15 กุมภาพันธ์ 2562
64.95 K

“อย่างฮา ขายของสนั่นมาก”

นี่เป็นแคปชันบนโพสเฟซบุ๊กของเพื่อนเราคนหนึ่งผู้ซึ่งไม่ค่อยจะยอมแชร์อะไรเท่าไหร่ การแชร์ครั้งนี้เลยพิเศษจนเราต้องขอเข้าไปชม

พาไปดูโรงแรมคืนละ 30,000 ที่ฮ่องกง

พาไปดูโรงแรมคืนละ 30,000 ที่ฮ่องกง !!!แต่ถ้าอยากให้ราคาลดลงแอพนี้ช่วยได้>> https://bit.ly/2p8fjti

Posted by พี่เอ็ด7วิ on Selasa, 18 September 2018

คลิปรีวิวโรงแรมในฮ่องกงที่อธิบายทุกสิ่งทุกอย่างผ่านการแรป ทำให้เราตั้งใจดูตั้งแต่จนจบ แม้จะถึงช่วงขายของเราก็ยังคงดูต่อไปอย่างว่าง่าย เพราะว่ามันสนุกจนอยากจะลุกขึ้นมาร้องแรปตาม สารภาพ หลังจากดูจบเราก็หยุดตามไปดูโพสต์อื่นไม่ได้ จนอยากให้มีป้ายเขียนเตือนไว้ว่า ‘เพจนี้ เข้ามาแล้ว…ออกยาก’

พี่เอ็ด7วิ อาจจะเป็นเพจที่ได้ยินแค่ชื่อก็รู้สึกตลกแบบไม่มีเหตุผล แต่รู้ไหมว่า พี่เอ็ด7วิ กำลังเป็นเพจที่เนื้อหอมสุดๆ เต็มไปด้วยสปอนเซอร์เจ้าต่างๆ แต่จะว่าไปทั้งเพจก็ไม่มีคอนเทนต์อื่นใดนอกจากสปอนเซอร์ แถมยอดวิวยอดแชร์แต่ละคลิป ถล่มทลาย

นี่มันเพจอะไรกันเนี่ย!

ในยุคสมัยที่ผู้คนเลือกรับบริโภคสื่อและข่าวสารตามอัธยาศัย หนึ่งในอาชีพที่งานสนุกแต่ยากลำบากขึ้นคือ คนทำโฆษณา เพราะขณะที่ต้องคิดกลยุทธ์ล้านแปดเพื่อส่งสารไปถึงผู้รับอย่างแนบเนียนที่สุด ทุกคนก็พร้อมจะใช้ปลายนิ้วเลื่อนไถหนีหรือกดข้ามทันที

และการมาของเพจพี่เอ็ด7วิก็ล้มทุกทฤษฎีที่เคยมีมาด้วยการขายของแบบโต้งๆ แถมยังได้จำนวนไลก์และแชร์ถล่มทลายเข้าข่ายการเป็นไวรัลไปได้อีก

ที่น่าสนใจคือ ไม่เพียงตั้งใจดู แต่ยังดูซ้ำ และอยากชวนให้เพื่อนดูต่อ

The Cloud จึงขอนัดหมายพิเศษ ชวน พี่เอ็ดดี้-จุมพฏ จรรยหาญ เจ้าของเพจ ‘พี่เอ็ด7วิ’ และสมาชิกทีมเสือร้องไห้ YouTuber ผู้ผลิตคลิปออนไลน์ที่ทั้งตลก เจ็บแสบ และโด่งดัง มีผู้ติดตามเป็นล้าน พูดคุยถึงความมุ่งมั่นขายของบนคลิปโดยที่ยังมีคนตามดูมากมาย การขายสปอนเซอร์รัวๆ และการทำให้คลิปวิดีโอทุกตัวดูสนุกและมียอดแชร์เยอะขนาดนี้

พี่เอ็ด7วิ, เอ็ดดี้ จุมพฏ จรรยหาญ

พี่เขาทำได้ยังไงเนี่ย!

“เพจผมคือร้านโชว์ห่วยครับ เปิดแผงขายของ ใครอยากขายอะไรก็เอามาให้ขายได้” พี่เอ็ดไม่ได้ยื่นนามบัตรให้เรา แต่ที่เขาพูดมาคือการแนะนำตัวที่เห็นภาพ ชัดเจน

เพจ ‘พี่เอ็ด7วิ’ มีจุดกำเนิดมาจากกลุ่ม ‘เสือร้องไห้’ ที่อยากให้สมาชิกแต่ละคนมีโอกาสทำคอนเทนต์แบบที่ตัวเองชอบ พี่เอ็ดจึงเริ่มทำจากสิ่งที่ตัวเองถนัด นั่นคือภาพประกอบกับเพลงเนื้อหาตลกๆ และด้วยความเก๋าเกมจากเสือร้องไห้ พี่เอ็ดพบความจริงข้อหนึ่งเกี่ยวกับการหารายได้มาหล่อเลี้ยงเพจเฟซบุ๊ก ซึ่งก็คือการขายของ ดังนั้น ต้องทำให้คนอยากดู พี่เอ็ดย้ำว่า เรื่องมันก็เรียบง่ายและเป๊ะปังประมาณนี้

