The Cloud x GC Circular Living

เราและช่างภาพนั่งลงที่โต๊ะเดียวกับ ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร และ นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา เราทั้งสี่คนต่างพกกระบอกน้ำสแตนเลสติดตัวมา และนี่ไม่ใช่ภาพที่จะหาดูได้ง่ายๆ เมื่อ 5 ปีก่อน

ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร และ นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา

ในช่วงสองสามปีมานี้ กระแสสิ่งแวดล้อมมีการเคลื่อนไหวมากขึ้น ทั้งภาครัฐและเอกชนต่างช่วยกันผลักดันนโยบาย กิจกรรม ตลอดจนมีการปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินงานเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายเชิงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

น่าชื่นใจขึ้นไปอีก เมื่อลองมองให้ละเอียดถึงระดับบุคคล เราพบว่ามีคนใกล้ตัวพกกระบอกน้ำเกินกว่าครึ่ง หลายคนมีถุงผ้าพับเก็บได้ซ้อนไว้ในกระเป๋าถือเสมอ และแม้แต่ตัวเราเองก็เลิกรับหลอดจากร้านสะดวกซื้อทุกครั้งที่ซื้อน้ำดื่ม

การสื่อสารดูเหมือนจะเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งท็อปและนุ่นมองตัวเองเป็นหนึ่งในฟันเฟืองที่ช่วยส่งต่อสารไปสู่คนอื่นๆ ผ่านการทำธุรกิจเพื่อสังคมหลายรูปแบบ และเมื่อหนึ่งเดือนก่อน เพิ่งมีการเปิดตัว ECOLIFE แอปพลิเคชันที่เชิญชวนให้คนลดการใช้พลาสติก ผ่านช่องทางที่เข้ากับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่มากที่สุด ที่ทั้งท็อปและนุ่นหวังว่าในอนาคตจะไม่มีผู้ใช้เลยสักคน

ทุกสิ่งที่ท็อปและนุ่นต้องการจะบอกเหมือนกับบทสนทนา ที่เราเคยคุยกับคนทำงานเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมคนหนึ่ง เขาบอกว่า เราไม่มีทางรู้หรอกว่าเรื่องเล็กๆ ที่เราทำในวันนี้ มันจะช่วยรักษาโลกไว้ได้หรือเปล่า แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลยสักอย่าง แปลว่าเราสูญเสียโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว

ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร และ นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา ECOLIFE แอปฯ

01

ฟางเส้นแรก

“ผมไม่มีฟางเส้นสุดท้าย แต่มีฟางเส้นแรก”

ฟางเส้นแรกที่ทำให้ท็อปตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังคือ An Inconvenience Truth (2006) ภาพยนตร์อเมริกันที่พูดถึงผลกระทบต่อสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นจากมนุษย์ ในฐานะนักศึกษาสาขาออกแบบผลิตภัณฑ์ เขาตั้งคำถามเกี่ยวกับแนวโน้มพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคที่มีต่อเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในยุคที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจถึงปัญหา และคำว่า Eco Product ยังทำให้นึกถึงสินค้าที่ใช้วัสดุจากธรรมชาติอย่างงานแกะสลักหรืองานสานอยู่

จากคำถามในใจสู่งานวิจัยวิชาวิทยานิพนธ์ที่ทำให้รู้ว่าพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคมี 3 ขั้น ความรู้สึกดี ความรู้สึกชอบ และการซื้อ เปรียบง่ายๆ เหมือนเวลาเราเลือกคู่ บางคนที่เราชอบ อาจจะไม่เหมาะกับเรา หรือบางคนดีเหลือเกิน แต่เราก็ไม่ชอบเขา

“สินค้า Eco ใครๆ ก็รู้สึกดี รู้สึกชอบมันอยู่แล้ว มีทั้งดีไซน์ มีทั้งเรื่องเล่า แต่คนส่วนใหญ่ลังเลที่จะซื้อเพราะราคาสูง ซึ่งราคาที่สูงขึ้นหมายถึงจำนวนขั้นตอนการทำที่มากขึ้นด้วย สมมติว่าเราทำเสื้อยืดจากขวดพลาสติก กระบวนการที่เพิ่มขึ้นคือ  ต้องหาคนไปเก็บขยะพลาสติก พอเอาขยะมาแล้วก็ต้องทำความสะอาด จากนั้นต้องนำมาผ่านกระบวนการให้เป็นเส้นใย พอเพิ่มต้นทุนตรงนี้เข้ามามันเลยทำให้สินค้าราคาสูงขึ้น”

ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดคือ จะทำอย่างไรให้ต้นทุนในการทำตรงนี้ลดลงเพื่อที่ผู้คนจะได้เข้าถึงสินค้า Eco มากขึ้น หรือมีวิธีอื่นที่เราจะช่วยสิ่งแวดล้อมได้ง่ายกว่านี้หรือไม่

ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร และ นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา ECOLIFE แอปฯ

