สิงคโปร์มีความหนาแน่นของประชากรสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก ด้วยตัวเลข 8,000 คนต่อ 1 ตารางกิโลเมตร สูงกว่าสหรัฐอเมริกา 200 เท่า และสูงกว่าออสเตรเลียถึง 2,000 เท่า

สิงคโปร์มีพื้นที่เพื่อการเพาะปลูกเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ และต้องพึ่งพาอาหารจากต่างประเทศสูงถึง 90 เปอร์เซ็นต์ โดยนำเข้าผักและผลไม้มากถึง 631 รายการ ในช่วงวิกฤตการณ์ COVID-19 แค่มาเลเซียประกาศ Shut Down เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา อาหารในซูเปอร์มาร์เก็ตในสิงคโปร์ก็แทบจะเกลี้ยงชั้นวางในเวลาอันรวดเร็ว เพราะประชาชนกลัวว่าการนำเข้าอาหารจากมาเลเซียจะหยุดชะงักไปด้วย

Edible Garden City การกอบกู้ความมั่นคงของประเทศสิงคโปร์ในรูปแบบ ‘แปลงผัก’
Edible Garden City การกอบกู้ความมั่นคงของประเทศสิงคโปร์ในรูปแบบ ‘แปลงผัก’
ชั้นวางอาหารในซูปเปอร์มาร์เก็ตที่สิงคโปร์ วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2563 เมื่อมาเลเซียประกาศ Shut Down ภาพ : Amanda Suwanagool

บิยอร์น โลว์ (Bjorn Low) และผองเพื่อน เห็นถึงปัญหานี้มาเนิ่นนาน พวกเขาจึงพยายามกอบกู้ความมั่นคงทางอาหารของสิงคโปร์กลับคืนมาด้วยแนวคิดที่ง่ายมาก 

ถ้าเราผลิตอาหารได้เองน้อยมาก เราก็มาผลิตอาหารเพิ่มกัน (เอง) สิ

กิจการเพื่อสังคมที่ชื่อ Edible Garden City (EGC) จึงถือกำเนิดขึ้นในปี 2012 เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางอาหารให้ประเทศสิงคโปร์ผ่านการแปลงพื้นที่ต่างๆ ไม่ว่าจะอยู่บนดิน อยู่ข้างทาง อยู่บนระเบียง หรือบนดาดฟ้า ให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียวที่ไม่ได้เขียวเฉยๆ แต่ยังกินได้อีกด้วย!

อะไรทำให้ EGC กลายเป็นโครงการปลูกผักในเมืองที่ประสบความสำเร็จที่สุดแห่งหนึ่งของโลก บิยอร์น โลว์ ยินดีเล่าให้ The Cloud ฟังแบบข้ามประเทศ 

Edible Garden City การกอบกู้ความมั่นคงของประเทศสิงคโปร์ในรูปแบบ ‘แปลงผัก’
บิยอร์น โลว์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Edible Garden City

วันนั้น

ในอดีต บิยอร์น โลว์ คือชายหนุ่มผู้มีชีวิตที่ดีและราบรื่น เขาได้รับการศึกษาที่ดีในประเทศออสเตรเลีย ก่อนบินลัดฟ้าไปทำงานด้าน Digital Marketing ที่ลอนดอนกับแฟนสาว (ปัจจุบันกลายเป็นภรรยา และมีลูกน้อยที่แสนน่ารักด้วยกัน 2 คน) ทำอยู่ 7 ปี พวกเขาก็เริ่มตั้งคำถามว่า จะทำงานนี้ต่อไปอีกนานแค่ไหน ถึงแม้รายได้จะดีมาก ความเป็นอยู่ก็แสนสบาย แต่โลกน่าจะกว้างกว่านี้

ทั้งสองจึงชวนกันไปเปิดประสบการณ์ด้วยการใช้ชีวิตในฟาร์มออร์แกนิกทั้งในยุโรปและเอเชีย เช่น สเปน และญี่ปุ่น เมื่อได้สัมผัสวิถีชีวิตอีกแบบที่อยู่กับธรรมชาติ ได้ผลิตอาหารเอง ทั้งคู่ก็ตระหนักว่า เราใช้ชีวิตที่ไม่ต้องการอะไรมากได้จริงๆ และน่าจะเป็นทางออกที่ยั่งยืนให้กับชีวิต

แล้วถ้าทั้งประเทศสิงคโปร์ซึ่งไม่เคยผลิตอาหารได้เอง หันมาพึ่งตัวเองได้อย่างที่เขาทำ จะดีขนาดไหน

บิยอร์นแก้ปัญหาเรื่องข้อจำกัดด้านพื้นที่เพาะปลูกซึ่งทั้งมีน้อยและราคาแพงด้วยวิธีคิดง่ายๆ คือ ใช้พื้นที่ผืนเล็กผืนน้อยตามส่วนต่างๆ ของเมืองแล้วกัน 

Edible Garden City การกอบกู้ความมั่นคงของประเทศสิงคโปร์ในรูปแบบ ‘แปลงผัก’

บิยอร์นมีวิสัยทัศน์ที่เรียบง่ายทว่าเป็นระบบอย่างมาก นั่นคือ ‘มีฟาร์มผักอยู่ในทุกเมือง มีสวนผักอยู่ในทุกบ้าน และมีคนปลูกผักเป็นอยู่ในทุกครอบครัว’ เพียงเท่านี้ก็น่าจะช่วยลดการพึ่งพาอาหารจากคนอื่นได้มาก 

