เชื่อไหมว่า ไต้หวันเคยได้รับชื่อเล่นแนวล้อเลียนว่า ‘เกาะแห่งขยะ’ (Garbage Island) 

ย้อนกลับไปเมื่อราว 25 ปีก่อน ประเทศเกาะขนาดเล็กที่มีหน้าตาเหมือนเมล็ดข้าวนี้มีอัตราการจัดเก็บขยะครัวเรือนเพียงแค่ 70 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณขยะทั้งหมด แต่ในวันนี้ ไต้หวันกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพด้านการจัดการขยะดีที่สุดในเอเชีย นอกจากอัตราการการจัดเก็บขยะจะขยับขึ้นมาเป็น 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว ยังมีอัตราการรีไซเคิล 55 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าสวยหรู (สหรัฐฯ มีอัตรารีไซเคิลแค่ 34 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเองนะ!) ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนอยู่ชัดในทุกพื้นที่ ใครที่ได้ไปเยือนไต้หวันในช่วงปีสองปีที่ผ่านมานี้แทบไม่เจอขยะอยู่ตามพื้นถนนแล้ว

แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงใหญ่โตขนาดนี้ในชั่วระยะ 3 ทศวรรษไม่ได้เกิดจากแค่รัฐบาลไต้หวันออกคำสั่งให้เปลี่ยน ภาคเอกชนและประชาชนเองก็ลงแรงแข็งขัน เห็นได้จากการกำเนิดของกิจการรีไซเคิลมากกว่า 1,600 แห่งทั่วประเทศ แถมวันนี้รัฐบาลไต้หวันยังล้ำไปไกลกว่าแค่การจัดการขยะหรือการรีไซเคิล แต่มีการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม

เกริ่นกันมายาวเพราะอยากให้เห็นว่าผู้ประกอบการที่มาพูดคุยกับเราวันนี้ทำงานอยู่ในบริบทแบบไหน ไม่ต้องบอกก็เดาได้ว่าต้องเป็นธุรกิจจากไต้หวันและเกี่ยวข้องกับการจัดการขยะ เราได้รู้จัก ECOCO ผ่านงาน GC Circular Living Symposium 2020: Tomorrow Together งานประชุมด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จัดโดยบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา บนเวทีนั้นเองที่เราได้ฟังเรื่องราวของบริการรับคืนขวดพลาสติกจากเมืองไถหนาน (Tainan) ที่มีทั้งจุดเริ่มต้น วิธีการ และเป้าหมายที่น่ารักจนเราอยากเอามาเล่าต่อให้คุณฟัง

ECOCO ตู้รับคืนขวดสัญชาติไต้หวันที่เริ่มจากอยากให้ลูกภูมิใจและสร้างสิ่งดีๆ ไว้ให้บ้านเกิด

Made for Young Generation

ก่อนกระโดดมาเริ่มจับงานด้านขยะ แอนดรูว์ ลี (Andrew Lee) ผู้ก่อตั้ง ECOCO ทำงานด้านการเงินอยู่ในประเทศจีน ซึ่งเป็นพื้นที่ให้เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจและวิธีการสร้างรายได้หลากหลายรูปแบบ รวมถึงความเป็นไปในด้านต่างๆ ของโลก แน่นอนว่าเขาสังเกตเห็นกระแสความเปลี่ยนแปลงเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นคลื่นที่ยากจะต้านทานได้จากทั่วโลก

“ผมทำงานที่จีน ได้ศึกษาโมเดลธุรกิจและความเป็นไปได้ต่างๆ มากมายจากเนื้องานที่ทำ ขณะเดียวกันก็เห็นความเปลี่ยนแปลงในนโยบายสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เช่น สหภาพยุโรปเริ่มกำหนดให้ธุรกิจต้องใช้วัสดุที่รีไซเคิลแล้วมาเป็นส่วนผสมในการผลิต นั่นทำให้ผมเริ่มหันมาสนใจเรื่องธุรกิจรีไซเคิลเป็นครั้งแรก”

