เชื่อไหมว่า ไต้หวันเคยได้รับชื่อเล่นแนวล้อเลียนว่า ‘เกาะแห่งขยะ’ (Garbage Island) 

ย้อนกลับไปเมื่อราว 25 ปีก่อน ประเทศเกาะขนาดเล็กที่มีหน้าตาเหมือนเมล็ดข้าวนี้มีอัตราการจัดเก็บขยะครัวเรือนเพียงแค่ 70 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณขยะทั้งหมด แต่ในวันนี้ ไต้หวันกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพด้านการจัดการขยะดีที่สุดในเอเชีย นอกจากอัตราการการจัดเก็บขยะจะขยับขึ้นมาเป็น 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว ยังมีอัตราการรีไซเคิล 55 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าสวยหรู (สหรัฐฯ มีอัตรารีไซเคิลแค่ 34 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเองนะ!) ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนอยู่ชัดในทุกพื้นที่ ใครที่ได้ไปเยือนไต้หวันในช่วงปีสองปีที่ผ่านมานี้แทบไม่เจอขยะอยู่ตามพื้นถนนแล้ว

แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงใหญ่โตขนาดนี้ในชั่วระยะ 3 ทศวรรษไม่ได้เกิดจากแค่รัฐบาลไต้หวันออกคำสั่งให้เปลี่ยน ภาคเอกชนและประชาชนเองก็ลงแรงแข็งขัน เห็นได้จากการกำเนิดของกิจการรีไซเคิลมากกว่า 1,600 แห่งทั่วประเทศ แถมวันนี้รัฐบาลไต้หวันยังล้ำไปไกลกว่าแค่การจัดการขยะหรือการรีไซเคิล แต่มีการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม

เกริ่นกันมายาวเพราะอยากให้เห็นว่าผู้ประกอบการที่มาพูดคุยกับเราวันนี้ทำงานอยู่ในบริบทแบบไหน ไม่ต้องบอกก็เดาได้ว่าต้องเป็นธุรกิจจากไต้หวันและเกี่ยวข้องกับการจัดการขยะ เราได้รู้จัก ECOCO ผ่านงาน GC Circular Living Symposium 2020: Tomorrow Together งานประชุมด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จัดโดยบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา บนเวทีนั้นเองที่เราได้ฟังเรื่องราวของบริการรับคืนขวดพลาสติกจากเมืองไถหนาน (Tainan) ที่มีทั้งจุดเริ่มต้น วิธีการ และเป้าหมายที่น่ารักจนเราอยากเอามาเล่าต่อให้คุณฟัง

ECOCO ตู้รับคืนขวดสัญชาติไต้หวันที่เริ่มจากอยากให้ลูกภูมิใจและสร้างสิ่งดีๆ ไว้ให้บ้านเกิด

Made for Young Generation

ก่อนกระโดดมาเริ่มจับงานด้านขยะ แอนดรูว์ ลี (Andrew Lee) ผู้ก่อตั้ง ECOCO ทำงานด้านการเงินอยู่ในประเทศจีน ซึ่งเป็นพื้นที่ให้เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจและวิธีการสร้างรายได้หลากหลายรูปแบบ รวมถึงความเป็นไปในด้านต่างๆ ของโลก แน่นอนว่าเขาสังเกตเห็นกระแสความเปลี่ยนแปลงเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นคลื่นที่ยากจะต้านทานได้จากทั่วโลก

“ผมทำงานที่จีน ได้ศึกษาโมเดลธุรกิจและความเป็นไปได้ต่างๆ มากมายจากเนื้องานที่ทำ ขณะเดียวกันก็เห็นความเปลี่ยนแปลงในนโยบายสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เช่น สหภาพยุโรปเริ่มกำหนดให้ธุรกิจต้องใช้วัสดุที่รีไซเคิลแล้วมาเป็นส่วนผสมในการผลิต นั่นทำให้ผมเริ่มหันมาสนใจเรื่องธุรกิจรีไซเคิลเป็นครั้งแรก”

แอนดรูว์เล่าให้เราฟังว่า ไต้หวันในเวลานั้นเป็นประเทศที่มีระบบการจัดเก็บและรีไซเคิลดีมากอยู่แล้ว ในวันที่เขาเริ่มศึกษาตลาด ก็พบว่ามีผู้เล่นจำนวนหนึ่งกำลังพัฒนาบริการแบบเดียวกับที่เขาสนใจ นั่นคือการใช้ตู้อัตโนมัติ (Vending Machine) มาเป็นกลไกในการจัดเก็บหรือรับคืนขยะ

ECOCO ตู้รับคืนขวดสัญชาติไต้หวันที่เริ่มจากอยากให้ลูกภูมิใจและสร้างสิ่งดีๆ ไว้ให้บ้านเกิด
ECOCO ตู้รับคืนขวดสัญชาติไต้หวันที่เริ่มจากอยากให้ลูกภูมิใจและสร้างสิ่งดีๆ ไว้ให้บ้านเกิด

“อันที่จริงแนวคิด RVM (Reverse Vending Machine) เริ่มต้นกันมาหลายปีแล้วเหมือนกัน” แอนดรูว์เล่า “ในช่วงเริ่มต้น ผมเห็นมีหลายเจ้าคิดจะทำ RVM เหมือนกัน แต่สิ่งที่พวกเขายังไม่มีก็คือโมเดลในการทำเงิน และยังเน้นการพึ่งพาการสนับสนุนด้านเงินทุนจากรัฐอยู่ แต่จากประสบการณ์ของผมที่เป็นนักการเงิน ผมมองว่ามันมีความเป็นไปได้ทางธุรกิจอยู่ในไอเดียนี้”