อธิบายง่ายๆ ก็คือ บิยอร์นตั้งใจย้ายฐานการผลิตผักจากเจ้าของสวนผักขนาดใหญ่มาสู่ผู้บริโภค เพื่อไม่ให้พึ่งพาอาหารจากระบบอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว และบิยอร์นก็ตระหนักถึงปัจจัยสำคัญอย่าง ’รายได้’ ของอาชีพเกษตรกร หากรายได้มาจากการขายผลิตผลอย่างเดียวคงชักหน้าไม่ถึงหลัง EGC จึงมีโมเดลการหารายได้จาก 3 ทาง คือ BUILD-GROW-TEACH ซึ่งหัวใจสำคัญของแต่ละทาง คือ พื้นที่เพาะปลูก-พันธุ์พืช-คนปลูก

BUILD

สินค้าหลักที่สร้างชื่อให้ EGC อย่างมาก คือการให้คำปรึกษาและออกแบบสวนผักในเมือง ซึ่งพวกเขาออกแบบสวนเล็กใหญ่ไปแล้วถึง 200 แห่ง ให้แก่พื้นที่หลากหลายรูปแบบและเงื่อนไข ทั้งโรงเรียน ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงานต่างๆ ไปจนถึงที่อยู่อาศัยส่วนบุคคล 

นอกจากออกแบบแล้ว ยังสอนการดูแลเพื่อสวนผักจะได้อยู่ได้อย่างยั่งยืน (ไม่ใช่สวยเฉพาะวันแรกที่ EGC มาออกแบบไว้ให้ คล้ายๆ เวลาพวกเราซื้อต้นไม้แล้ววันที่ต้นไม้สวยที่สุดคือวันที่ซื้อ) และอาจยังรวมไปถึงให้คำปรึกษาเรื่องการสร้างรายได้จากสวนผักแสนสวยนี้ 

แล้วบิยอร์นทำอย่างไรจึงทำให้มีคนใช้บริการออกแบบสวนผักในเมืองจาก EGC จนเกลื่อนเมืองถึง 200 แห่งบนพื้นที่แค่ครึ่งเดียวของกรุงเทพฯ 

Edible Garden City การกอบกู้ความมั่นคงของประเทศสิงคโปร์ในรูปแบบ ‘แปลงผัก’
สวนผักบนนดาดฟ้าห้างสรรพสินค้า Downtown Gallery

บิยอร์นเล่าให้เราฟังว่า ความท้าทายที่ทำให้อาคารหลายแห่งไม่ค่อยเปิดใจยอมรับสวนผักให้ขึ้นไปอยู่บนอาคาร มาจากภาพจำการเพาะปลูกผักแบบที่เรามักเห็นตามสื่อต่างๆ ซึ่งเป็นแปลงปลูกผักแนวยาว ปลูกผักหน้าตาเดียวกันหมด เมื่อผักโตแล้วก็ดูสวยดี แต่หลังเก็บเกี่ยวจะกลายเป็นคันดินโล่งๆ ซึ่งไม่ค่อยน่าดูและไม่เข้ากับภาพลักษณ์อาคารสวยๆ ของสิงคโปร์เอาซะเลย

แท้จริงแล้ว สวนผักตามธรรมชาติไม่ควรมีหน้าตาแบบนั้น เพราะในธรรมชาติ พืชพันธุ์แต่ละชนิดอยู่อย่างอิงอาศัยและมีวัฏจักรของมัน จึงเป็นเรื่องดีที่เจ้าของพื้นที่เองก็ต้องการได้ภาพสวนสวยๆ ที่มีการผสมผสานอย่างกลมกลืน ไม่ใช่สวนผักแบบอุตสาหกรรม

บิยอร์นจึงค่อยๆ ทำความเข้าใจพื้นที่รูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหลุมปลูกที่อยู่กับดิน หรือกระบะที่สร้างสูงขึ้น รวมไปถึงสวนแนวตั้งตามแนวผนัง เพื่อเลือกพืชผักที่มีทั้งขนาด รูปร่าง สีสัน รวมถึงระยะเวลาการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวต่างๆ กันไปมาผสมผสานไว้ในสวนเดียวกัน นอกจากจะทำให้เจ้าของสวนมีผักหลากชนิดกินผลัดเปลี่ยนกันแล้ว หน้าตาของสวนผักก็ดูกลมกลืนเข้ากับอาคารและรสนิยมคนเมืองด้วย

Edible Garden City การกอบกู้ความมั่นคงของประเทศสิงคโปร์ในรูปแบบ ‘แปลงผัก’
สวนผักในเมืองที่ Edible Garden City ออกแบบ

GROW

รายได้ของการทำสวนผัก ย่อมมาจากผลิตผลที่เพาะปลูก ฟาร์มของ EGC ปัจจุบันตั้งอยู่ย่าน Queenstown กว่าจะมีฟาร์มสวยๆ บนพื้นที่ขนาด 8,000 ตารางเมตร ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องผ่านการสื่อสารพูดคุยกับหน่วยงานภาครัฐหลายหน่วยงาน รวมทั้งทำการศึกษาถึงประโยชน์และเหตุผลที่สิงคโปร์ควรนำพื้นที่อันแสนจะมีค่ามาทำฟาร์มมากกว่านำไปทำอย่างอื่น

Edible Garden City การกอบกู้ความมั่นคงของประเทศสิงคโปร์ในรูปแบบ ‘แปลงผัก’
ด้านหน้าของ Citizen Farm

ฟาร์มหลักของ EGC มีชื่อว่า Citizen Farm นอกจากปลูกผักทั่วๆ ไปที่คนเมืองคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นผักสลัด ผักโขม เคล โหระพา มินต์ ตะไคร้ ผักชี ไปจนถึงเห็ดแล้ว EGC ยังปลูกดอกไม้กินได้แสนสวย รวมทั้งผักและสมุนไพรท้องถิ่นของสิงคโปร์ที่เคยหายไป ให้กลับมามีชีวิตบนจานอาหารของคนสิงคโปร์อีกครั้ง 