แอนดรูว์เล่าให้เราฟังว่า ไต้หวันในเวลานั้นเป็นประเทศที่มีระบบการจัดเก็บและรีไซเคิลดีมากอยู่แล้ว ในวันที่เขาเริ่มศึกษาตลาด ก็พบว่ามีผู้เล่นจำนวนหนึ่งกำลังพัฒนาบริการแบบเดียวกับที่เขาสนใจ นั่นคือการใช้ตู้อัตโนมัติ (Vending Machine) มาเป็นกลไกในการจัดเก็บหรือรับคืนขยะ

ECOCO ตู้รับคืนขวดสัญชาติไต้หวันที่เริ่มจากอยากให้ลูกภูมิใจและสร้างสิ่งดีๆ ไว้ให้บ้านเกิด
ECOCO ตู้รับคืนขวดสัญชาติไต้หวันที่เริ่มจากอยากให้ลูกภูมิใจและสร้างสิ่งดีๆ ไว้ให้บ้านเกิด

“อันที่จริงแนวคิด RVM (Reverse Vending Machine) เริ่มต้นกันมาหลายปีแล้วเหมือนกัน” แอนดรูว์เล่า “ในช่วงเริ่มต้น ผมเห็นมีหลายเจ้าคิดจะทำ RVM เหมือนกัน แต่สิ่งที่พวกเขายังไม่มีก็คือโมเดลในการทำเงิน และยังเน้นการพึ่งพาการสนับสนุนด้านเงินทุนจากรัฐอยู่ แต่จากประสบการณ์ของผมที่เป็นนักการเงิน ผมมองว่ามันมีความเป็นไปได้ทางธุรกิจอยู่ในไอเดียนี้”

แม้มีไอเดียธุรกิจอัดแน่นอยู่ในใจ แต่สิ่งที่ผลักดันให้แอนดรูว์ลงมือปลุกปั้น ECOCO ให้เกิดขึ้นจริงไม่ใช่แรงขับเคลื่อนทางการเงินหรือโอกาสที่อยู่ตรงหน้า แต่กลับเป็นวันที่ลูกสาวของเขาลืมตาดูโลก

“ผมตัดสินใจกลับไต้หวันหลังจากที่ภรรยาผมให้กำเนิดลูกสาว ช่วงเวลานั้นทำให้ผมรู้สึกว่า อยากทำอะไรบางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อผู้คนในบ้านเกิดเมืองนอนและต่อโลกใบนี้ นั่นเป็นสิ่งที่ลูกสาวผมเห็นแล้วรู้สึกภาคภูมิใจว่าพ่อของเขาได้ทำอะไรดีๆ เพื่อบ้านเมือง”

ฟังแล้วรู้สึกว่า ถ้าหากสรุปว่า ECOCO คือธุรกิจที่สร้างขึ้นมาเพื่อส่งต่อโลกที่อยู่อาศัยได้ให้กับคนรุ่นต่อไปก็คงจะไม่ผิดนัก เพราะลูกสาวตัวน้อยของแอนดรูว์ คือผู้จุดประกายให้พ่อของเธอลงมือทำนั่นเอง

ECOCO ตู้รับคืนขวดสัญชาติไต้หวันที่เริ่มจากอยากให้ลูกภูมิใจและสร้างสิ่งดีๆ ไว้ให้บ้านเกิด

Made in Tainan

เจ้า ECOCO ได้ถือเกิดขึ้นที่เมืองบ้านเกิดของแอนดรูว์ตามที่เขาตั้งใจไว้ เมืองไถหนานเป็นเมืองใหญ่อันดับที่ 4 ของไต้หวัน และเป็นความภาคภูมิใจของแอนดรูว์ถึงขั้นเอามาใส่ไว้ใน Tagline ของแบรนด์ว่า Made in Tainan ซึ่งเขาอธิบายว่า