แม้มีไอเดียธุรกิจอัดแน่นอยู่ในใจ แต่สิ่งที่ผลักดันให้แอนดรูว์ลงมือปลุกปั้น ECOCO ให้เกิดขึ้นจริงไม่ใช่แรงขับเคลื่อนทางการเงินหรือโอกาสที่อยู่ตรงหน้า แต่กลับเป็นวันที่ลูกสาวของเขาลืมตาดูโลก

“ผมตัดสินใจกลับไต้หวันหลังจากที่ภรรยาผมให้กำเนิดลูกสาว ช่วงเวลานั้นทำให้ผมรู้สึกว่า อยากทำอะไรบางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อผู้คนในบ้านเกิดเมืองนอนและต่อโลกใบนี้ นั่นเป็นสิ่งที่ลูกสาวผมเห็นแล้วรู้สึกภาคภูมิใจว่าพ่อของเขาได้ทำอะไรดีๆ เพื่อบ้านเมือง”

ฟังแล้วรู้สึกว่า ถ้าหากสรุปว่า ECOCO คือธุรกิจที่สร้างขึ้นมาเพื่อส่งต่อโลกที่อยู่อาศัยได้ให้กับคนรุ่นต่อไปก็คงจะไม่ผิดนัก เพราะลูกสาวตัวน้อยของแอนดรูว์ คือผู้จุดประกายให้พ่อของเธอลงมือทำนั่นเอง

ECOCO ตู้รับคืนขวดสัญชาติไต้หวันที่เริ่มจากอยากให้ลูกภูมิใจและสร้างสิ่งดีๆ ไว้ให้บ้านเกิด

Made in Tainan

เจ้า ECOCO ได้ถือเกิดขึ้นที่เมืองบ้านเกิดของแอนดรูว์ตามที่เขาตั้งใจไว้ เมืองไถหนานเป็นเมืองใหญ่อันดับที่ 4 ของไต้หวัน และเป็นความภาคภูมิใจของแอนดรูว์ถึงขั้นเอามาใส่ไว้ใน Tagline ของแบรนด์ว่า Made in Tainan ซึ่งเขาอธิบายว่า

“นึกภาพนักบาส NBA หรือนักเบสบอล MLB ดูสิครับ” แอนดรููว์ชวนให้เราจินตนาการ “ผมว่านักกีฬาในลีกกีฬาดังๆ ของโลกที่ได้เล่นให้ทีมบ้านเกิด เหมือนเขาได้สร้างอะไรบางอย่างให้เมืองของเขา ผมชอบความรู้สึกนั้นมาก เหมือนเราได้ทำอะไรดีๆ ด้วยกันให้บ้านของเรา”

บริการของ ECOCO เรียบง่าย และออกแบบมาอย่างเข้าอกเข้าใจพฤติกรรมคนไต้หวัน 

ECOCO ตู้รับคืนขวดสัญชาติไต้หวันที่เริ่มจากอยากให้ลูกภูมิใจและสร้างสิ่งดีๆ ไว้ให้บ้านเกิด
ECOCO ตู้รับคืนขวดสัญชาติไต้หวันที่เริ่มจากอยากให้ลูกภูมิใจและสร้างสิ่งดีๆ ไว้ให้บ้านเกิด

“คนไต้หวันชอบชานมครับ” เราพยักหน้าเห็นด้วยกับซีอีโอชาวไต้หวัน พลางคิดว่าคนไทยก็ชอบเหมือนกัน “แต่นั่นก็ทำให้มีแก้วและขวดพลาสติกมากมายที่ถูกทิ้งในแต่ละวัน เราจำเป็นต้องนำพลาสติกเหล่านั้นกลับมาจัดการอย่างถูกต้อง ECOCO ทำหน้าที่เป็นจุดรับคืนพลาสติกใช้แล้วพวกนั้น โดยผู้ใช้จะหย่อนขยะใส่ในตู้อัตโนมัติและได้รับคะแนนสะสม เพื่อไปแลกรับส่วนลดจากร้านค้าหรือคาเฟ่ที่พวกเขาใช้บริการเป็นประจำเป็นการตอบแทน

“แบรนด์พาร์ตเนอร์ที่เราทำงานด้วยเป็นแบรนด์ที่อยู่ในชีวิตประจำวันของชาวไต้หวันอยู่แล้ว การสะสมแต้มก็ทำผ่านแอปพลิเคชันในสมาร์ทโฟนที่ใช้กันเป็นประจำ นั่นทำให้บริการของ ECOCO เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในทุกวันของทุกคนได้”

ECOCO ตู้รับคืนขวดสัญชาติไต้หวันที่เริ่มจากอยากให้ลูกภูมิใจและสร้างสิ่งดีๆ ไว้ให้บ้านเกิด

วิธีการสื่อสารของ ECOCO กับผู้ใช้ที่ดูเป็นมิตรก็เป็นหนึ่งในจุดเด่นของแบรนด์เช่นกัน ไม่ว่าจะหน้าตาของตู้ที่ดูเหมือนชวนมาเล่นเกม และภาพการ์ตูนที่ใช้สื่อสารทั้งกับผู้ใหญ่และเด็กได้ดี น่าจะเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจให้แบรนด์เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้ใช้เช่นเดียวกัน 

นั่นคงเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เจ้าตู้คืนสุข ECOCO ที่รับคืนทั้งขยะพลาสติกและคืนความสุขให้ในรูปแบบของแต้มแลกรางวัลกำลังขยายออกไปไกลจากไถหนานซึ่งเป็นบ้านเกิดแล้ว

“ECOCO ได้รับการตอบรับค่อนข้างดี เราเลยยิ่งต้องทำงานหนักกับการสื่อสารบนโซเชียลมีเดีย เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับผู้ใช้ และเพื่อทำให้กลุ่มผู้ใช้เติบโตมากขึ้น ตอนนี้ ECOCO มีให้บริการในสามเมืองของไต้หวันแล้ว และกำลังจะขยับไปที่เมืองที่สี่เร็วๆ นี้”

