ปีสองปีนี้เราทั้งหลายไปบ้านเพื่อนแทบไม่ได้ ด้วยสภาวการณ์โลกโดยรวมส่งผลให้ทุกคนจำต้องตั้งมั่นอยู่ในบ้านตน ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง บ้านไหนมีบุพการีสูงวัยยิ่งระมัดระวังเข้าไปใหญ่ หลายราย Work from Home อย่างหัวหมุน เพราะต้องดูแลบุตรหลานที่เรียนออนไลน์ควบคู่ไปด้วย บ้านกลายเป็นพื้นที่ประหนึ่งฐานทัพให้เราตั้งรับกับทุกกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตวิถีใหม่อันไม่ปกติ จึงค่อนข้างเป็นไปได้ยากและออกจะไม่เหมาะควรที่จะชวนกันไป ‘บ้านเพื่อน’ ซึ่งเป็นชื่อคอลัมน์นี้ที่เจ้าของคอลัมน์เพิ่งเริ่มออกไปไหนต่อไหนบ้างแล้วเมื่อเมืองเปิด ทยอยเยี่ยมเยือนบ้านเพื่อนไปหลายหลังอย่างระมัดระวัง

หนึ่งในนั้นคือบ้านหลังใหม่ของเพื่อนรุ่นพี่ที่รู้จักคุ้นเคยกันมานานหลายสิบปี พี่แจะ-ศิริวรรณ ธรณนิธิกุล พี่สาวเจ้าของธุรกิจแฟชั่นและอาหารเครื่องดื่ม กิจการทั้งหมดของเธอที่ค่อย ๆ ก่อร่างสร้างมาครบรอบ 20 ปีในปีนี้พอดี ผลิตภัณฑ์หลักโปรดักต์ใหม่ล่าที่พี่แจะนำเสนอลูกค้า คืออาหารไทยเวอร์ชันที่เราว่าน่าสงสัย ตั้งแต่ชื่อร้าน ‘อีกา’ อันมียศห้อยท้ายขยายความว่า Thai Neighborhood Cooking มันคืออะไร รสชาติความอร่อยแบบไทยแนวไหน ต้องชวนขึ้นรถไฟไปหาคำตอบถึงลำปลายมาศ

‘บ้านเพื่อน’ จึงกลับมาอีกครั้งหลังจากหายไปนานด้วยเรื่องราวชวนน้ำลายสอ กลิ่นหอมมะเขือพวงคั่ว น้ำปลาเคี่ยว พริกกระเทียม ยี่หร่า กลิ่นเร้าใจของเต้าหู้ยี้สีแดง รวมทั้งกลิ่นซอสไก่งวงที่อยู่ในเมนูแบบกุ๊กช็อปก็มา อาหารไทยโดยพี่แจะและทีมที่ร่วมแรงคิดค้นกระบวนการถอดถ่ายสูตรรสเดิมที่ชอบออกมาจนใช่ ได้นั่งคุยถามพี่แจะมากมายหลายสิ่งอย่าง ได้ย้อนกลับไปเยือนบ้านหลายหลังของพี่เขาตั้งแต่เยาว์วัย ถึงค่อยเข้าใจอาหารไทยในแบบอีกา ที่ความสนุกคือนี่ไม่ใช่แค่การเปิดร้านอาหาร แต่เป็นการสร้างแบรนด์แบบมีแผนในใจเรื่องการเติบโตและขยายกิจการโดยมีอาหารไทยเป็นผลิตภัณฑ์หลัก ที่สำคัญถูกใจนักเดินทางตรงได้รู้จักรสอร่อยตรึงใจจากหลายสิบชุมชนหลากภูมิภาคทั่วไทย

ลำปลายมาศ 

เมื่อกลางปีที่ผ่านมา พี่แจะและทีมอีกาเริ่มขายของอร่อยห่อมาในใบตองชื่อไพเราะแปลกหู หมี่ผัดลำปลายมาศ เปิดขาย 2 ชั่วโมงผ่านทาง LINE และ IG ผัดขายหมดไปร้อยกว่าห่อในพรึ่บเดียว

พิกัดแรกที่เราจะนั่งรถไฟไปกันจึงเป็นสถานีลำปลายมาศ อำเภอหนึ่งในจังหวัดบุรีรัมย์ ที่มาของผัดหมี่สุดฮอต พี่แจะเล่าว่า “เป็นเด็กต่างจังหวัด โตมาในบ้านยาย-อาม่า แม่ส่งไปอยู่กับอาม่าที่ลำปลายมาศทุกปิดเทอม ไปทางรถไฟตั้งแต่ยังเป็นเบบี๋” จนโตรู้ความวิ่งซน “เกิดที่อุดรฯ แต่แทบไม่รู้จักอุดรฯ เลย ลำปลายมาศนี่วิ่งวุ่นไปทุกแยก ดูงิ้ว กินผัดหมี่ตอนกลางคืน ป้าแม่ค้าอ้วน ๆ นั่งผัดอยู่ตรงห้าแยกหน้าโรงหนังประจำอำเภอ เส้นหมี่สด นึ่ง ผัดเตาถ่าน ใส่ซอสแดงคล้ายซอสเย็นตาโฟ ทำง่าย ๆ เป็นอาหารที่กินทุกวันได้ไม่เบื่อ”

คำว่า Neighborhood ที่อยู่กับคำว่า Thai Cooking บนกระจกร้านอีกาจึงมีรสอร่อยในความคำนึงถึงลำปลายมาศเป็นชุมชนแรก 

“จำเพื่อนบ้านได้ทุกหลัง บ้านอาม่าเป็นเรือนแถวพื้นไม้สองห้อง อยู่บนถนนเส้นหลักในอำเภอใกล้สถานีรถไฟ กลางบ้านมีกระสอบข้าวเป็นสิบ อาม่าขายข้าวหลากชนิด ขายทุกอย่าง มะพร้าว กล้วยทับ ฝาบ้านมีตู้ของชำ ขายยา ทิชชู แปรงสีฟัน” พืชผลที่ขายส่วนใหญ่ปลูกเองในที่ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้าน 

“อาม่าเป็นคนแก่แข็งแรง ผอม ตัวเล็ก ๆ ตอนกลางวันก็ใส่หมวกจูงมือเราไปฉางที่เป็นที่ปั่นข้าว ถือตะกร้อไปสอยมะม่วง ชมพู่” ลึกเข้าไปในฉางเป็นสวน มีบ่อเลี้ยงปลา ยกท้องร่องปลูกพืชผัก อย่างกุยช่ายที่อาม่าเก็บกลับบ้าน “ปูเสื่อเด็ดกุยช่ายกัน อาม่าจะเลือกกุยช่ายจนสวย แล้วใช้กระดาษแบบกระดาษปรูฟสีครีมห่อ เอาเชือกฟางสีแดงมัด เขาไม่ได้ขายกุยช่ายแบบโยนใส่ถุง แต่มีทำแพ็กเกจจิ้ง ชมพู่ที่เก็บมาอาม่าก็ฝานเป็นชิ้นบาง ๆ แล้วทำน้ำปลาหวาน พริกป่น หอมแดง ใส่กระทงใบตองทรงเหลี่ยมขาย” อาม่าพี่แจะเป็นคนค้าขายเปี่ยมรายละเอียดประณีต 

ลำปลายมาศนอกจากจะมีรสอร่อยในความทรงจำที่นำกลับมาใช้ในธุรกิจใหม่ล่าแล้ว ยังมีความสัมพันธ์กับกิจการเสื้อผ้าแฟชั่นที่สร้างชื่อเสียงให้พี่แจะมาตั้งแต่ พ.ศ. 2544 แบรนด์พี่แจะชื่อยาวมาก It’s Happened to be A Closet ผู้คนเรียกอย่างย่อว่า อิทส์แฮพเพ่นด์

“ตอนทำอิทส์แฮพเพ่นด์ก็คิดว่าลำปลายมาศ อาม่า มีผลมาก ดูรูปถ่ายกับพี่น้องเจ็ดคน ทุกคนใส่เสื้อผ้าอเมริกัน ชุดเด็กแนวปกกะลาสี พ่อแม่ทำงานที่อุดรฯ กับทหาร GI ในรูปมีพี่แจะคนเดียวใส่เสื้อกางเกงแบบไม่แมตช์กัน เป็นเศษผ้าที่อาม่าตัดเย็บปักให้ อาม่าทำงานปักตอนกลางคืนเวลาดูละคร มีทีวีเป็นบ้านแรกในลำปลายมาศเพราะอากงไฮเทค อากงเป็นกุ๊ก ทำอาหารจีน เวลาลำปลายมาศมีแขก อากงจะเป็นคนทำกับข้าว” 

แบรนด์เสื้อผ้าอิทส์แฮพเพ่นด์มีบุคลิกเด่นคือเป็นเสื้อผ้าที่มีความคราฟต์สูง ด้วยงานปักฝีมือช่างผู้มีความชำนาญ ลวดลายปักมีทั้งตัวอักษร รูปสัตว์ ผสมผสานกับงานผ้าวินเทจจากดินแดนหลากวัฒนธรรมที่พี่แจะได้เดินทางไปเยือน และการสวมใส่แบบผสมผสานท่อนบนล่างที่ไม่ได้มาแบบเข้าชุด