Edible Garden City การกอบกู้ความมั่นคงของประเทศสิงคโปร์ในรูปแบบ ‘แปลงผัก’
Edible Garden City การกอบกู้ความมั่นคงของประเทศสิงคโปร์ในรูปแบบ ‘แปลงผัก’

ผลผลิตในแต่ละเดือนจะนำมาขายให้ร้านอาหารชั้นนำต่างๆ โรงแรมหรู ซูเปอร์มาร์เก็ต ไปจนถึงแบรนด์เครื่องสำอาง รวมทั้งหมดแล้วกว่า 60 แห่ง และยังเปิดขายให้กับผู้บริโภคทั่วไปในรูปแบบ Citizen Box ที่อัดแน่นไปด้วยผักสดนานาชนิด ด้วยโมเดลสมัครสมาชิกระยะเวลา 12 สัปดาห์ โดยมี 2 ราคาให้เลือกคือ 30 และ 40 เหรียญสิงคโปร์ต่อสัปดาห์

Edible Garden City การกอบกู้ความมั่นคงของประเทศสิงคโปร์ในรูปแบบ ‘แปลงผัก’
Citizen Box

ส่วนสวนผักที่เจ้าของพื้นที่ดูแลเอง บิยอร์นพบว่า คนมักจะปลูกผักที่ชอบกิน ซึ่งมักเป็นผักจีนที่จะปลูกในอากาศที่เย็นกว่าสิงคโปร์ การแนะนำพืชที่ปลูกง่าย ได้กินไว จะช่วยไม่ให้ผู้ปลูกเสียกำลังใจ จึงเกิดงานหาพันธุ์พืชที่เหมาะกับอากาศสิงคโปร์ โดยบิยอร์นทำ 3 อย่างหลักๆ คือ

หาพืชทดแทน – บิยอร์นทำงานร่วมกับเชฟ เพื่อหาว่าผักที่นิยมใช้บนจานอาหารที่ต้องนำเข้ามีอะไรบ้าง เขาจะช่วยหาพืชผักใกล้เคียงที่ทดแทนกันได้และปลูกในสิงคโปร์ได้ อย่างเช่น จากที่ต้องใช้อิตาเลียนพาร์สลีย์ ก็ใช้เป็นพาร์สลีย์ของญี่ปุ่นแทน

เสาะหาผักประจำถิ่น – เนื่องจากสิงคโปร์ไม่ได้เพาะปลูกเองมากนัก ความหลากหลายของพันธุ์พืชที่ปลูกในปัจจุบันจึงไม่มากเท่าประเทศอื่นๆ บิยอร์นเลยเดินทางไปเรียนรู้แลกเปลี่ยนกับประเทศใกล้เคียง เช่น ประเทศมาเลเซีย หรือประเทศไทย เพื่อนำผักในพื้นถิ่นซึ่งโตได้ดีในแถบนี้ไปปลูก

แนะนำการกิน – เมื่อปลูกพืชพื้นถิ่นแล้ว ปัญหาต่อมาก็คือคนสิงคโปร์กินไม่เป็น จึงเป็นหน้าที่ของเชฟของร้านอาหารในเครือข่ายที่ต้องรังสรรค์เมนูจากพืชพื้นถิ่นต่างๆ และแนะนำให้คนสิงคโปร์รู้จักทั้งการปรุงและรสชาติ

Edible Garden City การกอบกู้ความมั่นคงของประเทศสิงคโปร์ในรูปแบบ ‘แปลงผัก’
อาหารจากสวนผักในเมืองฝีมือ Edible Garden City

TEACH

เมื่อมีทั้งที่ดินและพันธุ์พืชที่เหมาะสมแล้ว จิ๊กซอว์ส่วนสุดท้ายที่ท้าทายมากสุดก็คือ ‘คนปลูก’ จากกลุ่มคนเล็กๆ เพียง 4 – 5 คนในวันที่เริ่มต้น มาจนถึงวันนี้ EGC กลายเป็นครอบครัวใหญ่ขนาด 40 คน แต่ก็คงยังห่างไกล ถ้าฝันปลายทางคือความมั่นคงทางอาหารของสิงคโปร์

EGC เปิดให้มีการเยี่ยมชมสวนผัก รวมทั้งจัดเวิร์กช็อปต่างๆ เพื่อให้ความรู้การทำสวนผักแก่หน่วยงาน สถาบันการศึกษา และบุคคลทั่วไป ถึงแม้รายได้ส่วนนี้จะไม่มากนัก แต่ถ้าพูดกันถึงผลลัพธ์ปลายทางแล้ว ‘คน’ คือปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะทำให้สิงคโปร์เดินไปถึงเป้าหมายความมั่นคงทางอาหารได้สำเร็จ

Edible Garden City การกอบกู้ความมั่นคงของประเทศสิงคโปร์ในรูปแบบ ‘แปลงผัก’

ที่มากไปกว่านั้น หลังจากทำ EGC ได้ 4 ปีด้วยแนวคิดพลิกฟื้นพื้นที่ที่ถูกทิ้งให้เปล่าประโยชน์ (Under-utilized Land) ให้กลายเป็นสวนผัก ECG ก็ก้าวขึ้นมาอีกขั้น ด้วยการใช้ศักยภาพของประชากรบางกลุ่มที่ยังไม่ถูกนำมาใช้เต็มศักยภาพ (Under-utilized Human) จึงเกิดความร่วมมือกับหลายที่ในการใช้ศักยภาพของกลุ่มคนพิเศษต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนออทิสติก ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วย ให้มีทักษะการปลูกผัก ซึ่งไม่เพียงทำให้สวนผักมีผู้ดูแลเท่านั้น แต่ยังสร้างความสุขให้กับคนกลุ่มนี้ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