แต่เพื่อให้ชัดเจนขึ้นไปอีก

(เพื่ออรรถรส โปรดอ่านท่อนต่อไปนี้ในจังหวะเพลงแรป)

เราเลยอยากชวนทุกคนมาฟังเรื่องเด็ด 7 เรื่อง จากพี่เอ็ด 7 วิ ล้อมวงกันเข้ามาสิ มาฟังเรื่องเด็ด 7 วิกัน

พี่เอ็ด7วิ, เอ็ดดี้ จุมพฏ จรรยหาญ

1

ขายยังไงให้บันเทิง

เมื่อก่อนเรามี TV Direct อย่างไร ทุกวันนี้พี่เอ็ดก็ให้ความบันเทิงเราอย่างนั้น

พี่เอ็ดทำเพจด้วยความคิดที่อยากแก้ไขเรื่องคับข้องใจของตัวเองว่า เวลาเพจจะขายของทำไมต้องทำปิดบัง ทำไมต้องทำอ้อมๆ “ขายเลยดีไหม ขายมา ยกทรงตัวนี้ใส่แล้วไม่อึดอัด เพราะยางยืดมันเป็นอย่างงี้ มันมีที่ระบายอากาศตรงนี้ คนก็จะ อ๋อ-เข้าใจ-จบ” เขาบอกเราแบบนี้ และเราก็เชื่อว่าหลายคนก็คงจะชอบอะไรแบบนี้เหมือนกัน

แต่ด้วยความเก๋าเกมในวงการโฆษณาและการเป็นอินฟลูเอนเซอร์จากการทำรายการเสือร้องไห้ ทำให้เขารู้ว่า ขายตรงๆ ก็อาจจะเป็นการให้ยาขมมากไป กินบ่อยๆ คนคงระอา ทางที่ดีคือต้องเคลือบน้ำตาลเข้าไปเล็กน้อย พอให้กินง่ายๆ แถมได้ประโยชน์

เหมือนที่ TV Direct มีซาร่ากับจอร์จ พี่เอ็ดก็มีภาพกับเพลงเข้ามาช่วยตบมุกไปมา เป็นน้ำตาลเคลือบให้การขายของไหลลื่น ชวนดู ชวนลุ้น ไปจนจบด้วยเหมือนกัน

แถมตลอดทางพี่เอ็ดก็ยังเอาความตรง ความจริงใจในการขาย มาเป็นเสน่ห์ให้คนรักและติดตาม เรื่องนี้พี่เอ็ดเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า เวลาเราเจอคนมาพูดดีๆ ด้วย แล้วค่อยตบท้ายด้วยการขายของ เราก็คงไม่รู้สึกว่าเขาจริงใจและน่าคบหามากเท่าคนที่ก็บอกมาเลยตรงๆ ว่ามีของมาขายนะ และยิ่งถ้าเขามาดี มาให้แต่เรื่องที่เป็นประโยชน์ เราก็คงรู้สึกว่าคนคนนี้น่าคบ

พี่เอ็ด7วิ, เอ็ดดี้ จุมพฏ จรรยหาญ

2

โฆษณาแบบ Low Cost

พอขึ้นชื่อว่าเป็นโฆษณาค่าผลิตมันก็มักจะแพงหูฉีี่ เพราะเราก็มักจะยึดติดกับความเนี้ยบเป๊ะของการผลิต ตั้งแต่การขายสตอรี่บอร์ด ขายสคริปต์ให้เข้าใจตรงกันว่าแต่ละฉากเราจะเห็นอะไรบ้าง และการเตรียมการผลิตที่ละเอียดไปถึงขั้นสีเสื้อของตัวประกอบ

แต่เมื่อโลกเปลี่ยนมาเป็นยุคสื่อออนไลน์ครองโลก ทุกอย่างมาเร็วไปเร็ว จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่าคลิปไวรัลขึ้นมา

ความหมายที่แท้จริงของคลิปไวรัลก็คือ คลิปวิดีโอที่คนดูแล้วชอบจนส่งต่อกันไปเป็นวงกว้าง แต่ความหมายข้างเคียงที่มาพร้อมกันก็คือ การทำวิดีโอราคาถูกที่ทำได้ง่ายๆ เร็วๆ และไม่ได้มีพิธีรีตองในการเตรียมผลิตมากนัก

ความดีงามในแง่ธุรกิจของคลิปราคาถูกทำให้เจ้าของสินค้าสองจิตสองใจ นั่นคือ อยากได้ความชัดเจนในราคาถูก

“สิ่งที่เราทำไม่ใช่คลิปไวรัลนะ แต่เป็นโฆษณาโลว์คอสต์” พี่เอ็ดรีบบอก

พระเจ้าจอร์จ ไอเดียพี่มันยอดมากเลย! (ซาร่ารำพึงรำพัน)

ความโลว์คอสต์เป็นยังไงคงไม่ต้องบรรยายมาก ทุกคนที่เคยใช้บริการสายการบินราคาประหยัดก็จะคุ้นเคยดีว่ามันเป็นการตัดทุกอย่างที่ไม่จำเป็นออกไปเพื่อให้ราคาต่ำที่สุด

