EGAT Learning Center หรือ ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง แหล่งเรียนรู้ด้านการผลิตไฟฟ้าและพลังงานซึ่งซ่อนตัวอยู่ในอาคารทรงโมเดิร์นริมแม่น้ำเจ้าพระยา รั้วเดียวกับโรงไฟฟ้าพระนครเหนือเชิงสะพานพระราม 7 กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งอย่างเต็มรูปแบบ หลังจากต้องปิดตัวยาวตั้งแต่เดือนเมษายนเพราะโรคระบาดตัวร้าย

EGAT Learning Center แหล่งเรียนรู้เรื่องไฟฟ้าแสนสนุกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและชุมช

ก่อนหน้านี้ ทุกคราวที่ขับรถผ่านแล้วเห็นควันพวยพุ่งฟุ้งออกมาจากโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ก็อดคิดสงสัยไปโดยอัตโนมัติไม่ได้ว่านั่นเป็นหมอกร้าย ยิ่งฝุ่น PM 2.5 เวียนมาเยือนชาวกรุงเทพฯ ในช่วงเวลาปลายปีอีกหน ยิ่งไม่สบายใจ เห็นอะไรส่งควันออกมาได้ ก็คาดโทษหมายหัวไว้ก่อน ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ครั้น กฟผ. เจ้าบ้าน ชวนเรามาเยี่ยมเยือนถึงถิ่นบางกรวย พร้อมเปิดบ้านศูนย์การเรียนรู้ต้อนรับ เราก็ดีใจเป็นลิงโลด ด้วยอยากมาเปิดประสบการณ์ใหม่ แต่อีกใจหนึ่งก็ยังแบ่งรับแบ่งสู้ เพราะเกรงอันตรายจากโรงไฟฟ้าและเจ้าควันน่าสงสัยที่เห็นอยู่บ่อย ๆ

แต่หลังจากได้สำรวจ EGAT Learning Center ไปอย่างสนุกสนานจนลืมเวลา นอกจากเราพบว่านี่คือศูนย์การเรียนรู้ที่เล่าเรื่องไฟฟ้าและวิทยาศาสตร์ได้เห็นภาพแจ่มชัดที่สุด ผ่านแอนิเมชัน กิจกรรม เกม และนานาเทคโนโลยีน่าสนุกชวนติดตาม ชนิดที่ว่าเด็กอักษรฯ มนุษย์สายศิลป์โดยกำเนิดอย่างเราเข้าใจได้อย่างรวดเร็วแล้ว ยังเปลี่ยนความคิดเราไปโดยสิ้นเชิง ทำให้รู้ว่าโรงไฟฟ้าก็อยู่ร่วมกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้อย่างกลมกลืนกลมเกลียว

คอลัมน์ Share Location คราวนี้ เราจึงขอชวนคุณผู้อ่านที่รักแบกเป้แพ็กกระเป๋า ตบเท้าเข้า EGAT Learning Center มาหาคำตอบกันว่าที่นี่มีกิจกรรมอะไรที่น่าพาลูกจูงหลานมาทอดทัศนา เพื่อจุดไฟเติมฝันสร้างแรงบันดาลใจ และเสริมความเข้าใจเรื่องพลังงานให้คนทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เยาวชนตัวจ้อยจนถึงผู้ใหญ่วัยโต

ไปเที่ยวท่องผ่านตัวอักษร ก่อนจัดแจงวางแพลนมาเยี่ยมเยียนในช่วงหยุดยาวปลายปีนี้กัน!

จากแสงแรกสู่แสงนิรันดร์

EGAT Learning Center มีทั้งหมด 7 โซน 4 ชั้น

EGAT Learning Center แหล่งเรียนรู้เรื่องไฟฟ้าแสนสนุกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและชุมช

หลังจากย่างเท้าผ่านจุดคัดกรองชั้นหนึ่งสู่ชั้นสอง แขกทุกท่านต้องเข้าชมแอนิเมชันแสนสนุกเพลินตา ฟังข้อแนะนำการเข้าชมงานและข้อปฏิบัติด้านความปลอดภัยยามมีเหตุฉุกเฉิน ก่อนเริ่มผจญภัยในโรงไฟฟ้า

หลังจากนั้นก็เป็นเวลาแห่งความสนุก!

EGAT Learning Center แหล่งเรียนรู้เรื่องไฟฟ้าแสนสนุกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและชุมช

เริ่มต้นที่โซนแรก ‘จุดประกาย’ เจ้าหน้าที่จะแจก RFID แท็กให้คนละชิ้น นำไปสแกนกับจอซึ่งอยู่ไม่ไกลกันเพื่อลงทะเบียน ระบุชื่อแซ่ ถ่ายภาพใบหน้าเพื่อสร้างร่างอวตารของตัวเอง ต้องใช้การ์ดใบนี้เยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้ตลอดงาน ทั้งยังมีจุดให้สแกนเพื่อเล่นเกมเก็บแต้ม มีปฏิสัมพันธ์กับนิทรรศการเป็นระยะ ๆ เก็บรักษาไว้ให้ดีล่ะ

ข้อสำคัญคือต้องกรอกอีเมลไว้ในระบบด้วย เพราะแต่ละโซนมีจุดให้สแกนรับข้อมูล เมื่อสำรวจศูนย์การเรียนรู้ครบทุกด่าน สื่อการเรียนรู้ทั้งหมดจะถูกยักย้ายถ่ายโอนไปสู่อีเมลให้กลับไปศึกษาเรียนรู้เองต่อได้ที่บ้าน เรียนรู้ได้ไม่สิ้นสุด

หลังจากลงทะเบียนเสร็จสรรพ ก็เคลื่อนทัพสู่โซนถัดไป ซอยเท้าขึ้นบันไดเลื่อนไปสู่ชั้น 4 บนสุดของอาคาร

EGAT Learning Center แหล่งเรียนรู้เรื่องไฟฟ้าแสนสนุกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและชุมช

อ้อ ตรงโถงบันไดเลื่อนมี 2 มาสคอตสำคัญที่น่าทำความรู้จักก่อนเริ่มทัวร์ชมจุดต่าง ๆ

ตัวแรกคือเจ้า Power ตัวเบิ้ม ยืนยิ้มอยู่ตรงทางขึ้นบันไดเลื่อน เป็นตัวแทนของความมุ่งมั่นทุ่มเทในการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. ลองเอามือไปไฮไฟว์กับน้องแล้วแหงนหน้ามาดูปฏิกิริยาที่หน้าน้องสิ

อีกตัวคือเจ้า Happy ภาพแทนของความสุข ตามสโลแกน ‘ผลิตไฟฟ้าเพื่อความสุขของคนไทย’ ที่บินลอยละลิ่วมาอยู่ด้านบน ตัวจิ๋วกว่าแต่น่ารักไม่แพ้กัน

