำลายเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของอียิปต์ คนอียิปต์ด้วยกันเองรักกันดี และอยู่ด้วยกันอย่างสันติมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Coptic Christian มุสลิม หรือคนผิวสีชาวนูเบีย 

หากย้อนไปมองที่จุดกำเนิดของการปฏิวัติในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ หรือเหตุการณ์ที่เรียกว่า Arab Spring หรือ Jasmine Revolution (ปฏิวัติดอกมะลิ) เพราะมีจุดเริ่มต้นมาจากประเทศตูนิเซีย ซึ่งมีดอกมะลิเป็นดอกไม้ประจำชาติ คือการปฏิวัติโดยประชาชน เพื่อขับไล่ผู้นำเผด็จการหรือผู้นำที่อยู่ในอำนาจยาวนาน ซึ่งการปฏิวัตินี้ใช้ Social Media เพื่อแชร์ บอกเล่าเหตุการณ์ รวมทั้ง Live

เหตุการณ์ Arab Spring เริ่มขึ้นที่ตูนิเซีย และลามไปถึงอียิปต์ เยเมน บาห์เรน ลิเบีย และซีเรีย จริงๆ แล้ว ตูนิเซียอาจเป็นแค่ประเทศเดียวในภูมิภาคที่ชีวิตดีขึ้น หลังเหตุการณ์ Arab Spring ในขณะที่ประเทศอื่นล้วนแต่มีชีวิตที่แย่ลง หลังการปฏิวัติ เพราะนำไปสู่กลุ่มต่างๆ ที่พยายามแทรกแซง สร้างสถานการณ์ และกลุ่มก่อการร้ายต่างๆ ที่ฉวยโอกาสเมื่อประเทศกำลังอ่อนแอมากๆ เข้ามาซ้ำเติมให้สถานการณ์แย่ลง

สำหรับอียิปต์ คนที่นี่บอกว่า ตั้งแต่การปฏิวัติใน ค.ศ. 2011 จนมาถึงตอนนี้ เศรษฐกิจอียิปต์ยังตกต่ำไม่ฟื้น การท่องเที่ยวทรุดลงมาก แม้จะมีโปรโมชันขายตั๋วเครื่องบิน โรงแรม ทัวร์ ถูกแสนถูกยังไง นักท่องเที่ยวก็ยังไม่ค่อยมา เพราะเห็นข่าวจากสื่อต่างชาติแล้วดูน่ากลัว ราวกับเป็น War Zone

ที่เล่ามาทั้งหมดเพื่อจะบอกว่า นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในอียิปต์ ซึ่งเป็นเหตุผลที่คนอียิปต์ตอนนี้ยากจน ต้องตื๊อขอเงินนักท่องเที่ยวในรูปแบบต่างๆ 

ทั้งนี้ สถานการณ์ในอียิปต์ที่เห็นนี้ หวังว่าจะเป็นแค่ ‘ความตกต่ำชั่วคราว’ เพราะอียิปต์มีคนที่มีศักยภาพมากมาย ขยันขันแข็ง และมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีมาก เช่น มีถนนหลายเลน ระบบรถไฟที่มีประสิทธิภาพและเชื่อมโยงทั้งประเทศจากเหนือลงใต้ ค่าโดยสารขนส่งสาธารณะที่ถูกมากในราคาที่ใครๆ ก็ใช้บริการได้ 

มีโรงแรมและสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย ซึ่งล้วนมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาย้อนไปหลายพันปีก่อนคริสตกาล พิพิธภัณฑ์ในแต่ละเมืองมีป้ายอธิบายของที่จัดแสดงแต่ละชิ้นชัดเจน พร้อมคำอธิบายทั้งภาษาอังกฤษและภาษาอารบิก แม้กระทั่งซิมอินเทอร์เน็ตก็ราคาถูกและไว (กว่าของไทย)

