สิงคโปร์มีความหนาแน่นของประชากรสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก ด้วยตัวเลข 8,000 คนต่อ 1 ตารางกิโลเมตร สูงกว่าสหรัฐอเมริกา 200 เท่า และสูงกว่าออสเตรเลียถึง 2,000 เท่า

สิงคโปร์มีพื้นที่เพื่อการเพาะปลูกเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ และต้องพึ่งพาอาหารจากต่างประเทศสูงถึง 90 เปอร์เซ็นต์ โดยนำเข้าผักและผลไม้มากถึง 631 รายการ ในช่วงวิกฤตการณ์ COVID-19 แค่มาเลเซียประกาศ Shut Down เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา อาหารในซูเปอร์มาร์เก็ตในสิงคโปร์ก็แทบจะเกลี้ยงชั้นวางในเวลาอันรวดเร็ว เพราะประชาชนกลัวว่าการนำเข้าอาหารจากมาเลเซียจะหยุดชะงักไปด้วย

Edible Garden City การกอบกู้ความมั่นคงของประเทศสิงคโปร์ในรูปแบบ ‘แปลงผัก’
Edible Garden City การกอบกู้ความมั่นคงของประเทศสิงคโปร์ในรูปแบบ ‘แปลงผัก’
ชั้นวางอาหารในซูปเปอร์มาร์เก็ตที่สิงคโปร์ วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2563 เมื่อมาเลเซียประกาศ Shut Down ภาพ : Amanda Suwanagool

บิยอร์น โลว์ (Bjorn Low) และผองเพื่อน เห็นถึงปัญหานี้มาเนิ่นนาน พวกเขาจึงพยายามกอบกู้ความมั่นคงทางอาหารของสิงคโปร์กลับคืนมาด้วยแนวคิดที่ง่ายมาก 

ถ้าเราผลิตอาหารได้เองน้อยมาก เราก็มาผลิตอาหารเพิ่มกัน (เอง) สิ

กิจการเพื่อสังคมที่ชื่อ Edible Garden City (EGC) จึงถือกำเนิดขึ้นในปี 2012 เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางอาหารให้ประเทศสิงคโปร์ผ่านการแปลงพื้นที่ต่างๆ ไม่ว่าจะอยู่บนดิน อยู่ข้างทาง อยู่บนระเบียง หรือบนดาดฟ้า ให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียวที่ไม่ได้เขียวเฉยๆ แต่ยังกินได้อีกด้วย!

อะไรทำให้ EGC กลายเป็นโครงการปลูกผักในเมืองที่ประสบความสำเร็จที่สุดแห่งหนึ่งของโลก บิยอร์น โลว์ ยินดีเล่าให้ The Cloud ฟังแบบข้ามประเทศ 

Edible Garden City การกอบกู้ความมั่นคงของประเทศสิงคโปร์ในรูปแบบ ‘แปลงผัก’
บิยอร์น โลว์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Edible Garden City

วันนั้น

ในอดีต บิยอร์น โลว์ คือชายหนุ่มผู้มีชีวิตที่ดีและราบรื่น เขาได้รับการศึกษาที่ดีในประเทศออสเตรเลีย ก่อนบินลัดฟ้าไปทำงานด้าน Digital Marketing ที่ลอนดอนกับแฟนสาว (ปัจจุบันกลายเป็นภรรยา และมีลูกน้อยที่แสนน่ารักด้วยกัน 2 คน) ทำอยู่ 7 ปี พวกเขาก็เริ่มตั้งคำถามว่า จะทำงานนี้ต่อไปอีกนานแค่ไหน ถึงแม้รายได้จะดีมาก ความเป็นอยู่ก็แสนสบาย แต่โลกน่าจะกว้างกว่านี้

ทั้งสองจึงชวนกันไปเปิดประสบการณ์ด้วยการใช้ชีวิตในฟาร์มออร์แกนิกทั้งในยุโรปและเอเชีย เช่น สเปน และญี่ปุ่น เมื่อได้สัมผัสวิถีชีวิตอีกแบบที่อยู่กับธรรมชาติ ได้ผลิตอาหารเอง ทั้งคู่ก็ตระหนักว่า เราใช้ชีวิตที่ไม่ต้องการอะไรมากได้จริงๆ และน่าจะเป็นทางออกที่ยั่งยืนให้กับชีวิต

แล้วถ้าทั้งประเทศสิงคโปร์ซึ่งไม่เคยผลิตอาหารได้เอง หันมาพึ่งตัวเองได้อย่างที่เขาทำ จะดีขนาดไหน

บิยอร์นแก้ปัญหาเรื่องข้อจำกัดด้านพื้นที่เพาะปลูกซึ่งทั้งมีน้อยและราคาแพงด้วยวิธีคิดง่ายๆ คือ ใช้พื้นที่ผืนเล็กผืนน้อยตามส่วนต่างๆ ของเมืองแล้วกัน 

Edible Garden City การกอบกู้ความมั่นคงของประเทศสิงคโปร์ในรูปแบบ ‘แปลงผัก’

บิยอร์นมีวิสัยทัศน์ที่เรียบง่ายทว่าเป็นระบบอย่างมาก นั่นคือ ‘มีฟาร์มผักอยู่ในทุกเมือง มีสวนผักอยู่ในทุกบ้าน และมีคนปลูกผักเป็นอยู่ในทุกครอบครัว’ เพียงเท่านี้ก็น่าจะช่วยลดการพึ่งพาอาหารจากคนอื่นได้มาก 

อธิบายง่ายๆ ก็คือ บิยอร์นตั้งใจย้ายฐานการผลิตผักจากเจ้าของสวนผักขนาดใหญ่มาสู่ผู้บริโภค เพื่อไม่ให้พึ่งพาอาหารจากระบบอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว และบิยอร์นก็ตระหนักถึงปัจจัยสำคัญอย่าง ’รายได้’ ของอาชีพเกษตรกร หากรายได้มาจากการขายผลิตผลอย่างเดียวคงชักหน้าไม่ถึงหลัง EGC จึงมีโมเดลการหารายได้จาก 3 ทาง คือ BUILD-GROW-TEACH ซึ่งหัวใจสำคัญของแต่ละทาง คือ พื้นที่เพาะปลูก-พันธุ์พืช-คนปลูก

BUILD

สินค้าหลักที่สร้างชื่อให้ EGC อย่างมาก คือการให้คำปรึกษาและออกแบบสวนผักในเมือง ซึ่งพวกเขาออกแบบสวนเล็กใหญ่ไปแล้วถึง 200 แห่ง ให้แก่พื้นที่หลากหลายรูปแบบและเงื่อนไข ทั้งโรงเรียน ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงานต่างๆ ไปจนถึงที่อยู่อาศัยส่วนบุคคล 