Edible Garden City การกอบกู้ความมั่นคงของประเทศสิงคโปร์ในรูปแบบ ‘แปลงผัก’
ผู้สูงอายุได้มีส่วนร่วมในการดูแลสวนผัก

วันนี้

ตลอดเกือบ 8 ปีที่ผ่านมา EGC นับเป็นหนึ่งในกิจการเพื่อสังคมที่ประสบความสำเร็จอย่างเป็นที่ยอมรับ เมื่อถามถึงผลกระทบทางสังคม (Social Impact) ที่ EGC ได้ส่งมอบให้สังคมว่ามีอะไรบ้าง บิยอร์นตอบอย่างน่ารักน่าชังว่า

“สิ่งแรกเลย ตอนนี้พวกเรามีความมั่นคงทางอาหารของเราเอง เราผลิตผักเพียงพอต่อการกินของพวกเราเอง ” ซึ่งเราขอเติมด้วยว่า สวนผักต่างๆ ทั่วเกาะสิงคโปร์ที่เป็นผลงานของ EGC คงเป็นที่พึ่งทางอาหารให้กับคนส่วนหนึ่งได้ไม่มากก็น้อยในยามยากเช่นนี้

Edible Garden City การกอบกู้ความมั่นคงของประเทศสิงคโปร์ในรูปแบบ ‘แปลงผัก’
ส่วนหนึ่งของทีม Edible Garden City ปัจจุบัน

แต่ถ้าพูดถึงผลกระทบที่มีผลในวงกว้างกว่านั้น บิยอร์นไม่ได้กล่าวถึงรายได้ของ EGC เลยตลอดการสนทนา และไม่ได้อ้างถึงจำนวนตัวเลขสวนผัก 200 แห่งที่ EGC ได้ออกแบบอยู่ทั่วเกาะสิงคโปร์ แต่บิยอร์นพูดถึงตัวปลดล็อกที่สำคัญ นั่นคือการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายเรื่องการใช้ที่ดินในสิงคโปร์ได้สำเร็จ 

พวกเขาค่อยๆ ได้รับอนุญาตจากรัฐให้ใช้พื้นที่ต่างๆ เพื่อการเพาะปลูกได้ ซึ่งกว่าจะเกิดขึ้นก็ไม่ง่าย ต้องอาศัยการยืนระยะและการยืนหยัดในความเชื่อ รวมถึงผลที่ออกมาดีในทุกโครงการที่ทำ ทำให้ภาครัฐเริ่มมีมุมมองที่ดีต่อสวนผักในเมือง ที่ดินอื่นๆ ที่บิยอร์นอยากนำมาใช้ประโยชน์ในอนาคต อย่างเช่น พื้นที่ชั้นใต้ดิน พื้นที่ใต้สะพาน พื้นที่ลาดจอดรถ หรือถ้าเป็นพื้นที่ใหญ่ๆ ในที่ทำการของรัฐหรือในโรงพยาบาล ก็จะเพิ่มพื้นที่การเพาะปลูกให้กับสิงคโปร์ได้มาก

บิยอร์นยังตบท้ายอย่างถ่อมตัวว่า ที่ EGC มาได้ไกลขนาดนี้นั้นเป็นเรื่องของการอยู่ถูกที่ ถูกเวลา และถูกบริบท มากกว่าความสามารถส่วนตัวของ EGC เพียงอย่างเดียว 

วันหน้า

ผลจากการพยายามขับเคลื่อนประเด็นความมั่นคงทางอาหารของทุกภาคส่วน ทำให้เมื่อปีที่แล้ว สิงคโปร์ได้ประกาศเป้าหมายของประเทศที่มีชื่อว่า 30 by 30นั่นคือเป้าหมายที่จะผลิตอาหารได้เองจาก 10 เปอร์เซ็นต์ เป็น 30 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2030 หรือในระยะเวลา 10 ปีต่อจากนี้ ดูจะเป็นเป้าหมายที่ต้องใช้ความพยายามจากทุกฝ่ายอย่างจริงจัง และบิยอร์นคงดีใจไม่น้อยกว่าใครหากวันนั้นของสิงคโปร์มาถึง 

แต่บิยอร์นบอกกับเราว่า ไม่สำคัญหรอกว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าสิงคโปร์จะผลิตอาหารได้เท่าไหร่ เป้าหมายสำหรับเขาในตอนนี้ ขอเพียงคนสิงคโปร์หันมาสนับสนุนผลิตผลในประเทศก็นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากแล้ว เนื่องจากผลิตผลที่ผลิตในสิงคโปร์มีราคาแพงว่าผลิตผลนำเข้า จากต้นทุนที่สูงกว่าในทุกๆ ด้าน 

Edible Garden City การกอบกู้ความมั่นคงของประเทศสิงคโปร์ในรูปแบบ ‘แปลงผัก’

เป้าหมายที่ EGC จะพยายามทำให้มากขึ้นหลังจากนี้ คือการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและนำเทคโนโลยีทางการเกษตรเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ การได้ทำงานร่วมกับพื้นที่และกลุ่มคนหลายๆ แบบ ทำให้ EGC มาไกลจากความตั้งใจแรกมากทีเดียว 

Edible Garden City การกอบกู้ความมั่นคงของประเทศสิงคโปร์ในรูปแบบ ‘แปลงผัก’
เวิร์กช็อปที่ตั้งใจให้คนใกล้ชิดผักมากขึ้นและเป็นจุดสร้างความเชื่อมโยงของคนในชุมชน