แม้พื้นที่ส่วนมากเป็นทะเลทราย แต่อียิปต์ใช้ประโยชน์จากแม่น้ำไนล์ที่ไหลผ่านเป็นแนวยาวทั้งประเทศจากทิศใต้ของประเทศไปทิศเหนือได้สูงสุด อียิปต์โบราณหลายพันปีก่อนคริสตกาลอาจบูชาเทพต่างๆ มากมาย แต่อียิปต์ยุคใหม่คือผู้เอาชนะธรรมชาติสำเร็จ 

หลังการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ชื่อ The High Dam อียิปต์ก็เอาชนะธรรมชาติด้วยการใช้ประโยชน์จากแม่น้ำไนล์ ทั้งการผันน้ำเพื่อการเกษตรได้ทั่วประเทศ เพิ่มพื้นที่เพาะปลูก และมีกระแสไฟฟ้าใช้ทั้งประเทศด้วยอานิสงส์ของน้ำจากเขื่อนยักษ์นี้ แถมเทพต่างๆ ยังช่วยเรียกเงินตราเข้าประเทศให้มาชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ในยุคที่การท่องเที่ยวเฟื่องฟูอีกด้วย

กลายเป็นว่า ตอนนี้อียิปต์ติดลิสต์ประเทศในดวงใจของเรา ที่ถ้ามีโอกาสก็อยากจะกลับไปอีก

รอวันที่เศรษฐกิจฟื้น อียิปต์ก็จะพร้อมอ้าแขนต้อนรับนักท่องเที่ยวมาชมความยิ่งใหญ่ทางอารยธรรมของมนุษย์อีกครั้ง สู้ๆ ค่ะอียิปต์ You can do it!

บทส่งท้าย อียิปต์แกรนด์ทริป

หลังจบทริปอียิปต์ 8 วัน ซึ่งเป็นอีกทริปหนึ่งที่วางแผนการเดินทางเอง ไม่ได้ซื้อทัวร์ ตั้งแต่เมืองหลวงลงมาถึงล่างสุดของประเทศ สิ่งที่ค่อนข้างแปลกใจ เพราะต่างจากภาพที่คิดไว้ตอนแรก คือ 

1. อียิปต์เป็นประเทศที่เที่ยวง่ายมาก เพราะมีระบบคมนาคมเชื่อมต่อกันทั้งประเทศ จองตั๋วรถไฟทางอินเทอร์เน็ต จ่ายบัตรเครดิต และพรินต์ตั๋วก่อนเดินทางได้เลย ค่ารถไฟชั้น 1 นั่ง 10 กว่าชั่วโมง 500 กว่าบาทนี่ แอร์เย็นฉ่ำ นั่งสุดแสนจะสบาย

2. คนอียิปต์ใจดีและมีน้ำใจ ก่อนไปทำใจไว้เยอะว่าคงเจอพวกหลอกเอาเงินนักท่องเที่ยวในรูปแบบต่างๆ ปรากฏว่า พอไปจริงๆ เจอแต่คนเข้ามาช่วยเหลือโดยไม่ได้ร้องขอ และไม่ได้เรียกร้องอะไร จนสงสัยว่าเรามาถึงอียิปต์จริงรึเปล่า ที่คนอื่นบอกว่าเจอแต่คนโกง หลอกนักท่องเที่ยวต่างๆ นานาคืออะไร จริงอยู่ที่อาจมีคนเจตนาไม่ดีบ้าง เช่น ซื้อทัวร์ที่ไคโรจะโก่งราคาแพงกว่าซื้อจากเมืองทางใต้เยอะ และโลคอลทัวร์ที่ใช้บริการในบางครั้งยังชอบพาเข้าร้านขายของ ราวกับกรุ๊ปทัวร์จีนที่มีร้านบังคับแวะ และมี 1 ครั้งที่เจอคนขับรถม้าโก่งราคาค่าโดยสาร แต่สิ่งที่เจอนับว่าเล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับคนดีๆ มากมายที่ทำนู่นนี่ให้เรา 

