เชื่อไหมว่า ไต้หวันเคยได้รับชื่อเล่นแนวล้อเลียนว่า ‘เกาะแห่งขยะ’ (Garbage Island) 

ย้อนกลับไปเมื่อราว 25 ปีก่อน ประเทศเกาะขนาดเล็กที่มีหน้าตาเหมือนเมล็ดข้าวนี้มีอัตราการจัดเก็บขยะครัวเรือนเพียงแค่ 70 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณขยะทั้งหมด แต่ในวันนี้ ไต้หวันกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพด้านการจัดการขยะดีที่สุดในเอเชีย นอกจากอัตราการการจัดเก็บขยะจะขยับขึ้นมาเป็น 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว ยังมีอัตราการรีไซเคิล 55 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าสวยหรู (สหรัฐฯ มีอัตรารีไซเคิลแค่ 34 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเองนะ!) ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนอยู่ชัดในทุกพื้นที่ ใครที่ได้ไปเยือนไต้หวันในช่วงปีสองปีที่ผ่านมานี้แทบไม่เจอขยะอยู่ตามพื้นถนนแล้ว

แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงใหญ่โตขนาดนี้ในชั่วระยะ 3 ทศวรรษไม่ได้เกิดจากแค่รัฐบาลไต้หวันออกคำสั่งให้เปลี่ยน ภาคเอกชนและประชาชนเองก็ลงแรงแข็งขัน เห็นได้จากการกำเนิดของกิจการรีไซเคิลมากกว่า 1,600 แห่งทั่วประเทศ แถมวันนี้รัฐบาลไต้หวันยังล้ำไปไกลกว่าแค่การจัดการขยะหรือการรีไซเคิล แต่มีการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม

เกริ่นกันมายาวเพราะอยากให้เห็นว่าผู้ประกอบการที่มาพูดคุยกับเราวันนี้ทำงานอยู่ในบริบทแบบไหน ไม่ต้องบอกก็เดาได้ว่าต้องเป็นธุรกิจจากไต้หวันและเกี่ยวข้องกับการจัดการขยะ เราได้รู้จัก ECOCO ผ่านงาน GC Circular Living Symposium 2020: Tomorrow Together งานประชุมด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จัดโดยบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา บนเวทีนั้นเองที่เราได้ฟังเรื่องราวของบริการรับคืนขวดพลาสติกจากเมืองไถหนาน (Tainan) ที่มีทั้งจุดเริ่มต้น วิธีการ และเป้าหมายที่น่ารักจนเราอยากเอามาเล่าต่อให้คุณฟัง

ECOCO ตู้รับคืนขวดสัญชาติไต้หวันที่เริ่มจากอยากให้ลูกภูมิใจและสร้างสิ่งดีๆ ไว้ให้บ้านเกิด

Made for Young Generation

ก่อนกระโดดมาเริ่มจับงานด้านขยะ แอนดรูว์ ลี (Andrew Lee) ผู้ก่อตั้ง ECOCO ทำงานด้านการเงินอยู่ในประเทศจีน ซึ่งเป็นพื้นที่ให้เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจและวิธีการสร้างรายได้หลากหลายรูปแบบ รวมถึงความเป็นไปในด้านต่างๆ ของโลก แน่นอนว่าเขาสังเกตเห็นกระแสความเปลี่ยนแปลงเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นคลื่นที่ยากจะต้านทานได้จากทั่วโลก

“ผมทำงานที่จีน ได้ศึกษาโมเดลธุรกิจและความเป็นไปได้ต่างๆ มากมายจากเนื้องานที่ทำ ขณะเดียวกันก็เห็นความเปลี่ยนแปลงในนโยบายสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เช่น สหภาพยุโรปเริ่มกำหนดให้ธุรกิจต้องใช้วัสดุที่รีไซเคิลแล้วมาเป็นส่วนผสมในการผลิต นั่นทำให้ผมเริ่มหันมาสนใจเรื่องธุรกิจรีไซเคิลเป็นครั้งแรก”

แอนดรูว์เล่าให้เราฟังว่า ไต้หวันในเวลานั้นเป็นประเทศที่มีระบบการจัดเก็บและรีไซเคิลดีมากอยู่แล้ว ในวันที่เขาเริ่มศึกษาตลาด ก็พบว่ามีผู้เล่นจำนวนหนึ่งกำลังพัฒนาบริการแบบเดียวกับที่เขาสนใจ นั่นคือการใช้ตู้อัตโนมัติ (Vending Machine) มาเป็นกลไกในการจัดเก็บหรือรับคืนขยะ

ECOCO ตู้รับคืนขวดสัญชาติไต้หวันที่เริ่มจากอยากให้ลูกภูมิใจและสร้างสิ่งดีๆ ไว้ให้บ้านเกิด
ECOCO ตู้รับคืนขวดสัญชาติไต้หวันที่เริ่มจากอยากให้ลูกภูมิใจและสร้างสิ่งดีๆ ไว้ให้บ้านเกิด

“อันที่จริงแนวคิด RVM (Reverse Vending Machine) เริ่มต้นกันมาหลายปีแล้วเหมือนกัน” แอนดรูว์เล่า “ในช่วงเริ่มต้น ผมเห็นมีหลายเจ้าคิดจะทำ RVM เหมือนกัน แต่สิ่งที่พวกเขายังไม่มีก็คือโมเดลในการทำเงิน และยังเน้นการพึ่งพาการสนับสนุนด้านเงินทุนจากรัฐอยู่ แต่จากประสบการณ์ของผมที่เป็นนักการเงิน ผมมองว่ามันมีความเป็นไปได้ทางธุรกิจอยู่ในไอเดียนี้”