นอกจากออกแบบแล้ว ยังสอนการดูแลเพื่อสวนผักจะได้อยู่ได้อย่างยั่งยืน (ไม่ใช่สวยเฉพาะวันแรกที่ EGC มาออกแบบไว้ให้ คล้ายๆ เวลาพวกเราซื้อต้นไม้แล้ววันที่ต้นไม้สวยที่สุดคือวันที่ซื้อ) และอาจยังรวมไปถึงให้คำปรึกษาเรื่องการสร้างรายได้จากสวนผักแสนสวยนี้ 

แล้วบิยอร์นทำอย่างไรจึงทำให้มีคนใช้บริการออกแบบสวนผักในเมืองจาก EGC จนเกลื่อนเมืองถึง 200 แห่งบนพื้นที่แค่ครึ่งเดียวของกรุงเทพฯ 

Edible Garden City การกอบกู้ความมั่นคงของประเทศสิงคโปร์ในรูปแบบ ‘แปลงผัก’
สวนผักบนนดาดฟ้าห้างสรรพสินค้า Downtown Gallery

บิยอร์นเล่าให้เราฟังว่า ความท้าทายที่ทำให้อาคารหลายแห่งไม่ค่อยเปิดใจยอมรับสวนผักให้ขึ้นไปอยู่บนอาคาร มาจากภาพจำการเพาะปลูกผักแบบที่เรามักเห็นตามสื่อต่างๆ ซึ่งเป็นแปลงปลูกผักแนวยาว ปลูกผักหน้าตาเดียวกันหมด เมื่อผักโตแล้วก็ดูสวยดี แต่หลังเก็บเกี่ยวจะกลายเป็นคันดินโล่งๆ ซึ่งไม่ค่อยน่าดูและไม่เข้ากับภาพลักษณ์อาคารสวยๆ ของสิงคโปร์เอาซะเลย

แท้จริงแล้ว สวนผักตามธรรมชาติไม่ควรมีหน้าตาแบบนั้น เพราะในธรรมชาติ พืชพันธุ์แต่ละชนิดอยู่อย่างอิงอาศัยและมีวัฏจักรของมัน จึงเป็นเรื่องดีที่เจ้าของพื้นที่เองก็ต้องการได้ภาพสวนสวยๆ ที่มีการผสมผสานอย่างกลมกลืน ไม่ใช่สวนผักแบบอุตสาหกรรม

บิยอร์นจึงค่อยๆ ทำความเข้าใจพื้นที่รูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหลุมปลูกที่อยู่กับดิน หรือกระบะที่สร้างสูงขึ้น รวมไปถึงสวนแนวตั้งตามแนวผนัง เพื่อเลือกพืชผักที่มีทั้งขนาด รูปร่าง สีสัน รวมถึงระยะเวลาการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวต่างๆ กันไปมาผสมผสานไว้ในสวนเดียวกัน นอกจากจะทำให้เจ้าของสวนมีผักหลากชนิดกินผลัดเปลี่ยนกันแล้ว หน้าตาของสวนผักก็ดูกลมกลืนเข้ากับอาคารและรสนิยมคนเมืองด้วย

Edible Garden City การกอบกู้ความมั่นคงของประเทศสิงคโปร์ในรูปแบบ ‘แปลงผัก’
สวนผักในเมืองที่ Edible Garden City ออกแบบ

GROW

รายได้ของการทำสวนผัก ย่อมมาจากผลิตผลที่เพาะปลูก ฟาร์มของ EGC ปัจจุบันตั้งอยู่ย่าน Queenstown กว่าจะมีฟาร์มสวยๆ บนพื้นที่ขนาด 8,000 ตารางเมตร ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องผ่านการสื่อสารพูดคุยกับหน่วยงานภาครัฐหลายหน่วยงาน รวมทั้งทำการศึกษาถึงประโยชน์และเหตุผลที่สิงคโปร์ควรนำพื้นที่อันแสนจะมีค่ามาทำฟาร์มมากกว่านำไปทำอย่างอื่น

Edible Garden City การกอบกู้ความมั่นคงของประเทศสิงคโปร์ในรูปแบบ ‘แปลงผัก’
ด้านหน้าของ Citizen Farm

ฟาร์มหลักของ EGC มีชื่อว่า Citizen Farm นอกจากปลูกผักทั่วๆ ไปที่คนเมืองคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นผักสลัด ผักโขม เคล โหระพา มินต์ ตะไคร้ ผักชี ไปจนถึงเห็ดแล้ว EGC ยังปลูกดอกไม้กินได้แสนสวย รวมทั้งผักและสมุนไพรท้องถิ่นของสิงคโปร์ที่เคยหายไป ให้กลับมามีชีวิตบนจานอาหารของคนสิงคโปร์อีกครั้ง 

Edible Garden City การกอบกู้ความมั่นคงของประเทศสิงคโปร์ในรูปแบบ ‘แปลงผัก’
Edible Garden City การกอบกู้ความมั่นคงของประเทศสิงคโปร์ในรูปแบบ ‘แปลงผัก’

ผลผลิตในแต่ละเดือนจะนำมาขายให้ร้านอาหารชั้นนำต่างๆ โรงแรมหรู ซูเปอร์มาร์เก็ต ไปจนถึงแบรนด์เครื่องสำอาง รวมทั้งหมดแล้วกว่า 60 แห่ง และยังเปิดขายให้กับผู้บริโภคทั่วไปในรูปแบบ Citizen Box ที่อัดแน่นไปด้วยผักสดนานาชนิด ด้วยโมเดลสมัครสมาชิกระยะเวลา 12 สัปดาห์ โดยมี 2 ราคาให้เลือกคือ 30 และ 40 เหรียญสิงคโปร์ต่อสัปดาห์

Edible Garden City การกอบกู้ความมั่นคงของประเทศสิงคโปร์ในรูปแบบ ‘แปลงผัก’
Citizen Box

ส่วนสวนผักที่เจ้าของพื้นที่ดูแลเอง บิยอร์นพบว่า คนมักจะปลูกผักที่ชอบกิน ซึ่งมักเป็นผักจีนที่จะปลูกในอากาศที่เย็นกว่าสิงคโปร์ การแนะนำพืชที่ปลูกง่าย ได้กินไว จะช่วยไม่ให้ผู้ปลูกเสียกำลังใจ จึงเกิดงานหาพันธุ์พืชที่เหมาะกับอากาศสิงคโปร์ โดยบิยอร์นทำ 3 อย่างหลักๆ คือ

หาพืชทดแทน – บิยอร์นทำงานร่วมกับเชฟ เพื่อหาว่าผักที่นิยมใช้บนจานอาหารที่ต้องนำเข้ามีอะไรบ้าง เขาจะช่วยหาพืชผักใกล้เคียงที่ทดแทนกันได้และปลูกในสิงคโปร์ได้ อย่างเช่น จากที่ต้องใช้อิตาเลียนพาร์สลีย์ ก็ใช้เป็นพาร์สลีย์ของญี่ปุ่นแทน