* ข้อแนะนำสำหรับผู้วางแผนจะไปเที่ยวอียิปต์ *

ด้วยความคาใจมากว่าทำไมคนที่อียิปต์ถึงมีแต่คนน่ารัก ใจดี และช่วยเหลือนักท่องเที่ยวอย่างเราเป็นอย่างดี เราจึงส่งอีเมลไปถามเพื่อนชาวอียิปต์ที่เป็นอาจารย์สอนอยู่ที่ Cairo University ว่า สิ่งที่เราเจอคืออะไร สรุปว่าเราไป ‘ถึง’ อียิปต์มั้ยเนี่ย ทำไมประสบการณ์ที่พบเจอไม่เห็นเหมือนคนอื่นๆ จึงได้คำตอบจากชาวอียิปต์ว่า 

– คนในไคโรจะมีความเป็น Commercial มาก กลโกงนักท่องเที่ยวสารพัดรูปแบบก็มักเกิดขึ้นที่ไคโร และคนไคโรไม่ค่อยแคร์ว่า สิ่งที่ทำจะทำให้เสียชื่อเสียงประเทศ คิดถึงปากท้องตัวเองเป็นหลัก 

– ในขณะที่คนทางใต้ (เป็นเมืองที่เราใช้เวลาส่วนใหญ่ในทริปอยู่แถวนั้น โดยแวะไคโรแค่ช่วงสั้นๆ) มีความภูมิใจในตัวเองสูง (แม้ว่าจะยากจน เช่นเดียวกับในไคโรและพื้นที่ส่วนอื่นของประเทศ) โดยถือว่าตัวเองเป็น Pure Egyptian Blood เป็นอียิปต์แท้ๆ ที่ไม่ได้ถูกยึดครอง (Colonize) หรือแปดเปื้อนด้วยเลือดต่างชาติของผู้เข้ามายึดครอง ดังนั้น คนทางใต้ แม้กระทั่งในเมืองท่องเที่ยว เช่น ลักซอร์ อัสวาน อะบูซิมเบล จึงไม่ได้มีพฤติกรรมหลอกลวงนักท่องเที่ยวเหมือนกับที่คนในไคโร (และแหล่งชมพีระมิดดังๆ ไม่ห่างจากไคโรทั้งหลาย) ทำ แม้จะจน แต่ก็แสดงออกอย่างมีศักดิ์ศรีเสมอ

สรุปว่า ผู้ที่สนใจจะไปเที่ยวอียิปต์ ถ้าอยากเจอคนดีๆ ไม่โกง ไม่ตื๊อนักท่องเที่ยว ขอให้แพลนทริปลงไปเมืองทางใต้เป็นหลัก (อัสวาน ลักซอร์ อะบูซิมเบล) หรือเริ่มจากเมืองทางใต้ หรือซื้อทัวร์จากเมืองทางใต้สำหรับเที่ยวในไคโร พีระมิดทั้งหลายก็ได้ นอกจากจะเจอแต่คนดีๆ แล้ว จะได้ราคาถูกกว่าซื้อจากบริษัททัวร์ในไคโรเยอะด้วย

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

อรนุช วรรณภิญโญ

เป็นคนชอบอ่านหนังสือ และชอบขีดๆ เขียนๆ มีความฝันอยากเป็นแบกแพ็กเกอร์ บล็อกเกอร์ และครูแนะแนว เพราะชอบอะไรที่ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คน เวลาว่างคือการอ่านหนังสือ และท่องเที่ยวไปในประเทศโลกที่สาม

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

8 กุมภาพันธ์ 2566
213

“เธอ ไปโมร็อกโกกันดีกว่า สวิตเซอร์แลนด์หน้าหนาวมันน่าเบื่อ จากสวิตเซอร์แลนด์บินไปแค่ไม่กี่ชั่วโมงเอง ไปกับ Easy Jet เป็น Low Cost Airline ไม่แพง เที่ยวที่นี่ถูกกว่ายุโรปด้วย” คุณแฟนชาวสวิสเอ่ยชวนขึ้น