จากที่ต้องการให้สิงคโปร์ใช้พื้นที่ว่างให้กลายเป็นที่เพาะปลูก ผลพลอยได้คือสร้างอาหารที่ปลอดภัยให้ผู้บริโภค สุขภาพที่ดีก็ตามมา ผู้บริโภคเองก็เริ่มเห็นคุณค่าของพืชผักจากการได้เป็นคนดูแลเอง และทำให้บริโภคอย่างรับผิดชอบมากขึ้น การพยายามออกแบบสวนที่มีผักที่โตได้จริงในสภาพอากาศเมืองร้อน นำมาซึ่งการคืนชีพของผักพื้นบ้านต่างๆ ของสิงคโปร์ให้กลับมามีชีวิตบนจานอาหารอีกครั้ง ได้ทำให้เชฟขยายศักยภาพใช้ผักชนิดใหม่ๆ บนจานอาหาร รวมไปถึงการสร้างทักษะการเพาะปลูกให้กับเด็กๆ ไปจนถึงผู้สูงอายุ (เขาเล่าด้วยว่า ตอนนี้โรงเรียนบางแห่งเริ่มใส่กิจกรรมปลูกผักเข้าไปในหลักสูตรแล้ว) 

เมื่อขอให้ช่วยแนะนำอะไรให้กับคนไทยเรื่องการทำสวนผักในเมือง เป็นอีกครั้งที่บิยอร์นตอบแบบไม่อวดตัวว่า ประเทศไทยมีต้นทุนที่ดีกว่าสิงคโปร์มาก ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ที่เหลือเฟือกว่ามาก รวมทั้งความรุ่มรวยของชนิดพืชผักที่มีความหลากหลายตามความหลายหลากของภูมิประเทศบ้านเรา แต่ที่ดูจะเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุด ก็คือองค์ความรู้และภูมิปัญญาด้านเกษตรกรรมที่สั่งสม สืบทอด และต่อยอดกันมาหลายรุ่น ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่สิงคโปร์… ไม่มี

หากสมการความสำเร็จสวนผักในเมืองตามสูตรของ EGC มีแค่ 3 ตัวแปรง่ายๆ คือ ดิน ผัก และคน บิยอร์นเริ่มต้นจากประเด็นความไม่มั่นคงทางอาหารที่เกิดจากการขาดแคลนพื้นที่ เมื่อได้ที่มาแล้ว จึงต้องออกตามหาและรวบรวมพันธุ์พืช เมื่อได้พืชที่เหมาะสม ก็ต้องสร้างมุมมองและทักษะการปลูกพืชให้กับคน เป็นงาน 3 ลำดับที่กว่าจะสร้างได้ครบต้องใช้เวลาและความพยายามไม่น้อย

Edible Garden City การกอบกู้ความมั่นคงของประเทศสิงคโปร์ในรูปแบบ ‘แปลงผัก’
เด็กสิงคโปร์รุ่นปัจจุบันที่ได้รับการสอนทักษะการปลูกผัก

ประเทศไทยดูจะมีแต้มต่อถึงสองแต้ม นั่นคือเรามีทั้งดินและชนิดของผักที่ออกจะรุ่มรวยไม่แพ้ชาติใดในโลก ขาดก็แต่ตัวแปรสุดท้ายนั่นคือ ‘คน’ ที่มีใจและทักษะในการปลูกผักที่จะช่วยแปรสินทรัพย์ที่มีเป็นความมั่นคงทางอาหาร ที่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น (อย่างเช่นในช่วงนี้) เราก็อุ่นใจได้ว่าจะมีอาหารสำรับน้อยๆ ที่พอจะเก็บเกี่ยวได้ในบ้านเราเอง คงน่าเบื่อแย่ถ้าจะทานแต่ถั่วงอกที่คุณครูสอนปลูกเมื่อชั้นประถม

รู้หรือไม่

ประเทศสิงคโปร์ที่ผลิตอาหารเองแทบไม่ได้เลยนั้น มีปริมาณการบริโภคผักผลไม้ของประชากรต่อหัวอยู่ที่ 96 กิโลกรัมต่อคนต่อปี (2018) ในขณะที่คนไทยบริโภคผักผลไม้อยู่ที่ประมาณ 40 กิโลกรัมต่อคนต่อปี (2017)

ภาพ : Edible Garden City


อ้างอิง

www.ediblegardencity.com/

ourworldindata.org/most-densely-populated-countries

ourworldindata.org/grapher/vegetable-consumption

www.sfa.gov.sg/

www.aseantoday.com/2019/03/30-by-30-boosting-food-security-in-land-scarce-singapore/

journals.openedition.org/factsreports

www.statista.com/statistics/1038310/per-capita-leafy-vegetable-consumption-singapore/

Writer

Avatar

สุธาสินา เชาวน์เลิศเสรี

นักกลยุทธ์การตลาดที่มีความสนใจเรื่อง Healthcare ผู้ไม่ถนัดขายของ แต่ถนัดชวนมองว่าสังคมแบบไหนที่เราจะสร้างขึ้นจากสินค้าและบริการของเรา

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

เมื่อพูดถึงเวิ้งในจังหวัดเชียงใหม่ หลายคนคงนึกออกไม่มากก็น้อยตามแต่ที่เคยไป หรือนักศึกษารั้วม่วงอย่างผมคงหนีไม่พ้นเวิ้งคุณนลี อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2 เดือนมานี้มี Community Space แห่งใหม่สำหรับคนเชียงใหม่เกิดขึ้นในทำเลใกล้กับสถานีรถไฟ