นี่อาจจะเป็นความรู้สึกเดียวกันกับนักกีฬาที่แข่งลีกประจำเมืองแล้วได้ข้ามไปแข่งในสนามระดับประเทศหรือเปล่านะ เราได้แต่จินตนาการตามอย่างตื่นเต้น

ECOCO ตู้รับคืนขวดสัญชาติไต้หวันที่เริ่มจากอยากให้ลูกภูมิใจและสร้างสิ่งดีๆ ไว้ให้บ้านเกิด

Made for Fun and Participation

แม้ว่าสิ่งที่ ECOCO ทำอาจดูเล็กและเรียบง่าย แต่เราอยากไฮไลต์ให้คุณฟังตรงนี้ว่า สิ่งเล็กๆ นี้เป็นจุดเริ่มต้นของหลายสิ่งที่สำคัญ

กระบวนการการเก็บคืนขยะพลาสติกเพื่อไปเข้ากระบวนการจัดการที่เหมาะสม เป็นหนึ่งในข้อต่อสำคัญของการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ให้เกิดขึ้น นำไปสู่การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดอัตราการนำวัตถุดิบใหม่ (Virgin Material) มาใช้งาน และช่วยชะลดหรือลดอัตราการทำลายสิ่งแวดล้อมลง

“คำว่า Circular Economy เป็นคำที่ใหญ่มากครับ” แอนดรูว์ให้ความเห็นกับเราเมื่อถูกถามว่า เขามอง ECOCO เป็นผู้เล่นแบบไหนในภาพฝันนี้ “ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการผลักดันแนวคิด Circular Economy ในตอนนี้ คือการพยายามทำให้มันเข้าไปเชื่อมโยงกับประชาชนคนเดินดินให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งส่วนที่ ECOCO กำลังทำ คือเพิ่มอัตราการรีไซเคิลโดยให้คนทั่วไปได้มีส่วนร่วม ผ่านบริการที่สนุก

“เมื่อกลไกลของเราสนุก คนได้ประโยชน์จากการนำขวดมาคืนแล้วสะสมแต้มหรือส่วนลด พวกเขาก็จะมีส่วนร่วมกับการสร้าง Circular Economy ในชีวิตประจำวัน งานของ ECOCO คือการทำให้สิทธิประโยชน์เหล่านั้นเห็นเป็นรูปธรรม”

ECOCO ตู้รับคืนขวดสัญชาติไต้หวันที่เริ่มจากอยากให้ลูกภูมิใจและสร้างสิ่งดีๆ ไว้ให้บ้านเกิด

คำอธิบายของแอนดรูว์ตอบเราได้อย่างชัดเจน ว่าทำไมบริษัทของเขาจึงมีชื่อว่า Fun Lead Change ซึ่งนั่นไม่ได้เป็นเพียงชื่อ แต่เป็นการนำคุณค่าหลักของบริการออกมาเล่าอย่างตรงไปตรงมา

“สิ่งที่ผมอยากสร้างคือธุรกิจที่ทุกคนชนะไปพร้อมกัน” นักลงมือทำชาวไต้หวันกล่าวอย่างมีความฝัน “ทั้งเมืองที่ผมอยู่ ลูกสาวของผมที่จะเติบโตมา พาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ ไปจนถึงรัฐบาล ที่ตอนนี้เขาเริ่มเห็นความสำคัญของสิ่งที่เราทำอยู่ และเข้ามาช่วยเหลือสนับสนุนมากขึ้น

“ผมมองว่า ECOCO เป็นช่องทางหนึ่งที่จะทำให้เราใช้ทรัพยากรกันได้อย่างยั่งยืนขึ้น ดังนั้น เราไม่ได้จะหยุดแค่ที่พลาสติก เรามองไปถึงขยะชนิดอื่นอย่างแบตเตอรี่ ที่ตอนนี้มีอัตราการรีไซเคิลแค่สี่สิบเก้าเปอร์เซ็นต์ ผมคิดว่าเราต้องทำอะไรสักอย่างกับมันครับ” แอนดรูว์แบ่งปันก้าวต่อไปของ ECOCO กับเราเป็นการตบท้าย

ECOCO ตู้รับคืนขวดสัญชาติไต้หวันที่เริ่มจากอยากให้ลูกภูมิใจและสร้างสิ่งดีๆ ไว้ให้บ้านเกิด
ECOCO ตู้รับคืนขวดสัญชาติไต้หวันที่เริ่มจากอยากให้ลูกภูมิใจและสร้างสิ่งดีๆ ไว้ให้บ้านเกิด

ภาพ : ECOCO 


ข้อมูลอ้างอิง 

GC Circular Living Symposium 2020: Tomorrow Together งานประชุมด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จัดโดยบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก National Geographic และเครือข่ายพันธมิตรที่รวบรวมกว่า 40 ผู้นำความคิด นวัตกร และนักธุรกิจจากทั่วโลก มาร่วมแบ่งปันความคิดและประสบการณ์เกี่ยวกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อขับเคลื่อนโลกสู่ความยั่งยืน ด้วยนวัตกรรม การสร้าง Business Model เพื่อก่อให้เกิดระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem)

งานนี้มุ่งหวังการแลกเปลี่ยนมุมมองและส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องราวที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ในรูปแบบ Circular in Action รวมพลังปฏิวัติการใช้ทรัพยากรโลก เพื่อสร้างสมดุลเพื่อความยั่งยืน โดยถอดบทเรียนด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน วิถีการพึ่งพาตนเอง…ใช้สิ่งที่มีให้คุ้มค่า เปลี่ยนแนวความคิดสู่การปฏิบัติที่พร้อมขยายผล ถ่ายทอดจากประสบการณ์ตรงที่เข้าใจง่ายและเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เป็นประโยชน์ทั้งในชีวิตประจำวัน SMEs องค์กรและหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนสังคม เพื่อเป็นแรงกระเพื่อมให้การนำแนวคิด Circular Economy ขยายผลออกไปให้มากที่สุด เพื่อจะสร้าง ‘วันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า’ ร่วมกัน (Tomorrow Together)