02

จากวิทยานิพนธ์นิสิตปริญญาตรีสู่ธุรกิจเพื่อสังคม

ก่อนจะมาเป็น ECOLIFE หลายปีก่อน ท็อปและนุ่นเปิด ECOSHOP ร้านที่รวมสินค้าออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเอาไว้ด้วยกัน ต่อมาทั้งคู่ได้จัดตั้ง ‘บริษัท คิดคิด จำกัด’ ให้บริการปรึกษาด้านพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมให้กับองค์กรต่างๆ เพราะไม่ใช่ทุกองค์กรที่เหมาะกับการปลูกต้นไม้ คิดคิดเกิดขึ้นเพื่อช่วยให้องค์กรได้ทำกิจกรรมเพื่อสังคมที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ การดำเนินงาน และนโยบายที่แตกต่างกันไป

ทั้ง ECOSHOP และคิดคิดพบปัญหาเดียวกันคือ ความเข้าใจของคนต่อการรักษาสิ่งแวดล้อม นุ่นเคยใช้เวลาเป็นชั่วโมงเพื่อขายสมุด Eco 1 เล่ม อธิบายให้ลูกค้าเข้าใจถึงข้อดีของสมุดเล่มนั้นว่าทำมาจากอะไร จะช่วยใครได้บ้าง และหลายองค์กรมีความตั้งใจที่จะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหนดี

มันจึงไม่ใช่แค่การตลาดหรือการประชาสัมพันธ์ให้คนซื้อของหรือมารับคำปรึกษาแล้วก็จบ แต่เป็นการเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนวิถีชีวิต เพื่อจุดมุ่งหมายที่ยั่งยืนกว่านั้น

“เราไม่อยากแก่ตัวไปแล้วอยู่กับสิ่งแวดล้อมที่บรรลัยไปแล้ว แต่พอมองไกลขนาดนั้น ทุกคนไม่ได้เห็นภาพเดียวกับเรา เราเลยเปลี่ยนจากคำว่า ฝันให้ไกลไปให้ถึง เป็นฝันให้ใกล้แล้วไปให้ถึงก่อน คือเอาตรงนี้ เอาใกล้ๆ ก่อน ถ้าจะทำอะไรให้มองถึงผลกระทบที่มีต่อตัวเอง สมมติอยากทำอะไรเพื่อสิ่งแวดล้อม ก็ย้อนมาดูตัวเองก่อนว่าข้อดีของคุณคืออะไร เอาที่แบบใกล้ตัวและไม่ได้ขัดกับตัวตนมาก

ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร และ นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา

“ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างพลาสติก ที่ตอนนี้ใช้กันเยอะมากจนจะล้นโลก สิ่งที่เราสองคนทำวันนี้คือ พยายามลดปริมาณของ Single-used Plastic ทำสองอย่าง อย่างแรกคือ ทำในชีวิตประจำวัน อย่างที่สองคือ ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของสังคม ในชีวิตประจำวันเราก็พกกระบอกน้ำ พกเป้ พกถุงผ้า เพื่อลดปริมาณพลาสติกจากขวดน้ำดื่มหรือถุงก็อบแก็บที่ได้รับเวลาไปซื้อของ ข้อดีเลยเวลาเราพกกระบอกน้ำไปกินข้าว เราไม่ต้องจ่ายค่าน้ำเปล่า ถ้าไปร้านถูกหน่อย ลดไปได้ 20 บาท ถ้าไปโรงแรมน้ำอาจประหยัดได้ถึง 60 บาท ค่าใช้จ่ายเราก็ลดลง ลดได้เลย เห็นผลเลย หรือการพกถุงผ้า พกเป้ มันก็ช่วยให้ของไม่หาย ช่วยถนอมของในนั้นด้วย”

อย่างที่สองที่ท็อปและนุ่นทำคือ การทำให้สังคมมีส่วนร่วมในการช่วยลดปริมาณการใช้ Single-used Plastic โดยนำเทคโนโลยีผนวกกับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่มาพัฒนาเป็น ECOLIFE แอปพลิเคชันที่ชวนให้คนเลิกรับถุงหรือหลอดพลาสติก

ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร และ นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา

03

เรา/เลิก/กัน/เถอะ

 ในช่วงเดือนที่ผ่านมา หลายคนคงเคยผ่านตาวีดีโอโปรโมตแอปพลิเคชัน ECOLIFE ของท็อปและนุ่นมาบ้าง และคงคุ้นหูกับประโยค ‘เราเลิกกันเถอะ’ ที่พูดซ้ำไปมาในคลิปนั้น

ECOLIFE application #เราเลิกกันเถอะ

จริงๆ แล้วพลาสติกทั้งหลายไม่ใช่ตัวร้าย แต่น่าจะใช้ให้คุ้มค่ามากกว่านี้ ท็อป-นุ่นก็เลยอยากชวนทุกคนลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use Plastic) ผ่านโปรเจกต์ 'เราเลิกกันเถอะ!!' สนุก! เพราะงานนี้ทั้งคู่ชวนป๋อมแป๋ม โอปอล์ และกรรณ มาร่วมด้วย มาดูกันว่าพวกเขาจะช่วยกันลดใช้พลาสติกด้วยวิธีไหนใครที่ดูจบและตามไปโหลด ECOLIFE App มาแล้ว แสดงตัวหน่อย!#readthecloud #TheCloud #ECOLIFEapp #SingleUsePlastic #เราเลิกกันเถอะ