ส่วนโฆษณากับคลิปไวรัลต่างกันยังไงนั้นขอให้ทุกคนนึกถึงคลิปล่าสุดที่ดูแล้วอยากแชร์ นั่นคือคลิปไวรัลและคลิปล่าสุดที่ดูแล้วลุกออกไปซื้อทันทีนั่นแหละ คือโฆษณา

การทำโฆษณาแบบโลว์คอสต์ของพี่เอ็ดคือการคงไว้เฉพาะสิ่งที่จำเป็นจริงๆ สำหรับการให้คนอยากจะไปซื้อสินค้า ซึ่งก็คือเนื้อหาที่สนุกและการขายของที่ได้ผล

ไม่มีการขายสตอรี่บอร์ด ไม่มีการประชุมเตรียมการผลิต และไม่มีการมาวุ่นวายที่หน้ามอนิเตอร์ ทุกอย่างจบกันที่การคุยคอนเซปต์กว้างๆ เรื่องของสินค้าที่อยากจะขาย และทีมโปรดักชันก็ประกอบไปด้วยพี่เอ็ดและทีมงานอีกเพียง 1 – 2 คนเท่านั้น แต่ถ้ายังไม่สบายใจ พี่เอ็ดก็มีบริการเป็นออปชันเสริมให้เลือกกดเลือกซื้อเพิ่มได้ตลอดเวลา

พี่เอ็ด7วิ, เอ็ดดี้ จุมพฏ จรรยหาญ

3

เงินมาผ้าหลุด

“อยากได้สตอรี่บอร์ดหรือครับ ได้, อยากให้ทำภาพให้สวยงามกว่านี้นะครับ ได้, อยากจะเข้ามาดูตัดต่อด้วยหรอครับ ได้ครับ แต่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม” ทั้งหมดทั้งมวลนี้พี่เอ็ดทำเพื่อรักษาอุดมการณ์เริ่มแรกของการทำเพจเอาไว้ นั่นก็คือการ

ทำ เพื่อ เงิน

“จริงๆ เพจนี้มีมาหลายปีแล้ว แต่มาเริ่มทำจริงจังก็ตอนภรรยามาบอกว่าท้องลูกคนที่ 2 ต้องการเงินครับ คือมันก็ไม่ได้แย่นะ ถ้าจะบอกว่าเราทำเพื่อเงิน ผมบอกทุกคนเลยว่าที่ทำเนี่ยทำเพื่อเงิน (หัวเราะ)” พี่เอ็ดบอกเราอย่างจริงใจ เหมือนกับที่จอร์จกับซาร่ามาช่วยกันขายเครื่องออกกำลังกายยังไงอย่างงั้น

เพราะงบน้อย พี่เอ็ดจึงแทบจะทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ตั้งแต่ คิดเอง เล่นเอง บางทีก็ถ่ายเอง และตัดต่อเอง ซึ่งกลายเป็นเรื่องที่ดีเพราะตัวเองเองนี่แหละที่จะรู้ว่าความสนุกของเรื่องราวอยู่ตรงไหน

“หลักการทำงานคือ ก็ตัดไปจนกว่ามันจะสนุก” พี่เอ็ดเล่า

พี่เอ็ด7วิ, เอ็ดดี้ จุมพฏ จรรยหาญ

4

ต้นทุนที่มองไม่เห็น

ในการทำงาน แม้เจ้าของสินค้าจะได้รับบริการระดับโลว์คอสต์ แต่ยอดผู้ชมและยอดแชร์กลับเป็นระดับพรีเมียม เพราะพี่เอ็ดใช้ต้นทุนส่วนใหญ่ไปใช้เป็นค่าความคิด แทนที่จะเป็นค่าบริการหรือค่าผลิต

ฟังดูไปได้สวย แต่เรื่องเศร้ามันอยู่ตรงนี้

“พอเราขายความคิดเป็นหลัก มันจับต้องไม่ได้ บางคนคิดว่ามันไม่ใช้ต้นทุนแล้วก็มองมันไร้ค่า” พี่เอ็ดบอกว่า เขาเคยท้อใจที่ลูกค้าไม่เชื่อและโดนแก้งานอย่างถล่มทลายจนสคริปต์ไม่เหลือความสนุก เขาจึงไปถามคนนั้นคนนี้ขอคำแนะนำ

สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำนั้นง่ายมาก นั่นคือ การขอแยกทาง

หลายคนเรียกพฤติกรรมนี้ว่า ติสท์ พี่เอ็ดจึงยอมรับว่า “เออ กูติสท์”

พี่เอ็ดเชื่อว่าการรักษามาตรฐานที่เป็นประหนึ่งแบรนดิ้งของเพจและตัวตนของเขานั้นสำคัญมาก จะนับว่าเป็นอีกหนึ่งต้นทุนหลักเลยก็ได้ เพราะลูกค้าจะเชื่อและยอมจ่ายค่าความคิดก็เมื่อเห็นผลงานที่ผ่านมาของเราแล้วเขาเชื่อใจ