“อืม ก็ได้นะ อยากไปทะเลทรายซาฮาราเหมือนกัน เราไปนอนแคมป์กลางทะเลทรายซาฮารากันดีกว่า ได้ยินชื่อมาตั้งแต่เรียนตอนเด็ก อยากจะไปเห็นกับตาตัวเองซักที”

“ฉันอยากไป Jardin Majorelle พิพิธภัณฑ์ของ อีฟส์ แซ็งต์ โลร็องต์ (Yves Saint-Laurent) ที่เมืองมาร์ราเกชด้วย”

“มีพิพิธภัณฑ์ของ อีฟส์ แซ็งต์ โลร็องต์ ที่โมร็อกโกด้วยเหรอ ไม่เห็นรู้เรื่องเลย โอเค ๆ ไปกัน”

ด้วยประโยคเชิญชวนของแฟนนี้ จึงเป็นที่มาของ Road Trip 20 วันในประเทศโมร็อกโกของเรา หลังจากตกลงปลงใจว่าจะไปกันเรียบร้อยแล้วนั้น เราก็เริ่มจองตั๋วเครื่องบิน ทำการบ้าน หาข้อมูล จองที่พัก เช่ารถล่วงหน้ากันเสร็จสรรพ ซึ่งทริปนี้เราบินไป-กลับจากเมืองบาเซิล (สวิตเซอร์แลนด์)-เมืองมาร์ราเกช (โมร็อกโก)

การเดินทางจากเมืองบาเซิล สวิตเซอร์แลนด์ ไปยังสนามบินในเมืองมาร์ราเกช ประเทศโมร็อกโก ใช้เวลาเดินทางแค่ 3 ชั่วโมงครึ่ง จากสวิตเซอร์แลนด์มาโมร็อกโกความแตกต่างจึงบังเกิด ถือเป็นประสบการณ์ที่ตื่นเต้น สวยงาม และน่าจดจำมากเลยทีเดียว

เริ่มต้นกันที่เมืองมาร์ราเกช เมืองใหญ่อันดับ 4 ของโมร็อกโก 1 ใน 4 เมืองอิมพีเรียล และเป็นเมืองหลวงของภูมิภาคมาราเกช-ซาฟี ตั้งอยู่ทางตะวันตกของเชิงเขาของเทือกเขาแอตลาสในทวีปแอฟริกา

เมืองนี้ถือเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวมากมาย เพราะมีจุดเด่นและเอกลักษณ์แบบเฉพาะตัวมาก ทั้งสถาปัตยกรรม อาหารการกิน รวมถึงการใช้ลาเป็นพาหนะขนของ ซึ่งวิ่งปะปนกับรถยนต์ จักรยานยนต์ จักรยาน และรถอื่น ๆ บนท้องถนนเป็นเรื่องปกติ บอกเลยว่าตัดภาพจากสวิตเซอร์แลนด์มาโมร็อกโกก็จะมีความงง ๆ นิดหนึ่ง

จากสนามบินเดินทางไปยังตัวเมืองก็จะเริ่มเห็นรถม้าพานักท่องเที่ยววิ่งชมเมือง ถือว่าธรรมดา ยังไม่แปลก

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

พอแอร์พอร์ตบัสเริ่มขับเข้ามาในตัวเมืองเรื่อย ๆ อ้าว! อันนี้ไม่ใช่รถม้าที่พานักท่องเที่ยวนั่งชมเมืองแต่อย่างใด แต่คือรถลากด้วยลาที่ใช้ขนของ ซึ่งเป็นวิถีชีวิตปกติของชาวมาร์ราเกช พวกเขาจะวิ่งกันอยู่บนถนนเส้นเดียวกันกับที่รถต่าง ๆ วิ่งอยู่นั่นแหละ