เข้าชมทุก Speaker ทุก Session ย้อนหลังได้ที่นี่

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ผนังตึกสีเหลืองพระอาทิตย์ ห้องสีไข่ขาวโพลนภายใน หน้าต่างกลมแดง บอร์ดเกม และสี่เหลี่ยมลูกเต๋า ประกอบรวมกันเป็น ‘Play Academy’ สถาบันการศึกษานอกระบบที่มุ่งพัฒนาเด็กผ่านการเล่นและการลงมือทำ เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตควบคู่ไปกับความสุข

บทความนี้เราจะพาสัญจรไปตามเส้นทางธุรกิจแห่งความสุขในการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์และเฝ้าดูต้นกล้าเจริญเติบโต กับ ครูปุ๊ก-ชลมาศ คูหารัตนากร ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการสถาบันแห่งนี้

Play Academy สถาบันนอกระบบสำหรับเด็กเล็ก สอนทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 ด้วยการเล่น

Chonlamard

“ความฝันมันชัดมาก ทำให้ไม่ลังเลเลย” ถ้อยคำที่ครูปุ๊กฝากไว้พร้อมกับน้ำเสียงอ่อนหวาน เมื่อเราตั้งคำถามถึงจุดกำเนิดของสถาบันแห่งนี้ น่าแปลกใจที่เธอเรียนสาขาโฆษณามาก่อน ฟังดูแล้วเหมือนจะไม่มีปมให้ผูกไปถึงการสอนหนังสือเด็ก แต่แล้วเราก็ร้องอ๋อขึ้นมาดัง ๆ เมื่อได้ยินว่าเธอเรียนวิชาโทเสรีด้านวรรณกรรมเด็กและวัยรุ่น รวมถึงจิตวิทยาพัฒนาการร่วมด้วย ทำให้เธอค้นพบตัวเองนับแต่นั้น

“มันเป็นเหมือนอีกโลกหนึ่ง โลกของจินตนาการที่อะไร ๆ ก็เป็นจริงได้” ครูปุ๊กเล่าด้วยใบหน้าอิ่มเอิบ ซึ่งบ่งชี้ได้ว่าเธอมีความสุขมากแค่ไหน

เมื่อรู้แล้วว่าตัวเองชอบอะไร เธอไม่รอช้าที่จะเบนเข็มทิศด้วยการเริ่มประกอบอาชีพครูสอนเด็กในวัยประมาณ 2 – 3 ขวบที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ตั้งแต่รับพวกเขามาจากอ้อมกอดของพ่อแม่ พาไปสนามเด็กเล่น พาเข้าห้องน้ำ ทานข้าว ขับถ่าย อาเจียน ชงนม ปูที่นอน

“เราไม่เคยทำมาก่อน ต้องเรียนรู้แล้วก็ทำจริงเลย แรก ๆ อยากลาออก แต่ก็บอกกับตัวเองว่า จะมาทิ้งความฝันและสิ่งที่ตัวเองหาเจอเพียงเหตุการณ์แค่นี้ไม่ได้ ลองอดทนต่อไปอีกดีกว่าไหม”

แรงฮึดทางใจพาให้กายของเธอขยับไปตามฝัน ครูปุ๊กเริ่มเลื่อนขั้นไปสอนอนุบาล 2 และ ป.1 ตามลำดับ ใน 3 ปีนั้นเธอจึงได้เรียนรู้งานแบบ Learn by Doing ได้ลงมือปฏิบัติจริง เรียนรู้จากเด็กว่าแท้จริงแล้วแต่ละช่วงวัยมีพัฒนาการอย่างไร ทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่เพียงเรียนจากตำรา

“ประสบการณ์ในวัยเด็กโดยเฉพาะช่วงปฐมวัย จะเป็นความทรงจำในระยะยาวของคนคนหนึ่งไปตลอดชีวิต ผู้ใหญ่ปฏิบัติต่อเขายังไง พ่อแม่ ครูที่เจอในสังคมพูดคุยกับเขายังไง ถ้าเป็นความทรงจำที่ดีก็เป็นต้นทุนที่ดีให้ชีวิตเขา เมื่อนึกย้อนกลับมาเมื่อไหร่ก็แช่มชื่น แต่ถ้าเป็นประสบการณ์ที่ไม่ดี ก็จะเป็นแผลในใจที่บาดลึกและไม่มีวันเลือนหาย

“แต่โดยธรรมชาติแล้ว จิตใจคนเราไม่เหมือนกัน ความแข็งแกร่งของคนเราไม่เหมือนกัน จึงต้องให้ความสำคัญกับเด็กและครอบครัว ต่อให้โรงเรียนหรือบุคลากรครูดียังไง ถ้าพ่อแม่ไม่เปลี่ยน ไม่รู้วิธีการเลี้ยงดูที่ถูกต้องจริง ๆ เด็กคนหนึ่งก็จะไม่ได้เติบโตขึ้นมางอกงามอย่างถึงที่สุด”

ความเข้าใจเหล่านี้ของครูปุ๊กล้วนมาจากการฝักใฝ่เรียนรู้พัฒนาการและจิตวิทยาเกี่ยวกับเด็กอย่างไม่หยุดยั้ง ครูปุ๊กเรียนต่อด้านสุขภาพจิตเด็กในระดับปริญญาโท และยังพัฒนาความรู้จากทั้งในและต่างประเทศอยู่ตลอด ซึ่งเป็นบันไดให้เธอได้ก้าวขึ้นสู่การก่อตั้งและบริหารสถาบัน Play Academy ด้วยตัวเอง

Play Academy สถาบันนอกระบบสำหรับเด็กเล็ก สอนทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 ด้วยการเล่น
Play Academy สถาบันนอกระบบสำหรับเด็กเล็ก สอนทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 ด้วยการเล่น

Don’t Just Dream. Do It.