การยอมรับงานที่ไม่สามารถทำได้เท่ามาตรฐานของเพจนั้น สำหรับคนทำเพจแล้ว มันแทบจะเรียกว่าเป็นการทุบหม้อข้าวกันเลยทีเดียว

สำหรับใครที่กำลังคิดว่าความติสท์นี้เท่ อยากมีคนเอาเงินมาให้เราทำอะไรที่เราอยากทำไปได้เรื่อยๆ ใช่! เราก็อยาก จึงรีบถามเคล็ดลับจากเจ้าตัว

“เรียนจบมาก็ติสท์ได้เลยนะ ถ้าบ้านรวย มีกินมีใช้ ไม่จำเป็นต้องหาเงิน แต่ถ้าต้องทำมาหากินผมแนะนำให้ขยัน ไม่เลือกงาน และฝึกให้เยอะจนเก่งก่อน แล้วค่อยมาติสท์”

พี่เอ็ด7วิ, เอ็ดดี้ จุมพฏ จรรยหาญ

5

วิชาที่ไม่มีสอน

พี่เอ็ดบอกเราว่า เขาก็ไม่แน่ใจว่าความสามารถในการคิดอะไรตลกๆ ที่เราเห็นในคลิปต่างๆ นี่มันมาจากไหน ทั้งนี้เขายืนยันว่าเขาก็ไม่ใช่คนตลก แต่เรื่องหนึ่งที่น่าจะเป็นไปได้ คงเป็นเพราะความที่ไม่ได้มีทุกอย่างมาตั้งแต่เด็กๆ ทำให้เขาต้องคิดค้นวิธีเล่นสนุกแบบไม่มีเครื่องเกม คิดประดิษฐ์ของเล่นเองเพราะพ่อแม่ไม่ซื้อให้ เสริมสร้างให้เขาช่างคิด ช่างสังเกต แล้วก็ช่างจินตนาการ

พี่เอ็ดเห็นความคิดสร้างสรรค์เป็นอาวุธสำคัญสำหรับชีวิต จนถึงกับวางแผนว่า

“ผมว่าผมจะให้ลูกผมอดๆ อยากๆ ถ้าอยากได้ดินสอสีก็จะให้แค่สี่สีให้ลูกไปผสมสีดูเอาเอง”

ติสท์อีกแล้ว

พี่เอ็ด7วิ, เอ็ดดี้ จุมพฏ จรรยหาญ

6

โลกออนไลน์สมัยนี้…อยู่ยาก

เมื่อการทำโฆษณายากขึ้น อินฟลูเอนเซอร์ก็เลยผุดเป็นดอกเห็ด

พี่เอ็ดให้สูตรเด็ดการเป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่ประสบความสำเร็จว่า เราจำเป็นต้องรู้ว่าเราเก่งอะไร

“อย่างการที่ผมเชื่อแนวทางการทำคอนเทนต์แบบนี้ ก็เป็นเพราะว่าผมก็ทำเป็นแต่แบบนี้ ผมไม่คิดว่าผมเป็นคนทำโฆษณาที่เก่งเพราะผมก็ทำได้อยู่แบบเดียว คือการทำภาพกับเพลง แล้วก็ตลก”

โชคดี ที่ความตลกเป็นสิ่งที่สังคมกำลังต้องการในเวลาที่รอบด้านมีแต่เรื่องไม่ตลก

ในระยะ 4 – 5 ปีที่ผ่านมา การโฆษณาทางออนไลน์ท้าทายขึ้นมาก แม้คนดูจะไม่เปลี่ยน แต่สิ่งที่เปลี่ยนมากๆ คือ แพลตฟอร์มต่างๆ ที่มีจำนวนมาก และมีข้อบังคับอะไรหลายอย่างที่ทำให้เข้าถึงคนได้ยากขึ้น เรื่องนี้พี่เอ็ดบอกเราว่า “เราก็ต้องคิดงานให้ละเอียดขึ้น ให้คนอยากแชร์ อยากคอมเมนต์”

แม้คลิปของพี่เอ็ดจะดูเหมือนทำง่ายๆ แต่จากสิ่งที่เขาเล่าทำให้เรารู้ว่าพี่เอ็ดทำการบ้านเรื่องเนื้อหาดีมากๆ

“เวลาทำคลิปออกไปแต่ละคลิปผมก็จะมานั่งวิเคราะห์ว่าทำไมอันนี้คนแชร์เยอะ เออ มันน่าจะมีอะไรดี ทำไมอันนี้วิวน้อยกว่าที่คาด เพื่อเอาไว้พัฒนาคลิปต่อไป” พี่เอ็ดเล่า

7

ความลำบากสร้างคน  

ก่อนจาก พี่เอ็ดทิ้งท้ายอย่างไม่ทิ้งแบรนดิ้งว่า

“ทั้งหมดทั้งมวลเนี่ย ก่อนหน้านี้ไม่เคยทำนะ เพิ่งจะมาทำก็ตอนอยากได้เงินนี่แหละ”