“นึกภาพนักบาส NBA หรือนักเบสบอล MLB ดูสิครับ” แอนดรููว์ชวนให้เราจินตนาการ “ผมว่านักกีฬาในลีกกีฬาดังๆ ของโลกที่ได้เล่นให้ทีมบ้านเกิด เหมือนเขาได้สร้างอะไรบางอย่างให้เมืองของเขา ผมชอบความรู้สึกนั้นมาก เหมือนเราได้ทำอะไรดีๆ ด้วยกันให้บ้านของเรา”

บริการของ ECOCO เรียบง่าย และออกแบบมาอย่างเข้าอกเข้าใจพฤติกรรมคนไต้หวัน 

ECOCO ตู้รับคืนขวดสัญชาติไต้หวันที่เริ่มจากอยากให้ลูกภูมิใจและสร้างสิ่งดีๆ ไว้ให้บ้านเกิด
ECOCO ตู้รับคืนขวดสัญชาติไต้หวันที่เริ่มจากอยากให้ลูกภูมิใจและสร้างสิ่งดีๆ ไว้ให้บ้านเกิด

“คนไต้หวันชอบชานมครับ” เราพยักหน้าเห็นด้วยกับซีอีโอชาวไต้หวัน พลางคิดว่าคนไทยก็ชอบเหมือนกัน “แต่นั่นก็ทำให้มีแก้วและขวดพลาสติกมากมายที่ถูกทิ้งในแต่ละวัน เราจำเป็นต้องนำพลาสติกเหล่านั้นกลับมาจัดการอย่างถูกต้อง ECOCO ทำหน้าที่เป็นจุดรับคืนพลาสติกใช้แล้วพวกนั้น โดยผู้ใช้จะหย่อนขยะใส่ในตู้อัตโนมัติและได้รับคะแนนสะสม เพื่อไปแลกรับส่วนลดจากร้านค้าหรือคาเฟ่ที่พวกเขาใช้บริการเป็นประจำเป็นการตอบแทน

“แบรนด์พาร์ตเนอร์ที่เราทำงานด้วยเป็นแบรนด์ที่อยู่ในชีวิตประจำวันของชาวไต้หวันอยู่แล้ว การสะสมแต้มก็ทำผ่านแอปพลิเคชันในสมาร์ทโฟนที่ใช้กันเป็นประจำ นั่นทำให้บริการของ ECOCO เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในทุกวันของทุกคนได้”

ECOCO ตู้รับคืนขวดสัญชาติไต้หวันที่เริ่มจากอยากให้ลูกภูมิใจและสร้างสิ่งดีๆ ไว้ให้บ้านเกิด

วิธีการสื่อสารของ ECOCO กับผู้ใช้ที่ดูเป็นมิตรก็เป็นหนึ่งในจุดเด่นของแบรนด์เช่นกัน ไม่ว่าจะหน้าตาของตู้ที่ดูเหมือนชวนมาเล่นเกม และภาพการ์ตูนที่ใช้สื่อสารทั้งกับผู้ใหญ่และเด็กได้ดี น่าจะเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจให้แบรนด์เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้ใช้เช่นเดียวกัน 

นั่นคงเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เจ้าตู้คืนสุข ECOCO ที่รับคืนทั้งขยะพลาสติกและคืนความสุขให้ในรูปแบบของแต้มแลกรางวัลกำลังขยายออกไปไกลจากไถหนานซึ่งเป็นบ้านเกิดแล้ว

“ECOCO ได้รับการตอบรับค่อนข้างดี เราเลยยิ่งต้องทำงานหนักกับการสื่อสารบนโซเชียลมีเดีย เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับผู้ใช้ และเพื่อทำให้กลุ่มผู้ใช้เติบโตมากขึ้น ตอนนี้ ECOCO มีให้บริการในสามเมืองของไต้หวันแล้ว และกำลังจะขยับไปที่เมืองที่สี่เร็วๆ นี้”