แม้มีไอเดียธุรกิจอัดแน่นอยู่ในใจ แต่สิ่งที่ผลักดันให้แอนดรูว์ลงมือปลุกปั้น ECOCO ให้เกิดขึ้นจริงไม่ใช่แรงขับเคลื่อนทางการเงินหรือโอกาสที่อยู่ตรงหน้า แต่กลับเป็นวันที่ลูกสาวของเขาลืมตาดูโลก

“ผมตัดสินใจกลับไต้หวันหลังจากที่ภรรยาผมให้กำเนิดลูกสาว ช่วงเวลานั้นทำให้ผมรู้สึกว่า อยากทำอะไรบางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อผู้คนในบ้านเกิดเมืองนอนและต่อโลกใบนี้ นั่นเป็นสิ่งที่ลูกสาวผมเห็นแล้วรู้สึกภาคภูมิใจว่าพ่อของเขาได้ทำอะไรดีๆ เพื่อบ้านเมือง”

ฟังแล้วรู้สึกว่า ถ้าหากสรุปว่า ECOCO คือธุรกิจที่สร้างขึ้นมาเพื่อส่งต่อโลกที่อยู่อาศัยได้ให้กับคนรุ่นต่อไปก็คงจะไม่ผิดนัก เพราะลูกสาวตัวน้อยของแอนดรูว์ คือผู้จุดประกายให้พ่อของเธอลงมือทำนั่นเอง

ECOCO ตู้รับคืนขวดสัญชาติไต้หวันที่เริ่มจากอยากให้ลูกภูมิใจและสร้างสิ่งดีๆ ไว้ให้บ้านเกิด

Made in Tainan

เจ้า ECOCO ได้ถือเกิดขึ้นที่เมืองบ้านเกิดของแอนดรูว์ตามที่เขาตั้งใจไว้ เมืองไถหนานเป็นเมืองใหญ่อันดับที่ 4 ของไต้หวัน และเป็นความภาคภูมิใจของแอนดรูว์ถึงขั้นเอามาใส่ไว้ใน Tagline ของแบรนด์ว่า Made in Tainan ซึ่งเขาอธิบายว่า

“นึกภาพนักบาส NBA หรือนักเบสบอล MLB ดูสิครับ” แอนดรููว์ชวนให้เราจินตนาการ “ผมว่านักกีฬาในลีกกีฬาดังๆ ของโลกที่ได้เล่นให้ทีมบ้านเกิด เหมือนเขาได้สร้างอะไรบางอย่างให้เมืองของเขา ผมชอบความรู้สึกนั้นมาก เหมือนเราได้ทำอะไรดีๆ ด้วยกันให้บ้านของเรา”

บริการของ ECOCO เรียบง่าย และออกแบบมาอย่างเข้าอกเข้าใจพฤติกรรมคนไต้หวัน 

ECOCO ตู้รับคืนขวดสัญชาติไต้หวันที่เริ่มจากอยากให้ลูกภูมิใจและสร้างสิ่งดีๆ ไว้ให้บ้านเกิด
ECOCO ตู้รับคืนขวดสัญชาติไต้หวันที่เริ่มจากอยากให้ลูกภูมิใจและสร้างสิ่งดีๆ ไว้ให้บ้านเกิด

“คนไต้หวันชอบชานมครับ” เราพยักหน้าเห็นด้วยกับซีอีโอชาวไต้หวัน พลางคิดว่าคนไทยก็ชอบเหมือนกัน “แต่นั่นก็ทำให้มีแก้วและขวดพลาสติกมากมายที่ถูกทิ้งในแต่ละวัน เราจำเป็นต้องนำพลาสติกเหล่านั้นกลับมาจัดการอย่างถูกต้อง ECOCO ทำหน้าที่เป็นจุดรับคืนพลาสติกใช้แล้วพวกนั้น โดยผู้ใช้จะหย่อนขยะใส่ในตู้อัตโนมัติและได้รับคะแนนสะสม เพื่อไปแลกรับส่วนลดจากร้านค้าหรือคาเฟ่ที่พวกเขาใช้บริการเป็นประจำเป็นการตอบแทน

“แบรนด์พาร์ตเนอร์ที่เราทำงานด้วยเป็นแบรนด์ที่อยู่ในชีวิตประจำวันของชาวไต้หวันอยู่แล้ว การสะสมแต้มก็ทำผ่านแอปพลิเคชันในสมาร์ทโฟนที่ใช้กันเป็นประจำ นั่นทำให้บริการของ ECOCO เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในทุกวันของทุกคนได้”

ECOCO ตู้รับคืนขวดสัญชาติไต้หวันที่เริ่มจากอยากให้ลูกภูมิใจและสร้างสิ่งดีๆ ไว้ให้บ้านเกิด

วิธีการสื่อสารของ ECOCO กับผู้ใช้ที่ดูเป็นมิตรก็เป็นหนึ่งในจุดเด่นของแบรนด์เช่นกัน ไม่ว่าจะหน้าตาของตู้ที่ดูเหมือนชวนมาเล่นเกม และภาพการ์ตูนที่ใช้สื่อสารทั้งกับผู้ใหญ่และเด็กได้ดี น่าจะเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจให้แบรนด์เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้ใช้เช่นเดียวกัน 

นั่นคงเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เจ้าตู้คืนสุข ECOCO ที่รับคืนทั้งขยะพลาสติกและคืนความสุขให้ในรูปแบบของแต้มแลกรางวัลกำลังขยายออกไปไกลจากไถหนานซึ่งเป็นบ้านเกิดแล้ว