ระหว่างพูดคุยกัน เราเห็นถึงแววตา ท่าทางแข็งนอกอ่อนใน และความมุ่งมั่นของครูปุ๊กที่พยายามจะพัฒนาการจัดการศึกษาให้ดีขึ้น เธอต้องอาศัยความเชื่ออย่างแรงกล้าและแรงกำลังของตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้น ครูปุ๊กมองเห็นช่องโหว่และข้อจำกัดของระบบการศึกษาไทย ซึ่งทำให้เธอยิ่งมีพลังลุกขึ้นมาทำงานด้านเด็กและครอบครัว

“ค่าตอบแทนครูโรงเรียนในระบบน้อยมาก และไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพจริง ๆ ทำให้คนที่มีความสามารถสูง มีอุดมการณ์ อยู่ได้ไม่นาน

“เมื่อเทียบกับประเทศที่เจริญมาก ๆ แล้ว อาชีพครูสำคัญพอ ๆ กับหมอ วิศวกร หรืออาชีพอื่น ๆ ที่สังคมนิยม เพราะเขารู้ว่าประเทศจะพัฒนาไปได้ เกิดจากประชากรที่มีคุณภาพ ซึ่งประชากรที่มีคุณภาพต้องเกิดจากการบ่มเพาะและการศึกษา เขาจึงต้องการคนเก่ง คนมีอุดมการณ์ มาสร้างประชากรให้มีคุณภาพ”

รากฐานของบุคลากรที่มีคุณภาพนั้นเกิดจากการบ่มเพาะตั้งแต่เยาว์วัย ซึ่งโรงเรียนในระบบการศึกษาไทยยังค่อนข้างหนักไปทางคุณครูบรรยาย เด็ก ๆ นั่งฟังและทำแบบฝึกหัด แม้จะมีกระบวนการ Learn by Doing อยู่บ้างแต่นับว่าน้อย เมื่อเทียบสัดส่วนกับการสอนแบบบรรยายขึ้นกระดาน และทำใบงาน

ครูปุ๊กเริ่มต้นด้วยการทำโรงเรียนบ่มเพาะเด็กปฐมวัยตั้งแต่ 1.9 ขวบ และขยายมาจนถึง 11 ขวบ ซึ่งความพิเศษของที่นี่คือ มีหมุดหมายชัดเจนเรื่องปลุกปั้นการเรียนด้วยการเล่น ให้เด็กได้ลงมือทำผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 โดยมีสื่อการสอนเป็นของเล่น เกมการศึกษา บอร์ดเกม และอุปกรณ์รอบตัวเพื่อเสริมพัฒนาการตามวัยและการทำงานของสมอง เธอไม่ได้เป็นเพียงนักสุขภาพจิตเด็ก แต่ยังเป็นนักจัดกระบวนการเรียนรู้ร่วมด้วย วิธีการสอนจึงออกแบบมาอย่างมีลำดับตามหัวข้อและวัตถุประสงค์ที่ครูปุ๊กคิดค้นขึ้น และเธอยังละเมียดกระทั่งสื่อที่เลือกใช้

“ทั้งหมดนี้เกิดเป็น Business Model โรงเรียนที่ส่งเสริมพัฒนาการเด็กและทักษะชีวิตในเด็ก โดยผ่านกิจกรรม สื่อ การเล่น และการลงมือทำ”

Play Academy สถาบันนอกระบบสำหรับเด็กเล็ก สอนทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 ด้วยการเล่น

Play Academy

‘เด็กเรียนรู้ผ่านการเล่นได้ดีที่สุด’

เป็นวลีที่ใครหลายคนได้ยินผ่านหูอยู่บ่อยครั้ง แต่การจัดการศึกษาผ่านการเล่นอย่างเป็นรูปธรรมกลับหาได้ยาก Play Academy เป็นสถาบันการศึกษาที่จัดการศึกษาผ่านการเล่นได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้วิธีการเล่นแบบ Free Play เข้ามาเชื่อมโยงเรื่องราวกับเนื้อหาที่สอน เป็นการเล่นอย่างมีโครงสร้าง

ซึ่งก่อนจะเข้ามาเรียนที่นี่ เด็กแต่ละคนต้องผ่านการประเมินเดี่ยวกับครูปุ๊ก 1 ชั่วโมง แบ่งการทดสอบออกเป็น 2 แบบ แบบแรกเป็นการทดสอบตามอายุ แบบที่ 2 เรียกว่า Performance Test เป็นการลงมือหรือปฏิบัติจริง ใช้บอร์ดเกมหรือเกมการศึกษาเพื่อให้เด็กได้ทดลองทำ หลังจากนั้นจะนำผลมารวมกันแล้วรายงานคุณพ่อคุณแม่อย่างละเอียดโดยใช้เวลาอีก 1 ชั่วโมง

ครูปุ๊กจะดูไปถึงพฤติกรรม อารมณ์ และสมาธิ หากเจอปัญหาก็จะพูดคุยกับคุณพ่อคุณแม่ถึงวิธีการเลี้ยงดูว่า ปัญหาคืออะไร มีทางแก้ไขยังไง วิธีทดสอบนี้นอกจากจะทำให้ผู้ปกครองเข้าใจลูกมากขึ้น ยังช่วยให้เข้าใจการเรียนด้วยการเล่นที่ Play Academy มากขึ้นด้วย

หลักสูตรของเด็กแต่ละช่วงวัยจะเป็นไปตาม Critical Period กล่าวคือ เด็กจะได้เรียนรู้สิ่งที่จำเป็นและสำคัญต่อวัยของเขาโดยเฉพาะ