EGAT Learning Center แหล่งเรียนรู้เรื่องไฟฟ้าแสนสนุกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและชุมช
EGAT Learning Center แหล่งเรียนรู้เรื่องไฟฟ้าแสนสนุกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและชุมช

เมื่อเดินเข้าสู่โซนที่ 2 ‘จากแสงแรกสู่แสงนิรันดร์’ จะพบกับห้องมืดสนิท ผนังห้องกว้างสีขาวโล่ง 3 ด้านผืนยาวต่อกันกว่า 40 เมตร ตรงข้ามมีเก้าอี้เว้นระยะตามมาตรการ เราจับจองที่นั่งตามอัธยาศัย ไม่นาน แอนิเมชันก็ฉายเงาทอดกายบนผนังผืนยาวฝั่งตรงข้าม

เพาเวอร์กับแฮปปี้พาทวนเข็มนาฬิกาย้อนเวลากลับไปหา ‘แสงแรก’ ยุคอดีตที่มนุษย์คิดค้นพลังงานไฟฟ้าและเริ่มใช้ไฟฟ้าพัฒนาชีวิต สู่วันที่ใช้มันอย่างฟุ่มเฟือยเกินความต้องการ ชี้ให้เห็นผลเสียด้านต่าง ๆ ก่อนทะลุมิติไปสู่โลกอนาคตที่ใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างสมดุลยั่งยืน เป็น ‘แสงนิรันดร์’

แอนิเมชันเล่าเรื่องเข้าใจง่าย กระชับฉับไว สื่อสารให้ได้เห็นความสำคัญของพลังงานไฟฟ้าได้อย่างตรงเป้า

คืนสู่สมดุล

หลังจากเห็นภาพกว้างตั้งแต่จุดเริ่มต้นของไฟฟ้า ถึงอนาคตที่อาจเกิดขึ้นหากใช้พลังงานอย่างขาดสติ โซนที่ 3 คือห้องทดลองและห้องเล่นเกมไซส์เบิ้มที่จะตอบคำถามว่า โลกที่ใช้พลังงานได้อย่างสมดุลนั้นน่าอยู่อย่างไร

EGAT Learning Center แหล่งเรียนรู้เรื่องไฟฟ้าแสนสนุกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและชุมช

‘Energy Be Life’ ประติมากรรมต้นยางนาขนาดยักษ์กลางห้องดึงความสนใจเราไปตั้งแต่ก้าวแรกที่ย่างเข้าสู่บริเวณ นอกจากรูปทรงเก๋ไก๋ประหลาดตา เจ้าต้นไม้แห่งชีวิตนี้ยังเป็นต้นไม้ผลิตพลังงาน นวัตกรรมที่แสดงให้เห็นว่ามนุษย์ก็ผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ ผ่านแผ่น Piezoelectricity ที่เปลี่ยนพลังงานกลเป็นพลังงานไฟฟ้า อย่างในญี่ปุ่น ติดตั้งแผ่นนี้ไว้บนทางเดินเข้าออกรถไฟฟ้า แล้วใช้พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตมาได้เปิด-ปิดประตูกั้นแผงรถไฟฟ้าแทน

ใครไม่เชื่อลองชวนเพื่อนพ้องทุบ ตี กระโดดโยกกายบนเจ้าแผ่นนี้ แล้วสังเกตผลยางนาดูสิ

EGAT Learning Center แหล่งเรียนรู้เรื่องไฟฟ้าแสนสนุกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและชุมช
EGAT Learning Center แหล่งเรียนรู้เรื่องไฟฟ้าแสนสนุกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและชุมช

ฟากหนึ่งของห้องคือวิดีโอเล่าเรื่องโลกอนาคตที่ใช้พลังงานอย่างสมดุล ส่วนอีกฟากคือเกมจับผิดสี สอนทริคง่าย ๆ ในการเลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าประหยัดพลังงานคุ้มค่า และเกมสร้างเมืองสีเขียว ให้เลือกสิ่งปลูกสร้างแห่งอนาคต โรงไฟฟ้าแห่งอนาคต ออกแบบเมืองอย่างชาญฉลาดและยั่งยืน แม้ซับซ้อนกว่าเกมแรกนิด แต่ได้เห็นภาพอย่างชัดเจนและตอบคำถามในใจว่า เมืองแบบไหนกันที่เราอยากอาศัยอยู่

ลืมบอกเลยว่าอาคารนี้ออกแบบตามหลักอารยสถาปัตย์ หรือ Universal Design มีทางเดินลาดสำหรับผู้ใช้รถเข็น และหมุดบอกระยะสำหรับผู้พิการทางสายตา แต่ละจุดแต่ละโซนมีอักษรเบรลล์ให้ข้อมูลให้ได้สัมผัสเรียนรู้ อย่างในโซนนี้ก็มีประติมากรรมต้นยางให้ได้ลองลูบคลำสัมผัสเรียนรู้เช่นกัน

EGAT Learning Center แหล่งเรียนรู้เรื่องไฟฟ้าแสนสนุกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและชุมช

เดินออกมาจะพบกับทิวแถวต้นไม้ที่ปลูกในอาคารด้วยไฟหลากสี พิสูจน์ว่าอาคารนี้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากภายในขนานแท้ ก่อนออกไปพบกับสวนลอยฟ้าเอาต์ดอร์ ซึ่งกินพื้นที่กว่า 15 เปอร์เซ็นต์ของหลังคา อุดมไปด้วยพืชผักสวนครัวและสมุนไพรไทย นอกจากเป็นเกราะกันความร้อน ยังได้เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ตัวอาคาร อาณาบริเวณตรงนี้กว้างขวางมากพอให้ออกไปเดินกินลมยามบ่าย ชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาได้สบาย ๆ จากจุดนี้จะเห็นแลนด์มาร์กสำคัญ คือเสาส่งไฟฟ้าแรงสูงที่ส่งไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ผลิตไปยังบ้านเรือนประชาชนในเขตลาดพร้าวและแจ้งวัฒนะ 

EGAT Learning Center แหล่งเรียนรู้เรื่องไฟฟ้าแสนสนุกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและชุมช
EGAT Learning Center แหล่งเรียนรู้เรื่องไฟฟ้าแสนสนุกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและชุมช

นิทรรศการห้องถัดไปอยู่ไม่ไกล เป็นห้อง ‘สายน้ำแห่งความภูมิใจ’ เมื่อสาวเท้าเข้าสู่โซนที่ 4 จะพบกับผืนผนังสีขาวเต็มไปด้วยภาพเขียนปากกาเมจิกสีดำเต็มทั้งผนัง ร้อยเรียงหลากเรื่องราวเข้าด้วยกัน ก่อนจะเจอกับเจ้าถิ่น น้อง ‘ENGY’ มาสคอตประจำ กฟผ. ที่จะเข้ามาต้อนรับขับสู้ ก่อนเชื้อเชิญให้เราหย่อนกายลงบนจุดมาร์กสีเหลือง จากนั้นแอนิเมชันจึงริ่มบรรเลงเรื่องราว