อุดรธานี 

แม้พี่แจะจะบอกว่าไม่ค่อยรู้จักเมืองอุดรฯ เท่าลำปลายมาศ เพราะถูกส่งไปเข้าโรงเรียนประจำคอนแวนต์ที่กรุงเทพฯ แต่อุดรฯ ก็เป็นพิกัดสำคัญมีอิทธิพลต่ออาหารหลายเมนูที่อีกา เพราะว่าเป็นความอร่อยตำรับแม่พี่แจะ ซึ่งถูกลูกสาวจับตัวมั่นแล้วหาวิธีคั้นกระบวนการปรุงรสมือแม่ออกมาจนได้อย่างน่าทึ่ง

“พ่อไม่เคยกินข้าวนอกบ้านเลย กินข้าวบ้านอาหารฝีมือแม่ทุกวันตั้งแต่แต่งงาน” พ่อพี่แจะมีกิจการที่พักขนาดร้อยห้อง เป็นโรงแรมที่ทำให้ทหาร GI พัก ชื่อคิงส์โฮเต็ล มีห้องเต้นรำ ห้องบาร์เบอร์ GI เหมาทั้งโรงแรม ยุคต่อมาก็มีเซลส์แมนมาพัก “เดี๋ยวนี้ไม่ได้โอ่อ่าแบบสมัยที่พ่อทำช่วงเปิดโรงแรมใหม่ ๆ พ.ศ. 2511 พ่อเป็นมิสเตอร์โรแมนติก เอาดอกไม้มาปักบนโต๊ะ หวีผมทรงเจมส์ ดีนส์ เรียบแปล้ ติดเนี้ยบ ขับ Vespa กระบะ Ford รถตู้ Volkswagen วาดรูปเก่ง ลายมือสวยมาก พ่อเขียนโลโก้ชื่อร้านชื่อโรงแรมเอง ก่อนทำโรงแรมพ่อกับแม่ทำร้านเฟอร์นิเจอร์ ขายเฟอร์นิเจอร์ให้ฝรั่ง พ่อเย็บผ้าม่านได้ ทำหมอนอิง ตัดกระจก” ไม่น่าแปลกใจที่พี่แจะดูลื่นไหลกับการเขียนแบบ ออกแบบตกแต่งร้านคุมงานเอง

“ทางพ่อวาดรูป ทางแม่ชอบค้าขาย พ่อติสต์ ใจร้อน แม่ Humble ไม่เคยว่าใคร เป็นคนถี่ถ้วน บวกเลขเก่งมาก แม่ช่วยพ่อทำโรงแรม” แถมกลับมาบ้านแม่พี่แจะยังทำกับข้าวให้ลูกทุกคนกินทุกมื้อ “ลูกแยะ แม่ก็จะครีเอตอาหารแบบจานเดียว อย่างสลัดไข่หลวงพระบาง ปอเปี๊ยะญวน ให้ลูก ๆ มาตัก ๆ ห่อ ๆ กันไป” อาหารฝีมือแม่ที่พี่แจะชอบยังมีอีกหลายอย่าง ห่อหมก แกงบวน แกงขี้เหล็ก มะระตุ๋น ซึ่งพี่แจะใช้กำลังภายในประลองกับคุณแม่อยู่นาน เพื่อสร้างกระบวนการถ่ายสูตรอาหารรสที่พี่แจะชอบออกมาจนได้

“แม่เบื่อมากตอนเราจับแม่ถอดถ่ายสูตร มันสำคัญ กลเม็ดทุกอย่างต้องมาให้หมด คือแม่ไม่มีการชั่งตวงวัด” พี่แจะจึงต้องพยายามหาสัดส่วนเป๊ะสุดแบบที่แม่ทำแล้วอร่อยโดยการ “คือแม่กำลังทำอยู่ เราก็จะดึงโน่นนี่นั่นมาจากมือแม่ แม่ก็บอกว่าทำกับข้าวกันเขาไม่ทำแบบนี้นะ นี่ก็บอก แม่ รอก่อน เดี๋ยวคอยดู ก็จดละเอียด จะบอกว่าเขาไม่มีสูตรก็ไม่ได้ มันไม่มีคนเคยอดทนบันทึกสิ่งที่เขาทำมากกว่า อย่างแม่ใส่อะไรในอาหาร สมมติกะทิทีละยี่สิบกรัม ก็ดูละเอียดว่าเขาใส่สามครั้ง ก็พบว่า อ้อ มันคือทั้งหมดแม่ใส่สิ่งนี้ไปรวมแล้วหกสิบกรัม

“เราสังเกตว่ามะระที่แม่ตุ๋นทำไม่มันไม่เหี่ยวเลย แม่ไม่รู้ตัวว่าเวลาตุ๋น เขาเติมน้ำให้ปริ่มมะระ เราบันทึกแบบคนทำกับข้าวไม่เป็น อยากรู้ว่าตกลงแม่ใส่อะไรไปเท่าไร ก็จะคว้ามือ หยุดมือเขา เอาของมาชั่งตวงวัด ที่เขาเติมไปเรื่อย ๆ เราก็บวกไปเรื่อย ๆ เป็นการจดสูตรที่ละเอียดมาก จนในที่สุดแม่อึ้ง เพราะสูตรที่เราพยายามถ่ายถอดออกมา เอาไปทำแล้วในที่สุดมันก็เหมือนที่แม่ทำ ส่งให้ลูกน้องลองทำดู บอกว่าสูตรต้องเป็นสูตร ทำตามนี้ที่เขาทำมาแล้วอร่อย ใส่เกินคือไม่อร่อย อย่าเป็นนักเรียนที่ทำตัวเก่งกว่าครู มันจะไม่มีทางอร่อย” พี่แจะมีร้านอาหารอิตาเลียนอยู่แล้วหลายร้าน ก็เลยจับเชฟอิตาเลียนสองคนให้มาลองทำอาหารไทยตามสูตรแม่ที่ถอดมา และตัวพี่แจะเองก็ลงมือทำด้วย ปรากฏว่าได้ผลลัพธ์เป็นเลิศ

“พิสูจน์จากคนทำกับข้าวไม่เป็น ทำออกมาแล้วอร่อยเหมือนแม่ทำ” สูตรของพี่แจะที่ถอดมาจากการปรุงอาหารของแม่ละเอียดมากทำตามง่าย และมีภาพถ่ายประกอบด้วย พี่แจะบอกว่าเป็นวิธีเดียวกับตอนไปเรียนแฟชั่นต่อที่นิวยอร์ก รู้สึกว่า Art History ยากมาก มีชื่อยุคสมัย ชื่อกษัตริย์ ฝรั่งศิลปินโบราณต่าง ๆ “ก็ต้องใช้รูปช่วย ทำสูตรอาหารออกมาเหมือนโพยที่ใช้เวลาจะสอบ” หลังจากจบคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ พี่แจะไปเรียนต่อที่ Pratt Institute 4 ปี กลับมาทำงานเป็นดีไซเนอร์ที่ Fly Now III 13 ปี และเริ่มทำแบรนด์ของตัวเอง It’s Happened to be A Closet

สยามสแควร์ซอยสาม

20 ปีก่อนพี่แจะค่อนข้างแหวกแนวในการนำเสนอประสบการณ์ประหนึ่งการนั่งกินข้าวในตู้เสื้อผ้าให้กับลูกค้า เปิดตัวการทำธุรกิจอาหารเป็นครั้งแรกด้วยอาหารอิตาเลียน โดยเชฟคู่ใจที่รู้จักกันในนามป๋าวินัย ผู้อยู่คู่ครัวอิตาเลียนของอิทส์แฮพเพ่นด์มากว่า 20 ปี

อีกา ร้านอาหารใหม่ในทรงวาด เสิร์ฟความสนุกและอาหารไทยแบบ It’s Happened
อีกา ร้านอาหารใหม่ในทรงวาด เสิร์ฟความสนุกและอาหารไทยแบบ It’s Happened
ภาพ : It’s Happened to be A Closet 

“ทำเสื้อเป็นหลัก ทำอาหารในยูนิเวิร์สของเสื้อผ้า” ร้านขนาดหนึ่งห้องแถวใจกลางสยามซอยสามอัดแน่นด้วยเสื้อผ้าและบรรยากาศใหม่ ๆ อาหารอิตาเลียนแบบครัวเปิดที่เสิร์ฟให้นั่งตั้งโต๊ะกลางกองเสื้อผ้าที่แน่นแต่จัดเป็นระเบียบ การทุ่มทุนทำระบบดูดควันอย่างดี ไม่มีกลิ่นอาหารปะปนกับเสื้อผ้า เรียกว่า It’s Happened to be A Closet ประสบความสำเร็จอย่างแรงกับสาขาแรกนี้ที่พี่แจะบอกว่า “ไม่มีโมเดล ดีสุด สนุกสุด เสื้ออิทส์แฮพเพ่นด์ไม่มี Season” และไม่มีราวแขวนสองข้างถูกระเบียบแบบร้านเสื้อปกติ แต่พับกองไว้อย่างเป็นระเบียบให้หยิบเลือกดู ราวแขวนมีบ้าง แต่ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนร้านเสื้อผ้าแฟชั่นปกติ อีกทั้งไม่มีเทศกาลลดราคา (Sale) 