The Cloud 发布于 2019年6月21日周五

ECOLIFE เกิดขึ้นมาเพื่อจูงใจให้คน ‘เลิก’ รับหลอดและถุงพลาสติกจากร้านค้าที่เข้าร่วม โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนที่ใช้ชีวิตแบบ Urban Lifestyle ในวันที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทอย่างมากในชีวิต การรณรงค์แบบเมื่อก่อนคงไม่ได้ผลอีกต่อไป ECOLIFE เลยออกมาในรูปแบบของแอปพลิเคชัน เทคโนโลยีเพื่อดึงการมีส่วนร่วมของคนจากความสนใจของเขา

โจทย์ข้อใหญ่ที่จะทำให้คนมาใช้แอปต้องง่ายและสนุก ง่ายในที่นี่คือต้องไม่ทำให้เขารู้สึกยุ่งยาก ไม่ต้องกรอกข้อมูลให้เสียเวลา และไม่ได้ห้ามรับพลาสติกอย่างเด็ดขาด แต่ให้ดูความจำเป็นแต่ละโอกาส

“เราไม่ได้มองว่าพลาสติกเป็นผู้ร้าย แต่เราใช้มันไม่สมศักดิ์ศรี เราได้พลาสติกจากร้านขายของ เดินออกไปหน้าร้านก็ทิ้งแล้ว ร้านให้หลอดพลาสติกมา เราก็รับเพราะมันฟรี อย่างน้ำขวดนี่มาทั้งแก้ว ขวด ฝาปิด หลอด กระดาษหุ้ม แล้วยังถุงพลาสติกใส่มาอีก ดื่มห้านาทีทิ้งหมด เรารู้สึกว่าพลาสติกแบบ Single-used สามารถลดได้ตั้งแต่ต้นทางโดยการปฏิเสธที่จะรับบ้าง แต่ถ้าจำเป็นจริงๆ ก็ไม่ฝืน เราเคยทดลองกันเองสองคน ลองกินชานมไข่มุกแบบไม่ใช้หลอด กินได้แต่น้ำ แล้วไข่มุกอยู่ใต้น้ำแข็งอีก ลิ้นลงไปไม่ถึง (หัวเราะ)”

ECOLIFE แอปฯ

ส่วนความสนุกอยู่ที่รูปแบบเกมภายในแอปทุกคนจะมีตัวการ์ตูนและพื้นที่ให้สะสม ยิ่งเราสแกน QR code ว่าไม่รับพลาสติกมากเท่าไหร่ พื้นที่หรือตัวการ์ตูนที่เรามีก็จะเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ทั้งยังได้รับ Eco Point เพื่อนำไปแลกสิทธิประโยชน์ต่างๆ ต่อไปได้อีก ที่สำคัญ ECOLIFE สามารถบอกผลลัพธ์เรียลไทม์ว่าร้านค้าแต่ละร้านลดการใช้พลาสติกไปได้เท่าไหร่ ถ้าเป็นในมหาวิทยาลัย ก็สามารถแยกได้เลยว่านิสิตนักศึกษาแต่ละคณะช่วยกันลดพลาสติกไปมากน้อยแค่ไหนแล้ว

“เราเริ่มต้นทดลองระบบปลายปีที่แล้วกับมหาวิทยาลัย 30 กว่าแห่ง สถานที่เป็นย่านสยามทั้งหมด ตั้งแต่สยามสแควร์ไปถึงสามย่าน ฟังดูเหมือนเยอะใช่ไหม แต่ถ้าลองเปิดแผนที่ตอนนี้มันก็ยังเป็นแค่จุดเดียว เราสองคนคาดหวังว่าเราทำแอปนี้เพื่อให้จุดนี้ขยายออกไป อยากให้มีร้านค้าเข้ามาร่วมกันเยอะๆ พอร้านเพิ่มมากขึ้น User ก็สามารถใช้แอปได้ในหลากหลายพื้นที่ จำนวนพลาสติกที่เราลดได้ก็จะเพิ่มมากขึ้น”