“ECOCO ได้รับการตอบรับค่อนข้างดี เราเลยยิ่งต้องทำงานหนักกับการสื่อสารบนโซเชียลมีเดีย เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับผู้ใช้ และเพื่อทำให้กลุ่มผู้ใช้เติบโตมากขึ้น ตอนนี้ ECOCO มีให้บริการในสามเมืองของไต้หวันแล้ว และกำลังจะขยับไปที่เมืองที่สี่เร็วๆ นี้”

นี่อาจจะเป็นความรู้สึกเดียวกันกับนักกีฬาที่แข่งลีกประจำเมืองแล้วได้ข้ามไปแข่งในสนามระดับประเทศหรือเปล่านะ เราได้แต่จินตนาการตามอย่างตื่นเต้น

ECOCO ตู้รับคืนขวดสัญชาติไต้หวันที่เริ่มจากอยากให้ลูกภูมิใจและสร้างสิ่งดีๆ ไว้ให้บ้านเกิด

Made for Fun and Participation

แม้ว่าสิ่งที่ ECOCO ทำอาจดูเล็กและเรียบง่าย แต่เราอยากไฮไลต์ให้คุณฟังตรงนี้ว่า สิ่งเล็กๆ นี้เป็นจุดเริ่มต้นของหลายสิ่งที่สำคัญ

กระบวนการการเก็บคืนขยะพลาสติกเพื่อไปเข้ากระบวนการจัดการที่เหมาะสม เป็นหนึ่งในข้อต่อสำคัญของการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ให้เกิดขึ้น นำไปสู่การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดอัตราการนำวัตถุดิบใหม่ (Virgin Material) มาใช้งาน และช่วยชะลดหรือลดอัตราการทำลายสิ่งแวดล้อมลง

“คำว่า Circular Economy เป็นคำที่ใหญ่มากครับ” แอนดรูว์ให้ความเห็นกับเราเมื่อถูกถามว่า เขามอง ECOCO เป็นผู้เล่นแบบไหนในภาพฝันนี้ “ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการผลักดันแนวคิด Circular Economy ในตอนนี้ คือการพยายามทำให้มันเข้าไปเชื่อมโยงกับประชาชนคนเดินดินให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งส่วนที่ ECOCO กำลังทำ คือเพิ่มอัตราการรีไซเคิลโดยให้คนทั่วไปได้มีส่วนร่วม ผ่านบริการที่สนุก

“เมื่อกลไกลของเราสนุก คนได้ประโยชน์จากการนำขวดมาคืนแล้วสะสมแต้มหรือส่วนลด พวกเขาก็จะมีส่วนร่วมกับการสร้าง Circular Economy ในชีวิตประจำวัน งานของ ECOCO คือการทำให้สิทธิประโยชน์เหล่านั้นเห็นเป็นรูปธรรม”

ECOCO ตู้รับคืนขวดสัญชาติไต้หวันที่เริ่มจากอยากให้ลูกภูมิใจและสร้างสิ่งดีๆ ไว้ให้บ้านเกิด

คำอธิบายของแอนดรูว์ตอบเราได้อย่างชัดเจน ว่าทำไมบริษัทของเขาจึงมีชื่อว่า Fun Lead Change ซึ่งนั่นไม่ได้เป็นเพียงชื่อ แต่เป็นการนำคุณค่าหลักของบริการออกมาเล่าอย่างตรงไปตรงมา

“สิ่งที่ผมอยากสร้างคือธุรกิจที่ทุกคนชนะไปพร้อมกัน” นักลงมือทำชาวไต้หวันกล่าวอย่างมีความฝัน “ทั้งเมืองที่ผมอยู่ ลูกสาวของผมที่จะเติบโตมา พาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ ไปจนถึงรัฐบาล ที่ตอนนี้เขาเริ่มเห็นความสำคัญของสิ่งที่เราทำอยู่ และเข้ามาช่วยเหลือสนับสนุนมากขึ้น

“ผมมองว่า ECOCO เป็นช่องทางหนึ่งที่จะทำให้เราใช้ทรัพยากรกันได้อย่างยั่งยืนขึ้น ดังนั้น เราไม่ได้จะหยุดแค่ที่พลาสติก เรามองไปถึงขยะชนิดอื่นอย่างแบตเตอรี่ ที่ตอนนี้มีอัตราการรีไซเคิลแค่สี่สิบเก้าเปอร์เซ็นต์ ผมคิดว่าเราต้องทำอะไรสักอย่างกับมันครับ” แอนดรูว์แบ่งปันก้าวต่อไปของ ECOCO กับเราเป็นการตบท้าย

ECOCO ตู้รับคืนขวดสัญชาติไต้หวันที่เริ่มจากอยากให้ลูกภูมิใจและสร้างสิ่งดีๆ ไว้ให้บ้านเกิด
ECOCO ตู้รับคืนขวดสัญชาติไต้หวันที่เริ่มจากอยากให้ลูกภูมิใจและสร้างสิ่งดีๆ ไว้ให้บ้านเกิด

ภาพ : ECOCO 


ข้อมูลอ้างอิง 

GC Circular Living Symposium 2020: Tomorrow Together งานประชุมด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จัดโดยบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก National Geographic และเครือข่ายพันธมิตรที่รวบรวมกว่า 40 ผู้นำความคิด นวัตกร และนักธุรกิจจากทั่วโลก มาร่วมแบ่งปันความคิดและประสบการณ์เกี่ยวกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อขับเคลื่อนโลกสู่ความยั่งยืน ด้วยนวัตกรรม การสร้าง Business Model เพื่อก่อให้เกิดระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem)