นี่อาจจะเป็นความรู้สึกเดียวกันกับนักกีฬาที่แข่งลีกประจำเมืองแล้วได้ข้ามไปแข่งในสนามระดับประเทศหรือเปล่านะ เราได้แต่จินตนาการตามอย่างตื่นเต้น

ECOCO ตู้รับคืนขวดสัญชาติไต้หวันที่เริ่มจากอยากให้ลูกภูมิใจและสร้างสิ่งดีๆ ไว้ให้บ้านเกิด

Made for Fun and Participation

แม้ว่าสิ่งที่ ECOCO ทำอาจดูเล็กและเรียบง่าย แต่เราอยากไฮไลต์ให้คุณฟังตรงนี้ว่า สิ่งเล็กๆ นี้เป็นจุดเริ่มต้นของหลายสิ่งที่สำคัญ

กระบวนการการเก็บคืนขยะพลาสติกเพื่อไปเข้ากระบวนการจัดการที่เหมาะสม เป็นหนึ่งในข้อต่อสำคัญของการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ให้เกิดขึ้น นำไปสู่การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดอัตราการนำวัตถุดิบใหม่ (Virgin Material) มาใช้งาน และช่วยชะลดหรือลดอัตราการทำลายสิ่งแวดล้อมลง

“คำว่า Circular Economy เป็นคำที่ใหญ่มากครับ” แอนดรูว์ให้ความเห็นกับเราเมื่อถูกถามว่า เขามอง ECOCO เป็นผู้เล่นแบบไหนในภาพฝันนี้ “ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการผลักดันแนวคิด Circular Economy ในตอนนี้ คือการพยายามทำให้มันเข้าไปเชื่อมโยงกับประชาชนคนเดินดินให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งส่วนที่ ECOCO กำลังทำ คือเพิ่มอัตราการรีไซเคิลโดยให้คนทั่วไปได้มีส่วนร่วม ผ่านบริการที่สนุก

“เมื่อกลไกลของเราสนุก คนได้ประโยชน์จากการนำขวดมาคืนแล้วสะสมแต้มหรือส่วนลด พวกเขาก็จะมีส่วนร่วมกับการสร้าง Circular Economy ในชีวิตประจำวัน งานของ ECOCO คือการทำให้สิทธิประโยชน์เหล่านั้นเห็นเป็นรูปธรรม”

ECOCO ตู้รับคืนขวดสัญชาติไต้หวันที่เริ่มจากอยากให้ลูกภูมิใจและสร้างสิ่งดีๆ ไว้ให้บ้านเกิด

คำอธิบายของแอนดรูว์ตอบเราได้อย่างชัดเจน ว่าทำไมบริษัทของเขาจึงมีชื่อว่า Fun Lead Change ซึ่งนั่นไม่ได้เป็นเพียงชื่อ แต่เป็นการนำคุณค่าหลักของบริการออกมาเล่าอย่างตรงไปตรงมา

“สิ่งที่ผมอยากสร้างคือธุรกิจที่ทุกคนชนะไปพร้อมกัน” นักลงมือทำชาวไต้หวันกล่าวอย่างมีความฝัน “ทั้งเมืองที่ผมอยู่ ลูกสาวของผมที่จะเติบโตมา พาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ ไปจนถึงรัฐบาล ที่ตอนนี้เขาเริ่มเห็นความสำคัญของสิ่งที่เราทำอยู่ และเข้ามาช่วยเหลือสนับสนุนมากขึ้น

“ผมมองว่า ECOCO เป็นช่องทางหนึ่งที่จะทำให้เราใช้ทรัพยากรกันได้อย่างยั่งยืนขึ้น ดังนั้น เราไม่ได้จะหยุดแค่ที่พลาสติก เรามองไปถึงขยะชนิดอื่นอย่างแบตเตอรี่ ที่ตอนนี้มีอัตราการรีไซเคิลแค่สี่สิบเก้าเปอร์เซ็นต์ ผมคิดว่าเราต้องทำอะไรสักอย่างกับมันครับ” แอนดรูว์แบ่งปันก้าวต่อไปของ ECOCO กับเราเป็นการตบท้าย