“คิดทุกอย่างเป็นร้านขายของวินเทจ เสื้อแบบนี้ที่ทำ ๆ ไว้จะกลับมาขายอีกเมื่อไรก็ได้” ในพื้นที่เดียวกันนั้น พี่แจะนำเสนอหลากบริการ อาหาร ห้องนวดแบบสปา มุมทำผม ตัดผม ทำเล็บ ปัจจุบันบรรยากาศแบบสาขาแรกนี้ถูกยกไปอยู่ในบ้านหลังสวยในซอยสุขุมวิท 23 สยามซอยสามเป็นพิกัดสร้างชื่อให้อิทส์แฮพเพ่นด์เป็นที่จดจำ ทั้งในแง่การทำกำไรมหาศาลและสร้างความแข็งแกร่งให้แบรนด์

ถนนข้าวสารและห้างใหญ่ใจกลางย่าน CBD 

จากสยามสแควร์ นักผจญภัยผู้ช่ำชองการเดินทางด้วยรถไฟสู่ลำปลายมาศตั้งแต่เด็กก็ออกเดินทางครั้งใหม่ไปปักหลักในชุมชนแถวบางลำพู เช่าบ้านหลังใหญ่แถบถนนข้าวสาร ทางเข้าค่อนข้างลึกลับไปยากและไม่มีที่จอดรถ เรายังจำได้ดีว่าพี่แจะทาตึกเป็นสีดำ และยกทุกบริการและบรรยากาศแบบสยามซอยสามไปไว้ที่นั่น สาขานี้เธอไม่ประสบความสำเร็จนัก

“ที่ข้าวสารนี่รักมาก เจ็บตัวมาก เป็นความนาอีฟในแง่การทำธุรกิจบวกกับความผยอง เวลาคนเราประสบความสำเร็จตอนอายุน้อย ก็จะ… ฉันอยากอินดี้ เราคิดว่าเราเป็นเซ็นเตอร์ ทุกคนจะมาหาเรา ก็เจ็บหนัก อยู่สามปีจนหมดสัญญาเช่า แต่หลายคนรักที่นี่นะ เป็นที่ในความทรงจำ” 

จากโซนเมืองเก่าย่านบางลำพู พี่แจะตัดสินใจพากิจการทั้งหมวดแฟชั่นและอาหารกลับสู่ย่าน CBD (Central Business District) ใจกลางชุมชนเมือง โดยเข้าไปเปิดตัวในห้างสรรพสินค้าชั้นนำต่าง ๆ ห้างแรกคือสยามพารากอนใน พ.ศ. 2544 ต่อด้วยห้างเอ็มโพเรียมและเซ็นทรัลชิดลม เซ็นทรัลลาดพร้าว เดอะมอลล์บางกะปิ และออกนอกเมืองไปเปิดที่เซ็นทรัลเอาต์เล็ต ควบคู่กับการแตกแบรนด์และสร้างกิจการใหม่ ๆ เช่นร้านขายเค้ก จนประสบความสำเร็จเปิดหลายสาขาทั่วเมือง สาขาที่มีขนาดเล็กที่สุดคือในตลาดนัดสวนจตุจักร

ช่วงที่พี่แจะ ‘เข้าห้าง’ เราเริ่มเห็นสิงสาราสัตว์ซึ่งเป็นลวดลายปรากฏบนงานปักบนเสื้อผ้าของอิทส์แฮพเพ่นด์อยู่แล้ว สัตว์เหล่านี้ถูกดึงมาเป็น ‘มาสคอต’ อยู่กับชื่อร้านกิจการใหม่ ๆ ของพี่แจะที่เติบโตเป็นอย่างดีในย่าน CBD ที่พี่เขาก็ยังตั้งชื่อร้านยาวเหยียดเช่นเคย พี่แจะบอกว่าสร้างมาสคอตสัตว์ต่าง ๆ มาเพราะอยากสื่อสารกับทางห้าง เราแอบนึกในใจว่าห้างต่าง ๆ น่าจะมึนขึ้นมากกว่าเดิมไหมนี่ อย่างสาขาในเซ็นทรัลชิดลม ร้านชื่อ It’s Happened to be A Fox Princess & Spider บริการอาหารอิตาเลียนแบบที่พี่แจะเรียกว่า ‘Casual Italian Cafe’ ขนาดจาน ปริมาณอาหารจะกะทัดรัดกว่าอาหารอิตาเลียนปกติของอิทส์แฮพเพ่นด์สาขาสุขุมวิท 23

เราถามพี่แจะว่าสไปเดอร์มาจากไหน แมงมุมคนจะกลัวมั้ย พี่แจะบอกว่าแมงมุมใจดีไม่ต้องกลัว “มาจากหนังสือ แมงมุมเพื่อนรัก (Charlotte’s Web โดย E.B. White) ไง” พี่แจะบอกว่าเป็นคนเคารพสัตว์ ในงานออกแบบมีงานปักตัวสัตว์มาโดยตลอด วันที่เรานั่งคุยกันครั้งล่าสุด หน้าร้านขายเค้กขายดิบขายดีที่ท่าเตียน มองไปก็เห็นพี่แจะห้อยสิงสาราสัตว์มากมาย “ตัวแมลงภู่นี่คนร้านขายของเก่าเล่าว่าคนทางเหนือห้อยแมลงภู่เพื่อให้คุ้มครองเรา นี่ตัวหนุมาน มีคนบอกพี่แจะชอบขันอาสา เกิดปีลิง ไฮเปอร์” บนเสื้อยังมีกุ้งลอบสเตอร์ปัก ผ้าปักจากเม็กซิโก เสี้ยวหนึ่งนำมาตัดต่อบนเสื้อยืดฮาร์เลย์ เดวิดสัน พี่แจะเป็นคนชอบจดบันทึกการเดินทาง และบางหน้าใน Journal หลายทริปก็ปรากฏอยู่บนเสื้อผ้าที่เธอนำเสนอเสมอ ๆ 

ท่าเตียน 

ร้านนี้ก็ชื่อยาว A Pink Rabbit Cake Shop Bob’s Good Coffee การกลับสู่ชุมชนเก่าอีกครั้งของพี่แจะ หลังจากประสบความสำเร็จกับกิจการในห้างกลางเมืองมาพักใหญ่ พี่แจะก็เริ่มมองหาตึกเก่าเปิดร้านอาหารอิตาเลียนและร้านเค้กในท่าเตียน

เช้าวันนี้เรานั่งคุยกันหน้าร้านชื่อยาวกระต่ายสีชมพูและบ๊อบมองไปเห็นวัดโพธิ์ “กระต่ายในนิทานอีสป สีชมพูเพราะขายของหวาน บ๊อบเป็นหมีที่ชงกาแฟเก่ง” ร้านเค้กนี้ขายกาแฟจากเครื่องชงอย่างดีแบบอิตาเลียน ขณะเรานั่งคุยกันอยู่ พี่แจะก็ทักผู้คนในชุมชน เพื่อนบ้านของเธอเป็นระยะ 

“ชุมชนเมืองเก่าบรรยากาศเหมือนแถวบ้านอาม่าที่ลำปลายมาศ” วันนี้เราได้พบพี่แอ้มด้วย หนึ่งในสี่สาวที่เป็นเสาหลัก กำลังสำคัญของทีมพี่แจะ วันนี้พี่แอ้มมาดูแลสาขานี้ ขณะที่พี่ส้มไปประจำการอยู่จตุจักร พี่แจะมีพนักงานราวร้อยกว่าคน 

“พี่แจะทำ Direction เหมือนเป็นโปรดิวเซอร์ พี่แอ้มดูการขาย การตลาด และเทรนนิ่ง พี่ส้มเป็น CFO ดูแลเรื่องการเงิน และมีพี่ไก่คอยประสานดูและทุกสิ่งอย่าง ทุกเช้ามีบรีฟกัน” เราสงสัยว่ากิจการพี่แจะกระจายอยู่ทุกชุมชนในกรุงเทพฯ ดูแลอย่างไรให้ทั่วถึงและคุณภาพเสถียร พี่แจะบอกว่าทีมดี “ลูกน้องมีประสบการณ์ มีวงปีในการทำงานบวกกับการวางแผน ทีมเวิร์กดี ก็ไม่ต้องดูอะไรมาก’’

ทรงวาด 

เมื่อทุกทีมของพี่แจะเสถียรอยู่ตัว ก็ได้เวลาที่หนุมานไฮเปอร์เริ่มพัฒนาแบรนด์ใหม่ คืออาหารไทยในตึกเก่าใจกลางถนนทรงวาด “อาหารไทยเล่นยาก เลยมองง่าย ๆ ว่ามีสองกลุ่ม คือกลุ่มอร่อยและไม่อร่อย จริง ๆ อร่อยมันเป็นนามธรรม อาหาร เสื้อผ้า ก็มีอะไรคล้ายกันตรงสีสวย มีหลายแบบ ความสวยมีหลายอย่าง แต่อาหารบางอย่างมีรสชาติของมัน ไข่พะโล้ต้องรสชาตินี้ ไข่พะโล้อร่อยแปลว่าอร่อย ไม่มีทางบิดไปได้มากกว่านี้ ก็อยากทำอาหารไทยแบบ Humble สบาย ๆ ไม่ซับซ้อน ตรง ๆ ถ้าจะพูดในแง่มาร์เก็ตติ้ง การทำแบรนด์อาหารไทยก็ดูในตลาดว่ามีอะไร และไม่ทำอย่างนั้น ไม่ได้ไปแบ่งเค้กก้อนเก่า ถามตัวเองว่าเราชอบกินอะไร เราต้องการคนหนึ่งส่วนที่ชอบเรื่องเดียวกับเรา อาหารที่มาจาก Memory + Journey”