พี่เอ็ด7วิ, เอ็ดดี้ จุมพฏ จรรยหาญ

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

คนกรุงเทพฯ ที่มีความสนใจหลากหลายตั้งแต่เรื่องมนุษย์ไปจนถึงเรื่องนอกโลก ทำงานโฆษณาเป็นอาชีพ แต่ก็ยังอยากทำอะไรอีกหลายอย่าง ชอบบทสนทนาดีๆ ที่มากับกาแฟอุ่นๆ เป็นที่สุด

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

ยอมรับว่าก่อนหน้านี้ผมลืมสังเกตไปว่าในชื่อเพจ Sundae Kids มีตัวอักษร ‘s’ ต่อท้าย ซ้ำร้ายยังลืมสังเกตว่าในโลโก้แสนน่ารัก มีเด็กหญิงและเด็กชายอยู่ในนั้น

Sundae Kids

ผมจึงแปลกใจไม่น้อยที่เมื่อนัดพบเจอกันแล้วเจอหนึ่งหนุ่มและหนึ่งสาว ด้วยไม่เคยรู้มาก่อนว่าเพจที่ปัจจุบันมียอดคนไลก์กว่า 7 แสนนั้นสร้างโดยคนสองคน

โป๊ยเซียน-ปราชญา มหาเปารยะ และ กวิน เทียนวุฒิชัย คือคนทั้งสองที่ว่า

หากเรามองว่างานที่ออกสู่สายตาสาธารณะสะท้อนตัวตนคนทำคนวาด เท่าที่ติดตามเพจคอมิกไม่กี่ช่องจบทำให้ผมเดาล่วงหน้าว่าผู้ที่เป็นเจ้าของ Sundae Kids น่าจะเป็นคนขี้เล่นและมีอารมณ์ขันแบบเด็กๆ ทั้งยังเป็นคนสนใจและใส่ใจเรื่องความสัมพันธ์

ช่่วงหนึ่งของการพูดคุยโป๊ยเซียนบอกว่า เธอเป็นคนจำอะไรด้วยภาพ ผมจึงอยากลองวาดภาพชีวิตเธอด้วยตัวอักษรบ้าง  และหวังว่าคนอ่านคงเพลิดเพลินกับความ kid ของเขาและเธอ

Sundae Kids

ช่องที่ 1

“เราเป็นคนจำอะไรด้วยภาพ”

หากมองชีวิตของโป๊ยเซียนเป็นคอมิก ช่องแรกๆ ที่บอกเล่าชีวิตที่ผ่านมาน่าจะเป็นรูปเธอกำลังนอนอ่านการ์ตูนอยู่ในพื้นที่ส่วนตัว และไม่ว่าเธอจะรู้ตัวหรือไม่ เราย่อมเห็นตรงกันว่าสิ่งที่เธออ่านที่ผ่านมามีส่วนหล่อหลอมเธอไม่น้อย

“สำหรับเราการ์ตูนไม่ได้ไร้สาระนะ” เธอเล่าเมื่อชวนเธอย้อนมองสื่อที่เรียกว่าการ์ตูน “จริงๆ เราเป็นคนอย่างนี้ตั้งแต่เด็ก ต่อให้อ่านหนังสือสอบหรืออะไรก็ตาม เราเป็นคนจำอะไรด้วยภาพ เราจะชอบดูภาพมากกว่าอ่านตัวหนังสือ การ์ตูนเราอ่านมาหมดเลยนะ ตั้งแต่การ์ตูนตาหวาน Slam Dunk ก็อ่าน หรือหลายๆ เรื่องของ ไอ ยาซาว่า หนึ่งในนักเขียนการ์ตูนที่เราชอบ เพราะว่ามันไม่ได้หวานใส เขาจะมีความดาร์ค มันทำให้เราเข้าใจชีวิตมากขึ้น รู้สึกว่าชีวิตมันไม่ได้สวยหรูนี่หว่าผ่านการ์ตูน

“เราชอบคิดว่าเขาทำได้ยังไงที่ให้มันสามารถเล่าอารมณ์ได้เยอะมากทั้งที่มันเป็นแค่ภาพ ทุกคนสามารถรับรู้ได้ แล้วอีกอย่างคือ มันได้ความรู้สึก ได้อารมณ์ ได้เห็นบรรยากาศ คือการ์ตูนมันไม่ใช่สำหรับเด็กอย่างเดียว ผู้ใหญ่ก็อ่านได้ เราเชื่อว่าอย่างนั้น” หญิงสาวย้ำหนักแน่นถึงการ์ตูนบนโลก ซึ่งไม่ได้เฉพาะเจาะจงไปเพียงคอนเทนต์ในเพจของเธอ

ตอนนั้นมีความฝันอยากเป็นนักวาดเลยไหม” ผมสงสัย

“เรายังไม่ได้มีความฝันจะเป็นคนวาดการ์ตูน แค่ชอบอ่าน ชอบวาดรูป แต่ไม่ได้คิดถึงขนาดว่าวันหนึ่งฉันจะเป็นนักเขียนการ์ตูน เราแค่ชอบวาดรูป รูปไหนสวยก็ลองวาดตาม เราแค่รู้สึกสนุก”