ECOCO ตู้รับคืนขวดสัญชาติไต้หวันที่เริ่มจากอยากให้ลูกภูมิใจและสร้างสิ่งดีๆ ไว้ให้บ้านเกิด
ECOCO ตู้รับคืนขวดสัญชาติไต้หวันที่เริ่มจากอยากให้ลูกภูมิใจและสร้างสิ่งดีๆ ไว้ให้บ้านเกิด

ภาพ : ECOCO 


ข้อมูลอ้างอิง 

GC Circular Living Symposium 2020: Tomorrow Together งานประชุมด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จัดโดยบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก National Geographic และเครือข่ายพันธมิตรที่รวบรวมกว่า 40 ผู้นำความคิด นวัตกร และนักธุรกิจจากทั่วโลก มาร่วมแบ่งปันความคิดและประสบการณ์เกี่ยวกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อขับเคลื่อนโลกสู่ความยั่งยืน ด้วยนวัตกรรม การสร้าง Business Model เพื่อก่อให้เกิดระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem)

งานนี้มุ่งหวังการแลกเปลี่ยนมุมมองและส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องราวที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ในรูปแบบ Circular in Action รวมพลังปฏิวัติการใช้ทรัพยากรโลก เพื่อสร้างสมดุลเพื่อความยั่งยืน โดยถอดบทเรียนด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน วิถีการพึ่งพาตนเอง…ใช้สิ่งที่มีให้คุ้มค่า เปลี่ยนแนวความคิดสู่การปฏิบัติที่พร้อมขยายผล ถ่ายทอดจากประสบการณ์ตรงที่เข้าใจง่ายและเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เป็นประโยชน์ทั้งในชีวิตประจำวัน SMEs องค์กรและหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนสังคม เพื่อเป็นแรงกระเพื่อมให้การนำแนวคิด Circular Economy ขยายผลออกไปให้มากที่สุด เพื่อจะสร้าง ‘วันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า’ ร่วมกัน (Tomorrow Together)

เข้าชมทุก Speaker ทุก Session ย้อนหลังได้ที่นี่

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

เราเคยได้ยินเรื่องสวนหน้าบ้านและสวนหลังบ้านแล้ว

แต่คุณเคยได้ยินเรื่องสวน ‘ใน’ บ้านบ้างไหม

ไม่ใช่แค่ในบ้าน อย่างการปลูกพืชอวบน้ำในกระถางเล็กๆ บนโต๊ะทำงาน หรือลิ้นมังกรที่ริมหน้าต่าง แต่เป็นใน ‘ตู้’ ขนาดเท่าชั้นหนังสือ ที่ซ่อนตัวอยู่เงียบๆ ในมุมไหนก็ได้ของบ้าน เป็นทั้งสิ่งประดับตกแต่งสบายตา และนำพืชพรรณออกมาทำอาหารได้ ที่สำคัญคือ เจ้าของตู้แทบจะไม่ต้องดูแลอะไรเลย

นี่คือเรื่องของ Farmshelf บริษัทสตาร์ทอัพจากนิวยอร์ก ที่มีแนวคิดว่าอยากให้ใครก็ได้ ปลูกอาหารที่ไหนก็ได้ เพื่อช่วยให้ผักสดเข้าถึงมือคนง่ายขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มชาวเมืองที่ไม่มีแม้แต่เวลาดูแลอาหารการกินของตัวเอง และอาจขยายไปจนถึงพื้นที่ห่างไกลความเจริญที่สภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยให้ทำเกษตรกรรม