นอกจากจะทำให้แอปง่ายและสนุกสำหรับผู้ใช้แล้ว อีกโจทย์หนึ่งที่ทั้งสองให้ความสำคัญมากคือ จะทำยังไงให้ธุรกิจนี้ win-win กับทุกฝ่าย ทั้งผู้ใช้งาน บริษัทของเรา ร้านค้า ศูนย์การค้า รัฐบาล หนึ่งคือ บริษัทตัวเอง ในฐานะที่เป็นธุรกิจเพื่อสังคม จะต้องทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น สองคือ ร้านค้าที่เข้าร่วม เมื่อลูกค้ารับพลาสติกน้อยลง เขาก็สามารถลดต้นทุนในการซื้อพลาสติกได้ สาม ศูนย์การค้าหรือตลาดจะได้ลดต้นทุนในการจัดการขยะที่เกิดขึ้น เช่นเดียวกับภาครัฐที่สามารถลดงบประมาณในการจัดการขยะลง ทำให้สภาพแวดล้อมดีขึ้นจนส่งผลต่อธุรกิจการท่องเที่ยวในประเทศไปโดยอัตโนมัติ

ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร และ นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา

04

จำนวนผู้ใช้งาน = 0

ณ วันที่เราคุยกับเขาทั้งสอง มีผู้ใช้งานแอปพลิเคชัน ECOLIFE กว่า 30,000 คน และสามารถลดการใช้พลาสติกไปแล้ว 300,000 ชิ้น แต่เป้าหมายของทั้งคู่ทะเยอทะยานไปกว่าจำนวนผู้ใช้เลข 4 หรือ 5 หลัก พวกเขาต้องการให้เหลือเป็น 0

“เราออกแบบแอปวันนี้เพื่อให้คนเลิกใช้ในอนาคต ถ้าจำนวนของคนใช้และจำนวนพลาสติกที่ลดได้มีมากพอ ร้านค้าก็จะมั่นใจว่าเขาไม่ต้องแจกถุงพลาสติกแล้ว ภาครัฐก็จะมั่นใจว่าสามารถออกกฎหมายได้ เหมือนอย่างก่อนหน้านี้ที่คนฮิตปั่นจักรยานกัน จนภาครัฐต้องทำเลนจักรยานเพื่อรองรับปริมาณคนขี่ที่เราเห็นกันชัดๆ อยู่แล้วว่ามีปริมาณเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ”

เพราะสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องที่สามารถทำคนเดียวได้ เขาทั้งคู่ก็ไม่กล้ารับปากว่าโลกจะดีขึ้นในเร็ววัน แต่การปรับเปลี่ยนตัวเองในวันนี้ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี ที่อย่างน้อยก็น่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในระยะยาวได้

“เรารู้แหละว่าเรื่องใหญ่ๆ อย่างสิ่งแวดล้อมนั้นเปลี่ยนแปลงยาก ไม่ใช่เรื่องที่พูดปุ๊ป คนจะปิ๊งเลย แต่เราทำมันไปเรื่อยๆ เถอะ สำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง โดนด่าบ้าง โดนดูถูกบ้าง ก็ไม่เป็นไร ทำไปเรื่อยๆ อาจจะยังไม่ต้องเปลี่ยนทั้งหมดในวันนี้ แต่ค่อยๆ ปรับตัวเอง วันนี้เราทำแอป เดี๋ยวก็มีคนอื่นเข้ามาทำเรื่องอื่นๆ อีก เป็นตัวเลือกให้คุณได้เลือกทำในสิ่งที่ถูกจริตของตัวเอง แต่มันจะไม่เกิดประโยชน์และไม่ได้ผล ถ้าคุณนั่งอยู่เฉยๆ โดยที่ไม่เลือกทำอะไรเลย”

หลายคนอาจจะเคยได้ยินทฤษฎี 21 วันมาบ้าง งานวิจัยบอกว่าถ้าเราลองเปลี่ยนนิสัยหรือพฤติกรรมสักอย่าง และลองทำต่อเนื่องไป 21 วัน พอขึ้นวันที่ 22 มันจะกลายมาเป็นนิสัย เป็นกิจวัตรประจำวันของเรา 

แอปพลิเคชัน ECOLIFE เปรียบเหมือนกับยาเคลือบน้ำหวาน ชักชวนคนให้มาใช้แอปลดการใช้พลาสติก เพื่อความสนุกและสิทธิพิเศษต่างๆ  แต่ทั้งท็อปและนุ่นเชื่อว่า ท้ายที่สุดแล้ว ทฤษฎี 21 วันนี้จะต้องเกิดขึ้นกับใครบ้าง เขาจะใช้พลาสติกน้อยลงจนเป็นนิสัย ต่อให้ในวันนั้นจะยังมี ECOLIFE หรือไม่มีก็ตาม

ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร และ นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา

Writer

Avatar

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Happy Business

เรื่องราวของธุรกิจสร้างสรรค์ที่ต้องการแ...