EGAT Learning Center แหล่งเรียนรู้เรื่องไฟฟ้าแสนสนุกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและชุมช

โปรเจกเตอร์ค่อย ๆ สาดเงาสีสันประหนึ่งจิตรกรประจงแต่งแต้มฝาผนัง เริ่มต้นด้วยเรื่องราวงาน CSR ของ กฟผ. ปลูกต้นกล้าป่าเขียว สร้างฝายเก็บความชุ่มชื้น อนุรักษ์สายน้ำและป่าเขา-สายธารของความอุดมสมบูรณ์แห่งความอยู่ดีกินดี โครงการคืนช้างสู่ป่า การผลิตกระแสไฟฟ้า ส่งเสริมเกษตรชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน จนถึงการผลิตไฟฟ้าอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และพันธกิจการเป็นศูนย์การเรียนรู้เพื่อสังคมแห่งภูมิปัญญา

EGAT Learning Center แหล่งเรียนรู้เรื่องไฟฟ้าแสนสนุกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและชุมช

แอนิเมชันสุดตื่นตาจบลง ม่านเปิดเผยวิวท้องเจ้าพระยาอันอุดมสมบูรณ์ เห็นแล้วสดชื่นคลายอารมณ์ รับเรื่องกันได้เหมาะเจาะ หน้าบานกระจกมีจอ AR 3 ตำแหน่งตั้งเรียงรายกันอยู่ ชวนดูอนาคตอันสดใสเมื่อระบบนิเวศดีขึ้น

ก่อนออกจากห้อง เงยหน้าชมเพดานสักนิด จะพบแสงไฟรูปอินฟิตินี้ แสงแห่งนิรันดร์ สัญลักษณ์แห่งความยั่งยืนและการเรียนรู้ไม่สิ้นสุดของศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้

โลกที่ยั่งยืน

ไม่รอช้า ขอให้ตัวอักษรพาผู้ท่านยักย้ายเข้าสู่โซนที่ 5 ‘นวัตกรรมเพื่อชีวิต’ ที่สนุกที่สุด

เพราะรวมเอาทั้งเรื่องประวัติศาสตร์การไฟฟ้า เทคโนโลยี จนถึงสารพัดนวัตกรรมการผลิตไฟฟ้าเพื่อชีวิต มาเล่าได้อย่างออกรสและเห็นภาพแจ่มชัด

EGAT Learning Center แหล่งเรียนรู้เรื่องไฟฟ้าแสนสนุกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและชุมช
EGAT Learning Center แหล่งเรียนรู้เรื่องไฟฟ้าแสนสนุกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและชุมช

เริ่มต้นตั้งแต่ ‘ใครทำอะไรในกิจการไฟฟ้าไทย’ ขยายความภารกิจของ กฟผ. กฟน. และ กฟภ. ก่อนใช้ไทม์ไลน์ขนาดยาวนำเสนอเรื่องประวัติการไฟฟ้าของไทยและของโลกควบคู่กัน จากอนาคตอันยั่งยืน ถอยกลับไปสู่การนำไฟฟ้าเข้ามาใช้ในไทยครั้งแรกที่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท โดย จอมพล เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสง-ชูโต) จนถึงจุดเริ่มต้นการผลิตไฟฟ้าครั้งแรกของมนุษยชาติ

ไม่ไกลกันมีอีกหนึ่งไฮไลต์ คือโมเดลกระดาษจำลองพร้อมจอเอกซเรย์เครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าเครื่องแรก อธิบายวิธีการทำงานแบบพื้นฐาน ยังมีวิดีโอเล่าเรื่อง ‘โรงครู’ ขั้นตอนการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาระบบไฟฟ้าสมัยใหม่ของประเทศที่คลายความกังวลใจเราได้ว่า เหล่าพวยควันแพะรับบาปที่พุ่งออกมา แท้จริงเป็นเพียงไอน้ำธรรมดา แบบเดียวกับที่ระเหยขึ้นมาจากกาน้ำร้อนอย่างนั้น ไม่เป็นอันตรายเลยสักนิด

แวะ EGAT Learning Center ศูนย์การเรียนรู้เรื่องพลังงานไฟฟ้าที่แสนสนุก เข้าใจง่าย แถมเป็นมิตรต่อระบบนิเวศและชุมชน
แวะ EGAT Learning Center ศูนย์การเรียนรู้เรื่องพลังงานไฟฟ้าที่แสนสนุก เข้าใจง่าย แถมเป็นมิตรต่อระบบนิเวศและชุมชน

ถัดมาคือสื่อการเรียนรู้ระบบการทำงานของโรงไฟฟ้านานาชนิด ก่อนย้ายมาสู่สเตชันเล่าเรื่องโรงไฟฟ้าเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด ติดกันมีเกมให้ทดลองบังคับหุ่นยนต์ ตอบคำถามความรู้เกี่ยวกับโรงไฟฟ้าเพื่อทำมิชชัน รวมทั้งเกมวางเสาไฟและสายไฟให้สร้างเมืองในจินตนาการ และกิจกรรมสนุก ๆ อีกเกินจะนับนิ้วไหว

หลังจากได้เรียนรู้อย่างครบถ้วนกระบวนความ จนรู้จักพลังงานไฟฟ้า การผลิตไฟฟ้าในไทย และวิถีการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างเหมาะสมไปแล้ว โซนที่ 6 ‘โลกที่ยั่งยืน’ คือโซนที่จะพาเราไปสำรวจวิถีการใช้ไฟฟ้าอันหลากหลายจากนานาประเทศ

กลางห้องมีลูกโลกจำลองให้เราได้ทดลองหมุนโดยไม่ต้องใช้มือสัมผัส เพื่อเลือกเรียนรู้โมเดลจากประเทศอื่นว่า แต่ละที่มีวิธีการผลิตไฟฟ้าและแนวทางในการใช้พลังงานอย่างไร อย่างเยอรมนี ประชาชนเลือกได้ว่าจะใช้ไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าแบบไหน โรงไฟฟ้าถ่านหินที่ราคาย่อมเยาแต่เป็นมิตรน้อยกว่า หรือโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดอื่น ๆ ซึ่งราคาสูงกว่า

แวะ EGAT Learning Center ศูนย์การเรียนรู้เรื่องพลังงานไฟฟ้าที่แสนสนุก เข้าใจง่าย แถมเป็นมิตรต่อระบบนิเวศและชุมชน

บริเวณเดียวกันยังมีสื่อจัดแสดงเล่าเรื่องพลังงานทางเลือกผ่านโฮโลแกรม โดยมีเพาเวอร์และแฮปปี้เป็นตัวดำเนินเรื่อง อีกฟากเป็นโซนให้ความรู้เรื่องโครงข่ายพลังงานไฟฟ้าของเหล่าประเทศในอาเซียน และเกมให้ทดลองบริหารจัดการกระแสไฟฟ้ายามวิกฤต