พี่แจะเป็นนักเดินทางประเภทไปไหนก็สนใจลองลิ้มร้านอร่อยประจำชุมชน “ชอบแกงป่าท่าม่วง ร้านเจ๊นีที่เมืองกาญจน์ กินมาร่วมสามสิบปี แกงป่าสำหรับพี่แจะคือต้องเมืองกาญจน์เท่านั้น คนเมืองกาญจน์ทำแกงป่าเก่ง เพื่อนตั้งแต่เด็กเป็นคนท่าม่วง ไปไหนก็ต้องถามเจ้าถิ่น เคยไปราชบุรี เขาบอกให้ไปกินร้านเด็ดเมนูนี้ ๆ ๆ ๆ แต่เรากลับชอบเมนูอื่นที่ร้านทำ เป็นไข่ตุ๋นมาในหม้ออบ กินแล้วได้แรงบันดาลใจ ร้านในชุมชนส่วนใหญ่มีอาหารที่เป็นความธรรมดาแต่มัน special” หลายร้านเก๋ายังช่วยเติมเต็มเรื่องรสชาติให้อาหารจานโปรดของพี่แจะอร่อยใช่ตรงใจขึ้นด้วย

“เป็นคนมีความถวิลหาเรื่องกะเพรา ดั้นด้นกิน” จนไปเจอร้านหนึ่งที่ราชบุรี พี่แจะบอกว่าเป็นกะเพราใส่ยี่หร่าที่อร่อยสุดจนต้องฝากคนเสิร์ฟไปชมผู้ปรุง “เจ้าของร้านคนทำอาหารเหมือนศิลปิน เวลามีคนมาชมงานก็จะปลื้มใจ เขาเดินออกจากครัวมาทำความรู้จักกับเรา บอกเคล็ดลับมาว่าให้ดีดพริกแกงป่าของเมืองกาญจน์ลงไปหน่อย ใส่เหล้าแม่โขงนิดหนึ่ง” กะเพราที่พี่แจะผัดอร่อยเองที่บ้านจึงอิงสูตรนี้ ใส่แม่โขง 3 เป๊ก “ตอนหลังใช้แสงโสม เพราะแม่โขงเลิกผลิต” 

วัตถุดิบในการทำอาหารไทยของอีกา มาจากหลายชุมชนหลากภูมิภาคทั่วประเทศ “ไม่ได้คิดว่าตะกาย กะปิธรรมดาก็มีจากบางลำพูก็ใช้ เครื่องแกงจากสิชล นครศรีธรรมราช เครื่องแกงป่าท่าม่วง เมืองกาญจน์” ผนวกกับเคล็ดลับจากการพูดคุยของนักเดินทางช่างซักช่างถามอย่างพี่แจะ ซึ่งเรียกตัวเองว่าเป็น ‘มนุษย์เดินทาง Old School’ เราว่าน่าจะหมายถึงการชอบความดั้งเดิมที่อร่อยล้ำอยู่แล้ว

“น้ำพริกกะปิ ไข่พะโล้ มันมีรสถูกต้องของมันอยู่ อาหารไทยมีอร่อยกับไม่อร่อย แค่นั้น เราเป็นโปรดิวเซอร์พาลูกค้าเดินทางไปสู่รสชาตินั้น ไม่ซับซ้อน ไม่ยุ่งยาก แต่ต้องค้นคว้าว่าชาวบ้านเจ้าถิ่นเขาทำกันอย่างไร แบบที่เขาทำกันมาแล้วมันอร่อย เราก็จะพึ่งพาชาวบ้าน บางทีมีคนรู้จักสอน ชาวกระบี่ คนใต้จริง ๆ เขาก็ช่วยอธิบายจนเข้าใจว่าไตปลาคืออะไร แล้วก็มีอาหารแบบแม่เรา ลุงคนนั้น แม่ลูกน้อง ชอบค้นคว้า หาสูตรมาเทียบกับที่เราได้มา แล้วรีมิกซ์ นำพาลูกค้าไปกินรสของเรา”

“ร้านที่เราชอบ ๆ อยู่ในทุกภูมิภาค กุ่ยหมง สุพรรณ ถนอมโภชนา เชียงใหม่ เจ๊นีเมืองกาญจน์ ครัวแตนอยุธยา ไตปลา ต้องที่เหนือคลอง กระบี่ ข้าวหอม สมุย ลุงต้อ ราชบุรี จุ้งบริการ (เฮียคุง) บ้านแพน เสนา อยุธยา แดงโภชนา สมุทรสงคราม เจ๊แดงบางควาย ชะอำ อาหารป่าครองครุ ขนมจีนประโดก ไตรพร ประชาชื่น ร้านนี้เสียดายปิดไปแล้ว” บางร้านที่พี่แจะชอบมากเลิกกิจการไปก็แยะ แต่โชคดีร้านโปรดที่สุดพี่แจะได้ไปจ่ายสตางค์ขอเรียนวิชามาก่อนคุณครูจะลาโลกไป คือร้านกิมเล้ง สี่แยกคอกวัว ร้านประจำของพี่แจะ

“ไปกินบ่อย ชอบผัดสะตอกุ้งกิมเล้ง ไม่ได้ชอบกินสะตอทุกร้าน ไม่อยากกินแบบโหมพริกแกง ไปกินผัดสะตอที่ไหนก็จะนึกถึงรสที่กิมเล้งตลอด” จนวันหนึ่งพี่แจะไปขอเถ้าแก่ว่า ถ้าหนูอยากเรียน 3 จานที่หนูโปรด เถ้าแก่จะสอนให้ได้ไหม “กว่าแกจะสอนให้ก็นานอยู่ แกถามว่าจะมาเรียนทำไม ของง่าย ๆ ” ในที่สุดพี่แจะก็ได้รู้เคล็ดลับการที่สะตอทำปฏิกิริยากับน้ำมัน Paste กะปิ พริกไทย ผักชีตำ 

“ตอนจบเถ้าแก่บีบมะนาวเสี้ยวหนึ่ง ตบให้รสทุกอย่างกลมกล่อม แบบนี้เป็นความเฉพาะตัว ก็ไปเรียนมา ให้เถ้าแก่สอนสามเมนูที่ชอบ อีกสองอย่างคือต้มส้มปลากระบอกและหมี่กรอบ” พี่แจะตั้งข้อสังเกตว่าร้านโปรดของเธอส่วนใหญ่ “เกินครึ่งชื่อเป็นจีนแต่ทำอาหารไทย มิ่งหลี หน้าพระลาน กุ่ยหมง สุพรรณ ท่งหลี กิมเล้ง”

นอกจากเก็บเกี่ยวเคล็ดลับการปรุงอาหารให้อร่อยจากร้านโปรดในแต่ละชุมชนแล้ว รายละเอียดในกระบวนการสร้างรสชาติพี่แจะก็ใส่ใจ 

“เนื้อย่าง วิธีกินของเราจับคู่กับน้ำตาลกับน้ำปลาเคี่ยว น้ำปลาเคี่ยว คือ Caramelized ของน้ำปลา วางไว้ในจานแล้วเอาเนื้อวาง’’ พี่แจะอธิบายว่ากินคู่กับเนื้อแบบนี้คิดว่าได้รสเนื้อเต็ม ๆ กว่าแจ่ว ซึ่งมีความเผ็ดมากลบแยะ ส่วนมะเขือพวงคั่วไว้ทำน้ำพริกขี้กา คั่วแห้งหน่อย ต้องมีสีดำ เบิร์นเหมือนย่างแต่ใช้กระทะ” 

สำหรับการสร้างแบรนด์อีกา พี่แจะเทียบได้เห็นภาพมากว่า “เหมือนกับแต่งงานแล้วเรารู้ว่าจะมีลูกดก จะมีลูกห้าคนในยุคนี้ ก็ต้องเตรียมความพร้อมตั้งแต่ Day 1 อีกาต่อไปจะมีสาขาเยอะเกินห้าสาขา รสชาติต้องเสถียร การถอดสูตรเป็นเรื่องจำเป็น ถ้าให้พลอยเอาสูตรที่ถอดกันมานี้ไปทำแกงไตปลา พลอยจะทำออกมาอร่อยทั้งที่เกิดมาไม่เคยทำแกงไตปลาเลย” พี่แจะมองการทำกับข้าวที่อีกาเป็นวิทยาศาสตร์และบอกว่าตัวเองมีความเป็นเนิร์ด ครัวกลางของอีกาที่ทรงวาดจึงมีคำว่า Lab และมีเพื่อนที่พูดจาภาษาห้องทดลองวิทยาศาสตร์รู้เรื่องด้วยกันมาช่วย