ไม่บ่อย ที่เราจะพบกระเป๋าในแบบทรงที่คล้ายกับเกิดมาเพื่อเป็นของเรา

เรากำลังพูดถึงกระเป๋าของ ‘Heartist’ กระเป๋าที่มีใบเดียวในโลก เพราะทำมาจากผ้าผืนทอมือของเด็กพิเศษ

“กระเป๋าทุกใบคืองานศิลปะที่มาจากศิลปิน” โปสเตอร์-วริศรุตา ไม้สังข์ เจ้าของแบรนด์กระเป๋าเพื่อสังคม Heartist เล่าพร้อมยิ้มต้อนรับเราเข้าสู่สตูดิโอขนาดกะทัดรัดของเธอในย่านแบริ่ง

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

เชื่อเถอะว่าไม่มีดีไซเนอร์คนไหนกล้าหยิบคู่สีมาใช้อย่างที่ศิลปินของ Heartist ทำแน่ๆ

คู่สีของผ้าบางชิ้นให้สีใกล้เคียงกับแฟชั่นคอลเลกชันสปริง / ซัมเมอร์ปีหน้าอย่างประหลาด บางชิ้นมาก่อนการประกาศ Color of the Year ของสำนัก Pantone บางชิ้นยิ่งใหญ่ระดับโอกูตูร์ห้องเสื้อแบรนด์ดัง

เราไม่ได้กำลังเลือกกระเป๋า แต่กระเป๋าต่างหากที่กำลังเลือกเรา

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

ในการพบกันครั้งล่าสุด The Cloud คุยกับโปสเตอร์เรื่อง Heartist แบรนด์กระเป๋าเพื่อสังคม ตั้งแต่แรงบันดาลใจที่ได้จากงานอาสา จุดเริ่มต้น กระบวนการสร้างสรรค์กระเป๋า การทำแบรนด์ ไปจนถึงการสร้างผลกระทบทางสังคม

จนเดือดร้อนคุณผู้อ่าน เพราะกระเป๋าขาดตลาดไปชั่วขณะ

มาวันนี้ เราชวนโปสเตอร์คุยเรื่องที่จริงจังขึ้น 3 ระดับ ถึงเวลาแล้วที่จะพูดเรื่องเงินๆ ทองๆ กันบ้าง

กับดักหนึ่งของธุรกิจเพื่อสังคมคือ ทักษะการเป็นผู้ประกอบการ

บริหารจัดการสินค้า ตั้งราคา และหากลุ่มเป้าหมายอย่างไร เพื่อให้สิ่งเหล่านี้ขับเคลื่อนธุรกิจและสร้างผลลัพธ์ทางสังคมอย่างที่ตั้งใจ

โปสเตอร์วันนี้ต่างจากโปสเตอร์เมื่อปีก่อนเป็นไหนๆ

จาก ‘แบรนด์กระเป๋าจากผ้าทอของเด็กพิเศษ’ โปสเตอร์ทำให้ Heartist กลายเป็น ‘แบรนด์ที่พัฒนาและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มาจากการบำบัดของบุคคลพิเศษ’

จาก ‘อาสาสมัครสาวที่ทำงานเพื่อสังคมเป็นงานอดิเรก’ สู่ ‘ผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อสังคมที่ไม่เคยสอบตก’

โปสเตอร์ทำได้ คุณก็ต้องทำได้

เปลี่ยนมายาคติสินค้าจากคนพิการ ภาคพิเศษ

ขณะที่สินค้าชุมชนหรืองานฝีมือจากชาวบ้านได้รับการให้ค่าจากสังคม ทั้งในรูปแบบตัวเงินและจิตใจที่ชื่นชม เพราะเชื่อว่ากำลังสนับสนุนให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

สินค้าและบริการจากคนพิการ กลับติดอยู่ในภาพจำว่าต้องราคาถูก ขายความสงสาร และคนพิการต้องได้ส่วนแบ่ง 100% ทั้งหมดนี้คือมายาคติที่โปสเตอร์อยากจะเปลี่ยน พร้อมๆ กับทำลายมายาคติการทำงานจิตอาสา ผู้อยากช่วยคนอื่นโดยไม่คิดมากเรื่องเงินทอง

ย้อนกลับไปวันที่โปสเตอร์เริ่มทำงานอาสาในโครงการอรุโณทัยเพื่อบุคคลพิเศษ

ชุมชนบำบัด ผ่านงานทอผ้า งานปั้น งานไม้ ซึ่งก่อตั้งโดยกลุ่มผู้ปกครองเด็กพิเศษ

วันแรก เธอใช้เวลาทั้งเช้าปั่นเส้นด้ายและทอผ้า แต่ได้ความยาวของผืนผ้าเพียง 3 เส้นทอ ทำให้รู้สึกหงุดหงิดกับตัวเอง จนเมื่อได้เห็นผ้าทอฝีมือของน้องๆ เด็กพิเศษจึงตื่นเต้นตาม เพราะคิดอยากช่วยขายหรือเพิ่มมูลค่าให้ผ้าแสนสวยเหล่านั้น

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

คบคนให้ดูผ้า

ไม่ต่างจากทุกคน หากโจทย์คือ ผ้าผืนทอมือฝีมือเด็กพิเศษ คุณคงคิดอยากขอซื้อผ้า จ้างคนออกแบบ ตัดเย็บจนสำเร็จแล้วติดแบรนด์เป็นสินค้าจากน้องๆ เด็กพิเศษ