แวะ EGAT Learning Center ศูนย์การเรียนรู้เรื่องพลังงานไฟฟ้าที่แสนสนุก เข้าใจง่าย แถมเป็นมิตรต่อระบบนิเวศและชุมชน

ก่อนออกจากห้องจะมีบอร์ดข้อมูลกำลังการผลิตไฟฟ้าในขณะนี้ และความต้องการไฟฟ้าของคนไทยขณะนี้แบบเรียลไทม์ ส่งตรงจากศูนย์ข้อมูลพลังงานไฟฟ้าแห่งชาติ

แวะ EGAT Learning Center ศูนย์การเรียนรู้เรื่องพลังงานไฟฟ้าที่แสนสนุก เข้าใจง่าย แถมเป็นมิตรต่อระบบนิเวศและชุมชน

ปิดท้ายด้วยโซนที่ 7 ‘แสงนิรันดร์’ หลังจากได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องไฟฟ้ามาทั้งหมดแล้ว ที่แห่งนี้เป็นเหมือนสภาวะจำลอง ที่มนุษย์ใช้ไฟฟ้าอย่างสมดุลและอยู่ร่วมกับธรรมชาตินิเวศได้อย่างยั่งยืน กลางห้องมีโต๊ะกลมให้นำการ์ดมาสแกนเพื่อเช็กคะแนนว่าเรามีส่วนร่วมกับนิทรรศการและเล่นเกมได้เจ๋งแจ๋วเพียงไร แล้วจะมีร่างอวตารที่เราสร้างขึ้นไว้ตอนแรกปรากฏกายขึ้นบนจอ

แต่คะแนนไม่ใช่ประเด็น เพราะหากเราได้เข้าใจเรื่องไฟฟ้า และเรียนรู้วิธีใช้มันอย่างประหยัดมัธยัสถ์ พร้อมนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันอย่างถูกวิธี ก็แปลว่าเราได้บรรลุจุดประสงค์ของงานทั้งหมดแล้ว

บ้านรักษ์พลังงาน

ถ้าหากเยี่ยมชม EGAT Learning Center ครบทั้ง 7 โซน แล้วยังไม่เห็นภาพรูปธรรมและการใช้งานไฟฟ้าอย่างยั่งยืนจริง ๆ เราขอชวนให้ขยับกายไปยัง ‘บ้านรักษ์พลังงาน’ โมเดลบ้านตัวอย่างไซส์ย่อมที่ใช้พลังงานได้อย่างคุ้มค่าทุกกระเบียดนิ้วซึ่งตั้งอยู่ใกล้กัน

แวะ EGAT Learning Center ศูนย์การเรียนรู้เรื่องพลังงานไฟฟ้าที่แสนสนุก เข้าใจง่าย แถมเป็นมิตรต่อระบบนิเวศและชุมชน
แวะ EGAT Learning Center ศูนย์การเรียนรู้เรื่องพลังงานไฟฟ้าที่แสนสนุก เข้าใจง่าย แถมเป็นมิตรต่อระบบนิเวศและชุมชน

เริ่มต้นตั้งแต่วัสดุรักษ์บ้าน ทั้งโครงสร้างผนังที่ใช้อิฐมวลเบาและสีทาภายในประหยัดพลังงาน โครงสร้างเหนือฝ้าที่เสริมฉนวนใยแก้วกันความร้อน และโครงสร้างกระจก วัสดุได้รับฉลากประสิทธิภาพสูง ช่วยให้บ้านหลังนี้ประหยัดพลังงานได้ 20 – 30 เปอร์เซ็นต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชิ้นมีฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 การันตีว่ามีประสิทธิภาพสูงและประหยัดพลังงานได้กว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ยิ่งได้พลังงานแสงอาทิตย์จากโซลาร์เซลล์ ก็ยิ่งช่วยให้ประหยัดไฟได้ถึง 60 เปอร์เซนต์

ขอหยุดพักตัวเลขร้อยละความประหยัดก่อนที่จะเวียนหัวไปมากกว่านี้ เอาเป็นว่านี่คือบ้านตัวอย่างที่เจ๋งมาก ๆ นอกจากชุดข้อมูลด้านบน บ้านหลังนี้ยังควบคุมไฟฟ้าได้จากมือถือ เช็กค่าไฟ สลับมาใช้ไฟจากพลังงานทางเลือก รวมทั้งควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าผ่านออนไลน์ได้ เป็นบ้านในฝันแห่งอนาคตชัด ๆ

ก่อนโบกมือลา EGAT Learning Center เราลัดเลาะเลียบอาคารไปยังอีกฟาก

แวะ EGAT Learning Center ศูนย์การเรียนรู้เรื่องพลังงานไฟฟ้าที่แสนสนุก เข้าใจง่าย แถมเป็นมิตรต่อระบบนิเวศและชุมชน
แวะ EGAT Learning Center ศูนย์การเรียนรู้เรื่องพลังงานไฟฟ้าที่แสนสนุก เข้าใจง่าย แถมเป็นมิตรต่อระบบนิเวศและชุมชน

ภาพตึกตั้งตระหง่านสาดเงาร่มมาให้สวนต้นไม้ด้านตะวันออกในช่วงบ่ายคล้อยของวัน ช่างเป็นภาพอันน่าอภิรมย์ สเปซว่างริมน้ำเจ้าพระยาเต็มไปด้วยไม้ใหญ่ใบดกแผ่ปกคลุมบริเวณ มีสนามหญ้าขนาดย่อม ลานปูนราบเรียบรับกับสเต็ปขั้นบันไดคล้ายอัฒจันทร์โคลอสเซียม ซึ่งเคยใช้จัดงานอีเวนต์สนุก ๆ มากมาย รวมทั้งตลาดร้านค้าและงานดนตรีปลายปี ที่แว่ว ๆ มาว่าปีนี้ก็มีแพลนจะจัดเช่นกัน ช่างเป็นพื้นที่ชวนมาเดินนั่งทอดอารมณ์ แม้ไม่ได้มาเพื่อเรียนรู้เรื่องไฟฟ้าโดยเฉพาะ เพียงเข้ามาใช้พื้นที่ให้คึกคักคึกครื้น EGAT Learning Center เขาก็ดีใจเหลือประมาณแล้ว

วิถีชุมชนริมน้ำแห่งบางกรวย

ลมหอมเอาไอเย็นจากแม่น้ำเจ้าพระยามาปะทะผิวกายเราอย่างจัง พาเรื่องราวการอนุรักษ์ผืนน้ำและการอยู่ร่วมกันระหว่างโรงไฟฟ้า ระบบนิเวศ และวิถีชุมชนดั้งเดิม จากโซนที่ 4 เข้าสู่ห้วงคำนึกของเราอีกครั้ง