“การเอาน้ำมันโดนพริกแกงให้อุณหภูมิสูงพอ พริกแกงถึงจะส่งกลิ่น มีเพื่อน เรียกเขาว่าโกวัด เข้ามาช่วยทำอีกา โกวัดมีความวิทยาศาสตร์ เป็นอดีตเอ็มดีบริษัทไอทีที่ชอบทำกับข้าว เออร์ลี่ รีไทร์ แล้วไปเรียนกอร์ดอง เบลอ เป็นวิศวกรที่โคตร Systematic โกวัดเหมาะกับห้องแล็บ เวลาปรับสูตรถอดสูตรจะสนุก เขาจะรู้ว่าควรดึงตัวนี้ออก/เข้าในปริมาณเท่าไร อีกาจะประสบความสำเร็จได้จากการสร้างประสบการณ์ในเรื่องการถ่ายสูตร”

สัตว์ในเครืออิทส์แฮพเพ่นด์ที่มาเป็นมาสคอตตัวล่าสุดคืออีกา “รูปลักษณ์ภายนอกไม่ใช่สัตว์น่ารัก แต่มันเป็นสัตว์ฉลาด จริงใจ สำหรับชนพื้นเมืองอเมริกาและอินเดีย อีกาเป็นสัญลักษณ์ที่ดี หมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่ดี มีคนทักเรื่องความเชื่อไม่เป็นมงคล แต่เราเป็นคนร่อนตะแกรง ไม่เอาเรื่องไม่ดี อีกานำโชคร้ายไม่อยู่ในหัว วันหนึ่งนั่งคุยประชุมกันอยู่ริมแม่น้ำ (เจ้าพระยา) ว่าจะใช้ชื่อร้านว่าอะไร อีกาดีมั้ย แล้วมีอีกาบินมาโฉบมาเกาะที่โต๊ะ ก็เอาเลย”

ในห้องน้ำที่ร้านเค้กกระต่ายชมพูสาขาท่าเตียน ยังมีภาพโปสเตอร์อัลบั้มเพลง Morning Crow ของ โน้ต (Dudesweet) พงษ์สรวง ชุบ เพื่อนรุ่นน้องที่พี่แจะรักติดอยู่ พี่แจะซื้อรูปนี้มาตอนโน้ตจัดแสดงงาน “โน้ตเขาเป็นนักจัดปาร์ตี้ ก็มักจะกลับบ้านตอนเช้า ก็มีอีกามาทักตลอด คนรอบตัวเรารักอีกาหมด” โน้ตเลยถูกเชิญตัวมาเพนต์อีกานี้อีกครั้งบนผนังที่ทรงวาด ในตึกซึ่งพี่แจะว่าเหมาะกับอีกาสุด “ตึกในทรงวาดสวยโรแมนติก ปูนปั้นผลไม้ มีความอุบะ แต่ตึกเราดูเป็นตึกที่ Humble พอดี ๆ เข้ากับอาหารอีกา”

ชั้นล่างมีครัวกลางของอีกา ร้านเค้ก และด้านข้างติดโรงเรียนเผยอิง พี่แจะเจาะช่องที่เรียกว่าโซน Street Food ไว้สำหรับขายอาหารแบบซื้อกลับบ้าน หมี่ผัดลำปลายมาศ ไก่ทอดหม้อ ชั้นสองเป็นพื้นที่นั่งกินอาหารร้านอีกา “อาหารอีกา Reasonable Price ไม่ซับซ้อน อยากสร้างบรรยากาศแบบมากินอาหารไทย นั่งคุยกับเพื่อนในสิ่งแวดล้อมที่ Good Vibe” 

ปีหน้าอีกาจะเปิดสาขาในอีก 3 ย่านในกรุงเทพฯ ต้องติดตามกันว่าจะมีย่านใดบ้าง

It’s Happened to be Thai Neighborhood Cooking ร้านรวมรสอันเป็นที่รักจากหลากชุมชนลำปลายมาศ-ทรงวาด

อีกา 

ที่ตั้ง : 829 ถนนทรงวาด แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดบริการทุกวันเว้นวันพุธ 10.00 – 22.00 น.

ติดต่อจองโต๊ะ/สั่งเดลิเวอรี่ได้ที่ LINE ID : @ega_bangkok Instagram : ega_bangkok

Writer

พลอย จริยะเวช

เจ้าแม่ไลฟ์สไตล์และ Concept Designer มากความสามารถชื่อดัง ซึ่งเป็นทั้งนักเขียน Artist Writer นักแปล คอลัมนิสต์ และนักวาดมืออาชีพ ผู้มีผลงานออกแบบวางจำหน่ายในงานแฟร์ของตกแต่งที่ดีที่สุดในโลก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

บ้านเพื่อน

พลอย จริยะเวช พาไปรู้จักคนสร้างผลงานน่าตื่นเต้นแบบเป็นกันเองเหมือนไปเที่ยวบ้านเพื่อน

เมื่อคู่พี่น้อง ช่างภาพ นักเขียน นักเดินทางผู้รักการผจญภัยในดินแดนตะวันออกกลาง อเมริกาใต้ และเอเชียใต้ เป็นพิเศษ ตัดสินใจทำร้านหนังสือตามที่ฝันไว้นานในเรือนไม้โบราณอายุร้อยกว่าปี ตั้งอยู่ที่หัวมุมบ้านเลขที่ 1 ในตรอกเก่าแก่อยู่คู่ชุมชนดั้งเดิมแถบเสาชิงช้ามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ชุมชนที่ทั้งคู่เกิดและเติบโตมา ภายใต้ชื่อ ‘World at The Corner Bookshop’ พื้นที่ซึ่งทำให้นักอ่านใจเต้นรัวเมื่อเห็นหนังสือสุดพิเศษแตกต่าง พร้อมห้องรวมงานคราฟต์ที่สัมพันธ์กับหนังสือคัดสรรเหล่านั้น

01

เดินทางอย่างประกอบสันติสุข

สีวิกา และ ณัฐ ประกอบสันติสุข หรือพี่ก้อย พี่ณัฐ คู่พี่น้องช่างภาพและนักเขียนมากฝีมือ เป็นที่รู้จักดีในวงการแฟชั่นมายาวนาน ภาพถ่ายและข้อเขียนฝีมือพี่ทั้งสองปรากฏอยู่ในนิตยสารแฟชั่นชั้นนำแทบทุกเล่มในประเทศเรา ทั้งคู่จบการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เอกวรรณคดีอังกฤษ เหมือนกัน พี่ณัฐทำงานด้านสไตลิสต์พักหนึ่งก่อนไปศึกษาต่อด้านการถ่ายภาพที่ประเทศอังกฤษ 

ช่วงเรียนอยู่อังกฤษราว ค.ศ. 1992 พี่ณัฐจองตั๋วไปเที่ยวโมร็อกโกคนเดียว สมัยนั้นโมร็อกโกยังไม่ค่อยเปิดรับนักท่องเที่ยว “ไปถึงก็ทะเลาะกับแท็กซี่ มันเอามีดจี้คอ ขวัญเสียเลย ไม่กล้าออกนอกโรงแรมอยู่พักใหญ่” พอสบายใจขึ้นเริ่มออกไปเที่ยวก็ได้เจอเพื่อนใหม่ผู้มาเที่ยวคนเดียวเหมือนกัน คุยถูกคอจึงชวนกันขึ้นรถทัวร์ออกไปเที่ยวนอกคาซาบลังกา (Casablanca) ระหว่างทางบนรถทัวร์เจอพ่อลูกชาวบ้าน น่ารักมาก ตัวพ่อชวนพี่ณัฐและเพื่อนใหม่ไปเที่ยวบ้าน สนุกสนาน ตื่นตา เพลิดเพลิน และได้สัมผัสวิถีชาวเมืองในหมู่บ้านเล็กๆ ที่แท้ทรู 

“แต่พอเราจะกลับ เจ้าของบ้านหยิบมีดมาวางหน้าประตู บอกว่าถ้าไม่ซื้อของก็ออกจากบ้านไม่ได้ พี่ร้องไห้เลยว่าทำไมคนเป็นแบบนี้ เราไม่รู้ธรรมเนียม มารู้ทีหลังด้วยว่าคนเขามีทัศนคติว่า ถ้าเป็นนักท่องเที่ยว คือคนนอกศาสนา” พี่ณัฐดูอกหักหนักมากกับโมร็อกโกครั้งแรก ประสบการณ์สัมผัสเจอความโหด Aggressive ของผู้คนในประเทศช่วงที่ความไม่ลงรอยอันเกิดจากความแตกต่างทางวัฒนธรรมและศาสนาของคนในพื้นที่ ชาวมุสลิม คาทอลิก และชนเผ่าเบดูอิน มีสูง อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้บรรยากาศในเมืองและผู้คนส่งพลังขึงตึงรุนแรงออกมา พี่ณัฐคิดว่าจะไม่มาที่นี่อีกแล้ว ถึงกับยื่นเงินโมร็อกโกปึกใหญ่ที่เหลือจากการเดินทางทั้งหมดให้คนทำความสะอาดที่สนามบินแบบตัดใจ ว่าจะไม่กลับมาใช้เงินประเทศนี้อีกแน่นอน