พอเข้ามาในย่านตัวเมือง เราได้เห็นบ้านโมร็อกโกแบบดั้งเดิม กำแพงขนาดใหญ่และประตู ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังสัมผัสวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนในท้องถิ่นได้ รวมถึงการใช้ลาเป็นพาหนะขนของด้วย

นี่คือลานะคะ ไม่ใช่ม้า เมืองนี้เขายังใช้ลาเป็นพาหนะเป็นเรื่องปกติ สังเกตว่าลาตัวเล็กกว่าและมีราคาถูกกว่า

ลาถูกเลี้ยงครั้งแรกเมื่อประมาณ 6,000 ปีที่แล้ว ในแอฟริกาเหนือและอียิปต์ เพื่อกินเนื้อและนม จนกระทั่งเมื่อประมาณ 2,000 ปีที่แล้ว ลาเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่ใช้บรรทุกผ้าไหมจากมหาสมุทรแปซิฟิกไปยังทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตามเส้นทางสายไหมเพื่อแลกเปลี่ยนกับสินค้าอื่น

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ
ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

ต่อมา สิ่งที่ขาดไม่ได้ของการมาเที่ยวเมืองมาร์ราเกชคือการเดินตลาด ไม่ว่าจะเป็น Souks ตลาดสด และ Traditional Bazaars ตลาดแบบดั้งเดิม เราได้เห็นความงดงามของตรอกซอกซอยและตลาดขายของที่ระลึก ของกระจุกกระจิก เสื้อผ้า รองเท้า บอกได้เลยว่าสินค้าเหล่านั้นดูน่าสนใจไปหมด ทั้งเรื่องสีสัน พรม ผ้าทอ โดยเฉพาะเครื่องเทศนานาชนิด และถ้วยชามที่มีเอกลักษณ์การออกแบบอย่างสวยงามที่วางขายกันละลานตา

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ
ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

การเจอลาวิ่งอยู่ในตลาดเป็นเรื่องปกติมาก รวมไปถึงจักรยานและมอเตอร์ไซค์ที่วิ่งปะปนอยู่กับคนเดินเท้าในตรอกซอกซอยของตลาดแคบ ๆ เพราะฉะนั้น เวลาเดินต้องคอยระวังหรือคอยหลบเขาด้วย

หนึ่งในสาเหตุที่ชาวมาร์ราเกชยังใช้ลาเป็นพาหนะในการบรรทุกข้าวของ โดยเฉพาะในตัวเมืองเก่า (Old Town) และในตลาดหรือที่เรียกว่าเมดินา (Medina) เพราะถนนในเมดินาแคบและเล็ก อีกทั้งยังมีการก่อสร้างปรับปรุงอยู่ตลอด การใช้ลาเป็นพาหนะขนส่งสิ่งของรวมถึงวัสดุก่อสร้าง จึงสะดวกสำหรับชาวเมืองนี้

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

ในตลาดมีแผงขายเครื่องเทศสีสันสดใสมากมาย ซึ่งเครื่องเทศถือเป็นสัญลักษณ์ของอาหารโมร็อกโกแท้ ๆ นอกจากทำให้อาหารน่ารับประทาน ยังเป็นที่รู้จักในการใช้เป็นยาอีกด้วย โดยเครื่องเทศ 10 ชนิดที่สำคัญที่สุดสำหรับอาหารโมร็อกโก ได้แก่ พริกป่น อบเชย ขมิ้น ขิง พริกไทยดำ โป๊ยกั๊ก เมล็ดยี่หร่า ปาปริก้า และหญ้าฝรั่น ซึ่งถือเป็นสุดยอดเครื่องเทศที่แพงที่สุดในโลก

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ
ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

จากเรื่องลามาถึงเรื่องอาหารโมร็อกโกที่อยากพูดถึงกันบ้าง เพราะส่วนตัวชอบและรู้สึกว่าอร่อยมาก ในตลาดมีร้านอาหารท้องถิ่นให้เลือกทานเยอะแยะ