‘แค่รู้สึกสนุก’ ผมได้ยินคำนี้มาบ่อยครั้ง และพบว่ามันคือสิ่งสำคัญของการเริ่มต้นบางอย่าง

เมื่อชีวิตเคลื่อนมาถึงทางแยกหลังเรียนจบมหาวิทยาลัย เชื้อความชอบการ์ตูนและทักษะในการวาดภาพประกอบในคอมพิวเตอร์ของเธอก็ได้ใช้งาน โดยกวินเป็นผู้เห็นว่าสิ่งที่อยู่ในตัวเธอนั้นน่าสร้างบางสิ่งบางอย่างที่หล่อเลี้ยงชีวิตได้โดยไม่ต้องพาตัวเองเข้าสู่ระบบงานประจำ จึงแนะนำว่าให้สร้างเพจ โดยชายหนุ่มจะทำหน้าที่คล้ายบรรณาธิการ คอยช่วยคิดเนื้อหาและแนะนำเรื่องลายเส้น ส่วนหญิงสาว นอกจากคิดแล้วเธอยังเป็นคนวาดภาพทุกภาพที่เราเห็น

และนั่นคือที่มาของเพจที่ใครหลายคนกดไลก์อยู่แล้ว-บางคนอาจกด See First ด้วยซ้ำ

เพจนั้นชื่อ Sundae Kids

Sundae Kids Sundae Kids

ช่องที่ 2

“มันเกี่ยวกับความรัก”

นับตั้งแต่วันแรกที่มีคนตามหลักหน่วยจนถึงวันนี้ที่มีคนตามหลักแสน เนื้อหาในเพจของเธอเล่าหลายๆ เรื่อง แต่เรื่องที่ผ่านตาผมบ่อย ผ่านเพื่อนๆ สาวๆ ที่แชร์มาในไทม์ไลน์มักเป็นเรื่องความสัมพันธ์

เธอและเขาสนใจอะไรในสิ่งนั้น ผมก็สงสัย

“ตอนแรกไม่ได้สนใจเป็นพิเศษ” กวินออกตัวก่อนที่โป๊ยเซียนจะเสริม “ไม่หรอก เหมือนเราอยู่กับเรื่องความสัมพันธ์ เราเจอทุกวัน ไม่ว่าจะกับตัวเองหรือกับคนรอบข้าง แม้เราไม่ได้ตั้งใจหรือวางไว้ว่าเราจะเน้นเล่าแต่เรื่องนี้ก็ตาม เราแค่คิดว่าเจอเรื่องราวที่เราชอบเราก็จะเขียน แต่พอวาดออกมามันดันเป็นความสัมพันธ์เยอะ ความจริงก็คิดนะว่าอยากเขียนเรื่องอื่นบ้าง ซึ่งถ้าวันหนึ่งเราเจอเรื่องถูกใจอื่นๆ เราก็อาจจะเขียนแหละ”

Sundae Kids Sundae Kids

เขาและเธอบอกว่าถ้าให้ย้อนวิเคราะห์ อีกสาเหตุหนึ่งที่เรื่องความสัมพันธ์กินพื้นที่ในไทม์ไลน์มากกว่าเรื่องอื่นเป็นเพราะสิ่งที่ทั้งสองเสพ ไม่ว่าจะเป็นหนังที่ดู เพลงที่ฟัง หรือหนังสือที่อ่าน

“ส่วนใหญ่ทั้งหนัง เพลง หนังสือ หลายๆ อย่างที่เราเสพมันพูดถึงความรัก เราคงเสพอะไรแบบนี้เยอะในชีวิตประจำวัน มันเลยมีส่วน เพราะมันมีอัตราส่วนเยอะกว่าในชีวิต”

หากเจาะลึกลงไปในคอนเทนต์ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์เราจะพบว่ามันถูกแบ่งเป็นความสัมพันธ์ที่สมหวังและผิดหวัง ซึ่งหากเราเชื่อว่าตัวเลขบ่งบอกความจริงบางอย่างได้ เราจะพบว่ายุคสมัยนี้เป็นยุคที่คนจำนวนไม่น้อยชื่นชอบความเจ็บปวด เสียใจ ผิดหวัง เมื่อยอดไลก์ของคอนเทนต์เหล่านั้นมันมักพุ่งทะยานอย่างมีนัยสำคัญ

Sundae Kids Sundae Kids

“จริงๆ เราไม่ใช่คนฟูมฟาย ไม่ใช่คนตั้งสเตตัสเวลาผิดหวังอะไรเลย แต่เราก็คิดว่าการที่โพสต์ซึ่งเกี่ยวกับความเศร้ามีคนชอบ อาจจะเป็นเพราะว่าเขาก็เป็นคนแบบเรา เขาอาจจะไม่ฟูมฟายในเฟซบุ๊กของตัวเอง แต่พอเขาเห็นเมสเสจที่เขาชอบ เขาก็เลยไลก์และแชร์โดยที่เขาไม่ต้องพูดด้วยตัวเอง