เราปิดท้ายวันด้วยทริปเลียบล่องท่องคลอง สัมผัสชีวิตชุมชนริมแม่น้ำแห่งย่านบางกรวยรอบศูนย์การเรียนรู้ EGAT Learning Center 

แวะ EGAT Learning Center ศูนย์การเรียนรู้เรื่องพลังงานไฟฟ้าที่แสนสนุก เข้าใจง่าย แถมเป็นมิตรต่อระบบนิเวศและชุมชน
แวะ EGAT Learning Center ศูนย์การเรียนรู้เรื่องพลังงานไฟฟ้าที่แสนสนุก เข้าใจง่าย แถมเป็นมิตรต่อระบบนิเวศและชุมชน

เริ่มต้นลงเรือหางยาวจากวัดชลอ วัดเก่าแก่ริมน้ำที่มีมาแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย เรือลำเล็กพาเราแล่นผ่านทิวแถวไม้น้ำ ทิวแถวผักบุ้งทอดยอด กอกกและธูปฤาษี จิกน้ำทิ้งกิ่งออกรวงดอกย้อยลงมาเกือบจรดผิวน้ำ สาดร่มเงาให้เราได้คลายร้อนเป็นพัก ๆ ละอองฟองฝอยของน้ำสะอาดในคลองกระเส็นกระสายฟุ้งขึ้นตามจังหวะเรือกระทบคลื่นน้ำ วามวับรับแสงระยิบระยับตา หากเราไม่ได้เยี่ยมชม EGAT Learning Center มาก่อน คงต้องนั่งเก็บความฉงนสนเท่ห์ไว้กับตัวอย่างทรมาน ว่าภาพอันแสนเพลิดเพลินเจริญใจของธรรมชาติและชุมชนรายล้อมโรงไฟฟ้าเช่นนี้ ยังงดงามอยู่ได้อย่างไร

แวะ EGAT Learning Center ศูนย์การเรียนรู้เรื่องพลังงานไฟฟ้าที่แสนสนุก เข้าใจง่าย แถมเป็นมิตรต่อระบบนิเวศและชุมชน
แวะ EGAT Learning Center ศูนย์การเรียนรู้เรื่องพลังงานไฟฟ้าที่แสนสนุก เข้าใจง่าย แถมเป็นมิตรต่อระบบนิเวศและชุมชน

ไม่นานก็ถึงวัดสักใหญ่ นมัสการหลวงพ่อสุโขทัยอายุ 600 ปี ก่อนออกมาแวะโฮมสเตย์ ‘เรือนริมน้ำ’ ยิงยาวไล่เรียงสองฝั่งคลองสู่วัดบางอ้อยช้าง แหล่งปลูกอ้อยช้างเพื่อส่งไปบำรุงกำลังทัพช้างสมัยอยุธยา แล้วจึงออกไปชมอู่ ‘จิตตะพรชัย’ อู่ต่อเรือชั้นเซียน แวะโบกมือทักทายแม่ป้าเจ้าบ้านเลียบคลอง แล่นฉิวผ่านร้านก๋วยเตี๋ยวริมน้ำ และเรือขายผลไม้ ของดีจากสวน ก่อนล่องกลับวัดสวนใหญ่ ทักทายนกแก้วโม่งฝูงสุดท้าย เครื่องการันตีว่าย่านนี้ยังอุดมสมบูรณ์

แวะ EGAT Learning Center ศูนย์การเรียนรู้เรื่องพลังงานไฟฟ้าที่แสนสนุก เข้าใจง่าย แถมเป็นมิตรต่อระบบนิเวศและชุมชน

ระยะเวลาเกือบ 3 ชั่วโมงที่เราตะลอนทั่วคุ้งน้ำย่านบางกรวย ดื่มด่ำประวัติศาสตร์ 3 ราชธานี พอร์เทรตภาพอันแสนคอนทราสต์ระหว่างโรงไฟฟ้า เทคโนโลยีแห่งอนาคตที่ตั้งห่างออกไปไม่ไกล กับวิถีชุมชนริมน้ำดั้งเดิมที่เราได้สัมผัสมากับตาเนื้อ จนเราเชื่ออย่างสนิทใจว่า แม้โรงไฟฟ้านี้ตั้งอยู่ใกล้ย่านชุมชน ติดแหล่งน้ำลำคลอง แต่ก็สะอาดพอที่จะอยู่กลางเมืองร่วมกับวิถีชุมชนได้ เปลี่ยนใจคนที่เคยตั้งแง่กับโรงไฟฟ้าอย่างเราไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ

EGAT Learning Center หรือ ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง

ที่ตั้ง : 53 หมู่ 2 ถนนจรัญสนิทวงศ์ ตำบลบางกรวย อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี 11130 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 09.00 – 16.00 น. (หยุดวันจันทร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์)

โทรศัพท์ : 0 2436 8953

Facebook : EGAT Learning Center

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

เดินลัดเลาะหาทางออกจากเสียงและกลิ่นควันรถยนต์ใจกลางเมืองกรุง ห่างจากสนามกีฬาแห่งชาติเพียงไม่กี่นาทีและห่างจากพิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน ไม่ถึงร้อยก้าว ก็พบอาคารอิฐเปลือยเรียงตัวเป็นลายผ้ามัดหมี่ ห่อหุ้มด้วยปูนและเหล็ก วัสดุซึ่งเผยผิวอย่างสัจจะ 

‘Jim Thompson Art Center’ ภายในตัวอาคาร 4 ชั้น ขนาด 3,000 ตารางเมตร ไม่ได้วางบทบาทของตัวเองเป็นเพียงพื้นที่ทางศิลปะที่เปิดกว้างต่อศิลปินทุกแขนงและขับเคลื่อนศิลปะร่วมสมัยเท่านั้น แต่ยังตั้งใจเป็นพื้นที่ที่เป็นมิตรกับทุกคน มีทั้งคาเฟ่ ห้องสมุด อาร์ตแกลเลอรี่ พื้นที่ส่วนกลางและดาดฟ้า ซึ่งปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมในอนาคตได้

ไม่รอช้า คอลัมน์ Share Location นัดหมายคุยกับ กฤติยา กาวีวงศ์ ผู้อำนวยการประจำ Jim Tompson Art Center และ มาลินา ปาลเสถียร สถาปนิกแห่งบริษัทดีไซน์-กว่า จำกัด (Design Qua) ผู้ออกแบบอาคาร ถึงเบื้องหลังการก่อตั้งอาร์ตสเปซแห่งใหม่ ไปจนถึงทิศทางต่อไปของศิลปะร่วมสมัย ในอาคารที่นำความได้เปรียบของภูมิอากาศเมืองไทย ผนวกเข้าการออกแบบอย่างยั่งยืนและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