เวลาผ่านไปเกือบ 10 ปี พี่ณัฐกลับไปโมร็อกโกอีกครั้งพร้อมพี่ก้อย ความรู้สึกต่อโมร็อกโกคราวนี้เปลี่ยนไป เมื่อบรรยากาศต่างจากเดิมตามสภาวะสังคม “ต่อมาเขาเปิดประเทศ หน้ามือเป็นหลังมือเลย เราเองก็คิดว่าตัวเองไม่ควรเซนซิทีฟ ควรเข้าใจเขา” พี่ก้อยเล่าเสริมว่า หลงรักวัฒนธรรมอาหรับมาก กลับไปโมร็อกโกและตะวันออกกลางบ่อยที่สุด รวมทั้งแอฟริกา อเมริกาใต้ พี่ก้อยชอบถ่ายภาพคน จึงชวนพี่ณัฐดั้นด้นออกไปในหมู่บ้านอันห่างไกล ที่ชาวบ้านมีวิถีการใช้ชีวิตพิเศษเฉพาะในแบบชนเผ่าโบราณตามดินแดนต่างๆ ซึ่งก็ไม่วายเจอเรื่องผจญภัยให้ใจสั่นอยู่เนืองๆ

“พี่ชอบถ่ายคน ที่เยเมน ผู้หญิง (ในดินแดนโบราณ Hadramaut ทางใต้ของเยเมน) สวมชุดดำ ถุงมือ และหมวกทรงแหลมสูงเหมือนแม่มด มีผ้าคลุมหน้ามิดชิด เป็นแบบเฉพาะของเขา เราอยู่ในรถ พอคนรถขับผ่าน พี่ยกกล้องขึ้นมาจะถ่ายรูป เขาหยิบหินเลย และเขวี้ยงมาที่รถ หลบกันแทบไม่ทัน”

“อิหร่าน เราออกนอกเส้นทางจากในตัวเมืองไปจนเจอเมืองที่ชาวบ้านใส่หน้ากากแหลมๆ สีแดง (เป็นธรรมเนียมสืบทอดกันมาหลายร้อยปีของสตรีชาว Bandari) ขอถ่ายรูปเขาก็ไม่ให้ แต่พอออกไปเมืองเล็กๆ อีกเมือง ช่วงนั้นมีสงครามอิรัก-อิหร่าน มีการทำพิธีที่เราไม่เข้าใจว่าคืออะไร ปรากฏว่าเขาเพิ่งขุดเจอศพและส่งซากเหล่านั้นกลับมาบ้านเกิด คือเมืองที่เราไปนี้ทางเมืองกำลังพยายามต่อสู้กับรัฐบาลให้ฝังศพเหล่านั้นแบบฮีโร่ใจกลางเมือง พี่ก็อยากเข้าไปถ่ายรูป ซึ่งต้องมีผ้าคลุมหน้า เราไม่มี จู่ๆ ก็มีผู้หญิงผ่านมา ถอดผ้าคลุมหน้าให้ยืมใส่เดินเข้าไปถ่ายรูป”

พี่ณัฐกับพี่ก้อยสรุปว่า แต่ละที่ผู้คนก็มีบุคลิกลักษณะแตกต่างกันไป “เราต้องไม่ตัดสินคน ทุกแห่งในโลกนี้ ชาวบ้านน่ารักหมด แต่คนที่เกี่ยวข้องจ้องหาผลประโยชน์จากนักท่องเที่ยวจะไม่น่ารัก” อุปนิสัย ลักษณะ ของชาวเมืองย่อมมีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ ความเป็นมา และสภาวการณ์ทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองของแต่ละประเทศ 

“ซีเรียเป็นเมืองที่มีประวัติความเป็นมานับพันปี คนเขาสุภาพมาก อย่างพอเราขอถ่ายรูป เขาไม่ให้ เขาจะพูดจาปฏิเสธเราอย่างดีมาก เคยซื้อผลไม้แค่พอกิน หยิบมาแค่ 4 ลูก คนขายบอกเอาไปเลย ให้! ไม่คิดเงิน ส่วนคนจอร์แดน โมร็อกโก ที่เป็นชาวเบดูอินจะแตกต่าง กระโชกโฮกฮาก ไม่ค่อยเป็นมิตร

“ที่ผิดคาดคือกัวเตมาลา คนศิวิไลซ์มาก มีมารยาท มีน้ำใจ” พี่ๆ เล่าว่า ภาพจำชาวกัวเตมาลาที่เคยเห็นบ่อยๆ คือ ชาวบ้านอยู่ในชุดพื้นเมืองแบบดั้งเดิม ชาวพื้นเมืองที่นี่แม้แต่งกายมีลุคแนวชาวเผ่า แต่มีอุปนิสัยแตกต่างนุ่มนวลตรงข้ามกับเบดูอิน 

“เขาแต่งตัวแบบนั้นเพราะเลือกแบบนั้น มีความภูมิใจในวัฒนธรรมมายันสูง งานศิลปหัตถกรรม งานฝีมือแบบดั้งเดิม คนเขารักษาไว้ครบ ไม่ถูกโคโลไนซ์ คนกัวเตมาลา ถ้าเดินสวนกันเขาจะหลบให้เราไปก่อน ถ้าเราหลบให้เขาไปก่อน เขาจะขอบคุณทุกครั้งทุกคน ส่วนคนอินเดีย ง่ายๆ ขี้เล่นหน่อยๆ เจ้าเล่ห์นิดๆ ขำๆ เป็นแบบหนังอินเดีย คนอิหร่านมีความหยิ่งแบบพ่อค้าเปอร์เซีย เขาคิดว่าเขาขายของที่ดีที่สุดให้คุณ ไม่มีต้องมาลด 50 เปอร์เซ็นต์ ไม่ต้องต่อรองราคา คนอียิปต์ก็เจ้าเล่ห์ แต่น่ารัก ร้าย ไม่ใช่ทั้งประเทศที่เป็นแบบนั้นนะ” 

สองพี่น้องประกอบสันติสุขเล่าว่า ชอบเที่ยวแบบสำรวจพื้นที่แบบให้เวลานานๆ ชอบสัมผัสชีวิตจริงในเมืองแต่ละเมือง ตอนเริ่มเที่ยวกันใหม่ๆ ไปมาเกือบ 40 ประเทศ ก็จะเลือกประเทศทรหด การเดินทางสมบุกสมบัน ไปยาก เพราะยังมีแรงอยู่ เกรงว่าอายุมากขึ้นแล้วจะเที่ยวโหดลุยไม่ไหว 

“อยากให้คนเที่ยวกันเยอะๆ แต่ไม่ใช่ไปแบบเที่ยวจุ่ม เที่ยวฉาบฉวย อยากให้ทำความรู้จักกับแต่ละเมืองที่ไปมากขึ้น ไม่ต้องไปครบ ไปแยะ แต่ได้ Essence ของที่ที่เราไป อยากให้คนไปเห็นความสำคัญของเพื่อนร่วมโลก ออกไปเจอพวกเขา แล้วเราจะเคารพกัน”

พี่ทั้งสองบอกว่า ไปเมืองไหน เราก็ต้องเข้าใจว่าเมืองเขาเป็นอย่างไร แบบไหน ควรยอมรับทั้งวัฒนธรรมที่แตกต่าง อุปนิสัยผู้คน และสภาพของเมือง “เคยไปจอดปูร์ อินเดีย ก็ฝุ่นแยะเป็นปกติทั้งประเทศนะ เรานั่งอยู่ที่ร้านอาหาร มีผู้หญิงฝรั่งแก่โต๊ะข้างๆ นั่งบ่นด่าเรื่องฝุ่นเสียงดังมาก บ่นไม่หยุด ว่าอินเดียสกปรกมากต่างๆ” พี่ณัฐทนฟังอยู่นานรำคาญมาก เลยลุกไปบอกว่า มาดาม ถ้ายูหงุดหงิดมาก ทำไมไม่อยู่บ้านดูอินเดียจากหน้าจอทีวี ถ้ามาถึงที่แล้วก็เอนจอยไปเถอะ เมืองเขาเป็นของเขาแบบนี้ 

สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น แม้การได้ไปเห็นสภาพตามจริงอาจผิดหวัง แต่การก่นบ่นด่าไม่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงตามใจเราได้ เท่ากับเสียอารมณ์กับเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เดินทางอย่างประกอบสันติสุขคือการเดินทางเพื่อให้เกิดความ ‘เข้าใจ’ ทั้งสภาพเมืองและเจ้าของเมือง ซึ่งมันนำไปสู่ความรู้สึกใหม่ๆ ทั้งรู้สึกดี ผิดหวัง ไม่ได้ดังใจ แต่ก็มีวิวัฒน์ไปในทางที่ดีได้