แต่ในความจริงไม่ง่ายอย่างนั้น

ส่วนใหญ่น้องๆ เด็กพิเศษและครอบครัวมักเจอกับการกีดกันของสังคมทำให้ไม่อาจเข้าถึงการศึกษาและโอกาสต่างๆ ในชีวิต และไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครคิดอยากเข้าไปทำงานอาสากับน้องๆ เด็กพิเศษก็ทำได้เลย เพราะวิถีชีวิตเรียบง่ายของน้องๆ เด็กพิเศษ และการสร้างความคุ้นเคยอาศัยความอดทนและความจริงใจ หรือแม้แต่การคิดต่อยอดขอนำผ้าไปใช้เพิ่มมูลค่า เพราะที่ผ่านมากลุ่มผู้ปกครองเจอบทเรียนมาไม่น้อย เช่น หาประโยชน์หรือให้ความหวังลมๆ แล้งๆ กับสิ่งที่ทำไม่ได้จริง

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

แต่เมื่อโปสเตอร์ใช้เวลาปรับตัวเข้ากับน้องๆ เด็กพิเศษและครอบครัวระยะหนึ่ง เธอก็เอ่ยปากกับ ‘แม่เปา’ เจ้าของโครงการว่า “แม่บอกว่าการทอผ้าทำให้น้องมีคุณค่าความเป็นมนุษย์ แต่แม่และน้องทอแล้วเก็บใส่ตู้ไว้ ก็คงไม่มีใครเห็นคุณค่านี้แบบที่แม่เห็น หนูอยากช่วย”

เวลาที่คนบอกว่า ‘Human is a key success of sustainable.’

Human ที่เขาหมายถึงนั้นนับรวมใครบ้าง คนที่เหมือนกับเราเท่านั้นหรือ

นี่คือสิ่งที่โปสเตอร์และ Heartist ต้องการจะบอกเรา เราไม่ได้กำลังซื้อสินค้าจากคนพิการ แต่กำลังซื้องานศิลปะจาก Heartist

My HEARTIST will go on

“ทำงานผ้าจะยากสักแค่ไหนกันเชียว” โปสเตอร์หัวเราะที่ครั้งหนึ่งเคยคิดทำธุรกิจโดยตัวเองไม่มีความรู้เรื่องผ้าเลยแม้เพียงนิดเดียว เงินกว่าครึ่งแสนที่ใช้ทำซื้อผ้าผืนทอมือ จ้างนักออกแบบ ขึ้นตัวอย่างกระเป๋า และสรรหาวัตถุดิบชั้นดี เป็นบทเรียนผู้ประกอบการบทที่ 1 ก่อนจะตามมาด้วยอีกกว่า 10 บทเรียน บ้างเล็ก บ้างใหญ่

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

จุดเปลี่ยนสำคัญของ Heartist คือ การเข้าโครงการพัฒนาศักยภาพธุรกิจเพื่อสังคม SET Social Impact ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และได้เข้าอบรมในโครงการ SET Social Impact Gym by mai Executive โครงการสร้างผลลัพธ์ทางสังคมร่วมกันระหว่าง ระหว่างตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทจดทะเบียน และกิจการเพื่อสังคม โดยมีผู้บริหารระดับสูงของบริษัทจดทะเบียนระดับร้อยล้านพันล้านในตลาดหลักทรัพย์ mai ที่มีจิตอาสาเข้ามาช่วยโค้ชการทำธุรกิจให้กับเหล่าน้องๆ ที่เป็นผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อสังคม

หลังจากลองผิดลองถูกด้วยตัวเองมาก่อน ซึ่งปีแรกของการทำ Heartist โปสเตอร์ไม่ยอมออกงานหรือหาหน้าร้านเพื่อขายกระเป๋าเลย เพราะรู้สึกว่ายังไม่ดีพอ แต่พอได้มาเรียนในห้องเรียน SE102 ของโครงการ SET Social Impact Gym by mai Executive เธอกลับถูกโค้ชหลายรายในโครงการแสดงความเป็นห่วงถึงสถานะทางการเงิน ทั้งที่ตัวเธอเองไม่คิดว่าเป็นปัญหาแม้แต่น้อยเพราะมีรายได้จากงานประจำ

“เราไม่อยากให้คนซื้อของเราเพราะสงสาร เรายอมไม่ได้ถ้าได้ยินใครบอกว่าของของเรายังดีไม่พอ” โปสเตอร์เล่าแรงจูงใจของเธอ

ทรงกระเป๋า ก็เป็นอีกหนึ่งในบทเรียนที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ Heartist ซึ่งกว่าจะเป็นกระเป๋าคล้องแขนทรงแปลกแต่สะดุดตาขายดีติดอันดับอย่างทุกวันนี้ โปสเตอร์ต้องต่อสู้กับคำสบประมาทจนเกือบจะเลิก

แต่แล้ววันหนึ่ง อยู่ๆ ก็มีคนส่งข้อความมาสั่งซื้อกระเป๋าเยอะผิดสังเกต สืบดูจึงได้รู้ว่านักแสดงสาว เอ้ก-บุษกร หงษ์มานพ ใช้กระเป๋าของ Heartist และโพสต์ลงอินสตาแกรม จึงทำให้กระเป๋าทรงนี้กลายเป็นที่ต้องการ จากกระแสปากต่อปาก