เชิญก้าวขึ้นบันไดเหล็กสีดำ แล้วนั่งลงฟังเรื่องราวของที่แห่งนี้ไปพร้อมกัน

Jim Thompson Art Center พื้นที่สาธารณะที่ตั้งใจผูกมิตรกับผู้คนและเมืองด้วย 'ศิลปะ'
ซ้าย : มาลินา ปาลเสถียร ขวา : กฤติยา กาวีวงศ์

คงต้องเท้าความกันไกล

กฤติยากล่าวออกมาเป็นประโยคแรก เมื่อเราถามถึงที่มาที่ไปของอาคารหลังใหม่แห่งนี้ ก่อนเล่าต่อถึงจุดเริ่มต้นเมื่อครั้งที่ จิม ทอมป์สัน (Jim Thompson) ยังไม่หายตัวไป เขาเปิดบ้านเรือนไทยสัปดาห์ละ 2 ครั้งให้คนเข้าชมของสะสม ส่วนใหญ่เป็นงานจิตรกรรม ประติมากรรม และชามเบญจรงค์ โดยมีผู้เข้าเป็นชนชั้นสูง หลังจากนั้น เมื่อ Henry B. Thompson ผู้เป็นหลานได้รับมรดก มองเห็นความตั้งใจของจิมที่เก็บของเหล่านั้นด้วยความสนใจว่าเมืองไทยมีงานศิลปะแบบไหน และเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ จึงตั้งมูลนิธิ The James H.W. Thompson Foundation ขึ้นใน พ.ศ. 2513 เกิดเป็นพิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน ให้คนมาเก็บเกี่ยวความรู้ เสพศิลปวัฒนธรรม ซึ่งช่วงแรกผู้แวะเวียนมาเยี่ยมชมส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติหรือแขกบ้านแขกเมือง

กระทั่ง พ.ศ. 2546 จึงขยับมาเป็นศูนย์ศิลปะผ้าของไทยและศิลปะร่วมสมัย ภายใต้ชื่อแรกว่า Jim Thompson Center for Art and Textiles ภายหลังใน พ.ศ. 2549 จากเดิมที่มีเพียงนิทรรศการแสดงผ้าสลับกับศิลปะร่วมสมัย ก็ขยายมาจัดโปรแกรมการเรียนรู้ ให้มีพื้นที่เสวนาสำหรับนักศึกษา นักวิชาการ และขยับมาพูดเรื่องศิลปะในโซนอาเซียน ซึ่งตัวแกลเลอรี่เดิมนี้ อยู่ภายใต้ร่มเงาของบ้านไทย บนร้าน Jim Thompson Shop

เมื่อพูดถึงบ้านจิม ทอมป์สัน คนมักนึกถึงนิทรรศการเกี่ยวกับผ้าและบ้านไทยเป็นส่วนใหญ่ จึงเป็นที่มาของการปรับปรุงพื้นที่เพื่อสร้าง Jim Tompson Art Center ด้วยโจทย์การพูดถึงประเด็นร่วมสมัยผ่านงานศิลปะหลายหลายมิติ ทั้งศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ สังคม การเมือง และกลายเป็นพื้นที่สร้างคอมมูนิตี้ให้กับผู้คน

ไม่ใช่แค่ศูนย์ศิลปะ แต่อยากให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

เรามักมองภาพลักษณของพิพิธภัณฑ์ว่าเป็นพื้นที่ของการเรียนรู้ ไม่ใช่พื้นที่พักผ่อน Jim Thompson Art Center จึงมุ่งเน้นให้พื้นที่แห่งนี้เป็นคอมมูนิตี้มากกว่าเป็นเพียงพื้นที่ทางศิลปะ เพราะเชื่อว่าการส่งต่อความรู้ที่ดีที่สุด คือการแลกเปลี่ยนและพูดคุยโดยมีตัวเชื่อมบทสนทนาเป็นนิทรรศการศิลปะ นอกจากนั้นเครื่องมือที่จะยืนยันความเป็นอารยธรรมได้มากที่สุด ก็คือ ‘พื้นที่สาธารณะ’

“โรงเรียนที่เราเรียนตอนเด็ก มีพิพิธภัณฑ์ใหญ่มาก ชื่อ The Art Institute of Chicago มีห้องเล็ก ๆ ห้องหนึ่งอยู่ในหมวด Asian Art สร้างโดย Tadao Ando เป็นห้องที่อยู่ในโซนญี่ปุ่น มันไม่มีใครเลย ทุกครั้งที่คิดถึงบ้านหรือคิดงานไม่ออก เราจะแอบไปนอน เราเลยอยากให้พื้นที่ตรงนี้เป็นแบบนั้น”

กฤติยาเล่าสิ่งที่เธอพบเจอแทนการอธิบายถึงความตั้งใจที่อยากให้ Jim Thompson Art Center เป็น อยากให้ทุกคนนึกถึงและมาใช้งานด้วยความผ่อนคลาย นั่นทำให้เรารู้ว่าสุดท้ายพื้นที่นี้จะไม่เป็นแค่พื้นที่สำหรับการเรียนรู้งานศิลปะ แต่อาจมานั่งพัก ถ่ายรูป หรือพบปะเพื่อน ๆ ก็ได้

ก่อนแวะมา เราขอเล่าให้ฟังคร่าว ๆ ว่า ภายในหอศิลป์แห่งนี้มีทั้งหมด 5 ชั้น รวมที่จอดรถชั้น G แต่ละโซนก็จะแบ่งออกตามชั้น อย่างชั้นแรกโซน ARTZY CAFE มีคาเฟ่ให้มาพักผ่อนหย่อนใจ พูดคุยกับเพื่อนฝูง พร้อมขนมและเครื่องดื่มทั้งกาแฟหอมกรุ่น โซดาและสมูทตี้ มีร้าน JTAC MUSEUM SHOP X MASS ART PROJECT ให้เลือกสรรสินค้าหลากหลายจากงานดีไซน์ของศิลปินที่หมุนเวียนกันไป ไม่ว่าจะถุงผ้า กระเป๋าถือ กระเป๋าสตางค์ หนังสือ และเสื้อผ้า 

Jim Thompson Art Center พื้นที่สาธารณะที่ตั้งใจผูกมิตรกับผู้คนและเมืองด้วย 'ศิลปะ'
Jim Thompson Art Center พื้นที่สาธารณะที่ตั้งใจผูกมิตรกับผู้คนและเมืองด้วย 'ศิลปะ'

ถัดมาชั้นที่ 2 มี WILLIAM WARREN LIBRARY และ MULTI- FUNCTION SPACE เป็นโซนที่คุณจะได้ใช้เวลากับหนังสือหลายแขนงและแสงธรรมชาติอย่างเต็มที่ในห้องสมุดของ WILLIAM WARREN ชายผู้เขียนชีวประวัติของจิมป์ ทอมป์สัน ที่นี่ให้บริการหนังสือ นิตยสาร และดีวีดีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของจิม ทอมป์สัน รวมถึงรองรับการจัดกิจกรรมอื่น ๆ เช่น การบรรยายและเวิร์กชอป หากเดินออกมายังลานกว้างก็จะเห็นพิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน เป็นการเชื่อมพื้นที่กันทางสายตา