งานนี้มุ่งหวังการแลกเปลี่ยนมุมมองและส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องราวที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ในรูปแบบ Circular in Action รวมพลังปฏิวัติการใช้ทรัพยากรโลก เพื่อสร้างสมดุลเพื่อความยั่งยืน โดยถอดบทเรียนด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน วิถีการพึ่งพาตนเอง…ใช้สิ่งที่มีให้คุ้มค่า เปลี่ยนแนวความคิดสู่การปฏิบัติที่พร้อมขยายผล ถ่ายทอดจากประสบการณ์ตรงที่เข้าใจง่ายและเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เป็นประโยชน์ทั้งในชีวิตประจำวัน SMEs องค์กรและหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนสังคม เพื่อเป็นแรงกระเพื่อมให้การนำแนวคิด Circular Economy ขยายผลออกไปให้มากที่สุด เพื่อจะสร้าง ‘วันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า’ ร่วมกัน (Tomorrow Together)

เข้าชมทุก Speaker ทุก Session ย้อนหลังได้ที่นี่

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

สิ่งหนึ่งที่คนถิ่นอื่นมักพูดถึงคนอีสาน คือ คนอีสานเป็นคนสนุก

เอนเตอร์เทนเมนต์คือวัฒนธรรมส่งออกจากท้องถิ่นที่ทำให้คนทั่วประเทศ (ไปจนถึงทั่วโลก) รู้จักแดนอีสานผ่านการร้อง ฟ้อน เต้นระบำ ในรูปแบบต่าง ๆ

แต่แค่ความสนุกของคนอีสานอย่างเดียว คงไม่ทำให้ชื่อเสียงโด่งดังไปไกลถึงขนาดนั้น ความภาคภูมิใจในรากเหง้าวัฒนธรรมของตัวเองต่างหากที่เป็นเรี่ยวแรงสำคัญ และที่สำคัญยิ่งกว่า คือใจที่เปิดรับการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปตามโลกใหม่ โดยไม่ยึดติดกับวิถีเดิม ๆ เพียงอย่างเดียว

เราจึงได้เห็นการโซโล่แคนของวง The Paradise Bangkok Molam International Band บนเวทีระดับโลก เห็นพลังของผู้หญิงในชื่อ Rasamee Isan Soul ที่ต่างชาติจับตามอง เห็นคณะหมอลำบนเวทีประกวดนางงาม เห็นคำอีสานในเพลงป๊อปยุคใหม่

เที่ยงนี้เราต่อสายถึงขอนแก่นเพื่อคุยกับ เดียร์-ไพจิตร​ ศรีม่วงอ่อน หนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่ม ‘อีสานเขียว’ ผู้จัดงานเทศกาลดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคชื่อ E-san Music Festival Thailand ซึ่งเป็นกำลังสำคัญที่ไม่เพียงขับเคลื่อนวัฒนธรรมในดินแดนแห่งนี้ แต่กระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดในระดับร้อยล้าน ด้วยงานแสดงดนตรีที่ครั้งแรกมีคนมาแค่ไม่เกิน 500 คน

Esan Music Festival เทศกาลดนตรีโดยคนขอนแก่น สร้างมูลค่าเศรษฐกิจจังหวัดปีละ 200 ล้าน

01

“คนที่มาส่วนใหญ่เป็นพรรคพวกเพื่อนฝูงกันทั้งนั้น” เดียร์เล่าย้อนไปถึงงานครั้งแรกพร้อมเสียงหัวเราะ

ก่อนนั้นเขาเคยเป็นจิตอาสา ทำงานเรื่องเด็ก เยาวชน การศึกษา และสิ่งแวดล้อม เป็นหลัก มีทั้งงานประเภทออกค่าย งานเล่นดนตรี แล้วก็มีวงดนตรีของตัวเองด้วย

ชายคนนี้สนใจเกี่ยวกับเทศกาลดนตรีมาตั้งแต่ต้น แต่ไม่ใช่ในเชิงการบริหารจัดการงาน

“เราสนใจคำว่า Festival ในมุมที่จะได้ไปเที่ยว ได้ไปแคมป์ ได้ไปเรียนรู้ ได้เดินทางไปที่ต่าง ๆ เป็นการสนใจในมุมของคนไปมากกว่ามุมของคนจัด”

ย้อนไปตอนนั้น ในบ้านเรายังมีงานเทศกาลดนตรีไม่มาก เดียร์กับเพื่อนอีก 2 คน คัตเตอร์-จิตรกร ศรีธนะกูล และ กุ๊กไก่-ปฤษฏี นะที่ราบสูง แบกเป้เที่ยวในหลายจังหวัด จนได้ไปเทศกาล Pai Reggae Festival ก็เกิดไอเดียขึ้นมา

“เรากลับมาทำอะไรที่บ้านเราไหมเพื่อน” ทั้งสามคุยกันแบบนั้น “เป็นช่วงเดียวกับที่กุ๊กไก่กับคัตเตอร์ไปเจอนิตยสาร บันเทิงคดี เขาพูดถึง Woodstock ซึ่งเป็นเทศกาลดนตรีระดับโลก นั่นเป็นอีกแรงบันดาลใจที่เราคิดว่าน่าจะทำให้งานแบบนี้เกิดในขอนแก่นบ้านเราได้”

Esan Music Festival เทศกาลดนตรีโดยคนขอนแก่น สร้างมูลค่าเศรษฐกิจจังหวัดปีละ 200 ล้าน

02

ครั้งแรกเป็นการลองผิดลองถูก เทศกาลแบบนี้ไม่เคยมีใครจัดในขอนแก่น และตัวนักจัดเองก็ยอมรับว่ายังไม่เข้าใจงาน Festival อย่างถ่องแท้ หรืออย่างน้อย ๆ ก็ยังไม่เห็นภาพที่ชัดเจนนัก