รับได้ทุกอย่าง

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

หนึ่งในบทเรียนวิชาผู้ประกอบการธุรกิจสังคมที่ใหญ่ที่สุดคือ นโยบายรับซื้อผ้าทอทุกผืน

เหตุผลที่โปสเตอร์รับซื้อผ้าทุกผืนไม่หยุด ไม่ใช่เพราะมีเงินมากมาย แต่เพราะเธอไม่อยากทำลายความเชื่อมั่นของผู้ปกครองและเด็กๆ ในโครงการอรุโณทัยเพื่อคนพิเศษ และโรงเรียนอุบลปัญญานุกูล จังหวัดอุบลราชธานี แม้พ่อแม่ของน้องๆ จะโทรมาถามสถานการณ์ธุรกิจของเธอด้วยความเป็นห่วง ช่วยเสนอความคิดเห็นให้ขึ้นป้ายว่าเป็นมาจากสินค้าคนพิการไปเลย แต่เธอไม่ยอมให้มีคำว่า ‘สินค้าคนพิการ’ ออกมาจากแบรนด์ Heartist เป็นอันขาด

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

“แน่นอนว่านโยบายนี้จะขัดใจคนที่คิดทำธุรกิจ ซึ่งถ้าเราอยากรับซื้อผ้าทอมือทุกผืนอย่างที่ตั้งใจโดยไม่ลดต้นทุนอื่นๆ เราต้องมีแผนรายได้” ไม่ใช่เพราะความบังเอิญที่ทำให้โปสเตอร์คิดได้ แต่เพราะรายจ่ายกว่า 6 หลักซึ่งมาพร้อมคลังผ้าทอที่ส่งมาจากอุบลฯ ทุกเดือน เพิ่มขึ้นจนเส้นปลายทางของ Heartist ใกล้เข้ามาทุกที เรียกร้องให้โปสเตอร์เอาจริงเอาจังกับแผนธุรกิจของตัวเอง

ไม่อยากเป็นผู้ประกอบการที่สอบตก

“ธุรกิจก็คือธุรกิจ ถ้าเราไม่สามารถเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ เราก็คงไม่มีหน้าบอกใครว่าจะช่วยเหลือคนอื่น เราไม่อยากสอบตกในการเป็นผู้ประกอบการที่ล้มเหลว” โปสเตอร์ร้องบอก ก่อนจะเสริมว่าสิ่งที่ยากสำหรับเธอ คือ การคิดให้เป็นระบบ

และการทำธุรกิจคือการคิดอย่างเป็นระบบ โดยมีเครื่องมือคือ แผนผังโมเดลธุรกิจ หรือ Business Model Canvas (BMC) ที่ใช้ได้จริง

“เราใช้เวลากลั่น BMC ของตัวเองเป็นปี เพราะส่งการบ้านโค้ชแล้วโดนตีกลับทุกครั้ง หลังจากกวาดตาดูเพียงแว้บเดียวแล้วรู้ว่าสิ่งที่เขียนมาไม่ตรงตามสถานการณ์จริงของธุรกิจเรา” โปสเตอร์เล่าว่า โค้ชสอนเสมอว่าการเป็นเจ้าของกิจการจะเกลียดการเงินไม่ได้

“ไม่ได้เกลียดการรับเงินนะ พวกเราเกลียดการทำความเข้าใจความยุ่งยากเรื่องเงินๆ ทองๆ เคยคิดด้วยซ้ำว่าไม่ต้องมีก็ได้ แต่เมื่อเห็นแผนการในหัวที่อยากทำนู่นนี่เต็มไปหมด แต่ทำ Action Plan ไม่เป็น สิ่งในหัวก็คงเกิดขึ้นจริงไม่ได้” โปสเตอร์เล่าว่า ที่ผ่านมาเธอรู้ความหมายของ BMC แต่ละช่อง แต่ไม่รู้เหตุและผล และความเชื่อมโยงระหว่างกัน

“วันนี้ถ้าใครมาถามเราเรื่องแผน เราตอบได้เลยว่า เดือนหน้าเราจะลงพื้นที่ทำวิจัยเรื่องเด็กกับโรงพยาบาลรามาฯ เพื่อศึกษากระบวนการทอผ้าบำบัด แล้วออกแบบกี่ทอผ้าที่เหมาะกับทุกสรีระเพื่อการบำบัดที่แท้จริง ซึ่งทำงานร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) โดยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งหมดจะนับรวมกับต้นทุนซึ่งสะท้อนออกมาเป็นราคาขาย