“ตอนอยู่อักษร เคยเรียนงานของ เวิร์ดสเวิร์ธ (William Wordsworth) เขาเขียนบทกวีที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ นั่งลงมองสวนหลังบ้านตัวเองแล้วเขียนงานออกมา เราก็คิดว่าเวอร์จัง ไม่ซาบซึ้งเลย ธรรมชาติจะเยียวยาอะไรกัน สอดคล้องอย่างไร ไม่เข้าใจ ปรากฏว่าตอนเรียนที่อังกฤษ พ่อไปเยี่ยม ได้ไปเที่ยวบ้านเวิร์ดสเวิร์ธ ไปเห็นบ้านเขาที่ Lake District แล้วมันสวยจริงๆ สวยมาก เข้าใจแล้วว่าความงามที่มันให้แรงบันดาลใจ มันเยียวยา มันเป็นแบบนี้นี่เอง คนเราอ่านหนังสืออย่างเดียวไม่พอ หลังจากนั้นเที่ยวตะบันเลย”

02

ความสุขที่ประกอบด้วยหนังสือ  

ความรู้สึกที่ได้จากการอ่านกับประสบการณ์จริง แม้จะแตกต่าง แต่สองสิ่งก็เชื่อมโยงกัน สัมพันธ์กันแนบแน่น ความสุขในชีวิตของพี่ก้อย พี่ณัฐ มีหนังสือเป็นส่วนประกอบมาตลอดในทุกช่วงของชีวิต การอ่านกระตุ้นให้คนเราเกิดความรู้สึกอยากออกเดินทาง เมื่อออกเดินทาง หนังสือยังทำหน้าที่เป็นเพื่อนร่วมทางที่ดีด้วย แม้ไม่มีโอกาสและเวลาเดินทางไปไหน การนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่บ้านก็สามารถพาเราเดินทางไปทุกที่ที่ต้องการได้ เหล่านี้คือความเชื่อมโยงพื้นฐานของความสุขที่มาจากการอ่านและการเดินทาง

“เราสองคนชอบอ่านหนังสือ ตอนเด็กๆ พ่อทำงานไทยออยล์ ศรีราชา พี่ก้อย 10 ขวบ พี่ณัฐ 7 ขวบ พ่อเป็นประธานสโมสรที่นั่น ในสโมสรมีห้องสมุด เราแวะเข้าห้องสมุดยืมหนังสือมาอ่าน หนังสือผี หนังสือจีน บ้านเล็กในป่าใหญ่ เพชรพระอุมา ฯลฯ อ่านหมด อ่านทุกอย่าง ตอนเรียนอยู่อักษรต้องอ่านหนังสือนอกเวลาเทอมละ 4 เล่ม สมัยนั้นหนังสือภาษาอังกฤษแพงมาก ต้องซีรอกซ์ อ่านแต่หนังสือซีรอกซ์จนเรียนจบ โตขึ้นพอเห็นหนังสือจริงๆ สวยๆ ที่ตอนเด็กเราโหยหา ใจมันก็อยากได้”

พี่ณัฐเสริมว่า “บอกตรงๆ ว่าเป็นคนชอบซื้อหนังสือที่ปก ที่ภาพลักษณ์ มีเล่มหนึ่งซื้อเพราะปกสวยมาก And the Mountain Echoed (นวนิยายของนักเขียนชาวอัฟกานิสถาน Khaled Hosseini) ซื้อมาวางสวยๆ อยู่บนโต๊ะ 3 ปี ไม่ได้อ่านเลย พอจะไปบาหลีก็หยิบไปอ่าน กลายเป็นนักเขียนในดวงใจไปเลย โฮสสินีเขียนหนังสือดีมาก เก๋ โรแมนติก

“เวลาเดินทางได้อ่านหนังสือแยะ อยู่กรุงเทพฯ มีเรื่องงาน เรื่องในหัว เยอะมาก อ่านไม่เข้าหัว พวกพี่เที่ยวกัน 2 แบบ แบบแรกคือ ไปพักผ่อนจริงๆ อย่างไปบาหลี เชียงใหม่ อิตาลี เช่าวิลล่าอยู่ ไม่ทำอะไรเลย นอนอ่านหนังสือ อีกแบบคือ เที่ยวดูนู่นดูนี่” เที่ยวดูนู่นดูนี่ที่ว่า พี่ๆ ดูจะเปี่ยมอารมณ์นักสำรวจเมืองและถ่ายรูป

“พี่ก้อยชอบเก็บบรรยากาศและรายละเอียดต่างๆ ของเมืองให้ครบ เพราะนำมาใช้เขียนบทความท่องเที่ยวด้วย ส่วนพี่ณัฐชอบถ่ายรูปแบบตั้งโจทย์ ตั้งธีม เป็นคอมโพสิชันว่าไปเมืองนี้จะถ่ายคอมโพฯ นี้ และระหว่างทางพี่น้องนักสำรวจเมืองก็ซื้อหนังสือเยอะมาก

“มีร้านหนึ่งในอินเดีย ขายหนังสือภาษาอังกฤษที่ตีพิมพ์ในอินเดีย และมีหนังสือทำมือจาก South India ดีๆ แยะมาก ที่อียิปต์ก็มีร้านขายหนังสือของสำนักพิมพ์อียิปต์ดีๆ แบบนี้ ไปเปรูก็ซื้อหนังสือแยะ หอบไม่ไหวก็ส่งกลับมา ศรีลังกาก็มีร้านหนังสือดีมาก”

พี่ก้อย พี่ณัฐ ชอบหานิยาย ผลงานของนักเขียน ซึ่งเขียนเรื่องเกี่ยวกับเมืองที่พวกเขาเป็นเจ้าถิ่น เพราะอ่านแล้ว “ทำให้รู้จักแต่ละประเทศมากขึ้น ชอบงานของ มาห์ฟูซ (Naguib Mahfouz) เขียนเรื่องเมืองไคโรได้ดี มีรายละเอียดยุบยิบ ตุรกีมี ปามุก (Orhan Pamuk) ศรีลังกามี โอดาเจ (Michael Odaje)” 

นวนิยายของนักเขียนเจ้าถิ่นพวกนี้สอดแทรกเรื่องราวเชิงลึกเกี่ยวกับวัฒนธรรมต่างๆ เรื่องราวทางการเมือง ร้อยไว้ในนวนิยายอย่างสนุก รวมถึงวิถีชีวิตของชาวเมือง คนธรรมดา ชาวบ้าน อย่าง The Museum of Innocence ของปามุก แสดงเรื่องราวความรักต่างชนชั้น บทบาทของผู้หญิงในสังคมเตอร์กิชในช่วงยุค 70 ที่มีอิสตันบูลเป็นฉาก พี่ณัฐอ่าน The Museum of Innocence แล้วติดใจบางช่วงในนิยาย ก็นำมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการถ่ายรูปเซ็ตแฟชั่น มีนางแบบคือ ใหม่ ดาวิกา ลงในเว็บส่วนตัว 

“พระเอกเป็นคนแก่ไปชอบเด็กสาวต่างชนชั้นกัน สังคมตุรกีช่วงเวลาในนิยายยังคอนเซอร์เวทีฟอยู่ ความสัมพันธ์ทั้งคู่จึงต้องหลบซ่อน จนนางเอกทนไม่ไหวหนีไปแต่งงานกับคนอื่น ต่อมาพระเอกก็ตามหาจนเจอ และไปอุปถัมภ์สามีนางเอกให้ทำหนัง พอสามีออกไปทำหนังก็ไปหานางเอกที่อพาร์ตเมนต์ และทุกครั้งที่พบกันก็ขโมยของส่วนตัวผู้หญิงมาเก็บไว้ ไม่เว้นแม้แต่ก้นบุหรี่ ที่พระเอกรู้กระทั่งว่าก้นบุหรี่ที่นางเอกบี้นี้ บี้ด้วยอารมณ์ไหน เก็บก้นบุหรี่มาสามร้อยกว่าอัน ในนิยายคือต่อมาเอามาทำมิวเซียมที่เต็มไปด้วยข้าวของของนางเอก” พี่ณัฐหยิบก้นบุหรี่มา 5 แบบเพื่อถ่ายใหม่ ดาวิกา 5 อารมณ์ ส่วนเราฟังแล้วขอช้อปนิยายของปามุกมาอ่านโดยพลัน ต้องมนตร์การเลือกหนังสือของสองเจ้าของร้าน World at The Corner ไปเรียบร้อย

03

เริ่มต้นประกอบสุข : To begin, begin. – William Wordsworth

พี่ณัฐบอกว่า การทำร้านหนังสือทำให้ชีวิตสมบูรณ์ ร้านหนังสือเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงความฝันที่ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง งานหลักที่รักคือการถ่ายรูปก็ยังทำต่อไปควบคู่กัน การเริ่มต้นทำความฝันนี้ให้เป็นจริงนับว่าเป็นเรื่องราวแปลกใหม่ในอีกวงการ แต่ความรู้สึกในการเริ่มต้นกับสิ่งใหม่ๆ กลับทำให้นึกถึงความรู้สึกเดิมๆ เหมือนตอนตัดสินใจไปเรียนรู้การถ่ายภาพ

“เริ่มจากศูนย์ เราอยากทำร้านหนังสือมาเป็นสิบปีแล้ว คิดว่าขายไม่ได้ก็นั่งดู นั่งอ่านมันไป มันเป็นความสุขของเรา เป็นสิ่งที่เราชอบ รู้สึกเหมือนตอนค้นพบตัวเองว่าอยากถ่ายรูป” ซึ่งพี่ณัฐไม่มีความรู้มาก่อนเลย 