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่าHeng Station (เฮงสเตชั่น)’ เวิ้งอยู่ตรงข้ามกับสถานีรถไฟชนิดที่ระหว่างกำลังดื่มกาแฟอาจยกมือถือขึ้นมาถ่ายรูปรถไฟเป็นฉากหลังได้ หรือถ้ามาทานอาหารมื้อหนักก็มีร้านรองรับ พร้อมด้วยของหวานตบท้าย จบด้วยร้านเครื่องหอมไว้เป็นของติดไม้ติดมือกลับบ้าน

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

วันนี้ คิม-วโรดม สหชัยเสรี เขาคือชายหนุ่มผู้เกิด เติบโต และศึกษาเล่าเรียนที่เชียงใหม่ ก่อนต้องโยกย้ายตัวเองไปทำงานที่จังหวัดชลบุรี พร้อมกับเดินทางไปญี่ปุ่นทุกปี จนซึมซับวัฒนธรรมเหล่านั้นมาสั่งสมเอาไว้ แล้วจึงนำกลับมาประยุกต์ใช้เพื่อสานต่อธุรกิจที่บ้าน พร้อมกับเล่าเรื่องราวการรื้อฟื้นสถานที่ซึ่งมีความเป็นมายาวนานตั้งแต่ปี 1960 ให้มีชีวิตอีกครั้งหนึ่งในปี 2023 

เปิดประตูเวิ้งใหม่เอี่ยมมาเยี่ยมเยียนสถานที่เก่าแก่ 62 ปีพร้อมกันเลย

เสี่ยมเฮงพืชผล

สถานที่นี้มีเรื่องราวเริ่มต้นน่าสนใจ และต้อนย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยรุ่นอากงของคิม เพราะแรกเริ่มเดิมทีตามคำบอกเล่าของเขา อากงข้ามน้ำข้ามทะเลหนีสงครามมาจากประเทศจีน ระหกระเหินมายังกรุงเทพฯ จากนั้นเดินเท้าตามรางรถไฟมาเรื่อย ๆ จนถึงจังหวัดเชียงใหม่ และลงหลักปักฐานด้วยการสมัครเข้าทำงานกับบริษัทเชลแล็กสยามในช่วงปี 1960

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

แล้วเรื่องราวก็กระโดดข้ามมายังช่วงเวลาประมาณปี 1977 (พ.ศ. 2520) บริษัทเชลแล็กสยามปิดตัวลง โดยไม่แน่ใจว่าย้ายมายังสถานที่ ณ ปัจจุบันนี้อยู่ก่อนแล้วหรือเปล่า

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

ถึงอย่างนั้นอากงของคิมก็ซื้อที่ดินแปลงนี้แล้วเปิดกิจการของตัวเองในชื่อ ‘เสี่ยมเฮงพืชผล’ นับตั้งแต่ปี 1971-1992 (เสี่ยม มีความหมายว่า สยาม และเป็นที่มาของชื่อ เฮง สเตชั่น ในปัจจุบัน) โดยเปลี่ยนมาค้ากระเทียมเป็นหลัก แต่ก็ยังมีเชลแล็กและพืชผลทางเกษตรกรรมอื่น ๆ ซึ่งรับมาจากชาวสวนในภาคเหนือ และส่งขึ้นรถไฟไปกรุงเทพฯ สถานที่ตรงนี้ที่ติดกับสถานีรถไฟ จึงเป็นทำเลอันเหมาะสมอย่างไร้ข้อโต้แย้ง

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

ช่วงปี 1991 อากงเสีย เหลือเพียงอาม่า ซึ่งแบกรับธุรกิจนี้ด้วยตัวคนเดียวไม่ไหว ส่วนคุณพ่อของคิมอยู่ในเส้นทางสายอาจารย์ และไม่มีความสนใจสานต่อสถานที่แห่งนี้ เสี่ยมเฮงจึงปิดตัวลงในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1992 ซึ่งเป็นปีเกิดของคิมพอดี และถูกทิ้งเป็นโกดังร้างนับแต่นั้นมา

เฮงสเตชั่น

เวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งคิมเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปีที่ 3 เขาค่อย ๆ รื้อฟื้นสถานที่แห่งนี้อีกครั้งด้วยการเปิดห้องแถวเชิงพาณิชย์เล็ก ๆ อยู่ด้านหน้าติดกับถนน อีกทั้งยังได้เรียนรู้และซึมซับการลงทุนจากคุณลุง และเมื่อถึงวัยทำงาน เขาจึงเริ่มฉุกคิดได้ว่า น่าจะเอาสถานที่ตรงนี้มาใช้ประโยชน์แทนที่จะไม่ปล่อยให้ทิ้งร้าง

คิมคิดแล้วคิดอีกว่าจะใช้ที่ดินตรงนี้ทำอะไรดี แต่ทุกครั้งก็มีคำถามพ่วงท้ายเสมอว่า พื้นที่นี้เป็นทางลึก หน้าแคบ และคุณพ่อตั้งเงื่อนไขเอาไว้ 1 ข้อ คือ ทุกอย่างต้องคงรูปร่างเดิมให้มากที่สุด การทุบเพื่อประกอบร่างใหม่หลายครั้งอาจนำมาซึ่งปัญหากับคุณพ่อได้ จุดนี้เองที่คิมต้องนำความรู้ด้านวิศวกรรมที่เขาร่ำเรียนมาใช้อย่างเต็มที่ ในการรีโนเวตโกดังแห่งนี้ไม่ให้เป็นแค่ห้องแถวต่อ ๆ กัน