ท่ามกลางความครึกครื้นของงานแถลงข่าววันที่ 8 – 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา แสนสิริเปิดตัวการลงทุนระลอกใหม่ใน 6 บริษัทสตาร์ทอัพนานาชาติที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตในหลากหลายแง่มุม ตั้งแต่แบรนด์สิ่งพิมพ์ชื่อดังอย่าง Monocle, ธุรกิจบูติกโฮเทลสายแหวกแนวอย่าง Standard International, แอพพลิเคชัน One Night ของบริษัทสแตนดาร์ด ที่ช่วยให้การจองโรงแรมสะดวกง่ายดายขึ้น, JustCo โคเวิร์กกิ้งสเปซสายอาเซียน และ Hostmaker ธุรกิจเปลี่ยนบ้านให้เป็น Airbnb การลงทุนในครั้งนี้ แสนสิริตั้งใจจะมุ่งเปลี่ยนภาพลักษณ์แบรนด์ จากการเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ให้ครอบคลุมไลฟ์สไตล์ทุกด้านอย่างทั่วถึง

ในกลุ่มคนที่ทำเรื่องน่าตื่นเต้นมากมาย ฉันมีโอกาสได้สนทนาสั้นๆ กับหนึ่งในนั้น คือ แอนดริว เชียเรอร์ (Andrew Shearer) หนุ่มอเมริกันอายุ 27 ผู้เป็นซีอีโอของ Farmshelf เราคุยกันถึงสิ่งประดิษฐ์ที่เขาตั้งใจสร้าง และผลประโยชน์ที่มันจะนำมาให้โลก

ต่อไปนี้ เป็นเรื่องของชั้นปลูกต้นไม้ที่ทำได้มากกว่าแค่ประดับบ้าน

Let Food Grow

อันดับแรก เรามาเข้าใจความพิเศษของเทคโนโลยีสุดเจ๋งนี้กันก่อน

Farmshelf คือชั้นปลูกต้นไม้ที่ไม่ต้องเสียเวลาดูแลเอาใจใส่ใดๆ เพียงแค่ตั้งไว้ ระบบของตู้จะจัดการให้ทั้งหมด เราทำเพียงแค่ ใส่เมล็ดและวัตถุดิบตามกำหนด แล้วก็รอให้ถึงวันเก็บเกี่ยว ด้วยแนวคิดที่คล้ายกับเป็น ‘ขั้นกว่า’ ของการปลูกพืชไร้ดิน (Hydroponic Farming) และการปลูกพืชแนวตั้ง (Vertical Farming) ถามว่าขั้นกว่าอย่างไร ก็ตรงที่ในระบบปลูกพืชทั้งสองแบบ เราเป็นคนคิดว่าจะต้องทำอะไรกับพืช แต่ในตู้ของ Farmshelf เราไม่ต้องคิดอะไรเลย!

แล้วตู้รู้ได้อย่างไรว่าต้นไม้แต่ละต้นต้องการอะไร? เชียเรอร์อธิบายว่า “ตู้เก็บข้อมูลด้วยระบบเซนเซอร์พิเศษที่คอยตรวจสภาพดิน น้ำ อากาศ และคอยสังเกตอัตราการสังเคราะห์แสง บวกกับภาพถ่าย time lapse ของต้นไม้ แล้วปัญญาประดิษฐ์จะนำข้อมูลเหล่านี้ไปประมวลเพื่อหาสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุดให้กับพืชผัก”

แปลว่า ยิ่งปลูกต้นไม้มากเท่าไร Farmshelf ก็ยิ่งฉลาดมากขึ้นเท่านั้น นั่นเอง

เจ้าของก็เฝ้าติดตามการเติบโตน้อยๆ ในตู้ได้ผ่านแอพพลิเคชันที่จะคอยบอกทั้งระดับความเป็นกรดด่าง ระดับสารอาหาร พร้อมกับมีภาพ time lapse ให้แอบดูเหล่าพืชผักอย่างใกล้ชิดด้วย เมื่อถึงวันที่พร้อมเก็บเกี่ยว แอพจะแจ้งให้เรารับรู้อย่างทันท่วงที เพื่อให้เราได้กินอาหารในจังหวะที่รสชาติดีที่สุด