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

จานนี้คือ ‘Tagine’ (ทาจีน) เป็นอาหารท้องถิ่น ตุ๋นมาในจานดินเผาทรงกลมแบบดั้งเดิม มีฝาปิดรูปกรวยที่ใช้สำหรับกักเก็บความร้อนและรสชาติ ใช้ตุ๋นเนื้อสัตว์และผักจนนุ่ม มีกลิ่นหอมเป็นพิเศษ โดยเครื่องเทศที่ใช้ปรุงทาจีน ได้แก่ พริกไทยดำ ขิง ปาปริก้า และขมิ้น นอกจากเนื้อสัตว์ยังมีพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเลนทิลและถั่วชิกพี ก็ยังนิยมใส่เป็นส่วนผสมของทาจีน รวมไปถึงผักที่มีประโยชน์อย่างฟักทอง มันฝรั่ง และแคร์รอต เหล่านี้ก็จะใส่ลงไปเพื่อเพิ่มรสเค็ม โดยเราสั่งได้ว่าจะเอาทาจีนผัก มังสวิรัติ เนื้อวัว เนื้อแกะ หรือไก่ จานนี้ทานกับมันฝรั่งปรุงรสด้วยเครื่องเทศแล้วอร่อยดี แต่ประเทศนี้เขาเป็นมุสลิม เลยไม่มีหมูค่ะ

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

จานนี้ชื่อว่า ‘Couscous’ (คูสคูส) เป็นอีกหนึ่งอาหารหลักของชาวโมร็อกโก และเป็นอาหารแบบดั้งเดิมของแอฟริกาเหนือ ที่เห็นคล้าย ๆ เมล็ดข้าว คือเมล็ดแป้งสาลีนึ่ง ทานกับสตูเนื้อสัตว์และผัก เสิร์ฟพร้อมขนมปัง มะกอก และสลัดสไตล์โมร็อกโก

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

  และสุดท้ายที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ ‘Moroccan Mint Tea’ หรือเรียกว่า ชามินต์โมร็อกโก เป็นชาเขียวของแอฟริกาเหนือ ปรุงด้วยใบสเปียร์มินต์และน้ำตาลที่เขาเอาไว้เสิร์ฟเพื่อต้อนรับแขกตามธรรมเนียม บอกเลยว่าชาวโมร็อกโกนิยมดื่มชามาก เรียกได้ว่าดื่มกันทั้งวัน ถ้ารู้สึกว่าชาขมไปก็ใส่น้ำตาลแบบก้อนเพิ่มลงไปได้

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

อิ่มท้องแล้วก็ไปต่อกันที่พิพิธภัณฑ์ของ Yves Saint-Laurent ซึ่งเป็นจุดหมายปลายของคุณแฟน

Jardin Majorelle หรือ Majorelle Garden จริง ๆ แล้วไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ซะทีเดียว แต่มีลักษณะคล้ายบ้านสวนมากกว่า สถานที่นี้ได้รับการออกแบบโดยศิลปินชาวฝรั่งเศสชื่อ Jacques Majorelle จิตรกรหนุ่มผู้ทะเยอทะยานที่ถูกส่งไปอยู่ที่โมร็อกโกราวปี 1917 เพื่อพักฟื้นจากอาการป่วยหนัก และเมื่อเขาเดินทางมายังมาร์ราเกช เขาก็ตกหลุมรักสีสันที่สดใสและชีวิตตามท้องถนน จนตัดสินใจตั้งถิ่นฐานถาวรที่เมืองนี้

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ
ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

ในปี 1923 หลังจากที่ Jacques Majorelle แต่งงาน เขาซื้อที่ดินขนาด 4 เอเคอร์ซึ่งตั้งอยู่ริมสวนปาล์ม แล้วสร้างบ้านในสไตล์โมร็อกกัน และค่อย ๆ ซื้อที่ดินเพิ่มเติมอีกประมาณ 10 เอเคอร์ ในบริเวณรอบที่พัก จากนั้นเริ่มปลูกสวนที่เขียวชอุ่มที่เขาถือว่า เป็น ‘ห้องทดลองทางพฤกษศาสตร์’ โดยเริ่มปลูกพืชและเก็บตัวอย่างต้นไม้แปลกใหม่จากทั่วทุกมุมโลกมารวมไว้