ในปี 2012 หากลองไปถามคนขอนแก่นจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เมืองนี้คือศูนย์รวมทางเศรษฐกิจของภาคอีสานก็จริง แต่ถ้าถามว่ามาขอนแก่นต้องไปเที่ยวไหน คงมีคนน้อยคนที่ตอบได้

คุณเห็นโอกาสอะไรในจังหวัดนี้ – เราจึงถาม

“เราตั้งใจชูเรื่องความแตกต่าง มันแตกต่างตั้งแต่บุคลิกและแนวคิดของพวกเราแล้ว ผมเผ้ายาวรุงรัง เป็นฮิปปี้แบบที่คนเขามองเลย ส่วนหนึ่งเป็นการท้าทายตัวเองว่าจะทำได้ไหม งานปีแรก ๆ เรายังไม่ได้คิดเรื่องมูลค่าทางเศรษฐกิจหรือผลที่จะส่งถึงจังหวัด ดัชนีชี้วัดความสำเร็จในตอนนั้นคือความสุขอย่างเดียว”

งานปีแรกและปีที่สองเป็นงานแบบเฉพาะกลุ่มในชื่อ อีสานเรกเก้ จัดที่สวนสาธารณะเวที 200 ปี บึงแก่นนคร ในตัวเมือง ไม่มีสปอนเซอร์ เพราะพวกเขาลงขันกันเองตามความสมัครใจ ส่วนเรื่องกำไรที่ได้ไม่ต้องถามถึง เดียร์บอกว่าถ้าวัดเป็นมูลค่าตัวเงินนี่แทบไม่ได้เลย

“บางคนเอากล้องไปจำนำ เอารถไปจำนำ ขายของระดมทุน หยิบยืมของตามห้างร้าน ตอนนั้นเครดิตพวกเราก็ยังไม่มี แล้วนึกดูว่าเราผมยาว ๆ ฮิปปี้กันแบบนี้ ยิ่งยากขึ้นไปอีก สิ่งที่เราได้คือมิตรภาพ มีเครือข่ายใหม่ มีเพื่อนของเพื่อนที่ชักชวนกันมา ได้รู้จักคนใหม่ ๆ เขามีไลฟ์สไตล์แบบนี้ มันคือความสุขและคุณค่าทางใจ”

แม้ไม่ได้กำไรเป็นเม็ดเงิน กลุ่มอีสานเขียวก็ยังเดินหน้าต่อ

“หลังจบงานเรามานั่งถอดบทเรียนกันทีละข้อ ทั้งข้อดีข้อเสีย แล้วตัดสินใจว่าจะไปกันต่อไหม เสียงของคนที่มางานและเสียงของพวกเราด้วยกันเอง ทำให้ตัดสินใจจัดครั้งต่อมา ครั้งที่สองเริ่มชักชวนเครือข่ายต่าง ๆ และเพื่อน ๆ มาเข้าร่วมเพื่อสร้างสีสันในงาน”

Esan Music Festival เทศกาลดนตรีโดยคนขอนแก่น สร้างมูลค่าเศรษฐกิจจังหวัดปีละ 200 ล้าน
Esan Music Festival เทศกาลดนตรีโดยคนขอนแก่น สร้างมูลค่าเศรษฐกิจจังหวัดปีละ 200 ล้าน

03

งานครั้งที่สามคือจุดเปลี่ยนของเทศกาลดนตรีนี้ และเป็นต้นกำเนิดของงานในปัจจุบันด้วยเช่นกัน

หนึ่ง พวกเขามีเป้าหมายชัดเจนว่าตั้งใจให้งานนี้ทำให้ทุกคนออกไปเรียนรู้การใช้ชีวิต และทุกคนในที่นี้หมายถึงทุกคนจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ วัยรุ่น นักเรียน นักศึกษา ครอบครัว ไปจนถึงเด็กเล็กที่ยังต้องนั่งรถเข็น คำว่า ‘เขียว’ ก็ไม่ใช่ความหมายเกี่ยวข้องกับสมุนไพรควบคุมเหมือนที่หลายคนคิด แต่คือความตั้งใจอยากทำให้อีสานแห้งแล้งเขียวอุดมสมบูรณ์ มีความสุขครบทุกด้าน ภายในงานจึงสอดแทรกมิติของสิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ และวิถีท้องถิ่นเข้าไปด้วย

เมื่ออยากให้คนออกไปใช้ชีวิต บวกกับจำนวนผู้เข้าร่วมที่เพิ่มขึ้นทุกปี กลุ่มอีสานเขียวจึงต้องโยกย้ายสถานที่จัดงานใหม่ จากในตัวเมืองออกไปในชนบท แต่พวกเขาไม่เคยคิดออกไปจากจังหวัดขอนแก่น 

จนมาถึงจุดเปลี่ยนข้อสอง คือสถานที่จัดงานบริเวณเขื่อนอุบลรัตน์ ซึ่งเป็นพื้นที่ละแวกเดียวกับปัจจุบัน

เมื่อดึงคนเข้ามาได้มากขึ้น ก็เริ่มเห็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ เริ่มมีรายได้เข้ามาในท้องถิ่น ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น การคมนาคมในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบิน รถไฟ รถทัวร์ หรือการท่องเที่ยวทั้งที่พักและกิจการร้านค้าในจังหวัดก็คึกคักครึกครื้น

Esan Music Festival เทศกาลดนตรีโดยคนขอนแก่น สร้างมูลค่าเศรษฐกิจจังหวัดปีละ 200 ล้าน
Esan Music Festival เทศกาลดนตรีโดยคนขอนแก่น สร้างมูลค่าเศรษฐกิจจังหวัดปีละ 200 ล้าน