เสาะหาผักประจำถิ่น – เนื่องจากสิงคโปร์ไม่ได้เพาะปลูกเองมากนัก ความหลากหลายของพันธุ์พืชที่ปลูกในปัจจุบันจึงไม่มากเท่าประเทศอื่นๆ บิยอร์นเลยเดินทางไปเรียนรู้แลกเปลี่ยนกับประเทศใกล้เคียง เช่น ประเทศมาเลเซีย หรือประเทศไทย เพื่อนำผักในพื้นถิ่นซึ่งโตได้ดีในแถบนี้ไปปลูก

แนะนำการกิน – เมื่อปลูกพืชพื้นถิ่นแล้ว ปัญหาต่อมาก็คือคนสิงคโปร์กินไม่เป็น จึงเป็นหน้าที่ของเชฟของร้านอาหารในเครือข่ายที่ต้องรังสรรค์เมนูจากพืชพื้นถิ่นต่างๆ และแนะนำให้คนสิงคโปร์รู้จักทั้งการปรุงและรสชาติ

Edible Garden City การกอบกู้ความมั่นคงของประเทศสิงคโปร์ในรูปแบบ ‘แปลงผัก’
อาหารจากสวนผักในเมืองฝีมือ Edible Garden City

TEACH

เมื่อมีทั้งที่ดินและพันธุ์พืชที่เหมาะสมแล้ว จิ๊กซอว์ส่วนสุดท้ายที่ท้าทายมากสุดก็คือ ‘คนปลูก’ จากกลุ่มคนเล็กๆ เพียง 4 – 5 คนในวันที่เริ่มต้น มาจนถึงวันนี้ EGC กลายเป็นครอบครัวใหญ่ขนาด 40 คน แต่ก็คงยังห่างไกล ถ้าฝันปลายทางคือความมั่นคงทางอาหารของสิงคโปร์

EGC เปิดให้มีการเยี่ยมชมสวนผัก รวมทั้งจัดเวิร์กช็อปต่างๆ เพื่อให้ความรู้การทำสวนผักแก่หน่วยงาน สถาบันการศึกษา และบุคคลทั่วไป ถึงแม้รายได้ส่วนนี้จะไม่มากนัก แต่ถ้าพูดกันถึงผลลัพธ์ปลายทางแล้ว ‘คน’ คือปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะทำให้สิงคโปร์เดินไปถึงเป้าหมายความมั่นคงทางอาหารได้สำเร็จ

Edible Garden City การกอบกู้ความมั่นคงของประเทศสิงคโปร์ในรูปแบบ ‘แปลงผัก’

ที่มากไปกว่านั้น หลังจากทำ EGC ได้ 4 ปีด้วยแนวคิดพลิกฟื้นพื้นที่ที่ถูกทิ้งให้เปล่าประโยชน์ (Under-utilized Land) ให้กลายเป็นสวนผัก ECG ก็ก้าวขึ้นมาอีกขั้น ด้วยการใช้ศักยภาพของประชากรบางกลุ่มที่ยังไม่ถูกนำมาใช้เต็มศักยภาพ (Under-utilized Human) จึงเกิดความร่วมมือกับหลายที่ในการใช้ศักยภาพของกลุ่มคนพิเศษต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนออทิสติก ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วย ให้มีทักษะการปลูกผัก ซึ่งไม่เพียงทำให้สวนผักมีผู้ดูแลเท่านั้น แต่ยังสร้างความสุขให้กับคนกลุ่มนี้ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

Edible Garden City การกอบกู้ความมั่นคงของประเทศสิงคโปร์ในรูปแบบ ‘แปลงผัก’
ผู้สูงอายุได้มีส่วนร่วมในการดูแลสวนผัก

วันนี้

ตลอดเกือบ 8 ปีที่ผ่านมา EGC นับเป็นหนึ่งในกิจการเพื่อสังคมที่ประสบความสำเร็จอย่างเป็นที่ยอมรับ เมื่อถามถึงผลกระทบทางสังคม (Social Impact) ที่ EGC ได้ส่งมอบให้สังคมว่ามีอะไรบ้าง บิยอร์นตอบอย่างน่ารักน่าชังว่า

“สิ่งแรกเลย ตอนนี้พวกเรามีความมั่นคงทางอาหารของเราเอง เราผลิตผักเพียงพอต่อการกินของพวกเราเอง ” ซึ่งเราขอเติมด้วยว่า สวนผักต่างๆ ทั่วเกาะสิงคโปร์ที่เป็นผลงานของ EGC คงเป็นที่พึ่งทางอาหารให้กับคนส่วนหนึ่งได้ไม่มากก็น้อยในยามยากเช่นนี้

Edible Garden City การกอบกู้ความมั่นคงของประเทศสิงคโปร์ในรูปแบบ ‘แปลงผัก’
ส่วนหนึ่งของทีม Edible Garden City ปัจจุบัน

แต่ถ้าพูดถึงผลกระทบที่มีผลในวงกว้างกว่านั้น บิยอร์นไม่ได้กล่าวถึงรายได้ของ EGC เลยตลอดการสนทนา และไม่ได้อ้างถึงจำนวนตัวเลขสวนผัก 200 แห่งที่ EGC ได้ออกแบบอยู่ทั่วเกาะสิงคโปร์ แต่บิยอร์นพูดถึงตัวปลดล็อกที่สำคัญ นั่นคือการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายเรื่องการใช้ที่ดินในสิงคโปร์ได้สำเร็จ 

พวกเขาค่อยๆ ได้รับอนุญาตจากรัฐให้ใช้พื้นที่ต่างๆ เพื่อการเพาะปลูกได้ ซึ่งกว่าจะเกิดขึ้นก็ไม่ง่าย ต้องอาศัยการยืนระยะและการยืนหยัดในความเชื่อ รวมถึงผลที่ออกมาดีในทุกโครงการที่ทำ ทำให้ภาครัฐเริ่มมีมุมมองที่ดีต่อสวนผักในเมือง ที่ดินอื่นๆ ที่บิยอร์นอยากนำมาใช้ประโยชน์ในอนาคต อย่างเช่น พื้นที่ชั้นใต้ดิน พื้นที่ใต้สะพาน พื้นที่ลาดจอดรถ หรือถ้าเป็นพื้นที่ใหญ่ๆ ในที่ทำการของรัฐหรือในโรงพยาบาล ก็จะเพิ่มพื้นที่การเพาะปลูกให้กับสิงคโปร์ได้มาก

บิยอร์นยังตบท้ายอย่างถ่อมตัวว่า ที่ EGC มาได้ไกลขนาดนี้นั้นเป็นเรื่องของการอยู่ถูกที่ ถูกเวลา และถูกบริบท มากกว่าความสามารถส่วนตัวของ EGC เพียงอย่างเดียว 