ต่อมาสวนแห่งนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ ‘Jardins Majorelle’ หรือ ‘Majorelle’ เขาอุทิศตนเพื่อพัฒนาสวนแห่งนี้เป็นเวลาเกือบ 40 ปีจนกลายเป็นผลงานสำคัญของชีวิต 

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

ในช่วงชีวิตของเขา Majorelle มีชื่อเสียงในฐานะจิตรกรชาวตะวันออกผู้โด่งดังด้วยเฉดสีพิเศษของสีน้ำเงินโคบอลต์เข้ม เขาได้รับแรงบันดาลใจจากกระเบื้องสีที่เคยเห็นรอบเมืองมาร์ราเกชและในบ้านที่ถูกไฟไหม้ของชาวเบอร์เบอร์ (ชนพื้นเมืองของประเทศโมร็อกโก) ซึ่งต่อมาการออกแบบลักษณะนี้ได้รับชื่อตามเขาว่า ‘Bleu Majorelle’ อีกทั้งยังมีการจดสิทธิบัตรสีในชื่อของเขาเอาไว้ด้วย

ชมลาวิ่งบนถนน ดมกลิ่นเครื่องเทศหอมหวน เข้าสวนสวยประจำเมืองที่ Yves Saint-Laurent รักยิ่งชีวิต

แล้วบ้านสวนแห่งนี้เกี่ยวอะไรกับ Yves Saint-Laurent 

เนื่องจากบ้านสวนแห่งนี้มีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสูงมาก ในปี 1947 Majorelle จึงเปิดสวนให้คนทั่วไปเข้าชมโดยคิดค่าเข้า แต่ต่อมาหลังจากการหย่าร้างในปี 1950 Majorelle ก็ถูกบังคับให้ขายบ้านและที่ดิน บ้านสวนแห่งนี้จึงถูกละเลยและทรุดโทรมลง จนในปี 1980 Yves Saint-Laurent และ ปิแอร์ แบร์เก (Pierre Bergé) ดีไซเนอร์ชื่อดังชาวฝรั่งเศสผู้เป็นทั้งคู่รักและพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจมาถึงโมร็อกโกครั้งแรกในปี 1966 จึงซื้อ Jardin Majorelle เอาไว้เพื่อช่วยไม่ให้ที่นี่ถูกทำลาย

ชมลาวิ่งบนถนน ดมกลิ่นเครื่องเทศหอมหวน เข้าสวนสวยประจำเมืองที่ Yves Saint-Laurent รักยิ่งชีวิต

อีฟส์ แซ็งต์ โลร็องต์ เคยกล่าวไว้ว่า Jardin Majorelle มอบแรงบันดาลใจไม่รู้จบให้กับเขา และเขาก็มักฝันถึงสีสันที่เป็นเอกลักษณ์ของสถานที่แห่งนี้ ในปี 2008 หลังจากที่เขาเสียชีวิต เถ้ากระดูกของเขาก็ถูกโรยไว้ที่สวน Majorelle แห่งนี้ด้วย

ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา มูลนิธิ Pierre Bergé-Yves Saint Laurent ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไรของฝรั่งเศสได้เข้ามาเป็นเจ้าของบ้านสวนแห่งนี้ และตั้งแต่ปี 2011 ก็ได้รับการจัดการโดยมูลนิธิ Jardin Majorelle ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร โดยมี Pierre Bergé เป็นผู้อำนวยการของ Garden’s Foundation จนกระทั่งเขาเสียชีวิตในปี 2017

ชมลาวิ่งบนถนน ดมกลิ่นเครื่องเทศหอมหวน เข้าสวนสวยประจำเมืองที่ Yves Saint-Laurent รักยิ่งชีวิต
ชมลาวิ่งบนถนน ดมกลิ่นเครื่องเทศหอมหวน เข้าสวนสวยประจำเมืองที่ Yves Saint-Laurent รักยิ่งชีวิต