04

จากงานครั้งแรกที่มีคนเข้าร่วมไม่ถึง 500 คน จนครั้งที่ 7 มียอดสูงสุดเกือบ 200,000 คน และล่าสุด แม้จะเป็นช่วงโควิด-19 ก็ยังมีคนมาเยี่ยมเยียนร่วมแสน

จากทีมงานแค่กลุ่มเพื่อน ก็เริ่มมีการประสานงานกับเครือข่าย หน่วยงานรัฐ และเอกชนต่าง ๆ

จากการลงมือทำงานกันเอง ก็ได้น้ำพักน้ำแรงจากคนท้องถิ่นคอยดูแลความเรียบร้อยให้งานเดินไปอย่างราบรื่น

‘สำนึกรักบ้านเกิด ตอบแทนคุณแผ่นดิน’ คือวลีที่เราได้ยินบ่อยจากแคมเปญรณรงค์ให้คนหันกลับมาดูแลท้องถิ่น และเป็นคำตอบของกลุ่มอีสานเขียวในการทำสิ่งนี้

“มันคือคำถามว่าเราจะทำอะไรเพื่อบ้านของเราได้บ้าง นี่คือเครื่องมือที่เราถนัดที่สุด อย่างน้อยก็ ณ เวลานี้ จากที่ปีแรกเราทำเพื่อความสุขตัวเอง ตอนนี้งานมันใหญ่พอที่จะช่วยขับเคลื่อนขอนแก่นให้เป็น City of Art ในทุกแขนง ไม่ใช่เฉพาะดนตรี ในงานเรามีเครือข่ายด้านศิลปะมาแสดงผลงาน มีการจัดประมูล มีกิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียน ชวนเด็ก ๆ มาเรียนรู้เรื่องธรรมชาติ ปลูกฝังเรื่องพื้นที่อนุรักษ์ เนื่องจากชาวอีสานในหลายจังหวัดในน้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์”

ขณะเดียวกัน งานนี้ก็สร้างรายได้ให้กับคนท้องที่ เริ่มตั้งแต่กระบวนการลงพื้นที่ ซึ่งได้ชาวบ้านมาเป็นกำลังสำคัญ การคมนาคมอำนวยความสะดวกในงานก็เป็นความรับผิดชอบของพวกเขา สินค้าและอาหารที่วางจำหน่ายก็ไม่วายเป็นของดีประจำถิ่น อย่างปลาแห้ง ส้มตำ หรือสินค้า OTOP ประจำตำบลต่าง ๆ หลังจบงานก็ได้แรงกายจากชุมชนช่วยกัน เพื่อดูแลรักษาความเรียบร้อยของพื้นที่ให้กลับเป็นดังเดิมอีกครั้ง

“เราให้สิทธิ์ชาวบ้านทั้งตำบลเข้างานได้ฟรี มีประมาณ 12 หมู่บ้าน เหมือนเขาเป็นทีมงานส่วนหนึ่งของเรา เป็นหูเป็นตาคอยดูแลนักท่องเที่ยวที่มาด้วยกัน”

รายได้ในการทำงานมอบให้ชาวบ้าน รายได้ส่วนหนึ่งหลังจบงานมอบให้วัดให้โรงเรียน รวมถึงกองทุนหมู่บ้านในพื้นที่ 

Esan Music Festival เทศกาลดนตรีโดยคนขอนแก่น สร้างมูลค่าเศรษฐกิจจังหวัดปีละ 200 ล้าน
Esan Music Festival เทศกาลดนตรีโดยคนขอนแก่น สร้างมูลค่าเศรษฐกิจจังหวัดปีละ 200 ล้าน

05

ใครจะคิดว่างานมิวสิกเฟสติวัลเล็ก ๆ ที่จัดให้คนเฉพาะกลุ่มในสวนสาธารณะใจกลางเมืองขอนแก่น วันหนึ่งจะกลายเป็นงานของจังหวัด รวมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานรัฐ เอกชน และคนในพื้นที่ จนสร้างมูลค่าให้จังหวัดได้เกือบ 200 ล้านบาท

ใช่แล้วค่ะ คุณอ่านไม่ผิด

เดียร์เองก็คิดไม่ถึงว่าอิมแพคของงานจะยิ่งใหญ่ขนาดนี้

ทุกครั้งที่มีการจัดงาน นักท่องเที่ยวไม่ได้แค่มางาน E-san Music Festival แต่เตรียมตัวไปแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ทั้งในและนอกเมือง กิน ดื่ม ใช้ จับจ่ายซื้อของ งานนี้เลยไม่ได้เป็นแค่เทศกาลดนตรีที่มาแล้วจบไป แต่เป็นเหมือนมหกรรมการท่องเที่ยวของจังหวัดที่มีขึ้นทุกปี

กลุ่มอีสานเขียวและเครือข่ายจึงตั้งใจประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวในจังหวัดพร้อม ๆ กับโปรโมตงานของตัวเอง 

“เรามีพาร์ตเนอร์หลายแบบ แบบแรกคือกลุ่มคนอย่างพวกเรา มีหมดเลยครับ ทั้งกลุ่มคนชอบรถคลาสสิก ฮาร์เลย์ เวสป้า พาหนะเกือบทุกแขนง เป็นเพื่อน ๆ ของเราเอง มาช่วยกันทำให้งานคึกคักมากขึ้น