Jim Thompson Art Center พื้นที่สาธารณะที่ตั้งใจผูกมิตรกับผู้คนและเมืองด้วย 'ศิลปะ'
Jim Thompson Art Center พื้นที่สาธารณะที่ตั้งใจผูกมิตรกับผู้คนและเมืองด้วย 'ศิลปะ'

เดินขึ้นบันไดอีกหน่อย เข้าชมงานศิลปะในโซนจัดแสดงชั้นที่ 3 มี JIM THOMPSON ART CENTER GALLERY 1 & 2 ที่ตอนนี้จัดแสดงนิทรรศการ ‘Future Tense’ จากศิลปิน 14 คน ให้คุณขยายกรอบความรู้ของตัวเองด้านประวิตศาสตร์การต่อสู้และการเมืองของประเทศต่าง ๆ ผ่านการเสพศิลป์ ทั้งในรูปแบบภาพวาดและวีดิทัศน์ คุณจะเห็นและฟังความเป็นไปของการต่อสู้เพื่อการอยู่รอด งานส่วนใหญ่ที่จัดแสดงคืองานศิลปะร่วมสมัยทั้งในไทยและต่างประเทศ ซึ่งเปลี่ยนไปทุก ๆ 3 – 4 เดือน (มีค่าเข้าชม 50 บาท)

Jim Thompson Art Center พื้นที่สาธารณะที่ตั้งใจผูกมิตรกับผู้คนและเมืองด้วย 'ศิลปะ'
Jim Thompson Art Center พื้นที่สาธารณะที่ตั้งใจผูกมิตรกับผู้คนและเมืองด้วย 'ศิลปะ'

ชั้นสุดท้าย ROOF TOP ดาดฟ้า ขึ้นไปแล้วคุณจะพบกับวิวใจกลางกรุง เราเองที่ไปมาหลายครั้ง สังเกตเห็นว่าโซนนี้แหละที่เป็นจุดรวมตัวของผู้คนหลากหลายอย่างแท้จริง

Jim Thompson Art Center พื้นที่สาธารณะที่ตั้งใจผูกมิตรกับผู้คนและเมืองด้วย 'ศิลปะ'
Jim Thompson Art Center พื้นที่สาธารณะที่ตั้งใจผูกมิตรกับผู้คนและเมืองด้วย 'ศิลปะ'

แม้ว่าจะเป็นอาคาร 4 ชั้น แต่เราที่เลือกเดินสำรวจทุกพื้นที่โดยไม่ใช่ลิฟต์ก็ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยแต่อย่างใด แถมยังมีลมเย็นสบายพัดตลอดเวลาที่อยู่ข้างนอก เพราะการออกแบบด้วยแนวคิดสถาปัตยกรรมเขตร้อนชื้น (Tropical Architecture) ที่เอื้อต่อภูมิกาศของประเทศบ้านเรานั่นเอง

เราอยากให้ตึกนี้อยู่ได้ หลังจากที่เราไม่ได้อยู่แล้ว

เกริ่นไปขนาดนี้ ไม่พูดถึงการออกแบบอันโดดเด่นคงไม่ได้ นอกจากการออกแบบด้วยแนวคิดสถาปัตยกรรมสไตล์ทรอปิคัลอันเป็นลายเซ็นของ มาลินา สถาปนิกแห่งดีไซน์-กว่า ที่เธอเล่าด้วยความสนุกว่า โจทย์เรื่องงบประมาณ รวมถึงอยากให้พื้นที่แกลเลอรี่ใหญ่กว่าเดิม และเรื่องที่จอดรถ ทำให้เกิดความคิดหาวิธีแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืนมากที่สุด

ผลที่ออกมาจึงเป็นอาคารที่วางฟังก์ชันให้พื้นที่ต่าง ๆ อยู่ได้ด้วยตัวเองมากกว่า 20 – 50 ปี จากโจทย์ที่ตั้งต้นจากการอยากได้ห้องจัดนิทรรศการใหญ่ขึ้นขึ้นจาก 230 เมตร เป็นราว ๆ 300 ตารางเมตร และมีส่วนสำหรับกิจกรรมภายใต้พื้นที่ทั้งหมด 3,000 ตารางเมตร ทำให้อาคารแห่งนี้ต้องมีที่จอดรถให้ได้ถึง 50 คันตามกฎหมาย

“เราต้องคิดหนักและรับผิดชอบด้วย ถ้าเราใช้เงิน 50 เปอร์เซ็นต์ไปกับที่จอดรถ มันจะเหลืออะไรข้างบน” เธอเริ่มต้นเล่า

ด้วยความคิดที่จะสร้างหอศิลป์แห่งใหม่เกิดขึ้นเกือบ 10 ปีก่อน ทำให้มีข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ และอีกจุด ซึ่งต่อมากลายเป็นข้อดี คือหน้ากว้างของพื้นที่น้อยไปประมาณ 1.20 เมตรที่จะทำทางลาดสำหรับจอดรถ ซึ่งกินพื้นที่ของตึกไปมาก

“ตอนนี้มี Pallet Parking (ระบบที่จอดรถแบบอาคารสูง) เข้ามา เราเลยลองออกแบบไป เราดีใจมากที่ได้ใช้การออกแบบอย่างยั่งยืน เพราะอยากใช้ปูนให้น้อยที่สุดในสิ่งที่มันไม่คงทนถาวร ในเมื่อพวกเราไม่จำเป็นต้องใช้รถส่วนตัวกันแล้ว ในอนาคตที่ไม่ได้ต้องการที่จอดรถ ก็ทำเป็นแกลเลอรี่เพิ่มได้”

เมื่อที่จอดรถลงตัว ต่อมาคือการสร้างแกลเลอรี่ที่ต้องออกแบบทุกอย่างให้อยู่ร่วมกันได้ ในโจทย์ความท้าทายอื่น ๆ เช่น ความแคบของซอย ถ้าไม่เงยหน้าก็จะไม่เห็นตึก จึงต้องสะดุดตา ตัวอาคารเลยมีรูปทรงเหมือนโคม พอเปิดไฟจะสง่างามมาก

Jim Thompson Art Center พื้นที่สาธารณะที่ตั้งใจผูกมิตรกับผู้คนและเมืองด้วย 'ศิลปะ'
อาร์ตเซ็นเตอร์แห่งใหม่ที่ออกแบบอย่างยั่งยืน และตั้งใจเป็นพื้นที่สาธารณะทางศิลปะที่ผูกมิตรกับผู้คนและเมือง

อีกความท้าทายใหญ่ที่ใหญ่ที่สุด สถาปนิกหญิงพูดติดตลกว่า “ใครจะเดิน 3 ชั้นขึ้นมาดูงานศิลปะ” 