ใน Jardin Majorelle ยังมีหอแสดงเรื่องราวและประวัติของ อีฟส์ แซ็งต์ โลร็องต์ รวมถึงมีผลิตภัณฑ์โมร็อกโกแบบดั้งเดิมจัดแสดงและวางจำหน่าย โดยเป็นผลิตภัณฑ์ทำมือโดยช่างฝีมือชาวโมร็อกโกที่ดีที่สุด ใช้วัสดุที่มีคุณภาพสูงสุด และประณีตที่สุด มีการผสมผสานการใช้สีน้ำเงินโคบอลต์เข้ม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ Majorelle และตกแต่งภายในด้วยสีสันสดใส เพื่อแสดงความเคารพโดยตรงต่อดีไซเนอร์ชื่อดัง เนื่องจากผลงานของเขาได้รับแรงบันดาลใจอย่างลึกซึ้งจากสีสันของเมืองมาร์ราเกชแห่งนี้

ชมลาวิ่งบนถนน ดมกลิ่นเครื่องเทศหอมหวน เข้าสวนสวยประจำเมืองที่ Yves Saint-Laurent รักยิ่งชีวิต

สำหรับเมืองมาร์ราเกช อย่างแรกต้องบอกเลยว่าการจราจรในเมืองถือเป็นสิ่งที่แปลกตาสำหรับเรามาก นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นการใช้ลาเป็นพาหนะขนของ ซึ่งยังมีอยู่จริงในทวีปแอฟริกา ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในหนังเรื่อง อะลาดิน หรือย้อนกลับไปเมื่อหลายพันปีที่แล้วก็ว่าได้

การได้มาเยือนเมืองนี้จึงถือเป็นประสบการณ์ที่น่าทึ่ง ตื่นเต้น และสนุกสนานมาก รวมถึงเรื่องของความสวยงาม สถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ สีสันที่โดดเด่นของสถานที่อย่าง Jardin Majorelle บ้านสวนที่มีต้นไม้นานาชนิด ตั้งแต่ต้นส้ม กระบองเพชรนานาพันธุ์ ไปจนถึงต้นไผ่จากเอเชีย ทำให้สถานแห่งนี้มีเสน่ห์ดึงดูดให้คู่รักดีไซเนอร์ระดับโลกต้องซื้อเอาไว้ และเป็นสถานที่แห่งแรงบันดาลใจที่นำมาสู่ผลงานแฟชั่นระดับโลกมากมาย

ชมลาวิ่งบนถนน ดมกลิ่นเครื่องเทศหอมหวน เข้าสวนสวยประจำเมืองที่ Yves Saint-Laurent รักยิ่งชีวิต

ท่ามกลางการจราจรอันแปลกตา น้องลาที่วิ่งอยู่บนถนน ผสมผสานสีสันของสถาปัตยกรรมอย่างลงตัว ทำให้มาร์ราเกชไม่เหมือนกับเมืองไหนที่เราเคยเดินทางผ่านมาเลยก็ว่าได้

จริง ๆ แล้วโมร็อกโกเป็นประเทศที่มีสถาปัตยกรรมสวยงาม มีสถานที่น่าสนใจ รวมถึงมีทะเลทรายซาฮารา ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่ง Dream Destination ของเรา ประสบการณ์และความสนุกสนานในมาร์ราเกชจึงเป็นแค่จุดเริ่มต้นของ Road Trip 20 วันที่ประเทศโมร็อกโกของเราเท่านั้น!

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

พรพิไล คงเกตุ มูเมนทาเลอร์

พรพิไล คงเกตุ มูเมนทาเลอร์

ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นฟรีแลนซ์ นักแปล นักเขียนอิสระ รับจ้างเลี้ยงแมว ผู้ชื่นชอบในการท่องเที่ยวและถ่ายภาพ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load