“แบบสองคือภาครัฐ ทั้งส่วนกลางประจำจังหวัดและในระดับท้องถิ่น ไปจนถึงกระทรวงการท่องเที่ยว ล่าสุด เราเพิ่งไปคุยกับการรถไฟขอนแก่น เวลาเพื่อน ๆ จากต่างจังหวัดไกล ๆ มางานเรา ก็นิยมแบกเป้ขึ้นรถไฟกันเสียส่วนใหญ่ ทางการรถไฟก็เลยเสนอให้มีขบวนรถไฟเที่ยวพิเศษ หัวลำโพง-อีสานเขียว เดินทางตรงมาถึงงานเลย ครั้งแรกประสบความสำเร็จมาก นอกจากนี้ก็ยังทำงานร่วมกับสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัด ทำดีลโปรโมชันกับร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ต ใครมีบัตรเฟสติวัลจะได้รับส่วนลดเพิ่มเติม

“แบบที่สามคือภาคเอกชน นอกจากรายได้จากค่าบัตรและของที่ระลึก เราก็มีสปอนเซอร์งานในแต่ละปีเป็นแบรนด์ต่าง ๆ

“แบบที่สี่คือคนท้องที่ เหมือนที่เล่าไปก่อนนี้ว่าเรามองเขาเหมือนเป็นทีมงานอีกคน ช่วยกันอำนวยความสะดวกให้ผู้มาร่วมงาน อย่างให้บริการวิ่งรถ โดยเราเข้าไปช่วยกำหนดราคามาตรฐานเพื่อไม่ให้เอาเปรียบนักท่องเที่ยว เช่น พ่อครับแม่ครับ มอเตอร์ไซค์ขอ 20 บาท รถยนต์ 40 บาท รายได้ที่ได้ทั้งหมดเป็นของชาวบ้านในพื้นที่ และเราพยายามทำให้เขารู้สึกเป็นเจ้าของงาน เป็นเจ้าภาพ ส่วนใครขายดีจะร่วมทำบุญกับเราหลังงานเลิกก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นบริจาคหน้ากากช่วงโควิด-19 สนับสนุนกิจกรรมเด็ก ๆ หรือปลูกป่า”

แม้เครือข่ายจะขยายขึ้นทุกปี แต่แนวคิดหลักของงานนี้ยังอยู่ที่กลุ่มอีสานเขียวเหมือนเดิมตั้งแต่วันแรกที่จัดงานนี้ และยังอยากพัฒนาให้ดีขึ้นอีก

Esan Music Festival เทศกาลดนตรีโดยคนขอนแก่น สร้างมูลค่าเศรษฐกิจจังหวัดปีละ 200 ล้าน

06

E-san Music Festival เปลี่ยนบทบาทไปมากในช่วงสิบปีที่ผ่านมา จากงานเฉพาะกลุ่มมาเป็นงานของจังหวัดที่ได้รับความร่วมมือมากมาย เหมือนงานบุญเดือน 10 อย่างที่เดียร์เปรียบเปรย

“ถ้านึกถึงเทศกาลดนตรีต้องนึกถึงขอนแก่น” เขาว่า “เป็นเหมือนสัญญาใจว่าหน้าหนาวปลายปี เราต้องมาเจอกันที่นี่ เป็นสัญญาใจเหมือนงานบุญเดือนสิบที่ทำให้ญาติพี่น้องได้มาเจอกัน”

ผู้เข้าร่วมส่วนมากเป็นคนในจังหวัดและภาคอีสาน นอกจากนี้ยังมีคนจากเหนือสุด ใต้สุด และต่างประเทศทั้งในและนอกทวีปเอเชียบินเข้ามาทุกปี ซึ่งสร้างรายได้ไม่ใช่แค่เฉพาะกับคนในพื้นที่ แต่รวมถึงจังหวัดอื่น ๆ ในประเทศที่เป็นปลายทางนิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

เมื่อถามถึงบทเรียนในการทำธุรกิจของเขา ซึ่งจะเรียกว่าธุรกิจก็ไม่เชิง แต่เป็นการลงมือทำบางอย่างโดยไม่ได้สร้างกำไรให้แค่กลุ่มของตัวเองเพียงอย่างเดียว เดียร์ตอบเราว่า

Esan Music Festival เทศกาลดนตรีโดยคนขอนแก่น สร้างมูลค่าเศรษฐกิจจังหวัดปีละ 200 ล้าน

“เราเรียนรู้ตั้งแต่กระบวนการคิด กระบวนการพูด เรียงลำดับความสำคัญ และมองภาพรวม ถ้างานเป็นถังสีแล้วเราเอาตัวเองไปจุ่ม สุดท้ายต้องถอยออกมาเพื่อดูบริบทรอบ ๆ ด้วย ไม่ใช่เป็นกระทิงเป็นหมีดุดัน เอะอะชนอย่างเดียวไม่สนใจอะไรเหมือนปีแรก ๆ” เขาหัวเราะ “วันนี้อุดมการณ์เรายังเหมือนเดิม แต่นอกจากทำเพื่อคุณค่าความสุข เรามองเรื่องมูลค่าไปด้วยพร้อมกัน รายได้มาจากทางไหนได้บ้าง และชาวบ้านจะสร้างรายได้ได้ยังไงบ้าง”

เขาและทีมงานกว่าอีก 20 ชีวิต มีกำลังใจและกำไรในการทำงานเป็นฟีดแบ็กเล็ก ๆ น้อย ๆ จากคนในท้องที่

‘อีสานเขียวจะจัดอีกไหมปีนี้’ 

‘แล้วจะจัดเมื่อไหร่’ 

‘จัดแล้วอย่าลืมแม่นะ ชวนพ่อด้วยนะ’