เมื่อฉันถามว่า แล้วแบบนี้ไม่เหมือนกับการสร้าง ‘ต้นไม้หุ่นยนต์’ เพราะไม่ปล่อยให้ต้นไม้ได้โตตามธรรมชาติเหรอ เขามองหน้าฉันด้วยความไม่เข้าใจ ก่อนจะชี้ว่า “สิ่งที่ FarmShelf ทำเป็นเหมือนการ ‘เพิ่มประสิทธิภาพในการเติบโต’ ให้ต้นไม้ แบบเดียวกับที่เราอยากให้คนอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ดีที่สุดนั่นแหละ ถ้าไม่นับว่านั่นเป็นการทำกับคนเหมือนหุ่นยนต์ ผมก็ไม่คิดว่าเราทำกับต้นไม้เหมือนหุ่นยนต์นะ”

Fresh Fast Food

ข้อดีของตู้นี้ ประกอบไปด้วย 2 ด้านหลักๆ คือ เวลาและคุณภาพ

ในแง่ของเวลา Farmshelf จะช่วยร่นระยะเวลาเดินทางของพืชผักจากไร่สวนมาถึงมือเรา บางครั้งอาจนานหลายวันหรือหลายสัปดาห์ ด้วยตู้นี้ เวลาเดินทางจะเหลือเพียงแค่ไม่กี่วินาที ข้อดีคือลดปัญหาการขนส่ง ปัญหาเรื่องพ่อค้าคนกลาง และสิ่งสำคัญอย่างมากสำหรับคนในเมืองใหญ่ที่แทบไม่มีบริเวณให้ปลูกพืชผัก ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าชั้นปลูกต้นไม้ไฮเทคยังสร้างผลผลิตได้รวดเร็วกว่าการปลูกในธรรมชาติด้วย

ส่วนในแง่ของคุณภาพ ตู้เล็กๆ หลังนี้ใช้ทรัพยากรประหยัดกว่าการปลูกแบบอื่นๆ เพราะมีโปรแกรมเข้ามาช่วยคิดคำนวณว่า ต้นอ่อนต้องการสารอาหารใดมากแค่ไหน ทำให้ทรัพยากรที่ต้องลงทุนแต่ละต้นอยู่ในปริมาณคุ้มค่า ไม่มากไปหรือน้อยไป และที่สำคัญคือ ด้วยวิธีการคิดเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดนี้ ทำให้รสชาติของผักอร่อยขึ้นด้วย

เสน่ห์อีกอย่างของการปลูกผักเองแบบนี้ คือการเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้เห็นกระบวนการผลิตอาหารตั้งแต่ตอนลงเมล็ดจนถึงสุกงอมในระดับที่กินได้ เป็นการให้ความรู้ ให้ความรู้สึกใกล้ชิดผูกพัน และช่วยให้ไว้วางใจกับอาหารที่เลือกกินได้มากขึ้นด้วย

ในระยะยาว เชียเรอร์คาดหวังให้ Farmshelf เป็นทางออกหนึ่งในการช่วยลดปัญหาความอดอยาก โดยเฉพาะในพื้นที่ทุรกันดารอื่นๆ ที่ปลูกพืชผักได้ยาก “ผมคาดหวังว่ามันจะช่วยแก้เรื่องความช่วยเหลือทางอาหาร (Food Aid) ของ UN ได้ ถ้ามีชั้นนี้ตั้งอยู่ ก็น่าจะเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่ห่างไกลได้กินผักผลไม้เยอะกว่าเดิมมากทีเดียว”

อย่างไรก็ตาม Farmshelf เพิ่งมีอายุเพียงแค่ปีกว่าๆ เท่านั้น จึงคงต้องคอยตามดูไปเรื่อยๆ ว่าวันไหนที่ความฝันของเชียเรอร์จะกลายเป็นความจริง

Thai Food… Coming Soon!