“เริ่มจากเด็กเล็กสุดที่เรารับคือวัย 1.9 – 3.5 ขวบ เป็นหลักสูตรเน้นพัฒนาการและสร้างสมองที่มีคุณภาพ แค่ 2 วัตถุประสงค์นี้ เพราะพัฒนาการเป็นรากฐานของชีวิต ถ้าพัฒนาการไม่ดีตั้งแต่แรก อย่างอื่นก็ไปต่อยาก เราสอนเด็กวัยนี้แบบตัวต่อตัว เพราะเด็กจะพร้อมเข้าสังคมเมื่อมีอายุ 3 ขวบขึ้นไป ต่อมาเป็นหลักสูตรอนุบาล ตั้งแต่ 3.6 – 6.6 ปี เราเรียกว่า Active Brain มี 3 ระดับเหมือนบันได 3 ขั้น วัย 3.6 – 4.6 คือ Starter วัย 4.6 – 5.6 คือ Intermediate ส่วนวัย 5.6 – 6.6 เป็น Advanced แล้วก็มาถึงหลักสูตรสุดท้ายสำหรับเด็กอายุ 7 – 11 ขวบ (ป.1 – ป.6) หลักสูตรนี้ชื่อว่า PBL & Life Skill หรือ Problem-based Learning”

Play Academy นับเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ไม่ใช่โรงเรียนติวเข้มเฉพาะทางสำหรับเพิ่มเกรด แต่เน้นพัฒนาทักษะชีวิต ซึ่งสำคัญมากในยุคนี้ อ้างอิงจาก World Economic Forum ถึงทักษะที่เด็กในศตวรรษที่ 21 ควรมี

Critical Thinking ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดแบบมีวิจารณญาณ แปลไทยเป็นไทยคือคิดเป็นเหตุเป็นผล

Creativity ความคิดที่หลากหลาย

Communication การสื่อสาร ในที่นี้หมายถึงอธิบายความคิดของตัวเองได้ว่าต้องการจะสื่อสารอะไร เหนือชั้นกว่านั้นคือโน้มน้าวหรือชักจูงคนอื่นให้ร่วมมือกับเราได้

Collaboration ความร่วมมือ ทำงานเป็นทีมผสมกลมกลืนเป็น หมดยุค One-man Show ทักษะเหล่านี้นำมาใช้เป็นแกนในหลักสูตร PBL & Life Skill หรือ Problem-based Learning สำหรับเด็กอายุ 7 – 11 ขวบ

Play Academy สถาบันนอกระบบสำหรับเด็กเล็ก สอนทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 ด้วยการเล่น

“การที่เด็กยุคนี้จะประสบความสำเร็จได้ ไม่ใช่ว่าต้องได้เกรดดีหรือเรียนสูง แต่เป็นเด็กที่ปรับตัวได้เร็ว ค้นหาตัวเองเจอว่าชอบอะไร ทำงานเป็นทีมได้ และรู้ว่าความสุขของตัวเองอยู่ตรงไหน ถ้าเราสร้างหรือแก้ได้ ยิ่งเด็กยิ่งเห็นผล มันเร็วและแก้ได้โดยใช้เวลาสั้น พ่อแม่ไม่เหนื่อยมากเท่ากับมาแก้ตอนโต สร้างว่ายากแล้ว ซ่อมยากกว่า”

ซึ่งหากย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว แม้การเรียนด้วยการเล่นจะยังไม่เป็นที่รู้จักและแพร่หลาย แต่ครูปุ๊กก็รับมือและแก้ปัญหาได้ดีด้วยการสื่อสารอย่างละเอียดลึกซึ้งกับผู้ปกครอง เพื่อให้พวกเขาได้เรียนรู้ความเป็น Play Academy และสถาบันนี้ก็ได้เรียนรู้ความเป็นพวกเขา

“เพราะเขาไม่เข้าใจและไม่เคยเจอ เราทำเป็นแผนภาพและโครงสร้างหลักสูตรขึ้นมา เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจว่าแต่ละช่วงวัยมีหลักสูตรอะไร เน้นอะไร 1 หลักสูตรมี 40 ครั้ง ก็จะทำเป็นภาพออกมาเลยว่า ครั้งที่ 1 มีกิจกรรมอะไรบ้าง ใช้เกมอะไร และยกตัวอย่างให้ผู้ปกครองฟังเป็นสัปดาห์ ๆ ไป เราต้องให้ความรู้แก่พ่อแม่ เพื่อให้เขารู้ว่าแท้จริงแล้วอะไรสำคัญ และการเรียนแบบนี้จะมีประโยชน์อย่างไรในระยะยาว

“ทุกครั้งที่เรียนเสร็จ คุณพ่อคุณแม่จะต้องเข้าฟังบรีฟว่า วันนี้เรียนอะไรไปบ้าง ครูสอนยังไง น้องทำความเข้าใจเป็นยังไง มีอารมณ์และพฤติกรรมอะไรเกิดขึ้นในห้องบ้าง พ่อแม่ต้องไปต่อยอดที่บ้านยังไง ต้องไปแก้อะไร เป็นการเรียนรู้ที่อาศัยการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองเยอะมาก”

ส่วนของเล่น สื่อการศึกษาและบอร์ดเกมที่ใช้ ครูปุ๊กนำเข้าจากต่างประเทศโดยเฉพาะ เช่น เยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศที่เล่นบอร์ดเกมจนเป็นวัฒนธรรมในครอบครัว และเลือกใช้บอร์ดเกมที่มีวัตถุประสงค์เหมาะสมกับวัยผู้เล่น เช่น ลูกเต๋า ถ้าเป็นเกมเด็กเล็กจะมีขนาดใหญ่ จับถนัดมือ ขอบมน ให้เด็กได้ฝึกใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและเพิ่มความปลอดภัย