“อาจจะเป็นแบบนั้น เพราะเราก็เป็นแบบนั้นโป๊ยเซียนลองวิเคระห์

“แล้วต้องคำนึงถึงความจริงไหมในโลกของการ์ตูน” ผมสงสัย เพราะบางเหตุการณ์ในคอมิกของเธอก็ทำเอาคนสงสัยว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงหรือ

“ไม่ เราไม่ได้คาดหวังให้คนอ่านเชื่อ เราอยากให้คนอ่านรู้สึกมากกว่า สำหรับคนที่รู้สึกนะ อย่างตอนที่วิ่งสะดุดหินล้ม ถ้าคนที่ไม่อินเขาก็จะรู้สึกว่า อะไรเนี่ย คนเขาทำอย่างนี้กันด้วยเหรอ ซึ่งเราก็ไม่ได้คาดหวังว่าคนที่เขาไม่เข้าใจเขาจะต้องมาเชื่อว่ามันมีอย่างนี้จริงๆ แต่เราชอบที่จะให้คนรู้สึกไปด้วย คนที่อินเขาก็จะคิดว่ามีโมเมนต์แบบนี้ด้วย

Sundae Kids

“บางคนก็อินบ็อกซ์มาบอกว่ามันตรงกับชีวิตเขามากเลยก็มี เราก็รู้สึกว่า จริงๆ แล้วเรื่องที่เราคิดว่ามันไม่มีจริงๆ คนก็เจอกันเยอะเหมือนกัน การที่คนมาไลก์เพจเราอาจจะเป็นเพราะว่าเขาก็เจอเรื่องราวคล้ายๆ กับเรามาเยอะเหมือนกัน”

ช่องที่ 3

“โรแมนติกยุคใหม่”

แม้ด้วยสถานะเขาและเธอจะเป็นคนไทย แต่สิ่งที่เธอทำไม่ได้ตั้งใจจะทำให้แค่คนไทยอ่าน

ทั้งสองบอกว่าเพจ Sundae Kids ทำเพื่อนำเสนอสู่สายตาคนอีกโลก ซึ่งโลกนั้นในความหมายของเขาและเธอคือโลกออนไลน์ ซึ่งไร้เส้นแบ่งทางภูมิศาสตร์ นักอ่านในต่างประเทศอาจจะเห็นคอมิกของเธอพร้อมๆ (หรือก่อน) เพื่อนเธอที่นั่งอยู่ข้างๆ กันด้วยซ้ำ

Sundae Kids

“เราคิดว่ามันเป็นเครื่องมือที่มีพลังเยอะมากในปัจจุบัน อย่างเราเขียนการ์ตูนเราก็ไม่ได้เขียนให้เฉพาะคนไทยอ่าน” กวินตอบเมื่อผมชวนคุยถึงเครื่องมือในโลกออนไลน์ “เราว่าโลกเดี๋ยวนี้มันไมได้แบ่งว่าคนไหนอยู่ประเทศไหนแล้ว มันกลายเป็นแค่โลกในอินเทอร์เน็ตกับโลกนอกอินเทอร์เน็ตเท่านั้นแหละ ซึ่งเราทำให้คนในโลกอินเทอร์เน็ตอ่าน โดยไม่จำกัดว่าเขาจะเป็นใครมาจากไหน”

“ทั้งในโลกจริงและในคอมิกของคุณก็มีการสื่อสารกันผ่านโลกออนไลน์ คุณมองการสื่อสารแบบนี้ยังไง คิดว่ามันฉาบฉวยไหม” ผมชวนเขาคิด

“เรามองว่าจริงๆ มันก็โรแมนติก” กวินตอบหลังจากนิ่งคิดไม่นาน “การที่เราคุย Skype กันมันก็เป็นโรแมนติกยุคใหม่ คือเราไม่ได้มองว่าการเขียนจดหมายจะโรแมนติกกว่าการคุยสไกป์ แค่มันคนละยุคกัน ถ้าต่อไปมีเครื่องมือสื่อสารที่ดีกว่านี้ คนรุ่นหน้าก็อาจจะมองว่าการคุยสไกป์โรแมนติกจังเลยก็ได้ เหมือนที่เรามองว่าจดหมายโรแมนติก หรือการที่เรากลับไปนึกถึงเวลาที่เราแชท MSN แล้วบอกว่าเราอยากมีเวลาโมเมนต์นั้นจังเลย ที่การรอคนออนไลน์เราก็คิดว่ามันก็โรแมนติก

“คือสุดท้ายมันก็แค่คนยุคต่างกันไม่เข้าใจกันแหละ คนที่เป็นพ่อแม่เราเขาไม่เคยเล่น MSN ไง ก็เลยบอกว่ามันไม่โรแมนติกเหมือนจดหมายหรอก แต่เราถือว่าทุกอย่างมันก็มีเสน่ห์ในยุคของมัน”

ช่องที่ 4

“มันเป็นเหมือนสถานที่ที่เราเติบโต”

ล่าสุด-หลังจากวาดคอมิกไม่กี่ช่องจบลงเพจมา 3 ปี เต็ม-เขาและเธอก็ลุกขึ้นมาเปิดเว็บไซต์ readsundaekids.com เพื่อวาดเรื่องยาวลงในนั้น