คำถามสำคัญซึ่งฉันต้องการจะมาถาม คือเรื่องของการนำเจ้าตู้แสนล้ำยุคมาใช้ในประเทศไทย ประเทศที่อุดมไปด้วยเมนูผัก โดยเฉพาะในเมืองหลวงซึ่งมีร้านอาหารอยู่ทั่วทุกหย่อมหญ้า แต่แทบไม่มีผักผลไม้ที่ปลูกสดๆ เลย

เชียเรอร์อธิบายว่า ก่อนหน้านี้ Farmshelf เน้นมุ่งเป้าไปที่ลูกค้ากลุ่มร้านอาหารและร้านกาแฟเป็นหลัก เช่น นำตู้ไปตั้งอยู่ที่ Great Northen Food Hall ที่สถานีรถไฟใหญ่ของนิวยอร์ก, ร้าน Norman และโรงแรม Ace Hotel ฯลฯ แต่พวกเขาก็มองว่าที่พักอาศัยก็เป็นกลุ่มลูกค้าที่น่าสนใจอีกกลุ่ม เมื่อเข้ามาร่วมมือกับแสนสิริ จึงยิ่งทำให้เชียเรอร์หันมาใส่ใจกับการใช้งานในครัวเรือนมากขึ้น โดยจะเริ่มจากโครงการ oka HAUS ของแสนสิริ ที่จะมี Farmshelf ติดตั้งอยู่ในบริเวณ Co-Kitchen ให้โอกาสลูกบ้านแสนสิริได้ลองใช้เป็นกลุ่มแรกๆ 

แต่ในแง่ที่ว่าจะต้องปรับให้เข้ากับความเป็นเมืองไทยหรือไม่ เขากลับบอกว่า “แนวความคิดเรื่องการปลูกผักแบบนี้มีทั่วไปอยู่แล้ว การปลูกพืชไร้ดินที่คล้ายๆ กันก็มีอยู่ทั่วโลก ดังนั้นเราไม่น่าจะต้องปรับเปลี่ยนอะไรมากมาย แต่แน่นอนว่าก็มีเรื่องที่ต้องคิดเพิ่ม เช่น เรื่องผู้เชี่ยวชาญด้านพืชพรรณ และข้อจำกัดของเมืองที่แตกต่างจากในสหรัฐอเมริกา”

เชียเรอร์เสริมให้เห็นข้อดีของ Farmshelf อีกข้อคือ มันเป็นโอกาสให้ชาวไทยได้ลองชิมผักพันธุ์แปลกๆ โดยไม่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ หากอยากรู้ว่าตอนนี้เขาปลูกอะไรได้บ้าง ก็มีตั้งแต่ผักสลัดสไตล์ฝรั่ง ไปจนถึงผักกาด โหระพา ผักชี มะเขือเทศ และสตรอว์เบอร์รี่ แต่เมื่อได้พัฒนาต่อร่วมกับแสนสิริ จากนี้จะมีผักอะไรงอกเพิ่มขึ้นมาบ้าง คงต้องคอยดู

ภายในปี 2018 เราน่าจะได้เห็นชั้นปลูกต้นไม้สุดคูลตั้งอยู่ตามอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ของแสนสิริ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ลูกบ้านของแสนสิริ และอาจจะข้ามไปโผล่ตามผลงานของอีก 5 บริษัทที่แสนสิริร่วมลงทุนในคราวนี้ด้วยก็ได้ ใครจะไปรู้

ฉันขอบคุณเชียเรอร์ ก่อนที่เราจะแยกย้ายกันไปรับประทานอาหารเที่ยงที่ทางงานจัดไว้ให้ ระหว่างที่ตักผักสลัดอยู่ฉันก็คิดขึ้นมาว่า ผักเหล่านี้เดินทางมาไกลแค่ไหน และหากเราร่นระยะทางนั้นลง จะสร้างผลดีอะไรได้อีกมากมาย

ชักอยากลองชิมดูเสียแล้วสิ ว่าความอร่อยใกล้มือที่ว่ามันรสชาติอย่างไร

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load