Play Academy สถาบันนอกระบบสำหรับเด็กเล็ก สอนทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 ด้วยการเล่น
Play Academy สถาบันนอกระบบสำหรับเด็กเล็ก สอนทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 ด้วยการเล่น

Nobody Left Behind

Play Academy ไม่ได้ใช้การทำการตลาดยิ่งใหญ่ แต่คำบอกเล่าปากต่อปากของผู้คนถึงสิ่งดี ๆ ที่ได้รับจากสถาบันแห่งนี้ ทำให้มีคนส่งลูกหลานเข้ามาเรียนกันอย่างต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่น

บางครอบครัว 3 คนพี่น้องเรียนที่นี่ทั้งหมด บางครอบครัวเด็กเรียนนานถึง 8 ปี เพื่อนแนะนำเพื่อนต่อจนตารางเรียนส่วนใหญ่เต็มทั้งหมด

“บางครอบครัวถึงกับเขียนพินัยกรรมไว้ว่า หากเขาเป็นอะไรไป ให้ผู้ใหญ่ที่อยู่ในครอบครัวพาลูกมาให้ครูปุ๊กดูทุก ๆ 3 เดือน” เราตาลุกวาวในสิ่งที่ครูปุ๊กเล่าให้ฟัง และน่าสนใจว่าเธอสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจเหล่านี้ขึ้นมาได้อย่างไร

“เราไม่ได้ทำอะไรพิเศษ เราคุยกับทุก ๆ คนด้วยความจริงใจ แนะนำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้เขา จะบอกว่าตำราไม่ได้มีทุกสิ่งทุกอย่าง เรา Customize ฟังบริบทของครอบครัว เด็กบางคนเรียนจบไปแล้วหลายปี พ่อแม่มีปัญหา เราก็ยังยินดีให้ข้อมูลและคำแนะนำอย่างเต็มที่ มันเป็นความจริงใจ นักเรียนเมื่อเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของ Play Academy แล้ว Nobody Left Behind”

Play Academy รับรองคุณภาพของครูด้วยการสร้างความเชื่อมั่นให้คุณพ่อคุณแม่ว่า สองมือที่ประคองลูกหลานของพวกเขาอยู่นี้ ได้ผ่านการสอบทั้งอุดมการณ์ Mindset ครอบครัว และภูมิหลัง

“การเป็นครูที่นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย และการทำงานกับครูปุ๊กก็ไม่ง่ายเพราะเป็นคนละเอียดและมาตรฐานสูง บางทีสัมภาษณ์ 20 คนไม่มีใครผ่านเลย ผู้สมัครต้องผ่านการสัมภาษณ์เบื้องต้นทางโทรศัพท์ถึงเงื่อนไขในการทำงาน เมื่อผ่านแล้วค่อยเข้าสู่ขั้นตอนการสัมภาษณ์เชิงลึก แม้แต่การถามถึงภูมิหลังของครูแต่ละคนก็ไม่ได้ต้องการตัดสินเขา แต่อยากเข้าใจว่าเขามีที่มาที่ไปอย่างไร และคุณครูจะต้องมีต้นทุนในตัว หมายถึงการที่จะมาสอนทักษะการคิด ทักษะชีวิต เขาต้องมีเชาวน์และความคิดที่เป็นระบบพอสมควร ต้องเล่นบอร์ดเกมให้เราดูด้วย เท่านั้นไม่พอ ยังต้องดูลักษณะนิสัยการทำงานร่วมกันกับเราและทีมงาน”

ครูปุ๊กยังจัดตารางเวลาเพื่อเทรนครูก่อนสอน และมีการสอบสอนทุกวันพฤหัสบดี เวลา 13.00 – 15.00 น. โดยในระหว่างนั้นจะไม่รับสอนเด็ก เพื่อให้เป็น Training Session แบบ Active Learning พัฒนาความรู้ของครูให้เท่าทันโลก ขณะเดียวกันก็หารือเพื่อปรับปรุงห้องเรียนให้สนุกและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

Play Academy สถาบันพัฒนาทักษะชีวิตสำหรับเด็กที่ใช้แนวคิด Learning by Doing และสอนทักษะจำเป็นในศตวรรษที่ 21 ด้วยการเล่น

Trick & Treat

ใช่ว่าธุรกิจที่เริ่มยืนด้วยลำแข้งของตัวเองจะไม่ประสบกับอุปสรรคใด ครูปุ๊กได้ถ่ายทอดประสบการณ์เพื่อช่วยเป็นบทเรียนให้แก่ผู้ที่สนใจทำธุรกิจ

“มันเป็นโมเดลระยะยาว พ่อแม่จ่ายเงินเราวันนี้ เขาต้องเรียนกับเราไปอีก 1 ปี เพราะฉะนั้น การบริหารจัดการเงินและบัญชีจะต้องดี เราต้องคิดแล้วว่าเราเป็นหนี้เขาไปอีก 1 ปี จะปิดโรงเรียนไม่ได้ วันหนึ่งถ้าเกิดอะไรขึ้น คุณต้องมีเงินคืนพ่อแม่ ถ้าให้มอง มันไม่เหมือนไปกินร้านอาหาร กินเสร็จจ่ายเงินจบ เราไม่มีอะไรติดค้างกันแล้ว แต่นี่เป็นงานระยะยาว คุณต้องพร้อมจริง ๆ ที่จะบริหารจัดการและรับผิดชอบธุรกิจระยะยาว เรื่องเงินทุนไม่เท่าไหร่ หลัก ๆ เป็นเรื่องของบุคลากรที่หายากและ Business Model ซึ่งไม่ใช่โมเดลอิสระเสียทีเดียว”