Graphic Novel เรื่องแรกที่ออกสู่สายตาแฟนๆ ในโลกออนไลน์ชื่อว่า CLOSE TO YOU

CLOSE TO YOU

“อย่าง CLOSE TO YOU ตอนแรกเราแค่เล่าเรื่องถึงโมเมนต์นั้นของชีวิต มันเป็นจุดต่ำสุดในชีวิตของคนนั้น ตัวละครเอกมันผิดหวัง ซึ่งเราคิดว่าทุกคนมันเคยผิดหวัง ทุกคนก็น่าจะเคยมีจุดต่ำสุดของชีวิตแน่นอน ไม่ว่าเรื่องการงาน ความรัก หรืออะไร มันต้องเคยผ่าน ณ โมเมนต์นั้น

“เราเชื่อว่าคนเขาน่าจะเข้าใจตัวละคร ที่บอกว่าความสุขอาจจะขายไม่ดีเท่าความเจ็บปวด เราว่าบางทีคนเราตีความคำว่าความสุขไม่เหมือนกัน การที่พูดเรื่องความสุขออกมา บางคนอาจจะไม่ได้คิดว่านี่คือความสุขก็ได้ สมมติคนเขียนเรื่องความสุขมาอย่างหนึ่ง เราอ่านเราอาจจะคิดว่ามันไม่ใช่นี่นา แต่เรื่องความผิดหวังเราว่าทุกคนคล้ายๆ กัน เป็นอะไรที่ใกล้เคียงกัน เรารู้สึกเข้าใจกัน จะอกหักหรือตกงาน มันคือความผิดหวัง” เขาและเธอช่วยกันเล่า

หากนับจากวันแรกจนถึงวันนี้ คงไม่เกินเลยไปถ้าจะบอกว่าพวกเขาและเธอมาไกลกว่าที่คิด จากที่อาศัยแรงเพื่อนๆ ช่วยแชร์กัน ปัจจุบัน แต่ละภาพของพวกเขามีคนเต็มใจแชร์และเชียร์ให้เขาทำต่อไปวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนั่นคือสิ่งสำคัญที่ช่วยยืนยันว่าสามารถเลี้ยงปากท้องด้วยอาชีพนี้ได้แล้ว

“ต้องบอกว่าอาชีพวาดภาพประกอบมันแทบจะไม่มีอยู่จริงในไทย เพราะถ้าไปถามนักวาดภาพประกอบส่วนใหญ่เขาต้องมีอาชีพอื่น แล้วเขาจะได้รายได้หลักจากอาชีพนั้น เพราะฉะนั้น อาชีพนักวาดภาพประกอบก็จะเหมือนเป็นอาชีพเสริม เพราะว่าเมืองไทยยังไม่ค่อยเห็นค่าสิ่งนี้เท่าไหร่ แต่พอเราทำเพจแล้วมีการติดต่องานเข้ามา อาจจะไม่ได้เงินเยอะอะไรนะ แต่มันทำให้เราอยู่ได้ และเป็นอาชีพหลัก ซึ่งเท่านี้เราก็แฮปปี้แล้ว คือเราสามารถเรียกได้เต็มปากว่าเราเป็นนักวาดภาพประกอบ” กวินพูดด้วยรอยยิ้ม

CLOSE TO YOU

“จริงๆ เพจมันเป็นเหมือนสถานที่ที่เราเติบโต เป็นที่ทำงานแรกของเรา” โป๊ยเซียนเปรียบเปรย “ถ้าย้อนไปดูตั้งแต่เด็กๆ จะเห็นว่าเราพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ พอมาดู CLOSE TO YOU ก็อีกลายเส้นหนึ่งแล้ว อีกอย่างมันก็คือความภูมิใจ ตอนแรกเราก็ไม่ได้คิดหรอกนะว่ามันจะมาถึงตรงนี้ได้ เราไม่เคยคิดเลยนะว่าทำสิ่งนี้แล้วคนจะมาชื่นชม จะได้เงิน คิดแค่ว่าอยากทำมั้ย อยากทำก็ทำ คือทำ CLOSE TO YOU มันไม่ได้อะไรเลยนะ ไม่ได้เงิน แต่ถามว่าทำทำไม คือคุณค่าของเพจเราก็คือมันเติมเต็มฝัน เติมเต็มความต้องการของเรา แล้วได้ทำทุกอย่างที่เราอยากทำในนามปากกา Sundae Kids เราไม่ได้อยากจำกัดตัวเองด้วยว่ามันจะกลายเป็นอะไรแล้วมันจะสิ้นสุดที่ไหนในวันข้างหน้า”

“แต่ถึงยังไงโตไปก็ยังเป็น kid อยู่” ผมแซวเขาและเธอ

“ใช่ ยังเป็นเด็กอยู่ในร่างผู้หญิงแก่ๆ” ว่าถึงตรงนี้ หญิงสาววัยขึ้นต้นด้วยเลข 2 ตรงหน้าก็หัวเราะแบบเด็กๆ

ภาพ : Sundae Kids

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load