วันหน้า

ผลจากการพยายามขับเคลื่อนประเด็นความมั่นคงทางอาหารของทุกภาคส่วน ทำให้เมื่อปีที่แล้ว สิงคโปร์ได้ประกาศเป้าหมายของประเทศที่มีชื่อว่า 30 by 30นั่นคือเป้าหมายที่จะผลิตอาหารได้เองจาก 10 เปอร์เซ็นต์ เป็น 30 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2030 หรือในระยะเวลา 10 ปีต่อจากนี้ ดูจะเป็นเป้าหมายที่ต้องใช้ความพยายามจากทุกฝ่ายอย่างจริงจัง และบิยอร์นคงดีใจไม่น้อยกว่าใครหากวันนั้นของสิงคโปร์มาถึง 

แต่บิยอร์นบอกกับเราว่า ไม่สำคัญหรอกว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าสิงคโปร์จะผลิตอาหารได้เท่าไหร่ เป้าหมายสำหรับเขาในตอนนี้ ขอเพียงคนสิงคโปร์หันมาสนับสนุนผลิตผลในประเทศก็นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากแล้ว เนื่องจากผลิตผลที่ผลิตในสิงคโปร์มีราคาแพงว่าผลิตผลนำเข้า จากต้นทุนที่สูงกว่าในทุกๆ ด้าน 

Edible Garden City การกอบกู้ความมั่นคงของประเทศสิงคโปร์ในรูปแบบ ‘แปลงผัก’

เป้าหมายที่ EGC จะพยายามทำให้มากขึ้นหลังจากนี้ คือการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและนำเทคโนโลยีทางการเกษตรเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ การได้ทำงานร่วมกับพื้นที่และกลุ่มคนหลายๆ แบบ ทำให้ EGC มาไกลจากความตั้งใจแรกมากทีเดียว 

Edible Garden City การกอบกู้ความมั่นคงของประเทศสิงคโปร์ในรูปแบบ ‘แปลงผัก’
เวิร์กช็อปที่ตั้งใจให้คนใกล้ชิดผักมากขึ้นและเป็นจุดสร้างความเชื่อมโยงของคนในชุมชน

จากที่ต้องการให้สิงคโปร์ใช้พื้นที่ว่างให้กลายเป็นที่เพาะปลูก ผลพลอยได้คือสร้างอาหารที่ปลอดภัยให้ผู้บริโภค สุขภาพที่ดีก็ตามมา ผู้บริโภคเองก็เริ่มเห็นคุณค่าของพืชผักจากการได้เป็นคนดูแลเอง และทำให้บริโภคอย่างรับผิดชอบมากขึ้น การพยายามออกแบบสวนที่มีผักที่โตได้จริงในสภาพอากาศเมืองร้อน นำมาซึ่งการคืนชีพของผักพื้นบ้านต่างๆ ของสิงคโปร์ให้กลับมามีชีวิตบนจานอาหารอีกครั้ง ได้ทำให้เชฟขยายศักยภาพใช้ผักชนิดใหม่ๆ บนจานอาหาร รวมไปถึงการสร้างทักษะการเพาะปลูกให้กับเด็กๆ ไปจนถึงผู้สูงอายุ (เขาเล่าด้วยว่า ตอนนี้โรงเรียนบางแห่งเริ่มใส่กิจกรรมปลูกผักเข้าไปในหลักสูตรแล้ว) 

เมื่อขอให้ช่วยแนะนำอะไรให้กับคนไทยเรื่องการทำสวนผักในเมือง เป็นอีกครั้งที่บิยอร์นตอบแบบไม่อวดตัวว่า ประเทศไทยมีต้นทุนที่ดีกว่าสิงคโปร์มาก ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ที่เหลือเฟือกว่ามาก รวมทั้งความรุ่มรวยของชนิดพืชผักที่มีความหลากหลายตามความหลายหลากของภูมิประเทศบ้านเรา แต่ที่ดูจะเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุด ก็คือองค์ความรู้และภูมิปัญญาด้านเกษตรกรรมที่สั่งสม สืบทอด และต่อยอดกันมาหลายรุ่น ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่สิงคโปร์… ไม่มี

หากสมการความสำเร็จสวนผักในเมืองตามสูตรของ EGC มีแค่ 3 ตัวแปรง่ายๆ คือ ดิน ผัก และคน บิยอร์นเริ่มต้นจากประเด็นความไม่มั่นคงทางอาหารที่เกิดจากการขาดแคลนพื้นที่ เมื่อได้ที่มาแล้ว จึงต้องออกตามหาและรวบรวมพันธุ์พืช เมื่อได้พืชที่เหมาะสม ก็ต้องสร้างมุมมองและทักษะการปลูกพืชให้กับคน เป็นงาน 3 ลำดับที่กว่าจะสร้างได้ครบต้องใช้เวลาและความพยายามไม่น้อย

Edible Garden City การกอบกู้ความมั่นคงของประเทศสิงคโปร์ในรูปแบบ ‘แปลงผัก’
เด็กสิงคโปร์รุ่นปัจจุบันที่ได้รับการสอนทักษะการปลูกผัก

ประเทศไทยดูจะมีแต้มต่อถึงสองแต้ม นั่นคือเรามีทั้งดินและชนิดของผักที่ออกจะรุ่มรวยไม่แพ้ชาติใดในโลก ขาดก็แต่ตัวแปรสุดท้ายนั่นคือ ‘คน’ ที่มีใจและทักษะในการปลูกผักที่จะช่วยแปรสินทรัพย์ที่มีเป็นความมั่นคงทางอาหาร ที่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น (อย่างเช่นในช่วงนี้) เราก็อุ่นใจได้ว่าจะมีอาหารสำรับน้อยๆ ที่พอจะเก็บเกี่ยวได้ในบ้านเราเอง คงน่าเบื่อแย่ถ้าจะทานแต่ถั่วงอกที่คุณครูสอนปลูกเมื่อชั้นประถม

รู้หรือไม่

ประเทศสิงคโปร์ที่ผลิตอาหารเองแทบไม่ได้เลยนั้น มีปริมาณการบริโภคผักผลไม้ของประชากรต่อหัวอยู่ที่ 96 กิโลกรัมต่อคนต่อปี (2018) ในขณะที่คนไทยบริโภคผักผลไม้อยู่ที่ประมาณ 40 กิโลกรัมต่อคนต่อปี (2017)

ภาพ : Edible Garden City


อ้างอิง

www.ediblegardencity.com/

ourworldindata.org/most-densely-populated-countries

ourworldindata.org/grapher/vegetable-consumption

www.sfa.gov.sg/

www.aseantoday.com/2019/03/30-by-30-boosting-food-security-in-land-scarce-singapore/

journals.openedition.org/factsreports

www.statista.com/statistics/1038310/per-capita-leafy-vegetable-consumption-singapore/