ขณะนี้ ธุรกิจบนความใส่ใจได้เดินทางมาจนถึงขวบปีที่ 11 มีบุคลากรครูรวม 5 ท่าน และเด็กกว่า 200 ชีวิตภายในอาณาเขตที่อบอุ่น ครูปุ๊กเล่าว่าเธอไม่มีการโฆษณาในช่องทางออนไลน์ใด ๆ ไม่มีการลดโปรโมชันจัดหนักเอาใจลูกค้า มีเพียงตัวเธอและสถาบันที่ตั้งตระหง่านอยู่ใน The Circle Ratchapruk ดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งตามคำบอกเล่า

Blossom Out

แม้ Play Academy จะได้ชื่อว่าเป็นสถาบันการศึกษาอย่างเต็มรูปแบบ แต่ก็ยังไม่หยุดพัฒนาเพื่อส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้สังคม โดยออกแบบผลิตภัณฑ์แบรนด์ของเล่นของตัวเอง ภายใต้ The Umbrella of Play Academy

“เราผลิตหนังสือกิจกรรมที่ชื่อว่า PlayBook เป็นหนังสือกิจกรรมที่ทำออกมาสำหรับเด็กอายุ 2 – 6 ขวบ ปัจจุบันมีทั้งหมด 8 เล่มและส่งขายทั่วประเทศ เป็นลักษณะหนังสือกิจกรรมที่เด็กได้ลงมือทำจริง โดยมีอุปกรณ์ไปให้ด้วย ไม่ใช่แค่ลากเส้น กากบาท วงกลม ระบายสี แต่เด็กจะได้ฉีกกระดาษ โรยทราย ต่อบล็อก ติดตีนตุ๊กแกหรือสติกเกอร์

“แต่ละกิจกรรมจะไม่เหมือนกัน อย่าง Play Dough แป้งโดสูตรเฉพาะของเราเอง Non-toxic ร้อยเปอร์เซ็นต์ กำลังจะทำวางขายเช่นกัน นอกจากนี้ เราอยากทำของเล่นเสริมพัฒนาการที่ถูกต้องตามหลักพัฒนาการ เช่น ใช้วัสดุซิลิโคนแทนยาง ไม้อบอย่างดีไร้เสี้ยน วัสดุอุปกรณ์ทุกอย่างมีขนาดเหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก และไม่ใช่ของเล่นที่เจอได้ทั่ว ๆ ไป ขยายออกมาเป็นเรื่องของห้องเรียนคุณพ่อคุณแม่ เปิดอบรมพ่อแม่เกี่ยวกับการเลี้ยงลูก พูดคุยหัวข้อและปัญหาต่าง ๆ ที่น่าสนใจ มีทั้ง On-site และ Online”

ครูปุ๊กและสถาบัน Play Academy มองเห็นทัศนะที่กว้างไกลกว่าการเจริญเติบโตทางธุรกิจ พวกเขาคิดว่าจะให้อะไรสังคมได้มากกว่านี้ หรือช่วยพัฒนาอะไรได้มากกว่านี้

“ที่สำคัญที่สุดคือ เราสร้างทรัพยากรที่มีคุณภาพของประเทศ ซึ่งในอีก 20 ปีข้างหน้า เขาจะกลายมาเป็นพลเมืองซึ่งเป็นแรงสำคัญในการขับเคลื่อนสังคม”

ภายใต้รอยยิ้มของครูปุ๊ก ล้วนประกอบร่างขึ้นจากการได้ทำในสิ่งที่รัก

“เราชอบงานนี้มาตั้งแต่เรียนปริญญาตรี และทุกวันนี้ก็ยังตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้อ่านองค์ความรู้ใหม่ ๆ หรือเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ โดยไม่ต้องมีใครมาบังคับ ความสุขคือการได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักมาได้ยาวนานขนาดนี้ สุขทางใจด้วย อยู่ได้ทางธุรกิจด้วย เราทำความรักที่มีอยู่ให้เป็นรูปธรรม จนมีคนเชื่อมั่น ยอมรับ ไว้ใจ และอยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเรา อยากนำลูกหลานมาฝากให้เรียนกับเรา

“การเป็นครูที่ทำงานกับพ่อแม่ด้วย ทำให้เราเห็นเด็กงอกงาม เห็นรอยยิ้มของครอบครัว เห็นความสบายใจของเขา หลายครอบครัวมาด้วยปัญหา แต่กลับไปด้วยความสุขที่มากขึ้น เขากินอิ่ม นอนหลับ และมีกำลังใจที่จะมีชีวิตต่อไป”

สิ้นประโยค เสียงหัวเราะคิกคักเล็ก ๆ ตามด้วยเสียงพูดอย่างละมุนนุ่มนวลดังออกมาจากห้องข้าง ๆ คงเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า ความสุขของครูปุ๊กนั้นอยู่ใกล้ ๆ ไม่ไกลจากที่นี่ ที่ Play Academy

Play Academy สถาบันพัฒนาทักษะชีวิตสำหรับเด็กที่ใช้แนวคิด Learning by Doing และสอนทักษะจำเป็นในศตวรรษที่ 21 ด้วยการเล่น

Lessons Learned

  • เชื่อมั่นในตัวเองและลงมือทำตามความฝันอย่างไม่ลังเล
  • ความอดทนเป็นบันไดขั้นหนึ่งที่พาเดินไปถึงความสำเร็จ
  • ความจริงใจ ใส่ใจ และสม่ำเสมอ คือกุญแจสำคัญสู่ความเชื่อใจของลูกค้า
  • การเรียนรู้อย่างไม่สิ้นสุด หมั่นแก้ไขปรับปรุง ทำให้ธุรกิจพัฒนาอย่างไม่มีขีดจำกัด
  • รากฐานที่แข็งแกร่งเกิดจากความเหนียวแน่นภายในองค์กร

Writer

ภฤศนี แท้เที่ยงธรรม

เด็กผู้หญิงชอบเขียนหนังสือ เกิดเดือนกุมภาพันธ์ กรุ๊ปเลือด AB อุปนิสัยร่าเริง

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load