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

พิเศษนิยม

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

“วันแรกที่เข้าโครงการ SET Social Impact Gym โค้ชถามว่า สินค้านี้ขายใคร เราตอบว่าขายคนมีเงิน เราไม่ได้กวนนะ เพียงแค่ยังนึกไม่ออก เพราะรู้แค่ว่าเราขายของดีมีคุณภาพในราคาที่อาจจะสูง โค้ชถามกลับทันทีว่า แปลว่าคนมีฐานะทุกคนต้องซื้อกระเป๋าเรานะ ไม่เช่นนั้นแปลว่าเขาไม่มีเงิน” จากวันที่ไม่รู้เรื่องเลย วันนี้โปสเตอร์บอกว่า มั่นใจมาก หากใครมาถามเธอเรื่องแผนผังธุรกิจ

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

“ตอนแรกเราตั้งกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กนักศึกษา โดยที่ไม่ได้วิเคราะห์ความต้องการที่แท้จริงของคนกลุ่มนั้น ขณะที่ลูกค้าจริงกลับเป็นคนวัย 30 – 40 ปีที่มีกำลังซื้อ มีความเข้าใจเพราะผ่านโลกมาประมาณหนึ่ง จึงรู้ซึ้งในคุณค่าของมนุษย์ และเมื่อเราอยากสื่อสารเรื่องราวและสิ่งที่เชื่อ คนกลุ่มนี้นั่นแหละเป็นกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญ”

กลุ่มเป้าหมายไม่จำเป็นต้องมีเพียงกลุ่มเดียว แต่คิดถึงและแบ่งย่อยตลาดที่อาจเป็นลูกค้าเราในอนาคต ซึ่งยิ่งลงรายละเอียดมากเท่าไหร่ เราจะยิ่งเจอกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ไม่ต้องใช้เวลาลองถูกลองผิดอย่างที่แล้วมา

เช่นเดียวกับพาร์ทเนอร์ของธุรกิจ จากเดิมที่เข้าหาด้วยท่าทีขอความช่วยเหลือ โปสเตอร์เล่าว่า วันนี้ Heartist เปลี่ยนท่าทีใหม่ เดินเข้าหาบริษัท องค์กร และหน่วยงานต่างๆ ด้วยความมั่นใจ เพราะรู้สึกว่าของของเราเป็นของดี เป็นของที่เราอยากนำเสนอ

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

กระเป๋าใบนี้ขายกระบวนการ

เริ่มตั้งแต่จัดหาไหมและอุปกรณ์ส่งให้ศิลปินพิเศษ คิดหาวิธีการขยายและช่วยให้น้องๆ มีพัฒนาการด้านต่างๆ ดีขึ้นจากการทอผ้าบำบัดบำบัด รับซื้อผ้า ออกแบบ คิดทำ และผลิตกระเป๋า ทำแบรนด์ ทำธุรกิจ วางแผนการขายและการตลาด ระบบการเงินหลังบ้าน ผลกระทบทางสังคมระหว่างทางและปลายทาง

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

“จากที่เคยเรามองตัวเองเป็นแม่ค้าขายกระเป๋าคนหนึ่ง แต่วันนี้เราจะเป็นผู้พัฒนาและจัดจำหน่าย เพราะตลาดหลักทรัพย์ฯ ช่วยให้เราคิดเป็นระบบ ทำให้เราหลุดจากกรอบการทำงานเพื่อสังคมแบบเดิม รู้จักและเปิดใจกับการคิดทำอย่างนักธุรกิจ จนต่อยอดแผนการในใจให้เกิดขึ้นจริง และสร้างความมั่นใจแก่เรา” กระบวนการคิดทางธุรกิจที่เป็นระบบ ทำให้ตัวตนของโปสเตอร์และ Heartist ยิ่งชัดเจน

จากวันแรก จนถึงวันนี้ Heartist กลายเป็นแบรนด์ที่พัฒนาและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มาจากการบำบัดของบุคคลพิเศษ เป็นแบรนด์ที่ทำลายมายาคติสินค้าคนพิการ เป็นแบรนด์ที่รวบรวมงานศิลปะพิเศษไว้ด้วยกัน ชิ้นงานมาสเตอร์พีซที่มีชิ้นเดียวในโลก เป็นแบรนด์ที่ทำให้เห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์และอยู่ร่วมกันอีกครั้ง

ใช่แล้ว กระเป๋า 1 ใบที่เราซื้อ เรามีส่วนร่วมตั้งแต่การจัดหาไหม มีส่วนในการช่วยเหลือกระบวนการบำบัด สร้างรายได้ สร้างความภาคภูมิใจ นำครอบครัวของน้องๆ เด็กพิเศษกลับมาพร้อมหน้าพร้อมตา สร้างศิลปินหน้าใหม่

ท้ายที่สุดแล้ว Heartist ตั้งใจจะเป็นธุรกิจที่ทำกำไร แม้ใครจะบอกว่า Heartist หากินกับคนพิการ โปสเตอร์ก็ขอยอมรับอย่างเต็มหัวใจ เพราะเหนือสิ่งอื่นใด เธออยากทำให้คนพิการมีอาชีพ อยากให้ Heartist เป็นธุรกิจที่ดำเนินต่อไปแม้ในวันที่ไม่มีเธอ

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load