Writer

สุธาสินา เชาวน์เลิศเสรี

นักกลยุทธ์การตลาดที่มีความสนใจเรื่อง Healthcare ผู้ไม่ถนัดขายของ แต่ถนัดชวนมองว่าสังคมแบบไหนที่เราจะสร้างขึ้นจากสินค้าและบริการของเรา

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

09.00 – 10.00 น. บัวบานทั้งปางอุบล 

นัดครั้งนี้สำคัญมาก ไปสายไม่ได้เด็ดขาด 

หิว-คมกฤช ชูเกียรติมั่น และ พราว-น.ต.หญิง ปริมลาภ ชูเกียรติมั่น ย้ำว่าต้องไปพบกันที่ ‘ปางอุบล’ 9 โมง ไม่เกิน 10 โมงเช้า เพราะเป็นช่วงเวลาที่บัวบานกลางวันเริ่มบาน และบัวบานกลางคืนยังไม่หุบ จึงเห็นทั้ง 2 ชนิดบานพร้อมกันได้

พอเดินเข้ารั้ว ทักทายคู่สามีภรรยาเจ้าของบ้านและสวนบัวปางอุบลได้ไม่กี่คำ ทั้งสองก็รีบพาไปดูบัว เพราะห่วงว่าบัวบานกลางคืนบางดอกจะหุบเสียก่อน

ภาพบัวบานเต็มอ่างทำให้เข้าใจเสียทีว่า ทำไมความงามของหญิงสาวในวรรณคดีมักถูกเปรียบเปรยกับความสวยของพืชชนิดนี้ และทำไมบัวจึงไปโผล่ในจินตภาพของศิลปินไทยและศิลปินระดับโลกมากมาย ไม่อยากเชื่อว่าไม่ไกลจากรุงเทพฯ มีสถานที่อนุรักษ์บัวหลากหลายสายพันธุ์เสมือนเป็นพิพิธภัณฑ์อย่างที่นี่

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้

แต่ดูเหมือนคนที่มีความสุขที่สุดที่ทำให้เราไม่พลาดช่วงเวลาพิเศษนี้คือหิวและพราว เพราะนี่คือช่วงเวลาที่บัวทุกดอกซึ่งเขาและเธออุทิศความรักให้เบ่งบาน 

มาดามดูบัวและลุงบัว 

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้
บัวผัน ชื่อ จุลโกเมน

ก่อนที่จะนั่งลงคุยกัน หิวขอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าล้างตัวเสียก่อน เพราะเขาใช้เวลาที่ตื่นก่อนบัวกลางวันจะบานไปกับการดูแลบัว และเพิ่งก้าวออกจากบ่อก็ตอนที่เราไปถึง ทุกเช้าเขาและพราวจะเดินรอบปางอุบลเพื่อสำรวจสุขภาพของบัว คอยใส่ปุ๋ยและคอยเด็ดดอกเด็ดใบที่โรยตามบ่อต่าง ๆ 

“ทำไปทำมาก็หมดวันแล้ว” 

หิว-คมกฤช ชูเกียรติมั่น และ พราว-น.ต.หญิง ปริมลาภ ชูเกียรติมั่น เจ้าของ ‘ปางอุบล’

สิ่งที่หิวพูดไม่น่าแปลกใจเลย เพราะเมื่อเทียบอัตราส่วนของพื้นที่ขนาด 3,200 ตารางเมตร และบัวอีกกว่า 650 พันธุ์ ต่อกำลังพลของสองสามีภรรยา ทำอย่างไรก็คงดูแลไม่หมดในวันเดียว เป็นเรื่องไม่ง่ายเลยที่ภาคเอกชน ซึ่งไม่ได้มีกำลังพลหรือกำลังทรัพย์อย่างหน่วยงานรัฐจะอนุรักษ์และเพาะพันธุ์บัวด้วยกำลังของตัวเองได้ จนเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ ในประเทศและต่างประเทศ

แต่สิ่งที่ทำให้แปลกใจคือ เขาพูดประโยคดังกล่าวด้วยรอยยิ้ม 

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้
บัวผัน-เผื่อน กลุ่มบัวแคระและบัวบอนไซที่กำลังพัฒนาอยู่

สำหรับหิวและพราว ความเหนื่อยกายคุ้มค่ากับการที่ได้ดูแลบัวทุกดอกในปางอุบลอย่างใกล้ชิด จุดประสงค์ของที่นี่คือการอนุรักษ์พันธุ์บัวดั้งเดิม ซึ่งความละเอียดในทุกขั้นตอนการดูแลเป็นหลักสำคัญในการป้องกันการกลายพันธุ์ของสายพันธุ์บัว 

“เราเลือกดูแลบัวในพื้นที่บ้านของเรา เพราะเราควบคุมสภาพแวดล้อมได้ระดับหนึ่ง และตื่นเช้ามาก็ลงมาดูแลเขาได้ทันที” 

หิวจึงมักบอกคนรู้จักว่า พวกเขาควรจะเปลี่ยนชื่อเป็น ‘มาดามดูบัว’ และ ‘ลุงบัว’ คู่รักอนุรักษ์พันธุ์บัวแห่งปางอุบล เนื่องจากสมัครใจใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการดูแลราชินีแห่งไม้น้ำ

หิว-คมกฤช ชูเกียรติมั่น และ พราว-น.ต.หญิง ปริมลาภ ชูเกียรติมั่น เจ้าของ ‘ปางอุบล’

หิวสารภาพว่าตัวเองไม่เคยนึกไม่เคยฝันเลยว่า วันหนึ่งเขาจะกลายเป็นลุงบัวแห่งปางอุบลที่อยู่เพื่อบัวเหมือนทุกวันนี้ 

“สมัยก่อนเราไม่รู้หรอกว่าบัวมีสายพันธุ์อะไรบ้าง เพราะไม่เคยเป็นเรื่องที่เราสนใจ”

ก่อนหน้านี้เขาเป็นเด็กสถาปัตย์จุฬาฯ ผู้รู้จักแต่บัวไหว้พระ และไม่เคยรู้ว่าบัวมีสีอื่นนอกจากชมพู ขาว และแดง 

เขาเริ่มรู้จักเพิ่มขึ้นก็ตอนที่ได้พบกับพราว ซึ่งเป็นรุ่นน้องที่คณะ

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้
บัวสายหรือบัวกินสาย ชื่อ ปภัสราทร

“พอดีตอนนั้นคิดอยากลองเลี้ยงไม้น้ำ ก็เลยนึกถึงบัวขึ้นมา พราวเลยพามาที่ปางอุบลเพื่อหาดอกบัวไปปลูก” 