“ครั้งหนึ่งเคยมีคุณยายถือดอกไม้มามอบให้เรา บอกว่าเราทำให้คุณตาปลดหนี้เงินแสนได้ เขารับจ้างเป็นรถซาเล้งบริการนักท่องเที่ยว หรืออย่างร้านอาหาร ปากทางเข้างานมีไก่ย่างหลายร้าน วันปกติขายไม่ค่อยดี แต่วันจัดงานเขาขายดีมาก เขาดีใจแทบจะขอให้ไปเป็นลูกเป็นหลาน มันเลยเป็นพลังให้เราอยากตั้งใจจัดงานให้ดีขึ้นไปทุกปี”

Esan Music Festival เทศกาลดนตรีจังหวัดขอนแก่น โดยคนขอนแก่น เพื่อคนขอนแก่น ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจปีละ 200 ล้าน

07

อีสานเขียวไม่ได้อยากทำแค่ในจังหวัดขอนแก่น แต่อยากโตขึ้นทุกปี

“สเต็ปแรกต้องไปถึงระดับเอเชียก่อน เราใช้ดนตรีเชื่อมในเกิดภาคีเครือข่าย เช่น เราไปเล่นดนตรีที่ลาวหรือประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ ก็ตกลงกันว่า ถ้างานเธอ ฉันจะไปเล่น ถ้างานฉัน เธอก็มาเล่น แลกเปลี่ยนกัน แล้วเดี๋ยวเราจะมี Kong Music Festival เทศกาลดนตรีของกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง มีศิลปินต่าง ๆ เราอยากชวนวงจากต่างประเทศมาร่วมด้วย”

เรามีโอกาสได้คุยกับคนขอนแก่นหลายคน ตั้งแต่นักธุรกิจใหญ่ประจำจังหวัด ผู้ประกอบการกิจการเก่าแก่ ไปจนถึงคนรุ่นใหม่กลับบ้าน สิ่งที่สัมผัสได้อย่างชัดเจนที่สุดคือ เขาเหล่านั้นล้วนมีใจรักเมืองนี้และอยากพัฒนาให้ดีขึ้น 

คนจังหวัดนี้เอาไฟมากมายมาจากไหนกัน – เราถามเขา

“คนขอนแก่นก็เหมือนคนจังหวัดอื่นแหละครับ” เดียร์ยิ้ม “เพียงแต่แรกเริ่ม เราอาจจะขาดเครื่องมือในการเข้ามาช่วยจัดการเรื่องต่าง ๆ การรวบรวมกลุ่มระดมสมองไอเดียก็เลยเป็นวิธีการขับเคลื่อนเมืองของเรา อย่างวันเสาร์ที่จะถึงนี้ กลุ่มพี่ ๆ ที่สุพรรณบุรีชวนผมไปจังหวัดเขา เขาก็กำลังผลักดันให้สุพรรณฯ เป็น City of Music หรือ City of Art เพื่อรองรับการเป็นมรดกโลกจาก Unesco ที่โรงละครแห่งชาติสุพรรณบุรี

“ส่วนงานของผม เราเริ่มจากความสุข ก่อนจะขยายแตกฟองส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้คนอื่น ๆ”

Esan Music Festival เทศกาลดนตรีจังหวัดขอนแก่น โดยคนขอนแก่น เพื่อคนขอนแก่น ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจปีละ 200 ล้าน

กลุ่มอีสานเขียวกำลังเตรียมตัวสำหรับงาน E-san Music Festival ประจำปีนี้ หลังจากเดินทางเวียนไปเยี่ยมงานเพื่อน ๆ ตามจังหวัดต่าง ๆ พวกเขากลับมาใช้เวลาเตรียมงานร่วม 6 เดือน ร่วมกับเครือข่ายทุกภาคส่วน โดยมีผลลัพธ์เป็นงานเทศกาลดนตรีระหว่างวันที่ 25 – 27 พฤศจิกายน 2022 ที่กำลังจะถึง

ไม่มีใครเคยคิดว่างานเล็ก ๆ ที่ลงขันกันเอง และมีผู้ชมเป็นผองเพื่อน จะเดินทางมาไกลเกือบทศวรรษ และกลายเป็นงานที่ผู้คนในจังหวัดต่างเข้ามามีส่วนร่วม

การสร้างรายได้ให้ผู้จัดทำให้เทศกาลดนตรีนี้กลายเป็นธุรกิจอย่างสมบูรณ์ และพวกเขาสามารถเลิกจัดได้ทันทีในวันที่มีกำไรเป็นกอบเป็นกำ

แต่พวกเขาไม่คิดทำแบบนั้น 

เพราะโมเดลธุรกิจนี้ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้แค่ผู้ก่อตั้ง หากรวมถึงพี่ น้อง ลุง ป้า น้า อา ตา ยาย ในพื้นที่ ที่มารวมตัวกันทุกสิ้นปี

“ถ้าเดือนพฤศจิกาฯ นี้ไม่ได้ไปไหน ลองแวะมาเที่ยวที่งานนะครับ” เดียร์ชวนเราและผู้อ่านทุกคน

Esan Music Festival เทศกาลดนตรีจังหวัดขอนแก่น โดยคนขอนแก่น เพื่อคนขอนแก่น ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจปีละ 200 ล้าน

Lessons Learned

  • ธุรกิจที่ตอบโจทย์ทั้งฝั่งเจ้าของและคอมมูนิตี้โดยรอบได้ จะเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน
  • มองความสำเร็จระยะไกลมากกว่ากำไรระยะใกล้
  • สร้างเครือข่ายในทุกภาคส่วนเพื่อความร่วมมือและความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน เพื่ออิมแพคที่ใหญ่ขึ้น

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

นักเรียนวารสารศาสตร์จากมอน้ำชี ที่เชื่อว่าชีวิตต้องผ่านน้ำ เบื่อการเรียนออนไลน์ อยากเรียนจบแล้ว รักใครรักจริง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load