“ผมเริ่มก่อสร้างจริง ๆ คือมีนาคม ปี 2022 ใช้เวลารีเสิร์ชนานมาก ออกแบบ วางแปลน สลับแปลน จะมีสวนตรงไหนเพื่อให้ดูไม่อึดอัด พร้อมกับดูบริบทพื้นที่โดยรอบ”

สเตชั่น Community Space ในสวนหลังบ้าน จ.เชียงใหม่ ที่ปลุกโกดังปี 1960 ของอากงให้มีชีวิต
สเตชั่น Community Space ในสวนหลังบ้าน จ.เชียงใหม่ ที่ปลุกโกดังปี 1960 ของอากงให้มีชีวิต

คิมสร้างตึกหลังหนึ่งข้างในโกดังอีกที เทคานส่วนที่เป็นกำแพง วางตอม่อเสาใหม่ และก่อกำแพงขึ้นมาด้านใน แต่ด้านนอกยังคงทุกอย่างไว้เหมือนเดิม จากเดิมที่เป็นหลังคาเต็ม เขารื้อหลังคาออกครึ่งหนึ่ง และปรับพื้นที่ตรงนั้นออกเป็นสวน เพื่อเพิ่มความน่าสนใจและดึงดูดให้คนเดินเข้าไปด้านใน

“ผมเพิ่มพื้นที่ด้วยการขยายเข้ามาในพื้นที่ของเราเอง สร้างคอมมูนิตี้ให้คนมาใช้เวลาวันหยุดกับเพื่อน” ประโยคนี้เห็นจะเป็นชิ้นส่วนสุดท้ายที่ทำให้การก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์

Community Space

“ผมว่าการใช้คำว่า คอมมูนิตี้ ดูเป็นสถานที่ที่ให้คนมาพบปะกันมากกว่าเป็นพื้นที่ขายของ ผมอยากให้คนมานั่งเล่น มาคุยกัน ใช้เวลานั่งเม้ากับเพื่อนในช่วงวันหยุด ก็เลยใช้คำนี้”

ในตอนนี้ เฮงสเตชั่น เปิดทำการตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น

คิมไม่ได้ต้องการให้ที่นี่กลายเป็นผับหรือบาร์ สาเหตุมาจากส่วนหนึ่งของพื้นที่เป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัว เขาขอแค่ให้คนที่มาได้นั่งเล่น พูดคุย พบปะ ไม่จำเป็นต้องรับประสบการณ์ คิดเสียว่าที่นี่คือ ‘สวนหลังบ้าน’ ซึ่งทุกคนเข้ามาเดินเล่นได้อย่างผ่อนคลาย อีกทั้งยังมี 1 ร้านข้าว 1 ร้านกาแฟ 1 ร้านเครื่องหอม และ 2 ร้านเบเกอรี่ คอยรองรับความต้องการของเหล่าผู้คนที่เข้ามาเยือน

แล้วคิมก็พาเราทัวร์ตามร้านต่าง ๆ อย่างเป็นมิตร และให้พวกเขาอธิบายถึงจุดเด่นที่อยากนำเสนอ เราเริ่มต้นกันที่…

School Coffee

ร้านกาแฟที่ตั้งอยู่หน้าสุดของโครงการ เปรียบเสมือนพื้นที่รับแขกให้ผู้คนเข้ามาซื้อกาแฟหรือเครื่องดื่มก่อนเดินสำรวจ ร้านกาแฟแห่งนี้มีคอนเซปต์ว่า สร้างความสุขให้ทุกภาคส่วน เริ่มต้นจากธรรมชาติ แหล่งปลูกกาแฟ ต้นกาแฟสายพันธ์ุต่าง ๆ การแปรรูปกาแฟที่เป็นผลไม้ให้กลายเป็นสารกาแฟ ส่วนถัดมาเป็นบาริสต้า และจบลงที่ลูกค้าทุก ๆ ท่านได้รับผลิตภัณฑ์ดี ๆ จากทางร้าน

สเตชั่น Community Space ในสวนหลังบ้าน จ.เชียงใหม่ ที่ปลุกโกดังปี 1960 ของอากงให้มีชีวิต
สเตชั่น Community Space ในสวนหลังบ้าน จ.เชียงใหม่ ที่ปลุกโกดังปี 1960 ของอากงให้มีชีวิต

เมื่อไหร่ก็ตามที่ทุกคนในทุกภาคส่วนมีความสุข วงล้อแห่งการพัฒนาก็จะเริ่มเป็นไปตามแนวทางที่ทางร้านตั้งใจ และขับเคลื่อนได้ด้วยตัวของมันเอง แต่ก็ใส่พลังเข้าไปได้ในบางจังหวะ (ตามที่ทางร้านได้บอกกับเรา) เมื่อมาถึงร้าน School Coffee ลูกค้าเลือกกาแฟที่อยากจิบได้ตามต้องการ ตั้งแต่เมล็ด ระดับการคั่ว และกระบวนการชงกาแฟ ซึ่งเมนูซิกเนเจอร์ที่พวกเขาไม่เคยทอดทิ้งและยังคงมีตลอดไป นั่นคือ ยาคูลท์ปีโป้ปั่นและโอริโอ้ปั่น เพื่อเป็นเกียรติให้แก่บาริสต้าคนแรกผู้คิดค้น 2 เมนูนี้ที่อยู่คู่กับร้านมาตั้งแต่ยังเปิดอยู่ที่กรุงเทพฯ อ้อ ขอกระซิบดัง ๆ ว่าร้านนี้เจ้าของเดียวกับ ร้านสุขพอดี นะ