เจ้าของปางอุบลในตอนนั้นคือพ่อของพราว หรือ ดร.เสริมลาภ วสุวัต นักเกษตรศาสตร์ผู้มีคุณูปการต่อวงการยางพาราของไทย กระทั่งได้รับเลือกเป็นปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ประจำ พ.ศ. 2555 และผู้เชี่ยวชาญด้านพรรณไม้ประเภทบัวคนแรกของประเทศ โดยก่อตั้งปางอุบลขึ้นใน พ.ศ. 2512 เพื่อให้เป็นสถานที่อนุรักษ์และศึกษาพันธุ์บัว 

“พอมาที่ปางอุบลก็ตกใจ ไม่เคยเห็นบัวหลากหลายขนาดนี้มาก่อน” เป็นครั้งแรกในชีวิตที่หิวได้เห็นบัวหลวงไหว้พระขนาดสูงเกือบพ้นหัวคน บัวที่มีกลีบดอกหนาแข็งเหมือนหล่อจากเทียนไข และได้รู้ว่ามีบัวสายพันธุ์บานกลางคืน และสายพันธุ์ต่างประเทศด้วย

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้
ถ่ายรูปกับบัวหลวงพระราชินีที่แหล่งดั้งเดิม ซึ่งปางอุบลยังปลูกอนุรักษ์ไว้

ความประทับใจครั้งนั้นก่อให้เกิดความใคร่สงสัยในเรื่องบัว เมื่อเริ่มศึกษาก็เริ่มเข้าใจ เมื่อเข้าใจก็เริ่มสนิทสนม รู้ตัวอีกทีก็ตกหลุมรักพืชชนิดนี้เสียแล้ว 

เรามองเหล่าบัวนานาพันธุ์ที่รายล้อมอยู่รอบตัว สีสันและรูปร่างหลายดอกไม่เคยเห็นในภาพวาดหรือหนังสือเล่มไหนมาก่อน 

มีอะไรเกี่ยวกับบัวอีกมากที่ไม่รู้ และคำตอบอยู่ที่ปางอุบล

เดินชมบัว 

ในพื้นที่ของปางอุบลมีบ่อปลูกบัวหลายขนาด ตั้งแต่ที่เล็กและตื้นพอดีสำหรับการปลูกบัวจิ๋ว ไปจนกว้างและใหญ่พอดีสำหรับปลูกบัวขนาดใหญ่ เช่น บัวยักษ์ออสเตรเลียและบัวกระด้ง เหมือนเป็นการจำลองสภาพแวดล้อมลักษณะต่าง ๆ ไว้ในพื้นที่ 2 ไร่ 

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้

“เราตั้งใจให้ที่นี่เป็นสถานที่ทดลองปลูกเลี้ยง เราเลยขุดบ่อบัวให้มีระดับต่างกัน มีความลึกตั้งแต่ 60 เซนติเมตรจนถึงเกือบ 2 เมตร เพื่อจะได้รู้ว่าพันธุ์ไหนเติบโตดีในลักษณะสภาพแวดล้อมแบบไหน” 

เราเดินถึงบ่อบัวทุกบ่อได้โดยทางเท้า ซึ่งหิวและพราวงัดวิชาสถาปนิกมาออกแบบตามหลัก Universal Design 

“เราอยากให้ที่นี่เป็นพื้นที่เรียนรู้สำหรับทุกคน เลยออกแบบทางเดินให้ผู้สูงอายุที่ต้องนั่งวีลแชร์ใช้สะดวก เดินเท้าก็สบาย ถึงเข้าหน้าฝนก็ยังเดินชมบัวได้ปลอดภัย” 

หิว-คมกฤช ชูเกียรติมั่น และ พราว-น.ต.หญิง ปริมลาภ ชูเกียรติมั่น เจ้าของ ‘ปางอุบล’

รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ออกแบบโดยคำนึงถึงผู้ที่มาเยี่ยมปางอุบลเป็นหลัก แม้แต่อ่างล้างหน้าล้างมือ ก็กำหนดระดับให้ทั้งเด็กและคนนั่งรถเข็นที่มาปลูกบัวใช้ได้ทุกคน 

พราวบอกว่าการเปิดบ้านให้คนทั่วไปเข้ามาศึกษาเรื่องบัวเป็นความตั้งใจของคุณพ่อของเธอตั้งแต่ต้น เพราะ ดร.เสริมลาภ เป็นทั้งนักวิชาการและอาจารย์ผู้รักการสอน 

“คุณพ่อบอกว่าอยากให้คนเข้าใจเรื่องบัวจริง ๆ เพราะถ้าเข้าใจก็จะปลูกได้ดี พอปลูกได้ดีก็จะมีความสุข” ไม่ว่าจะมีต้นทุนความรู้เรื่องบัวมากน้อยแค่ไหน บ้านปางอุบลก็ยินดีต้อนรับ 

สำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นฐานเรื่องบัวเลย ทั้งสองจะเริ่มจากการอธิบายให้เข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างคำว่า Waterlily กับ Lotus หรือ อุบลชาติกับปทุมชาติก่อน 

บัวที่ก้านอ่อนและใบอยู่ปริ่มน้ำ คือ Waterlily หรือที่คนไทยเรียก อุบลชาติ 

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้

ส่วนบัวที่ก้านแข็งและใบชูเหนือน้ำ คือ Lotus หรือที่คนไทยเรียก ปทุมชาติ

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้

หลังจากที่เข้าใจหลักการดังกล่าวแล้ว เราก็ไม่สามารถมองบัวโดยไม่แยกแยะว่าเป็นอุบลชาติหรือ ปทุมชาติได้อีกเลย

ทั้งคู่ย้ำว่า หัวใจสำคัญของการให้ความรู้และคำปรึกษาของที่นี่คือการใช้ศัพท์ชาวบ้านที่ใครฟังก็เข้าใจ เพื่อตอบปัญหาคลาสสิกซึ่งผู้หัดเลี้ยงบัวมักจะเจอ 

บัวไม่ออกดอกเลย ทำไงดี!