เธอจึงออกแบบให้พื้นที่รองรับการเดินอย่างสบายที่สุด รวมถึงมีจุดดึงดูดความสนใจตลอดทาง เช่น Facade ด้านหน้าที่นอกจากสวยงามทางการมองเห็น เป็นจุดหยุดถ่ายภาพแล้ว ยังช่วยไหลเวียนอากาศด้วย 

อาร์ตเซ็นเตอร์แห่งใหม่ที่ออกแบบอย่างยั่งยืน และตั้งใจเป็นพื้นที่สาธารณะทางศิลปะที่ผูกมิตรกับผู้คนและเมือง

ข้อแตกต่างที่เรามองเห็นอีกอย่างคือ พิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่มักเป็นทรงเป็นกล่อง ไม่มีที่ให้คนหายใจ ต่างไปจากที่นี่ เพราะมีพื้นที่โล่ง เป็นมิตรต่อสถานการณ์โรคระบาด ทำให้คนกล้ามาใช้พื้นที่ และเมื่อ 2 ใน 3 ของอาคารเป็นพื้นที่ Open Air จึงเหลือพื้นที่ที่ต้องใช้เครื่องปรับอากาศเพียง 1 ส่วน เป็นการรับผิดชอบต่อเมืองเรื่องการปล่อยความร้อน ซึ่งเป็นการเพิ่มปัญหา Climate Change ตามความตั้งใจของทีมผู้ออกแบบ

“เราออกแบบให้มันยั่งยืน ตั้งแต่วางอาคารแต่ละก้อน ว่าแสงมาจากไหน ร่มอยู่ตรงไหน อันนี้ช่วยเรื่องแสงธรรมชาติที่จะเข้าแต่ละห้องโดยตรง ส่วนตึกโมเดิร์น เราไม่อยากให้มันเป็นอาคารแบบ Brutalist เพราะจริง ๆ วัฒนธรรมเรามีความนุ่มนวล เลยเติมลายทอผ้าเข้าไปที่การเรียงอิฐ พวกนี้เป็นแรงบันดาลใจจากการที่เราอยู่โซนเดียวกับบ้านจิม ทอมป์สัน และการใช้อิฐก็ยั่งยืน ทำให้นึกถึงวัฒนธรรมของเรา อิฐก็คือดิน เรามีปูนเยอะแล้ว อิฐเป็น Amazing Material ในอนาคต สมมติโลกหายไป อิฐก็กลายเป็นดินอีกครั้ง มันเป็นความสมดุลของการใช้วัสดุ แล้วสีมันก็เหมือนหลังคาของบ้านจิม ทอมป์สัน ด้วย” 

อาร์ตเซ็นเตอร์แห่งใหม่ที่ออกแบบอย่างยั่งยืน และตั้งใจเป็นพื้นที่สาธารณะทางศิลปะที่ผูกมิตรกับผู้คนและเมือง
อาร์ตเซ็นเตอร์แห่งใหม่ที่ออกแบบอย่างยั่งยืน และตั้งใจเป็นพื้นที่สาธารณะทางศิลปะที่ผูกมิตรกับผู้คนและเมือง

Unknow Future

ก่อนจบบทสนทนา เราถามถึงอนาคตที่จะเกิดใน Jim Tompson Art Center กฤติยาผายมือไปยังนิทรรศการ ‘Future Tense’ แทนคำตอบ

“มันคือ Unknow Future เป็นสภาวะที่ทุกคนต้องเผชิญ เราไม่รู้ว่าข้างหน้าจะมีอะไร รู้อย่างเดียวว่ามันจะ Tense มาก ๆ ทีนี้จะทำยังไงให้ก้าวต่อไปข้างหน้าได้ ก่อนจะมีโควิด-19 คำว่า Digital Disruption มันทำให้ชีวิตเรายุ่งเหยิงพออยู่แล้ว ยิ่งเจอโควิดก็ยุ่งเหยิงอีก แถมไม่พอ สิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเราพวกคุณก็รู้อยู่ เราเลยรู้สึกว่ามันต้องตั้งหลัก 

“สุดท้ายพอมาดูสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน มันเคยเกิดขึ้นในยุคสงครามเย็นหมดเลย เพราะฉะนั้น เซนส์ในประวัติศาสตร์ของพวกเรา เราไม่ค่อยสนใจ แต่ว่าช่วงหลัง โดยเฉพาะคนรุ่นพวกคุณที่กลับไปอ่านประวัติศาสตร์และดูสิ่งที่เกิดขึ้น ถ้าเกิดคนไม่ย้อนกลับไปจุดนั้น เราก็ไม่สามารถ Move On ได้ นี้แหละคือคำตอบของโชว์นี้ คือคำตอบที่ไม่ตอบไม่ได้ ว่าเราต้องอยู่ด้วยกัน ต้องรู้ว่าเรามาจากไหน ปัญหามันคืออะไร ก่อนที่เราจะตัดสินใจว่า สุดท้ายเราจะเลือกอะไรให้กับตัวเองในสังคมบ้า ๆ แห่งนี้”

คำพูดของกฤติยาสะท้อนออกมาให้เห็นว่าเราแค่ต้องผ่านมันไป เรียนรู้ข้อผิดพลาดในอดีตดังเช่นนิทรรศเบื้องหน้า สะท้อนให้เห็นช่วงสงครามเย็นจากประเทศอื่น ๆ นอกจากชาติของตัวเอง เป็นตัวอย่าง เพื่อตั้งคำถามและเรียนรู้ถึงปัญหา ก่อนที่มันจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต ซึ่งทุกคนมาเรียนรู้หรือมาหาประสบการณ์อื่น ๆ ตามที่ได้กล่าวไปทั้งหมด เพียงมาเยือน Jim Tompson Art Center สักครั้งครา ที่นี่อาจกลายเป็นที่พักพิงใจแห่งใหม่ของคุณก็ได้ 

Jim Tompson Art Center

ที่ตั้ง : 10/1 ซอยเกษมสันต์ 2 แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : 

JIM THOMPSON ART CENTER : เปิด 10.00 – 18. 00 น. (ยกเว้นวันอังคาร)

WILLIAM WARREN LIBRARY : เปิด 10.00 – 18. 00 น. (ยกเว้นวันจันทร์และวันอังคาร)

โทรศัพท์ : 0 2216 7368

Website : JIM THOMPSON ART CENTER

YouTube : Jim Thompson Art Center_Channel

Facebook : The Jim Thompson Art Center, William Warren Library

Writer

ปุณณ กาญจนะโภคิน

นักฝึกเขียน ผมไม่ค่อยมีเวลาว่างเพราะไม่ได้หวี ศิลปะยืนยาว ชีวิตขอนั่งก่อนเมื่อย เป็นคนชอบกิน เพื่อนเลยไม่ให้เป็นเจ้ามือ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load