KLĀY concept

ร้านเครื่องหอมที่เน้นเล่าเรื่องราวผ่านงานเซรามิก

เทียนหอมในถ้วยเทียนเซรามิกมาจากเทศบาลเมืองแม่โจ้ เนื่องจากทางร้านพยายามสนับสนุนผู้ประการรายย่อยให้ได้มากที่สุด สินค้านิยมคือเจ้าก้อนสี่เหลี่ยม วิธีใช้ง่าย ๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน หยดน้ำมันหอมระเหยลงบนก้อนเซรามิก แล้วรอให้ดูดซึมน้ำหอม ซึ่งทางร้านดีไซน์ให้มีความกลมอยู่ภายใน จึงเกิดการถ่ายเทเข้า-ออกของอากาศผ่านเนื้อเซรามิก เป็นการกระจายกลิ่นหอมเบา ๆ

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน
เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

ขณะเดียวกัน ทางร้านยังมีการจัดเวิร์กช็อปให้แก่ผู้ที่สนใจ เป็นการผสมกลิ่มน้ำหอม ทำเทียนหอม และทำเครื่องหอม เน้นเรื่องของการพยายามให้ผ่อนคลายทุกประสาทสัมผัสผ่าน Therapy

เวิร์กช็อปเป็นกลุ่มได้ไม่เกิน 6 คน หากใครสนใจสอบถามหน้าร้านได้เลย 

The Dorm Bakery

หนึ่งในร้านเบเกอรี่ประจำ เฮงสเตชั่น ที่เปิดหน้าร้านเป็นของตัวเองครั้งแรกพร้อมกับโครงการ โดยภายในร้านประกอบด้วยเมนูเบเกอรี่ปกติและเมนูวีแกน (ทางร้านเรียกว่า สูตรเจ) ในราคาไม่แพง 

ทุกเมนูต่างประกอบด้วยความโฮมและแฮนด์เมด เมนูที่ทางร้านแนะนำว่าต้องลองลิ้มให้ได้ ได้แก่ เค้กแคร์รอต พายแอปเปิล และกราโนล่าบาร์ (ปราศจากกลูเต็น อัดแน่นด้วยคุณประโยชน์)

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

Circle.Pound

ร้านเค้กวันเกิดที่ขายเค้กแบ่งชิ้นสำหรับลูกค้าที่ไม่อยากทานเยอะมาก เมนูแนะนำ ได้แก่ โยเกิร์ตชีสเค้ก ซึ่งเป็นเมนูที่มีทุกวัน ส่วนเมนูพิเศษ ทางร้านขอแนะนำ เครมบรูเล่ ชีสเค้กท็อปด้วยน้ำตาลเผา เวลากินต้องใช้ช้อนเคาะด้านบน ลูกค้าสนุกด้วย อร่อยด้วย

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

POHSOP local-rice eatery

ร้านอาหารจานข้าวที่ให้ความสำคัญกับการใช้ข้าวอย่างแท้จริง เพราะร้านโพสพเลือกคัดสรรข้าวแต่ละชนิดตามแต่ฤดูกาล เพื่อยกระดับและเชิดชูข้าวให้กลายเป็นพระเอกของร้าน โดยทางร้านบอกว่าทุกเมนูปลอดเนื้อสัตว์ เพราะอยากให้ลูกค้าได้พักท้องจากการย่อยอาหารมื้อหนัก ๆ ที่มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบ และหวังว่าอาหารของทางร้านจะเป็น Comfort Food สำหรับใครหลายคน

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

นอกจากนี้ทางร้านยังไม่ได้เจาะจงสัญชาติหรือประเภทอาหารของตน เพราะด้วยความต้องการที่จะก้าวข้ามการถูกจำกัดความ อาหารของร้านโพสพจึงมีอาหารหลายสัญชาติ และผสมผสานจนเกิดเป็นอาหารหน้าใหม่ได้อย่างลงตัว เช่น พิซซ่าดอย ใช้ผักดองเป็นหน้าพิซซ่า และแป้งทำจากข้าวปุกงา หรือ ข้าวแต๋นทาปาส เป็นการผสมผสานอาหารทานเล่นของสเปนกับไทย

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

ตามที่บอกไว้ตอนต้น คิมซึมซับเอาวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาไม่มากก็น้อยจากการเดินทางไปแดนอาทิตย์อุทัยหลายต่อหลายครั้ง แนวคิดในการสร้างสถานที่แห่งนี้จึงพยายามให้กลายเป็นสวนญี่ปุ่นที่ผู้คนมาเดินเล่น นั่งคุย หย่อนใจ รวมไปถึงพักเหนื่อยจากการเดินห้างสรรพสินค้าหรือท่องเที่ยวในช่วงที่นักท่องเที่ยวหนาแน่นระดับไหล่นชนไหล่ ศอกชนศอก 

แม้เฮงสเตชั่น จะเปิดมาเพียง 2 เดือน แต่ก็มีคนแวะเวียนมาสร้างสีสันให้พื้นที่คึกคักไม่ขาดสาย และคิมเองก็อยากขยับขยายพื้นที่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ รวมถึงวางแผนจะรีโนเวตโกดังอีกหลังที่อยู่ติดกัน เพื่อเพิ่มจำนวนร้านค้า ขยายพื้นที่สีเขียว ลดจำนวนพื้นปูน และใกล้ความเป็นสวนที่สุด 

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน
Heng Station
  • 142 ซอยรถไฟ ตำบลวัดเกต อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ (แผนที่)
  • เปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น.
  • 08 3765 0940
  • Heng Station

Writer

Avatar

พัทธนันท์ สวนมะลิ

เด็กกรุงเทพฯ ผู้เป็น Sneakerhead และ Cinephile ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาเรียนเชียงใหม่ แล้วสุดท้ายก็กลับไปตายรังที่กรุงเทพฯ

Photographer

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load