บัวส่วนใหญ่ต้องการแดดค่อนข้างมาก มีบางพันธุ์เท่านั้นที่ปลูกในที่รำไรได้ เพราะฉะนั้น ท่องไว้ ไม่มีแดด ไม่มีดอก” หิวแนะนำ ถ้าเมื่อไหร่ปลูกบัวในที่ร่ม จะได้บัวต่างประเทศทันที คือ ‘บัว ดู ใบ’ เพราะจะมีแต่ใบให้ดู

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้
บัวผัน ชื่อ สโมคกรีน

อีกคำถามที่เจอบ่อย คือ ‘ต้องให้ปุ๋ยบ่อยแค่ไหน’

เขาบอกว่าวิธีจำกันลืม คือ “วันไหนหวยออก วันนั้นให้ปุ๋ย” ให้จำอย่างนี้จะลืมลงได้อย่างไร

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงการให้คำแนะนำพื้นฐานอย่างคร่าวเท่านั้น จริง ๆ แล้วสาเหตุที่ทำให้บัวไม่งามเป็นไปได้หลายปัจจัย เพราะฉะนั้น ‘การรับฟัง’ ปัญหาของผู้ปลูกบัวเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด 

“บางกรณี เราแนะนำให้เขาทำทุกวิถีทางแล้วบัวก็ยังไม่งาม เขาก็กลุ้มใจเพราะตัวเองก็ดูแลด้วยความใส่ใจทุกวัน สุดท้ายเขาพูดขึ้นมาแบบไม่ได้ตั้งใจว่า ยกบัวขึ้นมาเพื่อขัดตะไคร่ที่บ่อเป็นประจำเพราะกลัวตะไคร่จับ นั่นแหละที่ทำให้บัวตกใจ เราถึงได้รู้สาเหตุว่าทำไมบัวไม่งาม”

เพราะฉะนั้น ใครกำลังกังวลใจเกี่ยวกับบัวที่บ้าน สามารถต่อสายตรงมาที่ปางอุบล หรือจะมาปรึกษาด้วยตนเองก็ได้เหมือนกัน มาดามดูบัวและลุงบัวพร้อมตอบแต่ละคำถามจนกว่าผู้เลี้ยงจะสบายใจ

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้

การเรียนของที่นี่ไม่ใช่แค่ผู้มาศึกษาที่ได้รู้เพิ่ม แต่ผู้สอนก็มักจะได้วิธีการคิดแบบใหม่จากผู้มาเรียนเช่นกัน 

“มีอยู่วันหนึ่ง เด็ก ๆ มาเรียนรู้” หิวเล่าถึงเหตุการณ์น่าจดจำระหว่างเขาและนักศึกษารุ่นจิ๋ว “ก็เริ่มด้วยการอธิบายวิธีแยกบัวบานกลางวันกับบัวบานกลางคืนเพียงแค่ดูที่ใบให้ฟัง”

 “บัวบานกลางคืน ขอบใบเป็นจักรแหลม เว้าห่างค่อนข้างเท่ากันนะ” หิวชี้ให้เด็ก ๆ สังเกต 

“หนูรู้แล้ว!” เด็กคนหนึ่งยกมือ “ลุงเอากรรไกรตัดเล็บมาตัดขอบบัวใช่มั้ย ขอบถึงเว้าเป็นจักรแบบนี้”

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา บัวบานกลางคืนคือบัวที่ใบโดนกรรไกรตัดเล็บเล็ม กลายเป็นวิธีการจำแนกสายพันธุ์บัวแบบใหม่ของปางอุบล

“เวลาแขกไปใครมาเราก็สนุกไปด้วย” การได้เรียนรู้ไปพร้อม ๆ กันกับผู้มาศึกษาเป็นความสุขอย่างหนึ่งของพราว 

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้
บัวบา ดอกขาว แม้เป็นคนละตระกูลกับบัว แต่เมื่อเรียกชื่อว่าบัว ปางอุบลก็นำมาปลูกเลี้ยงไว้

นั่งมองบัว 

Sanctuary (n.) = สถานที่คุ้มภัย, สถานที่ศักดิ์สิทธิ์

‘Sanctuary’ เป็นคำที่ผุดขึ้นมาในหัวหลังจากเดินชมปางอุบลในตอนเช้า เพราะที่นี่ดูแลรักษาเหล่าอุบลชาติและปทุมชาติด้วยความเชี่ยวชาญและเอาใจใส่ ที่สำคัญ ปางอุบลไม่ได้ใช้กลยุทธ์เดียวในการอนุรักษ์พันธุ์บัว พวกเขาทั้งวิจัย เพาะพันธุ์ ให้ความรู้ และเน้นสร้างความผูกพันระหว่างคนกับบัวผ่านกิจกรรมสบาย ๆ โดยเมื่อไม่นานมานี้ ทั้งสองเพิ่งจะจัดกิจกรรม ‘ชมบัว วาดบัว ชิมบัว’ เชิญชวนคนมาวาดสีน้ำที่ปางอุบล

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้
บัวฝรั่งสัญชาติไทย ชื่อ สยามพีช

แสงธรรมชาติสาดส่องเข้ามาพอให้เหล่าผู้เข้าร่วมกิจกรรม เห็นสีบนกระดาษของตัวเองไม่ผิดเพี้ยน แต่ละคนกระจายตัวกันนั่งตามมุมต่าง ๆ ของปางอุบล แล้วลงมือร่างบัวที่อยู่ตรงหน้าตามที่ตาเห็น ชาบัวสดอุ่น ๆ ที่มาดามดูบัวและลุงบัวชงให้จิบระหว่างการวาดรูป ทำให้ได้สัมผัสความสวยงามของบัวจากไอหอมซึ่งระเหยจากถ้วยชา

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้
บัวฝรั่งลูกผสม อยู่ระหว่างคัดเลือก

เมื่อวาดเสร็จ ต่างคนต่างนำภาพวาดของตัวเองมาแลกเปลี่ยนเพื่อเรียนรู้และเป็นแรงบันดาลใจของกันและกัน รูปที่สมบูรณ์คือผลลัพธุ์ของการใช้เวลา 3 ชั่วโมงครึ่ง ตั้งแต่ 9.00 – 12.30 น. ของวันหยุด อยู่กับกระดาษ บัว และตัวเอง 

นอกจากจะเป็นสถานที่คุ้มภัยของเหล่าบัวแล้ว ดูเหมือนว่าปางอุบลจะเป็นสถานที่พักเหนื่อยจากการใช้ชีวิตปกติให้คนด้วยเช่นกัน 

ปางอุบล พิพิธภัณฑ์บัวหายากกว่า 650 พันธุ์ ทั้งขายและพร้อมให้ความรู้
บัวผัน ชื่อ ศรีสมบูรณ์

หายใจเป็นบัว 

นอกเหนือจากการแบ่งปันความรู้เรื่องบัวภายในพื้นที่ปางอุบล ทั้งคู่ยังกลั่นกรองประสบการณ์การศึกษาบัวเป็นสิบ ๆ ปีออกมาเป็นหนังสือเล่มล่าสุด ชื่อ ‘บัวสัญชาติไทยในปางอุบล’ ซึ่งเป็นหนังสือ 2 ภาษา (ไทย-อังกฤษ) เกี่ยวกับบัวเล่มแรกที่เขียนโดยคนไทย มีภาพประกอบและความรู้เกี่ยวกับบัวละเอียดยิบถึงชื่อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ด้วยความที่อยากให้บัวไทยเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติ 

ในระยะ 10 กว่าปีที่ผ่านมา มีการติดต่อจากเกาหลี ญี่ปุ่น จีน อเมริกา และประเทศอื่น ๆ ที่ต้องการนำบัวพันธุ์แท้จากปางอุบลไปศึกษาและเพาะพันธุ์อยู่เสมอ