“พี่ทำตัวเหมือนตอนไปเรียนถ่ายรูป จำได้ตอนไปเรียนที่อังกฤษครูให้ไปเบิกอุปกรณ์จากห้องมืด คุณนึกสภาพเรามีความรู้เป็นศูนย์ มองไปเห็นอุปกรณ์ก็งงว่าจะเบิกอะไร ดูเพื่อนร่วมชั้นแต่ละคนเขาก็เบิกของอะไรไปใช้ไม่เหมือนกัน พอมาถึงคิวพี่ ถ้าเราทำหน้าเก๋หน้าบางก็ไม่ได้การ” พี่ณัฐจึงบอกอาจารย์ผู้คุมอุปกรณ์ไปตรงๆ ว่าไม่รู้อะไรเลย ไม่เคยเรียนถ่ายรูปมาก่อน สอนหน่อยว่าเขาต้องใช้อะไรกันบ้าง 

“อาจารย์ก็อึ้งไป คลาสที่พี่ไปเรียนคนอื่นเขาเป็นช่างภาพกันมาแล้วทุกคน แต่วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุด เราไม่ควรทำท่าฉลาด ทำท่ารู้สิ่งที่เราไม่รู้”

พี่ณัฐและพี่ก้อยเริ่มหาข้อมูลทางกูเกิลเมื่อเริ่มทำร้านหนังสือ พบว่าควรไปงานบุ๊กแฟร์ งานแรกที่ไปคือบุ๊กแฟร์ที่ปักกิ่ง “มั่วๆ ไป ก็ไปยืนงงๆ ทำไมเขามีป้ายคล้องคอเข้างานกัน ไปเอามาจากไหน พี่ก็ทำตัวเหมือนตอนเรียนถ่ายรูป ใช้ประโยคเดิม I’m gonna ask stupid question. เจอสำนักพิมพ์ใหญ่ๆ ดีๆ ทุกคนเป็นมิตรมาก สนับสนุนร้านหนังสือเล็กๆ เขาก็สอนระบบต่างๆ บางคนเป็นเอเจนต์ มีแวร์เฮาส์ที่ส่งหนังสือมาเมืองไทยได้ง่าย โชคดีเจอแต่คนอธิบาย เล่าให้เราฟัง แนะนำทุกอย่าง” จากนั้นก็ต้องมาศึกษาเรื่องระบบการทำราคา บาร์โค้ด การทำสต๊อกหนังสือ 

หลังจากนั้น พี่ณัฐ พี่ก้อย ไปเที่ยวญี่ปุ่น บังเอิญเดินไปเจอป้ายว่ามีงาน Tokyo Art Book Fair พอดี ก็เดินดุ่มเข้าไปดู ได้หนังสือแปลกน่าสนใจมาอีก ยังมีหนังสือที่ติดต่อสั่งจากร้านหรือสำนักพิมพ์โปรดที่อังกฤษ อียิปต์ และอินเดีย หนังสือที่พี่ๆ เลือกมาเราดูแล้วตื่นเต้นหนักมาก เพราะแทบไม่เคยเห็นทั้งเนื้อหา การจัดวางออกแบบรูปเล่ม ภาพประกอบ ไม่ว่าจะเป็นตำราอาหาร นวนิยาย หนังสือเด็ก สมุดภาพของนักวาดภาพประกอบพื้นถิ่นทั่วโลก หนังสือทำมือ หนังสือภาพถ่าย (แบบ Signed Copy ที่มีลายเซ็นช่างภาพก็มี) หนังสือเกี่ยวกับศิลปะ ฯลฯ ที่ล้วนแล้วทำให้เรารู้จักความเป็นเมืองแต่ละเมืองได้ดีในเชิงลึกกว่าไกด์บุ๊ก

ฝั่งตรงข้ามกับห้องที่เต็มไปด้วยหนังสือแปลกละลานตา คือห้องรวมงานหัตถกรรมทำใจละลาย งานคราฟต์ที่ทำให้เราได้กลิ่นอายจิตวิญญาณทางวัฒนธรรมท้องถิ่นเช่นเดียวกับหนังสือ ผ้ากันเปื้อนจากโมร็อกโก ตู้บรรจุผ้าปักพื้นถิ่นต่างๆ หน้ากากกัวเตมาลา รูปภาพจากอิหร่าน ผ้าปูโต๊ะเปรู งานจักสานของไทย หมอนเอธิโอเปีย และมุมจำหน่ายโปสต์การ์ดผลงานภาพถ่ายฝีมือพี่ณัฐ พี่ก้อย ที่จะทยอยคัดสรรมาพิมพ์ 

“ร้านนี้ตั้งใจว่าอยากให้คนเข้ามาแล้วได้ Essence ของสถานที่แปลกๆ มีแต่หนังสือภาษาอังกฤษเท่านั้น อยากให้คนได้ความรู้สึกผจญภัย คิดแพลนไว้หลายอย่าง ใจอยากจัดสัปดาห์นี้โมร็อกโก อีกสัปดาห์ก็อีกประเทศ แนะนำหนังสนุกๆ นักเขียน ข้าวของ และอาจจะมีบุ๊กคลับด้วย อยากให้คนที่มาร้านเอนจอยสิ่งที่เรานำเสนอ”

‘World at The Corner’ เป็นร้านหนังสือในเรือนเก่าอายุราว 120 ปี รุ่นเดียวกับบ้านพี่ณัฐ พี่ก้อย ซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน “ร้านคือบ้านเลขที่ 1 เห็นมาตั้งแต่เด็ก คุณป้าเจ้าของบ้านเป็นเพื่อนคุณแม่ เดินผ่านแวะทักกันตลอด สมัยก่อนบ้านไม่ได้มีสีสันแบบนี้ เคยมีพรรคการเมืองมาเช่าและซ่อมแซมเพื่อทำเป็นศูนย์บัญชาการเขตของพรรค เขาซ่อมดี ยกข้างล่างเรือนใส่เหล็กไว้ที่พื้น ทาสีขาวสวย แต่หลังจากนั้นกลายเป็นมีสีสันสารพัดสี มีบาร์มาเช่า 2 – 3 บาร์ และร้านอาหารเวียดนาม ผู้เช่าบางรายทาสีน้ำมัน ทาทับโฟมดำอัดเข้าไป เทปสองหน้าอีก ตอนปรับปรุงบ้านเราจ้างคนมาใช้น้ำมันค่อยๆ ลอกออก แต่ก็ไม่ได้” 

ด้านในบ้านจึงเต็มไปด้วยห้องหลากสีสันที่เรากลับคิดว่าไปกันได้ ทำให้นึกถึงวัฒนธรรมพื้นเมืองจากหลายดินแดนที่พี่ทั้งสองรักพอดี โดยเฉพาะเม็กซิโกที่เต็มไปด้วยสีสันจัดจ้าน ตามมุมห้องมีแม่พระกัวดาลูเป (Goddess Guadalupe) ที่พี่ก้อยได้มาจากเม็กซิโกในวันที่ 12 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันเฉลิมฉลอง The Day of the Virgin of Guadalupe ซึ่งพี่ก้อย พี่ณัฐ อยู่ที่นั่นพอดี ในตู้บริเวณพื้นที่ต้อนรับส่วนกลางมีงานหัตถกรรมวันหยุดสำคัญ Day of the Dead ในเม็กซิโก ที่คนในครอบครัวมารวมตัวกันรำลึกถึงญาติพี่น้องเพื่อนฝูงผู้จากไปแบบไม่เศร้าโศก แต่เฉลิมฉลองสนุกสนานมีสีสัน

ภาพหัวกะโหลกที่ใช้ในงานก็ดูมีอารมณ์ขันสนุกซ่า ของตกแต่งรูปแบบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Day of the Dead ก็เช่นกัน วัตถุบรรจุเรื่องราวทางวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ จากดินแดนต่างๆ มีให้สังเกตชมอย่างเพลิดเพลินในร้านหนังสือบรรยากาศอบอุ่นมากเสน่ห์ ที่ดึงโลกมาไว้ที่หัวมุมถนนในตรอกเล็กๆ แถบมหรรณพ พื้นที่ประกอบด้วยความสุขของคนรักหนังสือและการเดินทาง เปิดรับให้เหล่านักอ่านนักท่องโลกได้เข้ามาสัมผัสเลือกซื้อหนังสือและวัตถุเปี่ยมความหมายทางวัฒนธรรม งานฝีมือ จากดินแดนห่างไกลในวันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม 2562 

World at The Corner Bookshop บ้านเลขที่ 1 ซอยมหรรณพ 1 ร้านเปิดทำการเฉพาะศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เวลา 10.00 – 19.00 น. รายละเอียดเพิ่มเติมสอบถามได้ที่ World at the corner

Writer

พลอย จริยะเวช

เจ้าแม่ไลฟ์สไตล์และ Concept Designer มากความสามารถชื่อดัง ซึ่งเป็นทั้งนักเขียน Artist Writer นักแปล คอลัมนิสต์ และนักวาดมืออาชีพ ผู้มีผลงานออกแบบวางจำหน่ายในงานแฟร์ของตกแต่งที่ดีที่สุดในโลก

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load