ครั้งหนึ่ง ไม่กี่วันหลังจากมีการผ่อนคลายมาตรการเดินทางระหว่างประเทศ มีคนสิงคโปร์ติดต่อเข้ามาขอดูบัว หิวพบทีหลังว่า “เป็นคนดูแลสวนพฤษกศาสตร์ของสิงคโปร์ มาขอซื้อบัวไปปลูกที่นั่น” 

ปางอุบล สวนและพิพิธภัณฑ์บัวหายากย่านนนทบุรีของมาดามบัวและลุงดูบัว ที่มาชมได้ ซื้อได้ และเรียนรู้ได้
บัวยักษ์ออสเตรเลีย ข้ามสกุลย่อย (ISG) ชื่อ เอส.กาย

การที่ชาวต่างชาติเริ่มหันมาสนใจบัวไทย ถือเป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจ แต่คงจะชื่นใจยิ่งกว่าถ้าหากคนไทยเห็นคุณค่าบัวของตัวเอง 

“คนชอบเอาบัวต่างถิ่นมาปลูกเพราะเห็นว่าบัวพื้นถิ่นไม่สวย” นี่เป็นประเด็นซึ่งนักอนุรักษ์ทั้งสองกังวลใจ ทั้งหิวและพราวจึงตื่นเต้นมากเมื่อเริ่มเห็นว่ามุมมองเช่นนี้กำลังจะเปลี่ยนไป 

“เราดีใจมากเลยตอนที่มีกลุ่มเยาวชนเชิญเราสองคนไปให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการดูแลบัวหลวงพระราชินี ซึ่งเป็นบัวพันธุ์พื้นถิ่นของบึงหนองจอก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เพราะทำให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่เริ่มหันมาให้ความสนใจการอนุรักษ์พันธุ์บัวท้องถิ่นแล้ว”

ปางอุบล สวนและพิพิธภัณฑ์บัวหายากย่านนนทบุรีของมาดามบัวและลุงดูบัว ที่มาชมได้ ซื้อได้ และเรียนรู้ได้
บัวสายหรือบัวกินสาย ชื่อ ทับทิมธารา

บัวผูกพันกับคนไทยมายาวนาน ซึ่งความผูกพันดังกล่าวมีหลักฐานให้เห็นตั้งแต่สมัยสุโขทัย “ในไตรภูมิพระร่วง หรือวรรณคดีไทย มีการเปรียบเปรยถึงดอกบัวเสมอ” หิวหยิบยกตัวอย่างให้เราเห็นภาพ

แต่ถึงปลดความสลักสำคัญทางประวัติศาสตร์ของบัวออก แล้วมองว่าเป็นไม้น้ำธรรมดาชนิดหนึ่ง พราวและหิวก็ยังเห็นว่าจะต้องอนุรักษ์ เพราะตอนนี้บัวเป็นส่วนสำคัญของชีวิต ถึงขั้นที่ทั้งคู่ยอมรับเองว่า “หายใจเป็นบัว” 

ปางอุบล สวนและพิพิธภัณฑ์บัวหายากย่านนนทบุรีของมาดามบัวและลุงดูบัว ที่มาชมได้ ซื้อได้ และเรียนรู้ได้
บัวผัน-เผื่อน ชื่อ นางกวักขาว

เวลาตื่นก็ตื่นตามเวลาบัว ทำกับข้าวก็พยายามสรรหาวิธีนำบัวมาใช้เป็นวัตถุดิบ ไปเที่ยวก็คิดห่วงบัว เรียกได้ว่า บัวคือลูก ๆ ของบ้านปางอุบลนั่นเอง 

เพราะผูกพันขนาดนี้ พวกเขาจึงคิดภาพไม่ออกเลยว่าจะเป็นอย่างไร หากวันหนึ่งประเทศไทยไม่มีบัว 

“คงหงอย ๆ เหมือนกันนะ” หิว ผู้ครั้งหนึ่งไม่เคยมีบัวในชีวิตสารภาพ เขานิ่งคิดสักครู่ก่อนจะพูดว่า

“เอาเป็นว่า ถ้าบัวหายไปจากโลกก็มาที่ปางอุบล เราจะยังคงรักษาเอาไว้อยู่” 

18.00 น. บัวกระด้งบาน 

 “วันนี้ตอนประมาณ 18.00 น. จะมีดอกบัวกระด้งบาน 1 ดอก” หิวก้มมองนาฬิกา “ถ้าต้องการดมกลิ่นอยู่ต่อถึง 6 โมงเย็นได้นะ” เขาเชิญชวนเหมือนพูดเล่น แต่ดูจากสีหน้าท่าทางแล้ว พร้อมจะนั่งเป็นเพื่อนคุยจริง ๆ ถ้าเราตกลงอยู่ต่อถึงเย็น 

การที่รู้ว่าดอกไหนจากจำนวนนับไม่ถ้วนบานกี่โมง ทำให้เห็นว่าเวลาชีวิตของทั้งสองหมุนตามเวลาของดอกบัว

 เรานัดพบและบอกลาด้วยชั่วโมงบัวบาน 

ปางอุบล สวนและพิพิธภัณฑ์บัวหายากย่านนนทบุรีของมาดามบัวและลุงดูบัว ที่มาชมได้ ซื้อได้ และเรียนรู้ได้
ในบ่อปลูกที่มีทั้งบัวกระด้งและบัวสายอยู่ร่วมกัน

ไม่จำเป็นต้องมาในฐานะนักอนุรักษ์หรือนักศึกษา แค่มาเดินชมบัว นั่งมองบัว หรือมาเป็นเพื่อนสนทนาที่ปางอุบล ก็ถือเป็นความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแต่ละวันของมาดามดูบัวและลุงบัวแล้ว 

หิว-คมกฤช ชูเกียรติมั่น และ พราว-น.ต.หญิง ปริมลาภ ชูเกียรติมั่น เจ้าของ ‘ปางอุบล’

ปางอุบล

ที่ตั้ง : ปางอุบล 25 ซอยติวานนท์ 46 อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000 (แผนที่)

โทรศัพท์ : 0 2952 4243, 09 1295 6545

วัน-เวลาทำการ : วันอังคาร-อาทิตย์ 09.00 – 15.00 น.

Facebook : https://www.facebook.com/Pangubon1969

Website : http://thaiwaterlily.com/

Writer

จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ตอนเป็นเด็กหญิงคิดว่าถ้ามีพลังวิเศษไม่ได้ก็ขอเขียน ถ้าเขียนไม่ได้ก็ขอร้องเพลง ปัจจุบันเป็นนางสาวนักฝึกฝนตนเองให้ไวต่อความจริงใจ เพราะดันไปแอบชอบพลังวิเศษชนิดนี้ในตัวคน

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load